Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์
หากเปรียบเทียบสไตล์การแต่งบ้านเหมือนการเลือกเสื้อผ้าที่ใส่ การเลือกโคมไฟในการตกแต่งบ้านก็เหมือนกับการใส่เครื่องประดับเพื่อฟินิชลุคนั่นเอง ดังนั้นวันนี้เราจะมาเลือกโคมไฟที่ชอบให้กับบ้านที่ใช่ของเรากัน
ในปัจจุบันโคมไฟจัดเป็นไอเทมสำคัญที่ถูกใช้ในการตกแต่งตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งให้หมาะกับประเภทการใช้งานในมุมต่างๆ ของบ้าน ความต้องการของแสงสว่างในแต่ละส่วนและการสร้างมิติของตัวบ้านด้วยขนาดของโคมไฟ ซึ่งในแต่ละห้องของตัวบ้านนั้นก็มีการใช้โคมไฟหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปโดยสามารถแยกได้หลักๆ ดังนี้
การเลือกโคมไฟให้เหมาะกับขนาดของห้อง
แน่นอนว่าการเลือกโคมไฟที่เล็กไปหรือใหญ่ไปก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะหากเลือกโคมไฟที่ใหญ่เกินไปก็อาจจะทำให้ห้องดูรกหรือทำให้รู้สึกอึดอัดต่อการอยู่อาศัย แต่หากจะเลือกที่เล็กเกินไปก็อาจจะทำให้ได้รับแสงไม่เพียงพอ ดังนั้นการเลือกโคมไฟควรพิจารณาจากขนาดของตัวห้องหรือตัวบ้านเป็นอันดับหนึ่งโดยมีเคล็ดลับในการเลือกดังนี้
- ห้องขนาดเล็ก ควรเลือกโคมไฟติดพนังมาช่วยเพิ่มมิติแสงของตัวบ้าน เพื่อให้บ้านยังคงมีสไตล์และยังคงมีพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้ ควรหลีกเลี่ยงโคมไฟขนาดใหญ่หรือโคมไฟแบบแขวนเพราะจะทำให้ห้องดูแคบและน่าอึดอัด
- ห้องขนาดใหญ่ ในห้องขนาดใหญ่โดยส่วนมากมักจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องครัวหรือห้องนอน การเลือกโคมไฟแขวนติดเพดาน โคมระย้าหรือแชนเดอเรียร์ การเลือกโคมไฟชนิดนี้จะทำให้สร้างจุดเด่นส่วนหนึ่งของห้องเป็นหลัก มักถูกแขวนไว้บริเวณโต๊ะอาหาร โซฟาหรือเตียงนอน การแขวนด้วยลักษณะนี้จะทำให้ตัวบ้านดูอบอุ่นมากขึ้น
- ห้องที่มีเพดานต่ำ มากเลือกโคมไฟติดพนังหรือโคมไฟแนวนอนเพื่อช่วยพรางความต่ำของเพดาน การติดโคมไฟแนวนอนจะช่วยให้ห้องดูกว้างและดูโปร่งขึ้น
- ห้องที่มีเพดานสูง อย่างที่เราเห็นกันอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่นหรือโซนโถงบันไดนั้น เหล่าสถาปนิกมักจะเลือกการติดตั้งโคมระย้าเพื่อสร้างสมดุลให้กับตัวบ้านหรือห้องนั้นๆ นั่นเอง
- การเลือกโคมไฟให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละห้องของตัวบ้านนั้นก็มีความต้องการของแสงไฟที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกโคมไฟที่เหมาะสมยังสามารถเปลี่ยนอารมณ์ในแต่ละห้องได้อีกด้วย
- ห้องนั่งเล่น เป็นห้องที่ต้องการแสงไฟเป็นอย่างมาก ข้อดีของห้องนั่งเล่นคือสามารถตกแต่งด้วยโคมไฟหลากหลายรูปแบบโดยไม่ทำให้ห้องดูรกจนเกินไป ห้องนั่งเล่นที่ดีควรมีโคมไฟติดพนังโดยรอบเพื่อสร้างความสว่างอย่างเต็มที่ สามารถเพิ่มจุดเด่นบริเวณระหว่างโซฟากับทีวีด้วยโคมระย้า หรือเลือกวางโคมไฟตั้งพื้นจุดใดจุดหนึ่งในห้องเพื่อสร้างบรรยากาศในการผ่อนคลาย
- ห้องนอน ควรเลือกไฟติดผนังและไม่ควรมีแสงไฟที่สว่างมากเกินไป การเลือกโคมไฟตั้งโต๊ะหรือโคมไฟตั้งพื้นมาตั้งบริเวณหัวเตียงจะช่วยอำนวยความสะดวก ประหยัดพื้นที่ และยังสร้างมิติของเตียงให้น่านอนได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
- ห้องครัว การเลือกโคมไฟติดผนังและโคมไฟแขวนจะช่วยสร้างแสงสว่างในห้องครัวให้สม่ำเสมอมากขึ้น การมีแสงสว่างที่เพียงพอและสม่ำเสมอกับทุกส่วนในห้องจะช่วยให้ห้องดูโปร่งและดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น
Tips : การเน้นจุดตกของแสงไปยังโต๊ะอาหารจะช่วยให้อาหารดูน่ารับประทานมากขึ้น
- ห้องน้ำ การติดโคมไฟแบบฝังหรือมีโคมไฟหน้ากระจกนั้นสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับสาวๆ แสงไฟในห้องน้ำนั้นสำคัญต่อกิจกรรมอย่างเช่นการแต่งหน้าแต่งตัวหรือการโกนหนวดสำหรับหนุ่มๆ นั่นเอง
- โถงทางเดิน โคมไฟที่นิยมที่สุดในการติดตั้งบริเวณโถงทางเดินนั้นคือโคมไฟขนาดเล็กที่ติดแนวยาวเรียงไปตามทางเดิน ถึงแม้ว่าจะไม่มีความจ้าของแสงที่มากนักแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานในระยะสั้นๆ
การเลือกโคมไฟให้เหมาะกับสไตล์ของบ้าน
อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้าว่าการเลือกโคมไฟนั้นเปรียบเสมือนการเลือกเครื่องประดับให้กับตัวบ้าน ดังนั้นการจะเลือกเครื่องประดับสักชิ้นก็จะต้องคำนึงถึงสไตล์ของตัวบ้านก่อน เพื่อให้รูปทรงของโคมไฟที่เราเลือกใช้นั้นสามารถเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับตัวบ้านได้อย่างเหมาะสมที่สุด
- บ้านสไตล์มินิมอลควรใช้โคมไฟทรงกลมที่มีดีไซน์เรียบง่าย โคมไฟโทนสีสว่างอย่างสีขาวหรือสีครีมจะให้บ้านดูสะอาดสดชื่นมากขึ้น
- บ้านสไตล์โมเดิร์นควรเลือกโคมไฟทรงเหลี่ยม มีสีสันที่โดดเด่นหรือลวดลายที่ชัดเจนจะทำให้มุมในบ้านนั้นโดดเด่นมากขึ้น
