Mar 31, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เสื้อผ้าถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กำหนดเพศของผู้สวมใส่มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในมุมไหน หรือประเทศใดบนโลกนี้ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และสังคมล้วนหล่อหลอมให้เสื้อผู้ชายและผู้หญิงต้องแตกต่างกัน
คนที่ต้องการฉีกออกจากกรอบที่กล่าวมา มักถูกพิจารณาจากสังคมด้วยมุมมองหลากหลายแบบ ทั้งเป็นคนบ้าไม่สนโลก เป็นขบถทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลรักร่วมเพศ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมองมุมไหน การแต่งตัวข้ามเพศก็ดูจะถูกมองในแง่ลบเสียสิ้น ลองดูคำนิยามที่นักวิชาการในอดีตให้ไว้เกี่ยวกับการแต่งกายข้ามเพศดู
Cross-Dressing แบบเข้าใจง่าย ภาพจาก The Guardian
“โรคชอบแต่งกายลักเพศ (Transvestism) คือพฤติกรรมการแต่งกายข้ามเพศกับเพศสภาพของตนเอง ถึงแม้ว่าความหมายของชื่อโรคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ แต่ความหมายโดยรวมมักหมายถึงผู้ที่มีความสนใจในการแต่งตัวด้วยชุดข้ามเพศอย่างสมัครใจ พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง รักเพศเดียว เพศตรงข้าม รักสองเพศ หรือแม้กระทั่งไม่ฝักใฝ่ทางเพศ
แฟชั่นไม่มีเพศจริงหรือ
ในฐานะของมนุษย์เดินธรณีคนหนึ่ง ผมไม่ค่อยชอบใจคำนิยามของการแต่งกายข้ามเพศ รวมถึงค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งกายของทั้งชายและหญิงที่สังคมกำหนดขึ้นมาสักเท่าไร ผมคิดว่าอาภรณ์ไม่กี่ชิ้น ไม่สามารถตัดสินเพศและขนบปฏิบัติของใครได้ แต่ผมจะไปรู้อะไร เพราะผมก็ยังคงเดินไปบนท้องถนนพร้อมกับการแต่งกายที่ถูก Define (ตีกรอบ) มาแล้ว ว่านี่คือแฟชั่นสำหรับผู้ชาย
จนผมมีโอกาสได้เห็นน้องคนหนึ่งบนหน้าฟีดอินสตราแกรม ที่มาพร้อมกับรูปสไตล์การแต่งตัวแบบ “Cross-dressing” หรือคือการนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมผสานในการแต่งตัวของตัวเอง ผมจึงไม่รอช้า ทักไปสอบถามและขอสัมภาษณ์ทันที
น้องเขาชื่อบอส เพิ่งจบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้านกราฟิ กอยู่
น้องบอส คนที่ผมจะมาสัมภาษณ์ในวันนี้
ผมติดต่อบอสไปด้วยหลายสาเหตุ ข้อแรกที่แสนตื้นเขินคือ ผมกับน้องเคยทำงานด้วยกันมาก่อนอย่างใกล้ชิด เลยคิดว่าน่าจะแบ่งปันมุมมองได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อีกข้อคือบอสไม่ได้แต่งตัวแบบ Cross-dressing เพื่อแค่จะถ่ายรูปแค่ครั้งสองครั้ง แต่น้องนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมในการแต่งตัวบ่อยครั้งจนเป็นกิจวัตร
เมื่อผมกับบอสมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวกัน (จริงๆ สัมภาษณ์บนลานอัฒจันทร์) คำถามที่ผมต้องการได้ข้อสรุปกลับไปมีเพียงหนึ่งเดียวคือ “แฟชั่นมีเพศหรือไม่”
จุดเริ่มต้นของการแต่งตัวแนวนี้มาจากศิลปินคนหนึ่งที่ผมชอบ
“ผมชอบศิลปินคนหนึ่งคือแมทธิว ฮีลีย์ วง The 1975 เขามีแนวคิดหรือลักษณะความคิดที่ไม่ค่อยสนใจโลกเสียเท่าไร แต่ผมไม่ได้มีความพยายามจะเป็นเขาขนาดนั้น ผมแค่ชอบในความไม่แคร์โลกของเขาแค่นั้นเอง”
ภาพจาก GQ-Magazine ภาพจาก British GQ ภาพจาก YoungHollywood
แมทธิว ฮีลีย์ คือฟรอนท์แมน (นักร้องนำ) จาก The 1975 วงดนตรีป๊อบร็อคที่มีผลงานเพลงอันโด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Robbers, Somebody Else หรือเพลงสุดคลาสสิกอย่าง Chocolate ซึ่งไม่เพียงแต่อัลบั้มที่โด่งดังเป็นที่นิยม แต่แมทธิวยังเป็นไอดอลให้กับใครหลายคนในเรื่องของการใช้ชีวิตสุดโต่งไม่สนใคร
“ผมรู้สึกว่าแมทธิว ฮีลีย์สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมหลายอย่าง ทั้งเรื่องดนตรี ความคิดและทัศนคติ และแน่นอน การแต่งตัว เพราะเขาเอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาแมทช์กับการแต่งตัว และทำให้เห็นว่า การแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ดูแปลกแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อว่าการแต่งตัวไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว”
วันแรกที่ใส่เสื้อผู้หญิงเพราะเหลือบไปเห็นกองผ้าเก่าของอาม่า
“ผมคุ้ยกองเสื้อผ้าที่ทั้งอาม่าและแม่ของผมไม่ใส่แล้ว และเหลือบไปเห็นเสื้อสเวตเตอร์คอย้วยสภาพเก่าค่อนไปทางแย่ของอาม่า ซึ่งอาม่าไม่ได้ใส่แล้ว ผมเลยหยิบเอามาใส่”
“หลังจากนั้น ผมก็หยิบเครื่องแต่งตัวอื่นของแม่มาลองด้วยกัน หมุนตัวหน้ากระจกสองสามที แล้วก็เดินออกจากบ้านไปเลย โดยไม่ได้รอฟังคำวิจารณ์จากคนในครอบครัว”
ผมคุ้ยกองเสื้อผ้าที่ทั้งอาม่าและแม่ของผมไม่ใส่แล้ว ผมไม่ได้รอฟังคำวิจารณ์จากคนในครอบครัว
แล้วเสียงของคนในครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก คนรอบข้างเป็นอย่างไร
“ถ้าเป็นคนในครอบครัว แม่ก็จะแซวบ้างพอขำๆ เช่น ‘แอบเอาเสื้อผ้าแม่มาใส่อีกแล้วนะ’ หรือ ‘แต่งแบบนี้เป็นกะเทยหรือเนี่ย’ แต่ถามว่าเป็นเชิงลบหรือเปล่า ก็บอกเลยว่าไม่ ผมโดนแม่แซวบ่อยๆ เข้า ก็ชวนแม่เดินเข้าร้านขายเสื้อผ้า ไปแผนกเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อเลือกด้วยกันไปเลย (หัวเราะ)”
“แล้วกับเพื่อน คิดว่าไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็แปลว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะมันไม่ได้เป็นแง่ลบจนเราเก็บมาคิดหรือใส่ใจขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัยด้วย มันเลยไม่มีใครมานั่งจับผิดเรา เพื่อนๆ รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ได้อะไรกันมาก ส่วนมากก็จะเป็นการแซวขำๆ อารมณ์ประมาณถ้าไม่ใช่ผม ก็ไม่รู้ว่าใครจะแต่งแบบนี้ได้เหมือนกัน (หัวเราะ)”
“นั่งอยู่หลังกลอง แต่แต่งมาซะเต็มเลยนะ”
เคยแต่งชุดแมทช์ของผู้หญิงไปเล่นดนตรีไหม
“เคยครับ ก็ไม่ได้โดน Feedback อะไรมากมายนะ อาจจะโดนแซวประมาณว่า ‘นั่งอยู่หลังกลอง แต่แต่งมาซะเต็มเลยนะ’ ขำๆ กันไปมากกว่า”
ผมไม่สามารถรู้ความคิดคนอื่นได้ ผมแค่เชื่อว่าการแต่งตัวของผมไม่แปลก
“ผมไม่มีชุดโปรด แต่ผมมีสีโปรดในการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าผู้หญิง สีที่ผมชอบมากที่สุดคือชมพู ดำ และขาว อย่างเช่นผมใส่เสื้อคลุมผู้หญิง ผมจะเลือกตัดด้วยอะไรที่ทะมัดทะแมงเช่นกางเกงยีนส์ สแล็คสีดำ หรือรองเท้าคัชชูแทน”
