ที่สุดของเพนต์เฮ้าส์ พัทยา

ที่สุดของเพนต์เฮ้าส์ พัทยา

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เสน่ห์ของเมืองพัทยาได้ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วทุกมุมโลกอย่างกว้างขวาง ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ได้ละทิ้งชื่อเสียงเสียๆ หายๆ ของพัทยาในอดีตให้กลายเป็นเมืองชายหาดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอีกแห่งของประเทศไทยอย่างในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่อสังหาฯ ประเภทรีสอร์ตในพัทยาจะได้รับความนิยมตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกค้าระดับครอบครัว ทั้งนี้เนื่องจากรีสอร์ตส่วนใหญ่ในเมืองพัทยานั้น สามารถให้บรรยากาศการพักผ่อนอย่างสากลได้อย่างแท้จริง 

นอกจากนี้อสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในเมืองพัทยาเอง ก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย ผู้เกษียณอายุ รวมไปจนถึงเศรษฐีชาวไทย ซึ่งเลือกให้เมืองพัทยาเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับบั้นปลายชีวิตด้วยนั่นเอง

เหตุใดความต้องการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในพัทยาจึงมีปริมาณสูงขึ้น 

จริงๆ แล้วเทรนด์ความนิยมอสังหาฯ ในพัทยาได้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทั้งนี้เนื่องด้วยโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดพัทยาที่ประกอบไปด้วยทางหลวงสำคัญหลายแหล่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้พัทยากลายเป็นปลายทางการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของคนกรุงเทพฯ อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ สนามบินอู่ตะเภาในพื้นที่ใกล้เคียง ก็มีส่วนช่วยให้การเดินทางเข้า-ออกพัทยาเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

สำหรับคนที่รักความหรูหรา และ ความสะดวกสบายในการพักผ่อน เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นั้นของคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

คอนโดมิเนียม โครงการ One Tower พระตำหนัก
รูปจาก: One Group Development

และหากใครที่กำลังตามหาที่อยู่อาศัยบนความหรูหรา ที่ผสมผสานความเงียบสงบได้อย่างลงตัว อย่าได้มองข้ามบริเวณเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา เป็นอันขาด เพราะไม่เพียงแต่ที่บริเวณเขาพระตำหนักจะขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวเมืองพัทยาที่งดงามที่สุดแล้ว ในบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของคอนโดระดับไฮเอนด์อย่างโครงการ One Tower ซึ่งมีเพนต์เฮ้าส์สุดหรูเป็นจุดเด่นของโครงการอีกด้วย และเมื่อไม่นานมานี้ เพนต์เฮ้าส์ของโครงการได้ลดราคาลงไปถึง 10 ล้านบาท เหลือเพียง 45 ล้านบาทเพียงเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาเพนต์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ หรือ พื้นที่อื่นๆ ในเอเชีย 

ทำไมเพนต์เฮ้าส์ที่พัทยาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

คอนโดมิเนียม โครงการ One Tower พระตำหนัก
รูปจาก: One Group Development

เป็นที่ทราบกันดีว่าพัทยาเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเปรียบเสมือนเมืองหลวงอีกแห่งของไทย ซึ่งความครบครันดังกล่าว สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี 

เพนต์เฮ้าส์จากโครงการ One Tower เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บ่งบอกของความสมบูรณ์แบบที่เมืองพัทยาได้มอบให้กับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ด้วยขนาดเพนต์เฮ้าส์ที่กว้างขวาง ประกอบไปด้วยห้องนอนกว่า 5 ห้อง และ ห้องน้ำมากถึง 6 ห้อง อีกทั้งยังมาพร้อมกับวิวทิวทัศน์ตระการตาของทะเลอ่าวไทย และ ดีไซน์ห้องที่ถูกออกแบบตามอย่างมาตรฐานตะวันตก ซึ่งผสมผสานความหรูหรา และ ความเป็นส่วนตัวอย่างลงตัว เพนท์เฮาส์จากคอนโด One Tower จึงเป็นอีกทางเลือกที่คุ้มค่าเกิดราคา

Prestige Properties ตัวช่วยให้คุณตามหาเพนต์เฮ้าส์ในฝันได้อย่างที่ต้องการ 

ที่ Prestige Properties เรารวบรวมรายชื่ออสังหาฯ ที่ดีที่สุดในพัทยา รวมถึงเพนต์เฮ้าส์ในพื้นที่มากมายขึ้นมาเพื่อสร้างตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับคุณ ซึ่งโดยส่วนมากคุณสมบัติของเพ้นท์เฮ้าส์ที่ดีนั้น ทำเลที่ตั้งของโครงการถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเพนต์เฮ้าส์ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ติดชายทะเลนั่นเอง ยกตัวอย่างทำเลที่ตั้งที่ดีสำหรับอสังหาฯ แบบเพนต์เฮ้าท์ เช่น บริเวณเขาพระตำหนัก พัทยากลาง นาจอมเทียน และ ที่ขาดไม่ได้เลยคือในบริเวณวงศ์อมาตย์ ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งของโครงการคอนโดมิเนียมระดับ High-Rise ชั้นเลิศ อย่างโครงการ The Palm ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่วิวนาเกลือ และ ปราสาทสัจธรรมอันมีชื่อเสียง ซึ่งให้บรรยากาศความเงียบสงบได้อย่างไร้ที่ติ เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง

คอนโดมิเนียม โครงการ The Palm วงศ์อมาตย์
รูปจาก: The Palm Wongamat Beach

ในส่วนของบริเวณเขาพระตำหนัก นับว่าเป็นทำเลทองของโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์เมืองพัทยาก็ว่าได้ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์มากมาย 

ดังที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น โครงการ One Tower เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มองข้ามไม่ได้สำหรับที่อยู่อาศัยบริเวณเขาพระตำหนัก ด้วยความหรูหราผสมผสานกับบรรยากาศธรรมชาติ ให้คุณได้พักผ่อนชาร์ตพลังได้อย่างเต็มที่ 

