ครบทุกจักรวาลแห่งความสุข กับคอนโด “เลี้ยงสัตว์” ได้ Landmark@Grand Station

ครบทุกจักรวาลแห่งความสุข กับคอนโด “เลี้ยงสัตว์” ได้ Landmark@Grand Station

Landmark@Grand Station
ภาพเพื่อการโฆษณาเท่านั้น

แต่ละปีที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิากาพากันหมุนไป ไม่ใช่แค่อายุของเราที่เพิ่มมากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตหลายๆ อย่างในชีวิต แปรเปลี่ยนและผกผันไปตามปัจจัยสำคัญ ที่ได้ชื่อว่า “เวลา”

หมายรวมถึง “เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ยุค 2021” ที่ถูกกงล้อของเวลาและปัจจัยต่างๆ ขับเคลื่อนให้เปลี่ยนผ่านไปด้วยเช่นกัน วัดจากตัวเราเองก่อนได้ เริ่มจากหันซ้ายหันขวามองไปรอบตัว จะเห็นได้ว่าเพื่อนฝูง คนรอบตัวเราหลายคน เลือกที่จะอยู่อย่างพึงพอใจในชีวิตโสด (อย่างมีความสุข)

ปัจจุบันโครงสร้างสังคมไทยมีแนวโน้มเป็น “ครอบครัวเดี่ยว” และ “อยู่คนเดียว” มากขึ้น

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลหลายๆ อย่างกลับชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ไม่ได้มีใจปรารถนาที่จะอยู่อย่างเดียวดายไปทั้งชีวิต การอยู่คนเดียวในความหมายดังกล่าว คือการเติบโตไปพร้อมๆ กับ “สัตว์เลี้ยง” คู่ใจสักตัว

1 คน 1 ตัว (สัตว์เลี้ยง) : เทรนด์อสังหาฯ มาแรงยุคนี้

เมื่อความต้องการที่อยู่ในใจของผู้พักอาศัยเปลี่ยนแปลงไป เทรนด์อสังหาฯ ย่อมต้องปรับทิศทางลมเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า จะเห็นได้ว่า 2-3 ปีมานี้ หลายโครงการเริ่มมีการผ่อนปรน และปรับให้คอนโดของตัวเองเลี้ยงสัตว์ได้

คำว่า “Pet Friendly” หรือ “Pet Lover” จึงถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในจุดขายหลักของคอนโดยุคนี้

ตลาดอสังหาฯ ในหมู่คนรักสัตว์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ละปีพบว่าคนเมืองนิยมเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น แถมวิถีกราฟยังพุ่งขึ้นแบบยังไม่มีแนวโน้มจะตกลงมา เอาแค่ตัวเลขสุนัขที่เจ้าของลงทะเบียนอย่างถูกต้องในปี 2559 อยู่ที่ 580,472* ตัว เพิ่มจากครั้งก่อนที่สำรวจราวๆ 55,000 ตัว

ส่วนชุมชนทาสแมวในปี 2559 ก็ไม่น้อยหน้ากัน ตัวเลขอยู่ที่ 304,781* ตัว ซึ่งแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ไม่ต่างจากชมรมคนรักน้องหมา (สำรวจล่าสุดโดยสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์*)

ไม่ใช่แค่เปอร์เซนต์คนเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เทรนด์การซื้อคอนโดเพื่อ “อยู่คนเดียว” ก็พุ่งสูงแบบน่าจับตามองไม่แพ้กัน อย่างที่บอกไปว่า สองเทรนด์นี้เป็นอะไรควบคู่กัน คนอยู่คนเดียวมีแนวโน้มสูงที่จะเลี้ยงสัตว์ไว้คลายเหงา

ดังนั้นการเลือกซื้อคอนโดของกลุ่มนี้ จึงต้องมีอะไรตอบโจทย์มากกว่าการเป็นที่พักอาศัย หรืออยู่ในทำเลที่ดี สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องรองรับสมาชิกตัวน้อยสี่ขา ให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเราอย่างมีความสุข

คอนโด ติดรถไฟฟ้า

5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองมาแรงแห่งยุค

  • อยู่คนเดียวมากขึ้น เกิดภาวะต่างคนต่างอยู่เยอะขึ้น

  • ปัจจุบันประชากรกว่า 50% อาศัยอยู่ในเมืองและจะขยายตัวเป็น 70- 75% ในอีก 30 ปีข้างหน้า

