5 แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก สัมผัสนุ่ม สบาย ไม่ระคายเคืองผิว

5 แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก สัมผัสนุ่ม สบาย ไม่ระคายเคืองผิว

คุณพ่อและคุณมือใหม่ทั้งหลาย คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลามีลูกน้อย ต้องดูแลทะนุถนอมลูกน้อยอย่างดี ไม่ให้โดนอะไรที่จะมาทำร้ายหรือทำอันตรายลูกของเราได้ ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เลยก็คือ เสื้อผ้าของลูกเรา ที่ใส่แล้วจะต้องใส่สบาย มีเนื้อผ้าที่ไม่ทำให้ผิวอันบอบบางของลูกระคายเคืองได้ จึงต้องหาเสื้อผ้าที่ดี มีคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยของลูก ๆ วันนี้เรามี 5 แบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่มีสัมผัสนุ่ม สบาย ไม่ระคายเคืองผิว มาแนะนำสำหรับคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ มีแบรนด์อะไรบ้าง ไปดูกันเลย 

1. Enfant

เสื้อผ้าแบรนด์ Enfant ให้สัมผัสนุ่ม ใส่สบาย มีคุณสมบัติพิเศษในการปกป้องผิวที่บอบบางของลูกน้อย ให้ผิวสุขภาพดี สบายตัว อารมณ์ดี เสริมสร้างการมีพัฒนาการที่ดี ด้วยนวัตกรรม อองฟองต์ คอตตอน พลัส (Enfant Cotton Plus) เนื้อผ้าเส้นใยสุดพิเศษ 

2. Absorba 

ด้วยนวัตกรรม Natural soft & Shine จากแบรนด์ Absorba ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว เสื้อผ้าผลิตจากผ้าฝ้ายพีม่า ซึ่งเป็นใยฝ้ายที่ดีที่สุดไม่ผ่านการตกแต่งจากสารเคมี จึงมั่นใจได้ว่าถ้าได้สวมใส่ให้กับลูกน้อยแล้ว ปลอดภัย ไม่ระคายเคืองแน่นอน 

3. Disney Baby 

อีกหนึ่งแบรนด์ยอดนิยมที่ลูกน้อยต้องยิ้ม เพราะเนื้อผ้า Cotton 100 เปอร์เซ็นต์ที่เนื้อผ้าสัมผัสนุ่มสบาย ยืดหยุ่นสูง ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม ทำให้เวลาลูกน้อยสวมใส่แล้ว รู้สึกสบาย ไม่ระบายเคืองผิว แถมยังมีลายน่ารัก ๆ ให้เลือกเยอะด้วยละ 

4. Hudson Baby 

เสื้อผ้าเด็กสุดน่ารักแบบมีสไตล์จากอเมริกาที่ผลิตจากผ้า Premium Cotton ที่ให้สัมผัสที่นุ่ม สบายตัว ไม่อึดอัด ระบายอากาศได้ดี มีทั้งแบบกระดุมหน้าและชุดแบบบอดี้สูท บอกเลยว่าถูกใจลูกน้อยแน่นอน 

5. Uniqlo 

 มาถึงแบรนด์ที่ทุกคนต้องรู้จักอย่าง Uniqlo นั่นเอง โดยแบรนด์มี Uniqlo Baby Collection สำหรับเด็กโดยเฉพาะ มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายสไตล์ให้เลือกเลย โดยเนื้อผ้าเป็นผ้าคุณภาพดี มีความละเอียด เบาบาง ใส่แล้วไม่ทำให้ระคายเคืองผิว อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลยละครับ 

เป็นอย่างไรบ้างครับกับ 5 แบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่มีสัมผัสนุ่ม สบาย ไม่ระคายเคืองผิว ดูแล้วก็อย่าลืมไปหาให้ลูกน้อยใส่กันด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยแด่ผิวอันบอบบางของลูก ๆ ของทุกคน หรือจะลองแวะมาดูที่ Kaidee Marketplace ก่อนก็ได้นะ เราก็มีชุดเด็กน่ารัก ๆ หลายแบบ หลายสไตล์ให้เลือกซื้อกันเยอะเลย

วิธีดีๆ ที่ช่วยให้คุณลืมแฟนเก่าที่เคยทำคุณเจ็บ

วิธีดีๆ ที่ช่วยให้คุณลืมแฟนเก่าที่เคยทำคุณเจ็บ

บางครั้งอะไรที่แย่ๆ ก็พังลงมาทับเรา เพื่อให้เรารื้อมันออกไป และสร้างสิ่งใหม่ที่ดีๆ ขึ้นมาแทนที่

