วิธีเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง

วิธีเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง

ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง มีอุปกรณ์หลายอย่างที่เราจะต้องใส่ใจในการเลือกหา รวมถึงกระเบื้องปูพื้นที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องพร้อมเป็นวัสดุปูพื้น ทำหน้าที่ในการรองรับแรงกระแทก และต้องแข็งแกร่งพอเพื่อการวางเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของต่างๆภายในบ้าน การจะเลือกกระเบื้องสักหนึ่งแผ่นจึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะกระเบื้องคือองค์ประกอบที่ต้องอยู่คู่กับบ้านเราไปอีกนาน รับรองได้เลยว่าหลังจากอ่านบทความนี้ไป การเลือกกระเบื้องจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป

รู้จักประเภทกระเบื้องที่นิยมนำมาใช้งาน

เวลาที่เราต้องการซื้อวัสดุกระเบื้อง เรามักจะเห็นกระเบื้องมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบที่รู้จักและไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม หากเราทราบว่ากระเบื้องที่เราจำเป็นจะต้องใช้งาน คือกระเบื้องชนิดไหน มีวิธีการในการใช้งานอย่างไร การเลือกกระเบื้องของเราจะประหยัดเวลา และได้กระเบื้องที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานแน่นอน

กระเบื้องเซรามิค (Ceramic)

กระเบื้องเซรามิค เป็นกระเบื้องที่พบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันสวยงาม หลากหลายลวดลายให้เลือกซื้อมาปูพื้นภายในบ้านของเรา ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องปูผนัง จึงต้องสอบถามพนักงานให้แน่ชัดว่าเป็นกระเบื้องที่ใช้กับประเภทไหนก่อนที่จะทำการเลือกซื้อ เป็นกระเบื้องที่ดูแลรักษาง่าย แต่ต้องคำนึงการนำกระเบื้องชนิดนี้ไปปูพื้นอยู่บางข้อ เนื่องจากเป็นพื้นมันและลื่น หากนำมาปูในพื้นที่เปียก อาจเกิดอันตรายต่อคนในบ้านได้

กระเบื้องเนื้อสีน้ำตาล (Stoneware) กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)

สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพอร์ชแลน เคลือบผิวหนาแบบด้าน แบบมัน แบบผิวหยาบ บางชนิดมีร่องตามลวดลาย ไม่ตัดขอบ ขนาดบางเบา ฐานกระเบื้องจะเป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงและทึบแสง ผิวด้านบนมีการตกแต่งลวดลาย แต่ไม่เหมาะกับการรับแรงเยอะๆ จึงเหมาะแก่การนำมาปูพื้นที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น

กระเบื้องปูพื้นผนัง (Wall Tiles)

เหมาะกับการปูผนังมากกว่าปูพื้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่อุณหภูมิสูงเหมือนกระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ทำให้กระเบื้องไม่ได้มีความหนามาก รับน้ำหนักได้ไม่เยอะมาก ไม่สามารถวางเฟอร์นิเจอร์หนักๆ หรือไม่สามรถรับน้ำหนักตัวได้มากเท่าที่ควร อาจจะเกิดการแตกหักของกระเบื้องได้ แต่เนื่องจากความหนาแน่นที่ไม่ได้มากเท่ากับกระเบื้องปูพื้น จึงทำให้เวลาที่นำมาปูผนัง สามารถยึดเกาะกับปูนได้มากกว่ากระเบื้องปูพื้น เพราะมีน้ำหนักเบากว่ามาก มีค่าการซึมที่ประมาณ 5-7% จึงไม่เหมาะกับการปูภายนอกบ้าน เพราะอาจจะเกิดการร้าวหรือแตกหักได้

กระเบื้องโมเสก (Mosaic)

กระเบื้องขนาดเล็กสีสันสดใส มีทั้งแบบแก้วและแบบเซรามิค ส่วนใหญ่ใช้เพื่อนำไปตกแต่งลวดลาย มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำน้อย จึงเหมาะกับการนำไปตกแต่งห้องน้ำ ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งผนังห้องหรือปูพื้นห้องน้ำก็ได้ และอีกหนึ่งความสามารถของกระเบื้องโมเสกคือสามารถปูในพื้นที่โค้งได้ แต่หากใครที่ไม่ชอบทำความสะอาดบ่อยๆ แนะนำให้วางกระเบื้องโมเสกในจุดที่สกปรกได้ยาก เนื่องจากกระบื้องโมเสกมีขนาดเล็กอาจจะทำให้เราทำความสะอาดยากกว่าปกติ

กระเบื้องแก้ว (Glass Tiles) 

มักนำมาใช้แทนกระเบื้องโมเสก มีคุณสมบัติโปร่งแสง สีสันหลากหลาย มันเงา จึงเหมาะที่จะนำมาตกแต่งในบ้าน ในห้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำ แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง  

กระเบื้องดินเผา (Earthenware)

กระเบื้องดินเผา ที่มีการนำดินไปเผาจนแข็งตัวและนำมาทำเป็นแผ่นเพื่อนำปูพื้น ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาลธรรมชาติ และไม่มีการเคลือบผิวหรือขัดเงา ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติมาก เก็บความขื้นได้ดี จึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่ต้องเปียกตลอดเวลา อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกระเบื้องชนิดนี้ได้ง่าย และมักจะทำความสะอาดยาก ส่วนมากจึงถูกนำมาใช้ปูในพื้นที่ที่ไม่ต้องทำความสะอาดมากเท่าจุดอื่นๆ เช่นห้องน้ำส่วนพื้นแห้ง หรือไม่ต้องตากแดดตากฝน เพราะเปราะและแตกหักง่าย

กระเบื้องพอร์ชเลนเคลือบผิว (Porcelain Tile)

ส่วนผสมหลักมาจากดินขาวเนื้อละเอียด มีแร่ธาตุผสมอยู่เยอะ แต่เผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส จึงทำให้พอร์ชเลนเป็นกระเบื้องที่มีความแข็งแรงสูง รับแรงได้มาก ทนต่อการเสียดขูด เนื้อกระเบื้องแน่น ทนทานกว่า Floor Tile ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้องแบบตัดขอบ ปูพื้นได้แนบชิดสนิทกว่า โดยระยะยาแนวอยู่ที่ 2 มม. ดูดซึมน้ำที่ 0.5-1% สามารถปูพื้นในบ้านและภายนอกบ้านได้ แถมยังสามารถปูพื้นบ้านและผนังบ้านได้อีกด้วย โดยแบ่งได้ 2 แบบ คือ

แบบเคลือบผิว หรือเกลซพอร์ชเลน (Glazed porcelain Tile)

กระเบื้องเกลซพอร์ชเลน ผ่านกระบวนการพิมลาย และเคลือบบนพื้นผิวชั้นบนสุด ทำให้กระเบื้องเกลซพอร์ชเลนมีสีสัน ลวดลายที่หลากหลายกว่ากระเบื้องแกรนิตโต้ แต่หากกระเบื้องชนิดนี้ได้รับความเสียหาย หรือแตกหัก  จะสังเกตุเห็นได้ว่ากระเบื้องชนิดนี้ ผิวหน้าและเนื้อกระเบื้องแยกสีออกจากกันอย่างชัดเจน โดยผิวด้านบนจะเป็นส่วนที่ผสมสี และด้านล่างจะเป็นพื้นผิวที่โดนเคลือบสีที่ผสมมาแล้ว

แบบเนื้อเดียวทั้งแผ่น หรือแกรนิตโต้ (Homogrneous Tile)

