Apr 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
การตรวจสอบข้อมูลที่ดินในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนดที่ดิน บริเวณที่ตั้งของแปลงที่ดิน หรือรายละเอียดเพิ่มเติมของที่ดินนั้นเป็นไปอย่างยากเย็น เพราะเราจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับบริหารงานของกรมที่ดินโดยตรง ในการขอข้อมูลหรือรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่ตนเองถือครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากที่ดินที่ตนเองถือครองนั้นไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่อยู่อาศัย เราก็ต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินในจังหวัดนั้นๆ เพื่อดำเนินการ
วิธีตรวจสอบโฉนดที่ดินแบบออนไลน์ในปัจจุบัน
แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ทำให้อะไรหลายๆ อย่างกลายเป็นเรื่องง่ายดายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรวมไปถึงการตรวจสอบโฉนดที่ดินด้วย เพราะสามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที ทั้งบนคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์มือถือ และแท็บเล็ต เรียกได้ว่าเพียงแค่ปลายนิ้ว เราก็สามารถตรวจสอบโฉนดที่ดินแบบออนไลน์ได้ทันที
วันนี้ Kaidee Property จึงจะขอพาทุกท่านไปดูวิธีการตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกัน โดยไม่ว่าท่านจะต้องการตรวจสอบโฉนดที่ดินผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ก็สามารถกดเข้าไปดูในแต่ละส่วนผ่านสารบัญของเราด้านบนได้เลย
แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าเอกสารแต่ละอันที่เราถืออยู่ในมือคืออะไร และเอาไว้ใช้ทำอะไรกัน รวมไปถึงมีข้อมูลอะไรบ้างจากเอกสารเหล่านี้ ที่เราต้องใช้เพื่อนำมาตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์
โฉนดที่ดิน
การตรวจสอบโฉนดที่ดินจะขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าง โฉนดที่ดินไม่ได้เลย เพราะเป็นหนังสือสำคัญที่ใช้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งออกโดยกรมที่ดินตามประมวลกฎหมาย ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน พร้อมมีโฉนดที่ดินไว้ในครอบครองจะมีสิทธิ์เด็ดขาดในที่ดินนั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการนำที่ดินแปลงนั้นไปใช้ทำประโยชน์ต่างๆ ได้ตามกฎหมาย
หน้าตาของโฉนดที่ดิน ขอขอบคุณรูปภาพจาก ddproperty
รายละเอียดบนโฉนดที่ดินที่สำคัญ
ก่อนที่จะไปในส่วนของการตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ เราขออนุญาตพาทุกคนมาดูข้อมูลที่อยู่บนโฉนดที่ดินสักเล็กน้อย เพื่อดูว่ามีอะไรบ้างที่ถือเป็นส่วนสำคัญของเอกสารชิ้นนี้
ตำแหน่งและเลขโฉนดที่ดิน
อยู่บริเวณด้านบนของโฉนด เป็นการระบุตำแหน่งของที่ดินประกอบด้วย เลขที่ระวาง เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการและค้นหาที่ดินได้ง่ายขึ้น (ในกรณีตรวจสอบโฉนดที่ดินโดยตรงกับสำนักงานที่ดินหรือกรมที่ดิน)
ชื่อผู้ครอบครองโฉนดที่ดินคนแรก
แม้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของที่ดิน ชื่อของเจ้าของที่ดินคนแรกจะยังคงเป็นชื่อเดิมอยู่เสมอ หากต้องการระบุเจ้าของในปัจจุบันจะต้องใช้เอกสารการซื้อขายที่ดินเพิ่มเติม
รายละเอียดที่ดิน
เป็นส่วนของรายละเอียดเชิงตัวเลขและข้อมูลเกี่ยวกับแปลงที่ดินนั้นๆ เช่นเนื้อที่ (ไร่-งาน-ตารางวา) บริเวณตรงกลางของโฉนดที่ดินจะเป็นลักษณะแปลงที่ดิน พร้อมทั้งบอกมาตราส่วนที่ใช้ในการวัดที่ดินแปลงดังกล่าว
ข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์
การตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ รวมถึงการค้นหาที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน หรือเลขระวางจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน ซึ่งถ้าหากมีครบแล้วก็สามารถเริ่มขั้นตอนแรกได้เลย โดยข้อมูลดังกล่าว ได้แก่:
จังหวัด ที่แปลงที่ดินนั้นตั้งอยู่อำเภอ ที่แปลงที่ดินนั้นตั้งอยู่เลขที่โฉนด ของแปลงที่ดินนั้น
การตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมที่ดิน
หากใครไม่สะดวกเดินทางไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินส่วนจังหวัด สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศกรมที่ดินได้เปิดให้บริการค้นหาตำแหน่งแปลงที่ดิน และตรวจสอบรายละเอียดของที่ดินผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์ http://dolwms.dol.go.th/tvwebp/
หากใครมีเวลาน้อย เราสรุปมาให้แล้วภายในแผ่นเดียว
ระบบดังกล่าวมีความสะดวกเป็นอย่างมาก เพราะทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า ที่ดินที่เราต้องการตรวจสอบอยู่ตำแหน่งใด พร้อมทั้งยังสามารถดูสภาพแวดล้อมโดยรอบแปลงที่ดินผ่านการใช้งาน Google Street View ที่ตัวเว็บไซต์ได้ทันที สารธยายสรรพคุณกันมาขนาดนี้ เรามาดูขั้นตอนการใช้งานอย่างรายละเอียดกันดีกว่า