ทุกการบอกลา ทุกคำบอกเลิกและทุกฉากจบในชีวิตจริงเจ็บปวดเสมอ ไม่ว่าคุณจะเคยรักเขามากขนาดไหน แต่เมื่อถึงวันที่ต้องลาจาก ทุกอย่างก็มลายหาย กลายเป็นเพียงอดีตและความทรงจำ

แต่สิ่งที่จะเจ็บปวดมากยิ่งกว่า คือการที่คุณไม่อาจลบภาพเขาคนนั้นออกไปได้ และความรู้สึกนั้นจะกัดกร่อนและกลืนกินคุณให้ยิ่งจมดิ่งไปพร้อมกับความเศร้านั้น

แล้วทำอย่างไรถึงจะลืม

แต่พอกันทีครับกับความรู้สึกแบบนั้น คงถึงเวลาแล้วที่คุณจะรักษาและเยียวยาทั้งจิตใจและร่างกายของคุณให้กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง หรือกลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ ผมและ Kaidee Blog ได้คว้าเอาวิธีการลืมคนที่เคยรัก เรียกให้สั้นว่า “แฟนเก่า” ซึ่งอิงตามหลักจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ พร้อมบอกวิธีการเบ็ดเสร็จให้ทุกคน

“ลืมไม่ได้ ก็ให้มันรู้ไป”

ถึงเวลาแล้วนะ ที่คุณต้องรักตัวเองให้มากขึ้น

“เรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรักใครคนอื่น” เอาเข้าจริงแล้ว ประโยคนี้ค่อนข้างจริงเลยทีเดียว

เพราะการที่คุณมีความรักและความปรารถนาดีให้กับตัวเอง คุณจะเห็นค่าของตัวเองมากขึ้น คุณไม่ต้องพึ่งพาความรักจากคนอื่นๆ คุณไม่ต้องหวังพึ่งใครสักคนให้เข้ามาเติมเต็มชีวิตของคุณ เพราะคุณสามารถทำมันได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่ง ใครสักคนจะหายไป เพราะความสุขเกิดจากตัวของคุณเองอยู่แล้ว

ลองมองหาข้อดีในตัว ด้วยการเขียนจุดเด่นหรือความเก่งของเราสัก 20 ข้อ (เขียนต่อไปเรื่อยๆ หากเขียนได้) เพื่อให้คุณรับรู้ถึงสิ่งดีๆ ที่คุณมี เพื่อให้หันมารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น และเพื่อให้รู้ว่าคุณมีดีขนาดไหน และใครคนนั้นคิดผิดเพียงใดที่ทิ้งคุณไป

เราอย่ากลับมาเจอกันอีกเลย

สมองของเรามีการทำงานที่ซับซ้อน บางทีก็เกินกว่าที่เราจะเข้าใจ เมื่อเราได้เห็น ได้เจอหน้าหรือได้พูดคุยกับแฟนเก่าของเรา สมองเจ้ากรรมจะทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บภาษีย้อนหลังที่ขุดความทรงจำระหว่างเราและแฟนเก่าออกมาให้เราจำได้อย่างไม่สิ้นสุด

กิจกรรมที่เคยทำร่วมกัน เวลาที่เคยมีให้กันในวันหยุด ความสุขเมื่อตอนหน้าหนาวที่แล้ว หรือแม้แต่กระทั่งคำทักทายติดปากของเขา ที่ตะกี้เขายังพูดกับเราอยู่เลย

โอ้ละหนอ แล้วอย่างนี้มันจะไปลืมได้ไหมเล่า ทางที่ดีที่สุดคือการปิดกั้นการพบเจอ การมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนเก่าของคุณให้มากที่สุด ไม่ต้องพยายามไปเดินตามสถานีรถไฟฟ้าที่เคยกลับด้วยกันบ่อยๆ ด้วยความหวังที่ว่าจะได้สบตาเขาอีกสักครั้งเลยนะ พอพอเถอะควรพอได้แล้ว

แล้วก็อย่าคิดว่าไม่รู้นะ บางทีคุณก็จะมีพฤติกรรมเผลอๆ เช่นเผลอพิมพ์ชื่อเฟสบุ๊คของเขาลงในช่องค้นหา (ทั้งๆ ที่ชื่อของเขายาวมาก) และก็เผลอกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของเขา เผลอดูว่าเขาทำอะไรอยู่ หน้าที่การงานเป็นอย่างไร น้ำตาตกในโพสต์ระบายบนหน้าเฟสเหมือนกันหรือเปล่านะ

ดูไปก็เท่านั้นครับ มีแต่จะทำให้คุณเศร้าโศกมากยิ่งขึ้น ถ้าเลิกรากันแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณควรทำคือ อันเฟรนด์แฟนเก่าครับ รู้ว่ามันอาจจะยากและดูโหดร้าย แต่เชื่อเถอะ ว่ามันจะเป็นหนทางที่ดีต่อตัวคุณเอง

