Jun 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
นอกจากเรื่องโครงสร้างและองค์ประกอบของแต่ละห้องภายในบ้านแล้ว การทาสีบ้านก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะโทนของสีที่แตกต่างกันช่วยส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างออกไปสู่ผู้อาศัยได้อย่างน่าอัศจรรย์
ทาสีบ้านด้วยสีที่ใช่ ให้ลงตัวกับทุกมุมโปรด
ใครก็มีสีที่ตัวเองโปรดปรานไม่เหมือนกัน อีกทั้งห้องหนึ่งๆ ก็สามารถเลือกสรรโทนสีที่เหมาะสมได้เป็นร้อยๆ โทน ดังนั้น เพื่อความประหยัดเวลาและทรัพยากรของผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Kaidee Property จึงนำโทนสีที่เหมาะกับแต่ละห้องหับภายในบ้านมาฝาก พร้อมทั้งบอกสรรพคุณทางจิตวิทยาที่สีโทนต่างๆ มีต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย
เรียกได้ว่า อ่านจบใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ได้แนวทางดีๆ ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยกันอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาได้เลยครับ
สีชมพูอ่อน หรือสีชมพูกุหลาบ
สีชมพูอ่อน หรือที่เรียกกันติดปากว่า สีดอกกุหลาบนั้นเป็นสีที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองเป็นอย่างมาก บ้างว่าสีชมพูเป็นตัวแทนของความเป็นสตรี แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงค่านิยมเก่าก่อน ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่ายุคสมัยไหน สีชมพูช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึกของความผ่อนคลายและความสบายใจได้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ สีชมพูกุหลาบจึงสามารถอยู่ได้ภายในหลากหลายพื้นที่ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก หากต้องการให้แขกรู้สึกผ่อนคลายกับการได้เข้ามาในบ้าน มุมอ่านหนังสือ ซึ่งสีชมพูเป็นสีที่ช่วยให้เกิดความสงบ ผ่อนคลายได้ดีเยี่ยม หรือจะเป็นห้องนอนที่เป็นเสมือนพื้นที่ส่วนตัวให้เราได้เป็นตัวเองมากที่สุด แอบกระซิบว่าสีชมพูช่วยเพิ่มอารมณ์ (ความรู้สึก) ทางเพศด้วย เอาไว้ในห้องนอนก็คงจะมีข้อดีไปอีกแบบ
สีชมพูช่วยให้เกิดความสงบ ผ่อนคลาย และสบายใจ
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และพื้นที่ที่ต้องการความสงบ
สีเขียวอ่อน
สีเขียวเป็นสีที่เรียบเฉย ปราศจากความหวือหวา หากใครที่ชอบความตื่นเต้นคงจะรู้สึกเบื่อนิดๆ แต่สำหรับใครที่กำลังถวิลหาความเป็นสุนทรียะภายในพื้นที่บ้าน สีเขียวอาจเป็นคำตอบสุดท้ายในตัวเลือกสีทาบ้านของคุณ เพราะสีเขียวเป็นสีที่มอบความรู้สึกแห่งการฟื้นฟู ไม่ว่าจะจากวันทำงานอันแสนน่าเบื่อ หรือจากการออกกำลังกายหนักๆ มา อีกทั้งสีเขียวยังช่วยเพิ่มความสบายใจ ลดความพะวงกังวลต่างๆ เพราะเป็นสีแห่งความปลอดภัยนั่นเอง
สีเขียวอ่อนช่วยสร้างความสงบให้กับเด็กเล็กเป็นพิเศษ
สีเขียวจึงเหมาะกับแทบทุกประเภทของห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องรับแขก ห้องอ่านหนังสือ มุมพักผ่อนเล็กๆ เรียกได้ว่าจะเป็นสีเขียวเดี่ยวๆ หรือผสมกับสีโทนใกล้เคียงกันก็ได้ทั้งนั้น แต่ในที่นี้ เราแนะนำให้ใช้สีเขียวอ่อนกับ “ห้องนอนเด็กเล็ก” มากที่สุด เพราะเป็นสีที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายให้แก่เจ้าตัวน้อย และยังทำให้หนูๆ รู้สึกปลอดภัย ไร้ความกังวล ส่งผลให้ร้องไห้น้อยลงอีกด้วย
ห้องที่เหมาะสมกับสีนี้: ห้องนอนเด็กเล็ก พื้นที่เพื่อการผ่อนคลาย
สีเหลือง
หากเปรียบเป็นคน สีเหลืองก็คงเปรียบเสมือนคนที่มีความมั่นใจสูง มองโลกในแง่ดีเสมอ ชอบสร้างสรรค์ผลงานจากไอเดียสุดบรรเจิดของตัวเอง และเป็นคนที่ให้พลังงานบวกกับคนรอบข้างในทุกการมีปฏิสัมพันธ์ นอกจากนี้ สีเหลืองยังเป็นมิตรกับทุกคนอีกด้วย
สีเหลืองช่วยสร้างความกระตือรือร้น และความคิดสร้างสรรค์
เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้สีเหลืองเหมาะกับพื้นที่แห่งการผลิตไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หรือพื้นที่ที่ต้องการความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่น อีกทั้งสีเหลืองยังช่วยเตรียมเราให้พร้อมต่อการเริ่มวันใหม่ในห้องครัวอีกด้วย เพราะเป็นสีที่ช่วยสร้างความกระตือรือร้น และสร้างพลังให้กับคนที่มองเห็นได้เป็นอย่างดี
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น บริเวณคิดไอเดีย และห้องครัว
สีน้ำเงินเข้ม
สีน้ำเงินเปรียบเสมือนมหาสมุทรในยามค่ำคืน สงบเงียบ ติงไหวเพียงปลายคลื่น เยือกเย็นแต่ก็อบอุ่นในเวลาเดียวกัน เป็นอีกสีหนึ่งที่ทำให้คนที่ได้มองรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย และเป็นตัวเองมากขึ้น
สีน้ำเงินช่วยคลายความกังวล เหมาะสมต่อการพักผ่อนระหว่างวัน
สีน้ำเงินจึงเหมาะกับห้องนอนเป็นอย่างมาก เพราะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายทุกความกังวล และพร้อมพักผ่อนในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนหมดวัน อีกทั้งยังเป็นสีที่ไม่สว่างมากจนเกินไป ทำให้เราไม่รู้สึกตื่นตัว หรือถูกรบกวน แต่ถ้าหากกลัวห้องสีมืดทึบจนเกินไป อาจใช้สีน้ำเงินเข้มสลับกับโทนสีน้ำเงินที่อ่อนลง หรือสลับใช้กับสีโทนอื่นไปเลย อย่างเช่นสีขาว สีเทาควัน หรือสีส้มสักเล็กน้อย เป็นต้น