  • คนจะให้ความสนใจตั้งถิ่นฐานในเมืองรองมากขึ้น จากการขยายตัวของเมืองรองอย่างรวดเร็ว (Urbanization)

  • ประชากรทำงานในเมืองส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วย Gen Y และ Gen Z กว่า 50% และมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป จากการเลือก “เมือง” ก่อน “งาน”

  • รูปแบบครัวเรือนข้ามรุ่นจะเยอะขึ้น เช่น คุณตายายอยู่กับหลาน พ่อแม่ไปทำงานในเมือง

อ้างอิงจาก : หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – https://www.sanook.com/home/31149/

เติมเต็มความรักของคุณให้สมบูรณ์ กับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ที่ Landmark@Grand Station

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งยังมีแนวโน้มว่า “ความต้องการ” ดังกล่าวนี้นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า Landmark@Grand Station ไม่เคยไม่นึกถึงสิ่งที่ผู้พักอาศัยต้องการ อะไรที่เป็นความสุข เติมเต็มชีวิตลูกบ้านให้สมบูรณ์แบบได้ ทาง Siamese Asset ไม่เคยเลือกที่จะมองข้าม

เอาแค่ทุกห้อง 3 Type หลักของโครงการนี้ (Flexi, Eco และ Grand) ล้วนแล้วแต่มีห้องสไตล์ Pet Friendly แทรกอยู่ในทุกๆ ระดับ แสดงให้เห็นว่าคอนโดนี้ ใส่ใจ เข้าใจ และให้ความสำคัญกับทุกความต้องการของผู้พักอาศัย

ทั้งยังเปิดกว้างเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ในการเลี้ยงสัตว์ แบบให้ลูกบ้านทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีซัพพอร์ตชาว Pet Lover แบบปังๆ ไม่ผิวเผิน การันตีด้วยการ “Sold Out” ของห้อง Flexi Type : Pet Friendly Style ที่ถูกคนรักสัตว์จับจองไปแล้วจนเกลี้ยงแผง

ใครที่ยังลังเล ไม่มีเวลาให้คิดนานแล้วนะ!

คอนโด เลี้ยงสัตว์
คอนโด รามอินทรา

ทุกเงื่อนไขและข้อสงสัย เลี้ยงสัตว์อะไรได้บ้าง?

ถึงตรงนี้ชาว Pet Lover น่าจะมีคำถามว่า การพาน้องๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวที่ Landmark@Grand Station มีเงื่อนไขและข้อจำกัดอะไรบ้าง พวกเขาจะอยู่ที่นี่อย่างแฮปปี้ไหม? อยู่แล้วน้องจะอึดอัดต้องอยู่แค่ในห้องหรือเปล่า?

1.อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ 2 ประเภทคือ “สุนัขและแมว” เท่านั้น

2. สัตว์เลี้ยงต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มที่

3. เจ้าของห้องชุดสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ 1 ตัว ต่อ 1 ห้องเท่านั้น

4. กรณีพาสัตว์เลี้ยงออกมาเดินเล่นในพื้นที่ส่วนกลาง สัตว์เลี้ยงต้องมีสายผูก/จูง รวมถึงต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา ขณะอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง

ความกังวลใจเหล่านี้ ทางแลนมาร์กเข้าใจหัวใจของลูกบ้านที่รักสัตว์เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์โดยรวมของโครงการอยู่ในมาตรวัดระดับกลางๆ มีตึงบ้างหย่อนบ้าง เพราะอย่าลืมว่า เป็นการบาลานซ์ “ความสุข” ระหว่างคนเลี้ยงสัตว์และคนไม่เลี้ยงสัตว์ ให้อยู่ร่วมกันอย่างพึงใจและมีรอยยิ้มทั้งสองฝ่าย

ความรักที่เรามีให้ “เจ้าน้อง” ของเรา ควรเป็นความรักที่ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบสังคมด้วยค่ะ

ราคา ค่าส่วนกลาง ขนาดห้องพัก Pet Friendly

มาถึงเรื่องราคา ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายคนพิจารณาเป็นอันดับแรก ซึ่งจริงๆ แล้วห้องพักสไตล์ Pet Friendly ของโครงการนี้ มีให้คุณเลือกด้วยกัน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ Flexi, Eco และ Grand

อย่างไรก็ดี ความพุ่งของกระแส “Pet Lover” ไม่มีคำว่าแผ่ว เพราะทันทีที่คอนโดเปิดให้จองห้องพัก ชมรมคนรักสัตว์ก็พากันเข้ามาจับจองห้องแบบ Flexi จน Sold Out ไปแบบพริบตา จนตอนนี้ Landmark@Grand Station มีห้องสไตล์ Pet Friendly ให้คุณเลือกเพียงแค่ Eco และ Grand เท่านั้น