ไม่ว่าจะผ่านการกระแทกหรือเสียดสีมากแค่ไหน กระเบื้องแกรนิโตจะยังคงสีที่เหมือนกันทั้งแผ่น เพราะเป็นกระเบื้องที่มีการผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกว่า Full Body เหมาะกับการปูพื้นโดยเฉพาะส่วนที่เข้ามุม แต่ในเรื่องของสี มักจะเป็นสีเอิร์ธโทน เพราะมีส่วนผสมของดินขาวอยู่ด้วย และยังสามารถทำผิวสัมผัสได้มากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆด้วย

วิธีการเลือกกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ต้องดูจากอะไรบ้าง

หลังจากที่เรารู้จักชนิดของกระเบื้องแล้ว การเลือกกระเบื้องในแต่ละครั้ง ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับพื้นที่ที่เราจะใช้งาน

เลือกกระเบื้องให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนจะเลือกซื้อกระเบื้อง เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่เราต้องการจะปูพื้นเป็นโซนไหน ปูพื้นกระเบื้องภายในบ้าน ภายนอกบ้าน หรือในพื้นที่ที่เปียกตลอดเวลา อย่างห้องน้ำ หรือลานซักล้างในบ้าน เพื่อที่จะได้ทำการเลือกพื้นผิวของกระเบื้อง ชนิดของกระเบื้องได้อย่างถูกต้องตามการใช้งาน 

พื้นที่ภายในบ้าน 

ห้องขนาดเล็ก กระเบื้องที่ใช้ ควรมีขนาดเล็กหรือเป็นกระเบื้องยาวเรียว สีอ่อน ลวดลายเพียงเล็กน้อย

ห้องขนาดกลางและขนาดใหญ่ เลือกได้ทุกโทนสี ทุกลวดลาย เต่เน้นการวางกระเบื้องแบบมีจุดนำสายตาให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจ เลือกให้ขนาดเหมาะกับห้อง เข้ากับสไตล์ของห้องนั้นๆ 

ห้องนอน กระเบื้องที่เหมาะสมกับห้องนอน ควรเลือกเป็นแบบผิวมันเงาหรือผิวเรียบ สีสบายตา โล่งโปร่ง ดูเหมือนมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม ดูสวยงาม หรูหรา เหมาะกับการพักผ่อน  และยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย

ห้องรับแขก ห้องที่เป็นด่านหน้าของบ้าน ที่ใครๆมาหาเราก็จะต้องผ่านตรงส่วนนี้ก่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การเลือกกระเบื้องควรเลือกเป็นกระเบื้องขนาดกลางๆ ใช้โทนสีที่สื่อถึงความเป็นมิตร โทนอ่อนๆ อบอุ่น และเป็นกระเบื้องหน้าเงา จะยิ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับห้องรับแขก ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าเจ้าบ้านเตรียมพร้อมต้อนรับแขกคนพิเศษเข้ามาในบ้านด้วย 

ห้องครัว เป็นห้องที่ต้องเจอทั้งความร้อน และจะต้องทำความสะอาดบ่อยเนื่องจากคราบของการทำอาหาร กระเบื้องที่เลือกใช้ ควรใช้แบบที่มีความฝืดเล็กน้อย แผ่นค่อนข้างใหญ่ รอยต่อแผ่นมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทำความสะอาดคราบมัน คราบสิ่งสกปรกตามร่องได้ง่าย ส่วนตัวที่ปูพื้นเคาน์เตอร์ครัว ควรใช้กระเบื้องที่ทนความร้อนได้ดีกว่าพื้นห้องครัว แต่จะต้องทำความสะอาดได้ง่ายๆเช่นกัน

ห้องน้ำ  ห้องที่เราต้องเจอกันบ่อยที่สุดในทุกๆวัน เป็นห้องที่เราควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งชนิดกระเบื้อง รูปแบบ โทนสีที่จะใช้ เพราะเป็นอีกหนึ่งโซนที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ กระเบื้องที่ใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวหยาบ ขนาดไซส์กระเบื้องปกติเพื่อให้มีร่องกระเบื้องเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้ฝ่าเท้ายึดเกาะ ป้องกันการลื่นล้มทั้งเจ้าของบ้านและแขกที่มาเยือน 

พื้นที่ภายนอก 

เป็นอีกหนึ่งโซนที่เราควรเลือกกระเบื้องอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะเกิดอันตรายได้ง่าย อย่างเช่น ระเบียง ลานซักล้าง ลานจอดรถ หรือ ลานพักผ่อนข้างบ้าน กระเบื้องที่เลือกใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวสัมผัสหยาบ แต่ไม่หยาบมากจนเกินไป เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และเดินได้อย่างมั่นใจ ไม่เดินลื่นเมื่อพื้นเจอกับน้ำ 

รูปแบบกระเบื้อง

กระเบื้องตัดขอบ 

เป็นกระเบื้องที่เมื่อเผาเสร็จแล้ว จะถูกนำมาตัดขอบข้างให้เรียบเนียน เป็นมุมฉาก รอบกระเบื้องจะเรียบตรง ปูได้แนบชิดมากกว่ากระเบื้องไม่ตัดขอบ โดยมีระยะยาแนวประมาณ 2 มิลลิเมตร หรือตามความเหมาะสมในการเว้นระยะยาแนว

กระเบื้องไม่ตัดขอบ 

ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องเซรามิก ที่เมื่อเข้าเตาเผาเสร็จแล้วกระเบื้องจะเกิดการขยายตัว ทำให้กระเบื้องขอบไม่เรียบตรงเท่ากับก่อนเผา ส่วนใหญ่มักจะเว้นระยะยาแนวไม่ต่ำกว่า 3 มม. 

ลักษณะพื้นที่ที่ติดตั้ง

พื้นที่ที่จะปูพื้นนอกจากจะแยกเป็นโซนของแต่ละห้องแล้ว จะต้องดูด้วยว่าเราจะปูพื้นหรือปูผนังบ้าน เพราะการใช้งานและการรับน้ำหนักแตกต่างกันไป กระเบื้องปูพื้นจะต้องรับน้ำหนักมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แข็งแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในส่วนกระเบื้องปูผนัง รับน้ำหนักได้แต่น้อยกว่ากระเบื้องที่ใช้ปูพื้นทั่วไป 

กระเบื้องปูพื้นมีหลายขนาด การวัดขนาดก็จะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเซนติเมตรและหน่วยนิ้ว (1 นิ้วเท่ากับ 2.54 เซนติเมตร) สามารถแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้

กระเบื้องเซรามิค ขนาดหลากหลาย แต่ไม่ใหญ่มาก กว้างxยาว ขนาดตั้งแต่ 10-30 ซม. 

กระเบื้องพอร์ชเลน ขนาดใหญ่กว่าเซรามิค กว้างxยาว 60×60 ซม., 80×80 ซม., 60×120 ซม. หรือขนาดใหญ่ 80×240 ซม.

กระเบื้องโมเสค ขนาดไม่เกิน 10×10 ซม. 