อีกหนึ่งโครงการหรูย่านเขาพระตำหนัก ได้แก่ โครงการ The Amari ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่มาพร้อมกับดีไซน์หน้าต่างความสูงแบบ Floor to ceiling ให้คุณได้ดื่มด่ำวิวสุดตระการตาของแหลมบาลีฮาย พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวที่เหนือกว่าด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว ปิดท้ายบริเวณเขาพระตำหนักกับโครงการ The Royal Cliff Garden ที่มาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบบนพื้นที่ใช้สอยขนาด 4 ห้องนอน  4 ห้องน้ำ พร้อมวิวสุดลูกหูลูกตาแบบไร้สิ่งกีดขวาง ด้วยราคาสุดคุ้มอย่างไม่น่าเชื่อ

คอนโดมิเนียม โครงการ Sugar Beach
รูปจาก: Pattaya Prestige Property

และหากโครงการที่กล่าวมาข้างต้น  ยังตอบไม่ตรงจุดที่คุณต้องการ โครงการ Sugar Beach อาจเป็นอีกตัวเลือกที่สามารถเติมเต็มช่องว่างที่คุณกำลังตามหาได้

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงทำเลยอดนิยม ‘พัทยากลาง’ คงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ และ เป็นทำเลที่อยู่อาศัยในฝันของใครหลายคน ซึ่งหากคุณกำลังมองหาคอนโดบริเวณพัทยากลาง โครงการ The Northshore นั้น คือคำตอบ ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนเลียบหาดพัทยา ในซอย 5 ซึ่งรายล้อมไปห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหารชื่อดัง อีกทั้งยังง่ายต่อการเดินทางด้วยถนนที่เชื่อมต่อเข้าถึงทางหลวงสายสำคัญ และที่สำคัญด้วยพื้นที่กว่า 455 ตร.ม ส่งผล The Northshore เป็นตัวเลือกที่อยู่อาศัยชั้นเลิศในเมืองพัทยาอีกแห่ง 

โครงการ Mövenpick Siam Hotel
รูปจาก: Pattaya Prestige Property

และสำหรับใครที่กำลังตามหาที่อยู่อาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากตัวเมือง โครงการ Movenpick Residences ซึ่งตั้งอยู่ในตำบล นาจอมเทียน สามารถมอบความสงบที่คุณกำลังตามหาได้แน่นอน โดยเพนต์เฮ้าท์ของ Movenpick Residences นั้นมาพร้อมวิวห้องที่ให้คุณได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของโอเชียนมารีน่า และ หมู่เกาะรอบนอกเมืองสัตหีบ อีกทั้งตัวโครงการยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์การค้าชื่อดังอย่าง Iconsiam ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ Movenpick Residences เป็นคอนโดมิเนียมที่สุดแห่งความหรูหรา ระดับ 5 ดาว ระดับโลกอย่างแท้จริง

ทำไมการเลือกตัวแทนอสังหาฯ ที่ดีจึงมีความสำคัญ

พัทยาเป็นจังหวัดที่มีตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งจะมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับล่าง-กลาง เป็นหลัก ซึ่งอาจจะขาดความรู้ และ เข้าใจถึงอสังหาฯ ที่ลูกค้าต้องการจริงๆ 

ที่ Prestige Properties เราศึกษา และ ทำความเข้าใจถึงความต้องการของคุณอย่างละเอียด และด้วยการบริการชั้นเลิศ บวกกับความเชี่ยวชาญของทีมงานผู้มีความรู้ด้านอสังหาฯ ในท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณจึงมั่นใจได้ว่า คุณจะได้พบกับอสังหาฯ อย่างที่หวังไว้อย่างแน่นอน 

Prestige Properties ภูมิใจและสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราได้รับความไว้วางใจจากผู้ซื้อ ผู้ขาย และ นักพัฒนากลุ่มคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ และ ระดับกลาง แถวหน้าของประเทศไทยหลายเจ้า ในตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เราสร้างความสัมพันธ์ระดับมืออาชีพ และ สั่งสมประสบการณ์ความสำเร็จมากมาย เพื่อให้ลูกค้าของเราสามารถวางใจได้ว่าพวกเขาจะอยู่ในความดูแลของมืออาชีพ

อสังหาฯ ประจำเดือน 

ในแต่ละเดือน Prestige Properties จะทำการคัดเลือกอสังหาฯ ระดับไฮเอนด์ ที่สามารถมอบความแตกต่างที่เหนือกว่าขึ้นมา โดยในเดือนนี้ อสังหาฯ ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ ห้องประเภทเพ้นท์เฮ้าส์จากโครงการ One Tower ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเขาพระตำหนัก เมืองพัทยานั่นเอง นอกเหนือจากส่วนลดสุดคุ้มแล้ว วิวทะเลที่สวยงาม และ ความกว้างขวางของขนาดห้องภายในกว่า 365 ตร.ม. ทำให้ Prestige Properties ไม่อาจมองข้ามโครงการ One Tower ไปได้ นอกจากนี้เพนต์เฮ้าส์ของ One Tower ยังมาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น รวมไปจนถึงห้องครัวที่ครบครันไปด้วยอุปกรณ์ทำครัว เรียกได้ว่าตอบโจทย์เชฟมืออาชีพอย่างแน่นอน

คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพได้จากระเบียงห้องความกว้าง 100 ตร.ม บนความสูงที่ชั้น 18 พร้อมดื่มด่ำกับประสบการณ์ความเป็นส่วนตัวเหนือคำบรรยายกับพื้นที่ Lounge และ สระว่ายน้ำส่วนตัว ซึ่งไม่ว่าคุณจะต้องการพักผ่อนคนเดียว กับครอบครัว หรือ กับเพื่อนฝูง ก็ทำได้

ในส่วนของทำเลที่ตั้ง ถือว่าสมบูรณ์แบบ โดยโครงการ One Tower ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกอล์ฟ 9 หลุม ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟแห่งเดียวในเอเชียพัทยา อีกทั้งยังใกล้กับชายทะเลในระยะที่สามารถเดินได้ นอกจากนี้ ตัวโครงการยังถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ถนนคนเดิน ห้างสรรพสินค้า และ สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ให้คุณได้รู้สึกว่าทุกอย่างในโลกนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ Pattaya Prestige Properties

รีวิว Haval Jolion ไฮบริดเอสยูวี สมาร์ทรอบคัน ออปชันแน่น คุ้มค่า 9.9 แสนบาท !

รีวิว Haval Jolion ไฮบริดเอสยูวี สมาร์ทรอบคัน ออปชันแน่น คุ้มค่า 9.9 แสนบาท !