- บ้านสไตล์คอนเทมโพรารีที่เน้นความทันสมัยเป็นหลักควรเลือกโคมไฟรูปทรงเลขาคณิต จะทำให้มุมของบ้านในแต่ละส่วนดูแปลกตาไม่ซ้ำใคร
- บ้านสไตล์ลอฟท์ ควรเลือกโคมไฟที่ทำจากวัสดุที่เป็นสแตนเลสหรือหลอดไฟเปลือยแขวนตามจุดต่างๆ เพื่อส่งอารมณ์ของบ้านสไตล์ลอฟท์
โคมไฟและหลักการของสี
การจัดวางโคมไฟนอกจากจะต้องคำนึงถึงขนาดห้องและการใช้สอยในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของแสงที่ได้รับหรือสีของโคมไฟก็ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยได้เช่นเดียวกัน ซึ่งตามหลักจิตวิทยานั้นได้มีการวิจัยไว้ดังนี้
- สีที่สว่างหรือห้องที่มีแสงโทนเย็น มักจะมีการกระจายของแสงไปทั่วทั้งห้องจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญยังบอกอีกว่า แสงที่สว่างมากจะช่วยแก้ปัญหาอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี
- ห้องที่มีแสงระดับกลางหรือแสงโทนอุ่น เป็นแสงที่ไม่ได้มีความจ้ามากนัก โดยส่วนมากมักเป็นแสงสีเหลืองหรือสี warm white นั่นเอง แสงสีนี้จะให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ สบายแก่ผู้อยู่อาศัย จึงเหมาะสำหรับติดตั้งในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
- แสงไฟสลัวหรือห้องที่แต่งด้วยไฟสีสัน แสงที่มืดเกินไปจะทำให้เกิดความรู้สึกหม่นหมองไม่สดใส ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โคมไฟสีแดง สีเขียวหรือสีจัดมักจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นอย่างมาก สามารถทำให้หงุดหงิดง่ายหรือมีอาการเครียด จึงไม่ควรใช้ในการติดตั้งห้องทำงานหรือห้องที่ต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์
การเลือกโคมไฟหรือโทนแสงที่ดีจะทำให้บ้านดูน่าอยู่ สามารถเปลี่ยนโทนของบ้านให้ดูสมบูรณ์แบบและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้น หวังว่าจะได้ไอเดียการเลือกโคมไฟสวยๆ ไว้ตกแต่งบ้านกันนะ
Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์
น้ำหอมปรับอากาศได้กลายเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก หรือไลฟ์สไตล์ของที่อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจนตามลักษณะของกลิ่นที่เลือก ดังนั้นวันนี้เราจะพาไปท่องโลกของกลิ่นหอมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกน้ำหอมปรับอากาศที่ใช่สไตล์คุณ
กลิ่นหอมนั่นสามารถส่งผลต่ออารมณ์ บุคลิกภาพ หรือพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลจากระบบลิมบิกหรือระบบความคุมอารมณ์นั้นทำงานร่วมกันกับระบบประสาทที่ใช้ในการรับกลิ่นนั่นเอง ซึ่งมีการวิจัยว่ากลิ่นหอมในบ้านบางกลิ่นทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และลดความเครียด แต่ก็มีบางกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถทำให้สมองปลอดโปรงและเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ มีความเชื่อว่ากลิ่นหอมที่เลือกยังสามารถสอดคล้องกับบุคลิกอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นน้ำหอมปรับอากาศนอกจากจะใช้เพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยังถูกใช้เพื่อสร้างความรู้สึกด้านบวกอย่างการมอบความอบอุ่น แสดงความรัก ความใส่ใจ และความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คนรอบข้างหรือผู้ที่มาเยี่ยมเยียนบ้านเพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน
จุดเริ่มต้นของน้ำหอมปรับอากาศ
เชื่อหรือไม่ว่าในโลกเราได้มีการเริ่มใช้น้ำหอมปรับอากาศกันมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณโดยเริ่มจากการเอากลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นสมุนไพรมาใช้ในการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เริ่มตั้งแต่ใช้ผสมน้ำอาบ จนการทำความสะอาดพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้บริเวณนั้นๆ มีกลิ่นหอมมากขึ้น ต่อมาในช่วงยุคกลาง ได้มีการเริ่มเอาดอกไม้และสมุนไพรแห้งมาวางบริเวณบ้านเพื่อให้บ้านมีกลิ่นหอม วิธีการถูกเผยแพร่และเป็นที่นิยมในวงกว้างจนทำให้เกิดการผลิตน้ำหอมปรับอากาศครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 20 นั่นเอง และถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตสินค้าประเภทน้ำหอมปรับอากาศออกมาในรูปแบบของการใช้เคมีแต่ผลลัพภ์กลับดีเกินคาด เรียกได้ว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลยทีเดียว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวงการน้ำหอมปรับอากาศก็เริ่มมีการพัฒนาสินค้าออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานในแต่ละพื้นที่การใช้งานและมีหลายกลิ่นให้เลือกซื้อกันมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีน้ำหอมปรับอากาศที่นิยมใช้มากที่สุดแยกตามประเภทได้ดังนี้