ไปที่เว็บไซต์ http://dolwms.dol.go.th/tvwebp/ ที่ด้านบนของเว็บไซต์ เลือกจังหวัด เขต/อำเภอ และใส่เลขระวางของโฉนดที่ดิน จากนั้นกด “ค้นหาข้อมูล” สามารถกดปุ่มหมุดบนแปลงที่ดิน เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับแปลงที่ดินนั้นเพิ่มเติม สามารถกดปุ่ม “เปิด-ปิดผังเมือง” เพื่อดูว่า ที่ดินของเราอยู่ในเขตการวางผังเมืองแบบใด (ง่ายต่อการตัดสินใจลงทุน) กดปุ่ม “Toggle Street View” เพื่อดูบริเวณโดยรอบของแปลงที่ดินในรูปแบบ Street View (มุมมองบนถนน)
การตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน LandsMaps
แบบสรุปของการตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Kaidee Property ก็มีมาให้
อีกหนึ่งความสะดวกสบายที่ทำให้การตรวจสอบโฉนดที่ดินและตำแหน่งของที่ดินออนไลน์เป็นเรื่องง่าย โดยเราสามารถตรวจสอบที่ดินของเราผ่านแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า LandsMaps ได้ทันที โดยมีขั้นตอนการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และยังรองรับทั้ง iOS และ Android อีกด้วย โดยก่อนอื่นใด สามารถกดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่านลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลย
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่นี่ได้เลย (เปิดได้เฉพาะบนโทรศัพท์มือถือ)
กดเข้าแอปพลิเคชัน หากยังไม่เคยสมัครสมาชิก กดที่ปุ่ม “ลงทะเบียนใช้งาน” (หากเคยสมัครสมาชิกแล้ว ข้ามไปข้อที่ 5 ) กรอกข้อมูลโดยละเอียดและครบถ้วน จากนั้นกด “สมัครสมาชิก” ยืนยันการสมัครสมาชิก โดยการกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือ เพื่อรับ OTP ยืนยันตัวตน Login เข้าใช้งานแอปพลิเคชัน กดปุ่มแว่นขยายที่มุมขวาบนของแอปพลิเคชัน เลือกจังหวัด เขต/อำเภอของที่ดิน และกรอกเลขระวางแปลงที่ดิน จากนั้นกด “ค้นหา” สามารถกดปุ่มหมุดบนแปลงที่ดิน เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับแปลงที่ดินนั้นเพิ่มเติม
นอกจากนี้ LandsMaps ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ครบครันทั้งการดูแปลงที่ดินแบบ Street View หรือการค้นหาสำนักงานที่ดินส่วนจังหวัด เรียกได้ตอบโจทย์การใช้งานเรื่องความรวดเร็วได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ความสะดวกอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชันคือสามารถเชื่อมต่อกับ Google Map บนมือถือเพื่อนำทางไปยังที่ดินแปลงนั้นๆ ได้ทันทีอีกด้วย
ตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ง่ายๆ ไม่ต้องกลัวโดนหลอก
และนั่นก็คือวิธีการตรวจสอบโฉนดที่ดินออนไลน์ที่ใครๆ ก็สามารถทำตามได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับแปลงที่ดินที่ตนเองถือครองอยู่อย่างรวดเร็ว หรือต้องการตรวจสอบลักษณะที่ดินก่อนตัดสินใจทำการซื้อขาย
แม้ว่าในปัจจุบัน กรมที่ดินจะเร่งเพิ่มฐานข้อมูล (Database) ของที่ดินในประเทศไทยให้มีจำนวนมากที่สุด แต่ก็ไม่อาจครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนได้ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมพื้นที่ส่วนมากของประเทศแล้วเช่นกัน หากใครต้องทำการซื้อขาย หรือข้องเกี่ยวกับธุรกรรมที่ดิน การตรวจสอบที่ดินออนไลน์ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะช่วยป้องกันการถูกหลอก หรือความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
และสำหรับใครที่อยากจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง เพื่อเริ่มการลงทุนหรือการเก็บออมละก็ ผมแปะลิงก์การซื้อขายที่ดินของ Kaidee Property ไว้ที่ด้านล่างนี้ หากต้องการที่ดินบริเวณไหน หรือส่วนใดของประเทศ Kaidee เขามีหมด เขาไปดูกันก่อนได้เลยครับ
Apr 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
ในช่วง Work from home เน็ตเร็วแรงเป็นเรื่องสำคัญ มี Zoom Meeting ทั้งทีจะมามัวภาพกระตุก ภาพเบลอไม่ได้ เพราะปัญหาเน็ตช้าไม่เข้าใครออกใคร วันนี้ Kaidee จึงนำวิธีที่จะทำให้การติดไวไฟบ้านทั้งเร็ว! และแรง!! มาฝาก ไปดูกันเลยดีกว่า ว่าทำอย่างไรไวไฟบ้านถึงจะแรงสมใจ
ทำอย่างไรให้ไวไฟบ้านแรงขึ้น
ปัญหาติดไวไฟบ้านไม่แรงนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะเครือข่ายไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วปัญหาส่วนมากจะเป็นสิ่งที่เราแก้ได้เองแบบไม่ต้องง้อช่าง เช่น ปัญหาเกี่ยวกับจุดที่ติดตั้งไวไฟบ้าน และตัวอุปกรณ์ของไวไฟบ้าน หากแก้ได้ตรงจุด ก็จะสามารถใช้ไวไฟบ้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
1.เลือกสถานที่ติดตั้งไวไฟบ้านและ Router ให้เหมาะสม
ควรติดตั้ง Router ไว้บนโต๊ะ หรือตู้หนังสือในจุดที่สามารถมองเห็นได้ง่าย และในพื้นที่โล่งของบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการอับสัญญาณของไวไฟบ้าน และไม่ควรเก็บ Router ไว้ในตู้เก็บของและบนพื้น เพราะการกระจายสัญญาณไวไฟบ้านจะอยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้ควรติดตั้งไวไฟบ้านให้ห่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและวัตถุโลหะต่างๆ เช่น ไมโครเวฟ เพราะวัสดุเหล่านี้จะรบกวนสัญญาณไวไฟบ้านและทำให้เกิด Dead Spot หรือมุมอับสัญญาณของไวไฟบ้านได้ ทิปส์อีกข้อหนึ่งคือควรวางให่ห่างจากผนังบ้านประมาณ 15 เชนติเมตร