นับเป็นหนึ่งกรณีศึกษาว่า “อย่าเล่นกับหัวใจคนมีความรัก” กำลังซื้อคือแบบพร้อมจับจ่ายจริงๆ

ที่สำคัญความใจป้ำของทางโครงการนี้ ยังไม่มีการชาร์จค่าส่วนกลางสำหรับห้องพักสไตล์ Pet-Friendly เพิ่มแต่อย่างใด คิดราคาเดียวกับยูนิตอื่นๆ ตามพื้นที่ใช้สอยปกติ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มให้ปวดหัววุ่นวาย คุณก็เก็บกระเป๋าเข้าอยู่พร้อมเจ้าตัวเล็กสี่ขาได้เลย

คอนโด เลี้ยงแมว
ภาพเพื่อการโฆษณาเท่านั้น

  • Pet-Friendly : Flexi 1 Bedroom 24 SQ.M., USABLE AREA 38.50 SQ.M. เริ่มต้นที่ 2.39 ล้านบาท** (Sold Out)

  • Pet-Friendly : Eco 1 Bedroom, 24.5 SQ.M.,USABLE AREA 41 SQ.M. เริ่มต้นที่ 3.16 ล้านบาท**

  • Pet-Friendly : Grand 2 Bedroom, 30.50 SQ.M.,USABLE AREA 51 SQ.M. เริ่มต้นที่ 4.1 ล้านบาท**

ราคาประมาณ 75,000 บาท/ตร.ม. ทั้งโครงการ รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด
ค่าส่วนกลาง : 55 บาท/ตร.ม./เดือน (ทั้งหมดเก็บล่วงหน้า 1 ปี)
ค่ากองทุน : 600 บาท/ตร.ม. (เก็บครั้งเดียว)
**ข้อมูลดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณธิติพัทธ์ 065-5203436 / Tithiphat Tel : 065-5203436

อยู่ร่วมกันอย่าง “สุขใจ” ทั้งคนรักสัตว์และไม่รักสัตว์

ที่ Landmark@Grand Station

อีกหนึ่งสิ่งที่คอนโดฯ นี้ เตรียมไว้รองรับชาว Pet Lover ให้อยู่อย่างแฮปปี้ คือการแบ่งโซนห้องพัก Pet-Friendly ออกเป็นสัดส่วน มีแค่ชั้น 4 และ 5 เท่านั้น ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ ไม่มีการอยู่ร่วมชั้นกับลูกบ้านที่ไม่เลี้ยงสัตว์ เพราะไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านจะอึดอัดใจ เราเองในฐานะคนเลี้ยง ก็คงไม่สะดวกใจเช่นกัน

ทั้งเสียงและกลิ่นของน้องๆ อาจจะรบกวนคนที่ไม่ได้อินได้ (สิ่งนิดเดียวของเรา อาจเป็นเรื่องน่ารำคาญใหญ่โต ของคนที่ไม่ชอบได้)

ภาพเพื่อการโฆษณาเท่านั้น

พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก

นอกจากจะมีพื้นที่ส่วนกลาง สวนต่างๆ ให้เราพาน้องหมาน้องแมวไปเดินเล่น Exercise แก้เบื่อแล้ว ระหว่างทางของการพาน้องๆ ออกจากห้องพักไปข้างนอก ทาง Landmark@Grand Station ยังคิดไว้ให้คุณแล้วแบบรอบคอบ ด้วยการมีลิฟต์แยกไว้ให้ 1 ตัว เฉพาะพาสัตว์เลี้ยงขึ้น-ลง ให้เราไม่ต้องยิ้มแบบเกรงใจ เวลาเจอลูกบ้านคนอื่นในลิฟต์

ความที่คอนโดนี้เป็นโครงการแบบ Mix-use จัดเต็มด้วยร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังมีร้าน Pet Shop โซนสัตว์เลี้ยง เอาไว้รองรับความต้องการของลูกบ้านชาว Pet Lover ไม่ต้องเดินทางไปแบกอาหารน้องหมาน้องแมว หรือทรายแมวไกลๆ ให้กล้ามแขนขึ้น ชีวิตของคุณจะพบเจอแต่คำว่าสะดวกสบาย เมื่อพักที่นี่

