Jun 13, 2024 | Marketplace
ในปัจจุบันเทรนด์และกระแสต่างๆ นั้นได้เข้ามามีอิทธิพลต่อทุกคนอย่างมาก สิ่งต่างๆ มักมาไวไปไวเหมือนสายลม หลายอย่างเราซื้อตามกระแส พอเบื่อก็ทิ้งหรือขายต่อหากยังมีราคา แต่การทำแบบนั้นก็เป็นการปล่อยให้สิ่งของถูกทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ ในฐานะที่ Kaidee เป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ เราจึงอยากให้คนหันมาส่งต่อแทน ผ่านวีดีโอซีรี่ส์ภายใต้คอนเซ็ปต์ ” ของดีดี ที่ดีต่อใจ “
เชื่อว่าทุกคนมีสิ่งล้ำค่าและของสำคัญของตนเอง หากแต่ของทุกสิ่งคงไม่สามารถอยู่กับเราตลอดไปได้และคงมีวันต้องจากลาไม่ว่าใดทางหนึ่ง Kaidee ที่อยู่ในวงการซื้อ-ขายเข้าใจตรงนี้ดี เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดมายาวนาน ได้เห็นของมีค่ามากมายหลากหลายมาลงขาย ผ่านรูปสินค้าที่ผู้ขายนำมาลง และเรื่องราวของแต่ละชิ้นที่ลงขายผ่านตัวอักษรที่ผู้ขายเขียนใส่ในรายละเอียด
บทสัมภาษณ์คนขายจริงจาก Kaidee ที่มาเล่าเรื่องราว ความทรงจำ ของสิ่งที่ตนขาย ผ่านวีดีโอซีรี่ส์นี้ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 หมวดหลักอย่างพระเครื่อง แมว รองเท้า และมอเตอร์ไซค์
รับชมวีดีโอซีรี่ส์ ” ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” ได้ที่ 👉 Kaidee Youtube
เราเข้าใจและมีความผูกผันต่อลูกค้าของตนอย่างมาก ไอเดียคอนเซปต์ “ ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” จึงเน้นถ่ายทอดความทรงจำ ประสบการณ์ ของสิ่งของผู้ขายที่มีและอยากจะสื่อต่อผู้ซื้อ ทางตัว Kaidee เองนั้นก็เชื่อว่าสิ่งของทุกชิ้นที่ลงขายล้วนมีความหมายต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของที่ซื้อมาขายไป ความน่าสนใจของวีดีโอซีรี่ส์นี้คือการที่ Kaidee เชิญ “ผู้ขายจริง” มาให้สัมภาษณ์ถึงสินค้าของตนเพื่อเล่าเรื่องราว ความทรงจำ ความประทับใจ ต่อสิ่งของที่ตนเองก่อนนำมาขายบน Kaidee
เพราะ Kaidee เชื่อว่าสิ่งของทุกชิ้นที่ลงขายล้วนมีความหมายต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของที่ซื้อมาขายไป แต่เป็นสิ่งของที่มีความทรงจำ เป็น “ของดีดี ที่ดีต่อใจ” เหมือนกับวีดีโอซีรี่ส์ ที่จะพาไปให้เห็นถึงการถ่ายทอดความรัก ความห่วงใยและความทรงจำผ่านสิ่งของเหล่านั้น และหวังว่าตัวซี่รี่ส์จะสามารถนำเสนอและสื่อสารออกไปยังผู้ชมได้ทั่วถึง ทั้งลูกค้าเก่า ใหม่ และเด็กรุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่รู้จัก Kaidee ให้หันมาส่งมอบสิ่งของต่อไปแทนการทิ้งขว้างไปโดยไร้ประโยชน์
Jun 6, 2024 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เข้าสู่ยุค New Normal อย่างเป็นทางการ ทำให้เราเห็นว่าการขายของในช่องทางออนไลน์นั้นได้กลายมาเป็นอาชีพใหม่และมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด แต่หลายคนยังคงลังเลกับการเริ่มขายของออนไลน์เพราะยังไม่มีพื้นฐานหรือเข้าใจระบบการขายของออนไลน์ที่ดีพอ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปเรียนรู้ เทคนิคขายของออนไลน์ ที่ควรต้องรู้หากอยากเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์
