สายมู ขอยังไงให้ปัง ด้วยหลักจิตวิทยา

สายมู ขอยังไงให้ปัง ด้วยหลักจิตวิทยา

สายมู หรือการมูเตลู ความเชื่อด้านเวทย์มนต์ ไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือแม้แต่การดูดวง เสริมโหงวเฮ้ง ทุกสิ่งที่เหล่าสายมูปฏิบัตินับถือและกราบไหว้บูชา แท้จริงแล้วจะช่วยให้สมหวังได้หรือไม่วันนี้แอดมีคำตอบ

ทำความรู้จักกับคำว่า มูเตลู  

เดิมทีนั้นมูเตลูมีที่มาจากฝั่งอินโดนีเซีย โดยมีตัวละครในภาพยนต์มนต์ดำเรื่องมูเตลูได้ทำการร่ายคาถาโดยใช้คำว่ามูเตลูขึ้นต้น ต่อมากระแสความเชื่อด้านการดูดวง เสริมโหงวเฮ้ง สะเดาะเคราะห์หรือการเคารพบูชาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติได้เกิดเป็นกระแสในไทย เลยมีการเรียกวิธีการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ว่ามูเตลูถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับมนต์ดำและไสยศาสตร์แล้วก็ตาม และเรียกผู้ที่มีความเชื่อทางด้านนี้ว่า ‘ สายมู ’ นั่นเอง 

ความแตกต่างระหว่างมูเตลูกับการเข้าวัดทำบุญ

จุดประสงค์หลักของการเข้าวัดทำบุญนั้นมีเป้าหมายที่สอดคล้องกันว่าด้วยการสร้างความสบายใจ แต่ก็มีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย สายมู นั้นจะให้ความสำคัญของการเสริมโชคด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก การงาน สุขภาพ โชคลาภหรือความสำเร็จในด้านต่างๆ ซึ่งวิธีการมูโดยปกติแล้วมักจะเป็นการบูชาเครื่องราง การทำพีธีกรรมอย่างเช่น การเซ่นไหว้หรือการลงนะหน้าทอง การฝนสีผึ้งเพื่อให้สมหวังหรือเสริมดวงด้านนั้นๆ เป็นพิเศษ ในขณะที่การเข้าวัดทำบุญนั้นจะเน้นไปที่การภาวนาจิตสร้างบุญ สร้างกุศล หรือการปฏิบัติธรรมหรือทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา โดยมีหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งตามหลักศาสนานั้นมักจะสอนไม่ให้ยึดติดและปล่อยวางต่อสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่นการเกิด แก่ เจ็บ ตายที่ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้เหล่าสาวกของพระพุทธศาสนานั้นมักจะไม่ค่อยหวังผลพลอยได้ในการทำบุญมากนัก ซึ่งตรงกันข้ามกับการมูเตลูอย่างสิ้นเชิง 

แต่ถึงอย่างนั้นการมูก็ยังช่วยให้เหล่าสายมูได้มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการบูชาเครื่องรางของขลังนั้นก็ยังสามารถช่วยเป็นแรงผลักดันที่ดีหรือมีทัศนคติเชิงบวกเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากเกินแก้ ซึ่งในหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าการมูจะช่วยให้เหล่าสายมูนั้นประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่ แต่การมีทัศนคติที่ดี มีความคิดบวกที่เกิดขึ้นจากการบูชา กราบไหว้นั้น ก็สามารถช่วยให้สมองทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น กระตุ้นการมองโลกในแง่ดี และเมื่อเราคิดดี คิดบวก ก็จะทำให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้น หรือประสบความสำเร็จได้ไวขึ้นจากความเชื่อในใจที่สร้างเป็นแรงผลักดันนั่นเอง ดังนั้นการมีความเชื่อในการมูจึงไม่ถูกตัดสินว่าเป็นความเชื่อที่งมงาย ตราบใดที่ยังยึดมั่นในสิ่งดี มีความเชื่อในการดำเนินชีวิตที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน 

