Jul 30, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ผ่านครึ่งแรกของปี 2021 กันมาแล้ว มาทบทวนกันดีกว่าค่ะว่าในช่วงที่ผ่านมามีแท็บเลตรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ สเปกแรงเข้าตากรรมการ ไปตามส่องกันเลยดีกว่าค่ะ
รวมแท็บเลตรุ่นน่าใช้ในช่วงปี 2021
ช่วงครึ่งแรกของปี 2021 มีแท็บเลตรุ่นที่น่าสนใจหลากหลายรุ่นเลยที่ออกมาเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับคนที่กำลังมองหาแท็บเลตสักเครื่อง วันนี้เราเลยหยิบยกแท็บเลตที่ออกในช่วงครึ่งปีแรกของ 2021 มาฝากกันถึง 5 รุ่นเลย จะมีรุ่นไหนเข้าตาคุณบ้าง ไปดูกันค่ะ
Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G
ราคาเริ่มต้น 39,900 บาท
แท็บเลตซัมซุงตัวใหม่ที่ออกมาช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 มาพร้อมความแรงที่ครบเครื่อง ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือทำงาน ก็พร้อมลุย
สรุปสเปกโดยรวม
ขนาด 285 x 185 x 5.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 575 กรัม หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 12.4 นิ้ว ความละเอียด 2800 x 1752 พิกเซล CPU: Qualcomm Snapdragon 865+ Octa Core GPU: Adreno 650 RAM: 6GB(WiFi) 8GB (5G) Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.5 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล มีระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint และใบหน้า แบตเตอรี่ 10,090 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 45W
ดีไซน์และภายนอก
Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G มาพร้อมกับดีไซน์เรียบ ๆ ดูทันสมัย หน้าจอกว้าง 12.4 นิ้ว หน้าจอคมชัด Super AMOLED ด้านหลังมีช่องสำหรับเก็บปากกาแบบใช้แทบแม่เหล็ก มีสามสี นั่นคือสี Mystic Black, Mystic Bronze และสีใหม่อย่าง Mystic Navy
มีปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่องอยู่บริเวณขอบด้านขวา ใช้วิธีการสแกนลายนิ้วมือที่หน้าจอ
ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment
ด้านการระบายความร้อนระหว่างการเล่นเกมถือว่าทำได้ดี รวมทั้งความลื่นไหลในระหว่างเล่นเกมก็ไม่ได้มีปัญหาติดขัดกวนใจนักเล่มเกม เนื่องจากตัวสเปกเครื่องที่ให้มาก็ค่อนข้างตอบโจทย์ฟังก์ชัน Entertainment อยู่แล้ว
ส่วนการดูหนังฟังเพลง ต้องบอกว่าตอบโจทย์มาก อย่างแรกเลยคือหน้าจอที่ได้ขนาดค่อนข้างใหญ่ ถือว่าดูได้แบบเต็มตา รวมทั้งยังมาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวแบบ surround และระบบเสียง Dolby Atmos
กล้อง
กล้องหลังมาพร้อมเลนส์ Wide และเลนส์ Ultrawide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถือว่าโดยรวมสามารถนำมาใช้งานได้ทั่วไป เพราะด้วยขนาดของตัวเครื่องแล้ว อาจจะไม่ได้เหมาะยกมาถ่ายเซลฟีกันถนัดมือนัก ถือว่ามีไว้เผื่อใช้งาน
แบตเตอรี
สำหรับ Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G ถือว่าวางใจได้เลยเพราะได้ความจุแบตเตอรีมาเต็ม ๆ 10090 mAh พร้อมรองรับการชาร์จไว 45w สามารถใช้งานได้ครอบคลุมไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกม
Huawei MatePad (2021)
ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท
Huawei MatePad 2021 ได้เปิดตัวกันไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง โดยรวมแล้วเจ้า MatePad ตัวนี้ถือเป็นการอัปเกรดจากรุ่นเดิมขึ้นมา โดยที่ทั้งคงฟีเจอร์และดีไซน์หลาย ๆ อย่างเอาไว้ ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะคุ้มค่าน่าใช้หรือไม่
สรุปสเปกโดยรวม
ขนาด 245.20 x 154.96 x 7.45 มิลลิเมตร น้ำหนัก 460 กรัม หน้าจอ IPS FullView ขนาด 10.4 นิ้ว ความละเอียด 2000 x 1200 พิกเซล CPU: HUAWEI Kirin 820 Octa-Core Processor ความเร็ว 2.36 GHz GPU: Mali-G57 RAM: 4 GB ROM: 120 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 512 GB ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับโดย EMUI 10.1 กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องกลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี 7,250 mAh พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB-Type C ไมโครโฟนและลำโพง 4 ตัว
ดีไซน์และภายนอก
HUAWEI MatePad มาพร้อมหน้าจอขนาดกำลังพอดี 10.4 นิ้ว ขอบจอไร้ปุ่ม ดีไซน์เรียบ ๆ ด้านบนมีปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมไมโครโฟน 4 ตัว ด้านล่างมีช่องเสียบการ์ด microSD ในขณะที่ด้านขวาและด้านซ้ายจะมีลำโพงอย่างละ 2 ตัว มีสีให้เลือกเป็น Midnight Gray ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย
ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment
ด้วยความที่ตัวหน้าจอนั้นมาพร้อมเทคโนโลยีที่ให้ภาพชัดคมและสีสด ผนวกกับเทคโนโลยี HUAWEI ClariVu Display ที่เสริมรายละเอียดของภาพในขณะที่อยู่พื้นที่แสงน้อยให้ชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเสียงแบบ multi-channel และพัฒนาเทคโนโลยี HUAWEI Histen 6.1 ให้สามารถเก็บรายละเอียดของเสียงได้ดียิ่งขึ้น
รวมทั้งการเล่นเกมและใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ไม่มีสะดุดเนื่องจากใช้ CPU พละกำลังเหนือชั้นอย่าง Kirin 820
กล้อง
ฟีเจอร์กล้องให้มาแบบเพียงพอต่อการใช้งาน นั่นคือกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างละหนึ่งตัว ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รองรับโหมดการถ่าย เช่น ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ และไฟแฟลช
แบตเตอรี
แบตเตอรีของ HUAWEI MatePro 2021มีความจุประมาณ 7,250 mAh ซึ่งถือว่าความจุค่อนข้างมาก สามารถใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์จเพิ่ม
Apple iPad Pro 11 (2021)
ราคาเริ่มต้น:
รุ่น 11 นิ้ว แบบ Wi-fi (128 GB) เริ่มต้น 27,900 บาท
รุ่น 11 นิ้ว แบบ Wi-fi + Cellular(128 GB) เริ่มต้น 32,900 บาท
ต่อด้วย Apple iPad Pro 11 ที่ออกมาต้อนรับปี 2021 ของเรา ที่เปิดตัวออกมาพร้อมกับการอัปเกรดจากรุ่นเก่าในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวหน้าจอ Liquid Retina XDR และชิปประมวลผล Apple M1 ตัวเดียวกับ MacBook นอกจากสองเรื่องนี้แล้ว ยังมีฟังก์ชันไหนเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขึ้นมา ไปส่องกันเลยค่ะ
สรุปสเปกโดยรวม
ขนาด 247.6 x 178.5 x 5.9 นิ้ว น้ำหนัก 466 กรัม หน้าจอ Liquid Retina 24-bit ขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 1668 x 2388 พิกเซล ระบบปฏิบัติการ iPad OS 14 CPU: Apple M1 Octa Core GPU: Apple GPU (8-core Graphics) RAM: 8 และ 16 GB ROM: 128, 256, 512 GB ROM: 1 และ 2 TB กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และ 10 ล้านพิกเซล (Ultrawide) ไมโครโฟน 5 และลำโพง 4 แบตเตอรี 7,538 mAh รองรับชาร์จไว 18W