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องนอน หรือมุมผ่อนคลายระหว่างวัน
สีส้มเนื้อไม้
ฟังชื่อสีแล้ว อาจจะสงสัยว่า สีส้มเนื้อไม้หน้าตาเป็นเช่นไร ผมใส่รูปภาพไว้ด้านล่างนี้แล้ว (หลายคนอาจเรียกว่าสีน้ำตาลอ่อน หรือสีชาไทย) สีส้มเนื้อไม้นี้ (โอเคๆ สีชาไทยก็ได้ครับ) มีความแข็งกระด้างในตัวเอง เป็นสีที่แสดงถึงความกระตือรือร้น รุนแรง และมีพลังเป็นอย่างมาก เป็นสีที่ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีความสุขในเวลาเดียวกัน
สีส้มสร้างความตื่นเต้น ตื่นตัว และเสริมสร้างพลังงานให้กับเรา
เพราะฉะนั้น สีนี้จึงเหมาะกับห้องที่ต้องใช้แรง (ใจเย็นครับ) อย่างเช่นพื้นที่ออกกำลังกาย หรือพื้นที่เล่นของเด็ก เพราะช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว ตื่นเต้น พร้อมทำกิจกรรม นอกจากนี้เรายังสามารถนำมาใช้กับห้องทำงานที่ต้องการความรู้สึกของความพร้อมตลอดเวลาอีกด้วย แต่เรามีอีกสีหนึ่งที่เหมาะกับห้องทำงานมากกว่า ซึ่งจะพูดในส่วนต่อไป
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: พื้นที่ออกกำลังกาย และพื้นที่เล่นของเด็ก
สีม่วงดอกไลแล็ก
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีม่วงอ่อน สาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบต่างประเทศแนะนำสีม่วงเฉดนี้ก็เพราะว่า สีม่วงโทนปกติอาจจะให้ความรู้สึกที่หนักจนเกินไป จนอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกไม่ปลอดโปร่งได้ แต่สีม่วงอ่อนนี้เก็บงำความรู้สึกของความน่าค้นหาเอาไว้ เป็นสีที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์
สีม่วงช่วยเพิ่มระดับความหรูหรา แต่คงความเป็นมิตรเอาไว้กับผู้พบเห็น
สีม่วงดอกไลแล็กจึงเหมาะกับห้องที่ต้องใช้ความคิดเชิงศิลปะเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องวาดรูป ห้องทำงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น ปั้น ตอก ประกอบ วาด อีกทั้งยังเป็นสีที่เพิ่มความระดับความหรูหรา มีระดับให้กับผู้ที่ได้มอง จึงเหมาะกับจะเอามาเป็นสีคู่กับโทนสีอื่นในห้องรับแขกด้วย
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และห้องรับแขก
สีขาวและสีเบจ
สองสีนี้ให้ความรู้สึกของความบริสุทธิ์ สะอาด เป็นสีที่แสดงให้ถึงสุขอนามัย และความปราศจากสิ่งชั่วร้ายเจือปน อีกทั้งเป็นสีที่สร้างความไว้วางใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น เนื่องจากตัวสีสื่อถึงความเปิดเผย ไม่มีอะไรปกปิด ไม่มีอะไรเป็นความลับ
เพียงแต่ย่อหน้าแรก ผู้อ่านก็คงพอทราบแล้วว่าสีสองสีนี้เหมาะกับห้องอะไร นั่นก็คือห้องน้ำนั่นเอง เพราะสีขาวและสีเบจจะทำให้ห้องน้ำดูสะอาด น่าใช้งาน โปร่งโล่งไม่ปกทึบอย่างที่ห้องน้ำควรจะเป็น แต่หากใครกลัวว่าสองสีนี้จะทำให้ห้องน้ำของคุณดูน่าเบื่อไปสักหน่อย ก็ไม่ต้องกลัวที่จะเพิ่มสีโทนอื่นอาทิ สีเขียวอ่อน สีน้ำเงิน หรือแม้กระทั่งสีส้มอ่อน ก็จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณ “Playful” ขึ้นมาได้
สีขาวตัดสลับกับสีน้ำเงินอ่อนช่วยสร้างความสมดุลให้กับห้องน้ำ
ขอเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งกับสองสีนี้ เนื่องจากว่าทั้งสองสีเป็นสีพื้นฐานมากๆ สำหรับการออกแบบ เพราะฉะนั้นสีขาวและสีเบจสามารถเป็นได้ทั้งสีเอก และสีรองในการออกแบบและตกแต่งแทบจะทุกมุมของบ้าน ลองผสมผสานการใช้งานกันดูตามอัธยาศัยครับ
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องน้ำ (และยังสามารถใช้เป็นสีผสมในทุกห้อง)
สีแดง
สีแดงทุกเฉด ไม่ว่าจะเป็นสีแดงเข้ม สีแดงอ่อน หรือสีแดงเลือดหมู ให้ความรู้สึกของความมีชีวิตชีวา เป็นสีที่กระตุ้นอารมณ์และพลังงานในร่างกายเป็นอย่างมาก ทำให้ร่างกายตื่นเต้น และตื่นตัวทุกครั้งที่ได้เห็น แต่หารู้ไม่ว่า สีแดงนั้น มีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่แสนวิเศษ นั่นคือ เป็นสีที่ช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้อีกด้วย
สีแดงช่วยสร้างความอยากอาหาร และกระตุ้นพลังงาน
จึงไม่ต้องบอกเลยว่า สีแดงนั้นเหมาะจะอยู่ในห้องอะไร ซึ่งคำตอบก็คือห้องครัวนั่นเอง เพราะเป็นห้องที่คุณต้องพบเจอทุกวันต่อจากห้องนอน และห้องน้ำ (ที่มอบความรู้สึกผ่อนคลาย สงบสบาย) การได้ลงมาเจอกับห้องครัวที่ตกแต่งด้วยสีแดงจะช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัว พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ อีกทั้งยังทำให้คุณอยากอาหารมากขึ้นด้วย เช่นเคย หากกลัวว่าการตกแต่งห้องครัวด้วยสีแดงจะดูรุนแรงเกินไป อาจลองผสมสีโทนอ่อนเข้ามาเป็นสีรองสักเล็กน้อยเช่น สีเขียวใบไม้ สีขาว เครื่องตกแต่งหินอ่อน หรือสีโทนร้อนที่อ่อนกว่าอย่างสีส้มแทน