“Haval Jolion รถอเนกประสงค์ B – SUV พลิกโฉมด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ขุมพลังเบนซินไฮบริด 1.5 ลิตร มี 3 รุ่นย่อย Tech, Pro และ Ultra”

Jolion รถยนต์อเนกประสงค์ จาก Haval ผู้ท้าชิงใน Segment กลุ่ม B – SUV ตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แม้ชื่อชั้นอาจดูใหม่ แต่บอกเลยว่าเจ้าสิงโตอารมณ์ดี Jolion ก็มีทีเด็ด บวกกับความน่าสนใจในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตผสานความทันสมัยอย่างลงตัว ภายในกว้างขวาง อัดแน่นด้วยฟังก์ชัน และพลังขับเคลื่อน HEV ให้มาครบทั้ง 3 รุ่นย่อย Tech, Pro และท็อปสุด Ultra ด้วยราคาไม่ข้ามล้าน ! 

ก่อนหน้านี้ Kaidee Auto เคยเล่าถึงปฐมบทแห่งปรากฎการณ์ “Haval Jolion ผู้สร้างตำนานยอดขาย 5,000 คัน ใน 20 วัน” ไปเรียบร้อยแล้ว และในครั้งนี้ก็ได้รับโอกาสพิเศษจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ส่งรถมาให้ทีมงานได้ทดลองขับถึง 4 วันเต็ม ยิ่งขับก็ยิ่งสนุก จนติดใจ ไม่อยากส่งคืน

ย้ำกันตรงนี้ “เคลียร์คัท” กันก่อนเลยว่า นี่เป็นบทความรีวิว จึงไม่ใช่การทดสอบ สิ่งที่ทีมงานได้สัมผัส เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง มีอะไรเป็นจุดเด่น หรือฟังก์ชันไหนน่าสนใจ เรารวมมาให้แล้ว 

Haval Jolion เปิดตัวพร้อมจำหน่าย มี 3 รุ่นย่อย

  • Haval Jolion รุ่น Tech ราคา 879,000 บาท*
  • Haval Jolion รุ่น Pro ราคา 939,000 บาท*
  • Haval Jolion รุ่น Ultra ราคา 999,000 บาท*

GWM ส่ง Haval ลุยตลาดรถ SUV สดใหม่ ล้ำสมัย และให้เยอะ !

ก่อนจะไปถึงการรีวิว ต้องให้ข้อมูลในเบื้องต้น เพื่อปูพื้นฐานสู่ความเข้าใจที่ตรงกันว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ – Great Wall Motor” เรียกย่อ GWM เป็นบริษัทเชี่ยวชาญในรถยนต์อเนกประสงค์และรถกระบะจากจีน ก่อตั้งในปี 1984 เป็นผู้นำอันดับ 1 ด้านยอดขายแดนมังกรมาโดยตลอด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด ด้วยการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ผ่าน 4 แบรนด์หลัก แบ่งกลุ่ม เจาะตลาด “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ชัดเจน โดยในส่วนของ Haval เน้นไปที่รถอเนกประสงค์, Ora ขายรถยนต์ EV พลังงานไฟฟ้า, GWM Pickup เป็นแบรนด์รถกระบะ และสุดท้าย WEY แบรนด์รถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการอัปเกรดให้เป็นแบรนด์ลักชัวรี

สรุป… ทั้ง 4 แบรนด์อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันของบริษัทแม่ “เกรท วอลล์ มอเตอร์” โดยล่าสุดในไทยเน้นทำตลาดด้วย 2 แบรนด์หลัก ก็คือ Haval และ Ora รู้แบบนี้แล้วจะได้ไม่งง หายสงสัยว่าทำไมจึงมีหลายชื่อเรียก 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการปี 2563 เริ่มจากแนะนำแบรนด์ Haval ที่มีการเปิดตัวพร้อมจำหน่าย H6 รถยนต์ไฮบริดเอสยูวีในเดือนมิถุนายน 2564 ได้การตอบรับค่อนข้างดี แล้วตามมาด้วยน้องเล็ก Jolion ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ด้วยการตลาดที่แปลกใหม่ “เปิดก่อน – ราคามาทีหลัง”   

H6 และ Jolion แตกต่างกันอย่างไร ? 

Haval ชัดเจนว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ SUV แต่ทีนี้ก็มีข้อสงสัยตามมาว่า H6 ที่เปิดตัวก่อน กับเจ้าสิงโตน้อย Jolion มีความแตกต่างกันอย่างไร ?

อธิบายให้เข้าใจง่าย เพราะบางคน (อาจจะ) มองว่าทั้งคู่มีรูปลักษณ์คล้ายกัน บ้างก็คิดมโนไปเองว่า ทำตลาดทับซ้อน แล้วหันมาเฉือนเนื้อกินกันเอง… หรือเปล่า ? แต่ในความเป็นจริงทั้ง H6 และ Jolion มีการออกแบบ เป้าหมายทางการตลาด กลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง และราคาที่แตกต่างชัดเจนนะ 

Haval H6 ถูกวางให้เป็นรถ SUV ขนาดกลาง ตัวถังใหญ่ มีความพรีเมียม บุคลิกความเป็นผู้ใหญ่ ดูภูมิฐาน หรูหรา สวมบทบาทความเป็นรถครอบครัว ด้วยราคาเริ่มต้น 1.14 ล้านบาท

ในขณะที่ Haval Jolion เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก B – SUV ใส่ดีเอ็นเอความโฉบเฉี่ยว ดีไซน์สปอร์ต ตัวถังเล็กกว่า H6 แต่ก็ใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน ดูเป็นวัยรุ่น ด้วยราคาเริ่มต้นเร้าใจสุด ๆ เพียง 879,000 บาท อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย จัดว่าให้มาเยอะที่สุดในท้องตลาด 

รีวิว Jolion สมาร์ท SUV จุใจด้วยออปชัน ขุมพลังไฮบริด

สำหรับ Haval Jolion คันที่ทีมงานได้มารีวิวเป็นรุ่นท็อปสุด Ultra เมื่อเห็นครั้งแรก ก็ต้องบอกตามตรงว่าดีกว่าที่คิดไว้ คันจริงสวยกว่าที่เห็นตามสื่อค่อนข้างเยอะ ดีไซน์ล้ำสมัย ตัวถังแบบรถอเนกประสงค์ 5 ประตู มีฝาท้ายตัดลง ทำมุมเกือบจะ 90 องศา ให้ความบึกบึนและแข็งแกร่ง 