ดีไซน์และภายนอก
iPad Pro มาพร้อมกับหน้าจอภาพที่คมชัดและใหญ่ขึ้นด้วยหน้าจอ Liquid Retina และตัวขอบที่บาง มุมเครื่องเป็นแบบกรอบมน จับถนัดมือ ตัวเครื่องมีความบางเบาและพกพาง่ายยิ่งขึ้นแม้ว่าจะมาพร้อมหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นก็ตาม รองรับช่วงสีที่มากยิ่งขึ้น มีสี เงิน และ เทาสเปซเกรย์
ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment
หายห่วงกับการชิปประมวลผลตัวเดียวกับที่ใช้ใน Macbook Air, Macbook Pro, และ iMac ทำให้นอกจากฟังก์ชันการดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ตัดต่อวิดีโอ แต่งรูปได้แบบสบาย ๆ
กล้อง
กล้องที่ใช้ยังคงเป็นกล้องเดิมจากรุ่น iPad Pro 2020 มาพร้อม Dual Camera เลนส์ Wide และ Ultra Wide สามารถใช้ถ่ายรูปและนำไปใช้ได้แบบไม่เป็นสองรองใครแน่นอน นอกจากนี้กล้องกับเซนเซอร์ที่มากับเจ้า iPad Pro 11 2021 ตัวนี้ยังรองรับระบบ AR ได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดสำหรับ AR เลยทีเดียว
แบตเตอรี
ขนาดแบตเตอรีให้มา 7,538 mAh ถือว่าสามารถใช้งานได้แบบสบาย ๆ ทั้งวัน อีกทั้งทาง Apple ยังเคลมอีกว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมง
Lenovo Yoga Tab 13
ราคาเริ่มต้น 30,490 บาท
อีกหนึ่งแท็บเลตที่กำลังจะออกมาช่วงเดือนกรกฏาคมของปี 2021 ก็คือ Lenovo Yoga Tap 13 จัดเต็มกับขุมพลัง Snapdragon 870 พร้อมพอร์ต HDMI สำหรับการต่อเป็นจอเสริมให้กับอุปกรณ์ตัวอื่น เสริมประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น
สรุปสเปกโดยรวม
ขนาด 293.4 x 204 x 6.2 มิลลิเมตร น้ำหนัก 655 กรัม หน้าจอ IPS LCD ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 1350 x 2160 พิกเซล CPU: Snapdragon 870 5G Octa RAM: 4 และ 8 GB ROM: 256 GB ระบบปฏิบัติการ Andriod 11 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล สำโพง 4 ตัว พอร์ต USB-Type C แบตเตอรี 10,200 mAh รองรับชาร์จไว 25W
ดีไซน์และภายนอก
ตัวดีไซน์มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 13 นิ้ว ด้านหลังมีแท่นสำหรับไว้วางแท็บเลตตั้งโต๊ะได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องพึ่งเคสเสริม อีกทั้งยังมาพร้อมกับที่แขวนในกรณีที่อยากจะแขวนหน้าจอบนผนัง เรียกว่าเอื้ออำนวยความสะดวกในการใช้งานทุกรูปแบบ รวมทั้งการดูหนังฟังเพลงและเล่นเกม
ฟังก์ชัน Entertainment
นอกจากฟังก์ชันที่พร้อมให้ใช้งานแล้ว ด้านฟังก์ชัน Entertainment ก็ไม่เป็นสองรองใคร มาพร้อมลำโพง 4 ตัว ปรับแต่งโดย JBL รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ระบบเสียงแบบเซอร์ราวด์ที่ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือคลิปวิดีโอต่าง ๆ สมจริงเหมือนไปดูในโรงภาพยนตร์เอง
กล้อง
มาพร้อมตัวกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับบันทึกวิดีโอระดับ HD ได้
แบตเตอรี
แบตเตอรีให้มาจัดเต็มถึง 10,200 mAh เรียกว่ารองรับการใช้งานหนัก ๆ ทั้งวันได้แบบสบายมาก ๆ เหมาะแก่การพกพาออกไปข้างนอก นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไวถึง 25W ถือเป็นแท็บเลตที่ตอบโจทย์คนที่ไม่ค่อยมีเวลาและเน้นการใช้งานหนักมาก ๆ
สรุปรวมอัปเดต 5 แท็บเลต ฟังก์ชันเด่น สเปกแรง ปี 2021
เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 5 แท็บเลตที่ส่วนใหญ่เพิ่งจะปล่อยออกมาสู่ตลาดกันในช่วงครึ่งปีแรกของ 2021 เรียกได้ว่าสเปกกินกันไม่ลงมาก ๆ เอาเป็นว่าทุกคนสามารถเลือกได้ตามความชอบและลักษณะการใช้งานได้เลยค่ะ สำหรับใครที่อยากมองหาแท็บเลตแรง ๆ มือสอง ราคาดี สภาพสวย แวะมาเลือกดูกันได้ที่ kaidee เลยค่ะ
แอบกระซิบว่าตอนนี้ kaidee มีฟีเจอร์ใหม่อย่าง KD Pay ที่จะให้คุณสามารถรับเงินและโอนจ่ายผ่าน kaidee โดยตรง มั่นใจได้ หากไม่ได้สินค้า สามารถยื่นขอรับเงินคืนได้ภายใน 7 วัน ลองไปใช้กันได้เลยค่ะ
Jul 29, 2021 | บทความยานยนต์
รถซีดานขนาดใหญ่ในบ้านเราอย่าง Toyota Camry มือสองที่ราคาไม่แรงแต่คุณภาพระดับผู้บริหาร เรารวบรวมข้อมูลมาให้แบบครบจบในที่เดียว
รถยนต์ขนาด D-segment ถูกจัดอยู่ในประเภทรถเก๋งซีดาน 4 ประตู ในประเทศไทยถือว่าเป็นรถเก๋งตัวท็อปที่สุดด้วยขนาดรถที่ใหญ่ ภายในกว้างนั่งสบาย มีความหรูหรา รวมถึงสมรรถภาพของเครื่องยนต์ที่ใหญ่ ทำให้รถประเภทนี้มีความภูมิฐาน มีสมรรถนะ เหมาะสำหรับเป็นรถประจำตำแหน่ง, รถบริการของโรงแรม และ รถครอบครัว
รถ D-segment สัญชาติญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดรถยนต์ในบ้านเราหลักๆ แล้วคงหนีไม่พ้น 3 เรือธงนี้อย่างแน่นอน ซึ่งทุกคนน่าจะรู้จักและคุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี เริ่มจาก Nissan Teana ที่มีความหรูหราสไตล์รถวีไอพี ถัดมาเป็นแบรนด์ถูกใจวัยรุ่นสาย H อย่าง Honda ที่มี Honda Accord ที่มีเอกลักษณ์ความสปอร์ตทั้งภายในและภายนอกตามสไตล์ Honda
และ รุ่นสุดท้าย Toyota Camry ซึ่งเป็นรถที่เรากำลังจะพูดถึงกันในวันนี้นอกจากเรื่องทั่วไปของรถตระกูลนี้แล้ว ที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างคือ ความอมตะของรถรุ่นนี้เพราะต่อให้ผลัดมือเจ้าของกลายมาเป็น Camry มือสอง รถตระกูลนี้ก็ยังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของใครหลายคนในตลาดรถยนต์มือสอง
ข้อมูล และ ประวัติ
สำหรับใครที่เล็ง Camry มือสองไว้ในใจ เราจะพาทุกคนไปรู้จักประวัติของรถรุ่นนี้กันก่อนตามคำโบราณที่สอนไว้ว่าจะรักใคร ชอบใครให้ทำความรู้จักกันไปก่อน
รถรุ่น Toyota Camry มีประวัติที่ยาวนานและมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้เรื่องที่น่าสนใจของรถรุ่นนี้ เช่น Camry ถูกคิดมาจากคอนเซปต์อะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร หรือ พัฒนามาจากรถรุ่นไหน?
Toyota Camry รถบ้านที่มีเชื้อสายของรถสปอร์ตเปิดประทุนมาก่อน ! ในปี 2523 Toyota ได้เริ่มคิดค้นและผลิตรถยนต์ตัวถังซีดาน 4 ประตูนั่งได้สองตอนด้วยการต่อยอดจากรถแข่งและรถบ้านทั่วไปของทางค่าย Toyota อย่าง ตระกูล Celica, Corolla และ Carina แต่ ณ ตอนนั้นไม่ได้ใช้ชื่อรุ่นว่า Camry
แต่แล้วด้วยการแข่งขันและการขยายตัวของตลาดรถยนต์ในช่วงนั้นทำให้ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละค่ายเริ่มจริงจังที่จะผลิตรถยนต์ขนาด d-segment ออกมาจำหน่ายทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของรถเก๋งซีดาน 4 ประตูที่ชื่อว่า “Camry” หรือ ความหมายในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “มงกุฎ” คล้ายกับรถหรูระดับพรีเมียมอย่าง Toyota Crown
แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า Toyota Camry ในบ้านเรากับประเทศญี่ปุ่นจำหน่าย Camry กันคนละโมเดล!
