ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง มีอุปกรณ์หลายอย่างที่เราจะต้องใส่ใจในการเลือกหา รวมถึงกระเบื้องปูพื้นที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องพร้อมเป็นวัสดุปูพื้น ทำหน้าที่ในการรองรับแรงกระแทก และต้องแข็งแกร่งพอเพื่อการวางเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของต่างๆภายในบ้าน การจะเลือกกระเบื้องสักหนึ่งแผ่นจึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะกระเบื้องคือองค์ประกอบที่ต้องอยู่คู่กับบ้านเราไปอีกนาน รับรองได้เลยว่าหลังจากอ่านบทความนี้ไป การเลือกกระเบื้องจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป
รู้จักประเภทกระเบื้องที่นิยมนำมาใช้งาน
เวลาที่เราต้องการซื้อวัสดุกระเบื้อง เรามักจะเห็นกระเบื้องมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบที่รู้จักและไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม หากเราทราบว่ากระเบื้องที่เราจำเป็นจะต้องใช้งาน คือกระเบื้องชนิดไหน มีวิธีการในการใช้งานอย่างไร การเลือกกระเบื้องของเราจะประหยัดเวลา และได้กระเบื้องที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานแน่นอน
กระเบื้องเซรามิค (Ceramic)
กระเบื้องเซรามิค เป็นกระเบื้องที่พบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันสวยงาม หลากหลายลวดลายให้เลือกซื้อมาปูพื้นภายในบ้านของเรา ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องปูผนัง จึงต้องสอบถามพนักงานให้แน่ชัดว่าเป็นกระเบื้องที่ใช้กับประเภทไหนก่อนที่จะทำการเลือกซื้อ เป็นกระเบื้องที่ดูแลรักษาง่าย แต่ต้องคำนึงการนำกระเบื้องชนิดนี้ไปปูพื้นอยู่บางข้อ เนื่องจากเป็นพื้นมันและลื่น หากนำมาปูในพื้นที่เปียก อาจเกิดอันตรายต่อคนในบ้านได้
กระเบื้องเนื้อสีน้ำตาล (Stoneware) กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)
สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพอร์ชแลน เคลือบผิวหนาแบบด้าน แบบมัน แบบผิวหยาบ บางชนิดมีร่องตามลวดลาย ไม่ตัดขอบ ขนาดบางเบา ฐานกระเบื้องจะเป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงและทึบแสง ผิวด้านบนมีการตกแต่งลวดลาย แต่ไม่เหมาะกับการรับแรงเยอะๆ จึงเหมาะแก่การนำมาปูพื้นที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น
กระเบื้องปูพื้นผนัง (Wall Tiles)
เหมาะกับการปูผนังมากกว่าปูพื้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่อุณหภูมิสูงเหมือนกระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ทำให้กระเบื้องไม่ได้มีความหนามาก รับน้ำหนักได้ไม่เยอะมาก ไม่สามารถวางเฟอร์นิเจอร์หนักๆ หรือไม่สามรถรับน้ำหนักตัวได้มากเท่าที่ควร อาจจะเกิดการแตกหักของกระเบื้องได้ แต่เนื่องจากความหนาแน่นที่ไม่ได้มากเท่ากับกระเบื้องปูพื้น จึงทำให้เวลาที่นำมาปูผนัง สามารถยึดเกาะกับปูนได้มากกว่ากระเบื้องปูพื้น เพราะมีน้ำหนักเบากว่ามาก มีค่าการซึมที่ประมาณ 5-7% จึงไม่เหมาะกับการปูภายนอกบ้าน เพราะอาจจะเกิดการร้าวหรือแตกหักได้
กระเบื้องโมเสก (Mosaic)
กระเบื้องขนาดเล็กสีสันสดใส มีทั้งแบบแก้วและแบบเซรามิค ส่วนใหญ่ใช้เพื่อนำไปตกแต่งลวดลาย มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำน้อย จึงเหมาะกับการนำไปตกแต่งห้องน้ำ ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งผนังห้องหรือปูพื้นห้องน้ำก็ได้ และอีกหนึ่งความสามารถของกระเบื้องโมเสกคือสามารถปูในพื้นที่โค้งได้ แต่หากใครที่ไม่ชอบทำความสะอาดบ่อยๆ แนะนำให้วางกระเบื้องโมเสกในจุดที่สกปรกได้ยาก เนื่องจากกระบื้องโมเสกมีขนาดเล็กอาจจะทำให้เราทำความสะอาดยากกว่าปกติ