คอนโด เลี้ยงหมา

“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” คือหัวใจหลักของแลนมาร์ก
เราให้ความสำคัญและคิดถึง “ความสุข” ของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ
ไม่ว่าคุณจะเลี้ยงสัตว์หรือไม่เลี้ยง
ทั้งสองฝ่ายต้องให้อยู่ร่วมกันอย่างสบายใจที่สุด
เพราะทุกคนคือลูกบ้านของเรา

นั่นคือพอยต์หลักของ Landmark@Grand Station เติมเต็มความรักดีๆ ของคุณได้ที่นี่

จองเลยวันนี้! ลงทะเบียนรับโปรโมชันสุด Exclusive ที่คลิปด้านล่าง! ในราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท*

ส่องรถ Honda City มือสองออกใหม่ ราคาไม่เกิน 5 แสน

ส่องรถ Honda City มือสองออกใหม่ ราคาไม่เกิน 5 แสน

หากจะพูดถึงรถ Eco Car ที่ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน ดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะเยี่ยม ที่สำคัญขายต่อราคาไม่ตก ชื่อของ Honda City จะขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ เสมอ การันตีด้วยการเป็นรถเล็กที่ขายดีมากที่สุดในปี 2020 จึงอย่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นรถรุ่นนี้มีอยู่เต็มท้องถนน

ประวัติของ Honda City โดยย่อ

Honda City ถูกออกแบบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อทศวรรษ 80 ภายใต้ Concept ของรถที่มีขนาดเล็กและประหยัดน้ำมัน โดยใช้ชื่อโครงการว่า SA-7 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Honda City เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นเป็นหลัก ตัวรถออกวางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 28 ตุลาคม 1983

ในส่วนของประเทศสยามนั้น Honda City เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 1996 โดยปีแรกที่วางจำหน่ายสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 13,000 คัน และครองแชมป์รถ Eco Car ที่ขายได้มากที่สุดประจำปี จะเรียกได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยให้ก้าวไปอีกหนึ่งระดับ

ความยอดเยี่ยมของ Honda City มือสอง

การที่ตัวรถมีความนิยมทำให้รถรุ่นนี้มาพร้อมกับข้อดีหลัก ๆ อยู่สองประการ คือ การซ่อมบำรุงรักษาที่ง่ายและสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาศูนย์ซ่อมบำรุงที่ง่าย อะไหล่มีให้เลือกเยอะ อีกทั้งราคาซ่อมก็ยังไม่แพงอีกด้วย ใครที่อยากได้รถ Eco Car ที่ขับง่าย บำรุงรักษาง่าย City ถือว่าตอบโจทย์

อีกประการคือการเป็นรถรุ่นยอดนิยมของชาวไทย ทำให้การซื้อขายนั้นทำได้ง่าย ได้ราคาดี โดยค่าเฉลี่ยหากเป็นรถรุ่นอื่นเมื่อผ่านไปเกิน 5 ปี ราคาอาจจะเหลือไม่ถึงครึ่ง แต่ว่ารถตระกูล Honda ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Civic หรือ City ต่างมีราคาตกประมาณ 30-40% (แล้วแต่สภาพการใช้งาน) ดังนั้นใครที่ชอบเปลี่ยนรถบ่อย ๆ ซื้อมา-ขายไป ซื้อรุ่นนี้คุ้ม

ส่องรถ Honda City มือสองเข้าใหม่ที่น่าสนใจ ราคาไม่เกิน 500,000 บาท

ALL NEW HONDA CITY 1.5 SV ปี 2017

ราคา : 465,000 บาท

สำหรับใครที่อยู่เชียงใหม่ห้ามพลาดกับ Honda City สภาพดีตัวท็อปในราคาไม่เกินครึ่งล้าน โดยรถคันนี้โพสต์โดย I car เชียงใหม่ ที่มาพร้อมกับชุดแต่งรอบคัน สีดำสนิท อายุรถเพียง 4 ปี พร้อมโปรโมชันผ่อนสบาย ๆ เพียง 7,xxx เรียกได้ว่าน่าโดนมาก ๆ สำหรับ Honda City คันนี้

HONDA City 1.5 SV i-VTEC ปี 2017

ราคา : 499,000 บาท

มาอีกหนึ่งคันจากเต็นท์รถมือสองชื่อดังอย่าง เต็นท์คุณหญิง ที่มาพร้อมกับ Honda City สีขาวรุ่น SV i-VTEC ปี 2017 โดยรถคันนี้มีสภาพที่ดีเยี่ยม และมีเลขไมค์เพียงแค่ 43,000 KM เท่านั้น เห็นราคาแบบนี้ต้องเป็นเจ้าของแล้ว