Jolion ไม่ได้ชูจุดเด่นเพื่อแข่งขันในเรื่องราคา เพราะเอาเข้าจริงค่าตัวที่ต้องจ่าย แม้ในรุ่นเริ่มต้นก็ไม่จัดว่าถูก แต่ทาง Haval เลือกใส่ออปชันมาให้ล้น ๆ ด้วยราคาที่เกินคุ้ม และทุกรุ่นยังมาพร้อมขุมพลังไฮบริด HEV อีกด้วย

ดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์ Haval Jolion ไฟหน้าล้ำสมัย เส้นตัวถังก็แตกต่าง

Jolion ใช้การออกแบบในลักษณะหน้ายาวแต่ท้ายตัด มิติตัวถัง ยาว 4,472 มิลิเมตร กว้าง 1,841 มิลลิเมตร สูง 1,619 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร นับเป็นรถที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม B – SUV 

เส้นสายตัวถังลาดเอียงลงมาด้านหน้า มอบความโฉบเฉี่ยวอย่างลงตัว มีของเล่นให้มาเยอะ โดดเด่นที่สุดคงต้องยกให้กับระบบไฟ LED รอบคัน ไฟหน้าแบบ 3 ดวง ตัดกรอบด้วยสีน้ำเงิน ล้อมไว้ในกรอบเดียวกัน ยกระดับความหรูหรา 

พร้อม Daytime Running Light รูปทรงตัว J กลับหัว ลากยาวล้อมไฟหน้าและไฟเลี้ยว มีระบบ Welcome Light เมื่อปลดล็อกตัวรถ ไฟจะเต้นและกระพริบเป็นจังหวะ ถ้าว่ากันตามจริง ก็คงไม่ได้ใช้งานอะไร แต่มีไว้อวดด้วยความแปลกใหม่ ก็คงไม่ติด นอกจากนี้ยังมีไฟส่องสว่างหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เมื่อลองใช้งานจริง แสงไฟสว่างมาก ๆ จัดว่าดี หากคุณต้องจอดรถในที่มืด

กระจังหน้า Star Matrix เหนือระดับที่สุดในคลาส

โดดเด่นและหรูหราในระดับไฮเอนด์ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ Star Matrix มีครบทั้ง 3 รุ่นย่อย จัดวางตำแหน่งไว้อย่างลงตัว เพิ่มความคมเข้ม ทำให้รถมีจุดเด่นชัดเจน จับคู่กับไฟเลี้ยว LED ที่เป็นเส้นแนวนอนขนาดใหญ่ (มาก) ดีไซน์ไม่เหมือนใคร นับให้แล้วมีทั้งหมด 11 เส้น สว่างชัดเจน และดูสวยไปอีกแบบ

LED เต็มระบบ หลังคา Panoramic Sunroof ในรุ่น Ultra

Jolion มาพร้อม LED เต็มระบบรอบคัน เริ่มตั้งแต่ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรกทั้งก้อนหลักและดวงที่ 3 มีช่องดิฟฟิวเซอร์ที่ท้ายรถด้านล่าง พร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้อแม็กใช้สีทูโทนขนาด 18 นิ้ว

โดยในรุ่นท็อปสุด Ultra มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic เต็มบาน ใครจะเชื่อว่า… รถราคาไม่ถึงล้าน เดี๋ยวนี้มีหลังคาแก้วพร้อมระบบ เปิด-ปิด อัตโนมัติให้ใช้แล้ว ในขณะที่รถยนต์ SUV บางรุ่น ราคาขายข้ามล้านยังไม่มีออปชันที่ว่านี้ด้วยซ้ำ

ห้องโดยสารสไตล์มินิมอล เรียบหรู อัดแน่นด้วยฟังก์ชัน

เมื่อเปิดประตูเข้ามานั่งในห้องโดยสาร สัมผัสได้ถึงความเรียบหรู ด้วยสีทูโทน “ดำ-เทา” ที่ออกแนวมินิมอล สะอาดตา จัดวางปุ่มกดไว้ในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย และเลือกเฉพาะปุ่มสำคัญเหลือไว้ให้น้อยที่สุด เพียงแค่ 8 ปุ่ม คือ ควบคุมแอร์, กล้อง, ระบบช่วยจอด และปุ่มปิดหน้าจอ รวมไปถึงที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย ปุ่มเกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter เข้าเกียร์ด้วยการบิดที่ตัวปุ่ม

ห้องโดยสารออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ Future Intelligent Cockpit ควบคุมและสั่งการผ่าน 3 หน้าจออัจฉริยะ เริ่มจากหน้าจอตรงกลาง Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว*, เรือนไมล์เป็นจอ Multi Information Display ขนาด 7 นิ้ว และมีหน้าจอ Head-up Display แสดงข้อมูลการขับขี่ยิงขึ้นกระจกหน้า พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันมาให้ด้วย

กว้างขวาง โดยสารสะดวกสบาย เพิ่มพื้นที่ด้วยเบาะพับได้

สะดวกสบายด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ แผงคอนโซลกลางและด้านข้างประตูถูกบุด้วยวัสดุ Soft Touch เบาะคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง แถมมีระบบระบายความร้อนในเบาะให้มาอีกด้วย ข้ามมาในส่วนของเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง สามารถปรับพับแยก 60 : 40 ให้หมอนพิงศีรษะทุกที่นั่ง พร้อมแอร์หลัง และช่องชาร์จไฟ USB การวางเลย์เอาท์ทำได้ค่อนข้างดี หลังคาสูงโปร่ง ไม่อึดอัด นั่งสบายทุกที่นั่ง ไม่เบียด พิงตัวได้แบบหลวม ๆ เหมาะกับการเดินทางในทุกทริป 

จอทัชสกรีนกว้างที่สุด 12.3 นิ้ว ควบคุมง่าย แค่ทัชแล้วกด

ส่วนการตั้งค่าของตัวรถทั้งหมด ต้องเข้าไปเซ็ตอัพผ่านจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้วเท่านั้น แอร์ดิจิทัล แยกซ้ายและขวา รองรับ Apple Carplay, MP3, JOOX และมีระบบนำทาง ในส่วนของหน้าจอความละเอียดสูงจัดวางไว้อย่างโดดเด่น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของตัวรถ ใช้งานง่าย มีเมนูภาษาไทยที่อ่านรู้เรื่อง ตอบสนองไวในระดับที่รับได้ 

ข้อดีมีเยอะ แต่ถ้าให้ติเพื่อก่อ ก็เห็นจะเป็นการตั้งค่าบางอย่าง แม้หาจนเจอไม่ยาก แต่ก็ต้องเข้าไปลึก 2 – 3 หน้า ทว่าหากคุณเป็นเจ้าของ Jolion ได้ขับทุกวัน ความเคยชินจะทำให้คุณใช้งานได้คล่องขึ้น ก็เหมือนกับรีโมททีวีนั่นแหละ ไม่ต้องดูปุ่มกด ก็เปลี่ยนช่องถูก จริงมั้ย ?