“ผมลองใส่เสื้อผ้าพวกนี้และผมรู้สึกว่ามันเข้ากันดี แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง หลายคนอาจจะมองว่าการแต่งตัวแบบนี้ดูแปลก เพราะพวกเขาอาจมีทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาอีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับตัวผมแล้ว มันไม่แปลก”
แน่นอนว่าใครหลายคน รวมถึงตัวผมมักรู้สึกกังวล เวลาต้องริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ตรงข้ามกับเพศสภาพของตนเอง แต่เรามักหวาดระแวงและกลัวกับการต้องนำเสนออะไรสู่สาธารณะอยู่เสมอ คงจะดีไม่น้อย ถ้าเรามีความมั่นใจได้สักครึ่งนึงของน้องบอส
บอสคิดเห็นอย่างไรกับการใส่เสื้อผ้าตรงข้ามกับเพศสภาพ
“ผมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เราต้องมองย้อนกลับไปก่อนว่า เพศของเสื้อผ้ามันถูกกำหนดมานานแล้ว ผู้ชายต้องแต่งแบบนี้ ผู้หญิงต้องแต่งแบบนี้ มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มันคือการแบ่งเพศไปโดยปริยาย ผมขอพูดถึงหนังเรื่องนี้ ชื่อเรื่องว่า PK จากอินเดีย”
จากนี้จะเป็นการสปอยล์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างดุเดือด
“หนังเรื่องนี้เล่าถึงมนุษย์ต่างดาวที่ลงมายังโลกแบบตัวเปล่า คือเปลือยมาเลย ทีนี้ตอนกำลังจะกลับดาว เขาทำอุปกรณ์ที่ช่วยให้ตนเองกลับดาวได้หายไป มนุษย์ต่างดาวเลยต้องอยู่บนโลกต่อไป พร้อมกับเริ่มเรียนรู้วิธีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการแต่งตัวด้วย ช่วงแรกมนุษย์ต่างดาวจะโดนบูลลี่ (กลั่นแกล้งรังแก) เพราะเขาใส่เสื้อผ้าไม่ตรงสภาพ เขาหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่บ่อยครั้ง”
“หนังสะท้อนบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานทางสังคมที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาร่วมกัน ว่าสิ่งต่างๆ มันควรจะเป็นอย่างนี้ ผู้ชายควรแต่งตัวแบบนี้ ผู้หญิงควรเป็นแบบนี้ ผู้ชายต้องกางเกง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง”
เราจะสังเกตเห็นบรรทัดฐานที่บอสกล่าวถึงในทุกซอกมุมของสังคม อย่างเช่นแบรนด์เสื้อผ้าที่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นั่นแปลว่าเรื่องการแต่งตัวและการแบ่งเพศเป็นของคู่กันมาตั้งนานแล้ว
ขอแค่เรามั่นใจในการแต่งตัวของตัวเองก็พอ อยากแต่งอะไรก็แต่งไปเถอะ
“ปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมและ LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่า การแต่งตัวไม่ควรถูกใช้มาเป็นประเด็นในการแบ่งแยกเพศ ขอแค่เรามั่นใจในการแต่งตัวของตัวเองก็พอแล้ว บางคนพอใจจะแต่งตัวตามเพศสภาพ แต่หากใครกำลังรู้สึกว่าโดนจำกัดกรอบการแต่งตัว ก็ให้หาทางหลุดออกมาจากกรอบนั้น เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ได้ Define การเป็นเรา เพราะฉะนั้น เราอยากแต่งอะไรก็แต่งไปเถอะ”
คิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างกับเรื่องแบบนี้มากพอหรือยัง หากเทียบประเทศอื่นๆ
“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย แต่เราต้องมองในรูปแบบของทั้งโลก เราอาจมองเห็นคนแต่งตัวแตกต่างกัน แต่เราไม่ได้มองว่ามันแปลก คือมันเหมือนกับเพลงที่เราชอบ เพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงป็อบ เพลงหนึ่งอาจเป็นอีกแนว แต่ทั้งคู่มีความเพราะในแบบของมันเอง เราเลยฟังได้ทั้ง 2 เพลง ด้วยว่ามันเพราะในแบบของมันเอง”
บอสพยายามสื่อให้เราเห็นว่า การแต่งตัวก็เหมือนแนวเพลงที่แตกต่างกัน เราอาจเห็นคนแต่งตัวในหลากหลายลักษณะ แต่เราแค่ไม่ได้มองว่ามันแปลกแต่อย่างใด เพราะหากมองโดยรวมแล้ว การแต่งตัวแต่ละแบบก็กลมกลืนกันไปในสภาพแวดล้อมนั้นๆ
การแต่งตัวก็เหมือนแนวเพลงที่แตกต่างกัน
“ผมหรือพี่อาจเจอผู้ชายที่แต่งตัวด้วยชุดผู้หญิง แต่เรา 2 คนไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลก ไม่ว่าจะประเทศนี้หรือที่ไหนบนโลกก็มีเหมือนกัน บุคคลเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของคนธรรมดาที่เราไม่เคยเห็นบนท้องถนน หรืออาจเป็นศิลปินที่นำเสนอตัวตนของพวกเขาผ่านการแต่งตัวก็เป็นได้ เหมือน Matthew Healy นี่แหละ”
“บางทีเราก็ระบุแนวเพลงที่เรากำลังฟังอยู่ไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันเป็น Jazz Pop หรือ Sync Pop หรืออะไร แต่มันเป็นแนวเพลงที่เกิดจากความนิยมในช่วงเวลาหนึ่งเหมือนๆ กัน ถ้าการแต่งตัวแบบผมมีมากขึ้นในอนาคต เราก็จะไม่ได้มองว่าการแต่งตัวแบบนี้นอกคอก หรือแปลก แต่เราจะมองว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ในการแต่งตัวแค่นั้น”
คนที่ไม่เห็นด้วยต้องเปลี่ยนด้วยตัวเขาเอง เราหรือใครก็ตามเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้
“ผมโชคดีที่ตัวผมไม่ต้องไปนั่งจับเข่าคุยกับคนในครอบครัวเพื่อบอกว่าทำไมผมถึงแบบนี้ ผมทำเพราะผมชอบและพอใจที่จะทำ แต่ผมเข้าใจว่า มีคนที่ต้องการจะนำเสนอตัวตนผ่านการแต่งตัวแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามอยู่ แต่อาจติดปัญหาจากคนรอบข้างหรือคนในครอบครัว”
ผมชอบประโยคหนึ่งของบอส ตอนสัมภาษณ์คือ “คนที่ไม่เห็นด้วยแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือคนที่ยังจำเป็นที่เราต้องมีอยู่ในชีวิต ถ้าเป็นแบบนี้ เราควรอธิบายให้เขาเข้าใจถึงเหตุผลในการแสดงออกของเรา ว่าทำไมเราถึงแต่งตัวแบบนี้ ว่าสิ่งที่เราทำไม่แปลก และเราไม่ควรเอาเรื่องเพศกับการแต่งตัวมาเป็นประเด็น”
แล้วอีกแบบล่ะ
“อีกแบบคือคนที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรา คนพวกนี้ก็ช่างแ*งไปเถอะครับ” (เย็นน้อง)
“อีกแบบคือคนที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรา คนพวกนี้ก็ช่างแ*งไปเถอะครับ”
มีอะไรอยากฝากก่อนจบบทสัมภาษณ์นี้ไหม
“เอาเป็นสรุปละกันครับ ไม่ต้องไปแคร์เสียงรอบข้างมากนัก เราควรเลือกฟังเสียงที่เข้ามาในชีวิตเรา อะไรที่ทำให้เราพัฒนาขึ้น หรือเป็นประโยชน์กับเรา ก็เลือกฟังเอาไว้ แต่อะไรก็ตามที่มันเป็นผลเสียต่อตัวเรา หรือไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร และยังทำร้ายเราด้วย ก็อย่าไปใส่ใจมากนัก”
“เป็นตัวเองให้มากที่สุดจะดีกว่า”
Mar 31, 2021 | บทความยานยนต์
ด้วยการเดินทางโดยรถสาธารณะในปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าลำบากเหลือเกิน คนก็เยอะ อากาศก็ร้อน แถมยังมีฝุ่นและ COVID-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา หรือค่าใช้จ่ายที่รวม ๆ แล้วกินข้าวได้เป็นเดือนเลย การซื้อรถส่วนตัวขับขี่จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แต่เราจะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดีล่ะ ? ลองอ่านบทความด้านล่างดู คุณอาจจะตัดสินใจได้ก็ได้นะ