โดยขนาดที่ผลิตส่วนใหญ่ สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้ง ดังนี้

กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 12×12 นิ้ว, 13×13 นิ้ว, 16×16 นิ้ว, 24×24 นิ้ว

กระเบื้องปูผนัง (Wall Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 8×10 นิ้ว, 10×16 นิ้ว, 12×24 นิ้ว

ตกแต่งกรุยเชิง ขนาดที่นิยมผลิต มีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว จนถึง 4×8 นิ้ว, 10 นิ้ว, 16 นิ้ว, 24 นิ้ว

ซึ่งเราสามารถคำนวณคร่าวๆได้ ดังนี้ 

จำนวนกล่อง = กว้างxยาว ของพื้นที่ที่จะปู (เมตร)

จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ต่อ 1 กล่อง (ตารางเมตร)

*กรุยเชิง หมายถึง คิ้วหรืออุปกรณ์เข้ามุมโต๊ะ พื้นที่ต่างระดับ โดยทั่วไปจะเป็นแบบมุมโค้งและแบบมุมเหลี่ยม แบ่งการใช้งานตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะพบว่าถูกตกแต่งพื้นหรือผนัง เพื่อความหลากหลายในการออกแบบการปูพื้นและผนัง

เลือกจากผิวสัมผัส

กระเบื้องปูพื้นที่มีอยู่ทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์สร้างบ้าน มีทั้งแบบเรียบ มัน หยาบ หรือกึ่งมันกึ่งหยาบ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นผิวสัมผัสมีความจำเป็นอย่างมากในการเลือกกระเบื้องให้เหมะสมกับพื้นที่ใช้งาน หากเป็นพื้นที่ปูพื้นปกติ ก็สามารถใช้กระเบื้องที่ไม่ต้องหยาบมาก แต่หากต้องการการยึดเกาะที่ดี ป้องกันการลื่นอย่างทางลาด ควรมีผิวสัมผัสที่หยาบ  โดยเราสามารถดูความเรียบหรือหยาบ ได้จากค่ากันความลื่น หรือค่า R (Slip Resistance)

ค่ากันความลื่นโดยทั่วไปจะอยู่ที่ R9-R12 โดย 

กระเบื้องปูพื้นทั่วไป เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องรับแขก,​ ห้องนอน ค่าอยู่ที่ R9 จะหยาบน้อยสุด 

กระเบื้องปูพื้นเปียกน้ำ เช่น ห้องน้ำ, ที่จอดรถ หรือลานซักล้าง ค่าอยู่ที่ R10 จะหยาบปานกลาง

สุดท้าย กระเบื้องปูพื้นภายนอกบ้าน เช่น ทางลาดสำหรับวีลแขร์ หรือทางลาดสำหรับลานจอดรถ ค่าอยู่ที่ R12 ซึ่งจะหยาบมากที่สุด

เลือกเกรดตามการใช้งาน

เกรดของกระเบื้อง แบ่งตามการผลิต ความหนา พื้นผิว การดูดซึม ค่าความลื่น สีสัน ลวดลาย น้ำหนักกระเบื้อง และความผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตกระเบื้อง 

กระเบื้องเกรด A (Premium) 

กระเบื้องที่ไม่เห็นตำหนิบนผิวกระเบื้อง ไม่มีรอยร้าว ไม่มีรอยบิ่น ขอบเรียบ ไม่มีตำหนิใต้เคลือบ ผิวต้องเรียบ ไม่มีรอยรูเข็ม รอยเล็กๆ ในระยะการมองที่ 0.5 เมตร 

กระเบื้องเกรด B (Commercial) 

กระเบื้องที่มีรอยตำหนิเล็กน้อย อาจจะมีรอยบิ่นเล็กน้อย หรือรูเข็มเล็กๆ ในบางเคสอาจจะมีรอยใต้ผิวเคลือบ มีตำหนิบ้างเล็กน้อย ในระยะการสังเกตุที่ 1 เมตร ราคามักจะถูกกว่ากระเบื้องเกรด A

กระเบื้องเกรด C 

กระเบื้องที่มีรอยตำหนิมากกว่ากระเบื้องเกรด B จะสังเกตเห็นได้ในระยะ 2 เมตร อาจจะมีรอยบิ่น การราน หรือการเคลือบกระเบื้องจนเป็นรอย จุดเลอะต่างๆ ในขอบเขตที่กำหนดไว้ อาจจะไม่เกิน 2 จุด หรือพื้นที่รวมไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ราคาถูกกว่าทั้งกระเบื้องเกรด A และ B

ค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องก็สำคัญ

หากเราทราบค่าดูดซึมน้ำ จะทำให้การเลือกกระเบื้องปูพื้นหรือปูผนังเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เราเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน ควรใช้ปูพื้นภายในหรือภายนอกจะให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ดีกว่ากัน โดยค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีดังนี้

0% กระเบื้องไม่ดูดซึมน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น ทำให้มีอายุการใช้งานนานสุด ในแง่ของการป้องกันความชื้น

<3% กระเบื้องที่มีการดูดซึมต่ำ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องเจอน้ำมากๆ เช่น สระว่ายน้ำ ลานซักล้าง ความชื้นจะช่วยเพิ่มอายุให้กับกระเบื้องเหล่านี้ ไม่แตก ไม่สึกกร่อนง่าย

>3-6% การดูดซึมน้ำน้อย สามารถปูพื้นได้ทั่วๆไป ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

>6-10% การดูดซึมน้ำระดับปานกลาง จึงเหมาะกับการปูพื้นที่ไม่ชื้นมาก เช่น การปูพื้นภายในอาคาร ไม่โดนแดด โดนฝน

>10-16% มีความสามารถในการดูดซึมน้ำสูง ไม่เหมาะกับการปูพื้นที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะการปูพื้นนอกอาคาร เพราะหากโดนฝนมาก จะเสียหายได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลประกอบข้างกล่อง

ข้อมูลข้างกล่องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรจะสังเกตในเมื่อจะต้องไปเลือกซื้อกระเบื้องแต่ละครั้ง เพราะจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เราจะเลือกกระเบื้องได้อย่างแม่นยำ และสามารถเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อได้

Pcs. จำนวนแผ่นบรรจุ

SQ.M. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ ตารางเมตรต่อกล่อง

SQ.FT. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ หน่วยตารางฟุตต่อกล่อง

เลือกแหล่งซื้อกระเบื้องที่ง่ายและเหมาะสม

ร้านค้าหรือช้อปที่ขายวัสดุ

ห้างร้านที่มีการขายอุปกรณ์แต่งบ้าน เช่น IKEA บุญถาวร Index living mall Home pro หรือร้านค้าที่ขายวัสดุเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านทั่วๆไปตามพื้นที่ที่เราอยู่

ร้านค้าออนไลน์

หากใครไม่อยากเสียเวลาออกไปซื้อกระเบื้องตามห้างร้านที่แนะนำไป ในปัจจุบันทั้งร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆมากมาย เริ่มลงมาขายอุปกรณ์สร้างบ้านกันมากมาย รวมถึงแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างๆ เช่น Shopee, Lazada. IKEA, Kaidee เป็นต้น

ทริคเล็กๆน้อย ที่เอาไว้ทำตามกันได้

Product Name

การจดรายละเอียดของกระเบื้องที่อยู่ข้างกล่อง เช่น รุ่นสินค้า ปีที่ผลิต รหัส สี เก็บไว้เป็นข้อมูล หากเกิดการเสียหายระหว่างก่อสร้าง หรือไม่ได้ทำการซื้อเผื่อพื้นที่ส่วนต่าง จะได้ทำการไปเลือกซื้อเพิ่มได้ง่ายมากขึ้น สำคัญมากคือการเลือกสี เนื่องจากสีในแต่ละการผลิตจะได้ค่าสีออกมาคล้ายเคียงกันแต่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการเลือกเทียบเฉดสีที่ไปด้วยกันได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านของเราสวยแบบสม่ำเสมอ ไม่โป๊ะแตก