หมายความว่า Toyota Camry ในประเทศญี่ปุ่นจะมีหน้าตาและสเปคที่ต่างจาก Toyota Camry ในบ้านเรา เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม Toyota Camry ไม่ได้เป็นรถขนาด D-segment แต่กำเนิดเนื่องจาก Toyota ต้องการออกแบบรถรุ่น Camry ให้ถูกจัดเสียภาษีในรถยนต์ประเภท “5 Number” หรือ รถ C-Segment ตามกฎในประเทศญี่ปุ่นเพื่อลดการจ่ายภาษีที่สูง เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า C-segment จะต้องจ่ายภาษีค่อนข้างสูง ทำให้ Camry ในโฉมแรกๆ ที่มีรหัสตัวถังนำหน้าด้วยตัว “V” ถูกตรึงไว้ให้มีขนาดเล็กเท่ากับ Toyota Altis ในปัจจุบัน
รวมรถรุ่น Toyota Camry
เนื่องจากถ้าทาง Toyato อัปเกรด Camry ในญี่ปุ่นให้มีขนาดตัวถังและเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น Toyota Camry จะถูกจัดอยู่ในรถประเภท 3 Number ทันที ซึ่งทำให้ต้องเสียภาษีแพงขึ้น ทำให้ Toyota ตัดสินใจแยกโมเดลรถตระกูล Camry ออกเป็น 2 รายการการผลิตโดยใช้รหัส “V” กับ “XV” เป็นรหัสนำหน้าตัวถัง โดยรหัสตัวถัง “V” จะเน้นจำหน่ายและทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น ส่วนรหัสตัวถัง “XV” เป็นรุ่นที่แตกไลน์การผลิตมาในภายหลังเพื่อที่จะทำการตลาดและจำหน่ายออกทั่วโลก ทำให้ Camry บางรุ่นมีขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
Camry รหัสตัวถัง “V”
Toyota Camry ที่มีรหัสตัวถังนำหน้าด้วย “V” จะเป็นรุ่นแรกๆ ของ Camry และ จัดอยู่ในรถยนต์ขนาดเล็ก C-segment หรือ 5 Number อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นส่วนมากมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น
Toyota Camry V10
เป็นโฉมแรกของรถตระกูล Camry มาพร้อมกับคอนเซปต์การเปิดตัวเอกลักษณ์โดยเฉพาะสู่สายตาผู้คนเป็นครั้งแรกในโฉมนี้มีตัวถัง Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู
1984 Toyota Camry
ผลิตและจำหน่ายปี ค.ศ. 1982-1986 รถเก๋งสอนตอนขับเคลื่อนล้อหน้า มีเกียร์ 2 ระบบระหว่าง อัตโนมัติ 4 สปีด และ ธรรมดา 5 สปีด เครื่องยนต์มีให้เลือก 2 สเปค ระหว่างขนาด 1.8 ลิตร 74 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 92 แรงม้า
Toyota Camry V20
ในโฉมนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อยโดยมีตัวถังให้เลือกระหว่าง sedan 4 ประตู และ station wagon 4 ประตู
Toyota Camry V20 sedan and station wagon
ผลิตและจำหน่ายปี ค.ศ. 1986-1990 มีทั้งระบบขับเคลื่อล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์ 2 ระบบให้เลือกระหว่าง อัตโนมัติ 4 สปีด และ ธรรมดา 5 สปีด เครื่องยนต์ 3 ขนาด 1.8 ลิตร (86 แรงม้า), 2.0 ลิตร (110 แรงม้า) และ 2.5 ลิตร (เป็นรุ่นที่ถูกจัดอยู่ใน 3 Number ซึ่งเสียภาษีแพงเป็นพิเศษในญี่ปุ่น)
Toyota Camry V30
Camry V30 โฉมนี้มีขายเฉพาะแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากเป็นโฉมที่อยู่ในช่วงเวลาที่ Toyota ตัดสินใจแยก Camry ออกเป็น 2 รุ่นระหว่างรหัสตัวถัง “V” และ “XV” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
Toyota Camry V30
ผลิตและจำหน่ายปี ค.ศ. 1990-1994 มีตัวถังรถ 2 แบบระหว่าง Sedan และ เปิดประทุนหลังคาแข็ง (Hard Top) เครื่องยนต์มีให้เลือกตั้งแต่ 1.8 ลิตร 4 สูบ, 2.0 ลิตร 4 สูบ, 2.2 ลิตร และ ตัวแรงสุดอย่าง 3.0 ลิตร 6 สูบ
Toyota Camry V40
Toyota พัฒนา Camry รหัสตัวถัง “V” มาจนถึงโฉมสุดท้าย แต่การพัฒนาไม่สิ้นสุด Toyota ได้ใส่ใจในเรื่องของระบบความปลอดภัยที่เปรียบเสมือนอุปกรณ์มาตรฐานที่รถทุกคันต้องมี ทำให้ Camry V40 เป็นรุ่นแรกของรถตระกูล Camry ที่มีการพัฒนาและติดตั้งระบบความปลอดภัยอย่างระบบเบรก ABS และ ถุงลมนิรภัยคู่
Toyota Camry V40
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 1994-1998 มีขายเฉพาะในประทศญี่ปุ่นเท่านั้น มีเครื่องยนต์เบนซิน 3 ขนาด (1.8, 2.0 และ 2.2 ลิตร)
ไม่แปลก! ที่หลายคนอาจจะงงหรือไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับรถ Camry รหัสตัวถัง “V” ที่ได้กล่าวไปข้างต้น
Camry รหัสตัวถัง “XV”
รถยนต์ Toyota Camry ที่เรารู้จักและเห็นวิ่งกันบนถนนในบ้านเราจะมีรหัสตัวถังนำหน้าด้วย “XV” เนื่องจากทาง Toyota ต้องการให้ Camry เป็นรถ D-segment อย่างเต็มตัวด้วยการผลิต Camry รหัสตัวถัง “XV” เข้าสู่ตลาดโลกทำให้ผู้คนได้รู้จักรถยนต์ D-segment สัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง Toyota Camry นั่นเอง ! ในวงการรถยนต์บ้านเราจะเรียก Camry XV ว่า ACV
Toyota Camry ACV10 (XV10)
หลังจากที่ทาง Toyota ได้แยกสายการผลิตรถยนต์ตระกูล Camry ออกเป็นสองส่วนเพื่อตอบสนองตลาดทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกโฉม XV10 หรือ ในบ้านเราที่เรียกกันว่า ACV10 จึงเป็น Camry รุ่นแรกที่เข้ามาทำตลาดและจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในรูปแบบของตัวถัง sedan และ station wagon
Toyota Camry XV 1st generation
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 1991-1996 ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด
ขนาดเครื่องยนต์
2.2 ลิตร รหัส 5S-FE 4 สูบ (130 แรงม้า) 3.0 ลิตร รหัส 3VZ-FE V6 (185 แรงม้า) 3.0 ลิตร รหัส 1MZ-FE V6 (194 แรงม้า)
โฉมนี้เป็นโฉมที่ยังไม่ได้ผลิตในประเทศไทย เพราะโฉมนี้ได้ถูกนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย
ผู้คนในวงการรถยนต์ต่างเรียกกันว่า “โฉมประกอบนอก”
Camry ACV10 รุ่นต่างๆ
2.2 GXi เป็นรุ่นประหยัดสเปคต่ำสุด 2.2 GXi เป็นรุ่นกลางที่เพิ่มระบบความปลอดภัยอย่างเบรก ABS และ ถุงลมนิรภัยมาให้ 3.0 V6 เป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมขุมพลังมหาศาล
ACV 10 เป็นโฉมที่ยังไม่ได้ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย
ผู้คนในวงการรถยนต์ต่างเรียกกันว่า “โฉมประกอบนอก”
Toyota Camry AVC20 (XV20)
Camry AVC20 ที่ผลิตปีแรกๆ จะยังเป็นรถที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลียอยู่โดยภายหลังได้ย้ายการผลิตมาที่ประเทศไทยในปี 2543 ทำให้โฉม AVC20 มีทั้งรถที่ประกอบในบ้านและประกอบนอก โฉมนี้ได้พัฒนาเพิ่มให้มีระบบ ABS และ ถุงลมมาให้ทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็นตัวล่างหรือตัวท็อปเพื่อความมาตรฐาน
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 1996-2002 ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด
ขนาดเครื่องยนต์
2.2 ลิตร รหัส 5S-FE 4 สูบ (130 แรงม้า) 3.0 ลิตร รหัส 1MZ-FE V6 (194 แรงม้า)
Camry ACV20 รุ่นต่างๆ
2.2 GXi เป็นรุ่นประหยัดสเปคต่ำสุด 2.2 SE.G เป็นตัวท็อปที่มีฟังก์ชันภายในรถแบบครบครัน
Toyota Camry XV30 หรือ ACV30
หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับโฉมนี้ดีในบ้านเรา เพราะ Camry ACV30 เป็นโฉมที่ได้รับเสียตอบรับที่ดีมากในประเทศไทยโดยในยุคนั้นจะถูกนิยมใช้เป็น รถผู้บริหาร รถประจำตำแหน่ง หรือ รถบริการของโรงแรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นความวีไอพีของรถตระกูล Camry
Toyota Camry ACV30
Toyota Camry ACV30 มีแค่ตัวถัง sedan 4 ประตูเท่านั้นมาพร้อมด้วยไฟหน้าสุดเอกลักษณ์ทำให้ Camry ACV30 มีฉายาว่าโฉม “ตาเหยี่ยว”
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 2001-2006 ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 5 สปีด (ไม่มีเกียร์ธรรมดาจำหน่ายในประเทศไทย)
ขนาดเครื่องยนต์
2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE (144 แรงม้า) 2.4 ลิตร รหัส 2AZ-FE (152 แรงม้า) 3.0 ลิตร รหัส 1MZ-FE (194 แรงม้า) 3.0 ลิตร รหัส 1MZ-FE (210 แรงม้า) 3.3 ลิตร รหัส 3MZ-FE (225 แรงม้า)
ACV30 รุ่นต่างๆ
2.0 E เป็นรุ่นประหยัดสเปคต่ำสุด 2.0 G เป็นตัวท็อปสุดในเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 2.4 G เป็นรุ่นรองในเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร มีฟังก์ชันพื้นฐานเหมือนรุ่น 2.0G 2.4 Q เป็นตัวท็อปสุดในรุ่นด้วยสมรรถนะที่แรงสุดในรุ่นพร้อมออปชันแบบจัดเต็ม