รถยนต์
รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ประชากรในปัจจุบันนิยมใช้ในการเดินทาง โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางในระยะไกลอย่างต่างจังหวัดหรือมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ซึ่งการขับขี่รถยนต์ก็มีข้อดีหลายหลายอย่างดังนี้
ข้อดีขอ งรถยนต์
ถ้าคุณต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด การขับขี่รถยนต์สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีคุณสามารถใช้พื้นที่บนรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องเกรงใจและเบียดกับคนอื่นที่คุณไม่รู้จักไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือจะกินข้าว และยังมีแอร์เย็น ๆ ช่วยคลายความร้อนและความสกปรกของฝุ่นในอากาศภายนอกรถได้อีกด้วย
นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ยังช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับเวลาบนรถสาธารณะ ทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาการเดินทางได้อย่างแม่นยำกว่าการขึ้นรถสาธารณะเพราะบางครั้งรถสาธารณะเหล่านี้ก็อาจต้องรอนานแบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยเชียว
รถยนต์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ
Suzuki Celerio
ขอบคุณรูปจาก: suzuki.co.th
แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงรถยนต์ราคาถูกที่สุด Suzuki Celerio ก็คงจะผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งตัวรถยนต์รุ่นนี้นอกจากราคาที่เบาแล้วยังมีดีไซน์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ให้ความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาที่สูง แถมยังมีสมรรถนะที่ดีเกินราคาด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร
ราคาประมาณ 328,000 บาท
Mitsubishi Attrage
ขอบคุณรูปจาก: mitsubishi-motors.co.th
Mitsubishi Attrage หนึ่งในรุ่นรถยนต์ราคาเบาที่หลายคนคุ้นหู ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนภายในกว้างขวางกว่าที่เคยด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร และเข้าได้กับทั้งน้ำมันเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20
ราคาประมาณ 494,000 บาท
Nissan March
ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th
ปิดท้ายรถยนต์ราคาเบาด้วยรถ Nissan March รถยนต์ Eco-Car รุ่นแรกของประเทศไทย ที่ดีไซน์ด้านนอกมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทันสมัย แต่ภายในกว้างขวางด้วยหลังคาโปร่งสูงจนทำให้รู้สึกถึงความสบายขณะนั่ง พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้สูง 20 กม./ลิตร ทำให้ขับง่ายเหมาะกับมือใหม่หัดขับ
ราคาประมาณ 420,000 บาท
มอเตอร์ไซค์
เบื่อไหมกับรถติดนาน ๆ เหนื่อยไหมกับการผ่อนรถที่แสนจะแพง ชอบไหมกับธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น รักไหมกับความรวดเร็วโลดโผนน่าตื่นเต้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในหัวใจ การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อาจจะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณก็ได้
ข้อดีของ มอเตอร์ไซต์
ด้วยขนาดเล็กที่กะทัดรัดของรถมอเตอร์ไซค์ทำให้การขับขี่บนถนนไม่ต้องกังวลเรื่องรถติดเป็นเวลานาน เพราะพวกมันสามารถซอกแซกบนพื้นที่เล็ก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ และยังสามารถหาที่จอดรถได้ง่ายแบบที่สุดเพราะมีที่จอดรถแยกเป็นสัดส่วน ไม่ต้องแย่งกับรถคันอื่นมากนัก และถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการความใกล้ชิด การขี่รถมอเตอร์ไซค์ก็ถือว่าใกล้ชิดมากเลยทีเดียว
รวมถึงยังช่วยเติมความสนุกในการขับขี่ด้วยความเร็วของมอเตอร์ไซค์ เป็นอิสระ และยังดูเท่จากสายตาคนอื่น ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แน่นอนว่าลดลงไปได้เยอะ เพราะมีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนเท่าไร การดูแลรถมอเตอร์ไซค์จึงง่ายมาก และที่สำคัญราคาไม่แพงมากเท่าไรด้วยนะ
มอเตอร์ไซค์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ
Zongshen Ryuka Classic MINI S
ขอบคุณรูปจาก: zongshenthailand.com
Zongshen Ryuka Classic MINI S เป็นรถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดสำหรับมือใหม่ ตัวรถดีไซน์สไตล์เรโทรย้อนยุค จากไฟหน้าทรงกลม พร้อมเบาะสองตอนและเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์ธรรมดา 4 สปีด แถมยังมีน้ำหนักเพียง 84 กิโลกรัมอีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ Blue, Chocolate, Green และ White
ราคาประมาณ ราคา 29,900 บาท
Honda Wave 110i
ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th
อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์ราคาเบาอย่าง Honda Wave 110i ที่ถูกปัดฝุ่นให้ทันสมัยปราดเปรียวด้วยไฟหน้าทรงหัวใจ และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 109.17 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 63.3 กม./ลิตร ทั้งหมด 9 สีให้เลือก ได้แก่ 9 สี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน-ฟ้า สีดำ-เทา สีแดง-เทา สีน้ำเงิน-เทา สีดำ-เทา สีเทา สีแดง-ดำ และ สีดำ
ราคาประมาณ 36,830 บาท
GPX ROCK Elegance
ขอบคุณรูปจาก: gpxthailand.com
และสุดท้าย GPX ROCK Elegance มอเตอร์ไซค์ดีไซน์เก๋ทั้งสีสันทั้ง 5 สี คือ ดำ แดง ส้ม ดำด้าน และ น้ำเงิน ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างรอบคันที่สว่าง คมชัดปลอดภัยทุกการเดินทาง
ราคาประมาณ 37,900 บาท
เลือกซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ยังไงดี ?
ถ้าหากคุณอ่านแล้วคิดว่าการเลือกซื้อรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ลองพิจารณาจากเกณฑ์เหล่านี้ดู
จากงบประมาณ นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว การซื้อก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นถ้าหากคุณเลือกที่จะผ่อนแทนการซื้อด้วยเงินสด ดังนั้น เลือกรถยนต์ที่มีราคาที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน !
สมาชิกในครอบครัว เพราะถ้าคุณเลือกรถยนต์ที่มีขนาดที่นั่งน้อยกว่าสมาชิกในครอบครัว การใช้รถยนต์ส่วนตัวของคุณอาจจะอึดอัดแทนความสบายก็ได้นะ ซึ่งรถยนต์ที่ควรเลือกสำหรับคนโสด คนมีคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กอาจเป็นรถยนต์ 2-4 ที่นั่งหรือมอเตอร์ไซค์คันเล็กจิ๋ว แต่ถ้าครอบครัวของคุณมีมากกว่า 4 คน ก็ควรเลือกรถขนาด 6 ที่นั่งขึ้นไปหรือรถอเนกประสงค์
ลักษณะการใช้งาน ถ้าหากคุณซื้อรถเพื่อการทำงานหรือเดินทางในระยะไกล ก็ควรที่จะเลือกใช้รถที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1,600 ซี.ซี. แต่ถ้าคุณไม่ได้ออกไปไหนบ่อยนักและทำงานในระยะใกล้ ๆ เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซี.ซี. ก็เพียงพอแล้ว
สรุป รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์
เป็นยังไงกันบ้างคะ อ่านแล้วได้ข้อสรุปกันบ้างไหมว่าจะซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ดี ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้สักที ลองเข้าไปหายานพาหนะใน Kaidee Auto คุณอาจจะเจอรถที่ชอบในราคาที่ใช่และตัดสินใจได้ทันที
สุดท้ายนี้การเลือกซื้อยานพาหนะสำหรับแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันทั้งความชอบและไลฟ์สไตล์ในการชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น ไม่มีใครบอกคุณได้หรอกว่าคุณเหมาะกับรถแบบไหน นอกจากตัวของคุณเองนั่นแหละ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะขับขี่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ คุณก็ต้องมีความสุขด้วยนะ
อ่านบทความ 5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น
Mar 31, 2021 | บทความอสังหาฯ
บ้านแฝด คือทางเลือกใหม่ของที่อยู่อาศัยในยุคปัจจุบัน ที่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชันใช้สอยและความเป็นส่วนตัวได้แทบไม่แตกต่างจากบ้านเดี่ยว ในขณะที่ราคาซื้อขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกับทาวน์เฮ้าส์หรือทาวน์โฮม ซึ่งเป็นราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้บ้านแฝดยังได้เปรียบคอนโดมิเนียมขนาดครอบครัว (ห้องชุดขนาด 2-3 ห้องนอน) ทั้งในแง่ของราคาและพื้นที่ใช้สอยโดยรวมอีกด้วย
บ้านแฝดในมุมมองของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นการขยาย Segment เพื่อเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มลูกค้าโครงการแนวราบที่ต้องการบ้านเดี่ยวในราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนโสดที่ไม่ได้อยู่คนเดียว คู่แต่งงานที่ไม่มีลูก หรือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ล้วนต้องการเลือกซื้อบ้านที่มีสเปซส่วนตัวมากกว่าคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง รวมถึงสาเหตุหลักๆ ด้านการจัดสรรที่ดินและการก่อสร้างซึ่งบ้านแฝดสามารถทำราคาต้นทุนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการสร้างบ้านเดี่ยว
ลักษณะบ้านแฝดโดยทั่วไปจะใช้ผนังด้านหนึ่งร่วมกัน และมีระยะห่างจากรั้ว 3 ด้าน ขอบคุณภาพจากโครงการ ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี
บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ใครเป็นใครต้องแยกให้ออก
ทุกวันนี้บ้านแฝดถูกออกแบบให้มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีการพัฒนาตัวบ้านด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ จัดสเปซที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว จนบางครั้งเราแทบแยกไม่ออกว่าโครงการที่เข้าไปเยี่ยมชมนั้นเป็นบ้านแฝดหรือบ้านเดี่ยวกันแน่
ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของเจ้าของโครงการก็ตาม เพื่อป้องกันการถูกย้อมแมวซื้อบ้านแฝดในราคาบ้านเดี่ยว ผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงควรรู้สาระสำคัญของอาคารที่อยู่อาศัยทั้งสองประเภทนี้ เนื่องจากกฏหมายระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคควรเลือกบ้านที่มีการก่อสร้างและใช้อาคารตามที่กฎหมายกำหนด หากซื้อบ้านเพียงเพราะราคาถูกแต่ผิดกฏหมาย เราในฐานะผู้ซื้ออาจถูกดำเนินคดีและรื้อถอนภายหลังได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างก็ตาม
สำหรับความหมายของบ้านแฝดตามที่ปรากฏใน “กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522” คือ
บ้านแฝด หมายความว่า อาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยก่อสร้างติดต่อกันสองบ้าน มีผนังแบ่งอาคารเป็นบ้าน มีที่ว่างระหว่างรั้วหรือแนวเขตที่ดินกับอาคารด้านหน้า (กว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร) ด้านหลัง (กว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร) และด้านข้าง (กว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร) ของแต่ละบ้าน และมีทางเข้าออกของแต่ละบ้านแยกจากกันเป็นสัดส่วน ต้องมีบันได ผนังและโครงสร้างหลัก ประกอบด้วยวัสดุถาวรหรือวัสดุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินกำกับความแตกต่างระหว่างบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว กล่าวคือ
ที่ดินของบ้านแฝดแต่ละแปลงต้องมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 8 เมตร และมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา ส่วนแปลงที่ดินบ้านเดี่ยวต้องมีความกว้างและความยาวไม่ต่ำกว่า 10 เมตร มีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 50 เมตร หากความกว้างหรือยาวไม่ได้ขนาดดังกล่าว ต้องมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 60 ตารางวา ตัวอาคารต้องห่างจากเขตที่ดินทุกด้านไม่ต่ำกว่า 2 เมตร
แบบบ้านแฝดสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีดีไซน์หน้าตาบ้านเหมือนกัน แต่ยังมีฟังก์ชันบางส่วนของบ้านที่แชร์กันอยู่ ขอบคุณภาพจากโครงการ อณาสิริ รังสิต-คลอง 2
บ้านแฝดเทียม นิยามบ้านแฝดดีไซน์ใหม่
นอกจากการสร้างบ้านแฝดที่ใช้ผนังด้านใดด้านหนึ่งร่วมกันตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุไว้แล้ว ปัจจุบันยังพบว่ามีการก่อสร้างบ้านแฝดโดยใช้ส่วนเชื่อมต่อระหว่างบ้านแต่ละหลังด้วยวิธีการที่ต่างออกไป และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “บ้านแฝดเทียม” หรือบ้านแฝดสมัยใหม่ที่มีลูกเล่นด้านดีไซน์ที่ทำให้บ้านแต่ละหลังดูคล้ายเป็นอิสระจากกัน และให้ความเป็นส่วนตัวราวกับบ้านเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