ราคา 

กระเบื้องแต่ละชนิดแตกต่างกัน จากขนาดและวัสดุในการผลิต ซึ่งปกติราคากระเบื้องต่อ 1 กล่อง ปูได้ 1 ตารางเมตร แต่บางชนิดอาจจะขายแบบแยกแผ่น หรือขายแบ่งจำนวน 

*บวกพื้นที่เพิ่มตัดขอบไปอีก 3-5% สำหรับการปูลายแบบขนาน และเผื่อ 7-10% สำหรับการปูแบบทแยง เผื่อทั้งหมดไว้อีกประมาณ 5% เพื่อป้องกันการแตกหักระหว่างก่อสร้าง มีการเพิ่มเติมของพื้นที่ระหว่างอีกเล็กน้อย หรือซื้อสำรองไว้เปลี่ยนในอนาคต เพราะหากไปซื้อใหม่ในอนาคต ขนาดและสีอาจจะมีการผิดเพี้ยนจากเดิมไป 

หากคุณอ่านบทความนี้จบ การเลือกกระเบื้องจะกลายเป็นเรื่องง่าย 

การเลือกกระเบื้องแม้ว่าจะมีปัจจัยให้เลือกสรรที่ค่อนข้างมากมาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากคุณทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยของกระเบื้องแต่ละชนิด เช่น ค่ากันความลื่น ค่าดูดซึมน้ำ หรือการรู้จักประเภทกระเบื้อง รวมถึงการใช้งาน การเลือกกระเบื้องเพื่อมาใช้ในการทำบ้านของคุณ คุณก็สามารถรับบทเป็นช่างผีมือเทพได้เลยล่ะ

Leasehold กับ Freehold ต่างกันอย่างไร

Leasehold กับ Freehold ต่างกันอย่างไร

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ความต้องการต่างๆก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัย การถือครองกรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนไปจากอดีต หลายๆคนหันมาเลือกที่อยู่อาศัยแบบ Leaseholde มากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า Leasehold และ Freehold คืออะไร บทความนี้จะมาตอบคำถามที่คุณและหลายๆคนสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของ Leasehold และ Freehold เพื่อเป็นประโยชน์กับการถือครองและการลงทุนในอนาคต 

Leasehold และ Freehold คืออะไร 

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคอนโด การซื้อบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยหรือการลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์ของคอนโด อย่าง Leasehold และ Freehold ซึ่งหัวข้อนี้กลายเป็นเทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน การรู้ถึงข้อมูลในส่วนนี้จึงมีประโยชน์กับคุณเป็นอย่างมาก

การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Leasehold

เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบที่เจ้าของโครงการปล่อยให้ผู้ซื้อเช่าระยะยาว หรือพูดง่ายๆว่า สิทธิ์การเช่าถือครองอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

การถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าจะเป็นเจ้าของห้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาของกรถือครองกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าต้องคืนคอนโดมิเนียมที่ถือครองหรือไม่ก็ต่อสัญญายืดระยะเวลาออกไปจากเดิม ซึ่งปกติทั่วไปแล้วสัญญาแบบ Leasehold จะมีผลอยู่ที่ 30 ปี ตามเงื่อนไขของแต่ละที่ ซึ่งหากครบกำหนดเวลาแล้ว กรรมสิทธิ์ในคอนโดจะตกเป็นของเจ้าของโดยทันที และหากเกิดเหตุร้ายกับคอนโดมิเนียม จะไม่มีสิทธิ์ในการได้รับค่าชดเชย

การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Freehold

การถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม จะตกเป็นของผู้ซื้อ 100% หรือเรียกง่ายๆว่า การซื้อขายสิทธิ์ขาด โดยเจ้าโครงการจะทำการขายขาด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อที่จะได้รับกรรมสิทธิ์ในส่วนนี้ไป ซึ่งใครที่ต้องการกู้กับธนาคาร สามารถได้วงเงินสูงสุดเต็ม 100% และมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องมีการต่อสัญญาหรือคืนสิทธิ์ให้กับผู้ขาย และหากมีการเวนคืนที่ดิน ภัยพิบัติ ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์จะได้รับค่าชดเชย การถือครองกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้สามารถส่งต่อกรรมสิทธิ์ไปยังลูกหลานได้

Leasehold และ Freehold ต่างกันอย่างไร 

การถือครองกรรมสิทธิ์

การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold คือการถือครองแบบให้เช่าในระยะยาว ที่มีกรอบเวลากำจัดอยู่ที่ 30 ปีโดยประมาณ ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คอนโดไม่ใช่ผู้เช่าซื้อ แต่เป็นเจ้าของโครงการ เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนให้ไปกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วน Freehold เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปขายต่อหรือมอบให้เป็นมรดกของครอบครัว

ผลประโยชน์จากการถือครองกรรมสิทธิ์

การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ผู้ถือครองจะได้รับผลประโยช์สูงสุดจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หากเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ถือครองคอนโดมิเนียม จะไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการเก็งกำไร แต่จะได้รับในรูปแบบของค่าเช่าในระยะเวลาที่ได้รับการกำหนด เนื่องจากคอนโดมิเนียมในรูปแบบนี้ มักจะอยู่ในทำเลที่สำคัญและมีศักยภาพสูงมาก เช่ยถนนวิทยุ สามย่าน หรือย่านธุรกิจที่สำคัญอย่างเช่น สาทร รัชดา พระรามเก้า ที่ชาวต่างชาติและคนไทยบางกลุ่มมีความต้องการในการเช่าอยู่ในระยะยาว และมักจะได้ราคาปล่อยเช่าที่ดีด้วย

สิทธิ์ในการถือครองของชาวต่างชาติ

เมื่อเปิดอ่านกฏหมายในประเทศไทย อย่าง พ.ร.บ. อาคารชุด พบว่าชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโนมิเนียมได้ประมาณ 49% ของยูนิตทั้งหมด ซึ่งการถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold เป็นสัญญาแบบเช่าระยะยาว ซึ่งต่างจาก Freehold ที่ในเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองสิทธิ์ของชาวต่างชาติทำได้ยาก หากชาวต่างชาติต้องการถือครองกรรมสิทธิ์ Freehold คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด

การจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโด

ในข้อนี้อาจจะแตกต่างจากข้ออื่นตรงที่เป็นการจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโดของตัวเอง หากคุณเป็นคนที่ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold การจัดการ ปรับปรุงห้อง ตกแต่งห้อง สามารถทำได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไร เพราะเราเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ต่างจากการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ที่เราผู้ถือครองคอนโดเป็นเพียงเจ้าของในระยะเวลาเช่าทั้งหมด แต่สุดท้ายกรรมสิทธิ์ในการถือครองคอนโดยังคงเป็นเจ้าของโครงการ

จุดเด่นของแต่ละกรรมสิทธิ์

ก่อนตัดสินใจถือครองกรรมสิทธิ์ ลองมาดูจุดเด่นของแต่ละรุปแบบกันดีกว่า

 จุดเด่นของ Leasehold

ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะ

แง่การลงทุน ได้กำไรแบบไม่ต้องลงทุนมาก

จุดเด่นของ Freehold

เป็นเจ้าของได้เลย

มีสิทธิ์ในการตัดสินใจรีโนเวทหรือขายอสังหาริมทรัพย์

ได้รับผลประโยชน์โดยตรง

Freehold และ Leasehold เหมาะกับใคร 

  • เป็นเจ้าของด้วย Freehold 

ด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% การถือกรรมสิทธิ์ในรูปแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่มองหาคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง อยู่เป็นระยะเวลานาน และเป็นสินทรัพย์ส่วนตัว ขายต่อเก็งกำไรได้ หรือจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคตก็ได้