Toyota Camry ACV30 ได้รับความนิยมอย่างมากไม่เพียงแต่ในปีที่จำหน่าย แต่ด้วย Timeless Design ทำให้ Camry ACV30 ดูไม่ตกยุคแม้ในปัจจุบัน ทำให้เจ้า Camry ACV30 ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาด Camry มือสองด้วยราคามือสองแลกกับรถระดับผู้บริหารที่มาพร้อมความหรูหราและดีไซน์ไม่ตกยุค
Toyota Camry ACV40 (XV40)
ACV 40 เป็นรุ่นที่สร้างชื่อให้กับ Toyota เป็นอย่างมากด้วยยอดขายที่สูงกว่ายี่ห้ออื่นในตลาดรถ d-segment และ โฉมนี้ยังเป็นโฉมที่ขายดีที่สุดในตระกูล Camry ถ้าเปรียบเทียบกับรถ d-segment ในปัจจุบัน ACV40 เป็นรถที่ไม่ถือว่าตกยุคทั้งเทคโนโลยีและดีไซน์ บวกกับราคาเริ่มต้นที่ไม่ถึงสามแสนบาท ทำให้ปัจจุบัน Camry มือสอง โฉมนี้ยังคงเป็นที่ต้องการและได้รับความนิยมในตลาด Camry มือสองอยู่ ณ ปัจจุบัน
Toyota Camry ACV40
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 2006-2013 ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตโนมัติ 4 สปีด และ 5 สปีด (เกียร์ธรรมดาไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย)
ขนาดเครื่องยนต์
2.0 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ 1AZ-FE (147 แรงม้า) 2.4 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ 2AZ-FE (167 แรงม้า) 3.5 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ 2GR-FE (272 แรงม้า)
Camry ACV40 รุ่นต่างๆ
2.0 E รุ่นประหยัดสเปคต่ำสุด 2.0 G รุ่นท็อปของเครื่องยนต์ 2.0 ที่มาพร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกแบบครบครัน 2.4 G รุ่นรองในเครื่องยนต์ 2.4 2.4 V รุ่นท็อปทั้งเครื่องยนต์และระบบภายในรถ และ ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนเป็น 2.4 Hybrid 3.5 Q รุ่นพิเศษสมรรถนะเหนือสุดในรุ่นที่มาพร้อมเกียร์ออโต้ 6 สปีด
Toyota Camry XV50 หรือ ACV50
ในช่วงเปิดตัวแรกๆ ของเจ้า ACV50 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายด้วยที่โฉมก่อนหน้าอย่าง ACV40 ได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้อย่างมากแต่ใน ACV50 กลับมีการตัดออปชันหลายอย่างออกไปทำให้เหล่าแฟนคลับ Camry รู้สึกผิดหวัง และ ถูกวิพากษ์วิจารณ์
Toyota Camry Hybrid 2012
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี ค.ศ. 2011-2016 ขับเคลื่อนล้อหน้า
ขนาดเครื่องยนต์
2.0 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ 1AZ-FE (147 แรงม้า) 2.5 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ 2AZ-FE (181 แรงม้า) 2.5 ลิตร ระบบ Hybrid
หลังจากกระแสการเปิดตัว ACV50 ที่ไม่ดีสักเท่าไร ทาง Toyota ไม่นิ่งนอนใจ ประมาณว่าเสียเงินข้าไม่ว่าเสียชื่อข้าไม่ยอม ตัดสินใจเพิ่มฟังก์ชันและระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็มและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเจนเนอเรชันนี้ทำให้ Camry ACV50 มีรุ่นย่อยหลากหลายรุ่นให้เลือกในตลาด Camry มือสอง
Toyota Camry ACV50 Minor-change
2.0 G 2.0 G Extremo ที่มาพร้อมชุดแต่งทรงสปอร์ตรอบคัน ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ไฟหน้า LED และ อื่นๆ 2.5 G 2.5 ESPORT นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย (โฉมเดียวกับที่อเมริกา) 2.5 HV Navigator ระบบนำทางและความปลอดภัยสุดล้ำ 2.5 HV Premium สุดในรุ่นทั้งด้านระบบความปลอดภัยเทคโนโลยีระดับสูง และ สมรรถนะ
Toyota XV70 หรือ ACV70
มาถึงโฉมล่าสุดในปัจจุบัน ALL NEW TOYOTA CAMRY รหัส ACV70 ตอนเปิดตัวใหม่ๆ ว่าดุเดือดแล้วในตลาด Camry มือสองเดือดยิ่งกว่าเพราะใน generation ที่ 8 นี้มีความพิเศษตรงที่โฉมนี้เป็นรุ่น Global ที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก
Toyota Camry ACV70
มากกว่านั้น ALL NEW TOYOTA CAMRY โฉมนี้เกิดขึ้นภายใต้แพลทฟอร์มใหม่ Toyota New Global Architecture (TNGA) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่, ช่วงล่างใหม่, ระบบเกียร์ใหม่ และ ระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Toyota Safety Sense
รายละเอียดและสเปค
ผลิตและจำหน่ายในปี 2017-ปัจจุบัน ขับเคลื่อนล้อหน้า
ขนาดเครื่องยนต์
2.5 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ A25A-FKB (209 แรงม้า) 2.5 ลิตร รหัสเครื่องยนต์ A25A-FXS (รุ่น Hybrid)
Camry ACV70 รุ่นต่างๆ
2.5 G เครื่อง 4 สูบ 16 วาวล์ รหัส A25A-FKB 2.5 HV 2.5 HV Premium
สรุป
Toyota Camry ตั้งแต่รุ่น XV10 – XV70 กว่า 8 generation รถรุ่นนี้ขายไปแล้วกว่า 20 ล้านคัน ซึ่งบ่งบอกถึงเสียงตอบรับที่ดีของรถตระกูลนี้ ไม่เพียงเท่านั้นรถ Camry ยังคงมาเฉิดฉายต่อในตลาดรถยนต์มือสอง เพราะ Camry มือสอง เป็นรถมือสองที่ถือว่าน่าสนใจมากทั้งเรื่องราคาและสเปคที่ได้
Camry มือสองน่าสนใจยังไง ? อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่ารถ Toyota Camry เป็นรถยนต์ขนาด D-segment
แต่เมื่อมาเป็นรถมือสองทำให้ Camry มือสอง เป็นที่สนใจในตลาดมือสองด้วยที่ผู้คนสามารถจับต้องรถซีดาน 4 ประตูขนาดใหญ่ นั่งสบาย เครื่องยนต์ใหญ่ ที่มีราคาใกล้เคียงกับรถป้ายแดงขนาดเล็กอย่าง C-segment
เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพ ระหว่าง 2 รุ่นยอดนิยมของทาง Toyota อย่าง Camry มือสอง และ Altis มือหนึ่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบภาพรวม Camry มือสองจะได้เปรียบในเรื่องของขนาดความจุของเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่าที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ ขณะที่ Altis มือหนึ่งป้ายแดงมีเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า
Camry มือสองยังได้เปรียบในเรื่องขนาดตัวถังรถอย่างชัดเจน ทำให้ Camry มือสอง จุผู้โดยสารและสัมภาระได้มากกว่า เนื่องจาก Toyota Altis เป็นรถไซส์เล็กรองลงมาจาก Toyota Camry
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เชื่อว่าใครที่กำลังสนใจ Camry มือสอง อยู่ต้องอยากรู้เรื่องของการซ่อมและอะไหล่อย่างแน่นอน อย่างที่เรารู้กันว่าในบ้านเรารถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นสามารถหาอู่ซ่อมหรืออะไรได้ง่ายกว่ารถยุโรป มากกว่านั้น Camry มือสองยังที่นิยมในตลาดรถมือสอง เพราะฉะนั้นหมดห่วงเรื่องการซ่อมบำรุงรักษาเจ้า Camry มือสอง เพราะรถรุ่นนี้ยังคงสามารถหาอู่ซ่อมหรืออะไหล่ได้ตามทั่วไปอยู่
ทั้งนี้ทั้งนั้นรถยนต์มือสองคือรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้วควรเลือกและตรวจสอบรถให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ
แก้ปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการซื้อขายรถผ่าน Kaidee Auto เพราะเรามี Kaidee Certified ที่จะคอยบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์มือสองโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้ซื้อมั่นใจ ผู้ขายขายดี
Jul 29, 2021 | บทความอสังหาฯ
รถไฟฟ้าสายสีเหลือง เป็นโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะวิ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่เชื่อมต่อกับ รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน (MRT) สถานีลาดพร้าว ยาวไปจนถึงสถานีสำโรง ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 30.4 กิโลเมตร แบ่งเป็น 23 สถานี
โดยโครงการนี้แต่เดิมได้มีการกำหนดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. 2572 แต่ก็ได้ถูกเลื่อนขึ้นมาให้รวดเร็วขึ้นและเริ่มสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในปีพ.ศ. 2565 ซึ่งหลาย ๆ คนก็อาจจะไม่ทราบว่า นอกจากความง่ายดายในด้านการเดินทางแล้ว เส้นทางที่ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง วิ่งผ่านยังมีความสะดวกสบายในด้านอื่น ๆ อีกด้วย และวันนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจเส้นทางการเดินรถของรถไฟฟ้าสายนี้กันว่ามันมีอะไรดีบ้าง
ขอบคุณรูปจาก: mrta-yellowline.com
รถไฟฟ้าสายสีเหลือง เดินทางผ่านย่านไหนบ้างนะ ?