ชื่อร้านพร้อม สินค้าพร้อม แต่ เทคนิคขายของออนไลน์ ที่มียังไม่พร้อมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบและทำให้เราสามารถสบายใจได้อย่างแน่นอนในการขายของออนไลน์นั้นคือ ไม่ว่าคุณจะขายของตามเทรนด์แฟชั่นหรือของสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มก็จะมีช่องทางการขายที่รวบรวมผู้ที่สนใจในสินค้านั้นๆ ในทุกแหล่งช่องทางนั่นเอง โดยช่องทางการขายของออนไลน์ในปัจจุบันนั้นก็มีให้เลือกมากมายจะมีช่องทางใดบ้างไปดูกันเลย
ช่องทางการขายของออนไลน์มีอะไรบ้าง
แน่นอนว่าการเลือกใช้ Lazada Shopee หรือ Tiktok Shop นั้นเป็นช่องทางที่พ่อค้าแม่ค้า หรือแบรนด์ส่วนใหญ่นั้นเลือกใช้ แต่ก็มีเรื่องของข้อมูลรายละเอียดยิบย่อยที่เราต้องให้ความสำคัญอย่าง การตกแต่งหน้าร้านออนไลน์ให้น่าสนใจ ข้อมูลรายละเอียดสินค้า และสำหรับมือใหม่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของการลงข้อมูลสต๊อกสินค้าและการมีสินค้าอยู่ในสต๊อกพอสมควรนั่นเอง
ขายเอง
Facebook Marketplace/Facebook Group และ Instagram เป็นช่องทางการขายของที่สามารถเข้าถึงผู้คนหรือกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและได้ใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากขึ้น การทำการตลาดหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ง่ายนั้นก็มีส่วนช่วยและเป็นหนึ่งในเทคนิคขายของออนไลน์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน
Kaidee อีกหนึ่งช่องทางที่คุณสามารถเลือกลงขายสินค้าได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงรถ บ้าน หรืออสังหาฯ เรียกได้ว่าตอบโจทย์กับทุกการขายและมีฐานลูกค้ารองรับ มาพร้อมกับระบบยืนยันตัวตนของผู้ขายที่จะช่วยให้ลูกค้าเชื่อใจในร้านค้าว่าปราศจากมิจฉาชีพอย่างแน่นอนนั่นเอง
เมื่อเราเลือกช่องทางการขายที่ต้องการได้แล้ว ต่อไปนี้จะเป็น เทคนิคขายของออนไลน์ ที่คุณควรรู้เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจในตัวสินค้าหรือร้านค้ามากขึ้นนั่นเอง เชื่อไหมว่าทุกองค์ประกอบของการลงขายสินค้าไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป การเลือกแคปชั่น หรือแม้แต่การบริการลูกค้านั้นก็ล้วนเป็นเทคนิคสำคัญ วันนี้เราได้งัดกลยุทธเด็ดที่เข้าใจง่ายและทำตามกันได้ไม่ยากมาให้ครบจบที่นี่ที่เดียว จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย
เทคนิคขายของออนไลน์
1. สร้าง Brand Identity
การสร้างแบรนด์ Identity นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้มากขึ้น เป็นเหมือนการแสดงจุดยืนและจุดเด่นเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำแบรนด์หรือร้านค้าของคุณไปในทิศทางที่คุณต้องการ โดยอาจเริ่มจากการคุมโทนภาพโพส การมีชื่อร้าน หรือโลโก้ที่โดดเด่นนั่นเอง
2. รูปภาพที่น่าสนใจ
พระเอกของ เทคนิคขายของออนไลน์ ก็คือรูปภาพนี่แหละ เพราะภาพถ่ายสินค้าที่เราลงขายนั้นจะต้องเตะตาลูกค้า ดูดี น่าซื้อ โดยหากเป็นสินค้าในกลุ่มของใช้ก็ควรถ่ายภาพให้เห็นทุกมุมของสินค้าเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และหากเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าควรจัดวางพร็อบหรือเลือกจุดวางสินค้าให้น่าสนใจ โดยอาจจะใช้แพทเทิร์นเดิมเพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำลักษณะร้านผ่านการจดจำโทนภาพนั่นเอง เราได้เลือก 3 แอปพลิเคชันที่จะช่วยให้การถ่ายภาพของคุณง่ายขึ้นคือ