  • อยู่ยาว แต่ไม่เป็นภาระทางการเงิน Leasehold 

การถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบของ Leasehold เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดมิเนียมในทำเลที่เดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ มักตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่เป็นการพักอาศัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ได้เป็นเจ้าของแบบ 100% ไม่สามารถขายต่อเพื่อเก็งกำไร หรือส่งต่อให้ลูกหลานได้ แต่จะส่งผลดีในด้านการเงิน ไม่ต้องมีภาระหนี้ระยะยาว และผ่อนได้ในราคาที่ด่ำกว่าคอนโดมิเนียมปกติทั่วไปแบบ Freehold

ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold และ Freehold

Leasehold 

ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold

ข้อดี 

ทำเลดี

ราคาถูกกว่า

ส่งผลดีต่อชาวต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์

มีการบำรุงรักษาจากโครงการมืออาชีพตลอดเวลา

ข้อเสีย

ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

Freehold

ข้อดี ข้อเสีย ของ Freehold

ข้อดี

ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% 

กู้เงินจากธนาคารได้สูงสุด 100%

คอนโดมีโอกาสปรับสูงขึ้น 

ข้อเสีย

ไม่ได้มีการบำรุงรักษาอาคารตลอดเวลาเหมือน Leasehold

เลือกการถือครองกรรมสิทธิ์ตามความสะดวกของคุณ

การถือครองกรรมสิทธิ์ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ต้องการจุดพักอาศัยที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์อย่างสูงสุด โดยที่ Leasehold และ Freehold มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ซื้อ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนที่สนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในแต่ละการถือครอง มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ที่เราควรทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลเชิงลึกของ Leasehold และ Freehold อย่างละเอียด ก็มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก

ส่อง 5 ทำเลทอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ในเมืองกรุง

ส่อง 5 ทำเลทอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ในเมืองกรุง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทำเลที่พักอาศัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อบ้าน คอนโด หรือแม้กระทั่งเหล่านักลงทุนทั้งหลายที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลทองเพื่อการลงทุน ซึ่งในกรุงเทพมีหลากหลายทำเลที่ฮอตฮิต โดนใจผู้อยู่อาศัย ที่หลายคนมักจะตัดสินใจเลือกซื้อหรือเช่าด้วยเหตุผลของการเดินทางที่สะดวกสบาย อาหารการกินที่ครบครัน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวแฮ้งค์เอาท์ยามค่ำคืนในวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ลองมาดูกันดีกว่าว่า 5 ทำเลทองซื้อง่าย ขายคล่อง อยู่ตรงไหนบ้าง จะเป็นละแวกเดียวกับที่คุณอยู่หรือไม่ ไปดูกัน

5 ทำเลฮอตฮิตที่ชาวเมืองพร้อมใจกันลากกระเป๋าเข้าอยู่

พระรามเก้า

พระราม 9 ย่านใจกลางเมืองที่ครบครันในทุกความต้องการของคนเมืองที่ต้องการประหยัดเวลาเดินทาง ไม่ว่าคุณต้องการที่จะไปช็อปปิ้ง เดินทางทำงาน หรือไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ย่านพระราม 9 สามารถตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้เป็นอย่างดี ทำให้ที่พักอาศัยในย่านนี้ กลายเป็นที่ต้องการของชีวิตชาวเมืองวัยเรียน วัยทำงานทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว ครบทุกมิติของการใช้ชีวิต รวมถึงความหลากหลายในพื้นที่ การเป็นย่านที่อยูอาศัย บวกกับ New CBD ทำให้พระราม 9 เป็นพื้นที่ของความแตกต่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพื้นที่พระราม 9 ที่ไม่เคยหลับไหล เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นอย่าง ตลาดนัดรถไฟรัชดา ห้างเซ็นทรัลพระรามเก้า ร้านอาหารชื่อดังนานาชนิด ที่ตั้งอยู่รายล้อมที่พักและที่ทำงาน รวมถึงการเดินทางที่สะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้ามหานคร ไม่ว่าคุณอยากไปที่ไหนก็สามารถเดินทางไปได้ทั่วกรุงเทพอย่างสบาย เป็นเหตุผลที่ทำให้ย่านพระราม 9 เป็นจุดหมายหลักที่หลายคนอยากอยู่ ส่งผลให้ที่พักและคอนโย่านนี้มีการพัฒนารูปแบบของคอนโด ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากใครที่ต้องการความสะดวกสบาย การเติบโตของพระรามเก้าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน

ด้วยศักยภาพเหล่านี้ จึงทำให้ทำเลพระรามเก้า กลายป็นทำเลทองที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย และการลงทุน มีหลายราคาให้เลือก แบ่งตามทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ขนาดของห้อง ฟังก์ชั่นการใช้งาน และยังขึ้นกับเจ้าของโครงการด้วย

ลาดพร้าว

“ลาดพร้าว” ย่านที่อยู่อาศัยยอดฮิตของชาวเมืองกรุงเทพ ความพร้อมของโซนลาดพร้าวจะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ การทำงาน การท่องเที่ยว และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ รวมไปถึงการเดินทางจากย่านลาดพร้าวที่แสนจะง่ายดาย ด้วยระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่คุณสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้การใช้ชีวิตในลาดพร้าวเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะไม่ว่าคุณต้องการอะไร ’ลาดพร้าว ’ มีทุกอย่างเสิร์ฟพร้อมคุณ

การพัฒนาเมืองในเขตลาดพร้าวที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน ทำให้ลาดพร้าวมีความพร้อมตอบรับทุกความต้องการในการใช้ชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านนี้ สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าอย่าง ยูเนี่ยนมอล์ เซ็นทรัลลาดพร้าว จตุจักร สถานที่ทำงานในลาดพร้าวและพื้นที่โดยรอบ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะพักอาศัยในโซนลาดพร้าว เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในโหมดทำงานจริงจัง หรืออยากเที่ยวเล่นพักผ่อน คุณก็สามารถเดินทางไปในที่ที่คุณต้องการได้ในเวลาที่ประหยัด

ย่านลาดพร้าว ทำเลทองของคนเมืองที่ไม่อยากวุ่นวายในโซนใจกลางเมือง ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของคุณให้สะดวกสบายมากขึ้น เหมาะแก่การลงทุน หรือแม้กระทั่งการพักอาศัยในพื้นที่นี้ จะช่วยให้คุณถาพชีวิตของคุณดีขึ้น

สุขุมวิท

หากคุณกำลังมองหาคอนโดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเมืองมากนัก “สุขุมวิท” เป็นอีกหนึ่งทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ด้วยการเดินทางที่สะดวกสบาย อีกทั้งยังอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก 

ถามว่า ทำไม  “สุขุมวิท” จึงเป็นทำเลทองที่หลายๆคนอยากมาอยู่ เพราะ สุขุมวิท ไม่ใช่ปลายทางที่คนไทยอยากไปอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่รวมชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยด้วย 