รถไฟฟ้าสายสีเหลือง วิ่งไปทางไหนกันแน่นะ ? แล้วมันจะสะดวกสบายเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วหรือไม่ ? บทความนี้จะบอกคุณเอง
ลาดพร้าว
ย่านลาดพร้าว เป็นจุดเริ่มต้นของ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง เป็นย่านที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ๆ ทั้งด้านการคมนาคม การใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย หรือการลงทุนอสังหาฯ จนย่านนี้มีเปลี่ยนแปลงจากแหล่งชอปปิงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดีที่เต็มไปด้วยอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนท์มากมาย ซึ่งสำหรับลาดพร้าวแล้ว การเดินทาง ถือเป็น จุดแข็ง สำคัญของย่านนี้ก็ว่าได้ เพราะผู้คนที่อาศัยอยู่จะสามารถเลือกการเดินทางได้หลากหลายเส้นทาง
สถานที่สำคัญย่านลาดพร้าว
ห้างสรรพสินค้า ยูเนี่ยน มอลล์, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และเทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว
โรงพยาบาล โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน และโรงพยาบาลลาดพร้าว
สถานศึกษา โรงเรียนหอวัง, โรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน และโรงเรียนเซนต์จอห์น
วัด วัดลาดพร้าว และวัดลาดปลาเค้า
ตลาด ตลาดสะพานสอง
สวนสาธารณะ สวนจตุจักร และสวนรถไฟ
อ่านบทความ ลาดพร้าว ศูนย์รวมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต
โชคชัย 4
โชคชัย 4 ย่านแห่งชุมชนการอยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับครบครัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร สถานศึกษา และโรงพยาบาล ที่สำคัญยังมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และวัดชื่อดังอย่าง ตำหนักพระแม่กวนอิม ที่ช่วยดึงดูดผู้คนมากมายให้เดินทางเข้ามากราบสักการะในย่านโชคชัย 4 ทำให้ถึงแม้ว่าในอดีตจะไม่มีรถไฟฟ้าสายใดเข้ามา อสังหาฯ ในย่านนี้ก็มีราคาเริ่มต้นผุดขึ้นมามากมายให้เราได้จับจองกัน
สถานที่สำคัญย่านโชคชัย 4
ห้างสรรพสินค้า Central Festival EastVille และ The Crystal Veranda
โรงพยาบาล โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
สถานศึกษา โรงเรียนเศรษฐบุตรอุปถัมภ์, โรงเรียนถนอมพิศวิทยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และโรงเรียนบางกอกศึกษา
วัด ตำหนักพระแม่กวนอิม และวัดสิริกมลาวาส
ตลาด ตลาดสดโชคชัย 4 และตลาดอินดี้
บางกะปิ
บางกะปิ นับเป็นย่านแห่งจุดเริ่มต้นการเจริญเติบโตของชุมชนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการค้าขายของบริเวณนี้ เพราะเต็มไปด้วยบริษัทน้อยใหญ่ของทั้งรัฐบาลและเอกชน โครงการเชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงโครงการบ้านจัดสรรหลากหลายประเภทที่นับวันจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นไปทุกที และยังมีถนนที่เชื่อมต่อพื้นที่ใกล้เคียงอีกมากมายให้เราได้ใช้กัน ดังนั้นในอนาคต บางกะปิ อาจกลายเป็นอีกย่านหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ย่านอื่น ๆ ก็ได้
สถานที่สำคัญย่านบางกะปิ
ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์บางกะปิ และพันธุ์ทิพย์ บางกะปิ
โรงพยาบาล โรงพยาบาลเวชธานี และโรงพยาบาลรามคำแหง
สถานศึกษา โรงเรียนบางกะปิ, มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต และมหาวิทยาลัยรามคำแหง
วัด วัดจันทวงศาราม และวัดเทพลีลา
ตลาด ตลาดบางกะปิ
สวนสาธารณะ สวนพฤกษชาติคลองจั่น
พัฒนาการ
สำหรับย่าน พัฒนาการ ในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งย่านที่ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้าโดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ทำให้ราคาของการซื้อ-ขายที่ดินในบริเวณนี้จึงได้เพิ่มสูงขึ้น เพราะถึงแม้จะเป็นทำเลไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แต่ผู้คนก็สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองหลวงได้ง่าย ๆ ผ่านถนนที่เชื่อมต่อกันมากมาย และยังเป็นย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างจะครบครันอีกด้วย
สถานที่สำคัญย่านพัฒนาการ
ห้างสรรพสินค้า แม็กซ์แวลู ซูเปอร์มาร์เก็ต พัฒนาการ และธัญญาพาร์ค
โรงพยาบาล โรงพยาบาลวิภาราม พัฒนาการ และโรงพยาบาลสมิติเวช
สถานศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, โรงเรียนนานาชาติคริสเตียนกรุงเทพ และโรงเรียนนานาชาติเซนต์มาร์ค
วัด วัดขจรศิริ
ตลาด ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ และตลาดพัฒนาการ
สวนสาธารณะ สวนหลวง ร.9
อ่านบทความ รู้จัก ย่านพัฒนาการ ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง
อ่อนนุช
การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในย่าน อ่อนนุช ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนหรือผู้คนที่ต้องการหาที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เพราะในย่านอ่อนนุชมีความเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องของการคมนาคมที่สะดวกขึ้น ซึ่งขัดกับราคาค่าเช่าที่ไม่แพงเท่าไรนัก และด้วยสภาพแวดล้อมที่กว้างกวางมากกว่า จึงทำให้มีโรงเรียนนานาชาติมากมายผุดขึ้นมา จนกลายเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะ
สถานที่สำคัญย่านอ่อนนุช
ห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส อ่อนนุช, บี๊กซี เอ็กซ์ตร้า อ่อนนุช, แม็คโคร สาขาอ่อนนุช และพีเพิลพาร์คคอมมูนิตี้มอลล์
โรงพยาบาล โรงพยาบาลสิรินธร
สถานศึกษา โรงเรียนวัดมหาบุศย์, โรงเรียนจินดาพงศ์ และโรงเรียนวัดใต้ ราษฎรนิรมิต
วัด วัดปากบ่อ และวัดยางพระอารามหลวง
ตลาด ตลาดอ่อนนุช, ตลาดข้างบิ๊กซี อ่อนนุช และตลาดเอี่ยมสมบัติ
อ่านบทความ อ่อนนุช…จุดเริ่มต้นความเจริญของสุขุมวิทตอนปลาย
บางนา
ถ้าหากจะพูดถึง บางนา ก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ อีเกีย บางนา สถานที่ชอปปิงสำหรับคนรักบ้าน แต่นอกเหนือจากที่แห่งนี้แล้ว ย่านบางนาก็เป็นย่านที่อยู่อาศัยระดับล่างไปจนถึงไฮเอนท์ ที่ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายโดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติ และมีพื้นที่ที่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิมากเสียจนมีชาวต่างชาติให้ความสนใจไม่แพ้อ่อนนุชเลย อีกทั้งย่านบางนาก็เป็นอีกหนึ่งย่านที่เราสามารถเข้า-ออกเมืองกรุงเทพฯ ได้ง่าย ๆ ด้วย
สถานที่สำคัญย่านบางนา
ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซา บางนา, SB Design Square Bangna และเมกา บางนา
โรงพยาบาล โรงพยาบาลมนารมย์, โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2, โรงพยาบาลไทยนครินทร์ และโรงพยาบาลศิครินทร์
สถานศึกษา โรงเรียนบางกอกพัฒนา, โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์ กรุงเทพฯ, โรงเรียนสิริรัตนาธร และโรงเรียนลาซาลกรุงเทพ
วัด วัดบางนาใน, วัดบางนานอก และวัดศรีเอี่ยม
ตลาด ตลาดสี่แยกบางนา และตลาดน้ำโบราณบางพลี
สวนสาธารณะ บางกระเจ้า
อ่านบทความ ย่านบางนา ทั้งใกล้รถไฟฟ้าและแหล่งชอปปิง
สำโรง
เส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สิ้นสุดอยู่ในย่าน สำโรง ซึ่งเป็นทำเลที่เชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าทั้งสองสายคือสายสีเขียวและเหลือง ซึ่งด้วยจุดเด่นที่ว่านี้เอง ที่จะทำให้สำโรงจะได้รับการพัฒนาให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและอสังหาริมทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เห็นได้จากการพัฒนาของพื้นที่โดยรอบที่ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยขึ้น และเราก็เชื่อเช่นกันว่าสำโรงก็จะได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกับย่านอื่น ๆ อย่างแน่นอน
สถานที่สำคัญย่านสำโรง
ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง และบิ๊กซี ซูเปอร์เซนเตอร์
โรงพยาบาล จุฬาเวชคลินิกเวชกรรม และโรงพยาบาลวิภาราม ชัยปราการ
สถานศึกษา โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง, โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์, โรงเรียนอินทรัมพรรย์อนุสรณ์ และโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ
วัด วัดด่านสำโรง, วัดสำโรงเหนือ, วัดสำโรงใต้ และวัดมหาวงษ์
ตลาด ตลาดเอี่ยมเจริญ, ตลาดสำโรง และตลาดใหม่สำโรง
สวนสาธารณะ สวนสาธารณะ เทศบาลตำบลด่านสำโรง
Groove Scape ลาดพร้าว – สุทธิสาร คอนโดมิเนียมแห่งใหม่น่าลงทุนใกล้ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง
ขอบคุณรูปจาก: divine.co.th
GROOVE SCAPE ลาดพร้าว-สุทธิสาร คอนโดมิเนียม Low Rise ความสูง 8 ชั้น จำนวน ที่ถูกออกแบบด้วยคอนเซปต์ “From Design to Life” ที่เกิดจากการวางแพทเทิร์น ซ้ำๆ เรียงต่อกันอย่างมีสไตล์ ซึ่งคอนโดมิเนียมแห่งนี้สามารถเชื่อมต่อเข้าออกเมืองได้สะดวกสบายเพราะอยู่ใกล้กับเส้นทางคมนาคมมากมายถนนรัชดาภิเษก ทางด่วนโทลล์เวย์ ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ทางด่วนศรีรัช รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีภาวนา และสถานีโชคชัย 4 โดยมีห้องทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่
1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 23.2-25.7 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS พื้นที่ใช้สอย 30.2-32.8 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS CORNER พื้นที่ใช้สอย 34.7-43.6 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท
VIDEO
อัปเดตความคืบหน้า รถไฟฟ้าสายสีเหลือง