- สเปรย์ปรับอากาศ เป็นประเภทที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะใช้งานง่าย หอมทันทีไม่ต้องรอนาน
- น้ำมันหอมระเหย โดยส่วนมากจะเป็นกลิ่นหอมที่สกัดจากธรรมชาติมักใช้ร่วมกับเครื่องพ่นไอน้ำ สามารถใช้เพิ่มความชื้นและกลิ่นหอมในเวลาเดียวกัน
- เทียนหอม นิยมใช้ที่สุดในโรงแรมหรือสปา โดยกลิ่นหอมจะส่งกลิ่นได้ชัดมากขึ้นจากการระเหยของน้ำมันเทียนและจะให้ความรู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
- เจลหอม จัดเป็นอันดับต้นๆ ของน้ำหอมปรับอากาศที่มีอายุการใช้งานนานมาก มีการระเหยช้า สร้างกลิ่นหอมได้ยาวนาน
- ก้านไม้หอม เป็นไอเทมที่นอกจากจะสามารถสร้างความหอมแล้ว ยังนิยมใช้ในการตกแต่งบ้านหรือห้องอีกด้วย
- เนื้อไม้ เป็นการปรับจากวิถีโบราณ เดิมทีแล้วมีการใช้ไม้ที่มีกลิ่นหอมเป็นทุนเดิมในการวางตั้งไว้เพื่อสร้างกลิ่นหอม แต่ปัจจุบันสามารถใช้เนื้อไม้และแกะสลักเพื่อความสวยงามและพรมน้ำหอมกลิ่นที่ต้องการลงบนก้านไม้แทน
- ถุงหอม เราจะได้เห็นกันมากมายตามตลาดที่มีการนำดอกไม้แห้งหลากสีใส่รวมไว้ในถุง โดยส่วนมากจะใช้สมุนไพรหรือดอกกุหลาบมาตากแห้ง ถุงหอมนิยมใช้ปรับอากาศบริเวณตู้หรือพื้นที่อับชื้นมากที่สุด
แน่นอนว่าเราสามารถใช้น้ำหอมปรับอากาศเหล่านี้ในทุกมุมของบ้าน ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง ลักษณะของตัวบ้าน หรือตัวตนของผู้อยู่อาศัย
ความรู้สึกดีๆ ที่เลือกเองได้จากน้ำหอมปรับอากาศ
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ากลิ่นหอมต่างๆ ของบ้าน นั้นสามารถเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกได้ง่ายๆ แบบที่ว่าสามารถสร้างความสุข ความผ่อนคลาย ความสงบ หรือความรู้สึกสดชื่นได้เพียงแค่เลือกกลิ่นให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ดังนั้นเราจึงรวบรวมข้อมูลกลิ่นต่างๆ ที่ส่งผลกับความรู้สึกมากถึง 15 กลิ่นมาไว้ทีนี้
- กลิ่นดอกกุหลาบ ดอกไม้แห่งความรักและความโรแมนติกนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในแบบฉบับของความอ่อนโยน ได้กลิ่นอายความหรูหราจางๆ
- กลิ่นดอกลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแบบสะอาด
- กลิ่นโรสแมรี่ จะช่วยกระตุ้นสมองให้รู้สึกปลอดโปร่งสดชื่น สามารถทำให้มีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น
- กลิ่นเปปเปอร์มินต์ กลิ่นหอมสดชื่น สร้างความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เย็นสบาย ช่วยลดอาการปวดหัวได้ดี
- กลิ่นยูคาลิปตัส เป็นกลิ่นที่เป็นมิตรต่อทางเดินหายใจเป็นอย่างมาก เพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
- กลิ่นเลมอน สามารถเพิ่มบรรยากาศสดชื่นได้เป็นอย่างดี มักนิยมใช้ในห้องครัวหรือห้องทำงานเพื่อสร้างพลังบวก
- กลิ่นมะลิ หนึ่งกลิ่นโปรดของใครหลายๆ คน กลิ่นมะลิจะให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ หอมละมุนสุดๆ
- กลิ่นดอกไม้ป่า เป็นกลิ่นกลางๆ ระหว่างความหวานกับความเท่ เพราะดอกไม้ป่าจะได้กลิ่นหอมปนความสดชื่น สมองจะรู้สึกผ่อนคลายราวกับนั่งอยู่กลางธรรมชาติเลยล่ะ
- กลิ่นแอมเบอร์ กลิ่นฮิตในวงการโรงแรมเพราะช่วยเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย ได้สงบจิตใจและกลิ่นอายความหรูหราในเวลาเดียวกัน
- กลิ่นดอกฟรีเซีย ความหอมหวานกับบรรยากาศที่สดใสที่ได้รับจากกลิ่นนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูสนุกสนาน เป็นมิตร มักใช้ในห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นเป็นอย่างมาก
- กลิ่นไม้จันทร์ ความสุขุมนุ่มลึก กลิ่นหอมเย้ายวนชวนฝันจากกลิ่นนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบเงียบ เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการใช้สมาธิหรือความผ่อนคลาย
- กลิ่นซีด้าวู้ด เป็นกลิ่นธรรมชาติที่ไม่ได้ให้ความสดชื่นมากนัก แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัย เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการผ่อนคลายหรือสงบจิตใจในวันที่เครียด
- กลิ่นสน ความรู้สึกสะอาดราวกับสูดอากาศกลางป่าธรรมชาติ ช่วยให้มีพลังที่สดใส กระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งมากขึ้น
- กลิ่นวนิลลา กลิ่นหอมหวานเย้ายวน กลิ่นนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนความเซ็กซี่จางๆ เอาไว้ ช่วยเพิ่มบรรยากาศโรแมนติกได้ดี
- กลิ่นผลไม้รวม โดยส่วนมากแล้วจะมีการผสมระหว่างแอปเปิ้ลเขียว ส้ม หรือสตอเบอร์รี่ ซึ่งผลไม้เหล่านี้จะทำให้รู้สึกสนุกสนาน หวานอมเปรี้ยว ได้รับความสดชื่นและสมองปลอดโปร่งในเวลาเดียวกันนั่นเอง