หากบ้านใครยังใช้โทรศัพท์บ้านอยู่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งไวไฟบ้านใกล้โทรศัพท์บ้านเพราะ Router หลายรุ่นใช้คลื่นความถี่เดียวกับโทรศัพท์บ้านคือ 2.4 GHz ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการรบกวนสัญญาณกันเองได้
2.ปิด Router เพื่อพักตัวเครื่อง วันละครั้ง
ใช้ไวไฟบ้านทำงานมาทั้งวัน ทั้งดูหนัง ฟังเพลง แล้วก็ควรให้ Router ได้พักเพื่อรีเซตตัวเองบ้าง เพราะหากเครื่องร้อนไป การทำงานของไวไฟบ้านจะผิดปกติได้ นอกจากนี้การพัก เปิด-ปิดเครื่อง หรือการรีเซตเครื่องยังทำให้ Router ได้รีเซตระบบใหม่เพื่อการทำงานของไวไฟบ้านที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
3.ทิศทางของเสาอากาศ
ใครจะไปรู้ว่าทิศทางของเสาอากาศ Router ก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะตัวรับสัญญาณไวไฟในแต่ละอุปกรณ์มีลักษณะแตกต่างกัน จึงต้องปรับเสาอากาศตามอุปกรณ์นั้น ๆ ด้วย กล่าวคือ ตัวรับสัญญาณไวไฟของคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือ Notebook จะเป็นแนวนอน การตั้งเสาอากาศ Router จึงควรปรับเป็นแนวนอน
อย่างไรก็ตามหากเป็น คอมพิวเตอร์แบบ Desktop หรือแบบตั้งโต๊ะนั้น ตัวรับสัญญาณจะเป็นแนวตั้ง เราจึงควรปรับเสาเป็นแนวตั้งนั่นเอง
โดยสรุปแล้ว หากมี Router มี 2 เสา เราก็ปรับอันหนึ่งเป็นแนวตั้ง อีกอันหนึ่งเป็นแนวนอน ให้ทั้ง 2 เสานั้นตั้งฉากกัน จะได้ไม่ต้องทำการปรับบ่อย ๆ
4.ตัวช่วยกระจายสัญญาณไวไฟบ้านอย่างกระป๋องน้ำอัดลม
อย่างที่เรารู้กันว่าวัสดุจำพวกเหล็กหรืออลูมิเนียมสามารถสะท้อนสัญญาณไวไฟบ้านได้ หากเราวางไว้ถูกจุดก็จะสามารถกระจายสัญญาณไวไฟบ้านได้อีกด้วย วิธีการคือตัดกระป๋องแล้วคลี่ออกเป็นแผ่นโค้ง เสร็จนำมาวางไว้หลังเสาของ Router ตามภาพ
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=tonZeKP-Mi4
5. ขยายความเข้มของสัญญาณไวไฟบ้านด้วย Repeater
หากเป็นบ้านหลายชั้นหรืออยู่กันเป็นครอบครัว Repeater คือสิ่งที่คุณต้องมี เนื่องจาก Router ปกติสามารถส่งสัญญาณไวไฟบ้านได้แค่ในระยะ 30 – 45 เมตรเท่านั้น จึงทำให้ถ้าหาก Router อยู่ชั้นล่าง ชั้นบนสุดของบ้านจะได้รับสัญญาณไวไฟที่อ่อนมากนั่นเอง
ในปัจจุบัน Repeater หาซื้อไม่ยาก เพียงเข้าไปที่ร้านค้าไอทีหรือเข้ามาที่ Kaidee ก็จะได้กลับไป 1 เครื่องแล้วค่ะ
6. Bandwidth สิ่งสำคัญที่หลายคนลืม
Bandwidth หรือ แบนด์วิธ คือสิ่งที่เราควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานเป็นอย่างมาก เพราะแบนด์วิธคืออัตราความกว้างในการส่งข้อมูล ยิ่งกว้างเท่าไรก็ยิ่งดี โหลดเร็ว รับส่งข้อมูลได้มากขึ้น วิธีการเลือกแบนด์วิธที่ดีคือเราควรจะเลือก 10 Mbps เป็นอย่างต่ำ หากอยู่กันหลายคนก็ควรเลือกแพคเกจให้เหมาะสม โดยเพิ่มแบนด์วิธเข้าไปอีกค่ะ
7.เปลี่ยน Router ทุก ๆ 6 ปี
เพราะ Router เองก็เหมือนของทั่ว ๆ ไปที่มีอายุการใช้งานและเสื่อมสภาพไปตามการเวลา ยิ่งไปกว่านั้น ตัว Router เองยังมี Firmware ที่จะเป็นเหมือนกับโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อควบคุมการทำงานไวไฟบ้านอีกที ซึ่งเราก็ควรอัปเดต Firmware เพื่อให้ไวไฟบ้านลื่นไหล เสถียร และ Router มีการทำงานที่ดีขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเปลี่ยน Router ทุก ๆ 6 ปี เพราะเป็นการดูแลรักษาคุณภาพไวไฟบ้านอย่างหนึ่งนั่นเอง
โปรโมชันไวไฟบ้านสุดคุ้ม
หากดูแลรักษาก็แล้ว ซ่อม Router ก็แล้ว แต่ไวไฟบ้านยังไม่แรงสักที ทาง Kaidee มีโปรโมชันไวไฟบ้านจากหลาย ๆ ค่ายมานำเสนอ
AIS
สำหรับ AIS ในช่วงนี้ก็มีโปรโมชันไวไฟบ้านที่น่าสนใจคือ POWER 4 mini ที่มาพร้อมกับไวไฟบ้านแรง 200/200 Mbps แถมยังมีซิม AIS 10GB ที่มาพร้อมกับ AIS Super WiFi + แพ็คเกจ AIS Play Family เป็นเวลา 12 เดือน ทั้งหมดนี้ในราคาเพียง 399 บาท
3BB
ส่วนทาง 3BB เองก็มีโปรสุดคุ้ม 3BB GIGAFIBER ที่เริ่มต้นเพียง 590 บาท กับความเร็ว 1000/100Mbpsแถมยังฟรีค่าติดตั้งถึง 5000 บาท ! นอกจากนี้ยังบริการลูกค้าแบบถึงใจด้วยพื้นที่เก็บข้อมูลบน 3BB Cloudbox ฟรี 20-40 GB ทั้งยังสามารถยืม WiFi Router WiFi6 มูลค่ารวม 3,000 บาท อีกด้วย ลูกค้าที่สนใจจะได้รับสิทธิ์ฟรีค่าแรกเข้าอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
TOT
ทาง TOT ก็สู้ไม่ถอยด้วย Gigabolt MAX ที่ปล่อยมาเพื่อเอาใจคนรักการเล่นเกมและสตรีมมิ่งด้วยไวไฟจากอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ออพติก พร้อมความเร็วที่มีให้เลือกด้วยกันถึง 3 ระดับคือ
1 Gbps/200 Mbps ราคา 590 บาท เหมาะสำหรับที่บ้าน 1 Gbps/500 Mbps ราคา 700 บาท เหมาะสำหรับที่ทำงาน 1 Gbps/700 Mbps ราคา 900 บาท เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่รักการสตรีมมิ่ง
มีตั้ง 3 เครือข่ายให้ได้เลือกสรร ยังไงเพื่อน ๆ ลองเลือกอันที่เหมาะที่ใช่สำหรับตัวเองกันนะคะ จะได้ทำงานหรือเล่นเกมไม่มีสะดุดค่า
สรุปท้ายบทความติดไวไฟบ้านอย่างไรให้แรง