ด้วยความเป็นศูนย์กลางของเมือง “สุขุมวิท” จึงเป็นย่านที่คับคั่งไปด้วยผู้คนทั้งไทยและต่างชาติ ความพร้อมของ “สุขุมวิท” ทำให้หลายคนเลือกที่จะอยู่ในโซนนี้ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยแหล่งเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ใครที่รักการท่องเที่ยวในยามราตรี ชอบทานอาหารร้านดัง ธุรกิจห้างร้านต่างๆที่พร้อมใจกันมาปักหลักในพื้นที่ย่านธุรกิจอย่าง “สุขุมวิท” ทำให้การใช้ชีวิตมีสีสัน สุดเพลิดเพลินกับกาารช็อปปิ้ง เอ็นจอยกับอาหารในร้านที่ปรนนิบัติคุณดุจดั่งคนสำคัญ ใครที่รักการใช้ชีวิตแบบนี้ ย่าน “สุขุมวิท” จึงเป็นย่านที่คุณคู่ควร 

เนื่องจากสุขุมวิทเป็นย่านทำเลทองของเมือง ทำให้คอนโดมิเนียมในย่านนี้มักจะเป็น Luxury Condo ด้วยมูลค่าที่ดินของสุขุมวิท และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หรูหราของคนในย่านนี้ ทำให้สุขุมวิทมีราคาการซื้อขายและเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างสูงกว่าพื้นที่อื่นๆในละแวกเดียวกัน

สาทร 

    ย่านที่ธุรกิจทั้งหลายพร้อมใจกันมาตั้งรกรากที่จนทำให้ “สาทร” กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ หรือ Real CBD (Real Central Business District) ที่สำคัญของประเทศไทย และนอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานฑูตอีกหลายประเทศ จึงทำให้ย่าน“สาทร”เป็นที่รู้จักของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในนามของ “สาทร” ทำเลแห่งชีวิตเหนือระดับ เป็นโซนเส้นเลือดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร โซนแห่งความเจริญของสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์การใช้ชีวิตสุดหรูของคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด

ความไพร์มของ “สาทร” ทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านทำเลทองห ลอมรวมประสบการณ์สุดพิเศษของชีวิตในพื้นที่เดียว การเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่นี้จึงรุดหน้ามากเป็นอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ หลายบริษัทชั้นนำ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงในไทย โรงพยาบาลชื่อดัง รวมถึงห้างร้านสรรพสินค้าระดับลักชัวรีที่พร้อมใจกันมาตั้งในย่าน “สาทร” ทำให้ย่านนี้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา การบริการที่ครบครันในพื้นที่อย่างร้านอาหารเจ้าดัง การเดินทางที่สะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า ถนนตัดผ่านที่คุณสามารถเข้าออกทั้งสองฝั่งของกรุงเทพมหานครเป็นเรื่องที่ง่ายดาย คุณจึงสามารถใช้ชีวิตสุดโมเดิร์นใน“สาทร”ได้ครบ จบในที่เดียว

การเข้ามาของบริษัทสัญชาติตะวันตกจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัททางด้านการเงินที่สำคัญ ทำให้ย่านสาทร มีการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว ที่ดินในย่านสาทรถือเป็น Rare Area ที่ทำให้ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้เป็น Rare Item ที่มีราคาสูงตามทำเลและคุณภาพ

อ่อนนุช

ย่านที่พักอาศัยคุณภาพคับแน่น แต่ราคาเป็นมิตร ตอบโจทย์ชาวเมืองทั้งหลาย คงจะหนีไม่พ้น “อ่อนนุช” พื้นที่ปลายโซนของสุขุมวิท ที่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวชาวเมือง แหล่งช็อปปิ้งที่มีหลากหลาย เตรียมพร้อมไว้สำหรับทุกคนที่พักอาศัยในพื้นที่อ่อนนุช ไม่แพ้พื้นที่อื่นๆในกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ใกล้ๆอ่อนนุช อย่างใจกลางสุขุมวิท อ่อนนุชก็มีทุกอย่างรอต้อนรับการมาของคุณ

โซนที่พักอาศัยของหนุ่มสาวชาวเมือง ที่ไม่โฟกัสเรื่องเวลาในการเดินทาง ผสมผสานกับความเรียบง่ายของชาวเมืองอ่อนนุชเอง ทำให้ “อ่อนนุช” กลายเป็นเมืองที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะลองใช้ชีวิตแบบหรูหรา หรืออยากประหยัดเงินในกระเป๋า คุณก็สามารถเลือกได้ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของอ่อนนุช คือไม่ว่าจะเดินทางเข้าเมืองหรือออกนอกเมืองก็เดินทางได้ง่ายๆ แถมค่าครองชีพก็ถูกด้วย 

ด้วยความน่าสนใจของพื้นที่ย่านไลฟ์สไตล์ ฟังก์ชั่นครบครัน ทำให้เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เลือกลงทุนในพื้นที่นี้ ทั้งการปล่อยขายและปล่อยเช่า แบบหรูหราและราคาประหยัด ไว้ให้คุณเลือกหามากมายในย่าน “อ่อนนุช” 

เลือกจับจองและลงทุนในทำเลที่คุณถูกใจ

ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใดก็ตาม ทำเลเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายมากขึ้น ด้วยการตอบสนองปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเลือกพักอาศัยในพื้นที่ทำเลทอง เพื่อการยกระดับการใช้ชีวิต หรือเพื่อการลงทุนในระยะยาว 5 ทำเลทองเหล่านี้จะช่วยทำให้คำตอบในการใช้ชีวิตของคุณเป็นจริง

ข้อแตกต่างระหว่าง Townhouse กับ Townhome

ข้อแตกต่างระหว่าง Townhouse กับ Townhome

หลายคนคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบ้านหลายข้อ รวมถึง “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” ที่มองเผินๆ บ้านทั้งสองแบบนี้แทบจะเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วบ้านทั้งสองชนิดนี้ ไม่เหมือนกันตามชื่อเลย เรามาคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” กันดีกว่าว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเราจะตัดสินใจซื้อบ้าน เราควรซื้อ “ทาวน์เฮ้าส์” หรือ “ทาวน์โฮม” ให้เหมาะกับเรา

ประเภทของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย

บ้านดี่ยว 

บ้านเดี่ยว มีทั้งแบบที่เป็นโครงการบ้านเดียว และบ้านเดี่ยวที่ปลูกสร้างบนที่ดินของตัวเอง ซึ่งชื่อของบ้านเดี่ยวก็บอกถึงความแตกต่างของลักษณะรูปแบบอยู่แล้ว นั่นคือเป็นบ้านหลังเดียวที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยพื้นที่บ้าน พื้นที่ใช้สอย หรือแม้กระทั่ง พื้นที่รอบๆบ้านที่ถูกกั้นด้วยรั้วบ้าน แยกบ้านแต่ละหลังออกจากกัน ซึ่งขนาดของบ้านเดี่ยว มีตั้งแต่แบบ 2 ห้องนอนไปยังห้องนอนมากกว่า 5 ห้องขึ้นไป

คอนโดมิเนียม

อาคารชุดที่มีทั้งแบบอาคารสูงและอาคารต่ำ มักมียูนิตของห้องมากกว่า 50 ห้องขึ้นไป มักจะตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางได้ง่าย ใกล้กับสถานที่สำคัญ แหล่งชอปปิ้ง แหล่งงาน โดยส่วนใหญ่ภายในห้องมีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมกับการใช้งาน ดูแลง่าย ไม่ต้องใช้เวลามากเหมือนบ้าน และยังมีพื้นที่ส่วนกลางไว้คอยอำนวยความสะดวกลูกบ้าน และแบ่งกรรมสิทธิ์ห้องเป็นส่วนๆได้ หรือเป็นเจ้าของได้โดยชอบธรรมเสมือนเป็นบ้านหลังหนึ่ง 