ระบบ Voice Command สั่งการด้วยเสียง

สามารถสั่งการด้วยเสียงเพื่อควบคุมตัวรถได้หลายฟังก์ชันง่าย ๆ เพียงพูดว่า “สวัสดี HAVAL” แล้วสั่งงานได้เลย เช่น สั่งเปิด-ปิด Panoramic Sunroof, ปรับพัดลมแอร์ ปรับอุณหภูมิแอร์ เปิด JOOX รวมไปถึงค้นหาสถานที่ใน Map ได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่ Intelligent และสะดวกสบายมาก ๆ  

รถ SUV ขุมพลังไฮบริด อัตราเร่งดี ขับสนุกไม่เป็นรอง

Jolion ทั้ง 3 รุ่นย่อยมาพร้อมขุมพลัง HEV เบนซิน ไฮบริด หายใจเองไม่มีเทอร์โบ เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันทั้งหมด โดยจากการทดลองขับตลอดทั้ง 4 วัน จัดว่าเป็นทางเลือกหลักที่น่าสนใจ แม้ตัวรถมีขนาดตัวถังและน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ แต่การออกตัวทำได้ดี รวมไปถึงอัตราเร่งก็มาไว ไม่รอรอบ โดยความเร็วไม่เกิน 100 กม. / ชม. ให้การตอบสนองได้ไวตามคันเร่งที่เรากด พวงมาลัยแม่นยำ มีระยะฟรีเล็กน้อย แต่สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ 

ระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ควบคุมง่าย มั่นใจเอารถอยู่ แต่อาจจะต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่ และเรียนรู้อยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่ทั้งคนและรถต้องปรับจูนเข้าหากัน 

เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้า พลัง 190 แรงม้า

สมรรถนะความแรงมากที่สุดในกลุ่ม B – SUV ของ Haval Jolion มาจากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร ระบบหัวฉีด Multi-point fuel injection พลัง 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 5,200 รอบ/นาที 

เมื่อผนึกกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า Jolion มีพลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DHT ตอบสนองทันใจ มาไวเหมือนใจสั่งมา 

ช่วงล่างเซ็ตมาดี สมดุล ไม่นุ่ม ไม่กระด้าง

อีกหนึ่งความดีงามต้องยกให้ระบบช่วงล่าง ซึ่งทาง Haval ทำการบ้านมาดี รู้และเข้าใจว่าลูกค้าไทยชอบรถที่มีความนุ่มนวลในระดับไหน การเซ็ตอัพช่วงล่างในแบบสมดุล ซับแรงสั่นสะเทือนได้ค่อนข้างดี ทดลองขับผ่านตัวสะดุดลูกระนาด ตัวรถค่อนข้างนุ่มนวล ไม่มีอาการกระด้างให้เห็น และมีความหนึบในระดับที่มั่นใจได้ เมื่อใช้ความเร็วสูงเกิน 100 กม./ชม. ตัวรถไม่มีเสียอาการ หรือ โยนโค้งให้เห็น

ความปลอดภัยใส่ให้แน่นทั้งคัน จัดเต็มไม่หวงของ

อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยและฟังกชันอำนวยความสะดวกยกเซ็ต เริ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง, ระบบการช่วยเหลือและเพิ่มความปลอดภัยในการขับ ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนในมุมอับสายตา, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบเข้าโค้ง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA), ระบบช่วยจอดทั้ง 3 รูปแบบ (IIP) จอดขนาน – ถอยจอดเข้าซอง – จอดเฉียงด้านข้าง, ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) กล้องความละเอียดสูงแบบ 360 องศา บอกเลยว่าชัดมาก ฯลฯ

นอกจากนี้ Jolion สามารถสั่งการและควบคุมรถผ่าน GWM Application ได้อีกด้วย นับเป็น Smart SUV อย่างแท้จริง เติมเต็มชีวิตเจเนอเรชันใหม่ ให้ขับเคลื่อนได้อย่างลงตัว

Jolion สิงโตอารมณ์ดี คุ้มค่าน่าใช้ 1 ล้านยังมีทอน !

รีวิวที่ดี… ต้องมีราคา ! แต่ก่อนจะบอกราคา ทีมงานต้องขอบอกก่อนว่า ระบบต่าง ๆ ของ Jolion จากการทดลองใช้งาน ทั้งเส้นทางในเมือง รถวิ่งช้า ๆ สลับหยุดนิ่ง และใช้รอบความเร็วในเส้นทางชานเมือง ระบบความปลอดภัยทำงานได้ค่อนข้างเสถียร ไม่หน่วง ไม่ช้า ไม่มีปัญหา Error แจ้งเตือนทุกอย่าง จนบางครั้งก็แอบ มีเอ๊ะ! เตือนมากไปหรือเปล่า แต่ทั้งหมดต้องยอมรับว่า Haval พัฒนาเจ้า Jolion ออกมาได้ดีจริง ๆ  

Jolion ใส่ออปชันมาให้แน่น ๆ ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้ม และให้ครบจุใจยิ่งขึ้นในตัวท็อป ระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด เครื่องยนต์ขุมพลัง 190 แรงม้า ตอบสนองดี พลังเยอะที่สุดในกลุ่ม B – SUV มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเงียบ อาจมีเสียงดังขึ้นเมื่อสลับเป็นเครื่องยนต์ รุ่นท็อปสุดราคา 999,000 บาท* จัดว่าคุ้มค่า เมื่อวัดจากสิ่งที่คุณจะได้รับ เพราะรถบางรุ่น ขายในราคาก้าวข้ามล้าน ก็ไม่ได้ให้เทคโนโลยีมากขนาดนี้ จริงมั้ย!

