“ ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” วีดีโอซีรี่ส์จาก Kaidee ที่จะพาทุกคนนึกถึงของรักแสนหวง

“ ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” วีดีโอซีรี่ส์จาก Kaidee ที่จะพาทุกคนนึกถึงของรักแสนหวง

ในปัจจุบันเทรนด์และกระแสต่างๆ นั้นได้เข้ามามีอิทธิพลต่อทุกคนอย่างมาก สิ่งต่างๆ มักมาไวไปไวเหมือนสายลม หลายอย่างเราซื้อตามกระแส พอเบื่อก็ทิ้งหรือขายต่อหากยังมีราคา แต่การทำแบบนั้นก็เป็นการปล่อยให้สิ่งของถูกทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ ในฐานะที่ Kaidee เป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ เราจึงอยากให้คนหันมาส่งต่อแทน ผ่านวีดีโอซีรี่ส์ภายใต้คอนเซ็ปต์ ” ของดีดี ที่ดีต่อใจ “

เชื่อว่าทุกคนมีสิ่งล้ำค่าและของสำคัญของตนเอง หากแต่ของทุกสิ่งคงไม่สามารถอยู่กับเราตลอดไปได้และคงมีวันต้องจากลาไม่ว่าใดทางหนึ่ง Kaidee ที่อยู่ในวงการซื้อ-ขายเข้าใจตรงนี้ดี เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดมายาวนาน ได้เห็นของมีค่ามากมายหลากหลายมาลงขาย ผ่านรูปสินค้าที่ผู้ขายนำมาลง และเรื่องราวของแต่ละชิ้นที่ลงขายผ่านตัวอักษรที่ผู้ขายเขียนใส่ในรายละเอียด

บทสัมภาษณ์คนขายจริงจาก Kaidee ที่มาเล่าเรื่องราว ความทรงจำ ของสิ่งที่ตนขาย ผ่านวีดีโอซีรี่ส์นี้ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 หมวดหลักอย่างพระเครื่อง แมว รองเท้า และมอเตอร์ไซค์

รับชมวีดีโอซีรี่ส์ ” ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” ได้ที่ 👉 Kaidee Youtube

เราเข้าใจและมีความผูกผันต่อลูกค้าของตนอย่างมาก ไอเดียคอนเซปต์ “ ของดีดี ที่ดีต่อใจ ” จึงเน้นถ่ายทอดความทรงจำ ประสบการณ์ ของสิ่งของผู้ขายที่มีและอยากจะสื่อต่อผู้ซื้อ ทางตัว Kaidee เองนั้นก็เชื่อว่าสิ่งของทุกชิ้นที่ลงขายล้วนมีความหมายต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของที่ซื้อมาขายไป ความน่าสนใจของวีดีโอซีรี่ส์นี้คือการที่ Kaidee เชิญ “ผู้ขายจริง” มาให้สัมภาษณ์ถึงสินค้าของตนเพื่อเล่าเรื่องราว ความทรงจำ ความประทับใจ ต่อสิ่งของที่ตนเองก่อนนำมาขายบน Kaidee

เพราะ Kaidee เชื่อว่าสิ่งของทุกชิ้นที่ลงขายล้วนมีความหมายต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทั้งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของที่ซื้อมาขายไป แต่เป็นสิ่งของที่มีความทรงจำ เป็น “ของดีดี ที่ดีต่อใจ” เหมือนกับวีดีโอซีรี่ส์ ที่จะพาไปให้เห็นถึงการถ่ายทอดความรัก ความห่วงใยและความทรงจำผ่านสิ่งของเหล่านั้น และหวังว่าตัวซี่รี่ส์จะสามารถนำเสนอและสื่อสารออกไปยังผู้ชมได้ทั่วถึง ทั้งลูกค้าเก่า ใหม่ และเด็กรุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่รู้จัก Kaidee ให้หันมาส่งมอบสิ่งของต่อไปแทนการทิ้งขว้างไปโดยไร้ประโยชน์