และถึงแม้ว่าจะยกตัวอย่างกลิ่นมามากมายขนาดนี้ บางกลิ่นแอดได้แอบบอกไปไว้แล้วว่าควรวางที่จุดไหนของบ้าน ซึ่งข้อดีของการวางกลิ่นต่างๆ ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของห้องนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะแต่ละห้องในบ้านก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้การอยู่บ้านสามารถมอบความรู้สึกผ่อนคลายแต่ในขณะเดียวกันก็แปลกใหม่ไม่จำเจ ดังนั้นแต่ละห้องควรจะใช้กลิ่นแบบไหนเพราะอะไรไปดูกันเลย
กลิ่นในห้องนอนควรเป็นกลิ่นหอมแบบเบาสบาย แต่ยังสามารถให้ความรู้สึกผ่อนคลายและหลับสบาย อย่างกลิ่นคาโมมายล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นมะลิ หรือกลิ่นของดอกไม้อื่นๆ เพราะกลิ่นเหล่านี้จะทำให้สมองได้คลายความเหนื่อยล้าและความเครียด ทำให้คุณสามารถนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : เทียนหอมหรือน้ำมันหอมระเหย การใช้น้ำหอมปรับอากาศประเภทนี้จะทำให้รู้สึกอบอุ่น สามารถเพิ่มความชื้นในห้องได้ดี ทำให้หลับสนิทมากขึ้น
เนื่องจากห้องนั่งเล่นนั้นเป็นห้องที่รวมกิจกรรมที่ทำกับครอบครัวหรือใช้ในการรับแขก ดังนั้นกลิ่นหอมที่ควรใช้ควรเป็นกลิ่นที่อบอุ่น ผ่อนคลายแต่ก็มีความสดชื่นเล็กน้อย โดยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เหมาะสมที่สุดคือกลิ่นไม้จันทร์ กลิ่นดอกไม้ป่า กลิ่นดอกฟรีเซีย และกลิ่นแอมเบอร์เป็นกลิ่นที่จะเพิ่มพลังจากวันที่เหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี
ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ก้านไม้หอมและสเปรย์ปรับอากาศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับห้องนั่งเล่น สามารถเลือกแบบที่ตั้งเวลาการพ่นสเปรย์ได้ หรือการใช้ก้านไม้หอมเพื่อประดับตกแต่งห้องนั่งเล่นให้ดูดียิ่งขึ้น
ห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่มีความชื้นสูงที่สุดแต่ก็มีขนาดเล็กสุดในบ้าน ดังนั้นหากเลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นหวานละมุนอาจทำให้ห้องน้ำมีกลิ่นอับ หรือรู้สึกอึดอัดเมื่อใช้งาน กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ดีที่สุดควรทำจากสมุนไพรอย่างตะไคร้ สน ยูคาลิปตัส เปปเปอร์มินต์ หรือกลุ่มซิตรัสอย่างเช่นส้ม มะกรูด
ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ควรเลือกใช้เจลหอมปรับอากาศเพราะมีกลิ่นชัดเจน สามารถให้ความหอมได้อย่างยาวนาน มีสีสันสดใสสวยงาม
ห้องครัวนั้นมักจะมีกลิ่นคาวของอาหารติดอยู่บ้าง ดังนั้นกลิ่นเหมาะแก่ห้องครัวควรเป็นกลิ่นหอมที่ให้ความสดชื่น แต่ก็สร้างความอยากอาหารได้ในเวลาเดียวกัน กลิ่นที่นิยมใช้กันอย่างมากจึงเป็นกลิ่นอบเชย ตะไคร้ มะนาว โรสแมรี่ และกลิ่นลูกจันทร์
ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ควรไม้ไม้เนื้อหอม หรือถุงหอมวางตามจุดอับในห้องครัว บริเวณห้องครัวนั้นไม่ควรใช้กลิ่นที่แรงมากนักเพราะจะไปรบกวนกลิ่นบนจานอาหารได้
เป็นห้องที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นกลิ่นที่จะช่วยให้สมองผ่อนคลายและสามารถจดจ่อกับงานได้มากขึ้นควรใช้กลิ่นซีดาร์วู้ด เปปเปอร์มินต์ หรือกลิ่นผลไม้รวม เพื่อทำให้สมองรู้สึกโล่งและสามารถคิดงานง่ายขึ้น
ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : สามารถใช้ก้านไม้หอมหรือน้ำมันหอมระเหย ให้พื้นที่ทำงานรู้สึกผ่อนคลายแต่ก็ยังสวยงามด้วยสไตล์ขวดน้ำมันหรือเครื่องพ่นน้ำมันหอมระเหยที่ใช้
การเลือกใช้น้ำหอมปรับอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของห้องนั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายอย่าง ไอเดียการเลือกน้ำหอมที่เราว่ามาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแนวทางตัดสินใจในการเลือกกลิ่นหอมที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ถ้าใครมีกลิ่นที่ใช่อยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เลย อย่าลืมเอามาป้ายยาแอดด้วยนะ
Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์
ความฝันที่เกิดขึ้นในแต่ละคืน บางทีก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เปิดกล่องสุ่มเพื่อลุ้นตัวซีเคร็ทเหมือนกันนะ บางทีฝันที่เกิดขึ้นก็ดีจนไม่อยากตื่น บางทีก็ฝันร้ายจนอยากจะร้องไห้ออกมา หรือบางทีก็ฝันประหลาดไม่มีที่มาที่ไป
ภาพฉายที่เกิดขึ้นระหว่างหลับที่อาจจะมาจากจินตนาการ บ้างก็อิงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่ละเรื่องราวที่ทั้งดีและร้าย บางทีก็ฝันวนเรื่องเดิมซ้ำๆ บางทีก็เป็นภาพความฝันที่เกิดขึ้นแบบเลือนลางและไม่มีตอนจบ และในบางครั้งความฝันแต่ละรูปแบบนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหลังตื่นนอนอีกด้วย บางทีก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกดีๆ บางทีถ้าฝันร้ายก็ทำเอาเครียดไปทั้งวันเลยล่ะ