ข้อควรระวังของการเป็น สายมู

ถึงแม้ข้อดีของการเป็นสายมูนั้นจะมีอยู่มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยความที่สายมูโดยส่วนมากนั้นมักจะพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเหนือธรรมชาติมากเกินไป จนอาจเผลอลืมไปว่า วิธีที่จะสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือความพยายามและการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เช่นหากคุณขอพรเรื่องความรัก ก็ควรเริ่มดูแลตัวเองให้ดูดี ไปอยู่ในสถานที่ที่ดีและทำความรู้จักกับผู้คน หรือการขอพรด้านโชคลาภการเงินนั้นก็ควรพัฒนาความรู้เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การเงินหรือการหารายได้เสริม และที่สำคัญคือการขอพรด้านสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่สุขภาพที่แข็งแรงก็สามารถสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดีและควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพเพิ่มเติม เพราะการมูไม่ใช่สิ่งที่แย่ หากยังอยู่ในพื้นฐานหลักการความเป็นจริง 

เครื่องรางเสริมดวงยอดฮิตที่ สายมู ห้ามพลาด

ไม่ว่าคุณจะพึ่งเข้าวงการสายมูหรือมูมานานแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อการเป็นสายมูตัวจริงคือการมีเครื่องรางที่เป็นสิริมงคลไว้บูชา หรือพกไว้ติดตัวโดยส่วนมากนั้นจะนิยมเครื่องรางดังนี้

  • จี้กังหัน ได้รับความนิยมมากในกลุ่มสายมูเชื้อสายจีนเพราะเชื่อว่ากังหันจะช่วยปัดเป่าพลังงานด้านลบและนำพลังงานด้านดีกลับเข้ามาให้แก่ผู้สวมใส่
  • เบี้ยแก้ ทำขึ้นจากเปลือกหอยลงยันต์คาถาเพื่อเสริมโชคลาภทางด้านการเงินและการทำมาค้าขาย
  • กำไลมงคล หนึ่งในเครื่องประดับสายมูที่จะช่วยเสริมโชคลาภทั้งด้านการเงิน และทำให้ชีวิตราบรื่น ปราศจากภัยอัตรายต่างๆ
  • หินสีมงคล เรียกได้ว่าเป็นเครื่องรางที่เป็นที่นิยมสูง สามารถหาบูชาได้ง่าย ซึ่งสีของหินแต่ละสีนั้นก็จะเสริมโชคดวงที่ต่างกันออกไป เช่นหยก นิล หินไหม หรือโรสควอตซ์เป็นต้น
  • ยันต์ โดยส่วนมากนั้นยันต์ที่ปลุกเสกมักจะถูกเก็บไว้กับตัวอย่างเช่นการใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ โดยยันต์สามารถเสริมดวงทางด้านความรัก การงาน หรือการเงินก็ได้ ขึ้นอยู่กับมนต์คาถาที่ถูกร่ายนั่นเอง

แท้จริงแล้วการมูกับหลักจิตวิทยาก็สอดคล้องกันโดยให้ผลลัพภ์นั้นเป็นไปทางที่ดีเสมอ ซึ่งเหล่าสายมูควรใช้ข้อดีของการมูอย่างการสร้างความสบายใจ การมีจิตใจที่มุ่งมันในการประสบความสำเร็จเป็นที่ตั้ง เพื่อให้มีพลังที่จะทำตามเป้าหมายของตนเอง สุดท้ายนี้แอดขออวยพรให้ทุกคนสมหวังและประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่หวังไหว แต่พลังของแอดอาจจะยังศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ ดังนั้นขอปิดท้ายด้วย 5 สถานที่มูสุดปังที่สายมูต้องห้ามพลาดก็แล้วกัน

  1. วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม)
  2. วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่)
  3. วัดมหาบุศย์ (ศาลย่านาค)
  4. ศาลพระพรหมเอราวัณ
  5. ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ

เผยทุกข้อที่ต้องรู้ก่อนผันตัวเป็น ทาสหมา

เผยทุกข้อที่ต้องรู้ก่อนผันตัวเป็น ทาสหมา

⚠️ คำเตือน : บทความนี้อาจทำให้คุณอยากเป็น ทาสหมา ⚠️

หากคุณให้คำนิยามบ้านเป็นสถานที่ที่เป็นทั้งเซฟโซนและความสุข เชื่อไหมว่าสิ่งที่จะช่วยสร้างพลังงานความสุขจนล้นเอ่อก็คือการเลี้ยงสุนัขสักตัวนี่แหละ หากคุณกำลังตั้งข้อสงสัยกับตัวเองถึงการเลี้ยงสุนัขสักตัวหรืออาจจะยังเป็นกังวลว่าคุณยังไม่พร้อมสำหรับการดูแลสุนัขสักตัวนั้น แอดอยากให้ทุกคนลองเปิดใจเรียนรู้ถึงข้อดีของการเป็น ทาสหมา ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ไขทุกข้อข้องใจไม่ว่าจะเป็นนิสัยของสุนัขในแต่ละพันธุ์รวมไปถึงทุกสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มเป็นทาสหมาให้ครบจบที่นี่ที่เดียว 

มีหลายงานวิจัยที่พูดถึงข้อดีของการเลี้ยงสุนัขที่นอกจากจะเป็นความสุขทางกายและทางใจแล้ว การเลี้ยงสุนัขสักตัวยังสามารถช่วยให้มนุษย์อย่างเราๆ นั้นพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หลายครั้งที่จิตแพทย์ได้แนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้านั้นลองเริ่มเลี้ยงสุนัขเพื่อเป็นตัวช่วยในการเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยให้กลับมารู้สึกดียิ่งขึ้นอีกด้วย 

ข้อดีของการเป็น ทาสหมา ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  1. สุขภาพภายในแข็งแรง

แน่นอนว่าการเลี้ยงสุนัข นอกจากคุณจะต้องให้อาหาร ลูบหัว หรือเกาหลังให้แล้ว การพาสุนัขออกไปวิ่งเล่นในสวนหรือทำกิจกรรมนอกบ้านนี่แหละที่เป็นส่วนช่วยให้เหล่าทาสหมาได้ขยับร่างกายมากขึ้นกว่าที่เคย และการออกกำลังกายกับสุนัขนั้นยังช่วยให้ความดันโลหิตลดลงอีกด้วย

  1. สุขภาพจิตแจ่มใส

สาเหตุที่ทำให้จิตแพทย์นั้นแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าเลี้ยงสุนัขนั่นก็เพราะว่าสุนัขสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี การมอบความรักให้เจ้าของแบบไม่มีเงื่อนไข สุนัขจะไม่มีวันปล่อยให้คุณรู้สึกว่าคุณโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน การได้มีสุนัขเป็นเพื่อนจึงช่วยลดความเครียดและความเศร้าให้หายไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ

  1. สร้างนิสัยการมีความรับผิดชอบ

หากคุณเป็นพนักงานประจำหรือทำงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณอาจจะคิดว่าการเลี้ยงสุนัขสักตัวเป็นเรื่องที่หนักหนาจนเกินไปสำหรับคุณ จริงๆ แล้วคนเรานั้นมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันและแน่นอนว่าการพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นอย่างน้อยวันละ 15-30 นาทีคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อีกทั้งการเป็น ทาสหมา ยังช่วยให้เราเริ่มจัดสรรเวลามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดตารางหรือโน๊ตเพื่อสร้างเป้าหมายในแต่ละวันยังช่วยแก้นิสัยขี้เกียจ และทำให้เรานั้นรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเมื่อได้ทำทุกสิ่งในลิสต์สำเร็จในทุกๆ วัน 

  1. มีบอดี้การ์ดส่วนตัว

ไม่ว่าคุณจะเลือกเลี้ยงสุนัขที่หน้าโหดหรือบ้องแบ๊วก็ตาม สุนัขจะรู้ตัวเสมอว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ผิดปกติ หากคุณตกอยู่ในอันตรายหรือมีสถานการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้น การเห่าและขู่คำรามของสุนัขจะทำให้คุณรับรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคุณและสามารถช่วยเหลือเมื่อคุณถูกทำร้ายได้เช่นเดียวกัน

  1. รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ประเมินค่าไม่ได้

การมีสิ่งมีชีวิตที่พลังเหลือล้นอย่างสุนัข บางครั้งเพียงแค่ความขี้เล่น การแสดงท่าทาง หรือสีหน้าตลกๆ หรือการที่สุนัขมอบความรักทั้งหมดของหัวใจให้กับเจ้าของก็เป็นสิ่งสวยความและเติมเต็มความสุขให้กับเราอย่างเอ่อล้นจนเต็มอกเลยล่ะ 