เทคนิคขายของออนไลน์ สำหรับมือใหม่

เทคนิคขายของออนไลน์ สำหรับมือใหม่

เข้าสู่ยุค New Normal อย่างเป็นทางการ ทำให้เราเห็นว่าการขายของในช่องทางออนไลน์นั้นได้กลายมาเป็นอาชีพใหม่และมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด แต่หลายคนยังคงลังเลกับการเริ่มขายของออนไลน์เพราะยังไม่มีพื้นฐานหรือเข้าใจระบบการขายของออนไลน์ที่ดีพอ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปเรียนรู้ เทคนิคขายของออนไลน์ ที่ควรต้องรู้หากอยากเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์

ชื่อร้านพร้อม สินค้าพร้อม แต่ เทคนิคขายของออนไลน์ ที่มียังไม่พร้อมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบและทำให้เราสามารถสบายใจได้อย่างแน่นอนในการขายของออนไลน์นั้นคือ ไม่ว่าคุณจะขายของตามเทรนด์แฟชั่นหรือของสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มก็จะมีช่องทางการขายที่รวบรวมผู้ที่สนใจในสินค้านั้นๆ ในทุกแหล่งช่องทางนั่นเอง โดยช่องทางการขายของออนไลน์ในปัจจุบันนั้นก็มีให้เลือกมากมายจะมีช่องทางใดบ้างไปดูกันเลย

ช่องทางการขายของออนไลน์มีอะไรบ้าง

  • ลงสื่อกลาง

แน่นอนว่าการเลือกใช้ Lazada Shopee หรือ Tiktok Shop นั้นเป็นช่องทางที่พ่อค้าแม่ค้า หรือแบรนด์ส่วนใหญ่นั้นเลือกใช้ แต่ก็มีเรื่องของข้อมูลรายละเอียดยิบย่อยที่เราต้องให้ความสำคัญอย่าง การตกแต่งหน้าร้านออนไลน์ให้น่าสนใจ ข้อมูลรายละเอียดสินค้า และสำหรับมือใหม่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของการลงข้อมูลสต๊อกสินค้าและการมีสินค้าอยู่ในสต๊อกพอสมควรนั่นเอง

  • ขายเอง
    • Facebook Marketplace/Facebook Group และ Instagram เป็นช่องทางการขายของที่สามารถเข้าถึงผู้คนหรือกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและได้ใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากขึ้น การทำการตลาดหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่ง่ายนั้นก็มีส่วนช่วยและเป็นหนึ่งในเทคนิคขายของออนไลน์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน
    • Kaidee อีกหนึ่งช่องทางที่คุณสามารถเลือกลงขายสินค้าได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงรถ บ้าน หรืออสังหาฯ เรียกได้ว่าตอบโจทย์กับทุกการขายและมีฐานลูกค้ารองรับ มาพร้อมกับระบบยืนยันตัวตนของผู้ขายที่จะช่วยให้ลูกค้าเชื่อใจในร้านค้าว่าปราศจากมิจฉาชีพอย่างแน่นอนนั่นเอง

เมื่อเราเลือกช่องทางการขายที่ต้องการได้แล้ว ต่อไปนี้จะเป็น เทคนิคขายของออนไลน์ ที่คุณควรรู้เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจในตัวสินค้าหรือร้านค้ามากขึ้นนั่นเอง เชื่อไหมว่าทุกองค์ประกอบของการลงขายสินค้าไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป การเลือกแคปชั่น หรือแม้แต่การบริการลูกค้านั้นก็ล้วนเป็นเทคนิคสำคัญ วันนี้เราได้งัดกลยุทธเด็ดที่เข้าใจง่ายและทำตามกันได้ไม่ยากมาให้ครบจบที่นี่ที่เดียว จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

เทคนิคขายของออนไลน์

1. สร้าง Brand Identity

การสร้างแบรนด์ Identity นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้มากขึ้น เป็นเหมือนการแสดงจุดยืนและจุดเด่นเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำแบรนด์หรือร้านค้าของคุณไปในทิศทางที่คุณต้องการ โดยอาจเริ่มจากการคุมโทนภาพโพส การมีชื่อร้าน หรือโลโก้ที่โดดเด่นนั่นเอง