Lightroom จัดการโทรแสงของภาพให้ดูดีมากขึ้นได้ในแอปเดียว
Background Eraser ตัวช่วยลบพื้นหลังที่ไม่ต้องการให้ภาพสินค้าโดดเด่นยิ่งขึ้น
Phonto สร้างฟ้อนต์ที่โดดเด่นให้ง่ายต่อการทำคอนเทนต์
3. แคปชันที่ดึงดูด
หลักการเขียนแคปชันที่ดีที่สุดและสามารถนำไปใช้ได้กับสินค้าทุกประเภท เราเรียกเทคนิคการเขียนนี้ว่า 4C
Clear มีความชัดเจน รายละเอียดดีเทลสำคัญต้องใส่ให้ครบ
Concise กระชับเข้าใจง่ายไม่ต้องร่ายยาวเป็นเรียงความ
Compelling หาสิ่งกระตุ้นน่าดึงดูดโดยอาจใช้สติ๊กเกอร์ สัญลักษณ์ คำพูดที่สร้างจุดสนใจ
Credible การของของที่ดีต้องมีความน่าเชื่อถือ ตรงไปตรงมาไม่หลอกลวงผู้บริโภค
4. รายละเอียดสินค้า
สิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งคือการลงรายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด วัสดุที่ใช้ หากเป็นกลุ่มอาหารควรระบุวัตถุดิบที่ใช้ วันหมดอายุหรือปริมาณที่ชัดเจนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุดและที่สำคัญควรกำหนดวัน เวลาจัดส่งสินค้าให้ชัดเจนแน่นอนว่าเหล่าลูกค้าของเราคงไม่อยากรอสินค้านานๆหรอกใช่ไหมล่ะ
5. โปรโมทสินค้า
โฆษณาร้านหรือการยิงแอด สามารถช่วยเพิ่มยอดขายจากหลักร้อยสู่หลักล้านได้เลยทีเดียว โดยหลายครั้งที่การยิงแอดจะใช้ข้อความ วิดีโอ หรือเล่นกับสิ่งที่กำลังเป็นกระแสตามโซเชี่ยลเพื่อดึงดูดความสนใจผู้คนมากขึ้น แต่ในโฆษณาที่จะลงนั้นควรมีรายละเอียดสินค้าที่ต้องการขายหรือชูจุดเด่นอย่างชัดเจนและน่าติดตาม หรืออาจเป็นการจัดโปรโมชั่นเพื่อเรียกยอดขายหรือสร้างการมองเห็นให้กับร้านค้ามากขึ้น
ในยุคที่ใครๆ ก็ใช้โซเชียลในการอัปเดทข้อมูลข่าวสารหรือการเสพสื่อต่างๆ การมีภาพสินค้าในการฝากร้านตามช่องทางโซเชียลจะช่วยให้ผู้คนได้เห็นสินค้าหรือร้านค้าผ่านตามากขึ้น และแน่นอนว่าการฝากร้านที่ดีนั้น เราควรคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการจะสื่อสารด้วยและควรมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต้นทางเล็กน้อยตัวอย่างเช่น การขายกล้วยเบรกแตกในโพสกอสซิปดารา เราอาจจะฝากร้านเสื้อผ้าหรืออาหารประเภทอื่นตามโพสที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าที่น่าจะสนใจในสินค้าของเรานั่นเอง
6. การบริการด้วยใจ
ในยุคที่อะไรๆ ก็เร็วไปหมด อยากจะซื้อต้องได้ซื้อ หากคุณบริการลูกค้าล่าช้า แน่นอนว่าคู่แข่งของคุณคงงาบไปดูแลต่ออย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วควรบริการลูกค้าอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ทั้งในด้านของการตอบคำถามและการจัดส่งสินค้านั่นเอง บริการดี รีวิวก็ดี ลูกค้าแฮปปี้ ยอดขายก็ดี๊ดี
7. มิตรที่ดีต้องไม่ใช่มิจฉาชีพ