ทฤษฎีความฝันของนักวิทยาศาสตร์
เชื่อไหมว่าจริงๆ แล้วแต่ละรูปแบบของความฝันที่เกิดขึ้นนั้น แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ถึงแม้จะใช้เวลาศึกษามานานมากแล้วก็ตาม แต่ก็มีทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความฝันมาบ้างอยู่นะ โดยนักวิทยาศาสตร์หลายท่านก็ได้ออกมาพูดถึงสาเหตุต่างกันออกไป โดยเกิดจากอาการหรือความรู้สึกของเราดังนี้
- ฝันที่เกิดจากความรู้สึกหรือการกระทำที่เกิดขึ้นในแต่ละวันหรือช่วงเวลา
เป็นการกลั่นกรองความทรงจำหรือสิ่งต่างๆ ที่สมองได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
- ฝันที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึก
เป็นความฝันที่สะท้อนความต้องการในบางอย่าง อาจจะเป็นสิ่งของ ความรู้สึก หรือความปราถนาที่จะได้รับในบางสิ่งนั่นเอง
ไม่ใช่การฝันเห็นลางบอกเหตุแต่อย่างใด แต่เป็นความฝันที่เกิดขึ้นจากอาการเครียดหรือมีความวิตกกังวลบางอย่าง
- ฝันที่เกิดจากสารเคมีหรือกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป
หลายครั้งที่คลื่นสมองทำงานปกติจึงทำให้เกิดความฝันแปลกประหลาด หรือทำให้ความรู้สึกเหนื่อยเหมือนหลับไม่สนิทในบางครั้ง
แล้วการนอนหลับแบบไหนถึงเรียกว่าหลับสนิท ?
ต้องขอบอกก่อนเลยว่าจริงๆ แล้วการฝันนี่แหละที่เป็นตัวแสดงให้เห็นว่าเราหลับสนิท ในกลไกการทำงานของสมองยามที่เราหลับนั้นจะฉายภาพซ้ำๆ ออกมาเป็นความฝันนั่นเอง มนุษย์เราโดยเฉลี่ยใช้เวลาในการนอน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลาของความฝันจะมีเพียงแค่ราวๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยปกติแล้วมนุษย์เรานั้นนอนฝันทุกวัน เพียงแต่บางครั้งเรานั้นไม่สามารถจำความฝันของตัวเองได้หลังจากตื่นนอนยังไงล่ะ ดังนั้นการนอนแล้วไม่ฝันไม่มีอยู่จริง แต่หากคุณกำลังรู้สึกว่าไม่เคยฝันเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะร่างกายและสมองในช่วงนั้นอ่อนล้ามากเกินไป จึงทำให้กลไกการทำงานของสั่งให้ฝันน้อยลงเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมากขึ้น
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจลำดับขั้นตอนของการนอนและวงจรของการนอนกันก่อน ซึ่งระดับของการนอนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ช่วงก็คือหลับธรรมดาและหลับฝัน โดยจะเกิดขึ้นเป็นปกติในทุกวัน
- ช่วงหลับธรรมดานั้นจะเกิดขึ้นโดยเริ่มจากการอาการง่วงนอน สมองของเราจะเริ่มทำงานช้าลงจนค่อยๆผล็อยหลับไป ในช่วงนี้การทำงานของร่างกายจะเริ่มช้าลงและทำให้มีการหลับลึกในเวลาต่อมา
- ช่วงหลับฝันจากต่างจากช่วงการหลับแบบธรรมดาอย่างสิ้นเชิง เพราะดวงตาเรานั้นจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจึงทำให้เราฝันในช่วงนี้นั่นเอง
ซึ่งโดยปกติแล้วสมองจะสั่งให้ร่างการทำงานสลับกันไปมาระหว่างช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง ดังนั้นการที่เราฝันไม่จบ หรือฝันแล้วแต่จำความฝันไม่ได้ หรือว่าสะดุ้งตื่นกลางดึกบางครั้งหลังจากฝันนั้นก็เป็นหนึ่งในกลไกการทำงานของสมองของเรานั่นเอง ถึงแม้ว่าการนอนแล้วฝันจะไม่ใช่เรื่องแย่นัก อาจจะดีด้วยซ้ำในบางครั้ง แต่เราก็ยังต้องการหลับลึกเพื่อตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นพร้อมเริ่มวันใหม่อย่างเต็มที่ใช่ไหมล่ะ ดังนั้นการหากิจกรรมทำหรือหาตัวช่วยให้หลับได้อย่างสนิทและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว
10 เคล็ดลับการนอนอย่างมีประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเวลานอน 4-6 ชั่วโมง แต่ควรดื่มนมอุ่น น้ำเต้าหู้แทน เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการนอนได้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักหรืออาหารรสจัด เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไปเพราะร่างกายใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้กับบุคคลที่สูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินนั้นจะคอยกระตุ้นสมองอยู่ตลอดเวลา และอาจะทำให้เราหลับไม่สนิทหรือมีอากรฝันร้ายได้
- กล้วยหอมมหัศจรรย์ นอกจากการทานกล้วยหอมก่อนนอนจะช่วยไม่ให้เราหิวกลางดึกแล้ว สิ่งที่มากับผิวของกล้วยหอมนั้นแทบจะเหมือนยานอนหลับโดยธรรมชาติ และยังสามารถช่วยลดความเครียดทำให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 15-30 นาทีต่อวัน ซึ่งการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังทำให้เคมีในสมองของเราทำงานได้อย่างดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และการใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายนั้นยังสามารถส่งผลให้สมองของเราทำงานน้อยลงในเวลานอนและทำให้เราหลับลึกมากขึ้นนั่นเอง