2. รูปภาพที่น่าสนใจ

พระเอกของ เทคนิคขายของออนไลน์ ก็คือรูปภาพนี่แหละ เพราะภาพถ่ายสินค้าที่เราลงขายนั้นจะต้องเตะตาลูกค้า ดูดี น่าซื้อ โดยหากเป็นสินค้าในกลุ่มของใช้ก็ควรถ่ายภาพให้เห็นทุกมุมของสินค้าเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และหากเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าควรจัดวางพร็อบหรือเลือกจุดวางสินค้าให้น่าสนใจ โดยอาจจะใช้แพทเทิร์นเดิมเพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำลักษณะร้านผ่านการจดจำโทนภาพนั่นเอง เราได้เลือก 3 แอปพลิเคชันที่จะช่วยให้การถ่ายภาพของคุณง่ายขึ้นคือ

  • Lightroom จัดการโทรแสงของภาพให้ดูดีมากขึ้นได้ในแอปเดียว
  • Background Eraser ตัวช่วยลบพื้นหลังที่ไม่ต้องการให้ภาพสินค้าโดดเด่นยิ่งขึ้น
  • Phonto สร้างฟ้อนต์ที่โดดเด่นให้ง่ายต่อการทำคอนเทนต์

3. แคปชันที่ดึงดูด

หลักการเขียนแคปชันที่ดีที่สุดและสามารถนำไปใช้ได้กับสินค้าทุกประเภท เราเรียกเทคนิคการเขียนนี้ว่า 4C 

  1. Clear มีความชัดเจน รายละเอียดดีเทลสำคัญต้องใส่ให้ครบ
  2. Concise กระชับเข้าใจง่ายไม่ต้องร่ายยาวเป็นเรียงความ
  3. Compelling หาสิ่งกระตุ้นน่าดึงดูดโดยอาจใช้สติ๊กเกอร์ สัญลักษณ์ คำพูดที่สร้างจุดสนใจ
  4. Credible การของของที่ดีต้องมีความน่าเชื่อถือ ตรงไปตรงมาไม่หลอกลวงผู้บริโภค

4. รายละเอียดสินค้า

สิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งคือการลงรายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด วัสดุที่ใช้ หากเป็นกลุ่มอาหารควรระบุวัตถุดิบที่ใช้ วันหมดอายุหรือปริมาณที่ชัดเจนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุดและที่สำคัญควรกำหนดวัน เวลาจัดส่งสินค้าให้ชัดเจนแน่นอนว่าเหล่าลูกค้าของเราคงไม่อยากรอสินค้านานๆหรอกใช่ไหมล่ะ

5. โปรโมทสินค้า

  • โฆษณาร้านหรือการยิงแอด สามารถช่วยเพิ่มยอดขายจากหลักร้อยสู่หลักล้านได้เลยทีเดียว โดยหลายครั้งที่การยิงแอดจะใช้ข้อความ วิดีโอ หรือเล่นกับสิ่งที่กำลังเป็นกระแสตามโซเชี่ยลเพื่อดึงดูดความสนใจผู้คนมากขึ้น แต่ในโฆษณาที่จะลงนั้นควรมีรายละเอียดสินค้าที่ต้องการขายหรือชูจุดเด่นอย่างชัดเจนและน่าติดตาม หรืออาจเป็นการจัดโปรโมชั่นเพื่อเรียกยอดขายหรือสร้างการมองเห็นให้กับร้านค้ามากขึ้น
  • ในยุคที่ใครๆ ก็ใช้โซเชียลในการอัปเดทข้อมูลข่าวสารหรือการเสพสื่อต่างๆ การมีภาพสินค้าในการฝากร้านตามช่องทางโซเชียลจะช่วยให้ผู้คนได้เห็นสินค้าหรือร้านค้าผ่านตามากขึ้น และแน่นอนว่าการฝากร้านที่ดีนั้น เราควรคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการจะสื่อสารด้วยและควรมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต้นทางเล็กน้อยตัวอย่างเช่น การขายกล้วยเบรกแตกในโพสกอสซิปดารา เราอาจจะฝากร้านเสื้อผ้าหรืออาหารประเภทอื่นตามโพสที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าที่น่าจะสนใจในสินค้าของเรานั่นเอง

6. การบริการด้วยใจ

ในยุคที่อะไรๆ ก็เร็วไปหมด อยากจะซื้อต้องได้ซื้อ หากคุณบริการลูกค้าล่าช้า แน่นอนว่าคู่แข่งของคุณคงงาบไปดูแลต่ออย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วควรบริการลูกค้าอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ทั้งในด้านของการตอบคำถามและการจัดส่งสินค้านั่นเอง บริการดี รีวิวก็ดี ลูกค้าแฮปปี้ ยอดขายก็ดี๊ดี