หยุดสร้างหนังภาคต่อในหัวได้แล้ว

หลายครั้งที่ความเจ็บปวดและความเสียใจจะกลายเป็นผู้กำกับ พวกเขาทั้งสองจะสร้างฉากจบอีกแบบขึ้นมาในหัวของเรา เป็นฉากจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง เป็นแบบที่เราอยากจะให้เป็น หรืออย่างน้อย “ควรจะเป็น”

“ถ้าเรารับโทรศัพท์เร็วขึ้นกว่านี้อีกนิดนึง เขาจะโกรธเรานานขนาดนั้นไหม” “ถ้าเรายอมไปกินข้าวกับเขาวันนั้น เขาคงไม่พูดถึงเรื่องนี้ วันที่เราเลิกกัน” หรือ “ถ้าวันนั้นเราไม่วู่วาม …….”

ถ้าวันนั้นฉันไม่วู่วาม ในวันนี้ ….. พอแล้ว มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง!

หยุดผู้กำกับสองคนนี้ให้ได้ครับ เพราะคิดไปก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วได้ ซ้ำจะทำให้คุณเจ็บปวดกับฉากจบหลากรูปแบบที่ฉายผ่านสมองของคุณอีกต่างหาก ถ้าในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าแก้ไขอะไรไม่ได้อีกต่อไป ก็จงอยู่และมีความสุขกับปัจจุบันจะดีกว่านะครับ

กินของที่มีประโยชน์ เพิ่มตารางการออกกำลังกายให้ตัวเอง

เชื่อหรือไม่ ว่าการทานอาหารครบถ้วนและมีประโยชน์ช่วยให้คุณหายเศร้าได้เร็วขึ้น มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่าการรับประทานอาหารที่มีสารเซโรโทนิน (Serotonin) จะช่วยลดความเสียใจของเรา เพราะยิ่งมีสารเซโรโทนินในร่างกายมากเท่าไร เราจะยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

อาหารที่อุดมไปด้วยสารเซโรโทนินก็มีมากมายหลายชนิดเช่นเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อไก่ กล้วย นม ชีส ไข่ โยเกิร์ต รวมถึงพืชตระกูลถั่วต่างๆ

การทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายช่วยเยียวยาหัวใจได้นะ

และจะวิเศษมาก หากคุณตัดสินใจเพิ่มตารางการออกกำลังกายให้ตัวเอง เพราะนอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักและรูปร่างได้แล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสารที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบายและปลอดโปร่งมากขึ้นอีกด้วย

หากไม่รู้จะเริ่มออกกำลังกายอย่างไร ลองเริ่มจากการเดินภายในละแวกบ้านดูครับ ขอแค่วันละ 15 นาที ก็จะช่วยให้คุณสลัดความคิดเพ้อๆ ออกไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ออกไปทำอะไรใหม่ๆ กับคนใหม่ๆ ดู

ในช่วงเวลาที่คุณเพิ่งกลับมาอยู่คนเดียวใหม่ คุณอาจเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน ไม่อยากออกไปสุงสิงหรือสังสรรค์กับใคร แต่การอยู่คนเดียวหลังจากการเลิกรา ก็อาจทำให้รู้สึกหมองเศร้าจนฟุ้งซ่านได้

เวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่คุณควรออกไปพบปะเพื่อนฝูง พวกเขาอาจเป็นคนที่คุณไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยในตอนที่ยังอยู่ในความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งออกไปพบเจอผู้คนใหม่ๆ เพื่อขยายวงสังคมให้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ นี่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหาสิ่งที่คุณชอบ หรือกลับไปทำงานอดิเรกที่คุณรักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬากับเพื่อนหลังเลิกงาน การนัดเพื่อนไปเดินห้างชอปปิ้งในเย็นวันศุกร์ หรือการเขียนบทความนอกเวลาลงเพจส่วนตัว เป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ในตอนนี้ คุณมีเวลามากพอที่จะทำ

การได้ทำอะไรสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) จะทำให้เราสามารถเอาตัวเองออกมาจากความเศร้าที่เผชิญอยู่ และทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความรู้สึกดีๆ ที่คุณควรมีต่อตัวเองให้มากขึ้น

ถ้าเธอคิดจะลืมเขา ลองทิ้งของๆ เขาไปก่อนไหม

“ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม”

ผิดถนัดครับ ลบ (หรือทิ้ง) ช่วยให้เราลืมสิ่งแย่ๆ ได้ดีทีเดียว ผมจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ครับ หลายคนกลัวผี และเรารู้ว่าผีมักมากับความมืด เราจึงกลายเป็นคนกลัวความมืดไปโดยปริยาย