สรุปให้อ่านง่าย

Haval Jolion ไฮบริดเอสยูวี มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะ โดดเด่นด้วยออปชันจัดเต็ม อัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง มอบความสะดวกสบายทุกการเดินทาง ขุมพลังไฮบริด เครื่องยนต์เบนซินผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พลัง 190 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับเชื้อเพลิง E20 คุ้มค่าที่สุดในกลุ่ม B – SUV สำหรับ Jolion มี 3 รุ่นย่อย Tech ราคา 879,000 บาท*, Pro ราคา 939,000 บาท* และ Ultra ราคา 999,000 บาท*

เจาะ Haval H6 PRO และ ULTRA วัดกันหมัดต่อหมัดรุ่นไหนใช่สำหรับคุณ?

เจาะ Haval H6 PRO และ ULTRA วัดกันหมัดต่อหมัดรุ่นไหนใช่สำหรับคุณ?

เปรียบเทียบ Haval H6 PRO หรือ ULTRA รุ่นไหนเหมาะ และตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

มาแรงสุดแบบฉุดไม่อยู่กับรถไฮบริดเอสยูวี Haval H6 ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชัน และเทคโนโนยีสุดล้ำมากกว่าใครเพื่อนในรถประเภท C SUV ในราคาจับต้องได้

Haval H6 วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่รุ่น PRO และ ULTRA ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนที่กำลังสนใจรถเอสยูวีไฮบริดคันนี้อยู่คงมีคำถามในใจว่าระหว่างทั้งสองรุ่น มันต่างกันอย่างไร และ ซื้อรุ่นไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

วันนี้ Kaidee Auto เราจะมาเทียบให้เห็นกันชัดๆ ว่าทั้ง 2 รุ่นมีอะไรที่ให้มาไม่เหมือนกัน เพื่อให้คุณได้เจอกับ H6 รุ่นที่ใช่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิต

ดีไซน์ที่แตกต่างสะท้อนหลายอารมณ์

Exterior

ความแตกต่างแรกที่สังเกตเห็นได้เลยคือ ดีไซน์ภายนอกที่แตกต่างเล็กน้อยแต่ให้ความรู้สึกคนละอารมณ์ด้วยกระจังหน้า

Classic Geometric Pattern ของ H6 PRO จะเป็นสี Glossy Black แต่ H6 ULTRA เป็นสี Chrome

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับไฟหน้า LED ที่ให้ความสว่างแบบ Ultra-High Flow มีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ แต่ในรุ่น ULTRA จะมีไฟตัดหมอกเสริมมาให้

ในส่วนของล้อแม็กทั้ง 2 รุ่นมีดีไซน์ และขนาดที่ต่างกัน รุ่น PRO จะมากับล้อขอบ 18 ดีไซน์สปอร์ตหน่อยๆ ส่วน H6 ULTRA จะมากับล้อขอบ 19 ดีไซน์เรียบหรูดูภูมิฐาน

ถัดมาที่ด้านท้ายของทั้งสองรุ่นเรียกได้ว่าเหมือนกันเลยเพราะทั้งคู่มาพร้อมกับไฟท้าย LED Taillight Strip พาดกลางสไตล์ Horizontal ที่ดูโดดเด่นมีเอกลักษณ์มาแต่ไกล

หลังคาของรุ่น PRO จะเป็นหลังคาแข็งปกติกลับกันรุ่น ULTRA จะเป็นหลังคา Panoramic Sunroof เปิด-ปิด อัตโนมัติ

Interior

เรามาดูออฟชั่นภายในที่เหมือนกันของทั้ง 2 รุ่นก่อนแล้วจะสัมผัสได้ว่า H6 ฟังก์ชันภายในท่วม คุ้มค่าตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

ดีไซน์ และฟังก์ชันภายในที่ให้มาเหมือนกันระหว่างรุ่น PRO และ ULTRA ได้แก่…..

ไฟ Ambient Light
หัวเกียร์แบบ High Gloss
พวงมาลัย Multi-Function
  • ระบบแอร์ปรับอากาศแยกซ้ายขวาอัตโนมัติป้องกันละอองฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย CN95 Filter
  • ลำโพงภายในรถ 8 จุด พร้อมเทคโนโลยีปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า
  • จอมาตรวัดดิจิตอลขนาด 10 นิ้ว

เรามาดูในส่วนที่ต่างกันระหว่างตัว PRO กับ ULTRA กันบ้าง สิ่งแรกที่เห็นความต่างได้เลยเมื่อเข้ามาภายในรถคือ สีภายในรถที่ไม่เหมือนกันตัว H6 PRO จะมากับสีทูโทน Piano Black

ภายในสี Piano Black

ในขณะที่รุ่น ULTRA เป็นทูโทนสีขาว และโรสโกลด์

ภายในสี White & Rose Gold

Haval ให้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้ามาทั้งสองรุ่นแต่ตัว ULTRA พิเศษกว่าตรงที่เบาะด้านซ้ายมีปุ่มให้ปรับที่คนขับ และผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับได้

จอแสดงผลระบบสัมผัสขนาด 10 และ 12 นิ้ว

ตำแหน่งคนขับรุ่น ULTRA จะมีหน้าปัดลอยตัว Head Up Display (HUD) มาให้ และ กลางคอนโซลของรถภายในรุ่น PRO มากับจอแสดงผลระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ส่วนรุ่น ULTRA จะได้จอขนาด 12 นิ้ว พร้อมกับ Wireless Charger

ตอบสนองทุกการขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะสุดล้ำ

ในด้านของสมรรถนะของทั้ง 2 รุ่นนั้นมาในสเปกเดียวกันด้วย เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดถึง 243 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 530 นิวตัน-เมตร

เสริมการขับเคลื่อนด้วยเกียร์อิเล็กทรอนิกส์ DHT รองรับการขับเคลื่อนของรถไฮบริดโดยเฉพาะ และ ไฮไลท์ที่คุณจะได้มันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นเลยคือ LEMON HYBRID Platform

LEMON HYBRID PLATFORM

เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่จากทาง GWM ที่จะช่วยเสริมโครงรถสร้างของรถ และเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูล หรือ โหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน, สปอร์ต, ประหยัด และ สภาพถนนลื่น