อ่านจบแล้วเพื่อน ๆ คนไหนที่รู้สึกว่าไวไฟบ้านอืด ไม่แรง ไม่เร็วอย่างที่เคยเป็นก็ลองเอาไปทำดูนะคะ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ไวไฟบ้านที่เร็วและแรงขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนแพ็คเกจใหม่ วิธีที่ Kaidee เอามาให้ก็หลากหลายและครบถ้วน เรียกได้ว่าเขียนมาเพื่อคนที่รักการท่องโลกอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ เพราะปัญหาไวไฟบ้านช้า สะดุด ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ สำหรับใครที่อยากหา Router ไว้ขยายสัญญาณที่บ้าน ลองมาเลือกดูเลือกช้อปกันได้ที่ Kaidee
Apr 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
“ดอกเบี้ยบ้าน” เป็นเรื่องควรรู้อันดับต้นๆ ของคนที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโด เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยเหล่านี้มีราคาสูงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนหรือคนธรรมดาทั่วไปจะสามารถซื้อได้ด้วยเงินสด จึงมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินก้อนจากธนาคารมาจ่ายเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก่อน แล้วค่อยทยอยผ่อนเงินคืนธนาคารเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ย
โดย “ดอกเบี้ย” ที่ว่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญของการผ่อนบ้านและคอนโดเลยทีเดียว เพราะหากสามารถกู้ซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ ก็เปรียบเสมือนเป็นแต้มต่อที่ทำให้เราชำระหนี้ได้หมดไวขึ้น ในทางกลับกัน หากเจออัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านสูง เงินค่างวดที่เราผ่อนไปส่วนใหญ่ถูกหักไปเป็นดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นก็แทบจะไม่ลดลง และนั่นหมายถึงเราต้องผ่อนบ้านหรือคอนโดในราคาที่แพงขึ้นด้วย
ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมีกี่ประเภท
ลักษณะดอกเบี้ยที่คนกู้บ้านและคอนโดต้องเจอส่วนใหญ่ มี 2 ประเภท คือ
อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan)
คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดให้คงที่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (ตั้งแต่ 1-5 ปี) ต่อจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะต้องไปรอดูกันอีกทีว่าธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยให้สูงหรือต่ำ
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan)
คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ณ เวลาปัจจุบัน ซึ่งสามารถปรับขึ้นหรือลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดเงิน และต้นทุนทางการเงินของธนาคารนั้นๆ โดยอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราจะได้เจอกันก็คือ MRR ลบด้วยตัวเลขที่ธนาคารกำหนด
ตัวอย่างเช่น ธนาคารกำหนด MRR = 7.30% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านระบุว่า MRR -2.30 ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เราต้องจ่ายก็คือ MRR 7.30 – 2.30 = 5.00% นั่นเอง
MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate หมายถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี โดยเรท MRR แต่ละธนาคารจะไม่เท่ากัน
อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2564 จากธนาคารยอดนิยม
สินเชื่อบ้านของแต่ละธนาคารมีรายละเอียดเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป หนึ่งในตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ รูปแบบสินเชื่อที่มาพร้อมประกันชีวิตเรียกว่า ‘ ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ MRTA’ (Mortgage Reducing Term Assurance) คือประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่ช่วยลดภาระคนที่อยู่ข้างหลัง (เช่น สามี/ภรรยา และลูก) ในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพไม่สามารถผ่อนชำระสิ้นเชื่อบ้านได้ บริษัทรับประกันจะทำหน้าที่ผ่อนชำระหนี้แทนผู้กู้เอง โดยสิทธิพิเศษที่ตามมาหลังจากทำประกันก็คืออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่จะถูกลง
นอกจากนี้บางธนาคารยังมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับหน่วยงาน กลุ่มอาชีพ หรือร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งในบทความนี้เราจะขอพูดถึงเรทดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ประเภทสัญญาที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 สำหรับบุคคลทั่วไป ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร ณ เดือนเมษายน 2564
ดอกเบี้ยบ้านต่ำจากธนาคาร 3 อันดับแรก
หากพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีตามตารางข้างต้น ธนาคารที่ให้เรทดีที่สุด 3 อันดับแรก ณ ข้อมูลเดือนเมษายน 2564 ได้แก่
อันดับ 1 : ธนาคาร LH Bank