ความผูกพันในความรักก็เช่นกันครับ หากคุณเคยได้รับของขวัญจากเขา เป็นตุ๊กตาหมีสีขาวขนนุ่มตัวใหญ่ คุณจะรักเจ้าหมีตัวนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นตัวแทนของคุณกับเขา กอดเจ้าหมีก็เหมือนได้กอดเขา

แต่เมื่อเลิกกัน ของแทนใจก็กลายเป็นมีดแทงอก เพราะคุณผูกเจ้าหมีตัวนั้นกับภาพจำระหว่างคุณกับเขาไปแล้ว ยิ่งเห็นตุ๊กตาหมีสีขาวขนนุ่มตัวใหญ่ที่มุมห้องนอน ก็จะมีแต่ทำให้คุณคิดถึงวันเก่าๆ และทำให้คุณเศร้าหนักกว่าเดิมไปอีก

เอาของๆ เขาไปทิ้งสักทีเถอะ

เพราะฉะนั้น เอาของที่เคยเป็นของกันและกันไปทิ้งเถอะครับ อย่าให้ “ผี” ยังหลอกหลอนคุณได้ เพียงเพราะคุณยังอยู่กับ “ความมืด” เลย

หากไม่รู้จะเอาของๆ แฟนเก่าไปทิ้งที่ไหน แต่มั่นใจว่าของเหล่านั้นยังมีประโยชน์อยู่ (แค่ไม่ใช่กับเรา) ก็เอาไปวางขายที่เว็บไซต์ขายของ “ดีๆ” อย่าง Kaidee Marketplace สิ รับรองว่าแฟนเก่าก็ลืม เงินก็มีอีกต่างหาก

สักวันคุณจะลืมความเจ็บนี้ไปเอง

แน่นอนครับ ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณลืมความเจ็บปวดไปได้ในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ ถ้าคุณอยากหายจากอาการบาดเจ็บ (จากการอกหัก) คุณต้องกล้าที่จะรักษาตัวเอง กล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวครับ สักวัน ไม่ช้าก็เร็ว คุณจะลืมความเจ็บปวดนี้ไปเอง

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที

การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน

ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร

จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร

แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง

แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง

ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย

แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน

เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า

จัดพื้นที่ให้การทำงานภายในบ้านของคุณโดยเฉพาะ

หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน 

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน

ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น

ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า

“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น

มีกิจวัตรประจำวันให้เหมือนกับการไปทำงานที่บริษัท

ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน  ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน

มีตารางชีวิตที่แน่นอน

อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน

แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้

นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น

หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน

ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี

และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน

“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”

หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้

ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!

“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”

การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home

ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ

การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง

Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม

ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด

เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ

หมอนขนเป็ดดีต่อสุขภาพอย่างไร?

หมอนขนเป็ดดีต่อสุขภาพอย่างไร?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หมอน” คือตัวช่วยหนึ่งที่สามารถทำให้การนอนของคุณมีประสิทธิภาพขึ้นได้ อีกทั้งยังคอยช่วยพยุงกระดูกคอกระดูกสันหลังของเราให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้เราไม่พบกับปัญหาสุขภาพ

การเลือกหมอนสักใบจึงเป็นเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำหมอนขนเป็ด หมอนที่ขึ้นชื่อว่านุ่มและดีต่อการนอนไม่แพ้หมอนประเภทอื่นให้คุณได้รู้จักกัน

หมอนขนเป็ดแท้คืออะไร ?

หมอนขนเป็ดเป็นวัสดุธรรมชาติ ซึ่งจุดเด่นของหมอนขนเป็ด คือ ความนุ่มฟู และสามารถรองรับสรีระของผู้นอนได้อย่างเหมาะสม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ขนส่วนปีก (Feather) และ ขนส่วนอก (Down)

  • ขนส่วนอก (Down) มีลักษณะเป็นขนฟูๆ ปุย นุ่ม ไม่มีก้านอยู่ตรงกลาง จะให้ความรู้สึกนุ่ม สัมผัสที่อ่อนโยนและรองรับสรีระส่วนบ่า, ต้นคอ และศีรษะของผู้นอนโดยตรง
  • ขนส่วนปีก (Feather) มีลักษณะมีก้านโค้งอ่อนๆ อยู่ตรงกลางและขนอยู่รอบๆ จะช่วยในการรองรับและยืดหยุ่นของคอผู้นอน ทำให้หมอนมีความแข็งแรง ไม่ยวบเวลานอน

หมอนขนเป็ดเทียมคืออะไร ?