การเลือกสายพันธุ์สุนัขให้เหมาะกับบุคคลิกของเรา หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ขนาดพื้นที่ที่มีให้กับสัตว์เลี้ยงก็สำคัญเช่นเดียวกัน หากข้อดีของการเป็นทาสหมาที่แอดยกมานั้นยังทำให้ลังเลอยู่ เรามาดูความน่ารักของ 10 สายพันธุ์สุนัขยอดฮิตที่หลายคนเลือกเลี้ยงกัน

ท็อป 5 สายพันธุ์สุดโปรดอยู่ในโหมด Friendly

  1. โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

สุนัขขี้เล่นไซส์ใหญ่ขนสีทองสวย มีทั้งพันธุ์ขนตรงและพันธุ์ขนหยิกให้เลือก และที่สำคัญนั้นยังเป็นสุนัขที่ฉลาดมากๆ สามารถฝึกให้ดูแลคนตาบอด ผู้สูงอายุหรือแม้แต่ใช้ในการสืบคดีได้เลยนะ เรียกได้ว่าครบเซ็ตทั้งความน่ารักและความฉลาดแบบจัดเต็ม

  1. คอร์กี้ (Welsh Corgi)

เรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก และแน่นอนว่าจุดเด่นของสายพันธุ์นั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้กับใบหูตั้งใหญ่ทั้งสองข้าง จมูกโต และคอยบอกรักเราด้วยการหันก้นเด้งๆ คล้ายรูปหัวใจ แค่นี้ก็ดูขี้เล่น ดูตลกเกินไปแล้ว ส่วนเรื่องนิสัยไม่ต้องพูดถึง เกินคำว่า Friendly ไปมาก

  1. บีเกิ้ล (Beagle)

จากสุนัขที่ต่างประเทศใช้ฝึกในการต้อนแกะหรือดูแลฟาร์มจึงทำให้บีเกิ้ลนั้นเป็นสุนัขที่ฉลาดและมีสกิลการเข้าสังคมที่สูงมาก แค่เห็นหน้าตาใสซื่อกับหูยาวๆ แล้วก็ไม่แปลกที่ใครๆ ก็ตกหลุมรักเจ้าบีเกิ้ล

  1. คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Chales Spaniel)

นอกจากชื่อจะยาวจนแทบจะเลยบรรทัดแล้วสิ่งที่มาพร้อมกับชื่อนี้คือราคาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่สิ่งที่คุณจะได้รับนั้นคือการมีสุนัขขี้เล่น ตาโต ขนนุ่มหยิก อีกทั้งลักษณะเด่นของหูที่ยาวตกทั้งสองข้างยังทำให้ดูเหมือนเด็กน้อยถักเปียเลยล่ะ

  1. ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

สุนัขสายพันธุ์โปรดของทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยลักษณ์ตัวที่เล็กมากแต่ก็มีขนพองฟู ดวงตากลมโต เป็นสุนัขที่รักการเข้าสังคม ขี้เล่นแถมยังฉลาดสุดๆ 

ท็อป 5 สายพันธุ์ฮิตสุดโหดแต่ก็ยกให้เจ้าของเป็นคนโปรดอยู่ดี

  1. เยอรมัน เชเพิร์ด (German Shepherd)

ด้วยความที่ลำตัวใหญ่ หูตั้ง หางยาวสวย เยอรมัน เชเพิร์ดจึงเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ นิสัยส่วนตัวของสุนัขพันธุ์นี้มักจะไม่สุงสิงกับคนแปลกหน้าและจะคอยระวังภัยให้เจ้าของอยู่เสมอ โดยปกติแล้วเยอรมัน เชเพิร์ดนั้นยังคงมีความขี้เล่นต่อเจ้าของเป็นอย่างมากเพราะเป็นพวกที่แอคทีฟตลอดเวลานั้นเอง

  1. โดเบอร์แมน พินเชอร์ (Doberman Pinsher)