ซึ่งปัจจุบัน รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่ว่านี้ยังไม่เปิดให้บริการสำหรับประชาชนเพราะการก่อสร้างที่ก่อนหน้านี้กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการระบาดอย่างหนักของโรค COVID-19 ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทางรัฐบาลออกมาตรการลดการติดเชื้อ ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ก็มีผลต่อการดำเนินการก่อสร้างต้องล่าช้าลง ซึ่งจากที่ทางเราได้สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์หลักของโครงการก็พบกว่า ณ ปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าโดยรวมอยู่ที่ 80.71% ซึ่งถือว่าจะใกล้เสร็จเรียบร้อยดี และเราก็หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้ใช้บริการ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ตามกำหนดการ
และถ้าใครที่อยากได้คอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง Groove Scape ลาดพร้าว – สุทธิสาร ก็เป็นอีกหนึ่งคอนโดที่น่าสนใจเพราะมีทำเลทองทองอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหลายสาย เดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวก เพียงแค่คลิกด้านล่าง
Jul 23, 2021 | บทความยานยนต์
รถยนต์ ไฟฟ้า หรือ รถยนต์พลังงานทางเลือก เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในประเทศไทย เราได้รวบรวมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่น่าใช้ปี 2021 พร้อมสเปคและราคาของรถแบบครบจบในที่เดียว
ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2021 นี้เป็นปีที่ชาวโลกได้ประสบพบเจอกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก และ องค์กรระดับโลก ได้ให้ความสนใจและตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะประเทศไทยของพวกเราที่ต้องเจอกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างหนักหน่วง ซึ่งตัวการหลักคือมลพิษทางอากาศ เช่น ควันท่อไอเสียรถยนต์ที่เผาไหม้จากน้ำมัน
โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน มักจะมาจากพฤติกรรมการทำซ้ำของมนุษย์เพื่อดำรงชีวิตในแต่ละวัน เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง, การใช้เชื้อเพลิง, ตัดไม้ทำลายป่า, โรงงานอุตสาหกรรม และ ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง
นอกจากพฤติกรรมที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของมนุษย์ที่ทำร้ายโลกในทุกวัน นั่นก็คือ การปล่อยมลพิษเสีย หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถของเราที่เป็นยานพาหนะสุดจำเป็น หรือ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทางของมนุษย์
ทำให้วงการอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์มีการพัฒนาและคิดค้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหามลพิษไอเสียจากรถยนต์และทำให้รถยนต์ใช้พลังงานหรือทรัพยากรโลกที่น้อยลงเพื่อความประหยัดและรักษ์โลกมากขึ้น หลายคนคงเคยได้ยิน และ รู้จักรถยนต์ ไฟฟ้ามาหลายปีแล้วเพราะรถยนต์ไฟฟ้าและกึ่งไฟฟ้าเริ่มมีตั้งแต่ปี 1900 ในหลายๆ รูปแบบได้แก่
รถยนต์ ไฟฟ้า ไฮบริด (HEV)
เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า หรือพูดง่ายๆ ก็คือเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่นั่นเอง โดยพลังงานจากตัวแบตเตอรี่ไฟฟ้าจะส่งพลังงานไปซัพพอร์ตเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในรถ เช่น ไฟภายในรถ, วิทยุ, จอแสดงผล และ อื่นๆ
รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)
เป็นรถที่ต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยการเพิ่มขนาดความจุของแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น ทำให้รถประเภทนี้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้โดยไม่ใช้น้ำมัน ประมาณ 20-50 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)
เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ไม่สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่ได้ คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริดที่มีทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ในคันเดียวกัน แต่ รถยนต์ไฟฟ้า อี พาวเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เครื่องยนต์โดยการใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กในการปั่นไฟให้แบตเตอรี่แทน
แต่ด้วยความที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เปิดกว้าง และ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนสักเท่าไร เช่น ในเรื่องการอำนวยความสะดวกในการชาร์จตามที่สาธารณะหรือบ้าน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ได้เป็นที่ถูกสนใจหรือได้รับความนิยมจากผู้คนมากนัก
รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
รถยนต์ ไฟฟ้า ยังคงถูกคิดค้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อช่วงปลายปี 2020 รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น และ สามารถพบเห็นได้บนท้องถนนอยู่บ้าง หลังจากนั้นในต้นปี 2021 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่, การแข่งขันที่สูงระหว่างผู้ผลิต และ แนวคิดผู้คนที่หันมารักษ์โลกมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2021 นี้มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามากมายหลายแบรนด์เพื่อให้เป็นรถยนต์ทางเลือกสำหรับคนใช้รถ หรือ คนเล่นรถ
รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันหรือที่จำหน่ายกันในปีนี้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภท EV (Electric Vehicle) รถประเภทนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ตัดเครื่องยนต์สันดาบออกไปและนำแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่เข้ามาเป็นแหล่งพลังงานแทน
จุดเด่นของรถยนต์ ไฟฟ้า
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ รถยนต์ ไฟฟ้าในปัจจุบันได้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อแก้จุดบอดของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปให้ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เช่น
ประหยัดค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าเชื้อเพลิงอีกต่อไปเพราะรถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟอย่างเดียว ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวนใจด้วยที่ใช้แบตเตอรี่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเสียงเงียบกริบ ออกตัวแรงไม่รอรอบ รถยนต์ไฟฟ้ามีแรงบิด (torque) ที่สูงทำให้ออกตัวได้ทันใจตอบสนองดี จุดอำนวยความสะดวกในการชาร์จที่มากขึ้น เช่น จุดให้บริการชาร์จรถ EV ตามห้างสรรพสินค้า
รวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 2021
หลังจากได้เห็นจุดเด่นของเจ้า รถยนต์ ไฟฟ้า แล้วทำให้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ามันน่าใช้มาก ทั้งประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กัน มากกว่านั้นรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2021 จะทำให้ชาวโลกได้เข้าใกล้คำว่า “รถแห่งอนาคต” ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเรามากขึ้นอีกด้วย
ในขณะที่ปัจจุบันบนท้องถนนยังมีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาบหรือใช้น้ำมันอยู่เป็นส่วนมาก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่นานมนุษย์อย่างเราก็ต้องปรับตัวตามโลกที่หมุนไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสิ่งที่ประหยัดและรักษ์โลกมากกว่า เราได้รวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยปี 2021 มาให้ทุกคนแล้ว
ถ้าจะพูดถึง รถยนต์ ไฟฟ้า เราคงไม่พูดถึง Tesla ไม่ได้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Tesla Model 3 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนในรูปแบบรถซีดาน 4 ประตู มียอดขายพุ่งไปถึง 800,000 คันภายใน 3 ปี และ ยังคงพัฒนาต่อจนทาง Tesla ได้เพิ่มรุ่น Performance เข้ามาในโดยการอัพเกรดแบตเตอรี่คู่ใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าเร็วแรงแบบหัวติดเบาะกันแน่นอน งั้นเราไปดูขุมพลังไฟฟ้าของรุ่น Performance กันเลย
แบตเตอรี่ : 75 kWh แรงม้า : 480 (โดยประมาณ) ความเร็วสูงสุด : 260 กิโลเมตร/ชม. อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 3.2 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ราคา : รุ่น performance 4,290,000 บาท
มากกว่านั้น Tesla Model 3 Performance มีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตขึ้นด้วยล้อใหม่ขนาด 20 นิ้วจากของเดิม 19 นิ้ว และ ลดความสูงของรถทำให้ตัวรถเตี้ยลง 10 มม. เพิ่มความสปอร์ตแบบดิบๆ ด้วยสปอยเลอร์คาร์บอน-ไฟเบอร์
Nissan LEAF
Nissan LEAF ถือว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100% คันแรกจากค่ายผู้ผลิตรถสัญชาติญี่ปุ่นเพื่อทดสอบตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เจ้า Nissan LEAF คันนี้คอนเซปต์มาพร้อมกับชื่อรุ่นเลยนั่นก็คือ “LEAF” หรือ ใบไม้
ลึกไปกว่านั้น! ในแต่ละตัวอักษรของคำว่า “LEAF” ยังมีคอนเซ็ปต์ของรถคันนี้แฝงไว้อยู่
L eadingE nvironmentally friendlyA ffordableF amily car
ซึ่งคอนเซ็ปต์โดยรวมก็คือ นำพายนตรกรรมไปอีกขั้นด้วยการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมราคาที่จับต้องได้ และ เดินทางได้ทั้งครอบครัวแบบประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กันอีกด้วย คอนเซ็ปต์น่าสนใจขนาดนี้เราไปดูสเปคของเจ้า Nissan LEAF กันเลยดีกว่า