หมอนขนเป็นเทียมหรือเรียกอีกอย่างว่าหมอนไมโครเจล เป็นหมอนที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคลายตัวกลับ คล้ายกับผ้าไหม ซึ่งจะทำให้มีความรู้สึกคล้ายกับหมอนขนสัตว์แท้แม้ว่าจะทำจากเส้นใยสังเคราะห์ทั้งหมดก็ตาม

ความนุ่มสบาย

หมอนไมโครเจลมีความนุ่มและสบาย เพราะหมอนทำจากเส้นใยสังเคราะห์ที่คล้ายกับผ้าไหม และหมอนไมโครเจลยังคงรักษารูปทรงไว้ตลอดเวลาเมื่อเทียบกับหมอนใยสังเคราะห์บางแบบที่จะเสียรูปทรง เมื่อคุณใช้ไปนานๆ

สำหรับหมอนใยสังเคราะห์นั้น จะค่อยๆ เสียความแน่นไปทีละนิดและไม่ค่อยฟูกลับมาในสภาพเดิม ปกติ แล้ว หมอนใยสังเคราะห์จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 3 – 6 เดือน แต่ถ้าซักบ่อยๆ ก็อาจจะไม่ค่อยฟูเท่าเดิม ซึ่งแตกต่างกับ หมอนไมโครเจลที่ยังคงความนุ่มฟูได้นานกว่า และไม่ใช่ความนุ่มจนเกินไป แต่เป็นความนุ่มนวลของเส้นใยจะทำให้คุณหลับสบายทุกคืนตลอดอายุการใช้งาน

การดูแล

หมอนไมโครเจลนั้นง่ายต่อการดูแลรักษา ในกรณีที่เกิดคราบสกปรกในตัวหมอนก็สามารถทำความสะอาดในจุดที่สกปรกได้ด้วยฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ แล้วนำหมอนออกไปตากแดดข้างนอก หรือถ้ามีความสกปรกเยอะก็สามารถนำไปซักในเครื่องซักผ้าได้ โดยใช้โหมดถนอมผ้าและซักแบบน้ำเย็น ที่สำคัญไม่ควรใช้ความร้อนในการซัก เพราะจะทำให้เส้นใยภายในเสื่อมคุณภาพลงไป

โรคภูมิแพ้

หมอนไมโครเจลเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะตัวหมอนจะช่วยลดการสะสมของไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการระคายเคืองสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนด้านนอกของหมอนทำจากผ้าฝ้ายและไส้ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งวัสดุเหล่านี้ช่วยให้สภาพแวดล้อมในการนอนหลับปราศจากสารก่อภูมิแพ้ โดยไรฝุ่นนั้นจะเป็นโมเลกุลฝุ่นขนาดเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยมันจะสะสมอยู่ตามเส้นใยของผ้าที่ใช้ทำหมอน หรืออาจจะฝังลึกลงไปในตัวใส้หมอนเลยก็ได้

10 ข้อดีของหมอนขนเป็ดเทียม

  1. เส้นใยมีขนาดเล็กเป็นเส้นฝอย ไม่ฟุ้งกระจาย แต่หากเป็นใยบอลจะจับกันเป็นก้อนค่ะ
  2. ให้สัมผัสที่นุ่มสบายมือ และมีความยืดหยุ่นสูง แต่หากเป็นใยบอลจะไม่ค่อยยืดหยุ่น ใยค่อนข้างหยาบ
  3. สามารถซักล้างได้ ไม่จับตัวเป็นก้อน
  4. ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ ไม่มีกลิ่นพึ่งประสงค์เหมือนหมอนขนเป็ดแท้
  5. ช่วยเปลี่ยนระบบไหลเวียนของร่างกายขณะนอนหลับ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันให้สามารถปกป้องโรคเกี่ยวกับร่างกาย
  6. มีคุณภาพในการผลิตสูง ทำจากผ้า Super Soft นอนอุ่นนุ่มสบาย ระดับโรงแรม
  7. โครงสร้างตัวหมอนรับแรงกดทับได้อย่างสมดุล รับกับกระดูกส่วนคอได้อย่างดีเยี่ยม
  8. สามารถซักล้างทำความสะอาดกับเครื่องซักผ้าได้ และตากแห้งได้ไม่ยุ่งยาก
  9. มีราคาถูกและประหยัดกว่าหมอนขนเป็ด
  10. ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนขนสัตว์แท้

ข้อเสียของหมอนขนเป็ดเทียม

  1. มีอายุการใช้งานสั้นกว่าหมอนขนเป็ดแท้
  2. ลักษณะหมอนเป็นเส้นใย ทำให้ใช้ไปนานๆ เส้นใยอาจมีการยุบตัวลง