ในปัจบุบันมีข่าวร้านค้าออนไลน์ไม่ยอมส่งของหลังจากโอนเงินจนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจในร้านค้าเกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวร้านค้าได้มากขึ้นคือการยืนยันตัวตนของตัวเหล่าพ่อค้าแม่ค้า โดยอาจเพิ่มรูปภาพหรือการมีช่องทางการติดต่อนอกเหนือจากข้อมูลร้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและพร้อมที่จะโอนเงินให้กับร้านค้าและทำการซื้อขายกันในระยะยาวนั่นเอง ในขณะเดียวกันนั้น ร้านค้าก็ต้องระวังในเรื่องของการซื้อส่งสินค้าแต่ลูกค้ายังไม่ได้ทำการชำระเงิน เพราะฉะนั้นแล้วการเลือกใช้แอปฯ หรือแพลตฟอร์มที่มีการยืนยันตัวตนของทั้งสองฝ่ายอย่าง Kaidee นั้นก็เพิ่มความสบายใจให้ทั้งสองฝ่าย
หวังว่า เทคนิคขายของออนไลน์ ที่เรานำมาฝากวันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเหล่าพ่อค้าแม่ค้านำไอเดียไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ร้านของตัวเอง ชูจุดเด่นให้เตะตาและจริงใจกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและถ้าหากใครที่ยังไม่มีช่องทางการขายก็อย่าลืมมาลงขายกันได้ที่ Kaidee นะ
Jun 6, 2024 | ไลฟ์สไตล์
ก้าวเข้าสู่เดือนแห่งสีรุ้งหรือ Pride Month อย่างเป็นทางการ ในเดือนนี้เราจะได้เห็นขบวนพาเหรดของเหล่า LGBTQIA+ การตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยสีรุ้ง ซึ่งการเฉลิมฉลองนี้ก็ยาวไปจนสิ้นเดือนมิถุนายนของทุกๆ ปีกันเลยทีเดียว
แต่ก่อนที่ชาว LGBTQIA+ จะออกมาแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยความมั่นใจได้ขนาดนี้พวกเขาก็ได้รับความเจ็บช้ำทั้งทางกายและทางใจมาก่อนเช่นเดียวกัน แต่แน่นอนว่าการกระทำอันโหดร้ายของกลุ่มคนบางกลุ่มไม่อาจทำให้การมีสิทธิความเท่าเทียมทางเพศลดน้อยลงไปได้เลย วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Pride Month กันมากขึ้น ทำไมต้องเป็นเดือนมิถุนายน และสัญลักษณ์ธงสีรุ้งนั้นมีความหมายว่าอย่างไรไปดูกันเลย
ทำไมเดือนมิถุนาถึงเป็น Pride Month ?
ในปีค.ศ. 1960 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นยุคที่คนนั้นเริ่มเรียกร้องในสิทธิต่างๆที่ตนเองพึงได้รับและเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมไม่ว่าจะทั้งในเรื่องของสีผิวหรือความเท่าเทียมทางเพศ แต่ในช่วงปีนั้นก็ไม่ได้เกิดผลสำเร็จในการเรียกร้องสิทธิและหนำซ้ำยังมีการเหยียดเพศที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียด การไม่เป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวและถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้านหรือการถูกต่อว่าด่าทอไปจนถึงการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น จากการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมจึงทำให้เหล่า LGBTQIA+ นั้นเริ่มมีการรวมตัวกันที่บาร์เกย์ เพื่อสังสรรค์และใช้เป็นพื้นที่ในการเป็นตัวเอง สิ่งที่น่าเศร้าคือเพราะการไม่ถูกยอมรับในสังคมเกิดจึงมีผลกระทบทำให้การเปิดผับหรือบาร์เกย์นั้นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลายครั้งที่ต้องจ่ายส่วยหรือโดนบุกทำร้ายจากทั้งตำรวจและชาวเมืองในระแวกอยู่บ่อยครั้ง