ลำตัวสูงใหญ่ หุ่นลีน หูตั้ง จมูกโต จะมีสุนัขพันธุ์ไหนที่เท่กว่าโดเบอร์แมน พินเชอร์อีก นอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเท่เกินใครแล้ว โดเบอร์แมน พินเชอร์ยังถูกจัดให้อยู่ในโหมดสัตว์เลี้ยงหน้าโหดหัวใจโหมดคิตตี้ เพราะสามารถเข้ากับมนุษย์หรือเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง 

  1. ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

อีกหนึ่งในสุนัขพันธุ์โหดสุดฮิตอย่างร็อตไวเลอร์ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากความฉลาดที่มี สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ร็อตไวเลอร์จะไม่มีนิสัยก้าวร้าวหากได้รู้จักการเข้าสังคมกับมนุษย์ตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้นนอกจากโหมดบอดี้การ์ดแล้ว คุณยังสร้างบุคคลิกความขี้เล่นเพิ่มให้ได้อีกด้วย

  1. อเมริกันพิทบูลเทอร์เรีย (American Pit bull Terrier)

สายพันธุ์ที่ดูน่าเกรงขามที่สุดด้วยรูปทรงหัวกะโหลกและช่วงกรามที่ใหญ่ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้มีแรงกัดที่ค่อนข้างสูง ไม่ชอบคนแปลกหน้า และไม่ชอบสัตว์ตัวอื่นเป็นที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความซื่อสัตว์และมีความรักให้เจ้าของอย่างเหลือล้น โดยเจ้าสุนัขพันธุ์นี้จะขยันเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อเอาใจเจ้าของเท่านั้น

  1. ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ (Tibaton Mastiff)

สุนัขพันธุ์ใหญ่ ขนยาว ที่ถูกจัดให้อยู่ให้โหมดโหกอันดับท็อปๆ เลยทีเดียว สิ่งที่แตกต่างจากสุนัขพันธุ์ใหญ่อื่นๆ คือเจ้าทิเบตันจะชอบเดินเล่น สูดอากาศนอกบ้านนิดหน่อย แต่เพราะความขี้เกียจนั่นแหละจึงทำให้ทิเบตันเป็นสุนัขติดบ้าน รักบ้าน หวงบ้านและเจ้าของเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะดูขี้เกียจไปบ้าง แต่ถึงเวลาต้องปกป้องเจ้าของบอกเลยว่าไม่มีลังเล

ถึงแม้ว่าสุนัขพันธุ์โหดนั้นจะดูเหมือนดุร้าย แต่จริงๆ แล้วความซื่อสัตย์และความรักที่เหล่าสายพันธุ์โหดเหล่านี้มีให้กับเจ้าของก็หาที่เปรียบไม่ได้เช่นเดียวกัน หน้าที่สำคัญของทาสหมานั้นคือนั้นการฝึกให้สัตว์เลี้ยงได้รู้จักการเข้าสังคม การฟังคำสั่งต่างๆ อย่างแม่นยำ และหมั่นพาสุนัขที่คุณรักไปออกกำลังกาย ใช้แรง ใช้พลังงานที่เก็บสะสมเอาไว้ก็จะช่วยลดความเครียดและความดุร้ายลงไปได้เป็นอย่างดี สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการทำกิจกรรมร่วมกับสุนัขที่เลี้ยงนั้นคือการจัดหาที่นอนดีๆ พื้นที่ส่วนตัวของเขา และการให้อาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้สุนัขที่เลี้ยงไว้มีสุขภาพจิตและสุขภาพใจที่แข็งแรงนั่นเอง

ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ชนิดไหนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมอบความรักและสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา ในการเลี้ยงสุนัขก็เช่นกัน หากคุณมอบความรัก ความสนุก และแสดงความอ่อนโยน เขาจะตอบแทนคุณด้วยชีวิตของเขาเลยล่ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเป็น ทาสหมา นะ