- ทำจิตใจให้สงบ หมั่นฝึกทำสมาธิบ่อยๆ เพื่อให้สมองได้ตกตะกอนความคิด การอยู่นิ่งๆ สักพักจะช่วยให้กระบวนการกลั่นกรองความคิดนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้สมองไม่ต้องทำงานหนักในทุกช่วงของการนอนหลับ
- ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ร่างกายนั้นจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดจะอยู่ในช่วง 5 ทุ่มไปจนถึงช่วงใกล้จะเช้า แต่หากคุณไม่สามารถเข้านอนในช่วงเวลาเหล่านั้นได้ อย่างน้อยก็ควรมีเวลานอนครบ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
- การสร้างบรรยากาศในการนอนนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเก็บอุปกรณ์มือถือให้มีระยะห่างจากร่างกายในเวลานอนเพื่อไม่ได้เคมีหรือคลื่นสมองได้รับการรบกวน การปิดไฟมืด หรือมีเพียงแสงไฟสลัวจะช่วยให้นอนหลับดีขึ้นกว่าการเปิดไฟ และควรปรับพัดลม หรืออุณหภูมิในห้องให้เหมาะสมต่อการนอนไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไป
- การแช่น้ำอุ่น ในทางการแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าการแช่น้ำอุ่นนั้นเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้ผู้ป่วยที่นอนหลับยากนั้นสามารถหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่แช่น้ำอุ่นนั้น จะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้าและลดความเครียด ความกังวลได้เป็นอย่างดี เมื่อสมองได้รับการผ่อนคลายแล้วจึงทำให้หลับสนิท
- กลิ่นหอมปรับอารมณ์ ขอแค่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุณชอบ ไม่ว่าจะมาจากครีมอาบน้ำ โลชั่น น้ำหอมปรับอากาศ หรือแม้แต่การทำสปาก็สามารถช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและหลับง่ายกว่าที่เคย
ในบางครั้งการมีความฝันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ ถึงแม้ว่าจะดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ความฝันที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งธรรมชาติ จิตวิทยาบำบัดให้เราได้เรียนรู้บางสิ่งจากความฝัน และยังเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ให้สมองของเราได้สร้างความทรงจำต่อไป
Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์
ในช่วงโอลิมปิก 2024 นี้ หลายๆ คนก็คงจะได้ดูการแข่งขันกีฬาสนุกๆ หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟันดาบ ว่ายน้ำ เทนนิส และการแข่งขันกีฬาอีกมากมายหลายรายการ แอดเชื่อว่าภาพการแข่งขันกีฬาเหล่านั้นได้สร้างแรงจูงใจให้เราอยากออกมาออกกำลังกายกันมากขึ้น
แต่จะทำยังไงให้การออกกำลังกายไม่กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อและทำให้เราไปสนุกกับมันมากขึ้นกันล่ะ หลายคนคงคิดว่าแค่ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งก็ท้อแล้ว จะให้ไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนักๆ ก็คงจะเกินแรงไปหน่อย แต่ก็มีอีกหลายคนที่มุ่งมั่นอยากจะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหรือสร้างหุ่นสวยกระชับมากขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มตรงไหน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น ต้องออกกำลังกายแบบไหน ทำอย่างไรให้สนุกกับมันวันนี้แอดมีคำตอบ
ทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้นก่อนออกกำลังกาย
อันดับแรกของการเริ่มออกกำลังกายนั้นไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวมากนัก สิ่งที่เราทุกคนควรทำคือการตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง ไม่ว่าจะออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อฟิตหุ่นให้กระชับมากขึ้น ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นหรือแม้แต่ออกกำลังกายเพื่อสร้างบุคคลิกภาพที่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละเป้าหมายนั้นก็จะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป และยิ่งหากคุณเป็นคนที่ไม่มีเวลาในการออกกำลังกายมากเท่าไหร่นัก การเลือกการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของตัวเองยังจะช่วยเพิ่มความสนุกและไม่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหรือท้อในแต่ละวันที่ออกกำลังกายอีกด้วย
เตรียมร่างกายให้พร้อม
ไม่ว่าคุณจะพึ่งตัดสินใจออกกำลังกายหรือออกมาได้สักพักแล้ว สิ่งที่อาจจะต้องคำนึงถึงผลที่ตามมานั้นก็คือความปลอดภัยและการสร้างวินัยในการออกกำลังกาย เป็นที่แน่นอนว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีนั้นจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ดังนั้นแล้วควรสังเกตุร่างกายตัวเอง หากมีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาสุขภาพด้านใด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อไม่ให้การออกกำลังกายนั้นสร้างผลเสียแทนผลลัพธ์ที่ดีนั่นเอง และหากเตรียมร่างกายพร้อมแล้ว เรามาดูตัวช่วยสำคัญอื่นๆ ที่เหลือกัน