ลักษณะของบ้านแฝดเทียมหรือบ้านแฝดดีไซน์ใหม่มี 2 รูปแบบเด่นๆ ดังนี้
บ้านแฝดที่ฟังก์ชันบางส่วนของบ้านใช้ร่วมกัน
เป็นการออกแบบให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของบ้านติดกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นฟังก์ชันในส่วนที่เป็นเซอร์วิส เช่น ใช้ผนังห้องครัวหรือห้องน้ำชั้นร่วมกัน ใช้คานหลังคาโรงจอดรถเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างบ้านสองหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่อมักอยู่ชั้นล่าง จึงทำให้พื้นที่บนชั้นสองได้ความรู้สึกเหมือนบ้านเดี่ยวจริงๆ
บ้านแฝดที่มีคานใต้ดินเชื่อมต่อกัน
โครงสร้างของบ้านแฝดแบบนี้ทำให้เราแยกไม่ออกเลยว่าบ้านนั้นเป็นบ้านแฝดหรือบ้านเดี่ยว เพราะใช้วิธีเชื่อมต่อโครงสร้างด้วยคานใต้ดินในส่วนที่เป็นพื้นที่จอดรถ พื้นที่ซักล้าง หรือรั้วบ้าน ส่งผลให้ผนังบ้านที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งสี่ด้านมีระยะห่างจากรั้วและไม่ติดกับบ้านข้างๆ เหมือนอย่างบ้านแฝดชนิดอื่นๆ
แม้เทคนิคการก่อสร้างบ้านแฝดเทียมนี้จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับบ้านแฝดที่ดูทันสมัย และไม่จำเจเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบบ้านที่ละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านเดี่ยวมากๆ นี้ อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลก่อนได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ในฐานะผู้บริโภคจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดของบ้านจากผู้ขายอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องของขนาดและหน้ากว้างของผืนที่ดิน หากพบว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะได้รับมีเพียง 35-49.9 ตารางวา ก็ถือว่าเราได้ซื้อบ้านแฝดมิใช่บ้านเดี่ยวอย่างภาพบ้านที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ฟังก์ชันของบ้านแฝดมีความครบครันเทียบเท่าบ้านเดี่ยว ขอบคุณภาพจากโครงการ The Sonne ศรีนครินทร์-บางนา
ข้อดีบ้านแฝดที่ใครๆ ก็ยกนิ้วให้
เมื่อเปรียบเทียบบ้านแฝดกับที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ เราจะพบข้อดีที่เป็นเหตุผลให้ใครหลายๆ คนยกให้บ้านแฝดเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจ อาทิ
เปรียบเทียบกับบ้านเดี่ยว : บ้านแฝดได้ฟังก์ชันการใช้งานหลักครบเหมือนบ้านเดี่ยว (ขนาดของแต่ละโซนอาจเล็กกว่าบ้านเดี่ยว) เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และที่จอดรถ แต่จ่ายในราคาที่ถูกกว่า เปรียบเทียบกับทาวน์เฮ้าส์ : บ้านแฝดมีผนังด้านข้างที่ไม่ติดกับใคร จึงเปิดเป็นช่องแสงได้ทำให้พื้นที่ภายในบ้านโปร่งสบายกว่าทาวน์เฮ้าส์เปรียบเทียบกับคอนโดมิเนียม : หากพิจารณาขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน ราคาขายบ้านแฝดจะถูกกว่าคอนโดมิเนียมเกือบ 3 เท่าตัว จึงใช้เงินดาวน์น้อยกว่า และนั่นหมายถึงระยะเวลาที่เก็บออมเงินดาวน์และระยะเวลาการผ่อนเพื่อซื้อบ้านแฝดก็จะสั้นกว่าการซื้อคอนโดด้วย
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทยเพื่อชี้ให้เห็นว่าการซื้อบ้านแฝดที่อยู่ห่างจากแนวรถไฟฟ้าราว 10 กิโลเมตร นั้นคุ้มค่าและประหยัดกว่าการซื้อคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในระยะยาว
โดยทำการสำรวจโครงการบ้านแฝดในทำเลไม่ห่างกับรถไฟฟ้าจำนวน 14 โครงการ ใน 4 ทำเล ประกอบด้วยบางบัวทอง, พระราม 2-เพชรเกษม, รามอินทรา มีนบุรี-หนองจอก และรังสิต-ปทุมธานี พบว่าโดยเฉลี่ยระยะเวลาเดินทางไป-กลับจากโครงการไปยังรถไฟฟ้าในช่วงเวลาเร่งด่วน (07.00 และ 17.00 น.) จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน หากเดินทางด้วยรถแท็กซี่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 230 บาทต่อวัน หรือประมาณ 50,400 บาทต่อปี ในขณะที่การเดินทางจากคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในระยะ 200-750 เมตร จะใช้เวลาเดินเท้าไม่เกิน 10 นาทีต่อวันและอาจไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาร่วมกับราคาขายเฉลี่ยในทำเลข้างต้นของบ้านแฝดขนาด 100 ตารางเมตร จะอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมขนาด 50 ตารางเมตร มีราคาขายเฉลี่ยเท่ากับ 4 ล้านบาท หรือสูงกว่าบ้านแฝดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 1.5 ล้านบาท ซึ่งหากเรานำส่วนต่างราคาบ้านแฝดที่ถูกกว่าคอนโดตรงนี้มาชดเชยเป็นค่าเดินทางไปกลับยังรถไฟฟ้าจะสามารถใช้ได้ถึง 27 ปี
ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านแฝดจึงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะนอกจากพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นกว่าคอนโดมิเนียมเท่าตัวแล้ว ในอนาคตยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากที่ดินตามการขยายตัวของเมืองได้อีกด้วย
ภาพบางมุมของบ้านแฝดที่มองผิวเผินดูคล้ายบ้านเดี่ยว ขอบคุณภาพจาก ศุภาลัย วิลล์ บางนา-ศรีนครินทร์
สรุปแล้วบ้านแฝดคือทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ
แวดวงธุรกิจอสังริมทรัพย์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่า ในปี 2564 โครงการแนวราบจะเป็นไฮไลท์สำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเฉพาะการพัฒนาที่ดินรอบนอกของกรุงเทพฯ ซึ่งโครงการบ้านแฝดก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่จะสร้างส่วนแบ่งการตลาดและทำกำไรให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่
ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกในกลุ่มบ้านแฝดเพิ่มขึ้น ภายใต้รูปลักษณ์ที่ทันสมัย ฟังก์ชันใช้สอยระดับเดียวกับบ้านเดี่ยว และเรทราคาที่เอื้อมถึง จนสามารถสานฝันใครหลายๆ คนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองได้สมใจ
Mar 31, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
| AJ1 STARTED SNEAKER CULTURE,
THERE ARE NO OTHER SHOES THAN THAT |
“AJ1 สร้างวัฒนธรรมรองเท้า Sneaker และไม่มีรองเท้าคู่ใดในโลก ทำได้เทียบเท่า”
| THE MOST WANTED TRAINER OF ALL TIME |
“รองเท้าผ้าใบ ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในประวัติศาสตร์”
| THE SYMBOL OF MY GENERATION |
“สัญลักษณ์ เจเนอเรชันของพวกเรา”