เคล็ด(ไม่ลับ)แมตช์ลุค แต่งตัวสาวพลัสไซส์

เคล็ด(ไม่ลับ)แมตช์ลุค แต่งตัวสาวพลัสไซส์

ในยุคที่ผู้คนมีความมั่นใจมากขึ้น สิ่งที่ถูกเรียกว่า Beauty Standard ใช้ไม่ได้แล้วกับพจนานุกรมปี 2024 ไม่ว่าจะผิวแบบไหนหรือน้ำหนักเท่าไหร่ เราก็สามารถดูดีในแบบตัวเองได้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นกังวลเกี่ยวกับรูปร่างและรู้สึกไม่มั่นใจไปกับมัน แต่การมีเทคนิคการแต่งตัวที่ดีนั้นจะช่วยให้คุณรู้สึกดีและมั่นใจไปกับทุกๆ วันอย่างแน่นอน การที่ไม่รู้ว่าควรจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน ทั้งโทนสี ทั้งดีไซน์ ให้เหมาะสมกับรูปร่างนั้นเป็นปัญหาสำหรับทุกคน และถึงแม้ว่าการมีความมั่นใจเป็นทุนเดิมจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบุคคลิกให้ดูดียิ่งขึ้น แต่การทำความเข้าใจกับรูปร่างของตัวเองเพื่อหาเสื้อผ้ามาแมตช์ให้ออกมาดูดีก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่น้อย มาทำความเข้าใจกับเทคนิคการ แต่งตัวสาวพลัสไซส์ ให้มากขึ้นไปพร้อมๆ กันแบบเจาะลึกกันไปเลย

ทำความเข้าใจในความแตกต่างของรูปร่าง

เชื่อว่าแต่ละคนคงมีสไตล์เสื้อผ้าที่ตัวเองชื่นชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทนสีของเสื้อผ้า เนื้อผ้า รูปทรงหรือดีไซน์ของชุด ซึ่งการเลือกแต่งตัวตามสไตล์ที่ตัวเองชอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย แต่อาจจะมีบางครั้งที่บางลุคถูกแต่งออกมาแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่นัก นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณยังไม่เลือกสไตล์เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับหุ่นหรือรูปร่างของคุณนั่นเอง รู้หรือไม่ว่าหุ่นหรือรูปทรงร่างกายในแต่ละแบบนั้นมีชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป และการทำความเข้าใจในรูปร่างตัวเองมากขึ้นก็เป็นหนึ่งใน เทคนิคการแต่งตัวสาวพลัสไซส์ ที่สำคัญและช่วยให้เราเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุดนั่นเอง

  • หุ่นทรงกระบอก (Tube shape)

ดูจากชื่อแล้วก็น่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ เลยใช่ไหมคะสำหรับหุ่นทรงกระบอก โดยหุ่นของสาวพลัสไซส์ประเภทนี้นั้นจะเป็นทรงตรง ในส่วนของช่วงอกลงมาจนถึงสะโพกนั้นมักจะไม่ค่อยมีส่วนเว้าโค้งเท่าไหร่นัก เทคนิคการแต่งตัวสาวพลัสไซส์ทรงกระบอกนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เพิ่มมิติของเสื้อผ้าให้ดูมีส่วนโค้งเว้าขึ้นมา อาจจะเริ่มจากการเลือกสวมใส่เข็มขัดเส้นใหญ่ เพื่อให้ช่วงเอวดูรัดมากขึ้น ลองแมตช์คู่กับกระโปรงทรงดินสอ หรือการเลือกเดรสชายระบายก็จะช่วยเพิ่มให้สะโพกดูมีมิติและส่วนของร่างกายไม่ลีบแบนจนเกินไป

  • หุ่นทรงสามเหลี่ยม (Triangle shape)

สาวพลัสไซส์ทรงสามเหลี่ยมนั้นจะดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ เพราะการมีสะโพกที่ผายกว้างจะทำให้ช่วงเอวดูเล็กลง ยิ่งถ้าหากว่าคุณเป็นสาวเปรี้ยวอยู่แล้ว การแต่งตัวเป็นสาวแซ่บจะตอบโจทย์สุดๆ ไปเลยล่ะ แต่ปัญหาของสาวทรงนี้คือจะมีช่วงคอไปจนถึงหัวไหล่ที่ค่อนข้างแคบ เพราะฉะนั้นการเพิ่มความกว้างบริเวณช่วงหัวไหล่ด้วยเสื้อที่มีไหล่กว้าง เสื้อปาดไหล หรือแม้แต่เสื้อสายเดี่ยวจะทำให้รูปร่างดูสมส่วนมากขึ้น แต่หากคุณคิดว่าช่วงสะโพกและต้นขาที่ใหญ่นั้นทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจก็สามารถพรางด้วยกางเกงสแล็คทรงขากระบอกใหญ่ก็จะช่วยให้ช่วงต้นขาดูบางลงไป แมตช์เข้ากับเสื้อเชิ๊ตคอลึกสักตัวก็ดูเท่ไปอีกแบบ