ตัวช่วยสำคัญหากต้องการออกกำลังกายกลางแจ้ง ทุกคนคงไม่อยากแลกมากับหุ่นสวยแต่ผิวเสียใช่ไหมล่ะ
โดยการอบอุ่นร่างกายนั้นสามารถเริ่มจากการเคลื่อนไหวช้าๆ อาจจะเป็นการเดินหรือสะบัดตามส่วนของร่างกายเบาๆ และเริ่มออกแรงหรือเพิ่มความเร็วมากขึ้นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
ในช่วงที่เราออกกำลังกายนั้น ร่างกายจะขับเหงื่อออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ ดังนั้นการเติมความสดชื่นให้กับร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการดื่มน้ำไม่ว่าจะก่อนออกกำลังกาย ระหว่างออกกำลังกายหรือแม้แต่หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้วนั้น ก็ควรจิบน้ำให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อไม่ให้เกิดอาการจุกเสียดหรือปวดท้องตามมา
ถึงแม้การออกกำลังกายจะสามารถทำได้ง่ายๆ ในทุกสถานที่ แต่อุบัติเหตุนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในที่ปลอดภัย และแม้ว่าคุณจะออกกำลังกายมานานแค่ไหนแต่สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นคุณจึงควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวให้พร้อมอย่างสนับเข่าหรือหมวกกันน็อคเป็นต้น แต่จะให้ดีไปกว่านั้น การมีสมาร์ทวอชสักเครื่องมาเป็นตัวช่วยในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือจะใช้เป็นตัวช่วยในการกำหนดขอบเขตการออกกำลังกายหรือสร้างวินัย ก็จะทำให้การออกกำลังกายของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
เริ่มออกกำลังกาย
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วการออกกำลังกายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่จะดีกว่ามากถ้าหากการเริ่มออกกำลังกายครั้งแรกนั้นเริ่มจากการเลือกทำกิจกรรมเบาๆ อย่างเช่น
- Yoga หรือ โยคะ ตัวเลือกที่น่าสนใจอันดับหนึ่ง นอกจากจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการยืดเส้นยืดสายแล้ว โยคะนั้นยังช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น การกำหนดลมหายใจเข้าออกก็ยังสามารถช่วยให้ปอดและหัวใจแข็งแรง อีกทั้งยังสามารถช่วยปรับบุคคลิกภาพให้เราได้อีกด้วย
- เดินเร็วหรือวิ่ง เป็นการเริ่มขยับร่างกายมากขึ้นและยังสามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้อีกด้วย แต่ผลลัพธ์ที่ใครหลายคนอาจคาดไม่ถึงนั้น การวิ่งหรือการเดินเร็วยังช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ลดความเครียด และภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย เพราะสมองจะหลังสารเอ็นโดฟินมากขึ้นนั่นเอง
- การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือที่ฟิตเนส ซึ่งผู้ที่ต้องการออกกำลังกายประเภทนี้ควรเริ่มจากการคาร์ดิโอเพื่อเผาผลาญไขมันแล้วจึงทำเวทเทรนนิ่งโดยเลือกแบบเฉพาะส่วนเป็นลำดับต่อมา โดยสร้างตารางวันออกกำลังแบบเฉพาะส่วนนั้นๆ เพื่อให้การสร้างกล้ามเนื้อนั้นเห็นผลได้ไวยิ่งขึ้นและช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้มีการพักผ่อน
- การเล่นกีฬา สิ่งที่สร้างความสนุกในการออกกำลังกายได้มากขึ้นนั้นก็คือการเล่นกีฬานี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียวอย่างกอล์ฟ หรือกีฬาที่ต้องชวนเพื่อนมาเล่นอย่างปิงปอง เทนนิส หรือถ้ามีเพื่อนเยอะก็อาจจะชวนกันมาเล่นบาสหรือวอลเล่ย์บอลก็ดีนะ นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ อีกด้วย
ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายนั้นจะเหนื่อย แต่เราก็ยังสนุกไปกับมันได้ แอดว่าการมีแรงจูงในการออกกำลังกายนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เรามีวินัยกันมากขึ้น ส่วนแรงกระตุ้นของแอดนั้นคือการได้ช้อปชุดออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งแล้วใส่ไปทำกิจกรรมให้สะใจ ไว้คราวหน้าจะเอาไอเดียการแต่งตัวไปออกกำลังกายมาฝากนะ
Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์
สำหรับสาวๆ สายมูแบบเรา นอกจากการเลือกสีเล็บหรือสีเสื้อผ้าแล้ว การเลือกเครื่องประดับสายมู เพื่อเสริมดวงก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งเครื่องประดับแต่ละแบบ แต่ละสีก็จะเสริมดวงที่แตกต่างกันออกไป ต้องแมตช์ลุคมูแบบไหนให้ปังวันนี้แอดมีคำตอบ
หากจะพูดถึงเครื่องประดับสายมูที่เป็นกระแสมายาวนานจนถึงปัจจุบันนั้นคงหนีไม่พ้นหินมงคล เพราะนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายมากๆ แล้ว ในปัจจุบันยังมีการออกแบบเครื่องประดับหินสีตอบโจทย์กับทุกลุคทุกวัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสาวสายหวาน สายเปรี้ยว สาวเท่ก็สามารถสวมใส่เครื่องประดับชนิดนี้ให้ออกมาดูดีได้ทั้งนั้น ซึ่งข้อดีของหินมงคลแต่ละชนิดก็ยังช่วยเสริมสร้างพลังเชิงบวกที่แตกต่างกันได้อีกด้วย