7. มิตรที่ดีต้องไม่ใช่มิจฉาชีพ

ในปัจบุบันมีข่าวร้านค้าออนไลน์ไม่ยอมส่งของหลังจากโอนเงินจนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจในร้านค้าเกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวร้านค้าได้มากขึ้นคือการยืนยันตัวตนของตัวเหล่าพ่อค้าแม่ค้า โดยอาจเพิ่มรูปภาพหรือการมีช่องทางการติดต่อนอกเหนือจากข้อมูลร้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและพร้อมที่จะโอนเงินให้กับร้านค้าและทำการซื้อขายกันในระยะยาวนั่นเอง ในขณะเดียวกันนั้น ร้านค้าก็ต้องระวังในเรื่องของการซื้อส่งสินค้าแต่ลูกค้ายังไม่ได้ทำการชำระเงิน เพราะฉะนั้นแล้วการเลือกใช้แอปฯ หรือแพลตฟอร์มที่มีการยืนยันตัวตนของทั้งสองฝ่ายอย่าง Kaidee นั้นก็เพิ่มความสบายใจให้ทั้งสองฝ่าย

หวังว่า เทคนิคขายของออนไลน์ ที่เรานำมาฝากวันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อเหล่าพ่อค้าแม่ค้านำไอเดียไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ร้านของตัวเอง ชูจุดเด่นให้เตะตาและจริงใจกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและถ้าหากใครที่ยังไม่มีช่องทางการขายก็อย่าลืมมาลงขายกันได้ที่ Kaidee นะ

Pride Month คืออะไร ทำไมคนให้ความสำคัญ

Pride Month คืออะไร ทำไมคนให้ความสำคัญ

ก้าวเข้าสู่เดือนแห่งสีรุ้งหรือ Pride Month อย่างเป็นทางการ ในเดือนนี้เราจะได้เห็นขบวนพาเหรดของเหล่า LGBTQIA+ การตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยสีรุ้ง ซึ่งการเฉลิมฉลองนี้ก็ยาวไปจนสิ้นเดือนมิถุนายนของทุกๆ ปีกันเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่ชาว LGBTQIA+ จะออกมาแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยความมั่นใจได้ขนาดนี้พวกเขาก็ได้รับความเจ็บช้ำทั้งทางกายและทางใจมาก่อนเช่นเดียวกัน แต่แน่นอนว่าการกระทำอันโหดร้ายของกลุ่มคนบางกลุ่มไม่อาจทำให้การมีสิทธิความเท่าเทียมทางเพศลดน้อยลงไปได้เลย วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Pride Month กันมากขึ้น ทำไมต้องเป็นเดือนมิถุนายน และสัญลักษณ์ธงสีรุ้งนั้นมีความหมายว่าอย่างไรไปดูกันเลย

ทำไมเดือนมิถุนาถึงเป็น Pride Month ?

ในปีค.ศ. 1960 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นยุคที่คนนั้นเริ่มเรียกร้องในสิทธิต่างๆที่ตนเองพึงได้รับและเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมไม่ว่าจะทั้งในเรื่องของสีผิวหรือความเท่าเทียมทางเพศ แต่ในช่วงปีนั้นก็ไม่ได้เกิดผลสำเร็จในการเรียกร้องสิทธิและหนำซ้ำยังมีการเหยียดเพศที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียด การไม่เป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวและถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้านหรือการถูกต่อว่าด่าทอไปจนถึงการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น จากการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมจึงทำให้เหล่า LGBTQIA+ นั้นเริ่มมีการรวมตัวกันที่บาร์เกย์ เพื่อสังสรรค์และใช้เป็นพื้นที่ในการเป็นตัวเอง สิ่งที่น่าเศร้าคือเพราะการไม่ถูกยอมรับในสังคมเกิดจึงมีผลกระทบทำให้การเปิดผับหรือบาร์เกย์นั้นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลายครั้งที่ต้องจ่ายส่วยหรือโดนบุกทำร้ายจากทั้งตำรวจและชาวเมืองในระแวกอยู่บ่อยครั้ง 