LH Bank มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 2.55% ต่อปี หรือ MRR-4.80 (MRR=7.35) นับเป็นเรทที่น่าสนใจมาก แต่ลักษณะการคิดอัตราดอกเบี้ยในทางเลือกนี้เป็นแบบลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปี มี MRR เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งไม่สามารถทราบเวลาที่แน่นอนได้ว่า MRR นั้นจะถูกปรับเมื่อไรและจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กู้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือน เพราะหาก MRR เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ภาระในการผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นด้วย
อันดับ 2 : ธนาคารทหารไทย
อันดับถัดมาสำหรับอัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำ คือ ธนาคารทหารไทย ที่มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีเท่ากับ 2.70% ต่อปี หรือ MRR-3.58 (MRR=6.28) ซึ่งเป็นอัตราลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปีเช่นเดียวกับของ LH BANK แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ผู้กู้ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้เรทดังกล่าว นั่นคือ 1.) สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ 2.) สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.) สมัครบัตรเดบิต TMB
ภาพโฆษณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทหารไทย
อันดับ 3 : ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกรุงไทย มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยบ้าน 3 ปี เท่ากับ 2.73% ต่อปี แบ่งเป็นปีที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 0.64% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ MRR-2.45 (MRR= 6.22) และผู้กู้ต้องทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อร่วมด้วย ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านธนาคารกรุงไทยคือการให้ดอกเบี้ยปีแรกถูกสุดเมื่อเทียบกับทุกธนาคาร จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่วางแผนจะจบสัญญาเงินกู้บ้านให้เร็ว โดยสามารถโปะเงินในช่วงปีแรกได้เต็มที่ เมื่อผ่านเข้าปีที่ 2 และ 3 ยอดดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดจากเงินต้นคงเหลือก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ตั้งใจจะขายอสังหาริมทรัพย์ต่อในระยะไม่เกิน 1 ปี ก็จะทำให้เสียดอกเบี้ยน้อยเช่นกัน
สรุปดอกเบี้ยบ้าน 2564 ธนาคารไหนเวิร์กสุด
อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านนั้น สิ่งสำคัญคือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสไปที่อัตราดอกเบี้ยบ้าน 3 ปีแรก เนื่องจากเป็นกฏระเบียบของทุกธนาคารว่าเมื่อทำเรื่องขอสินเชื่อบ้านแล้วจะมีสัญญาติดตัวกับธนาคารนั้นอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป หากขอยกเลิกสัญญาธนาคารกลางคันจะถูกปรับด้วยราคาที่ต่างกันไปแต่ละธนาคาร
ดังนั้น หากพิจารณาจากดอกเบี้ยบ้านอัปเดตล่าสุดของเดือนเมษายน 2564 จาก 9 ธนาคารชั้นนำที่เรารวบรวมมาให้นั้น โดยดูค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยจากทางเลือกต่างๆ ที่ธนาคารเสนอไว้ เราสามารถสรุปได้ว่าธนาคาร LH BANK ให้ข้อเสนอดอกเบี้ยบ้านเวิร์กที่สุด รองลงมาคือ ธนาคากรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคากรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ตามลำดับ
เมื่อทราบข้อมูลดอกเบี้ยบ้านแบบนี้แล้ว หากใครสนใจที่จะหาบ้านหรือคอนโดเพื่อนำมาขอสินเชื่อธนาคารดูบ้าง ก็สามารถค้นหากับ Kaidee Property ได้ เรามีทั้งอสังหาริมทรัพย์ใหม่และมือสองให้เลือกมากมาย
หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2564 เท่านั้น ผู้อ่านสามารถขอรายละเอียดล่าสุดเพิ่มเติมได้จากธนาคาร
Apr 30, 2021 | บทความยานยนต์
หากจะให้พูดถึงหนึ่งในรถของ Toyota ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจของคนซื้อรถในประเทศไทย หนึ่งในนั้นคงต้องมีชื่อของรถยนต์อย่าง Toyota Corolla Cross (โตโยต้าโคโรลล่า ครอส) ที่ใน 6 เดือนของปี 2020 สามารถทำยอดขายได้มากถึง 12,945 คัน แล้วในปีนี้ยังน่าซื้ออยู่หรือไม่ บทความนี้มีคำตอบที่ท่านต้องการ
ภายนอกของ Toyota Corolla Cross
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
สำหรับภายนอกของรถคันนี้มาในรูปทรงของ Sub-Compact crossover ที่เน้นรูปร่างปราดเปรียว มีมนต์ขลังตามสไตล์ของ Toyota ที่แม้อาจจะดูไม่หล่อเหมือนกับรถ Mazda cx-30 หรือ Honda HR-V แต่ก็ทดแทนด้วยเทคโนโลยีรอบรถที่คุณจะต้องชอบ
โดยสิ่งที่ทาง Toyota ได้ชูเป็นจุดเด่นหรือไฮไลท์ของภายนอกของโตโยต้า โคโรลล่า ครอส คือเรื่องของ A NEW OUTSTANDING JOURNEY หรือการเดินทางแบบมีระดับ ที่ให้ Option ต่าง ๆ มาอย่างน่าสนใจ
ในส่วนของขนาดตัวรถนั้นเป็นมิติตัวถังภายนอก 4460*1825*1620 มม. ทำให้รถมีขนาดที่ใหญ่ไปสักเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ Segment เดียวกัน ส่วนความยาวของฐานล้อ 2,640 มม. ความยาวของช่วงล้อหน้า/นั้นยาว 1559 มม. และช่วงหน้าล้อหลัง 1569 มม.