กระเบื้องแก้ว (Glass Tiles)
มักนำมาใช้แทนกระเบื้องโมเสก มีคุณสมบัติโปร่งแสง สีสันหลากหลาย มันเงา จึงเหมาะที่จะนำมาตกแต่งในบ้าน ในห้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำ แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง
กระเบื้องดินเผา (Earthenware)
กระเบื้องดินเผา ที่มีการนำดินไปเผาจนแข็งตัวและนำมาทำเป็นแผ่นเพื่อนำปูพื้น ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาลธรรมชาติ และไม่มีการเคลือบผิวหรือขัดเงา ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติมาก เก็บความขื้นได้ดี จึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่ต้องเปียกตลอดเวลา อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกระเบื้องชนิดนี้ได้ง่าย และมักจะทำความสะอาดยาก ส่วนมากจึงถูกนำมาใช้ปูในพื้นที่ที่ไม่ต้องทำความสะอาดมากเท่าจุดอื่นๆ เช่นห้องน้ำส่วนพื้นแห้ง หรือไม่ต้องตากแดดตากฝน เพราะเปราะและแตกหักง่าย
กระเบื้องพอร์ชเลนเคลือบผิว (Porcelain Tile)
ส่วนผสมหลักมาจากดินขาวเนื้อละเอียด มีแร่ธาตุผสมอยู่เยอะ แต่เผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส จึงทำให้พอร์ชเลนเป็นกระเบื้องที่มีความแข็งแรงสูง รับแรงได้มาก ทนต่อการเสียดขูด เนื้อกระเบื้องแน่น ทนทานกว่า Floor Tile ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้องแบบตัดขอบ ปูพื้นได้แนบชิดสนิทกว่า โดยระยะยาแนวอยู่ที่ 2 มม. ดูดซึมน้ำที่ 0.5-1% สามารถปูพื้นในบ้านและภายนอกบ้านได้ แถมยังสามารถปูพื้นบ้านและผนังบ้านได้อีกด้วย โดยแบ่งได้ 2 แบบ คือ
แบบเคลือบผิว หรือเกลซพอร์ชเลน (Glazed porcelain Tile)
กระเบื้องเกลซพอร์ชเลน ผ่านกระบวนการพิมลาย และเคลือบบนพื้นผิวชั้นบนสุด ทำให้กระเบื้องเกลซพอร์ชเลนมีสีสัน ลวดลายที่หลากหลายกว่ากระเบื้องแกรนิตโต้ แต่หากกระเบื้องชนิดนี้ได้รับความเสียหาย หรือแตกหัก จะสังเกตุเห็นได้ว่ากระเบื้องชนิดนี้ ผิวหน้าและเนื้อกระเบื้องแยกสีออกจากกันอย่างชัดเจน โดยผิวด้านบนจะเป็นส่วนที่ผสมสี และด้านล่างจะเป็นพื้นผิวที่โดนเคลือบสีที่ผสมมาแล้ว
แบบเนื้อเดียวทั้งแผ่น หรือแกรนิตโต้ (Homogrneous Tile)
ไม่ว่าจะผ่านการกระแทกหรือเสียดสีมากแค่ไหน กระเบื้องแกรนิโตจะยังคงสีที่เหมือนกันทั้งแผ่น เพราะเป็นกระเบื้องที่มีการผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกว่า Full Body เหมาะกับการปูพื้นโดยเฉพาะส่วนที่เข้ามุม แต่ในเรื่องของสี มักจะเป็นสีเอิร์ธโทน เพราะมีส่วนผสมของดินขาวอยู่ด้วย และยังสามารถทำผิวสัมผัสได้มากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆด้วย
วิธีการเลือกกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ต้องดูจากอะไรบ้าง
หลังจากที่เรารู้จักชนิดของกระเบื้องแล้ว การเลือกกระเบื้องในแต่ละครั้ง ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับพื้นที่ที่เราจะใช้งาน
เลือกกระเบื้องให้เหมาะกับการใช้งาน
ก่อนจะเลือกซื้อกระเบื้อง เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่เราต้องการจะปูพื้นเป็นโซนไหน ปูพื้นกระเบื้องภายในบ้าน ภายนอกบ้าน หรือในพื้นที่ที่เปียกตลอดเวลา อย่างห้องน้ำ หรือลานซักล้างในบ้าน เพื่อที่จะได้ทำการเลือกพื้นผิวของกระเบื้อง ชนิดของกระเบื้องได้อย่างถูกต้องตามการใช้งาน