หลังจากเป็นผู้ถูกกระทำมาอย่างยาวนานสถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปในช่วงวันที่ 27 มิถุนายน 1969 ตำรวจได้ใช้ความรุนแรงเข้าจับกุมเหล่า LGBTQIA+ ที่ผับ Stonewall Inn เหมือนเช่นเคย แต่ในครั้งงนี้ผู้คนได้ขัดขืนและเกิดการแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่าการมีความหลากหลายทางเพศหรือการมีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากเพศสภาพกำเนิดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ผิด และเราทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกเพศของตนเอง หลังจากนั้นจึงมีผู้คนออกมาเรียกร้องในสิทธิความเท่าเทียมทางเพศอย่างแพร่หลายและเริ่มเกิดขบวนพาเหรดในเดือนมิถุนายนในปีต่อมาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่ Stonewall Inn และเพื่อเป็นการประกาศจุดยืนของตนเอง ต่อมาได้มีการใช้เดือนมิถุนยนเพื่อเฉลิมฉลองกันอย่างยาวนานตลอดทั้งเดือนเราจึงเรียกเดือนนี้ว่า Pride Month นั่นเอง
ธงสีรุ้งกับความหมายที่ซ่อนไว้
เดิมที่ก่อนจะเริ่มใช้ธงสีรุ้งทีเราเห็นในปัจจุบันนั้นต้องเล่าย้อนความไปถึงช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคที่มีการกำจัดชาวยิวโดยกลุ่มนาซีนั้น แต่นอกจากชาวยิวแล้วกลุ่มคนที่ถูกกำจัดอีกกลุ่มคือเหล่า LGBTQIA+ ซึ่งทางนาซีได้เรียกชนกลุ่มนี้ว่าเป็นผู้เบี่ยงเบนทางเพศและถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ โดยจะแยกประเภทของกลุ่มต่างๆ ด้วยสีของธงที่ติดไว้กับเสื้อ โดยในตอนนั้นนาซีได้ใช้ธงสามเหลี่ยมสีชมพู แต่มาหลังจากที่ชาว LGBTQIA+ ได้รับสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ หรือการออกมาเดินขบวนพาเหรดก็มีบางส่วนที่ติดธงสามเหลี่ยมสีชมพูออกมาเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนว่านั่นคือเหตุการอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นและเราจะไม่มีวันลืมมันนั่นเอง ต่อมา Harvey Milk นักการเมืองคนแรกของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยตัวตนว่าตัวเองนั้นเป็นเกย์และได้ให้เพื่อนสนิท Gilbert Baker นั้นออกแบบธงเพื่อนำไปใช้ในขบวนพาเหรดในช่วง Pride Month จึงได้เกิดเป็นธงสีรุ้งเกิดขึ้นโดยในตอนแรกนั้นมีทั้งหมด 8 สีคือ
ชมพู หมายถึง sex
แดง หมายถึง ชีวิต
ส้ม หมายถึง การฟื้นฟู เยียวยาและรักษา
เหลือง หมายถึง แสงสว่างของพระอาทิตย์
เขียว หมายถึง ธรรมชาติ
เทอร์ควอยซ์ (ฟ้าอมเขียว) หมายถึง เวทย์มนต์หรือสิ่งอัศจรรย์
น้ำเงิน หมายถึง ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
ม่วง หมายถึง จิตวิญญาณ
แต่เนื่องจากสีชมพูและสีเทอร์ควอยซ์เป็นสีที่หาได้ยากจึงทำให้ถูกตัดออกไปในภายหลังเพื่อให้ทุกคนสามารถมีธงใช้ จนเกิดเป็นธงตามที่เราได้เห็นในปัจจุบันนั่นเอง
ความหมายของตัวย่อ LGBTQIA+
เดิมทีแล้วเราอาจจะเคยได้ยินตัวย่อของ LGBT มาก่อนแต่ในปัจจุบันนั้นมีการเพิ่มเข้ามาอีก 3 ตัวย่อคือ QIA และ + เรามาทำความรู้จักความหมายของแต่ละตัวย่อกันให้มากขึ้นกันเลย
L ย่อมาจากคำว่า Lesbian หรือหญิงรักหญิงนั่นเอง
G ย่อมาจากคำว่า Gay หรือชายรักชาย
B ย่อมาจากคำว่า Bisexual หมายความว่าสามารถมีความรักให้กับทั้งชายและหญิง