วิธีการดูแลหมอนขนเป็ด

การซัก

การดูแลและซักหมอนขนเป็ดส่วนใหญ่จะแนะนำให้ซักแห้งเท่านั้น แต่หมอนขนเป็ดบางประเภทก็สามารถซักได้ด้วยอุณหภูมิต่ำและซักด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรอ่อนโยนได้เช่นกัน ที่สำคัญควรตากหมอนให้แห้งสนิททุกครั้ง

หากคุณไม่แน่ใจว่าคุณสามารถซักหมอนขนเป็ดได้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากร้านซักแห้งก่อนและเพื่อให้หมอนมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น คุณจึงควรใส่ปลอกหมอนทุกครั้งก่อนใช้งาน เพราะจะช่วยป้องกันหมอนของคุณจากฝุ่นและคราบสกปรกต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ขนาดหมอนสำคัญแค่ไหน?

สำหรับการนอน หมอนไซส์ปกติก็เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว แต่ถ้าชอบใบใหญ่กว่าไซส์มาตรฐานก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน เพราะนอกจากความกว้างของหมอนแล้ว ความหนาและบางของหมอนก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คุณได้ท่านอนที่กระดูกสันหลังอยู่ในแนวเดียวกับคอ, ศีรษะ และไหล่ อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่รู้สึกไม่สบายตัว

สรุปท้ายบทความ

เพื่อให้การนอนของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นอย่าลืมเลือกหมอนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองด้วย อย่าลืมว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ คุณจึงไม่ควรละเลยเรื่องเล็กๆเหล่านี้ เพราะเรื่องเล็กๆ เหล่านี้นี่แหละที่อาจจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ในอนาคต จะเลือกซื้อเป็นหมอนขนเป็ดแท้หรือเทียมก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและเงินในกระเป๋าของคุณว่าจะเลือกหมอนแบบไหน

วิถีสาย Minimalism คืออะไร และหากอยากเป็นต้องทำอย่างไร

วิถีสาย Minimalism คืออะไร และหากอยากเป็นต้องทำอย่างไร

คำว่า Minimalism หรือวิถีแบบมินิมอลอาจจะเคยผ่านตาผ่านหูใครหลายคนมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เราสามารถพบเห็นคำนี้ ได้ตามป้ายสินค้าจากร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลี

อีกทั้งกระแสการจัดแต่งบ้านแบบมินิมอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จากการโด่งดังขึ้นมาของกูรูการจัดบ้านอย่าง มาริเอะ คนโดะ ด้วยการที่เธอนำวิถีแบบมินิมอลมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยและที่ทำงานได้อย่างลงตัว (ลองค้นหาคำว่า KonMari ดู) 

แต่ที่จริงแล้ว วิถีมินิมอลไม่ใช่การจัดบ้าน จัดสวนหรือแนวทางการแต่งตัวแต่เพียงอย่างเดียว แต่คำๆ นี้ยังแฝงความหมายสุดลึกซึ้งเอาไว้อีกด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรับใช้กับตัวเราเอง และอาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

เพราะวิถีแบบมินิมอลคือ วิถีที่อาจจะทำให้เราพบความสุขที่เราตามหา จากการ “มีให้น้อยลง”

วิถีมินิมอลคืออะไร

“มีให้น้อยลงและใช้ชีวิตให้มากขึ้น”

วิถีแบบมินิมอลคือความตั้งใจในการดำเนินชีวิตด้วยการเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ ให้น้อยที่สุด หรือมีเท่าที่เราจำเป็นจะต้องใช้ ไม่สำคัญว่าคุณจะมีสิ่งของไว้ในครอบครอง 9 หรือ 99 อย่าง หลักการสำคัญคือ คุณจะต้องใช้สิ่งของเหล่านั้นเป็นประจำ และสิ่งของนั้น จะต้องมีความสำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของคุณจริงๆ

การใช้ชีวิตแบบมินิมอลจึงไม่ใช่การเอาโทรทัศน์ รถหรือบ้านทั้งหลังไปขาย แล้วย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่ไม่มีอะไรในนั้นเลย แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ว่าอะไรสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคุณอย่างแท้จริง

เพราะการทำเช่นนั้นมอบประโยชน์หลายอย่างให้กับคุณ การมีของน้อยลงหมายถึงการใช้เวลาเพื่อดูแลรักษาของเหล่านี้น้อยตามลงไป เราไม่ต้องเสียแรงในการหยิบมันมาทำความสะอาด ไม่ต้องเสียเวลาจัดหาที่วางใหม่ และไม่ต้องเสียสุขภาพจิตจากการต้องทนเห็นบ้านตัวเองในสภาพที่ ถ้าหนูมาอยู่ก็คงไม่ประทับใจเท่าไร