พื้นที่ภายในบ้าน
ห้องขนาดเล็ก กระเบื้องที่ใช้ ควรมีขนาดเล็กหรือเป็นกระเบื้องยาวเรียว สีอ่อน ลวดลายเพียงเล็กน้อย
ห้องขนาดกลางและขนาดใหญ่ เลือกได้ทุกโทนสี ทุกลวดลาย เต่เน้นการวางกระเบื้องแบบมีจุดนำสายตาให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจ เลือกให้ขนาดเหมาะกับห้อง เข้ากับสไตล์ของห้องนั้นๆ
ห้องนอน กระเบื้องที่เหมาะสมกับห้องนอน ควรเลือกเป็นแบบผิวมันเงาหรือผิวเรียบ สีสบายตา โล่งโปร่ง ดูเหมือนมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม ดูสวยงาม หรูหรา เหมาะกับการพักผ่อน และยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย
ห้องรับแขก ห้องที่เป็นด่านหน้าของบ้าน ที่ใครๆมาหาเราก็จะต้องผ่านตรงส่วนนี้ก่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การเลือกกระเบื้องควรเลือกเป็นกระเบื้องขนาดกลางๆ ใช้โทนสีที่สื่อถึงความเป็นมิตร โทนอ่อนๆ อบอุ่น และเป็นกระเบื้องหน้าเงา จะยิ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับห้องรับแขก ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าเจ้าบ้านเตรียมพร้อมต้อนรับแขกคนพิเศษเข้ามาในบ้านด้วย
ห้องครัว เป็นห้องที่ต้องเจอทั้งความร้อน และจะต้องทำความสะอาดบ่อยเนื่องจากคราบของการทำอาหาร กระเบื้องที่เลือกใช้ ควรใช้แบบที่มีความฝืดเล็กน้อย แผ่นค่อนข้างใหญ่ รอยต่อแผ่นมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทำความสะอาดคราบมัน คราบสิ่งสกปรกตามร่องได้ง่าย ส่วนตัวที่ปูพื้นเคาน์เตอร์ครัว ควรใช้กระเบื้องที่ทนความร้อนได้ดีกว่าพื้นห้องครัว แต่จะต้องทำความสะอาดได้ง่ายๆเช่นกัน
ห้องน้ำ ห้องที่เราต้องเจอกันบ่อยที่สุดในทุกๆวัน เป็นห้องที่เราควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งชนิดกระเบื้อง รูปแบบ โทนสีที่จะใช้ เพราะเป็นอีกหนึ่งโซนที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ กระเบื้องที่ใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวหยาบ ขนาดไซส์กระเบื้องปกติเพื่อให้มีร่องกระเบื้องเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้ฝ่าเท้ายึดเกาะ ป้องกันการลื่นล้มทั้งเจ้าของบ้านและแขกที่มาเยือน
พื้นที่ภายนอก
เป็นอีกหนึ่งโซนที่เราควรเลือกกระเบื้องอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะเกิดอันตรายได้ง่าย อย่างเช่น ระเบียง ลานซักล้าง ลานจอดรถ หรือ ลานพักผ่อนข้างบ้าน กระเบื้องที่เลือกใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวสัมผัสหยาบ แต่ไม่หยาบมากจนเกินไป เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และเดินได้อย่างมั่นใจ ไม่เดินลื่นเมื่อพื้นเจอกับน้ำ
รูปแบบกระเบื้อง
กระเบื้องตัดขอบ
เป็นกระเบื้องที่เมื่อเผาเสร็จแล้ว จะถูกนำมาตัดขอบข้างให้เรียบเนียน เป็นมุมฉาก รอบกระเบื้องจะเรียบตรง ปูได้แนบชิดมากกว่ากระเบื้องไม่ตัดขอบ โดยมีระยะยาแนวประมาณ 2 มิลลิเมตร หรือตามความเหมาะสมในการเว้นระยะยาแนว
กระเบื้องไม่ตัดขอบ
ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องเซรามิก ที่เมื่อเข้าเตาเผาเสร็จแล้วกระเบื้องจะเกิดการขยายตัว ทำให้กระเบื้องขอบไม่เรียบตรงเท่ากับก่อนเผา ส่วนใหญ่มักจะเว้นระยะยาแนวไม่ต่ำกว่า 3 มม.