นอกจากนี้สีแดงยังเหมาะกับห้องออกกำลังกายเช่นกัน เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความตื่นตัว ความรู้สึกของการอยากเคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง
ห้องที่เหมาะกับสีนี้: ห้องครัว และห้องออกกำลังกาย
ทาสีบ้านให้เหมาะสม เพื่ออารมณ์ที่ใช่ของคุณ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการแนะนำโดยผ่านการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ ซึ่งก็บอกตามตรงว่า แต่ละสำนักก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง เราอาจจะเห็นได้ว่า ในมุมมองของนักออกแบบแต่ละคนนั้น ห้องครัวจะเป็นสีอะไรก็ได้ ตามแต่พวกเขาต้องการ ทาง Kaidee Property จึงเพียงแต่นำหลักการออกแบบของพวกเขา มาอิงเข้ากับหลักการจิตวิทยาของสีเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว อยากให้คุณผู้อ่านได้ความรู้เกี่ยวกับสีทาบ้าน และคุณสมบัติทางอารมณ์ที่สีแต่ละโทนเหล่านี้ส่งไปถึงผู้อยู่อาศัย และต่อจากนี้ ใครต้องการกำหนดอารมณ์ใดๆ ให้กับห้อง หรือมุมโปรดของคุณก็ทำตามใจชอบได้เลยครับ
Jun 30, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ใครอยากลิ้มชิมอาหารเกาหลีรสชาติแบบชาวเกาหลีแท้ ๆ ยกมือขึ้น! แวะเข้ามาตรงนี้ไม่มีผิดหวังเพราะเรามีวิธีที่ทำให้คุณได้ลิ้มลองอาหารเกาหลีสูตรคนเกาหลีที่บ้านตัวเอง แบบไม่ต้องบินไปถึงถิ่นก็ฟินได้กับ 8 สูตรอาหารเกาหลีสุดเด็ดจาก Youtube Channel ดัง! จะมีสูตรอาหารเกาหลีเมนูไหนบ้างและทำง่ายแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ
รวมสูตรอาหารเกาหลีทำเองง่าย ๆ ได้ที่บ้านจาก Youtube Channel ชื่อดัง
เราคัดสูตรอาหารเกาหลีเด็ด ๆ เมนูดัง ที่น่าจะเคยได้ยินผ่านหูหรือเห็นผ่านตากันมาบ้าง ขอบอกว่าทำง่ายกว่าที่คิด แถมหาวัตถุดิบไม่ยากด้วย ลองหยิบไปทำตามกันได้เลยนะคะ
- ซุปกิมจิ (Kimchi Jjigae)
ยังจำกันได้ไหมเอ่ยว่าไม่กี่เดือนก่อน ‘ซุปกิมจิ’ กลายเป็นเมนูฮอตที่แทบทุกบ้านพากันทำตามรอยซีรีส์เกาหลีสุดฮิต ‘Itaewon Class’ จนถึงขนาดเกิดปรากฏการณ์โคชูจังขาดตลาด! วันนี้เราเลยไปสืบเสาะหาสูตรซุปกิมจิรสมือคนเกาหลีแท้ ๆ ที่การันตีความอร่อยด้วยยอดวิวกว่า 4 ล้านจาก ‘Maangchi’ Youtube Channel สอนทำอาหารชื่อดังมาฝาก
ส่วนผสม
- กิมจิหั่นชิ้นพอดีคำ 4½ ขีด
- น้ำกิมจิ ¼ ถ้วยตวง
- สันคอหมูหรือหมูสามชั้น 2 ¼ ขีด
- เต้าหู้หั่นหนา ½ นิ้ว ชิ้นพอดีคำ ½ ห่อ
- ต้นหอมญี่ปุ่น 3 ต้น
- หอมใหญ่ 1 ถ้วยตวง
- เกลือ 1 ช้อนชา
- น้ำตาล 2 ช้อนชา
- พริกป่นเกาหลี 2 ช้อนชา
- โคชูจัง 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 1 ช้อนชา
- น้ำซุปปลาแอนโชวี (ถ้าไม่มีเป็นไก่หรือเนื้อก็ได้)
วิธีทำ
- ใส่กิมจิหั่นพอดีคำ น้ำกิมจิ หมู และหอมใหญ่ลงในหม้อ
- หั่นต้นหอมใส่ตามลงไป
- ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล พริกป่นเกาหลี และโคชูจัง จากนั้นเหยาะน้ำมันงา และเทน้ำซุปปลาแอนโชวี (หรือน้ำซุปที่เตรียมไว้) ลงไป
- ปิดฝา ต้มด้วยไฟแรงปานกลางประมาณ 10 นาที
- คนให้เข้ากันและใส่เต้าหู้ลงไป
- ปิดฝาหม้อและต้มด้วยไฟกลางอีกประมาณ 10-15 นาที
- ซอยต้นหอมใส่ตกแต่ง เสิร์ฟพร้อมข้าวร้อน ๆ
2. ข้าวยำเกาหลี (Bibimbap)
อีกหนึ่งเมนูเกาหลียอดนิยมในบ้านเราคงหนีไม่พ้น ‘ข้าวยำเกาหลี’ หรือ ‘บิบิมบับ’ คอซีรีส์เกาหลีคนไหนดูซีรีส์แล้วเห็นพระเอกนางเอกหยิบชามข้าวมาคลุกผักเคล้าซอสทำบิบิมบับทีไร น้ำลายสอทุกที สารภาพมาด่วน ๆ ! ถ้าใครเป็นเหมือนกัน ขออนุญาตปาสูตร ‘ข้าวยำเกาหลีหม้อหิน’ หรือ ‘บิบิมบับหม้อหิน’ จาก ‘꿀키honeykki’ Youtube Channel สอนทำขนมและอาหารส่งตรงจากแดนเกาหลีใต้ให้เลยค่ะ รับรองว่าสูตรนี้เด็ดจริงไม่มีแกล้ง!
ส่วนผสม
- ซอสโคชูจังสำหรับข้าวยำเกาหลี
- เนื้อสับ (เปลี่ยนเป็นหมูหรือไก่ได้) 100 กรัม
- โคชูจัง 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเชื่อมข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
- เหล้ามิริน 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ
- น้ำมันงา
- งาขาวคั่ว
- พริกไทยดำ
- ไวน์ข้าวสำหรับทำอาหาร
- ผัก
- ผักโขม 1 กำ
- ถั่วงอก 1 กำ
- แครอท 1 หัว
- ซูกินี (Zuchini) 1 ลูก
- กระเทียมสับ
- เกลือ
- ซอสถั่วเหลือง
- น้ำมันงา
- งาขาวคั่ว
- ข้าวเปล่า 1 ถ้วย
- ไข่ดาวหรือไข่แดงสด 1 ใบ
วิธีทำ
ซอสบิบิมบับ
- ผัดเนื้อสับ ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและไวน์ข้าวสำหรับทำอาหาร
- หลังจากผัดจนแห้ง ปรุงรสเพิ่มด้วยโคชูจัง น้ำเชื่อมข้าวโพด และซอสถั่วเหลือง
- ใส่น้ำมันงาและโรยด้วยงาขาวคั่ว
บิบิมบับหม้อหิน
- หั่นแครอทและซูกินีเป็นชิ้นบาง
- ผัดแครอทและซูกินี (แยกผัด) ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำ
- ล้างผักโขมและถั่วงอกในน้ำเกลือ (แยกล้าง) จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเย็นและสะเด็ดน้ำ
- ใส่ผักโขม กระเทียมสับ ซอสถั่วเหลือง เกลือเล็กน้อย น้ำมันงา และงาขาวคั่วลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