สีมงคลประจำวันเกิดและความหมายของหินมงคลแต่ละสี
เพื่อให้พลังงานของหินมงคลสามารถส่งพลังงานเชิงบวกได้อย่างเต็มที่ ผู้สวมใส่ควรคำนึงถึงสีมงคลประจำวันเกิดและรู้ความหมายของหินมงคลแต่ละสีเพื่อให้การสวมใส่เครื่องประดับสายมูนั้นเสริมสิริมงคลและโชคลาภได้ดีที่สุด
สีมงคลประจำวันเกิด
- วันจันทร์ : สีขาว สีครีม สีเหลืองอ่อน หรือสีที่ใกล้เคียงกับดวงจันทร์ สีต้องห้ามคือสีแดง
- วันอังคาร : สีแดง สีแสด สีชมพู สีโรสโกลด์ สีต้องห้ามคือสีเหลือง
- วันพุธกลางวัน : สีเขียวทุกเฉดและสีฟ้า สีต้องห้ามคือสีชมพู
- วันพุธกลางคืน : สีเทา สีดำ สีบลอนด์ สีเงิน สีต้องห้ามคือสีทอง สีส้ม
- วันพฤหัสบดี : สีทอง สีส้ม สีเหลือง สีแดง สีต้องห้ามคือสีดำ สีเทา
- วันศุกร์ : สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว และสีน้ำตาล สีต้องห้ามคือสีเทา สีน้ำตาล
- วันเสาร์ : สีดำสนิท สีเทา สีม่วง และสีน้ำเงิน สีต้องห้ามคือสีเขียว
- วันอาทิตย์ : สีแดงทุกเฉด สีชมพู และสีดำ สีต้องห้ามคือสีน้ำเงิน
หินมงคล 12 สี
เมื่อทราบถึงสีมงคลประจำวันเกิดแล้ว การเลือกเครื่องประดับสายมูก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และเพื่อช่วยเสริมดวงและโชคลาภได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เรามาทำความรู้จักหินแต่ละชนิด จะมีชื่อเรียกว่าอะไรและแต่ละสีจะมีความหมายด้านใดบ้างมาดูกันเลย
- ไพลิน (Sapphire) หินสีน้ำเงินที่ช่วยเสริมสร้างสติ ปัญญาและสมาธิ พร้อมทั้งยังช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากภัยอันตรายทั้งหลายอีกด้วย
- ทับทิม (Ruby) หินสีแดงฉาดที่สร้างความพลังบวกด้านอำนาจ ความหลงไหล และความรัก เป็นหินที่เสริมสร้างพลังให้กล้าหาญมากยิ่งขึ้น
- ซิทริน (Citrine) หินสีเหลืองส้ม ให้พลังงานด้านการเงิน ความมั่งคั่ง โชคลาภ และความสำเร็จในหน้าที่การงาน
- อความารีน (Aquamarine) หินสีฟ้าน้ำทะเลที่นำความสงบ ความมั่งคั่งและโชคลาภมาสู่ผู้สวมใส่
- ออบซิเดียน (Obsidian) หินสีดำแต่พลังงานที่ให้กลับตรงกันข้าม เป็นหินที่ช่วยขจัดพลังงานด้านลบทั้งปวง
- ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) หินสีน้ำเงินเข้ม โด่งดังด้านการสร้างพลังงานด้านสติปัญญา การเข้าถึงจิตวิญญาณเพื่อความรู้และความสุขที่แท้จริง
- การ์เนต (Garnet) หินสีแดงเข้มไปจนถึงแดงอมม่วง หินชนิดนี้จะนำมาซึ่งพลังงานแห่งความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง บารมีและอำนาจ
- เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) หินสีฟ้าอมเขียวจะนำมาซึ่งพลังแห่งความรัก ความเมตตา และความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีความเชื่อด้านการรักษาอาการป่วยบางชนิดได้อีกด้วย
- มรกต (Emerald) หินสีเขียว สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรื่องและความมั่งคั่ง ตัวแทนของความโชคดีและความสำเร็จ
- โรสควอตซ์ (Rose Quartz) หินสีชมพูดุจกุหลาบนี้เป็นหินที่จะช่วยเสริมดวงด้านความรัก ผู้คนรักใคร่เมตตา เป็นหินที่จะช่วยสร้างพลังงานบวกในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
- ไทเกอร์อาย (Tiger’s eye) หินสีน้ำตาลเหลือบทองคล้ายดวงตาของเสือ สามารถเสริมสร้างบารมีให้กับผู้สวมใส่ เสริมดวงด้านโชคลาภ และยังช่วยให้มีความเด็ดเดี่ยว ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่
- อเมทิสต์ (Amethyst) หินสีม่วงที่เป็นตัวแทนของความจริงใจและความคิดสร้างสรรค์ หินสีนี้จะช่วยให้ผู้สวมใส่โชคดีมีแต่คนรักคนเมตตา
หากใครจะคิดว่าการใส่หินมงคลยังไงลุคก็ออกมาดูเป็นแนวยิปซีแล้วเนี่ย ต้องขอให้หยุดความคิดนี้เอาไว้ก่อน เพราะหินสีใส่ปัจจุบันนั้นนอกจากจะเป็นที่นิยมแล้ว ยังสามารถแมตช์ออกมาได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะใส่สูท ใส่เดรส ใส่ไปปาร์ตี้ก็ตอบโจทย์ทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องกังวลไม่ใช่การแมตช์ลุคหรอกนะ แต่หากจะให้หินสีมงคลสามารถสร้างพลังบวกได้ดีอยู่เสมอนั้น ผู้สวมใส่เครื่องประดับสายมูควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องประดับอยู่เสมอ โดยล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือเพื่อชำระล้างสิ่งชั่วร้ายและอบควันกำยานเพื่อสร้างกลิ่นหอมในการบูชาเครื่องประดับให้สามารถส่งพลังดีๆ ให้กับเรานั่นเอง
เป็นยังไงกันบ้าง นอกจากจะได้หินสีมงคลสวยๆ ไปสวมใส่เป็นเครื่องประดับสุดเก๋แล้วยังช่วยสร้างพลังงานบวกและความหมายดีๆ อีกด้วย อย่าลืมเลือกเครื่องประดับสายมูที่ใช่ในสไตล์ของคุณ