จัดเต็มเทคโนโลยีช่วยขับขี่แบบไม่กั๊ก

อีกหนึ่งสิ่งที่รุ่น PRO และ ULTRA ต่างกันในราคาส่วนต่างหนึ่งแสนบาทคือ เทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่รุ่น ULTRA มีเสริมเพิ่มเข้ามา 8 รายการได้แก่

  • ระบบช่วยจอดทั้ง 3 รูปแบบ (IAP)
  • ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)
  • ระบบเลี่ยงเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (ELK)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนจากด้านหลัง (RCW)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตูรถ (DOW)

แต่ก็ใช่ว่ารุ่น PRO จะไม่ครบครัน เพราะถ้าเปรียบเทียบกับรถ C SUV ใน segment เดียวกัน H6 PRO ถือว่าให้เทคโนโลยีช่วยขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มกว่าใครเพื่อนเลยก็ว่าได้ เช่น

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)
  • ดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ล้อ
  • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ (LSEB)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
  • ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า / ด้านข้าง และม่านถุงลม

และอีกมากมายดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก

เปิดโลกใหม่ด้วยฟังก์ชันแห่งอนาคต

ให้ได้คุณสัมผัสฟังก์ชันแห่งอนาคตตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ที่จะเชื่อมต่อทุกด้านของชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยระบบ Intelligent Connectivity ที่รองรับทั้งการสั่งการแบบ Voice Command ที่สามารถสั่งการด้วยเสียงได้ และทำงานอย่างรวดเร็วโดยที่คุณสามารถตั้งชื่อคู่หูอัจฉริยะของคุณได้ตามใจชอบ เช่น สั่งว่า H6 เปิดหน้าต่างทั้งหมดหน้าต่างทั้งหมดก็จะเปิดอย่างรวดเร็ว

มากไปกว่านั้น H6 ยังรองรับการควบคุมรถด้วย Intelligent GWM Application ซึ่งเป็น Application ที่มีระบบตรวจสอบสถานะพร้อมควบคุม feature ต่างๆ เช่น ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์, ระบบตรวจสอบสถานะประตู, ระบบตรวจสอบสถานะหน้าต่าง และ อื่นๆ อีกมากมาย

สรุป

สุดท้ายนี้ที่เปรียบเทียบมาทั้งหมด สรุปสั้นๆ ได้ว่า H6 PRO เหมาะกับคนที่ชอบอารมณ์ความสปอร์ต เช่น กระจังหน้าดำ, ตกแต่งภายในสี Piano Black และไลฟ์สไตล์ไม่ได้เน้นใช้ฟังก์ชันพิเศษมากมาย ตัว PRO คือคำตอบที่คุ้มค่าเกินราคามากๆ ครับ

แต่ใครที่หลงไหลหรือชอบฟังก์ชันล้ำสมัย รวมถึงดีไซน์ที่หรูหราด้วยภายในสี White & Rose Gold, กระจังหน้าสี Chrome และอื่นๆ เราขอแนะนำรุ่น ULTRA ที่ให้ฟังก์ชันเสริมมาอย่างจัดเต็ม สาย Gadget หรือ Technology ต้องหลงรักอย่างแน่นอน เชื่อว่าหลายคนคงได้คำตอบแล้วว่า H6 รุ่นไหนที่ใช่สำหรับคุณ

สุดท้ายนี้ถ้าใครอ่านบทความนี้แล้ว แล้วอยากจะไปสัมผัสเจ้า Haval H6 ตัวจริงแบบสุดพิเศษ เราขอแนะนำ GWM Experience Center ที่ไม่ได้เป็นแค่โชว์รูมแต่เป็น The 4th Space หรือพื้นที่ที่ 4 ของทุกคนอีกด้วย

โดยมีพื้นที่รองรับกิจกรรมต่างๆ เช่น Working Space, Relaxing Zone, คาเฟ่, สไลด์เดอร์ขนาดใหญ่ และ การจัดแสดงเทคโนโลยี และ นวัตกรรมยานยนต์ที่ทันยุคสมัยรวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

How To เลือกนายหน้าอสังหาฯ ให้คุ้มค่า

How To เลือกนายหน้าอสังหาฯ ให้คุ้มค่า

นายหน้า Bangkok Asset

หลาย ๆ คนคิดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์สักหลัง คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ตั้งแต่การลงขาย เอกสาร หรือการหาลูกค้าที่เหมาะสม ดังนั้นการใช้บริการนายหน้าอสังหาฯ ก็จะลดความลำบากเหล่านี้ออกไปได้หมดสิ้น แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องเลือกนายหน้าที่ดีและมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ดังนี้

มีความรู้และประสบการณ์การซื้อขายอสังหาฯ

ลองสอบถามถึงระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผลงาน และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อย่าง การประเมินราคาอสังหาฯ การทำการตลาด และการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

มีฐานลูกค้าในจำนวนที่มากพอ

ข้อดีของการมีฐานลูกค้าเยอะสำหรับนายหน้า ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสที่จะข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ได้มากกว่า สามารถเปรียบเทียบราคาที่คุ้มค่าได้ดีกว่า และจะช่วยกระจายข่าวอสังหาฯ ของคุณได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย

เชี่ยวชาญในพื้นที่ที่ของอสังหาฯ ของคุณ

ความเชี่ยวชาญในทำเลต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยอสังหาริมทรัพย์ของคุณสามารถขายได้ในราคาที่คุ้มค่าและง่ายดาย เพราะจะสามารถค้นหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รู้ถึงข้อมูลเชิงลึก โน้มน้าวลูกค้า และดำเนินการเอกสารได้รวดเร็ว

มีทักษะการสื่อสารที่ดีเยี่ยม

ทักษะในการสื่อสารเป็นคุณสมบัติที่พึงมีสำหรับการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่จะช่วยโน้มน้าว แนะนำ ติดต่อ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

มีเงื่อนไขการซื้อขายที่ชัดเจน

ปกติแล้วค่านายหน้าที่ได้รับความนิยมจะอยู่ในช่วงของ 2-5% ของราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก่อนที่จะเริ่มดำเนินการใด ๆ ก็จำเป็นจะต้องมีการตกลงราคาดังกล่าวให้เรียบร้อยเสียก่อน

ทั้งหมดนี้คือ คุณสมบัติของการเป็นนายหน้าที่ดีและเหมาะสมกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และปัจจุบันทางบริษัท Bangkok Asset ก็ได้มีการเปิดรับสมัครนายหน้าที่ต้องการเรียนรู้การทำงานเป็นทีม เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยสำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถติดต่อได้ที่