สเปค
แบตเตอรี่ : 40 kWh แรงม้า : 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 320 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 311 กิโลเมตร ราคา : 1.49 ล้านบาท
MG ZS EV
มาดู รถยนต์ ไฟฟ้า จากฝั่งประเทศจีนกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักแบรนด์ MG กันอยู่แล้วเพราะแบรนด์นี้เจาะตลาดรถยนต์ในประเทศไทยได้ไม่นานแต่มีรถยนต์แบรนด์ MG วิ่งอยู่บนนถนนมากมายในประเทศไทย
หลายคนอาจจะคุ้นตาในเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาของรถ เพราะ MG ZS EV ได้ยึดพื้นฐานดีไซน์การออกแบบมาจากรถยนต์ SUV ยอดนิยมของ MG อย่าง MG ZS นั่นเองที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562
ถึงภายนอกจะคล้ายแต่หัวใจต่างกัน ! เพราะ MG ZS EV ถูกพัฒนามาเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า 100% แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ของ MG ที่ว่าราคาเอื้อมถึงพร้อมออปชันแบบครบๆ
สเปค
แบตเตอรี่ : 44.5 kWh แรงม้า : 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 337 กิโลเมตร ราคา : 1,190,000 บาท
รวมๆ แล้วเจ้ารถ MG ZS EV คันนี้ถือว่าตอบโจทย์ครบอยู่พอสมควร เพราะบางค่ายผู้ผลิตรถยนต์พอหันมาทำรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีการตัดออปชันบางอย่างออกไป แต่ MG ZS EV ยังคงให้เทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง Advance Driver Assitance มาให้อีกด้วย และ ด้วยราคาที่จับต้องได้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเพียงความฝันของคนไทยอีกต่อไป
Hyundai Ioniq
เมื่อ Hyundai หันมารักษ์โลกด้วยการผลิตรถยนต์ที่ปราศจากมลพิษ ประหยัดพลังงาน และ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม Hyundai Motor Thailand ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Ioniq Electric) เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2561 จนพัฒนามาถึงรุ่น Hyundai Ionig 5 ที่เปิดตัวในปีนี้
เจ้า Hyundai Ionig 5 ใครเห็นครั้งแรกต้องเป็นสะดุดตาอย่างแน่นอนด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต เพราะรถคันนี้ได้ถูกปรับโฉมใหม่จากตัวเก่า และ ยังอัปเกรดความแรงเพิ่มอีกด้วย
หลายคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับเจ้า Hyundai Ionig แต่ รถยนต์ ไฟฟ้า ค่ายสัญชาติเกาหลีคันนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งราคาที่ไม่สูงมากในตลาดและสมรรถนะที่ได้มาตรฐาน ด้วยสเปคดังต่อไปนี้
สเปค
แบตเตอรี่ : 72.6 kWh แรงม้า : 215 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุด : 165 กิโลเมตร/ชม. อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.4 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 450 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 1,749,000 บาท
MINI Cooper SE
รถคลาสสิกในตำนานก้าวเข้าสู่ยุคแห่งอนาคตจนกลายมาเป็น MINI Cooper SE รถยนต์ ไฟฟ้า 100% มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นรถ 3 ประตูที่มีความคลาสสิกตามสไตล์มินิแต่หัวใจประหยัดรักษ์โลก สำหรับ MINI Cooper SE รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ตัวแบตเตอรี่ได้ถูกพัฒนาจนมาเป็นรุ่นล่าสุดโดย BMW Group ที่มีลักษณะคล้ายตัว T และ ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของช่วงล่าง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้มีพื้นที่เก็บสัมภาระมากกว่าค่ายอื่นๆ
สเปค
แบตเตอรี่ : 32.6 kWh แรงม้า : 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 270 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-60 กิโลเมตร : 3.9 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 217 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 2,290,000 บาท
โดยรวมของเจ้ารถ MINI Cooper SE คันนี้น่าสนใจมากเพราะราคาไม่สูงเท่าที่คิด ถ้าแลกกับการที่ได้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีมาตรฐานพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์อย่าง MINI Cooper มาไว้ขับขี่
Volvo XC40 Recharge Pure Electric
สำหรับใครที่เป็นสายครอบครัวหรือชอบรถแนว Crossover SUV แต่ใจรักษ์โลกและต้องการความประหยัด ทางแบรนด์แกร่งอย่าง Volvo ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เปิดตัว รถยนต์ ไฟฟ้า EV ที่มาในรูปแบบ Crossover SUV ขนาดคอมแพคไม่ใหญ่โตเทอะทะมากเกินไป ใน Motor Show 2021 ที่ผ่านมา
แน่นอน! ว่าแบรนด์ Volvo มีชื่อเสียงเรื่องของสมรรถนะที่ทนทานและมีพลัง เรามาดูกันว่าพอมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว Volvo XC40 Recharge Pure Electric คันนี้จะมีสมรรถนะอย่างไรพร้อมกับราคาที่เปิดตัวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย
สเปค
แบตเตอรี่ : 78 kWh แรงม้า : 480 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 660 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุด : 180 กิโลเมตร/ชม. อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 4.9 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 418 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 2,590,000 บาท
หลังจากเห็นสเปคของรถยนต์ไฟฟ้า Crossover คันนี้แล้วบอกเลยว่า Volvo ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่ภูมิฐานและมีขุมพลังไฟฟ้าแฝงอยู่อย่างมหาศาลทำให้รถคันนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Crossover ที่น่าใช้ไว้เดินทางอีกหนึ่งคัน
KIA Soul EV
เอาใจสาย Crossover อย่างต่อเนื่องกับเจ้า KIA Soul EV ที่ชื่อก็บ่งบอกถึงสัญชาติ และ ถิ่นกำเนิดของรถคันนี้ไปแล้ว ในปี 2021 รถยนต์ EV จากค่าย KIA คันนี้ได้พัฒนามาถึงเจเนอเรชันที่ 3 เพราะรถคันนี้ตอบโจทย์ผู้คนในวงกว้างทั้งจุสัมภาระได้เยอะ มีความโฉบเฉี่ยว และ ที่สำคัญสาย Crossover ไม่พลาดอย่างแน่นอน
สเปค
แบตเตอรี่ : 64 kWh แรงม้า : 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 452 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 2,387,000 บาท
พิเศษในรถคันนี้ ! ไฟ Ambient light สามารถปรับเปลี่ยนตามจังหวะเพลงได้ นอกจากดูหรูหราไฮเทคแล้วยังจะช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับรถให้ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย
MG EP
เปลี่ยนอารมณ์กันบ้างด้วยรถไฟฟ้า EV รูปแบบ Station Wagon ที่บรรทุกได้ทั้งคนและสัมภาระ เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า จากประเทศจีนอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจด้วยสเปคที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและราคาที่ไม่ถึงล้าน !
สเปค
แบตเตอรี่ : 50.3 kWh แรงม้า : 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 260 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 8.8 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 380 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 998,000 บาท
Hyundai Kona Electric
ปิดท้ายด้วยรที่มีเอกลักษณ์หน้าตาแห่งอนาคตอย่างโดดเด่นที่บ่งบอกความเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ได้อย่างชัดเจนด้วยดีไซน์กระจังหน้าแบบไม่มีช่องลม เจ้า Hyundai Kona Electric คันนี้เป็นรถไฟฟ้า Sport SUV ที่สเปคน่าสนใจและราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท !
สเปค
แบตเตอรี่ : 39.2 kWh แรงม้า : 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.6 วินาที ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 312 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง) ราคา : 1,849,000 บาท
สรุป
หลังจากที่ได้เห็นการพัฒนาและความหลากหลายของ รถยนต์ ไฟฟ้า กันแล้ว ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทยเติบโตมากในช่วงปี 2021 นี้ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เราจะเห็นกันได้ว่าปีนี้รถยนต์ EV มาครบทุกประเภทของรถจริงๆ ตั้งแต่รถ Sedan, City car, Crossover SUV, Station Wagon ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของยนตรกรรมแห่งอนาคตในบ้านเราเลยทีเดียว ทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่ารถในอนาคตจะหน้าตาล้ำและขับเคลื่อนได้ประหยัดมากขนาดไหน
สุดท้ายนี้โลกของเรากำลังเข้าสู่โลกแห่งอนาคตในทุกๆ อุตสหกรรม รวมถึงยนตรกรรมด้วย สำหรับใครที่ไม่อยากตกเทรนด์หรืออยากปรับตัวตามโลกให้ทันก่อนใครสามารถดูราคารถยนต์ไฟฟ้าในตลาดได้ที่ Kaidee Auto
Jul 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ‘ทองหล่อ’ ก็เป็นย่านฮิปนำเทรนด์ที่พรั่งพร้อมด้วยสตอรี่แห่งการใช้ชีวิตแบบ 24/7 ยามพระอาทิตย์ขึ้น ทองหล่อคือย่านธุรกิจชั้นนำ ครั้นเย็นย่ำคือถนนสำหรับท่องราตรีที่มีผับ คลับ บาร์ และความบันเทิงมากมาย จนถึงยามค่ำคืนที่ต้องเข้าสู่โหมดการพักผ่อน คอนโดย่านทองหล่อก็ยังเป็น ‘บ้าน’ เป็นปลายทางสุดท้ายของวัน ที่จะทิ้งตัวลงเพื่อชาร์จพลังสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป
ความหลากหลายที่ครบครันเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทองหล่อไม่เคยตายไปจากความต้องการของผู้คน และยังเป็นทำเลที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งในแง่เงินลงทุนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะในรูปของคอนโด เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ จนทำให้คำว่า ‘ที่ดินผืนสุดท้ายบนทองหล่อ’ ไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักครั้ง