- ทำแบบเดียวกันกับถั่วงอก
- ตักข้าวใส่หม้อหินร้อนเกาหลีและกดให้แบนลงเล็กน้อย
- วางผักที่ปรุงรสไว้ด้านบน
- นำไปอุ่นบนเตาจนได้ยินเสียงข้าวแตกเม็ด
- เอาลงจากเตา เติมโคชูจัง ไข่แดง และน้ำมันงา
3. ต็อกโบกี (Tteokbokki)
พูดถึงอาหารเกาหลี ไม่พูดถึงต็อกโบกีไม่ได้จริง ๆ ! ต็อกโบกีถือเป็นหนึ่งในอาหารว่างประจำชาติเกาหลีเลยก็ว่าได้! เจอะเจอได้ทุกที่ทุกเวลาในเกาหลี! ต็อกหนึบหนับเคล้าซอสรสหวานนิด ๆ เผ็ดหน่อย ๆ คือสวรรค์ที่แท้ทรู! สูตรต็อกโบกีวันนี้ส่งตรงมาจาก Youtube Channel ‘백종원의 요리비책 Paik’s Cuisine’ ของเชฟแบคจงวอน เชฟคนดังแห่งวงการบันเทิงเกาหลีที่ถ้าใครเป็นคอรายการวาไรตี้เกาหลีน่าจะต้องเคยเห็นหรือได้ยินชื่อเสียงเรียงนามแน่นอน
ส่วนผสม
- ต็อกแป้งข้าวเจ้า 400 กรัม
- ต็อกแป้งสาลี 400 กรัม
- โอเด้งแผ่นสี่เหลี่ยม 160 กรัม
- กะหล่ำปลี 160 กรัม
- ต้นหอม 240 กรัม
- น้ำ 1 ลิตร
- ไข่ต้มสุก 3 ลูก
ซอส
- โคชูจัง 80 กรัม
- ซีอิ๊วดำ 50 กรัม
- พริกป่นเกาหลีแบบละเอียด 30 กรัม
- พริกป่นเกาหลีแบบหยาบ 20 กรัม
- น้ำตาลแดง 70 กรัม
- ผงชูรส ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ซอยต้นหอมหรือหั่นเป็นท่อนยาวตามชอบ
- หั่นผักกาดขาวและโอเด้งเป็นชิ้นพอดีคำ
- เติมน้ำ ซีอิ๊วดำ น้ำตาลแดง โคชูจัง พริกป่นเกาหลีแบบหยาบ พริกป่นเกาหลีแบบละเอียด ต้นหอมและผักกาดลงไปต้มให้เดือด
- ล้างต็อกแป้งข้าวเจ้าและต็อกแป้งสาลีในน้ำให้สะอาด
- พอซอสเดือด ใส่ไข่ต้ม โอเด้ง ต็อกแป้งสาลีและต็อกแป้งข้าวเจ้าลงไป
- ปรุงรสเพิ่มด้วยผงชูรส (ถ้าต้องการ)
- เมื่อซอสเดือดอีกครั้ง ใส่โอเด้งลงไป
- ผัดต่อจนกว่าซอสจะงวดได้ที่แล้วตักเสิร์ฟ
4. ข้าวห่อสาหร่าย (Kimbab)
‘ข้าวห่อสาหร่าย’ หรือ ‘คิมบับ’ เป็นอาหารที่เห็นกันได้ทั่วไปในเกาหลี มีหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบธรรมดาไปจนถึงแบบฟิวชัน ดูเหมือนเป็นเมนูที่ทำง่าย แต่ต้องเตรียมของค่อนข้างเยอะ ส่วนเรื่องรสชาติบอกเลยว่าดีงาม! วันนี้เราขอหยิบเอาสูตรข้าวห่อสาหร่ายเนื้อบูลโกกิจาก Youtube Channel คุณแม่บ้านเกาหลีที่ชื่อ ‘아내의 식탁 Wife’s Cuisine’ มาฝากทุกคนกัน สูตรนี้ต้องบอกว่าดีทั้งหน้าตาและรสชาติเลยค่ะ
ส่วนผสม
- แตงกวา ½ ลูก
- แครอท ½ ลูก
- กะหล่ำม่วง ⅙ ถ้วยตวง
- น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า ½ ถ้วย
- น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ ½ ช้อนชา
- ผักกาด
เนื้อบูลโกกิ
- เนื้อวัว (เปลี่ยนเป็นหมูหรือไก่ได้) 200 กรัม
- ไวน์สำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสถั่วเหลือง 1 ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาล ½ ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับ ½ ช้อนชา
- น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทย
ข้าว
- ข้าวสวย 3 ถ้วยตวง
- เกลือ ½ ช้อนชา
- น้ำมันงา
- งาผสมเกลือ
- สาหร่ายแผ่นสำหรับห่อ
วิธีทำ
ผักสำหรับข้าวห่อสาหร่ายเกาหลี
- ผสมน้ำส้มสายชู น้ำเปล่า เกลือ และน้ำตาลเข้าด้วยกัน
- นำน้ำที่ผสมแล้วเข้าไมโครเวฟให้ละลายประมาณ 1 นาที
- ซอยกะหล่ำปลีม่วงให้บาง ๆ และแช่ในน้ำส้มสายชูปรุงรสประมาณ 20 นาที
- ซอยแตงกวาให้บาง ๆ
- ซอยแครอทให้บาง ๆ และนำไปผัดให้สุก จากนั้นพักไว้
เนื้อบูลโกกิ
- ผสมไวน์ทำอาหาร ซอสถั่วเหลือง น้ำตาล กระเทียมสับ น้ำมันงาเข้าด้วยกัน โรยพริกไทยเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
- นำเนื้อวัวหมักซอสที่ผสมไว้ประมาณสิบนาที
- นำไปผัดให้สุกและพักไว้
ข้าว
- ปรุงรสข้าวประมาณ 3 ถ้วยตวงด้วยเกลือ ½ ช้อนชา น้ำมันงา และงาผสมเกลือ คลุกให้เข้ากัน
วิธีการห่อ
- นำข้าววางลงบนสาหร่ายให้เต็มแผ่น
- วางผักกาดตามด้วยเนื้อบูลโกกิ แตงกวา กะหล่ำปลีม่วงดอง แครอท
- ม้วนให้เป็นห่อและตัดแบ่งชิ้นพอดีคำ
5. ไก่เกาหลี (Korean Fried Chicken)
‘ไก่เกาหลี’ คือที่สุด! ผู้จงรักภักดีในลัทธิไก่เกาหลีอย่างเราไม่มีทางพลาดตามเก็บสูตรไก่เกาหลีมาฝากทุกคนอยู่แล้วค่ะ! วันนี้ขอจัดเต็มสูตรไก่ 4 แบบ 4 สไตล์จาก ‘꿀키honeykki’ Youtube Channel ของแม่ครัวมือทองชาวเกาหลีคนเดิมอีกเช่นเคย! ขอเตือนไว้ก่อนว่าดูแล้วต้องมีน้ำลายสอแน่นอน
ส่วนผสม (สำหรับไก่ทอดเกาหลี 4 แบบ ไก่ 500 กรัม สำหรับแต่ละรสชาติ)
ไก่
- สะโพกไก่ไม่มีกระดูก (หรือส่วนที่ชอบ) 1 กิโลกรัม
- เนื้อไก่ไม่มีกระดูก (หรือส่วนที่ชอบ) 1 กิโลกรัม
- เกลือ 1 ช้อนชา (สำหรับไก่ 1 ส่วน)
- พริกไทย 1 ช้อนชา (สำหรับไก่ 1 ส่วน)
- ผงกระเทียม 1 ช้อนชา (สำหรับไก่ 1 ส่วน)
แป้งชุบไก่
- แป้งทอดกรอบ 2 ถ้วยตวง
- น้ำ 2 ถ้วยตวง
ซอสไก่เกาหลี
- น้ำเชื่อมผลไม้ (Oligosaccharide) 1 ถ้วยตวง
- น้ำเชื่อมข้าวโพด ½ ถ้วยตวง
- ซอสมะเขือเทศ ½ ถ้วยตวง
- โคชูจัง 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกเกาหลีป่น 2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสถั่วเหลือง ⅛ ถ้วยตวง
- น้ำเปล่า ¼ ถ้วยตวง
- กระเทียมสับ 2 ช้อนชา
ท้อปปิ้งสำหรับซอสเผ็ด