ทาวน์เฮ้าส์

บ้านอีกหนึ่งชนิดที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีขนาดครอบครัวที่มากกว่า 2  คนขึ้นไป สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ออกเป็นส่วนได้ มีการซื้อขายเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกทาวน์เฮาส์เพื่อตอบโจทย์เรื่องของพื้นที่ที่มากกว่าคอนโดมิเนียม เนื่องจาก ความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนในครอบครัวจะมากกว่า และยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้มากกว่า เช่น การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหาร การจัดปาร์ตี้รองรับแขกคนพิเศษ หรือพื้นที่กว้างไว้วิ่งเล่นกับลูกๆในวันหยุด

อพาร์ตเมนต์

อาคารชุดคล้ายกับคอนโดมิเนียม มีจำนวนห้องที่จำนวนเยอะ แต่ต่างจากคอนโดมิเนียมที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเป็นเจ้าของอาคาร ผู้อาศัยมีสิทธิ์เข้าพักเพียงเท่านั้น โดยในแต่ละอาคารจะมีกฏระเบียบของอาคารแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ออกกฏ ซึ่งมีให้บริการทั้งแบบรายวันและรายเดือน

หอพัก

อาคารชุดที่กรรมสิทธิ์คล้ายอพาร์ทเมนท์ แต่ต่างกันที่ ผู้เข้าพักอาศัยส่วนใหญ่ มีอายุไม่เกิน 25 ปี การศึกษาไม่เกินระดับปริญญาตรี ราคาถูกกว่าอพาร์ทเมนต์ มีผู้เข้าพักอาศัยมากกว่า 5 คนขึ้นไป และส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา

บ้านพักตากอากาศ

ที่อยู่อาศัยอีกหนึ่งประเภทหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากที่พักแบบอื่น เนื่องจากส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ  เป็นสถานที่พักผ่อนชั่วคราว มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมสำหรับผู้ที่มาเช้าพัก ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือกลุ่มสัมนา

Townhouse  และ Townhome คืออะไร

Townhouse

บ้านแถวที่มีหน้าตาคล้ายๆกัน ตั้งอยู่ติดๆกัน ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านตะวันตก ใช้กำแพงบ้านเดียวกันเป้นตัวกั้น มีที่ว่างด้านหน้าบ้านและด้านหลังระหว่างรั้ว หรือเขตที่ดินกับตัวบ้าน ส่วนใหญ่จะมีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น  คล้ายกับตึกที่มักจะพบเห็นทั่วไปเป็นอาคารพาณิชย์หรือธุรกิจร้านค้า  แต่ทาวน์เฮ้าาส์เป็นที่อยู่อาศัย มีที่จอดรถหน้าบ้าน และมีรั้วแบ่งโซนของทาวน์เฮ้าส์แต่ละหลังให้ป็นสัดส่วนของบ้านไหนบ้านนั้น

มักจะเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวเดี่ยว เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยไม่ได้มีฟังก์ชันการใช้งานมากนัก มีห้องนอน 2-3 ห้อง ห้องน้ำ 1-2 ห้อง ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ที่จอดรถ มุมทำสวน ปาร์ตี้ข้างบ้าน หรืออยากจะทำเป็นมุมสัตว์เลี้ยงก็ได้

จุดเด่น 

เป็นสังคมชุมชนขนาดเล็ก  เป็นบรรยากาศอบอุ่น 

ราคาไม่แรงมาก

เหมาะกับครอบครัวเล็ก

ไม่มีส่วนกลางให้ เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสวนสาธารณะส่วนกลางของโครงการ

Townhome

เป็นคำสแลงจาก “ทาวน์เฮ้าส์” เนื่องจากในยุโรปมักเรียก โฮม มากกว่า เฮ้าส์ เพราะฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อบอุ่น มีชีวิตชีวา และดูมีความเป็นเจ้าของมากกว่าคำว่า เฮ้าส์ โดย ทาวน์โฮม เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก ทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นบ้านติดๆกัน กั้นด้วยกำแพงบ้านเดียวกันคล้ายทาวน์เฮ้าส์ แต่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจมีมากกว่า 3 ชั้น ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอบภายในบ้านและรอบๆบ้านมากขึ้นกว่าเดิม การออกแบบสมัยใหม่มากขึ้น คล้ายกับบ้านเดี่ยว  สามารถทำเป็นโฮมออฟฟิศได้ จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อได้มากกว่า และยังมีส่วนเสริมที่ทำให้ทาวน์โฮมต่างจากทาวน์เฮ้าส์ คือมีพื้นที่ให้ลูกบ้านได้มานั่งทำกิจกรรมเพิ่มเติมนอกจากการพักผ่อน เช่น ฟิตเนสพร้อมสระว่ายน้ำ สวนสาธารณะไว้ไปนั่งเล่น หรือออกกำลังกาย บางโครงการมีฟังก์ชันเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่น การเชื่อต่อกับระบบเทคโนโลยีภายนอกโครงการ

มักจะเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ เพราะมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าทาวน์เฮาส์ มีชั้นที่มากกว่า ขนาดของบ้านที่กว้างกว่า และยังมีพื้นที่ส่วนกลาง สระว่ายน้ำ ลานกิจกรรม ฟิตเนส การรักษาความปลอดภัยให้กับลูกบ้าน การดีไซน์ที่สวย ทันสมัย ต่างจากทาวน์เฮาส์แบบเก่าๆ และมีคอมมูนิตี้ที่มากกว่าทาวน์เฮาส์ เพราะจำนวนคนในแต่ละบ้านมากกว่าทาวน์เฮาส์

จุดเด่น

ออกแบบรูปแบบบ้านให้มีความทันสมัยมากกว่าทาวน์เฮ้าส์

เพิ่มฟังก์ชันพืนที่ใช้สอยมากขึ้น

ไม่แออัดมาก 

ข้อแตกต่างระหว่าง “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม”

มีลักษณะใกล้เคียงกัน แตกต่างกันแค่เพียงทาวน์โฮมมีพื้นที่มากกว่า มีจำนวนชั้นที่มากกว่า และสามารถเปลี่ยนแปลงทำประโยชน์แบบอื่นได้ เช่น โฮมออฟฟิศ เป็นต้น และอีกข้อหนึ่งคนมักจะเข้าใจว่าทาวน์เฮ้าส์มักจะเป็นบ้านหลังเล็ก ไม่หรูหรามาก ในทางการตลาดจึงใช้คำว่า ทาวน์โฮม เป็นการยกระดับทาวน์เฮาส์ให้ดูดี มีราคามากขึ้น และเป็นผลโดยตรงต่อความรู้สึก เมื่อได้ยินคำว่า ทาวน์โฮม จะให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นครอยครัวมากกว่าทาวน์เฮ้าส์ เพราะคำว่าโฮม หมายความว่า ที่อยู่อาศัยที่เมื่อเข้ามาพักผ่อนแล้วให้ความู้สึก อบอุ่น สบายใจนั่นเอง 

แต่ไม่ว่าจะเป็น “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” ในหนังสือราชการจะระบุว่าเป็น “ทาวน์เฮ้าส์” คือ อาคารที่ต่อเนื่องกันเป็นแถวยาวตั้งแต่สองคูหาขึ้นไป มีผนังแบ่งเป็นผนังเดียวกัน

“ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” เป็นที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่าสูง เนื่องจากหลายโครงการมักจะตั้งอยู่ในทำเลติดถนนใหญ่ ติดรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพราะไม่ต้องใช้พื้นที่มากเท่ากับโครงการบ้านเดี่ยว จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังเพื่อเป็นสินทรัพย์ใหม่ 

7 สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ก่อนคิดรีโนเวทบ้าน

7 สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ก่อนคิดรีโนเวทบ้าน

เชื่อว่าหลายๆคน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งคงเริ่มมีแผนในใจว่าอยากปรับปรุง ซ่อมแซมบ้านของตัวเองให้ดูใหม่และทันสมัยมากขึ้น แต่ก่อนจะลงมือรีโนเวท เราควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพื่อให้ไม่เสียทั้งเวลาและงบประมาณจนเกินพอดี ซึ่งวันนี้เรามี 7 ข้อง่ายๆ ในการเตรียมตัวก่อนคิดรีโนเวทบ้านมาฝาก

รีโนเวทบ้านทั้งที สิ่งที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ?