☎️ 082-652-4561 (คุณนุ ฝ่ายรับฝากขายอสังหาฯ)

☎️ 064-928-9496 (คุณแขก)

หรือลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://bit.ly/3l5v5Bx

รับสมัคร นายหน้า Bangkok Asset

ค้นหาอสังหาริมทรัพย์น่าสนใจจาก Bangkok Asset คลิกที่นี่

ทำไม NISSAN KICKS e-POWER ถึงเหมาะกับการเป็นรถคันถัดไปของคุณ

ทำไม NISSAN KICKS e-POWER ถึงเหมาะกับการเป็นรถคันถัดไปของคุณ

เผยความเจ๋งของ NISSAN KICKS e-POWER พร้อมตอบโจทย์ผู้ใช้ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ไม่เหมือนใครจากนิสสัน

งาน Motor Show 2022 มหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว ที่ได้รวมเอารถยนต์จากบรรดาค่ายชั้นนำในประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว  ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการซื้อรถใหม่เพราะว่าจะได้โปรโมชันที่ดีและอาจจะหาไม่ได้จากที่อื่น

สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะซื้อรุ่นไหนดี วันนี้ทาง Kaidee Auto ขอแนะนำรถยนต์ที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่ทั้งเร็ว แรง ตอบสนองได้ดั่งใจ นั่นคือ NISSAN KICKS e-POWER เอง รถคันนี้ดียังไง ทำไมถึงต้องซื้อวันนี้มาหาคำตอบกัน

โดนใจครั้งแรกที่ได้ลองขับ เครื่องแรงตอบสนองได้ดั่งใจ 

สิ่งแรกที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถ NISSAN KICKS e-POWER คือการที่พลังเครื่องของรถนั้นโดนใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองขับ โดยเรื่องนี้ได้รับการการันตีจากคุณอิซาโอะ เซคิกุจิ ประธานนิสสัน ประเทศไทย ที่ได้กล่าวในบูธนิสสันในงาน Bankok International Motor Show 2022 เมื่อไม่นานมานี้

ซึ่งเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ของ NISSAN แรงได้ดั่งใจจนทำให้ใครหลาย ๆ คนติดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองขับนั้นมาจากเทคโนโลยี e-POWER ที่จะกล่าวในหัวข้อถัดไป

e-POWER เทคโนโลยีเหนือชั้นจากทาง NISSAN ทำให้คุณสัมผัสความแรงได้มากกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัด ด้วยอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร*

เจ้าแรกและเจ้าเดียวในโลกกับเทคโนโลยี e-POWER ที่ได้สร้างความแตกต่างระหว่าง NISSAN KICKS e-POWER กับรถคันอื่น ๆ ในตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยเทคโนโลยี e-POWER ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยมีเครื่องยนต์น้ำมันเป็นตัวปั่นไฟ แค่เติมน้ำมันก็ใช้งานได้เหมือนรถยนต์ปกติ ไม่ต้องวางแผนการเดินทาง ให้ทั้งความแรง และประหยัดเหนือกว่ารถทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของกำลังของเครื่องยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสิ่งนี้ทำให้รถมีกำลังแรงม้าสูงสุด 129 PS และ แรงบิดสูงสุด 260 Nm ซึ่งเทียบเท่ารถขนาด 1,800 cc เลยทีเดียว จึงทำให้ นิสสัน คิกส์ เป็นรถที่เรียกได้ว่า ขับสนุก เร่งแรง ตอบสนองดั่งใจ แต่ผู้อ่านหลายๆท่าน อาจจะกังวลว่า หากเป็นรถที่แรง จะต้องเป็นรถที่เปลืองน้ำมันแน่นอน แต่สำหรับ NISSAN KICKS e-POWER นั้น ให้ทั้งความแรง และอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมด้วยอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร*

*อัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดเมื่อขับขี่ในเมือง

เทคโนโลยีครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ 

นอกจากเทคโนโลยี e-POWER แล้ว นิสสัน คิกส์ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ครบครันทั้งในเรื่องของความสะดวกสบาย และความปลอดภัยอย่างครบครัน ที่จะช่วยให้การขับขี่ของคุณ มั่นใจ และปลอดภัยได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (INTELLIGENT AROUND VIEW MONITOR) ที่ทำหน้าที่ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือน ให้คุณปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ หรือเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ (INTELLIGENT REARVIEW MIRROR) ที่จะทำให้คุณหมดกังวลเรื่องวิสัยทัศน์ในการถอยรถ แม้หลังรถคุณจะบรรจุของมากแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล โดยเทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนมุมมองจากกระจกมองหลักปกติเป็นกระจกมองหลังอัจฉริยะ ด้วยกล้องที่ติดตั้งบริเวณประตูหลัง ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น

อีกทั้งยังมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (INTELLIGENT CRUISE CONTROL) โดยในสถานการณ์ที่มีรถอยู่ข้างหน้า ระบบจะชะลอรถตามความเร็วของรถคันหน้า และรักษาระยะห่างระหว่างรถตามที่ปรับไว้ได้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อสามารถกลับมาใช้ความเร็วได้ ระบบจะปรับความเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และกลับไปสู่ระดับความเร็วที่ผู้ขับตั้งไว้

สีภายนอก และภายในที่หลากหลาย เลือกปรับแต่งตามไลฟ์สไตล์ 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือในเรื่องของสีภายนอกของ NISSAN KICKS e-POWER ที่ให้คุณสามารถเลือกปรับแต่งสีของตัวรถได้อย่างโดดเด่นไม่ซ้ำใครในสไตล์ของตัวเอง ด้วยสีภายนอกมากถึง 13 สี ทั้งแบบธรรมดาและทูโทน พร้อมชุดแต่งมากมายให้คุณได้เลือก

สรุป

จะเห็นได้ว่า นิสสัน คิกส์ ได้นำเสนอความเป็นรถ Crossover ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี e-POWER  ที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองขับ ด้วบเครื่องที่แรง และตอบสนองได้ดั่งใจ พร้อมกับอัตราประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน นี่จึงเป็นรถที่เหมาะมาก ๆ หากคุณมองหารถที่ขับสนุก เร่งแรง ประหยัดน้ำมัน แถมเทคโนโลยีครบครัน ต้อง NISSAN KICKS e-POWER เท่านั้น!