- พริก 3 เม็ด
- พริกหยวก 10 เม็ด
ชีส
*1 ถ้วยตวง = 200 กรัม
วิธีทำ
ไก่ทอดแบบดั้งเดิม
- หมักไก่ส่วนต่าง ๆ ด้วยเกลือ พริกไทยดำ และผงกระเทียม
- ผสมแป้งชุบไก่ทอดกับน้ำ
- ชุบสะโพกไก่ลงในชามแป้ง
- ทอดไก่ในอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 7-8 นาทีจนเหลืองกรอบ
- ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิม จากนั้นก็ชุบส่วนเนื้อไก่ไม่มีกระดูก
- ทอดประมาณ 7-8 นาที
ไก่ซอสเกาหลีและไก่เกาหลีซอสเผ็ด
- ผสมซอสลงในกระทะ
- เมื่อซอสเริ่มงวดได้ที่ ให้แบ่งซอสไว้ครึ่งหนึ่ง
- เทไก่ทอดลงในกระทะ
- เติมพริกและพริกหยวกลงในซอสอีกครึ่งหนึ่ง นำไก่ลงไปคลุกเคล้า สามารถเติมพริกได้ตามชอบ
ไก่ทอดเกาหลีรสชีส
- โรยผงชีสเชดด้าลงบนไก่
6. ข้าวผัดกิมจิ (Kimchi Fried Rice)
‘ข้าวผัดกิมจิ’ อาหารที่ทำง่ายแต่ความอร่อยไม่น้อยหน้าใคร! ต้องบอกว่าสูตรข้าวผัดเกาหลีมีหลากหลายมากมาย แต่สูตรนี้นี่เราเลือกมาให้เป็นสูตรจาก ‘이제이레시피EJ recipe’ Youtube channel สอนทำอาหารเกาหลีหลากสไตล์ ความพิเศษของสูตรนี้คือใช้วัตถุดิบที่หาง่ายมากและใช้เวลาทำไม่นาน แต่อร่อยสุด ๆ ไม่เชื่อไปลองทำดูได้เลยค่ะ
ส่วนผสม
- กิมจิ ½ ถ้วย
- พริกป่นเกาหลี 1 ช้อนชา
- ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนชา
- น้ำตาล 1 ช้อนชา
- ต้นหอมญี่ปุ่น ½ ต้น
- ชีส 70 กรัม
- ข้าว 1 ถ้วย
- สาหร่ายปรุงรส
วิธีทำ
- ใช้กรรไกรตัดกิมจิให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ
- ซอยต้นหอมญี่ปุ่นสำหรับใช้ผัดน้ำมันต้นหอม
- ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะพอประมาณ และนำต้นหอมญี่ปุ่นลงไปผัดจนเหลืองสุก
- ใส่กิมจิลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลและซอสถั่วเหลือง พอสีกิมจิเริ่มจาง ให้เติมพริกป่นเกาหลีลงไป
- นำกิมจิที่ผัดจนได้ที่ลงไปคลุกเคล้ากับข้าวสวย จากนั้นเทลงใส่กระทะอีกครั้งและกดให้แบน
- เติมชีสลงไป ใช้ฝาหม้อปิด รอให้ชีสละลาย
- ตักใส่จาน โรยสาหร่ายกรอบ
7. โรเซ่ต็อกบอกกี (Rose Tteokbokki)
https://youtu.be/IKG9FcTZjBU
ยุคนี้ ต็อกบอกกีเฉย ๆ มันธรรมดาไปแล้ว ต้องลองทำ ‘โรเซ่ต็อกบอกกี’ ต็อกบอกกียอดฮิตแห่งยุค สูตรอาหารเกาหลีเมนูนี้ เราขอยืมมาจาก Channel สอนทำอาหารสูตร Homecook ที่มีเมนูอาหารเกาหลีทำง่าย ๆ มาสอนเพียบอย่าง 심플푸디 Simple Foodie บอกเลยว่าง่ายกว่าที่คิดแน่นอน
ส่วนผสม
- แป้งต็อก
- เส้นอูด้ง
- หัวหอมใหญ่
- ไส้กรอก
- ซอสมะเขือเทศสำหรับทำสปาเกตตี
- วิปครีม
- พริกป่นเกาหลี
- เกลือ
- พริกไทย
- กระเทียมสับ
- เชดดาร์ชีส
วิธีทำ
1. หั่นหัวหอมใหญ่เป็นแนวฝานและสับกระเทียมให้ละเอียด
2. เตรียมไส้กรอก
3. ใส่เนยลงไปในกระทะ ผัดหัวหอมและกระเทียมเข้าด้วยกัน
4. ใส่ซอสสปาเกตตีลงไปพร้อมกับวิปครีม
5. เหยาะเกลือเล็กน้อย
6. เติมพริกป่นเกาหลี
7. เมื่อส่วนผสมเดือดแล้ว ให้ใส่ไส้กรอกและแป้งต็อกลงไป
8. ลวกเส้นอูด้งแยกต่างหาก
9. ใส่เส้นอูด้งสุกตามลงไป
10. เติมเชดดาร์ชีส
- Egg Drop Sandwich
ปิดท้ายกันด้วยเมนูที่จะกินเป็นมื้อเช้าก็เลิศหรือจะกินเป็นอาหารว่างก็เหมาะอย่าง ‘Egg Drop Sandwich’ สูตรนี้เราได้มากจาก Channel Party Kitchen – パーティーキッチン ของ Youtuber สาวชาวญี่ปุ่นที่จะมาสอนเราทำเมนูเกาหลีได้แบบเป๊ะปังมาก ๆ ไปดูสูตรอาหารเกาหลีเมนูนี้กันเลยค่ะ
ส่วนผสม
- ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ
- นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
- พริกไทย
- ขนมปังก้อนใหญ่ผ่ากลาง
- ไข่ 3 ใบ
- Heavy cream 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น
- พาสลีย์สำหรับตกแต่ง
- ชีสแผ่น
- เนยเค็ม
- แฮม
วิธีทำ
- ผสมซอสมะเขือเทศเข้ากับนมข้นหวาน
- เตรียมขนมปัง โดยหั่นขนมปังเป็นแผ่นหนาและผ่าส่วนกลางสำหรับใส่ไส้
- ตีไข่ให้เข้ากัน ผสม Heavy cream ลงไป เหยาะเกลือป่นเล็กน้อย
- ใส่เนยเค็มลงในกระทะ นำขนมปังลงไปจี่ให้เหลืองสุกสวยทั้งสองด้าน
- ทาซอสมะเขือเทศผสมนมข้นหวานด้านในขนมปัง
- ใส่เนยลงในกระทะ เทไข่ที่ตีผสมจนเข้ากันลงไปเพื่อทำไข่คน แนะนำให้เปิดไฟอ่อน
- หลังจากไข่เรียบร้อยแล้ว ให้ใส่ชีสและแฮมลงในขนมปัง จากนั้นใส่ไข่คนลงไป
- ราดมายองเนสปิดท้าย ตกแต่งเพิ่มด้วยพาสลีย์
สรุปสูตรอาหารเกาหลีเด็ด ที่ทำกินเองได้ง่าย ๆ ไม่ต้องบินไปถึงถิ่น
เต็มอิ่มกันไหมคะกับ 8 สูตรอาหารเกาหลีสุดเด็ดจาก Youtube Channel ชื่อดัง! ใครชอบแนวไหนก็เลือกหยิบมาทำตามกันได้ หรือจะเหมาครบทุกเมนูก็ไม่ว่านะคะ
สำหรับใครที่คันไม้คันมือแต่ยังไม่มีวัตถุดิบหรือเครื่องไม้เครื่องมือเปิดครัวเกาหลี ไม่ต้องห่วงค่ะ แวะมา Kaidee ที่เดียวอยู่ เรามีเครื่องครัวมือสองและวัตถุดิบทำอาหารเกาหลีครบครันให้คุณช้อปมาเปิดครัวตามรอยสูตรอาหารเกาหลีเด็ด ๆ เพียบ ว่าแล้วก็ไปเลือกชอปกันเลยค่ะ
Jun 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เอ่ยถึง “ขนมจีนไหหลำ” หลายคนคงขมวดคิ้วพร้อมตั้งคำถามว่า เมนูอะไร มีหน้าตาและรสชาติละม้ายขนมจีนบ้านเราไหม?