  • หุ่นทรงรูปเพชร (Diamond shape)

ด้วยความที่สาวทรงเพชรนั้นจะมีช่วงเอวที่ค่อนข้างกว้าง สิ่งนี้ค่อนข้างเป็นที่น่ากังวลสำหรับสาวๆ เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นสาวไซส์เล็กหรือสาวพลัสไซส์ก็ตาม สำหรับ เทคนิคการแต่งตัวสาวพลัสไซส์ ทรงรูปเพชรนั้นก็แก้ไม่ยาก ลองหยิบเข็มขัดเส้นเล็กมาใส่ หรือหรือสวมใส่กระโปรงทรงเอเอวสูงที่มีความสั้นเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มความยาวช่วงขาและทำให้ลำตัวดูเพรียวขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่หากวันไหนที่รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจมากนัก แมตช์เสื้อ oversize สักตัว จับคู่กับกระโปรงตัวจิ๋วก็ได้ลุคสาวเท่ปนแซ่บไม่แพ้ใคร

  • หุ่นทรงแคร์รอท (Invert triangle shape)

ถึงแม้ว่าข้อได้เปรียบของสาวหุ่นทรงแคร์รอทนั้นนอกจากจะเป็นหุ่นที่มีช่วงหน้าอกค่อนข้างใหญ่และช่วงต้นขาที่เรียวบาง แต่ว่าช่วงไหล่นั้นจะดูกว้างเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นสาวที่มีเนื้อกระดูกค่อนข้างใหญ่แล้วนั้น คงทำให้การแต่งตัวตามสไตล์ที่ชอบจะดูมีข้อจำกัดมากขึ้น ลองหาเสื้อแขนกระดิ่งคอลึกเพื่อช่วยอำพรางช่วงหัวไหล่และสร้างมิติให้ช่วงลำตัวดูเพรียวมากขึ้น พยามหลีกเลี่ยงชุดที่เป็นเสื้อปาดไหล่หรือชุดที่มีดีเทลช่วงหัวไหล่มากเกินไป แต่ควรเผยจุดเด่นที่มีของร่างกายอย่างเช่นช่วงต้นขาก็จะทำให้น่าดึงดูดมากขึ้น 

  • หุ่นทรงเลขแปด (Hourglass shape)

แน่นอนว่าสาวที่มีหุ่นทรงเลขแปดนั้นเป็นหุ่นที่สาวๆ แทบจะทุกคนใฝ่ฝัน ด้วยความที่มีช่วงหน้าอกและสะโพกกว้าง แต่กลับมีช่วงเอวที่บางมากๆ เช่นกัน ดังนั้นการเลือกเสื้อผ้าที่ช่วยเสริมให้ช่วงเอวดูบางยิ่งขึ้นจะยิ่งช่วยดูน่ามองมากกว่าเดิม การแต่งตัวสำหรับสาวที่มีหุ่นทรงเลขแปดนั้นสามารถเลือกแมตช์ยีนส์ที่มีเอวตำพร้อมกับเสื้อครอปตัวจิ๋วก็ได้ลุคลุยๆ หรือหากอยากได้ลุคที่เป็นทางการมากยิ่งขึ้นก็สามารถหยิบกระโปรงสักตัวและแมตช์กับเสื้อรัดรูปก็ดูดีอย่าบอกใครเลยล่ะ 

เทคนิคการ แต่งตัวสาวพลัสไซส์

ขั้นแรกของเทคนิคการแต่งตัวสาวพลัสไซส์นั้นคือการเข้าใจในสรีระของตัวเอง และเลือกชู่จุดเด่น พรางจุดด้อยเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการแต่งตัวมากยิ่งขึ้น แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ เพราะนอกจากรูปทรงของเสื้อผ้าแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั้นคือเลือกสีสันและเนื้อผ้าที่เหมาะกับสไตล์การแต่งตัวและทำให้ทุกส่วนของร่างกายนั้นดูดีเสริมความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่มากยิ่งขึ้น