หลังจากเป็นผู้ถูกกระทำมาอย่างยาวนานสถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปในช่วงวันที่ 27 มิถุนายน 1969 ตำรวจได้ใช้ความรุนแรงเข้าจับกุมเหล่า LGBTQIA+ ที่ผับ Stonewall Inn เหมือนเช่นเคย แต่ในครั้งงนี้ผู้คนได้ขัดขืนและเกิดการแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่าการมีความหลากหลายทางเพศหรือการมีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากเพศสภาพกำเนิดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ผิด และเราทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกเพศของตนเอง หลังจากนั้นจึงมีผู้คนออกมาเรียกร้องในสิทธิความเท่าเทียมทางเพศอย่างแพร่หลายและเริ่มเกิดขบวนพาเหรดในเดือนมิถุนายนในปีต่อมาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่ Stonewall Inn และเพื่อเป็นการประกาศจุดยืนของตนเอง ต่อมาได้มีการใช้เดือนมิถุนยนเพื่อเฉลิมฉลองกันอย่างยาวนานตลอดทั้งเดือนเราจึงเรียกเดือนนี้ว่า Pride Month นั่นเอง 

ธงสีรุ้งกับความหมายที่ซ่อนไว้

เดิมที่ก่อนจะเริ่มใช้ธงสีรุ้งทีเราเห็นในปัจจุบันนั้นต้องเล่าย้อนความไปถึงช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคที่มีการกำจัดชาวยิวโดยกลุ่มนาซีนั้น แต่นอกจากชาวยิวแล้วกลุ่มคนที่ถูกกำจัดอีกกลุ่มคือเหล่า LGBTQIA+ ซึ่งทางนาซีได้เรียกชนกลุ่มนี้ว่าเป็นผู้เบี่ยงเบนทางเพศและถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ โดยจะแยกประเภทของกลุ่มต่างๆ ด้วยสีของธงที่ติดไว้กับเสื้อ โดยในตอนนั้นนาซีได้ใช้ธงสามเหลี่ยมสีชมพู แต่มาหลังจากที่ชาว LGBTQIA+ ได้รับสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ หรือการออกมาเดินขบวนพาเหรดก็มีบางส่วนที่ติดธงสามเหลี่ยมสีชมพูออกมาเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนว่านั่นคือเหตุการอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นและเราจะไม่มีวันลืมมันนั่นเอง ต่อมา Harvey Milk นักการเมืองคนแรกของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยตัวตนว่าตัวเองนั้นเป็นเกย์และได้ให้เพื่อนสนิท Gilbert Baker นั้นออกแบบธงเพื่อนำไปใช้ในขบวนพาเหรดในช่วง Pride Month  จึงได้เกิดเป็นธงสีรุ้งเกิดขึ้นโดยในตอนแรกนั้นมีทั้งหมด 8 สีคือ

  • ชมพู หมายถึง sex               
  • แดง หมายถึง ชีวิต
  • ส้ม หมายถึง การฟื้นฟู เยียวยาและรักษา
  • เหลือง หมายถึง แสงสว่างของพระอาทิตย์
  • เขียว หมายถึง ธรรมชาติ
  • เทอร์ควอยซ์ (ฟ้าอมเขียว) หมายถึง เวทย์มนต์หรือสิ่งอัศจรรย์
  • น้ำเงิน หมายถึง ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
  • ม่วง หมายถึง จิตวิญญาณ 

แต่เนื่องจากสีชมพูและสีเทอร์ควอยซ์เป็นสีที่หาได้ยากจึงทำให้ถูกตัดออกไปในภายหลังเพื่อให้ทุกคนสามารถมีธงใช้ จนเกิดเป็นธงตามที่เราได้เห็นในปัจจุบันนั่นเอง

ความหมายของตัวย่อ LGBTQIA+ 

เดิมทีแล้วเราอาจจะเคยได้ยินตัวย่อของ LGBT มาก่อนแต่ในปัจจุบันนั้นมีการเพิ่มเข้ามาอีก 3 ตัวย่อคือ QIA และ + เรามาทำความรู้จักความหมายของแต่ละตัวย่อกันให้มากขึ้นกันเลย