ไฮไลท์ภายนอกของ Toyota Corolla Cross
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
ไฟหน้าแบบ LED Projector แบบ Hybrid และไฟ LED Daytime Running Light แบบ Light Grid ระบบควบคุมการเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างไฟฟ้าแบบพับเก็บอัตโนมัติ และ Revise พร้อมด้วยไฟเลี้ยว Moonroof ไฟเบรคแบบ LED เสาอากาศแบบครีบปลาฉลาม ระบบ Smart Entry ล้ออัลลอย 18 นิ้ว
ภายในของ Toyota Corolla Cross
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
สิ่งที่ทำให้ใครหลาย ๆ คน หากซื้อรถของค่ายโตโยต้าแล้ว เลือกที่จะมองข้าม Toyota C-HR มาเลือกซื้อ Toyota Corolla Cross แม้จะเป็นรถในรุ่น Segment เดียวกันแต่ภายในนั้นเรียกได้ว่าต่างกันค่อนข้างจะมาก
โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือภายในที่กว้างขวาง นั่งสบายทั้งบริเวณห้องของผู้ขับและห้องของผู้โดยสาร ทำให้เหมาะแก่การเป็นรถครอบครัว นอกจากนี้ด้านท้ายของตัวรถ ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระปริมาณถึง 487 ลิตร ใส่ของได้มากมายแบบ จะเอาเป็นรถเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดก็เหมาะเช่นกัน
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
ในส่วนของ Option ช่วยเหลือคนขับต้องบอกว่า Toyota ทำออกมาได้ดีจริง ๆ ทั้งในเรื่องของหน้าจอแสดงผลแบบ LED MID ที่สวยมาก ๆ ระบบแอร์ที่ปรับโซนได้ รวมไปถึงยังรองรับ Apple Car Play และ Android Auto อีกต่างหาก
สมรรถนะการขับขี่ของ Toyota Corolla Cross
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
หากคุณกำลังมองหารถ Hybrid ที่ขับได้สนุกแล้วละก็คันนี้ตอบโจทย์คุณอย่างแน่นอน เพราะทางโคโรลล่า ครอสทำออกมาได้อย่างดี โดยเป็นเครื่องยนต์ Hybrid กำลัง 122 แรงม้า (รวมการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป) ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ E-CVT พร้อม Shift Lock ทำให้การขับขี่ของรถคันนี้ทำได้สนุกและเลื่อนไหลเป็นอย่างมาก ในขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 23 กม./ลิตร มาพร้อมกับถังนั้นมันขนาดความจุ 36 ลิตรสำหรับรุ่น Hybrid และ 47 ลิตรสำหรับรุ่น 1.8 Sport
นอกจากนี้เรายังสามารถปรับโหมดการขับรถได้ถึงสามโหมดคือ EV Mode ที่เหมาะในการขับรถแบบนุ่มนวลที่เน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก Sport Mode โหมดสำหรับสายซิ่งโดยเฉพาะ ที่เมื่อเปิดโหมดนี้จะใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ และ Eco Mode ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ทำให้รถของเราสามารถที่จะเดินทางได้ไกลขึ้นนั่นเอง
ระบบความปลอดภัยของ Toyota Corolla Cross
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
หนึ่งในส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับใครที่กำลังจะซื้อรถ คือเรื่องของความปลอดภัย ที่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะช่วยทำให้เรามีชีวิตต่อได้ โดยในรุ่นนี้ Toyota ก็ไม่น้อยหน้า จัดมาให้อย่างเต็มที่สมกับคำว่ารถราคาหลักล้าน ที่รถรุ่นอื่น ๆ หรือใกล้เคียงกันอาจจะไม่มีให้ ยกตัวอย่างเช่น
Blind Spot Monitor ที่ติดมากับกระจกมองข้าง ทำให้ทัศนวิสัยของผู้ขับขี่กว้างมากขึ้น ระบบช่วยเตือนขณะที่ถอยรถ Panoramic View Monitor จากกล้องรอบคันที่จะเข้าจะถอยก็มั่นใจหายห่วง ถุงลมนิรภัย 7 ใบรอบคัน ฯลฯ
Toyota Corolla Cross หรือ C-HR ดี
รูปภาพจากเว็บไซต์ Toyota
คำถามคลาสสิคที่เรามักจะเจอได้ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ รวมถึง Social Media กับศึกสายเลือดร่วมท้องเดียวกันอย่าง Toyota Corolla Cross หรือ Toyota C-HR ดี ที่ราคา,รูปทรง, สเปคของรถแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างกันเลย
หากถามคำถามนี้กับตัวผู้เขียนบทความ ก็ต้องบอกอย่างไม่ยากว่า ณ เวลาที่กำลังเขียนบทความนี้วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2021 เวลา 15.00 น. Toyota Corolla Cross คุ้มค่ากว่ามาก ๆ ในแง่ของการใช้งานในฐานะของรถครอบครัว
โดยหากเราเอารุ่นท็อปของทั้งสองรุ่นมาชนกัน Toyota Corolla Cross Hybrid Safety 2020 ราคา 1,199,000 บาท กับ Toyota C-HR ราคา 1,159,000 บาท ก็จะเห็นได้ว่าด้วยราคาที่แตกต่างกันหลักหมื่น คุณจะได้ในเรื่องของออปชันที่ดีกว่าดังต่อไปนี้ (เอาที่เด่น ๆ)
ห้องโดยสารภายในที่กว้างกว่าโดยเฉพาะโซนด้านหลัง Moonroof ประตูหลังแบบไฟฟ้า พร้อม Kicked Activated ด้านหลังมีที่วางแก้ว
แล้วอะไรที่เราได้ดีกว่าเมื่อซื้อ C-HR