นอกจากนี้ยังมีเงินหมุนเวียนที่ได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ธุรกิจหรือที่อยู่อาศัย ตลอดถึงเงินที่สะพัดจากการจับจ่ายใช้สอย กิน ดื่ม เที่ยว ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับล่างจนถึงลูกค้าไฮเอนด์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทองหล่อจะติดอันดับต้นๆ ของทำเลเมืองที่ราคาสูงปรี๊ดอยู่เสมอ
ภาพจาก https://hr.tcdc.or.th/
ทองหล่อ…ย่านธุรกิจที่เติมเต็มได้ทุกไลฟ์สไตล์
จากปากซอยที่เป็น BTS ทองหล่อ ฝั่งถนนสุขุมวิทไปจรดท้ายซอยที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มีระยะทางเพียง 2.5 กิโลเมตร แต่กลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยร้านค้าน้อยใหญ่ แฝงตัวอยู่ตามตึกแถวริมถนน คอมมูนิตี้มอลล์ อาคารสำนักงาน ไปจนถึงพื้นที่เช่าใต้ตึกสูงต่างๆ
ย่านของกินขึ้นชื่อ
ธุรกิจร้านอาหารเป็นอะไรที่ฮอตฮิตของย่านทองหล่อ ไม่ว่าตรอกซอกซอยไหนก็ล้วนมีร้านอาหารตั้งอยู่ เรียกว่ามีอู่ข้าวอู่น้ำที่สามารถฝากท้องอิ่มกันแบบไม่ซ้ำกันทั้งเดือนก็ยังได้ แถมยังมีระดับราคาให้เลือกตั้งแต่สตรีทฟู้ด ฟาสต์ฟู้ด ไปจนถึงร้านอาหารระดับภัตตาคาร
ส่วนประเภทอาหารนั้นเรียกว่านานาชาติ ไทย จีน ตะวันตก พร้อมเสิร์ฟทุกจาน โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีที่เป็นต้นตำรับความอร่อยจนต้องตามมาลิ้มลอง เช่น ร้านอุเมะโนะฮานะ (Umenohana) ร้านฮะมะคัตสึ (Hamakatsu) ร้านโคซิแร (Kosirae) และร้านคีอานิ (Kiani) เป็นต้น
พูดถึงอาหารคาวกันแล้ว ก็ต้องต่อด้วยของหวาน ซึ่งทองหล่อนั้นเป็นเป้าหมายของสาย Cafe Hopping ที่มีร้านเบเกอรี่อร่อยๆ เสิร์ฟพร้อมกาแฟเกรดพรีเมียมมากมาย ทั้งยังตกแต่งร้านไว้อย่างมีสไตล์ชวนให้อยากนั่งชิลและถ่ายรูปเล่นได้ทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นรูทส์คอฟฟี่โรสเตอร์ (Roots Coffee Roaster) กัสส์ แดมน์ กู๊ด (Guss Damn Good) หรือเต ทีเฮาส์ (The’ Tea House)
ย่านแฮงก์เอาท์มีสไตล์
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบล่าสุด แต่หากย้อนมองกลับไปหรือมองข้ามช่วงเวลาวิกฤตนี้ ทองหล่อก็ยังจะได้ชื่อว่าเป็นย่านความบันเทิงและพื้นที่พักผ่อนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน
โดยมีคอมมูนิตี้มอลล์ชื่อดังนับสิบแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เดอะคอมมอนส์ (The Commons) ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของคนทองหล่อที่ไม่ใช่แค่สถานที่ช้อป กิน ดื่ม เท่านั้น แต่ยังมีการแบ่งปันและใช้ประสบการณ์ร่วมกันบนพื้นที่สีเขียวอีกด้วย และยังมีศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทั้งเก่าและใหม่อีกมากมาย เช่น ซีนสเปซ ทองหล่อ (Seenspace Thonglor) เจ อเวนิว (J Avenue) เอ็ดจ์ ทองหล่อ (Eight Thonglor) และ เดอะเทสต์ทองหล่อ (The Taste Thonglor) เป็นต้น
ส่วนสายปาร์ตี้ที่ชอบสีสันไนท์ไลฟ์ ภายในซอยทองหล่อมีให้เลือกเพียบ ตั้งแต่ร้านนั่งดื่มสบายๆ ไปจนถึงผับเปิดเพลงให้แดนซ์กันทั้งคืน รวมถึงคอมมูนิตี้รอบดึกอย่าง 72 Courtyard ที่มีทั้งไนท์คลับ ห้องคาราโอเกะ และค็อกเทลบาร์พร้อมต้อนรับ
ย่านจับจ่ายที่ครบครัน
ทองหล่อเป็นศูนย์รวมซูเปอร์มาร์เก็ตจากแบรนด์ดัง ทั้งท็อปส์มาร์เก็ต วิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ซูเปอร์มาร์เก็ต เลมอนฟาร์ม และที่พลาดไม่ได้คือตลาดสินค้าญึ่ปุ่นอย่าง Japan Fresh Wholesale Market ที่นำเข้าอาหารสดมาจากญี่ปุ่นโดยตรง และยังใกล้กับดองกี้ มอลล์ (Dokki Mall) ที่เป็นเสมือนสวรรค์ของคนไทยที่อยากไปญี่ปุ่นในช่วงเวลานี้เลยก็ว่าได้
และยังเป็นแหล่งรวมแฟลกชิพสโตร์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เกือบทุกสไตล์ อาทิ ร้านดีเอ็ม โฮม (DM HOME) ที่นำเข้าเฉพาะเฟอร์นิเจอร์แบรนด์หรู ร้านมิน็อตติ (Minotti Bangkok Flagship Store) โชว์รูมเคนคูน (Kenkoon) และชนินทร์ (Chanintr) เป็นต้น
นอกจากธุรกิจเหล่านี้แล้ว ทองหล่อยังครบครันด้วยธนาคาร โรงพยาบาลคน โรงพยาบาลสัตว์ เวดดิ้งสตูดิโอ คลินิกเสริมความงาม ธุรกิจด้านสุขภาพ ร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแฟชั่น และอื่นๆ อีกมากมายที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับย่านนี้
ภาพจาก www.siamfuture.com
ทองหล่อ…ซอยนี้ไม่มีทางตัน
เหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทองหล่อหรือคอนโดทองหล่อเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ คือการเดินทางสะดวกสบาย ที่สามารถเข้านอกออกในสถานที่ต่างๆ ได้มากมาย โดยมีตรอกซอยแยกออกจากถนนทองหล่อช่วยให้การเดินทางของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้รวดเร็ว
ในซอยทองหล่อฝั่งเลขคี่สามารถทะลุไปสุขุมวิท 53 สุขุมวิท 49 จนถึงพร้อมพงษ์ นั่นหมายความว่าจะเราสามารถไปถึงเอ็มควอเทีย เอ็มโพเรียมได้โดยที่ไม่ต้องวิ่งไปเจอรถติดบนถนนสุขุมวิทได้เลย และยังสามารถซอกแซกไปจนถึงอโศกได้อย่างสบาย ส่วนซอยทองหล่อฝั่งเลขคู่จะเชื่อมต่อกับซอยเอกมัย (สุขุมวิท 63) ในหลายๆ จุดด้วยกัน และสามารถลัดเลาะไปถึงสุขุมวิท 71 คลองตัน และรามคำแหง
หากต้องการใช้ถนนสายหลักอย่างสุขุมวิทและเพชรบุรีตัดใหม่ก็ยังมีโครงข่ายถนนสายหลักพร้อมรองรับ ไม่ว่าจะถนนสุขุมวิทไปถนนพระราม 4 หรือถนนเพชรบุรีตัดใหม่ไปถนนพระราม 9 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ถนนพัฒนาการ รวมไปถึงทางด่วนศรีรัชและทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์
ด้านการขนส่งสาธารณะในย่านทองหล่อก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ รถบัสโดยสารประจำทางที่วิ่งตั้งแต่ปากซอยฝั่งสุขุมวิทจนถึงท้ายซอยที่ติดกับคลองแสนแสบ มีแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการโดยสารทางเรือ บนเส้นทางระหว่างท่าเรือประตูน้ำ – ท่าเรือวัดศรีบุญเรืองในย่านบางกะปิ
คอนโดทองหล่อส่วนใหญ่จับกลุ่มลูกค้า High-End โดยสะท้อนผ่านการออกแบบที่หรูหรา ใช้วัสดุพรีเมี่ยม มีระดับ
คอนโดทองหล่อ …ทำเลลงทุนในฝัน
เมื่อความครบครันของระบบคมนาคมมาบรรจบสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตแบบจบครบที่เดียวในทองหล่อ ทำให้คีย์เวิร์ดการค้นหาที่อยู่อาศัยในย่านนี้อย่าง “คอนโดทองหล่อ” เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน และเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ ทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและเพื่อลงทุนเกร็งผลกำไรในอนาคต
การซื้อคอนโดทองหล่อเพื่ออยู่เองนั้นเปรียบเหมือนการซื้อบ้านในฝันบนทำเลศักยภาพ ที่ไม่เพียงได้ใช้ชีวิตครบทุกมิติท่ามกลางความสะดวกสบาย แต่ยังสะท้อนคุณค่าทางความรู้สึกที่สามารถอัปเกรดโปรไฟล์สู่ระดับไฮคลาส พร้อมกับภาพลักษณ์ที่หรูหรา ดูแพง และมั่งคั่ง อันเป็นนิยามที่มักติดตามมาด้วยเมื่อได้เป็นเจ้าของคอนโดย่านทองหล่อ
ในขณะที่การซื้อคอนโดทองหล่อเพื่อลงทุนก็ได้รับความนิยมไม่ต่างกัน เพราะสามารถให้ผลตอบแทนการปล่อยเช่าในระดับสูงราว 5-6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยพบว่าสัดส่วนการเช่าคอนโดในพื้นที่นี้เป็นชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อ เนื่องจากยังเป็นที่ต้องการ และสถิติราคาคอนโดทองหล่อก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกปีตามทิศทางของราคาที่ดิน ประกอบกับจำนวนแปลงที่ดินที่จำกัด ทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลทองหล่อทำได้ยากขึ้น นั่นจึงหมายความว่ายิ่งลงทุนซื้อคอนโดทองหล่อเก็บไว้ในพอร์ตเร็วเท่าไร โอกาสทำกำไรก็จะมากขึ้นในอนาคตด้วยนั่นเอง
บรรยากาศความร่มรื่นที่แสนน่าอยู่ใจกลางทองหล่อกับโครงการ Chewathai Residence Thonglor
Chewathai Residence Thonglor คอนโด Low Rise ที่กำลังน่าจับตา
คอนโดในย่านทองหล่อส่วนใหญ่มักเป็นแบบ High Rise คือเป็นตึกสูงที่มีจำนวนยูนิตค่อนข้างมาก เนื่องจากดีเวลลอปเปอร์จะได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินสูงสุด แต่ในแง่การอยู่อาศัยที่สงบและเป็นส่วนตัวแล้วต้องยกให้คอนโดแบบ Low Rise ซึ่งในทองหล่อเองก็เริ่มมีคอนโดประเภทมากขึ้น โดยจับกลุ่ม High Segment เน้นดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ สร้างพื้นที่เป็นส่วนตัว
หนึ่งในโครงการที่น่าจับตาคือ Chewathai Residence Thonglor ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 20 (ซอยแจ่มจันทร์) สามารถเข้าออกโครงการได้ทั้งถนนทองหล่อและเอกมัย ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตในย่านนี้ยิ่งดับเบิ้ลความสะดวกสบายและความครบครันขึ้นไปอีก
ส่วนงานออกแบบสถาปัตยกรรมของโครงการเน้นความเป็นส่วนตัวสูงสุดเพื่อสร้างให้พื้นที่แห่งนี้คือ ‘บ้าน’ ที่ควรค่าแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่มีเพียง 130 ครอบครัวเท่านั้นที่จะได้อิ่มเอมความสุขตามที่ใจต้องการ
อีกไฮไลท์ที่ทำให้ Chewathai Residence Thonglor น่าจับจองเป็นเจ้าของก็คือ ราคาเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท* หรือราว 199,000 บาท/ตารางเมตร* (ข้อมูล ณ เดือนกรกฏาคม 2564) ซึ่งต้องบอกเลยว่าราคานี้ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของคอนโดเปิดใหม่ในย่านทองหล่อที่มักอยู่ในเรท 230,000 – 250,000 บาท/ตารางเมตร จึงนับว่า Chewathai Residence Thonglor นั้นเป็นคอนโดที่มีความคุ้มค่าสูง ที่ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อลงทุนเพื่อปล่อยเช่าก็ให้ผลกำไรในอนาคตอย่างแน่นอน