Headline พวกนี้ เพื่อนๆ คงเคยเห็นกันมาบ้าง ผ่านโซเชียลมีเดียและนิตยสารแฟชั่น และแม้ว่า Air Jordan I จะผลิตขึ้นมานานเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ความนิยมของมันกลับตกทอดรุ่นต่อรุ่น และไม่เสื่อมไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด
ขอบคุณรูปจาก wallpapercave
และเชื่อเลยว่า นักสะสมรองเท้าทั่วโลก ได้เริ่มเรื่องราวความรักที่มีต่อรองเท้า Sneaker (รองเท้าผ้าใบ) จากรองเท้าคู่นี้ ที่มีชื่อว่า Air Jordan I แน่นอน
หากถามว่า Sneaker ยี่ห้อไหน รุ่นอะไร ที่ฮอตที่สุดใน พ.ศ.นี้ แน่นอนว่า ‘Air Jordan’ ขึ้นแท่น ครองอันดับหนึ่ง แบบไม่ต้องสงสัย การันตีได้จากยอดขายที่พุ่งทะยานเป็นอันดับหนึ่ง จากผลการจัดอันดับของ Lyst แพลตฟอร์มการค้นหาด้านแฟชั่นระดับโลก และก็เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ ActiveWear อย่าง Nike ได้แซงโค้ง แบรนด์ลักชัวรี่อย่าง OFF-WHITE ที่ครองแชมป์อันดับหนึ่งมาถึง 3 ไตรมาส ได้อย่างสวยงาม
“ความชอบ” และ “ความคลั่ง”
สำหรับหลายคน อาจจะใช้มันแค่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่สำหรับคนบางคน สิ่งที่ทำให้พวกเขาใจเต้น และเติมรอยยิ้มบนใบหน้าให้พวกเขาได้ อาจจะเป็นแค่รองเท้า Sneaker สักใบก็ได้นะคะ
ความเป็นที่หนึ่งของ Air Jordan แน่นอนว่าส่วนหนึ่ง มาจากดีไซน์รองเท้า ที่ให้ความเท่ สไตล์ยูนีค คลาสสิกแต่ยังคงความทันสมัยตลอดกาล และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ SneakerHead ทั่วทั้งโลกต่างยกให้ Air Jordan เป็น รองเท้าในฝัน ก็คือเรื่องราวกว่าจะมาเป็น Nike – Air Jordan เหมือนทุกวันนี้นั่นเอง
–กว่าจะมาเป็น ‘Nike- Air Jordan’ ในทุกวันนี้ –
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ความเป็นมาของรองเท้าคู่นี้ เริ่มมาจาก ราชานักบาสเกตบอลแห่ง NBA ‘Michael B. Jordan’ (ไมเคิล จอร์แดน) นั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก GQ และ Dailymail
โดยสมัยที่ Michael Jordan (MJ) เป็นเพียงแค่นักกีฬาสมัครเล่นอยู่ที่ North Carolina, California เขามีความชื่นชอบ รองเท้ากีฬาจากแบรนด์ Adidas เป็นพิเศษ แม้ว่าโค้ชของเขาจะอนุญาตให้เขาใส่ได้แค่รองเท้า Converse เข้าลงสนาม แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เขาแอบหยิบ Adidas คู่โปรดใส่ลงแข่ง แต่นี่เป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัวของไมเคิลเท่านั้น ส่วนจุดเริ่มต้นของรองเท้า Air Jordan คู่นี้ มันเริ่มจากการปลายปากกากับเอกสารสัญญา ระหว่าง Nike กับ ไมเคิล
ซึ่งขณะนั้น ไมเคิลเป็นเพียงแค่นักกีฬาดาวรุ่ง หน้าใหม่ของ NBA เท่านั้น แต่ Nike ก็มั่นใจในศักยภาพของไมเคิลมากพอ ที่จะออกแบบรองเท้าให้เขาใส่ลงแข่งในปี 1984 และรองเท้าคู่ที่พูดถึงอยู่นี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้….. Nike-Air Jordan คู่สีแดง/ดำ (ซึ่งเป็นสียูนิฟอร์มของทีม Chicago Bulls) ในตำนานคู่นี้นั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก GQ
แม้ว่าดีไซน์รองเท้า บวกกับ สีแดงและสีดำที่ตัดกันอย่างสวยงาม จะเรียกเสียงฮือฮาจากฝั่งผู้บริโภคได้ตั้งแต่เปิดตัว แต่ Nike กลับเจออุปสรรคมากมาย เพราะเจ้าตัวพรีเซนเตอร์ของเรา กลับมีความเห็นที่ต่าง เขามองว่า สีแดงและสีดำ ทำให้รองเท้าเหมือนรองเท้าปีศาจ ยังไม่พอ คณะกรรมการ NBA ยังแบนไม่ให้ไมเคิลสวมมันลงสนามแข่งอีกด้วย เนื่องจากสีของรองเท้านั้น ขัดต่อกฏเครื่องแต่งกายของนักกีฬา
ดังนั้นทุกครั้งที่ไมเคิลใส่ Air Jordan ลงสนาม จะโดนค่าปรับจำนวน 5,000 ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่า Nike ยอมจ่าย เพราะผลตอบแทนนั้น คุ้มค่าเกินบรรยาย
หลังจากนั้น Nike ก็ได้ผลิต Air Jordan ออกตามมาหลายรุ่น ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแทบทุกตัว วันนี้เรามาดูกันว่าจะมีรุ่นไหนบ้างที่ตรึงตรา ตรึงใจ ยอดขาย ถล่มทลาย
1.Nike Dior X Air Jordan 1 High
ขอบคุณรูปจาก robbreport
Dior x Air Jordan I หรือ ‘Air Dior’ เป็นรองเท้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2020 ที่ผ่านมา
Kim John ดีไซเนอร์เจ้าของผลงานชิ้นนี้ เผยเองว่า ความพรีเมี่ยมของรองเท้าคู่นี้ ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ความคลาสสิกของดีไซน์ต้นฉบับ Air Jordan ซึ่งถูกนำมาเพิ่ม ความลักชัวรี่ ด้วยโลโก้ดิออร์ และความประณีตในการปักเย็บด้วยมือ ในเลเวลที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขอบคุณรูปจาก Hommesthailand
นอกจากนี้ เขายังเผยอีกว่า เพราะเขาเป็นแฟนตัวยงของ Air Jordan ตั้งแต่ดีไซน์ ความรู้สึกที่รองเท้าคู่นี้มอบให้ ยันความสบายเวลาสวมใส่ ดังนั้นเขาจึงไม่ทำลายดีไซน์ต้นฉบับแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เขาตั้งใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่จับดินสอออกแบบคือสีของมันต้องเป็นสี ‘Grey Dior’ สีเทาแบบดิออร์เพียงเท่านั้น และจะเป็นสีใดไปไม่ได้เด็ดขาด
2. Travis Scott X Air Jordan I High
ขอบคุณรูปจาก News.nike
ถ้าจะซื้อรองเท้าสักคู่ จากลิสต์นี้ แนะนำคู่นี้ค่ะ เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา บอกเลยว่าไม่มีเด็กวัยรุ่นคนไหน ไม่อยากได้รองเท้าคู่นี้ไว้ในครอบครอง เพราะตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยขายจนถึงวันนี้ รองเท้าคู่นี้ก็ “Out of Stock” ไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
“The Shoes that are classic enough to evoke nostalgia and connect generations.”
(รองเท้าที่มีความคลาสสิกพอ ให้รู้สึกคิดถึงอดีต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวเชื่อมต่อคนรุ่นสู่รุ่น)
– The Ringer เว็บไซต์ข่าวสารกีฬา และการบันเทิง
ขอบคุณรูปจาก News.nike และ paraeles.pt
แม้ว่าความ HYPE ของรองเท้าคู่นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการได้แร็ปเปอร์ชื่อดัง Travis Scott ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นกระแส มาร่วมออกแบบ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์เขาท็อปฟอร์มจริงๆ ทั้ง Swoosh (โลโก้ไนกี้) ที่กลับด้านกระเป๋าขนาดเล็กที่ถูกซ้อนบริเวณข้อเท้า และความยูนีคของหนังกำมะยี่สีน้ำตาลอ่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการกล้าได้กล้าเสียครั้งแรกของ Nike ทั้งนั้น
3. Union Los Angeles X Jordan I (2018)
ขอบคุณรูปจาก sneakernews