ความ “น้อยสิ่ง” ทำให้เราไม่ต้องใช้เงินมากเท่าที่เคย ทำให้เราประหยัดขึ้นได้มากขึ้น อีกทั้งการที่เราไม่ต้องการสิ่งของยังหมายถึงการที่คุณไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ของการ “ครอบครอง” แต่เพียงอย่างเดียว

และวิถีแบบมินิมอลยังสอนให้รู้จักชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นอีกด้วย เรามักคิดว่าเราไม่สามารถอยู่ในโลกที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือได้อย่างแน่นอน จนวันที่เราออกเที่ยวไปในท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวและลมหนาว ไปในที่ๆ ไร้สัญญาณโทรศัพท์ ที่ๆ สมาร์ทโฟนเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมกระพริบได้ เราจึงได้คำตอบว่า

“ก็อยู่ได้นี่นา แถมยังสนุกกับบรรยากาศตรงหน้ามากกว่าเดิมด้วย”

สู่ความเป็นมินิมอลอันไกลโพ้น

เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังส่ายหน้าแรงๆ และบอกกับตัวเองว่าวิถีแบบมินิมอลยากเย็นเกินกว่าจะทำตาม แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ วิถีมินิมอลมีวิธีการเริ่มต้นที่ง่ายกว่าที่คิด

กำหนดความเป็นมินิมอลของคุณเอง

วิถีแบบมินิมอลไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน แต่เป็นลักษณะนิสัยที่ผ่านการทำความเข้าใจและฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนมีความเข้าใจและการปฎิบัติที่แตกต่างกัน

ให้คุณลองพิจารณาถึงหน้าที่การงาน วิถีชีวิตประจำวัน คนรอบข้างและลักษณะภายในบ้าน รวมถึงความต้องการในชีวิตและเป้าหมายที่คุณไล่ล่า เพื่อสร้างวิถีแบบมินิมอลของตัวคุณเองขึ้นมา

แม้ว่าความเป็นมินิมอลคือการเป็นเจ้าของให้น้อยเข้าไว้ แต่คุณไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งรถบังคับ 16 คันที่คุณสะสมมาด้วยความยากเย็นไป แต่คุณต้องพิจารณาว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญกับตัวคุณจริงๆ ก็เท่านั้น

ล้างกระดานเพื่อเริ่มต้นใหม่

ภายในบ้านของเรามี “ขยะ” หรือสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน และแทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต เป็นสิ่งของที่ในบางครั้ง เราก็หลงลืมถึงการมีอยู่ของมันไปอย่างสิ้นเชิง

ผมกำลังพูดถึงลังกระดาษที่วางระเกะระกะข้างๆ ที่จอดรถ กล่องใส่รองเท้าที่วางสุมกันบนขั้นบันได หรือเศษกระดาษจากที่ทำงานเก่าเมื่อ 4 ปีก่อน

ขยะเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราแทบไม่ต้องตั้งคำถามถึงความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ถ้าอยากเริ่มต้นวิถีแบบมินิมอลอย่างมีประสิทธิภาพ ลองจัดการกับขยะเหล่านี้เป็นขั้นตอนแรกทันที

ไม่ใช้ ต้องทิ้งสถานเดียว

เมื่อเราจัดการกับขยะในข้อแรกแล้ว เราลองสำรวจภายในบ้านเพื่อหาว่ามีสิ่งของใดบ้างที่คุณแทบไม่ได้นำมาใช้งาน หรือแม้แต่แตะต้องเลย เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป วิถีแบบมินิมอลคือ การเป็นเจ้าของสิ่งของที่มีความจำเป็นและความหมายต่อตัวเราเองจริงๆ

หากคุณไม่ได้แตะสิ่งของชิ้นไหนเป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือน มันก็อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่คุณควรจะจัดงานเลี้ยงอำลาให้กับของชิ้นนั้น คุณอาจพิจารณาที่จะทิ้งหรือส่งต่อของชิ้นนั้นให้กับผู้อื่น ผู้ที่มองเห็นและสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหล่านั้นได้จริงๆ

ในกรณีที่เป็นของใช้ตามฤดูกาลเช่น เสื้อคลุมกันหนาวหรือชุดบิกินี่ชายหาด แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน แต่คุณรู้ว่า คุณจะมีโอกาสได้ใช้ของเหล่านี้เมื่อถึงเวลา คุณอาจจัดเก็บมันไว้ในกล่องเก็บของ หรือพับเก็บไว้ด้านในของตู้เสื้อผ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในชีวิตประจำวันของคุณให้มากขึ้น และเมื่อถึงเวลาต้องใช้งานของเหล่านั้น ก็ค่อยนำมันออกมาวางไว้ตามเดิม