หลายๆคน อาจจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ลองอ่านสิ่งที่เรานำมาฝากดูสักนิด รับรองได้ไอเดียดีๆแน่นอน

คิดให้ดีว่าเราต้องการอะไร

จะปรับปรุงบ้านทั้งที ของแบบนี้ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะถ้าเกิดไม่ได้อย่างที่ต้องการขึ้นมา อาจจะต้องแก้ไขกันอีกยาว อีกทั้งยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช้เหตุอีกด้วย อาจจะเริ่มจากการคิดจุดประสงค์ของการรีโนเวทขึ้นมาก่อน จากนั้นคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้งานว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตามด้วยความสวยงาม ซึ่งอาจจะจ้างสถาปนิกช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นด้วยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละบุคคล

คิดถึงเรื่องสไตล์ แต่อย่าลืมมองการณ์ไกล

ไม่ว่าคุณต้องการรีโนเวทบ้านให้เป็นแบบไหนก็ตาม ขอให้คุณมั่นใจก่อนว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุด ดังนั้นอย่าเลือกรีโนเวทบ้านตามสมัยนิยม แต่ให้เลือกจากการอยู่อาศัยจริงจะดีกว่า เพื่อคุณสามารถอยู่กับมันไปได้นานๆ ยังไงล่ะ

กำหนดงบประมาณที่จะใช้

ไม่ลืมคำนวณ หรือกำหนดแผนงบประมาณก่อนเสมอ เพราะสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของการรีโนเวทบ้าน เพราะการรีโนเวทแต่ละครั้งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าออกแบบ, ค่าวัสดุ, ค่าแรงงานต่างๆ ฉะนั้นแล้วคุณต้องเตรียมให้ดีเพื่อให้งบไม่บานปลาย

ทำลิสต์วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้

เพื่อป้องกันปัญหาการลืมว่าต้องใช้อะไรในการรีโนเวทบ้าง คุณควรทำลิสต์รายชื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ก่อน จากนั้นให้จัดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของอุปกรณ์แต่ละชนิด ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และงบไม่บานปลายอีกด้วย

เลือกช่างที่ไว้ใจได้

สิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อีกหนึ่งอย่างก็คือ การหาช่างผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ มีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง เพราะการรีโนเวทบ้านแต่ละครั้งจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพโครงสร้างต่างๆ รวมไปถึง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ด้วย การเลือกช่างที่มีประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพื่อให้การรีโนเวทผ่านไปได้ด้วยดี

เพราะถ้าหากเลือกช่างที่ขาดประสบการณ์ ไม่รู้จริงเรื่องบ้าน อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในระระยาวได้ ถึงตอนนั้นคุณอาจจะมานั่งปวดหัวอีกรอบก็เป็นได้

ใส่ใจเลือกอุปกรณ์รีโนเวทบ้าน

สำหรับการเลือกอุปกรณ์ในการรีโนเวทบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่แข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน อาจจะเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่มีราคากลางๆ ก็ได้ ซึ่งการเลือกวัสดุแต่ละชิ้นต้องพิจารณางบประมาณของคุณประกอบด้วย

เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม

นอกจากช่างผู้คุมงานแล้ว ตัวคุณเองก็ควรลงไปดูงานด้วยเช่นกัน เผื่อในกรณีที่มีปัญหา หรือข้อสงสัยจะได้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาติดต่อผ่านตัวกลาง อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็กอุปกรณ์ และความสะดวกต่างๆ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”

การรีโนเวทบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง
  • งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท)
  • งานโครงสร้าง (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท)
  • สถาปัตยกรรม
  • ค่าจำกัดปลวก
  • ค่าตกแต่งภายใน

งานรื้อถอนใหม่ หรือสร้างบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • ค่ารื้อถอน
  • สถาปัตยกรรม
  • วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง
  • โครงสร้างใหม่ โครงสร้างเหล็ก เหล็กสร้างบ้าน
  • งานตกแต่งภายใน
  • ค่าถมที่ดิน (สำหรับสร้างในที่ดินใหม่)
  • งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า

สรุปความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”

  • การสร้างบ้านใหม่มีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าการรีโนเวทบ้าน เพราะจะต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าออกและต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด
  • แม้การรีโนเวทบ้านจะมีขั้นตอนที่น้อยกว่า ประหยัดมากกว่า แต่ถ้าหากรีโนเวทบ้านที่เก่าแล้ว ก็ต้องเสียค่าซ่อมแซมบ่อยๆ ซึ่งการสร้างบ้านใหม่อาจจะคุ้มค่ากว่า

4 เคล็ดลับรีโนเวทบ้านให้ประหยัดงบที่สุด

 เพื่อให้ทุกคนรีโนเวทบ้านได้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด วันนี้เรามี 4 เคล็ดลับดีๆ ในการรีโนเวทบ้าน แถมประหยัดงบที่สุดมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. เลือกแบบบ้านให้เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณ

เพราะแบบบ้านที่ดีนอกจากจะต้องสวยงามน่าอยู่อาศัยแล้ว ส่วนประกอบต่างๆในการทำก็ควรได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณเลือกใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้านในการรีโนเวท หรือคิดจะรีโนเวทด้วยตัวเอง ให้คำนึงถึงความเหมาะสม รูปแบบการใช้งาน และงบประมาณก่อนเสมอ เพื่อให้บ้านที่ออกมาได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย

2. เลือกรีโนเวทจุดสำคัญจริงๆ

ถ้าอยากประหยัดเงิน งบไม่บานปลาย คุณต้องรู้จักยั้บยั้งชั่งใจและเลือกรีโนเวทจุดที่สำคัญจริงๆ พยายามโฟกัสจุดนั้นๆ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยคำนวณดูอีกครั้งว่างบยังเหลือหรือไม่ หรือสามารถทำเพิ่มเติมได้มากแค่ไหน หากประเมินแล้วว่าสามารถทำได้ก็ลุยต่อเลย

3. ลงมือทำเองช่วยได้เหมือนกัน

เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคุณสามารถทำเองได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว ยังได้รูปแบบที่ตรงใจ ไม่เสียเวลามากมาย แต่อาจจะต้องลงแรง และหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นสักหน่อย

4. เฟอร์นิเจอร์ วัสดุเก่า อย่าเพิ่งทิ้ง

เพราะสิ่งของเหล่านี้ อาจเป็นตัวช่วยตกแต่งบ้านของคุณในอนาคตได้ ฉะนั้นแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจทิ้งไปล่ะ 

สรุปท้ายบทความ

การรีโนเวทบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณจึงควรศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ให้มาก ยิ่งเตรียมตัวดี ยิ่งได้บ้านตรงใจ และถ้าคุณกำลังมองหาบ้านดีๆสักหลัง Kaidee Property มีบ้านหลังสวยๆรออยู่เพียบ ดูบ้านเลย