“หล่อกว่า” หากคุณเป็นคนให้ความสำคัญเรื่องของหน้าตา C-HR ดีกว่าแน่นอน ทั้งรูปทรง ล้อของตัวรถ ที่ดีกว่า Toyota Corolla Cross อย่างมาก เบรคมือไฟฟ้า Auto Brake Hold
เพียงเท่านี้คุณน่าจะตัดสินใจซื้อได้แล้วมั้ง(ฮา)
Toyota Corolla Cross มือหนึ่งหรือมือสองดี
คำถามต่อยอดจากข้อด้านบน ที่หากคุณไม่ได้มีเงินถังจนสามารถซื้อรถได้แบบไม่ต้องวางแผนการใช้เงินตั้งแต่ 36 – 84 เดือน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การซื้อรถมือสองถือว่าเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการประหยัดงบ
อ้างอิงจาก Rod.Kaidee.com ที่หากคุณจะซื้อโคโรลล่า ครอสแบบรุ่นปัจจุบัน 2020 คุณจะได้ราคาที่ถูกกว่ามือหนึ่งอยู่ประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งโดยส่วนมากแล้วรถรุ่นนี้มีในตลาดมือสองค่อนข้างที่จะน้อย ดังนั้นซื้อมือหนึ่งไปเลยครับผม
สรุปท้ายบทความ
กล่าวโดยสรุป Toyota Corolla Cross 2020 ถือว่าเป็นหนึ่งในรถ Sub-Compact crossover ที่ค่อนข้างจะครบเครื่องในเรื่องของการใช้งาน มีระบบต่าง ๆ ที่ทาง Toyota ใส่มาให้อย่างคุ้มค่าในราคาขนาดนี้ สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือเรื่องของหน้าตา ที่อาจจะไม่หล่อเท่ากับรถรุ่นอื่น ๆ อันนี้ถือว่าเป็นรสนิยมส่วนบุคคลก็แล้วกัน แต่ถ้าให้แนะนำ ซื้อเถอะ!
อ้างอิง
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด. (2021) Corolla Cross A NEW JOURNEY สืบค้นวันที่ 27 เมษายน 2021, จาก www.toyota.co.th/model/corollacross
Mr.Argus. (2021) เหตุผลที่ควรเลิกขาย Toyota C-HR หมดประโยชน์เมื่อ Corolla Cross เข้ามาแทนแล้ว สืบค้นวันที่ 27 เมษายน 2021, จาก www.autofun.co.th/news/เหตุผลที่ควรเลิกขาย-toyota-chr-หมดประโยชน์เมื่อ-corolla-cross-เข้ามาแทนแล้ว-21746
MoO Cnoe. (2021) Sales Report : ยอดขาย SubCompact Crossover เดือน ธันวาคม 63 : Toyota Corolla Cross อันดับ 1 แตะ 3,000 คัน สืบค้นวันที่ 27 เมษายน 2021, www.headlightmag.com/sales-report-subcompact-crossover-bsuv-dec-2020
Apr 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
Netflix เป็นหนึ่งในแอฟพลิเคชั่นยอดฮิตท่ได้รับความนิยมในประเภทไทย ที่เป็นแหล่งรวมรายการและภาพยนตร์มากมาย ที่พร้อมเสิร์ฟความสนุกสนานให้กับผู้คนทั่วโลก และนอกจากนี้แล้ว รายการแต่งบ้าน ก็เป็นหนึ่งในหมวดหมู่คลิปวิดีโอที่น่าสนใจไม่แพ้หมวดอื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น เพราะนอกจากจะมีเคล็ดลับการแต่งบ้านด้วยวิธีง่าย ๆ แล้ว รายการแต่งบ้าน ที่เรากำลังจะมาพูดถึงกัน ก็ยังมีไอเดียการดีไซน์บ้านแบบต่าง ๆ ที่รับรองว่า ถ้าคุณดูแล้วต้องได้แรงบันดาลใจไปเยอะแยะแน่นอน แล้วจะมีรายการอะไรบ้าง มาดูกัน
หา รายการแต่งบ้าน ที่ไหนดี ?
นอกจาก Netflix แล้ว ยังมีเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายที่แบ่งปันไอเดียการแต่งบ้านสุดแปลกให้กับคุณได้ทั้ง Youtube แหล่งรวมคลิปวิดีโอทั่วโลก Pinterest เว็บไซต์ที่รวบรวมไอเดียงานศิลปะและการตกแต่งบ้านไว้ในที่เดียว Google ที่เราสามารถเสิร์ชหาข้อมูลการตกแต่งบ้านได้มากมาย ซึ่งอาจจะไปพบ รายการแต่งบ้าน ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจก็ได้นะ หรือจะเป็นบน โทรทัศน์ ช่องต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันนิยมแบ่งปันการตกแต่งบ้านของดาราเซเลปชื่อดังต่าง ๆ เป็นแรงบันดาลใจให้คุณ
7 รายการแต่งบ้านใน Netflix
STAY HERE ที่นี่กำไรงาม
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
‘STAY HERE ที่นี่กำไรงาม’ เป็นรายการแต่งบ้านที่บอกเล่าเรื่องราวการรีโนเวทบ้าน เพื่อสร้างกำไรจากไอเดียของ 2 มืออาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง Genevieve Gorder นักออกแบบภายใน และ Peter Lorimer ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นทั้งคนดำเนินรายการและให้ความรู้เรื่องอสังหาฯ ทั้งด้านการออกแบบภายใน การสร้างกำไรจากธุรกิจ และการวิเคราะห์ธุรกิจ เรียกได้ว่า อิ่มทั้งความรู้และความเพลิดเพลินจริง ๆ
จำนวนซีซั่น 1 ซีซั่น
จำนวนตอน 8 ตอน
ความยาว 30 นาที
Amazing Interiors อัศจรรย์ตกแต่งภายใน
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
‘Amazing Interiors อัศจรรย์ตกแต่งภายใน’ รายการแต่งบ้าน ที่เป็นสวรรค์ของคนบ้าการตกแต่งภายใน เพราะที่รายการนี้เต็มไปด้วยไอเดียการตกแต่งภายในมากมาย ที่มีแรงบันดาลใจจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ในฝัน สัตว์โปรด สีที่ชอบ หรือแม้แต่ภาพยนตร์สยองขวัญ ให้กลายเป็นบ้านที่แสนจะแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร !
จำนวนซีซั่น 1 ซีซั่น
จำนวนตอน 12 ตอน
ความยาว 30 นาที
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
‘The World’s Most Extraordinary Homes มหัศจรรย์บ้านบันลือโลก’ รายการสารคดีการออกแบบบ้านโดยพิธีกรอย่าง Piers Taylor สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ที่จะพาคุณไปชื่นชมการออกแบบบ้านสวย ๆ แถมยังโดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน และยังพูดคุยถึงเหตุผลและอุปสรรคในการสร้างบ้านหลังนั้นว่า ยากเย็นขนาดไหน แล้วมันสะท้อนเจ้าของบ้านอย่างไรกัน
จำนวนซีซั่น 3 ซีซั่น
จำนวนตอน 12 ตอน
ความยาว 45-60 นาที
Tiny House Nation บ้านเล็กพออยู่พอเพียง
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
ถ้าหากคุณคิดว่าบ้านหลังเล็กจะไม่อยู่สบาย รายการแต่งบ้าน อย่าง ‘Tiny House Nation บ้านเล็กพออยู่พอเพียง’ จะทำให้ความคิดของคุณเปลี่ยนไป รายการนี้เป็นรายการที่สองพิธีกร John Weisbarth และ Zack Giffin จะเดินทางไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อออกแบบบ้านขนาดเล็กจิ๋วที่มีดีไซน์เจ๋ง ๆ แก่ผู้ที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ให้มีบ้านในฝันแบบที่พวกเขาต้องการ
จำนวนซีซั่น 2 ซีซั่น
จำนวนตอน 17 ตอน
ความยาว 40 นาที
Interior Design Masters อินทีเรีย ดีไซน์ มาสเตอร์
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
จะเป็นอย่างไรเมื่อผู้แข่งขัน 10 คนต้องเข้ามาแข่งกันตกแต่งบ้านในรายการ ‘Interior Design Masters อินทีเรีย ดีไซน์ มาสเตอร์’ รายการแห่งความท้าทายในการปรับปรุงอสังหาฯ เก่า ทั้งบ้าน ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย หรือร้านค้า ให้สวยเก๋เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ โดยมีกรรมการอย่าง Michelle Ogundehin จาก อดีตบรรณาธิการบริหาร Elle Decoration นิตยสารตกแต่งบ้านชื่อดัง เป็นผู้ตัดสินว่า ใครกันจะเป็นผู้ชนะในรายการ
จำนวนซีซั่น 1 ซีซั่น
จำนวนตอน 8 ตอน
ความยาว 40-50 นาที
Dream Home Makeover เนรมิตบ้านในฝัน
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
‘Dream Home Makeover เนรมิตบ้านในฝัน’ รายการที่มอบไอเดียการรีโนเวทบ้านใหม่ โดยสองสามีภรรยานามว่า Syd และ Shea McGee ที่แต่ละตอนทั้งคู่ก็จะต้องออกแบบบ้านใหม่ให้กับลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งทุกหลังก็เรียกได้ว่าง่าย ไม่ยุ่งยาก และสมกับงบที่เสียไปอีกด้วย
จำนวนซีซั่น 2 ซีซั่น
จำนวนตอน 12 ตอน
ความยาว 30 นาที
Instant Hotel สุดยอดที่พักชนะใจ
ขอบคุณรูปจาก: Netflix
‘Instant Hotel สุดยอดที่พักชนะใจ’ รายการแข่งขันตกแต่งบ้านของตนเอง ให้กลายเป็นที่พักในเมืองต่าง ๆ ของประเทศออสเตรเลีย ผ่านการตัดสินของกรรมการและตัวผู้เข้าแข่งขัน ที่ผลัดกันไปค้างคืนให้ครบทุกหลัง จนเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งเศร้า ดราม่า ดีใจ หรือความว้าว ในการตกแต่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาที่สวยงามเหลือเกิน
จำนวนซีซั่น 2 ซีซั่น
จำนวนตอน 18 ตอน
ความยาว 40-50 นาที
สรุปรวม รายการแต่งบ้าน ใน Netflix
และนี่คือ รายการแต่งบ้าน ในเว็บไซต์ Netflix ที่ถ้าคุณดูแล้วจะชอบและมีไอเดียใหม่ ๆ ไปแต่งบ้านของคุณให้สวยงามมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้แล้ว ที่ Netflix ยังมาพยนตร์ ซีรี่ส์ และรายการต่าง ๆ อีกมากมาย ให้ทุกท่านชมช่วง Work From Home
ถ้าใครดูแล้วอยากแต่งบ้านบ้าง ก็ลองเข้ามาหาไอเดียหรือจะซื้อบ้านหลังใหม่ใน Kaidee Property ดู คุณอาจจะได้อสังหาฯ สวย ๆ ที่ถูกใจก็ได้นะ
อ่านบทความ หนังดัง คนบ้าอินทีเรีย ดีไซน์ ไม่ควรพลาด !