ลักษณะพื้นที่ที่ติดตั้ง
พื้นที่ที่จะปูพื้นนอกจากจะแยกเป็นโซนของแต่ละห้องแล้ว จะต้องดูด้วยว่าเราจะปูพื้นหรือปูผนังบ้าน เพราะการใช้งานและการรับน้ำหนักแตกต่างกันไป กระเบื้องปูพื้นจะต้องรับน้ำหนักมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แข็งแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในส่วนกระเบื้องปูผนัง รับน้ำหนักได้แต่น้อยกว่ากระเบื้องที่ใช้ปูพื้นทั่วไป
กระเบื้องปูพื้นมีหลายขนาด การวัดขนาดก็จะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเซนติเมตรและหน่วยนิ้ว (1 นิ้วเท่ากับ 2.54 เซนติเมตร) สามารถแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้
กระเบื้องเซรามิค ขนาดหลากหลาย แต่ไม่ใหญ่มาก กว้างxยาว ขนาดตั้งแต่ 10-30 ซม.
กระเบื้องพอร์ชเลน ขนาดใหญ่กว่าเซรามิค กว้างxยาว 60×60 ซม., 80×80 ซม., 60×120 ซม. หรือขนาดใหญ่ 80×240 ซม.
กระเบื้องโมเสค ขนาดไม่เกิน 10×10 ซม.
โดยขนาดที่ผลิตส่วนใหญ่ สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้ง ดังนี้
กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 12×12 นิ้ว, 13×13 นิ้ว, 16×16 นิ้ว, 24×24 นิ้ว
กระเบื้องปูผนัง (Wall Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 8×10 นิ้ว, 10×16 นิ้ว, 12×24 นิ้ว
ตกแต่งกรุยเชิง ขนาดที่นิยมผลิต มีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว จนถึง 4×8 นิ้ว, 10 นิ้ว, 16 นิ้ว, 24 นิ้ว
ซึ่งเราสามารถคำนวณคร่าวๆได้ ดังนี้
จำนวนกล่อง = กว้างxยาว ของพื้นที่ที่จะปู (เมตร)
จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ต่อ 1 กล่อง (ตารางเมตร)
*กรุยเชิง หมายถึง คิ้วหรืออุปกรณ์เข้ามุมโต๊ะ พื้นที่ต่างระดับ โดยทั่วไปจะเป็นแบบมุมโค้งและแบบมุมเหลี่ยม แบ่งการใช้งานตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะพบว่าถูกตกแต่งพื้นหรือผนัง เพื่อความหลากหลายในการออกแบบการปูพื้นและผนัง
เลือกจากผิวสัมผัส
กระเบื้องปูพื้นที่มีอยู่ทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์สร้างบ้าน มีทั้งแบบเรียบ มัน หยาบ หรือกึ่งมันกึ่งหยาบ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นผิวสัมผัสมีความจำเป็นอย่างมากในการเลือกกระเบื้องให้เหมะสมกับพื้นที่ใช้งาน หากเป็นพื้นที่ปูพื้นปกติ ก็สามารถใช้กระเบื้องที่ไม่ต้องหยาบมาก แต่หากต้องการการยึดเกาะที่ดี ป้องกันการลื่นอย่างทางลาด ควรมีผิวสัมผัสที่หยาบ โดยเราสามารถดูความเรียบหรือหยาบ ได้จากค่ากันความลื่น หรือค่า R (Slip Resistance)
ค่ากันความลื่นโดยทั่วไปจะอยู่ที่ R9-R12 โดย
กระเบื้องปูพื้นทั่วไป เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องรับแขก, ห้องนอน ค่าอยู่ที่ R9 จะหยาบน้อยสุด