Union Los Angeles เป็นแบรนด์ Streetwear ชื่อดังจาก LA จุดเด่นที่ทำให้แบรนด์นี้แตกต่างจากแบรนด์ Streetwear ทั่วไปนั้น ต้องยกให้ความ “Authentic Vintage” หรือความวินเทจแบบดั้งเดิมที่แท้จริง ตั้งแต่บรรยากาศร้าน ยันดีไซน์เสื้อผ้าแต่ละคอลเลคชั่น ซึ่งต่างก็ให้ฟิลล์ความสปอร์ตแบบ 90s ได้อย่างแท้จริง
การร่วมงานกันครั้งนี้ระหว่าง Nike และ Union LA ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะถ้าให้เลือกสักแบรนด์ที่สามารถปรับเปลี่ยน ดีไซน์ของ Air Jordan I และไม่ทำให้แฟนคลับหัวเสีย แบรนด์นั้นคือ Union LA
Chris Gibbs เจ้าของแบรนด์ Union LA และดีไซเนอร์ของรองเท้าคู่นี้ มีไอเดียในการเอาคู่สีต้นฉบับกลับมาผสมเข้าด้วยกัน แต่ไฮไลท์เด็ดของ Union Los Angeles X Jordan I คือรอยเย็บรอบรองเท้าที่ถูกทำให้เด่นชัดขึ้น โดย Chris ให้เหตุผลว่า เขาอยากให้รองเท้าคู่นี้ เปรียบเสมือนรองเท้าในวัยเด็ก ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำ และผ่านการซ่อมแซมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
4. Off-White™ X Jordan I (2017)
ขอบคุณรูปจาก gailed
นักสะสมรองเท้าทั้งหลาย คงรู้ดีว่าการคอลแลบบอเรชันครั้งนี้ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแค่ไหน ซึ่งเจ้าของแบรนด์ OFF-WHITE อย่าง Virgil Abloh ที่ได้สร้างผลงาน และดีไซน์สุดแนว ให้ OFF-WHITE มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ก็ได้ประกาศร่วมมือกับ Nike ในการออกแบบรองเท้า Air Jordan 1 มาในชื่อคอลเลคชัน OFF-WHITE X AIR JORDAN 1 “THE TEN” ไปเมื่อปี 2017
ขอบคุณรูปจาก sneakersilnestore
ความไอคอนิกของรองเท้าคู่นี้ นอกจากสีของรองเท้าที่มีสีแดง ขาว และสีดำ ซึ่งเป็นสีประจำทีมบาสเกตบอล Chicago Bulls แล้ว ส่วนที่ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันเป็นหนี้ก็คือ ดีไซน์บริเวณด้านข้างของรองเท้า ซึ่งเป็นลายพิมพ์ เขียนว่า “Off-White for Nike” แถมยังมี Location “Beaverton, Oregon USA” ซึ่งเป็นสถานที่ต้นกำเนิดดีไซน์ของรองเท้าคู่นี้
5. Nike SB X Air Jordan 1 “La to Chicago”
ขอบคุณรูปจาก Footfire
รองเท้าคู่นี้ เป็นผลงานการรวมตัวของ Nike SP (ไลน์สินค้าคุณภาพระดับท็อป ของ Nike) และ Jordan Brand
ลูกเล่นที่ทำให้นักสะสม Sneaker ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “ของมันต้องมี” นั้น คือสีของรองเท้าค่ะ แน่นอนว่าชื่อ LA TO CHICAGO ไม่ได้เป็นชื่อที่คิดขึ้นมาเพื่อความเท่อย่างเดียว แต่เป็นชื่อที่ Represent สีของรองเท้าคู่นี้
ขอบคุณรูปจาก Lineups
หลังจากที่ออกมาจากร้าน เพื่อนๆ จะได้รองเท้าที่มีสีเป็นสี ม่วง ทอง ซึ่งเป็นสีประจำทีมบาสเก็ตบอสของ LA …Lakers สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สีม่วง และสีทองนี้จะลอกหลุดไปตามเวลาการใช้งาน และจะกลายเป็นสีแดง/ดำ แทน ซึ่งแน่นอนว่า สีแดง/ดำ นั้น ก็คือสีประจำทีมบาสเกตบอลของ Chicago…Chicago Bulls นั่นเอง
6. Off-White™ X Air Jordan 1 “UNC”
ขอบคุณรูปจาก Highsnobiety
แน่นอนว่าดีไซเนอร์ชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ OFF-WHITE แบรนด์ลักชัวรี่ ที่มีดีไซน์ ทำลายความจำเจของวงการแฟชั่น และขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์แห่งยุค Disruption ของจริง ก็ไม่หยุดอยู่ที่ดีไซน์เดียวแน่นอน
เมื่อปี 2018 ก่อนงาน ‘Met Gala’ ไม่กี่เดือน Virgil Abloh ดีไซเนอร์ และเจ้าของแบรนด์ OFF-WHITE ได้โชว์ Off-White™ x Air Jordan 1 “UNC” รองเท้า OFF-WHITE อีกคู่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรองเท้าผ้าใบในตำนาน อย่าง Air Jordan ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา
ครั้งนี้ OFF-WHITE ไม่ได้มาพร้อมกับสี Chicago Bulls (สีแดง ขาว และดำ) อย่างเคย แต่กลับฉีกแบบแผนไปเลย โดยการใช้สีฟ้า และสีขาว ซึ่งเป็นสีของมหาวิทยาลัย ‘University of North Carolina’ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ไมเคิลเรียน และนี่จึงเป็นที่มาของตัวอักษร UNC ซึ่งย่อมาจาก University of North Carolina
ขอบคุณรูปจาก deadstock
แต่ Virgil ไม่ได้แค่เปลี่ยนสีรองเท้าเท่านั้นนะคะ แต่เขายังเพิ่มสีส้มเข้าไป ซึ่งมาในรูปแบบของเส้นปัก ยึด โลโก้ Nike ไว้กับตัวรองเท้า เรียกได้ว่าดีไซน์ท็อปฟอร์มจัดๆ เลย
7. J. Balvin x Air Jordan I Retro High
ขอบคุณรูปจาก Sneakerbadetroit
เราขอปิดท้ายด้วยการคอลแลบบอเรชันที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์รองเท้าสนีกเกอร์เลยก็ว่าได้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Air Jordan 1 ร่วมงานกับศิลปินเพลงฮิปฮอป ชาวโคลอมเบีย J. Balvin ซึ่งการร่วมงานในครั้งนี้ J.Balvin ก็กลายเป็นนักร้องเพลงภาษาสเปนคนแรกที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์สนีกเกอร์ระดับโลกอย่าง Nike
หลายคนอาจจะไม่รู้จัก J.Balvin แต่เชื่อเลยว่าทุกคนต้องเคยได้เพลง ‘Mi gentle’ ของเขาอย่างแน่นอน ด้วย แฟชั่นการแต่งตัว รวมถึงแนวเพลง และมิวสิกวิดีโอของเขา ที่มักจะเน้นสีสันจัดจ้าน โชว์ความร่าเริง สดใส ก็เดาไม่ยากเลยว่า ดีไซน์ของรองเท้าคู่นี้จะเกรี้ยวกราดขนาดไหน คู่นี้แหวกความคลาสสิกของ Air Jordan โดยใช้สีรุ้งเป็นธีม และใช้สีดำแทรกบางส่วนเพื่อเก็บรายละเอียด และยังใช้เป็นสีเชือกรองเท้า เพิ่มลูกเล่นให้กับรองเท้าคู่นี้ให้ดูสนุกอีกเป็นกอง
ขอบคุณรูปจาก Sneakerbadetroit
นอกจากนี้ J.Balvin ยังได้ใส่โลโก้ประจำตัวของเขา “Smily Face :)” ลงไปเป็นลายทั่วรองเท้า บอกเลยว่า คู่นี้เก๋สุดๆ
สรุปท้ายบทความ
หลายคนเชื่อว่า ความนิยมของรองเท้า Air Jordan I มาจาก ความแข็งแรงของชื่อแบรนด์ ที่ได้ชื่อของนักบาสชื่อดังอย่าง ‘Michael Jordan’ มา และฐานะการเงินในสังคมที่เป็นผลพลอยได้จากการใส่รองเท้าคู่นี้ แต่จริงๆ แล้ว รองเท้าคู่หนึ่ง จะครองใจผู้คนไม่ได้นานมากถึง 3 ทศวรรษ ถ้ารองเท้าคู่นั้น ไม่มีดีไซน์ที่สวยงาม ขาดความสบายในการสวมใส่ และไม่มีการพัฒนา เพื่อให้ได้มาซึ่งดีไซน์ที่ทันสมัย ไม่ใช่แค่อินเทรนด์ แต่นำเทรนด์ แม้ว่า Air Jordan I จะเป็นรองเท้าแสนแพง แต่เงินที่เพื่อนๆ จ่ายไป ไม่ได้จ่ายให้แค่กับรองเท้า แต่จ่ายให้กับความฮอต และฟิลลิ่งที่ได้จากการใส่มัน คนไหนกำลังเก็บสตางค์อยู่ ลองดูรองเท้าคู่อื่นก่อนไหมคะ ที่ Kaidee เรามีรองเท้าผ้าใบสวยๆ อินเทรนด์ เพียบเลย
Mar 30, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