หยุดการนำเข้าสินค้าและสิ่งของ

ไม่มีประโยชน์เลย หากคุณทิ้งสิ่งของที่ไม่มีความจำเป็นและจัดเก็บบ้านอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไ่ม่ละความพยายามในการซื้อของมาเติมเป็นประจำ

หากต้องการจับจ่ายใช้สอยหรือมอบของรางวัลให้กับการทำงานหนักของตัวเอง คุณอาจลองคิดทบทวนเป็นเวลา 1-2 วัน ถ้าความต้องการซื้อของชิ้นนั้นยังไม่หมดไป ก็แปลว่าไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบเวลาเห็นป้ายลดราคาแต่อย่างใด

แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่อาจแน่ใจว่าของที่ซื้อมาจะมีประโยชน์ในระยะยาวกับเราหรือไม่ คุณควรไตร่ตรองว่าคุณจะใช้ของที่ซื้อมาอย่างไร หรือสิ่งของนั้นมีความจำเป็นในบ้านมากเท่าใด

ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณซื้อของชิ้นใหม่ (ที่ผ่านการไตร่ตรองโดยละเอียดแล้ว) เข้าบ้าน คุณควรเลือกสิ่งของที่ใกล้เคียงเพื่อทิ้งหรือนำไปบริจาคเช่น ถ้าคุณซื้อเสื้อตัวหนึ่ง คุณจะต้องหาเสื้อเก่าในตู้เสื้อผ้า 1 ตัวไปบริจาคเสียก่อน ซึ่งถือเป็นการทำให้จำนวนของใช้ในบ้านคงที่อยู่อีกด้วย

หากเป็นสิ่งของทางใจ ให้ถามคำถามตัวเอง

เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความผูกพันกับสิ่งของใดสักชิ้นเป็นพิเศษ แม้ว่ามันไม่สามารถใช้งานอะไรได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจเกินกว่าจะตีราคา อาจเป็นนาฬิกาทรายที่คุณเคยได้รับจากรักครั้งแรก อัลบั้มรูปครอบครัว หรืออาจเป็นแก้วน้ำธรรมดาที่คุณโปรดปราน

คุณไม่จำเป็นต้องทิ้งของที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย เพราะคุณเห็นถึงความสำคัญและมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นสิ่งของเหล่านี้ แต่หากคุณไม่แน่ใจกับสิ่งของชิ้นอื่นๆ ว่าควรทิ้งหรือเก็บไว้ อาจจะมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ก็เป็นสิ่งของที่ตั้งวางนิ่งๆ ในบ้านต่อไป

คุณอาจเริ่มต้นตั้งคำถามง่ายๆ เพื่อพิจารณาว่าคุณควรทิ้งของชิ้นนั้นไปหรือไม่ คำถามเช่น

“ของชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อฉันบ้างหรือเปล่า”

“ถ้าหากฉันทิ้งของชิ้นนี้ไป จะมีสิ่งของใดทดแทนได้หรือไม่”

“ฉันมีความผูกพันกับของชิ้นนี้หรือมีความสุขกับมันหรือเปล่า”

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าของชิ้นนี้สำคัญหรือจำเป็นกับคุณหรือไม่ และคุณควรจะทำอย่างไรกับมัน

วิถีมินิมอลไม่จำเป็นต้องฝืน

การใช้ชีวิตด้วยวิถีแบบมินิมอลไม่ใช่การที่เราพยายามยัดกฎระเบียบที่เราไม่ต้องการให้กับตัวเอง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เป็นการย้ำเตือนตัวเองให้หันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น

อีกทั้งวิถีแบบมินิมอลคือการพิจารณาว่า ของชิ้นไหนสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับเราอย่างแท้จริง และอะไรบ้างที่หากไม่มีอยู่ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสี้ยวชีวิตของเราจะหายตามไป วิถีแบบมินิมอลคือความคิดที่ตระหนักได้ว่า การลดสิ่งของที่รอบล้อมตัวเรา คือการเพิ่มและการเติมเต็มให้กับชีวิตของเรา

“เพราะความเรียบง่าย คือความซับซ้อนที่สวยงามที่สุด”

หากใครอยากลองเริ่มวิถีชีวิตแบบมินิมอล และอยากลดข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกภายในบ้าน เพราะคิดว่าของเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ลองแวะเข้ามาที่ Kaidee Marketplace เพื่อวางขายสินค้าที่คุณต้องการได้เลย เป็นการลดสิ่งของไม่จำเป็นในชีวิต และเพิ่มเงินในกระเป๋าและความสุขของตัวคุณเองอีกด้วย