ความประทับใจแรกของเรากับร้าน “ขนมจีนไหหลำโกหลุ่น” คือความชัดเจน ตรงไปตรงมา ขายก็บอกว่าขาย ไม่ต้องให้คนหิวอย่างเราคิดนานว่าร้านนี้ขายอะไร จะเข้าไปดีไหม ด้วยเหตุที่ป้ายหน้าร้านสีขาวขนาดใหญ่ สกรีนตัวอักษรสีแดงเด่นชัดแต่ไกล บอกเล่าถึงเมนูเด็ดของร้านได้ครบถ้วนเป็นอย่างดี
“เนื้อแพะน้ำแดง ขนมจีนไหหลำ ข้าวหมูตุ๋น”
ลองจินตนาการภาพถนนมหรรณพหน้าศาลเจ้าพ่อเสือ ย่านเสาชิงช้า ร้านค้าห้องแถวในย่านนั้นเรียงติดกันมากมาย แต่ร้านที่ชวนให้เราสงสัยและสนใจที่จะหาคำตอบว่า ขนมจีนไหหลำนั้นมีความแปลกและแตกต่างจากขนมจีนอย่างอื่นอย่างไร
Let’s Eat EP. นี้เลยจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับอาหารที่มีสไตล์เฉพาะตัวชัดเจน เปิดใจและลิ้มรสความอร่อยๆ ไปพร้อมกันค่ะ
เคล็ดลับความอร่อย ขนมจีนไหหลำฉบับโกหลุ่น
“ขนมจีนไหหลำก็คือก๋วยเตี๋ยวของคนไหหลำ” พี่วรรณ มัสมณ จันทร์รัศมีวิไล เจ้าของร้านขนมจีนไหหลำโกหลุ่น ตอบคำถามแรกของเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมอธิบายต่อว่า เมนูนี้เป็นของแปลกและหากินยาก ความพิเศษของเมนูนี้ คือขนมจีนต้องกินคู่กับน้ำจิ้มกะปิ
นั่นแหละถึงจะเรียกว่าเป็น ขนมจีนไหหลำแบบดั้งเดิม
น้ำจิ้มกะปิ (โก่ย – ภาษาจีนไหหลำ)
ถึงตัวน้ำจิ้มกะปิจะใช้กะปิของไทย แต่พี่วรรณแอบกระซิบมาว่า รสชาติและความอร่อยแตกต่างจากที่อื่นแน่นอน อยากให้ลองมาชิม เพราะทางร้านใช้การหมัก รวมถึงกรรมวิธีต่างๆ แบบชาวไหหลำขนานแท้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน
เส้น (ฮุ่น – ภาษาจีนไหหลำ)
ส่วนตัวเส้นที่เห็น จะต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วๆ ไป เส้นขนมจีนไหหลำจะ “อวบยาวขาว” ทำจากแป้งข้าวเจ้าคล้ายขนมจีนไทย ต่างตรงที่เท็กซ์เจอร์และรสสัมผัส เราว่าฟีลประมาณ “เส้นอุด้ง” ของญี่ปุ่น มีความหนึบในระดับที่เคี้ยวง่าย นุ่ม เหนียวนิดๆ พอให้เคี้ยวสนุก
น้ำซุปกลมกล่อม
ขนมจีนไหหลำของที่ร้านโกหลุ่นจะมีให้เลือก 2 แบบ คือน้ำข้นและน้ำใส ซึ่งพี่วรรณบอกว่า เคี่ยวกันอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ตี 4 โดยใช้เอียเลี้ยง (สันกระดูกหมู) เป็นตัวชูรสหลัก ต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วไปที่มักใช้น่องกระดูก จุดเด่นของตัวน้ำใสคือจะเน้นพริกไทยเยอะๆ ซดร้อนๆ คล่องคอ หอมกำลังดี ส่วนน้ำข้นก็เข้มด้วยเครื่องเทศไทยจีน มีความหนืดเหมือนน้ำราดหน้า ได้ความอร่อยไปอีกแบบ เลือกได้ตามความชอบใจ
จุดเริ่มต้นความอร่อยของขนมจีนไหหลำโกหลุ่น
ขนมจีนไหหลำโกหลุ่นเปิดมาแล้วกว่า 20 ปี ตอนนี้กำลังส่งไม้ต่อไปยังลูกสาว “รุ่นสอง” โดยจะคงสูตรลับความอร่อยทุกอย่างไว้เหมือนเดิม ใครที่เป็นแฟนอาหารร้านนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด
ก้าวแรกของอาหารไหหลำ คือคนไหหลำช่วยกันเอง
พี่วรรณเล่าให้ฟังอย่างสบายๆ ว่า จริงๆ แล้วเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน แต่พอมีลูก เลยพยายามหาอาชีพที่สอดคล้องกับการเป็นแม่บ้านได้ คิดอยู่นาน จนมาลงตัวที่ขนมจีนไหหลำ ด้วยสาเหตุที่ว่าแฟนเป็นคนไหหลำ เราเลยเลือกเอาเอกลักษณ์ตรงนี้มาต่อยอด โดยใช้สูตรและกรรมวิธีของคนไหหลำแบบต้นตำรับ
เปิดร้านใหม่ๆ เรายืนเรียกลูกค้าหน้าร้าน คนเดินผ่านไปเยอะมาก เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเราขายอะไร มันแปลก แต่พอคนไหหลำในไทยรู้ว่าเราเปิดร้าน เขามาช่วยเราซื้อเยอะมาก ใช้เวลาฝึกอยู่นาน ปรับสูตรไปเรื่อยๆ ให้เข้าปากคนไทย ทำให้ร้านโกหลุ่นค่อยๆ รับความนิยมมากขึ้น ในฐานะร้านอาหารไหหลำเจ้าดัง
“การที่ลูกค้าส่วนใหญ่มากินแล้วรีเทิร์นกลับมาเรื่อยๆ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ว่าเรารักษามาตรฐานคุณภาพและรสชาติอาหารของเราได้เหมือนเดิม”
อีกหนึ่งเมนูเด็ด “แพะตุ๋นน้ำแดง”
นอกจากขนมจีนไหหลำแล้ว ร้านโกหลุ่นยังมีเมนูเด็ดอีกหนึ่งอย่าง ตามที่ป้ายสีขาวหน้าร้านระบุไว้ นั่นก็คือ “แพะตุ๋นน้ำแดง” อาหารบำรุงสุขภาพของชาวจีนไหหลำ นิยมกินเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยบำรุงเลือดได้ดีในช่วงฤดูหนาว เพราะอุดมไปด้วยยาจีนหลากหลายชนิด เหล้าจีน ฟองเต้าหู้ ฯลฯ (ทางร้านทำหม้อต่อหม้อ ตุ๋นเนื้อแพะวันละ 4 ชั่วโมง)
ใครที่แวะเวียนมาแถวศาลเจ้าพ่อเสือหรือเสาชิงช้า อย่าลืมแวะมาชิมขนมจีนไหหลำโกหลุ่นกันนะคะ ยืนยันว่าอาหารไหหลำสไตล์พี่วรรณ กินง่ายถูกปากคนไทย รสชาติกลมกล่อม ลองเปิดประสบการณ์รับประทานก๋วยเตี๋ยวคู่กับกะปิดูสักหน่อย รับรองว่าไม่แย่อย่างที่คิด มองกะปิให้เหมือนซอส จะทำให้เราเอ็นจอยกับอาหารได้มากขึ้น (เส้นหนึบหนับถูกใจเรามาก)
เอาว่า ร้อยเรื่องเล่าไม่เท่าคุณไปกินด้วยตัวเอง ถึงตอนนี้จะเดินทางไปไหนไม่สะดวกนัก ที่ร้านโกหลุ่นมีบริการเดลิเวอรีนะคะ สั่งได้เลย มาช่วยกันเซฟร้านอาหารไปด้วยกันค่ะ
ขนมจีนไหหลำโกหลุ่น
ที่ตั้ง : 110/1 ปากซอยมหรรณพ 2 ถนนมหรรณพ พระนคร กรุงเทพฯ, เสาชิงช้า
เวลาเปิด-ปิด : 07.00-15.00 น. หยุดวันจันทร์ (ไม่มีที่จอดรถ)
ราคา : ขนมจีนไหหลำน้ำใสและน้ำข้น 60 บาท แพะตุ๋นน้ำแดงเริ่มต้นที่ 150 บาท ข้าวหมูตู๋น 50 บาท
รายละเอียดเพิ่มเติม : 089-010-2123 // https://www.instagram.com/kolun.h/
Jun 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในการออกรถแต่ละคันนอกจากจะต้องคำนึงถึงฟังก์ชันและราคา อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือสีรถมงคล สีไหนขับแล้วปัง สีไหนขับแล้วพัง วันนี้kaideeจะพาทุกคนไปดูวิธีเลือกสีรถให้ถูกโฉลกและเสริมพลังด้านบวกในการขับขี่ของทุกคน