  • L ย่อมาจากคำว่า Lesbian หรือหญิงรักหญิงนั่นเอง 
  • G ย่อมาจากคำว่า Gay หรือชายรักชาย
  • B ย่อมาจากคำว่า Bisexual หมายความว่าสามารถมีความรักให้กับทั้งชายและหญิง
  • T ย่อมาจากคำว่า Transgender บุคคลข้ามเพศซึ่งใช้ได้กับทั้งกับเพศชายและเพศหญิง
  • Q ย่อมาจากคำว่า Questioning คือผู้ที่กำลังค้นหาเพศของตัวเอง และ Queer คือผู้ที่สามารถมอบความรักให้ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม
  • I ย่อมาจากคำว่า Intersex คือผู้ที่มีเพศสภาพกำกวมซึ่งเกิดจากโครโมโซมของร่างกาย
  • A ย่อมาจากคำว่า Asexual หรือผู้ที่ไม่รู้สึกดึงดูดทางเพศไม่ว่าจะกับเพศใดก็ตาม
  • + เครื่องหมายสุดสำคัญที่ต่อท้ายเหล่าตัวย่อ ใช้แสดงถึงการมีอยู่ของเพศกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงหรือยังไม่ได้ถูกค้นพบนั่นเอง

Fact : เดิมทีแล้วไม่ว่าจะเป็นหญิงรักหญิงหรือชายรักชายก็จะเรียกว่า Gay ทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วคำว่า Gay แปลว่าความสดใส และไม่ว่าจะเพศไหนถ้ามีความรักก็เป็นสิ่งที่สดใสและสวยงามนั่นเอง

ความสำคัญของ Pride Month ในไทย

สำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ ในประเทศไทยก็ถือว่าได้ฝ่าฟันมรสุมกันมาอย่างยากลำบากเช่นเดียวกันในช่วงยุคที่มีโรคระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนมีอคติต่อเพศทางเลือกอย่างชายรักชาย เป็นที่น่าเศร้าที่ถึงแม้ในทุกวันนี้เราจะมีการเปิดกว้างและสื่อหลายช่องทางก็ได้มีการรณรงค์กันอย่างแพร่หลายในส่วนของการไม่ใช้คำจำกัดเพศโดยเพศสภาพนั่นเอง และถึงแม้ว่าในปี 2022 จะเป็นครั้งแรกที่เรามีการเฉลิมฉลอง Pride Month กันอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในบางพื้นที่ของประเทศไทยอย่างภูเก็ตหรือตามบาร์เกย์ก็ได้มีการเฉลิมฉลองกันมานานก่อนหน้านี้อยู่แล้วนั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่น่าภาคภุมิใจคือรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีการผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมอย่างเต็มที่ แน่นอนว่านอกจากการรับรองตามกฎหมายแล้ว การสมรสเท่าเทียมยังมีประโยชน์ในเรื่องของสิทธิการเลี้ยงดูบุตร สิทธิด้านทรัพย์สินและอื่นๆ ที่เหล่ากลุ่มชนเพศทางเลือกพึงจะได้รับเหมือนคู่สมรสเพศชายหญิงทั่วไป ซึ่งทางหากการร่างกฎหมายเสร็จสมบูรณ์ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียหลังจากต่อสู้ในเรื่องของสมรสเท่าเทียมกันมายาวนานกว่า 22 ปีนั่นเอง 

สถานที่เฉลิมฉลอง Pride Month 

  • BANGKOK PRIDE FESTIVAL 2024
  • CHIANG MAI COLOURFUL PRIDE MONTH 2024
  • KORAT RAINBOW PARADE PRIDE  2024
  • PATTAYA COMMUNITY PRIDE 2024
  • PHUKET PRIDE FESTIVAL 2024 

และสถานที่อื่นๆ อีกมากมายทั่วประเทศทุกคนต่างร่วมออกมาเดินขบวนพาเหรดเพื่อช่วยสนับสนุนเหล่า LGBTQIA+ และเพื่อออกมาแสดงตัวตน ขบวนพาเหรดจะจัดขึ้นตลาดทั้งเดือนตามแต่ละพื้นที่ทั้งในไทยและทั่วโลก จากอดีตที่น่าเศร้าสู่การประกาศความเสรีภาพและสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เราขอร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงที่คอยสนับสนุนทั้งสิทธิความเท่าเทียมทางเพศและขอชื่นชมที่ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ มาด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญขอให้มีความสุขกันในเดือนสีรุ้งนะคะ