Motor Show 2021 ถือว่าเป็นหนึ่งในงานที่คนรักรถหลาย ๆ คนให้ความสนใจ โดยไฮไลท์หนึ่งของงานคือการที่มีการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้เลือกซื้อ พร้อมทั้งโปรโมชันดี ๆ มากมาย แทบจะเรียกได้ว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อในช่วงเวลาอื่น
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของงานนี้คือการเปิดตัวของค่ายรถจักรยานยนต์ Yamaha ที่ได้เปิดตัว NMAX Connected ที่ได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับสาวกอย่างมาก วันนี้เราจะมาดูกันว่ามอเตอร์ไซค์คันนี้มีดีอย่างไร ทำไมหลาย ๆ คนถึงซื้อทันทีที่เปิดตัว
จุดเด่นของ NMAX Connected
สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ NMAX Connected คือการที่ทาง Yamaha ได้ปรับปรุงสเปกของรถให้ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ พร้อมจัดเต็มเรื่องของการเชื่อมต่อกับระบบใหม่อย่าง Y-Connected ทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้ดูมีความไฮเทคควบคู่ไปกับความสปอร์ต แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นรถ Hybrid เหมือนกับเทรนด์ปัจจุบัน แต่สเปกและราคาแบบนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก
สเปกของ NMAX Connected
ในส่วนของสเปกของเจ้า Yamaha NMAX Connected นั้นเป็นรุ่นที่ได้รับการอัปเกรดมาจาก NMAX 2019 ในเรื่องของระบบความปลอดภัยและดีไซน์ที่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
เครื่องยนต์ของ NMAX Connected
4 จังหวะ สูบเดี่ยว SOHC 4 วาล์ว เทคโนโลยี VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัดที่ 11.6 : 1 หัวเทียน NGK / CPR8EA-9 ระบบจ่ายน้ำมัน แบบหัวฉีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบเป็นคลัตช์แห้ง ชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ ระบบสตาร์ทมือด้วยระบบไฟฟ้า SMART MOTOR GENERATOR น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ถึง E20 ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 7.1 ลิตร ความจุน้ำมันเครื่อง 0.9 ลิตร ระบบส่งกำลังขับ ออโตเมติก แบบสายพานตัววี ( V – Belt ) อัตราทดอัตโนมัติ (หน้า/หลัง) 2.239-0.706 : 1 อัตราทดเฟืองท้าย 10.208 (56/16 x 35/12) ไส้กรองกระดาษเคลือบน้ำมัน ระบบหล่อลื่นแบบเปียก ความจุหม้อน้ำ 0.46 ลิตร ความจุถังพักหม้อน้ำ NMAX Connected ขนาด 0.13 ลิตร ชนิดกระบอกสูบ ไดอะซิล
โครงรถ NMAX Connected
ชนิดของเฟรม แบคโบน มุมคาสเตอร์ (องศา) / ระยะเทล 26.5 / 100 มม. กว้าง x ยาว x สูง 740 x 1,935 x 1,160 มม. ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 765 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงเครื่อง 125 มม. ช่วงศูนย์กลางระหว่างล้อ 1,340 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 2,000 มม. น้ำหนัก (รวมน้ำมันเครื่องและน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง) 131 กก.
ระบบไฟฟ้าของ NMAX Connected
ไฟหน้าแบบ LED แบตเตอรี่ 12 V, 5.0 Ah / YTZ6V (MF) ไฟเบรค / ไฟท้ายแบบ LED ระบบการชาร์จแบบ สตาร์ทเตอร์ เจเนอเรเตอร์
ระบบกันสะเทือนของรถ NMAX Connected
หน้าแบบ เทเลสโคปิค หลังแบบ ยูนิตสวิง
ระบบเบรกของ NMAX Connected
ระบบเบรกหน้าและหลังเป็นแบบ ABS โดยเบรกชนิดนี้จะป้องกันล้อของเราล็อกเมื่อเกิดการเบรกแบบกะทันหันหรือเบรกค้างไว้ยาว จะทำให้มอเตอร์ไซค์หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ง่ายขึ้น ทำให้มั่นใจในการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง หรือจะลงเนินก็ปลอดภัยเช่นกัน
ล้อและยางของ NMAX Connected
ในส่วนของล้อของ NMAX Connected จะเป็นล้อแม็ก J13M/C X MT3.0 ยางแบบ 110/70-13M/C 48P ส่วนของล้อหลังจะเป็น J13M/C X MT3.5 ยางแบบ 110/70-13M/C 63 P
Option ของรถมอเตอร์ไซค์ NMAX Connected
ในส่วนของ Option ต่าง ๆ ที่ Yamaha ให้มาในรุ่นนี้ต้องบอกว่าคุ้มค่ากับราคาที่ตั้งไว้ ชนิดที่ว่าคู่แข่งจะต้องหันมามองว่าจะเอาชนะในเรื่องของสเปกของรถรุ่นนี้ได้อย่างไร และยิ่งเป็นรถในตระกูล Max ที่ได้รับความนิยมมากอยู่แล้ว ทำให้การซื้อครั้งนี้คุ้มค่าขึ้นไปอีก โดยหากเราแยก Feature เด่น ๆ ของรถจะออกมาได้ดังนี้
ถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ SMART KEY SYSTEM ใช้สำหรับ สตาร์ท/ดับเครื่องยนต์/ปลดล็อกแฮนด์รถ / ปลดล็อกเบาะ / ปลดล็อกฝาถังน้ำมัน /สัญญาณตอบรับ ANSWER BACK Digital Meter สไตล์สปอร์ต ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์ เชื่อมต่อกับ Y- Connected ที่ทำให้เราสามารถเช็คเครื่องยนต์ ตรวจสอบลมยาง รวมไปถึงการแจ้งเตือนการเข้าศูนย์บริการ นับว่าเป็นระบบที่น่าสนใจมากของ Yamaha
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในส่วนของสีที่ในปีรุ่นนี้ได้เพิ่มสีใหม่มาอีกสองสีคือ สีเทาและสีเทาน้ำเงิน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานอย่างเรา ๆ มีตัวเลือกในด้านของการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งในส่วนของอุปกรณ์แต่งรถก็รองรับอย่างหลากหลาย จะซื้อจากศูนย์ Yamaha หรือร้านนอกก็แล้วแต่ความสะดวกเลย
ราคา
ราคานับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อรถ โดยราคาของ NMAX Connected จะอยู่ที่ 91,900 บาทกับรุ่นธรรมดาที่ใช้ชื่อว่า NMAX Standard ที่ 87,400 บาท การที่ราคาต่างกันไม่เกิน 5,000 บาท แลกกับ Feature ที่เพิ่มขึ้นมาการซื้อตัวท็อปคุ้มกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งราคาที่กล่าวมาด้านต้นนั้นเป็นเพียงราคาแนะนำจากทาง Yamaha เท่านั้น
หากเราลองเทียบราคาในตลาดจะพบว่า NMAX Connected ตั้งมาอยู่ในระดับกลางค่อนไปด้านบน คือเริ่มต้นที่ 8 หมื่นกลาง ๆ ไปจนถึง 9 หมื่นต้น ๆ ใกล้เคียงกับหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ขวัญใจมหาชนอย่าง PCX 160 แต่เรื่องนี้ผู้เขียนมองว่าเป็นความชอบส่วนตัว ถ้าเน้นความหรูหราก็ไป PCX ถ้าเน้นความสปอร์ตก็ไปทาง NMAX จะดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
NMAX Connected 2021 ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้มค่ามาก ทั้งในส่วนของสเปกเครื่องและ Feature ทำให้รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เหมาะมากในการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสายขับในเมืองที่เน้นในเรื่องของความสปอร์ตซื้อเลยวันนี้คุ้ม
อ้างอิง
https://www.yamaha-motor.co.th/commuter/nmax-2021/overview