หากการเลือกยี่ห้อรถเปรียบเสมือนความไว้ใจในแบรนด์นั้นๆ การเลือกสีรถมงคลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยให้เกิดความสบายใจในการขับขี่รถ เสริมสร้างสิริมงคล ความสบายใจและนำมาซึ่งโชคลาภ เพราะเชื่อกันว่า รถยนต์ก็เปรียบเสมือนยานพาหนะที่นำพาเราไปยังจุดหมายที่เรียกว่าความประสบความสำเร็จ ระหว่างทางอาจต้องพบเจออุปสรรคที่ขว้างกั้น หรืออาจมีอันตราย การเลือกสีรถมงคลจะเป็นตัวช่วยดึงพลังงานด้านบวกให้เข้ามาสู่เจ้าของรถนั่นเอง ซึ่งการเลือกสีรถมงคลสามารถแบ่งออกไปได้ทั้งหมดสองลักษณะคือการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดและการเลือกสีรถมงคลตามราศี ซึ่งการเลือกสีรถมงคลทั้งสองแบบนั้นก็มีที่มาความเชื่อที่ต่างกันออกไปดังนี้
สีรถมงคลเสริมโชคตามวันเกิด
การเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดนั่นเป็นความเชื่อในวัฒนธรรมไทย มาจากการเสริมดวงโดยดูจากโหราศาสตร์ที่เชื่อว่าสีของสิ่งของสามารถนำพาความเป็นสิริมงคลมาให้ผู้ที่ใช้งาน เพราะทางโหราศาสตร์ไทยนั้นมีการเชื่อมโยงวันเกิดเข้ากับพลังงานของดวงดาว และเชื่อว่าดวงดาวที่วนเวียนอยู่ในระบบสุริยะนั้นจะเป็นตัวควบคุมชีวิตประจำวันของผู้คนที่เกิดในวันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การงาน โชคลาภ สุขภาพ และความรัก ดังนั้นจึงมีการเลือกสีมงคลจากดวงดาวที่สอดคล้องกับวันเกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีเสื้อ สีเล็บ สีผม ไปจนถึงสีของรถที่ขับนั่นเอง ฉะนั้นการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดจะช่วยเรื่องการเสริมดวงในชีวิตประจำวันให้ดีขึ้น ขับรถไปไหนก็มั่นใจหายห่วง ไม่มีเรื่องร้ายให้ต้องกังวล นอกจากนั้นยังช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภ ความรัก หรือดวงด้านอื่นๆ ประจำดาววันเกิดแต่ละวัน และในแต่ละวันเกิดจะอยู่คู่กับดาวดวงไหน สีไหนมงคล สีไหนเสริมดวงและโชคลาภ และสีไหนที่ต้องเลี่ยง ไปดูกันต่อได้เลย
- สีรถมงคลประจำวันอาทิตย์ คนเกิดวันอาทิตย์มีดวงอาทิตย์เป็นดาวประจำวัน เป็นพลังงานของไฟและความร้อนแรง ดังนั้นสีแดง สีส้ม และสีทองจะช่วยเสริมพลังงานให้แก่คนที่เกิดวันอาทิตย์ ช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภและความมั่งคั่ง มีความเป็นผู้นำและสามารถนำมาซึ่งอำนาจ สีที่คนเกิดวันอาทิตย์ควรหลีกเลี่ยงคือสีน้ำเงินเพราะเป็นสีของน้ำ เชื่อว่าสีน้ำเงิน สีฟ้า จะคอยตัดพลังงานด้านบวกให้กับคนเกิดวันอาทิตย์นั่นเอง
- สีรถมงคลประจำวันจันทร์ คนเกิดวันจันทร์นั้นมีดวงจันทร์เป็นดาวประจำวันเกิด ดังนั้นสีที่เป็นมงคลของคนที่เกิดวันจันทร์คือสีขาว สีครีม และสีเหลือง เชื่อว่าสีเหล่านี้เป็นสีของความบริสุทธิ์และจะนำมาซึ่งความสงบในจิตใจ ดังนั้นการเลือกรถที่มีสีขาว สีครีม และสีเหลืองจะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและผ่อนคลายตลอดทาง อีกทั้งยังช่วยเสริมโชคลาภและเมตตามหานิยมอีกด้วย สีที่คนเกิดวันจันทร์ควรเลี่ยงคือสีแดง เพราะเป็นสีที่ขัดแย้งต่อพลังงานของดวงจันทร์อย่างสิ้นเชิง
- สีรถมงคลประจำวันอังคาร คนที่เกิดวันอังคารนั้นมีดาวอังคารเป็นดาวประจำตัว มีพลังงานของไฟบางส่วน สีประจำวันเกิดของคนเกิดวันอังคารคือสีชมพู สีส้ม และสีม่วง สีเหล่านี้จะช่วยเสริมพลังงานบวกด้านการงาน ความมั่นคงในชีวิต ช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภในชีวิต สีต้องห้ามของผู้ที่เกิดวันอังคารคือสีขาวและสีเหลือง
- สีรถมงคลประจำวันพุธกลางวัน คนที่เกิดวันพุธกลางวันคือคนที่เกิดในช่วงเวลา 6 โมงเช้าจนถึง 17:59 น. มีดาวพุธเป็นดาวประจำตัว ดังนั้นการเลือกรถสีเขียว สีดำ และสีเทาจะช่วยเสริมสร้างดวงด้านการงานให้มั่นคง เสริมสร้างสติปัญญาให้ฉลาดหลักแหลม ไม่ว่าจะเจรจาต่อรองด้านใดก็จะประสบผลสำเร็จ เดินทางไปยังที่ใดก็จะปลอดภัยไร้อุปสรรค สีที่คนเกิดวันพุธกลางวันควรเลี่ยงคือสีชมพู เพราะจะทำให้การเดินทางติดขัดไม่ราบรื่น
- สีรถมงคลประจำวันพุธกลางคืน คนที่เกิดวันพุธกลางคืนคือเกิดในช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึง ตี 5:59 น. ถึงแม้ว่าดาวประจำวันเกิดจะเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่ว่าสีมงคลประจำวันพุธกลางคืนคือสีขาว สีครีม และสีเหลืองอ่อน เชื่อว่าสีเหล่านี้จะช่วยสร้างพลังงานทางด้านโชคลาภ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ช่วยให้ชีวิตราบรื่นไม่ติดขัด และสีที่คนเกิดวันพุธกลางคืนควรหลีกเลี่ยงคือสีส้มและสีแดง สีที่ขัดกับพลังงานของผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนจะนำมาซึ่งความถดถอยด้านปัญญา
- สีรถมงคลประจำวันพฤหัสบดี คนเกิดวันพฤหัสบดี มีดาวพฤหัสเป็นดาวประจำวันเกิด ซึ่งสีที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันนี้คือสีส้ม สีเหลือง และสีขาว สีเหล่านี้จะช่วยเสริมความมั่นคง มั่งคั่ง เสริมดวงด้านโชคลาภ และพลังงานด้านบวกที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่น สีที่คนเกิดวันพฤหัสบดีควรหลีกเลี่ยงคือสีดำและสีม่วงซึ่งเป็นสีที่ขัดกับพลังงานด้านบวกของคนที่เกิดวันนี้
- สีรถมงคลประจำวันศุกร์ คนเกิดวันศุกร์มีดาวศุกร์เป็นดาวประจำตัว สีประจำวันเกิดคือสีฟ้า สีชมพู และสีเขียว หากผู้ที่เกิดวันศุกร์ขับรถสีเหล่านี้ก็จะช่วยปรับสมดุลให้ชีวิตราบรื่นและไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้น ขับขี่เดินทางไปไหนก็ปลอดภัย เจอผู้คนมากมายก็สามารถสร้างความรักและมิตรภาพที่ดีได้เสมอ สีที่คนเกิดวันศุกร์ควรเลี่ยงคือสีเทาและสีดำ เชื่อว่าสีที่หม่นหมองจะขัดกับพลังงานที่สดใสของคนเกิดวันศุกร์
- สีรถมงคลประจำวันเสาร์ คนเกิดวันเสาร์นั้นจะมีดาวเสาร์เป็นดาวประจำตัว สีที่เป็นสิริมงคลของคนที่เกิดวันเสาร์คือสีดำ สีเทา และสีม่วง เพราะดาวเสาร์คือตัวแทนแห่งความแข็งแกร่ง ดังนั้นสีเหล่านี้จะนำมาซึ่งความปลอดภัยในการเดินทาง เสริมพลังอำนาจให้แก่คนเกิดวันเสาร์และช่วยปัดเป่าพลังอันตรายทั้งปวงที่จะเข้ามา สีที่คนเกิดวันเสาร์ควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาดคือสีเขียวนั่นเอง