  • อยากเก็บทรงต้องเอวสูง

อย่างที่ใครหลายคนพอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่ากระโปรงและกางเกงเอวสูงคือเคล็ดไม่ลับของความดูเพรียว นอกจากจะช่วยเก็บทรงช่วงเอวแล้ว ยังทำให้ช่วงขาดูยาวขึ้นอีกด้วย 

  • ความสูงที่สร้างได้

หากคุณเป็นสาวพลัสไซส์ที่ไม่ได้สูงมากนัก การเลือกสวมใส่รองเท้าส้นสูงนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดที่สุด นอกจากจะช่วยเพิ่มความสูงแล้ว ยังช่วยให้ช่วงขาดูเรียวขึ้นอีกด้วย 

  • เพิ่มความเข้มลดความบวม

หากคุณเป็นมือใหม่ที่เริ่มหันมาสนใจในการแต่งตัวตามเทรนด์ แต่ยังไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสัน การเลือกเสื้อผ้าสีเข้มนั้นจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจและยิ่งช่วยซ่อนหุ่นในจุดที่คุณต้องการได้มากขึ้น

  • สีสันจัดเต็มตัวมัมพลัสไซส์

สิ่งที่ทำให้คุณดูดีมากยิ่งขึ้นอาจจะไม่ใช่การอำพรางหุ่นเสมอไป เพราะการเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันนั้นแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้ใส่และทำให้ผู้คนที่มองมานั้นได้รับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับตัวเอง นี่แหละเทคนิคการแต่งตัวสาวพลัสไซส์แบบตัวแม่

  • ทั้งหน้าและผมต้องให้ปัง

สิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจนอกจากการเลือกเสื้อผ้าดีๆ นั้น การแต่งหน้าก็ช่วยสร้างรูปลักษณ์ที่ดูสวยมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจะแต่งเป็นสาวหวานหรือสาวเปรี้ยว ดัดลอนหรือผมตรงนั้น ทุกสิ่งที่เป็นจะช่วยส่งให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูดีมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

การแต่งตัวนั้นไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีรูปร่างหน้าตาหรือว่าสีผิวแบบไหน ทุกคนก็สามารถเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้ เราจึงอยากให้สาวๆ ทุกคนมีความมั่นใจและมีความสุขในการแต่งตัวมากขึ้น เพราะแฟชั่นไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าอยากใส่ก็จัดเลย

ใช้ไข่ให้คุ้ม! รับสิทธิ์ โปรโมทร้านฟรี บน Facebook

ใช้ไข่ให้คุ้ม! รับสิทธิ์ โปรโมทร้านฟรี บน Facebook

Kaidee เปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ โปรโมทร้านฟรี บน Facebook สำหรับผู้ขาย ในหมวด “มาร์เก็ตเพลส” และ “อสังหาริมทรัพย์” ตลอดทั้งเดือนกันยายน 2567 นี้เท่านั้น!

📍รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญ:

  1. แคมเปญนี้สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ขายในหมวดหมู่ “มาร์เก็ตเพลส” และ “อสังหาริมทรัพย์” เท่านั้น
  2. ผู้ขายที่ใช้ไข่ Kaidee มากกว่า 5,000 ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2567 จะได้รับสิทธิ์โปรโมทร้านฟรีผ่านการทำโฆษณาบน เพจ Facebook kaidee โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  3. ผู้ขายที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญนี้ต้องกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนด้านล่างให้ครบถ้วน
  4. ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับการแจ้งเตือนจาก kaidee ผ่าน Push Notification (การแจ้งเตือน) ในแอปพลิเคชันหรือทางโทรศัพท์เพื่อยืนยันสิทธิ์การรับสิทธิ์
  5. การโปรโมทร้านจะดำเนินการผ่าน Facebook Page ของ kaidee ระหว่างวันที่ 5 – 31 ตุลาคม 2567*

*หมายเหตุ: วันและเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า