T ย่อมาจากคำว่า Transgender บุคคลข้ามเพศซึ่งใช้ได้กับทั้งกับเพศชายและเพศหญิง
Q ย่อมาจากคำว่า Questioning คือผู้ที่กำลังค้นหาเพศของตัวเอง และ Queer คือผู้ที่สามารถมอบความรักให้ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม
I ย่อมาจากคำว่า Intersex คือผู้ที่มีเพศสภาพกำกวมซึ่งเกิดจากโครโมโซมของร่างกาย
A ย่อมาจากคำว่า Asexual หรือผู้ที่ไม่รู้สึกดึงดูดทางเพศไม่ว่าจะกับเพศใดก็ตาม
+ เครื่องหมายสุดสำคัญที่ต่อท้ายเหล่าตัวย่อ ใช้แสดงถึงการมีอยู่ของเพศกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงหรือยังไม่ได้ถูกค้นพบนั่นเอง
Fact : เดิมทีแล้วไม่ว่าจะเป็นหญิงรักหญิงหรือชายรักชายก็จะเรียกว่า Gay ทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วคำว่า Gay แปลว่าความสดใส และไม่ว่าจะเพศไหนถ้ามีความรักก็เป็นสิ่งที่สดใสและสวยงามนั่นเอง
ความสำคัญของ Pride Month ในไทย
สำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ ในประเทศไทยก็ถือว่าได้ฝ่าฟันมรสุมกันมาอย่างยากลำบากเช่นเดียวกันในช่วงยุคที่มีโรคระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนมีอคติต่อเพศทางเลือกอย่างชายรักชาย เป็นที่น่าเศร้าที่ถึงแม้ในทุกวันนี้เราจะมีการเปิดกว้างและสื่อหลายช่องทางก็ได้มีการรณรงค์กันอย่างแพร่หลายในส่วนของการไม่ใช้คำจำกัดเพศโดยเพศสภาพนั่นเอง และถึงแม้ว่าในปี 2022 จะเป็นครั้งแรกที่เรามีการเฉลิมฉลอง Pride Month กันอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในบางพื้นที่ของประเทศไทยอย่างภูเก็ตหรือตามบาร์เกย์ก็ได้มีการเฉลิมฉลองกันมานานก่อนหน้านี้อยู่แล้วนั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่น่าภาคภุมิใจคือรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีการผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมอย่างเต็มที่ แน่นอนว่านอกจากการรับรองตามกฎหมายแล้ว การสมรสเท่าเทียมยังมีประโยชน์ในเรื่องของสิทธิการเลี้ยงดูบุตร สิทธิด้านทรัพย์สินและอื่นๆ ที่เหล่ากลุ่มชนเพศทางเลือกพึงจะได้รับเหมือนคู่สมรสเพศชายหญิงทั่วไป ซึ่งทางหากการร่างกฎหมายเสร็จสมบูรณ์ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียหลังจากต่อสู้ในเรื่องของสมรสเท่าเทียมกันมายาวนานกว่า 22 ปีนั่นเอง
สถานที่เฉลิมฉลอง Pride Month
BANGKOK PRIDE FESTIVAL 2024
CHIANG MAI COLOURFUL PRIDE MONTH 2024
KORAT RAINBOW PARADE PRIDE 2024
PATTAYA COMMUNITY PRIDE 2024
PHUKET PRIDE FESTIVAL 2024
และสถานที่อื่นๆ อีกมากมายทั่วประเทศทุกคนต่างร่วมออกมาเดินขบวนพาเหรดเพื่อช่วยสนับสนุนเหล่า LGBTQIA+ และเพื่อออกมาแสดงตัวตน ขบวนพาเหรดจะจัดขึ้นตลาดทั้งเดือนตามแต่ละพื้นที่ทั้งในไทยและทั่วโลก จากอดีตที่น่าเศร้าสู่การประกาศความเสรีภาพและสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เราขอร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงที่คอยสนับสนุนทั้งสิทธิความเท่าเทียมทางเพศและขอชื่นชมที่ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ มาด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญขอให้มีความสุขกันในเดือนสีรุ้งนะคะ