สีรถมงคลเสริมโชคตามราศี
การเลือกสีรถตามราศีนั้นเป็นความเชื่อของโหราศาสตร์ตะวันตก โดยการวิเคราะห์จากจักรราศีและธาตุที่สอดคล้องกัน ซึ่งพลังงานธาตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือดิน น้ำ ลม และไฟ ดังนั้นการเลือกสีรถมงคลตามราศีนั้นคือการปรับธาตุเพื่อเพิ่มความสมดุลในชีวิตทั้งด้านการเงิน การงาน ความรัก สุขภาพ หรือการนำมาซึ่งโชคลาภ สิ่งสำคัญสำหรับการเลือกสีรถตามราศีคือการสะท้อนตัวตน ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพออกมาตามพลังงานเฉพาะตัวของแต่ละราศี ซึ่งจะมีธาตุและสีมงคลที่ต่างกันดังนี้
- ราศีมังกร คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 22 ธันวาคม – 19 มกราคม ธาตุดิน สีรถมงคลประจำราศีมังกรคือสีดำ สีเทา และสีเขียวเข้ม สีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง มั่นคง เสริมพลังบวกด้านโชคลาภและการงานให้มั่นคงขึ้น สามารถบริหารจัดการคนได้ดี
- ราศีกุมภ์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์ ธาตุลม สีรถมงคลประจำวันเกิดของราศีนี้คือสีม่วง สีเทา และสีฟ้า สีเหล่านี้จะช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ สามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับผู้อื่น หากเป็นนักคิดก็จะคิดได้ดี หากเป็นนักพูดก็จะมีแต่ผู้คนคล้อยตาม สีเหล่านี้จะช่วยสร้างพลังงานบวกในการทำงานส่วนตัวและการทำงานส่วนรวมได้อย่างดี
- ราศีมีน คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม ธาตุน้ำ ผู้ที่เกิดราศีนี้เหมาะกับการขับรถสีขาว สีฟ้าอ่อน และสีเขียว จะช่วยสร้างความสงบทางอารมณ์ ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ และสามารถค้นพบตัวเองและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้
- ราศีเมษ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 มีนาคม – 19 เมษายน ธาตุไฟ ผู้ที่เกิดราศีนี้หากขับรถสีแดงหรือสีส้มจะช่วยเสริมพลังด้านความมั่นใจ ความกระตือรือร้นและความเป็นผู้นำได้เป็นอย่างดี มีความทะเย้อทะยานและมีพลังในการตัดสินใจสูง การขับรถสีนี้จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น
- ราศีพฤษก คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 20 เมษายน – 20 พฤษภาคม ธาตุดิน ราศีนี้จะถูกโฉลกกับสีเขียวและสีชมพู สีเหล่านี้จะช่วยสร้างสมดุลด้านความสงบในชีวติ นำมาซึ่งความเจริญมั่งคั่ง เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แก่ผู้คนโดยรอบ พลังงานบวกจะช่วยเสริมความมั่นคงในหน้าที่การงานให้ดีขึ้น
- ราศีเมถุน คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน ธาตุลม สีมงคลประจำราศีเมถุนคือสีเหลืองและสีฟ้า สามารถนำมาซึ่งความสว่างในชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์บังเกิด พลังงานจากสีเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ง่ายในทุกสภาพแวดล้อม มีดวงด้านการเจรจาตกลงและเป็นผู้พูดที่ดีได้
- ราศีกรกฎ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม ธาตุน้ำ สีรถมคลประจำวันเกิดคือสีขาว สีเงิน และสีฟ้าอ่อน สีเหล่านี้จะช่วยให้ชาวราศีกรกฎมีความสงบสุขในจิตใจ ช่วยป้องกันภัยอันตรายรอบตัวและยังช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวราบรื่นมีแต่ความสุข
- ราศีสิงห์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม ธาตุไฟ สีรถที่เหมาะกับชาวราศีนี้คือสีทอง สีส้ม และสีแดง สีเหล่านี้จะส่งเสริมพลังด้านอำนาจ บารมี เสริมสร้างพลังงานความเป็นผู้นำ ดึงดูดโชคลาภด้านการเงินและการงานเข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ
- ราศีกันย์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 สิงหาคม – 22 กันยายน ธาตุดิน นิยมใช้สีเขียวและสีฟ้ามาช่วยเสริมสร้างความสงบในจิตใจ เพิ่มพลังงานด้านความคิด การไตร่ตรอง การวางแผนในชีวิตและการทำงานให้ราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรคขวางกั้นในชีวิต
- ราศีตุลย์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 กันยายน – 22 ตุลาคม ธาตุลม คนเกิดราศีนี้จะมีสีฟ้าและสีชมพูเป็นตัวช่วยดึงพลังงานด้านบวก เพิ่มความสงบสุขและสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักใคร่ เจรจาด้านใดก็มีแต่คนคล้อยตาม เป็นสีที่นำมาซึ่งความรักและความสุข
- ราศีพิจิก คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน ธาตุน้ำ สีมงคลประจำราศีพิจิกคือสีแดงเข้ม สีม่วง และสีดำ สีโทนเจ้มเหล่านี้จะนำมาซึ่งพลังงานแห่งความหนักแน่นในจิตใจ ช่วยให้สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดความราบรื่นทั้งด้านการงานและการใช้ชีวิตด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง
- ราศีธนู คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม ธาตุไฟ สีที่จะส่งผลให้ผู้ที่เกิดราศีนี้ประสบความสำเร็จและเติบโตในหน้าที่การงานคือสีดำ สีเทา และสีเขียวเข้ม นอกจากนั้นยังช่วยปัดเป่าอุปสรรคที่จะเข้ามาในชีวิต ช่วยให้เจริญก้าวหน้านำมาทั้งอำนาจและสติปัญญานั่นเอง
การเลือกสีรถมงคลเป็นความเชื่อที่ชาวไทยยึดถือมาเป็นเวลานาน นอกจากจะเพื่อส่งเสริมดวงด้านต่างๆ แล้วยังช่วยให้เกิดความสบายใจในการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น และไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดหรือตามราศี หากมีสติในการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน คิดดี พูดดีต่อผู้อื่น ก็จะช่วยสร้างพลังงานบวกแก่ชีวิตได้เช่นเดียวกัน
ถ้ารู้วันเกิดหรือราศีตัวเองแล้วอยากได้รถขับสักคัน อย่าลืมมาเลือกซื้อกันได้ที่kaidee เพราะที่นี้เรามีสีรถให้เลือกมากมาย ซื้อง่าย ขายไว ไว้ใจkaidee