กระเบื้องปูพื้นเปียกน้ำ เช่น ห้องน้ำ, ที่จอดรถ หรือลานซักล้าง ค่าอยู่ที่ R10 จะหยาบปานกลาง
สุดท้าย กระเบื้องปูพื้นภายนอกบ้าน เช่น ทางลาดสำหรับวีลแขร์ หรือทางลาดสำหรับลานจอดรถ ค่าอยู่ที่ R12 ซึ่งจะหยาบมากที่สุด
เลือกเกรดตามการใช้งาน
เกรดของกระเบื้อง แบ่งตามการผลิต ความหนา พื้นผิว การดูดซึม ค่าความลื่น สีสัน ลวดลาย น้ำหนักกระเบื้อง และความผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตกระเบื้อง
กระเบื้องเกรด A (Premium)
กระเบื้องที่ไม่เห็นตำหนิบนผิวกระเบื้อง ไม่มีรอยร้าว ไม่มีรอยบิ่น ขอบเรียบ ไม่มีตำหนิใต้เคลือบ ผิวต้องเรียบ ไม่มีรอยรูเข็ม รอยเล็กๆ ในระยะการมองที่ 0.5 เมตร
กระเบื้องเกรด B (Commercial)
กระเบื้องที่มีรอยตำหนิเล็กน้อย อาจจะมีรอยบิ่นเล็กน้อย หรือรูเข็มเล็กๆ ในบางเคสอาจจะมีรอยใต้ผิวเคลือบ มีตำหนิบ้างเล็กน้อย ในระยะการสังเกตุที่ 1 เมตร ราคามักจะถูกกว่ากระเบื้องเกรด A
กระเบื้องเกรด C
กระเบื้องที่มีรอยตำหนิมากกว่ากระเบื้องเกรด B จะสังเกตเห็นได้ในระยะ 2 เมตร อาจจะมีรอยบิ่น การราน หรือการเคลือบกระเบื้องจนเป็นรอย จุดเลอะต่างๆ ในขอบเขตที่กำหนดไว้ อาจจะไม่เกิน 2 จุด หรือพื้นที่รวมไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ราคาถูกกว่าทั้งกระเบื้องเกรด A และ B
ค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องก็สำคัญ
หากเราทราบค่าดูดซึมน้ำ จะทำให้การเลือกกระเบื้องปูพื้นหรือปูผนังเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เราเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน ควรใช้ปูพื้นภายในหรือภายนอกจะให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ดีกว่ากัน โดยค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีดังนี้
0% กระเบื้องไม่ดูดซึมน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น ทำให้มีอายุการใช้งานนานสุด ในแง่ของการป้องกันความชื้น
<3% กระเบื้องที่มีการดูดซึมต่ำ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องเจอน้ำมากๆ เช่น สระว่ายน้ำ ลานซักล้าง ความชื้นจะช่วยเพิ่มอายุให้กับกระเบื้องเหล่านี้ ไม่แตก ไม่สึกกร่อนง่าย
>3-6% การดูดซึมน้ำน้อย สามารถปูพื้นได้ทั่วๆไป ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
>6-10% การดูดซึมน้ำระดับปานกลาง จึงเหมาะกับการปูพื้นที่ไม่ชื้นมาก เช่น การปูพื้นภายในอาคาร ไม่โดนแดด โดนฝน
>10-16% มีความสามารถในการดูดซึมน้ำสูง ไม่เหมาะกับการปูพื้นที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะการปูพื้นนอกอาคาร เพราะหากโดนฝนมาก จะเสียหายได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลประกอบข้างกล่อง
ข้อมูลข้างกล่องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรจะสังเกตในเมื่อจะต้องไปเลือกซื้อกระเบื้องแต่ละครั้ง เพราะจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เราจะเลือกกระเบื้องได้อย่างแม่นยำ และสามารถเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อได้
Pcs. จำนวนแผ่นบรรจุ
SQ.M. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ ตารางเมตรต่อกล่อง
SQ.FT. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ หน่วยตารางฟุตต่อกล่อง
เลือกแหล่งซื้อกระเบื้องที่ง่ายและเหมาะสม
ร้านค้าหรือช้อปที่ขายวัสดุ
ห้างร้านที่มีการขายอุปกรณ์แต่งบ้าน เช่น IKEA บุญถาวร Index living mall Home pro หรือร้านค้าที่ขายวัสดุเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านทั่วๆไปตามพื้นที่ที่เราอยู่
ร้านค้าออนไลน์
หากใครไม่อยากเสียเวลาออกไปซื้อกระเบื้องตามห้างร้านที่แนะนำไป ในปัจจุบันทั้งร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆมากมาย เริ่มลงมาขายอุปกรณ์สร้างบ้านกันมากมาย รวมถึงแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างๆ เช่น Shopee, Lazada. IKEA, Kaidee เป็นต้น
ทริคเล็กๆน้อย ที่เอาไว้ทำตามกันได้
Product Name
การจดรายละเอียดของกระเบื้องที่อยู่ข้างกล่อง เช่น รุ่นสินค้า ปีที่ผลิต รหัส สี เก็บไว้เป็นข้อมูล หากเกิดการเสียหายระหว่างก่อสร้าง หรือไม่ได้ทำการซื้อเผื่อพื้นที่ส่วนต่าง จะได้ทำการไปเลือกซื้อเพิ่มได้ง่ายมากขึ้น สำคัญมากคือการเลือกสี เนื่องจากสีในแต่ละการผลิตจะได้ค่าสีออกมาคล้ายเคียงกันแต่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการเลือกเทียบเฉดสีที่ไปด้วยกันได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านของเราสวยแบบสม่ำเสมอ ไม่โป๊ะแตก
ราคา
กระเบื้องแต่ละชนิดแตกต่างกัน จากขนาดและวัสดุในการผลิต ซึ่งปกติราคากระเบื้องต่อ 1 กล่อง ปูได้ 1 ตารางเมตร แต่บางชนิดอาจจะขายแบบแยกแผ่น หรือขายแบ่งจำนวน
*บวกพื้นที่เพิ่มตัดขอบไปอีก 3-5% สำหรับการปูลายแบบขนาน และเผื่อ 7-10% สำหรับการปูแบบทแยง เผื่อทั้งหมดไว้อีกประมาณ 5% เพื่อป้องกันการแตกหักระหว่างก่อสร้าง มีการเพิ่มเติมของพื้นที่ระหว่างอีกเล็กน้อย หรือซื้อสำรองไว้เปลี่ยนในอนาคต เพราะหากไปซื้อใหม่ในอนาคต ขนาดและสีอาจจะมีการผิดเพี้ยนจากเดิมไป
หากคุณอ่านบทความนี้จบ การเลือกกระเบื้องจะกลายเป็นเรื่องง่าย
การเลือกกระเบื้องแม้ว่าจะมีปัจจัยให้เลือกสรรที่ค่อนข้างมากมาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากคุณทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยของกระเบื้องแต่ละชนิด เช่น ค่ากันความลื่น ค่าดูดซึมน้ำ หรือการรู้จักประเภทกระเบื้อง รวมถึงการใช้งาน การเลือกกระเบื้องเพื่อมาใช้ในการทำบ้านของคุณ คุณก็สามารถรับบทเป็นช่างผีมือเทพได้เลยล่ะ