HONDA CITY 1.5 S CNG ปี 2013

ราคา : 349,000 บาท

รถบ้านพลอยขวัญ ปล่อยรถ Honda City ออกมาอีกแล้ว กับรุ่นยอดนิยม HONDA CITY 1.5 S ปี 2013 ที่มาพร้อมกับราคาสุดน่ารัก สีที่โดดเด่น พร้อมดีไซน์ที่เหมาะกับวัยรุ่นอย่างมาก Option จัดเต็ม พร้อมกับโปรโมชันด้านไฟแนนซ์ที่ครบวงจร ใครอยากได้รถคันเท่ ๆ ไปใช้ก็ติดต่อเต็นท์ไปได้เลย

HONDA CITY 1.5 SV AT ปี2019

ราคา : 498,000 บาท

จัดมาอีกหนึ่งคันคุ้ม ๆ กับรถอายุไม่เกินสองปี ในราคาที่ถูกกว่ารถมือหนึ่งหลายบาทกับ Honda City 1.5 SV At ปี 2019 จากเต็นท์ 84 CARCENTER สภาพดีการรันตีด้วยบริการ Kaidee Certified เลขไมล์ไม่ถึง 2 หมื่น ใช้งานเยี่ยม พร้อมกับการรับประกันหลังการขายหลายรายการ ใครอยากได้รถสภาพดี ๆ จัดไป

HONDA CITY 1.5 SV ปี 2012

ราคา : 329,000 บาท

หากใครที่อยากได้รถรุ่นนี้แต่สีเด่น ๆ ก็ขอแนะนำคันนี้เลย กับ Honda City 1.5 SV ปี 2012 ที่มาพร้อมกับสีแดงสุดสะดุดตา จาก Big Car group ที่นอกจากจะมีราคาที่น่าสนใจแล้ว ทางเต็นท์ยังมีบริการดูแลตั้งแต่ด้านไฟแนนซ์ไปจนถึงการดูตรวจเช็คสภาพหลังการขาย สนใจก็เข้ามาดูได้เลย

สรุปท้ายบทความ

ที่เราเลือกรถ Honda City มาดูนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยเรายังมีรถยี่ห้อ Honda มากมายให้ได้เลือกซื้อกันอย่างเต็มที่ พร้อมมีรถใหม่ ๆ เข้ามาทุกวัน หากคุณอยากได้รถมือสองสักคัน ต้องนึกถึงเรา Kaidee Auto แพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์อันดับหนึ่งของไทย ที่รวบรวมรถมือสองทั่วฟ้าเมืองไทย มาให้คุณไว้ในที่เดียว

ปักหมุด 5 คอนโดสไตล์ Loft สวยเท่ สไตล์ศิลปิน

ปักหมุด 5 คอนโดสไตล์ Loft สวยเท่ สไตล์ศิลปิน

ถ้าความหมายของ ‘Interior Design’ หรือ ‘การตกแต่งภายใน’ ของคุณ คือการใช้ศิลปะหลายแขนง สีสันที่หลากหลาย และ เทรนด์แฟชั่น เพื่อแต่งแต้ม และจัดวางลงบนห้องว่างๆ ห้องหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับอยู่อาศัยแล้วล่ะก็ การตกแต่งห้องแบบลอฟท์ (Loft) นั้น ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

สไตล์ Loft เป็นการตกแต่งที่คำนึกถึงสถาปัตยกรรมเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างภายในอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปูนเปื่อย อิฐ คานเสา โครงเหล็ก ทางเดินสายไฟ หรือแม้กระทั่งท่อแอร์ 

“หากพูดง่ายๆ การตกแต่งห้องสไตล์ Loft จะไม่เน้นตกแต่ง 

แต่กลับเล่นกับ Reality เพื่อแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้อาศัย”

เนื่องจากเสน่ห์ของห้อง Loft คือความสวยแบบดิบๆ บวกกับพื้นที่ที่กว้างขวาง ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งไม่อึดอัด จึงทำให้ปัจจุบัน สไตล์ Loft ได้รับความนิยมมากขึ้น และได้ถูกนำมาเป็นจุดขายในหลายโครงการคอนโดมิเนียมในประเทศไทย 

วันนี้ Kaidee ได้รวม 5 คอนโดมิเนียมสไตล์ Loft ที่รับรองได้เลยว่า ไม่แพ้เมืองนอกอย่างแน่นอน 

1. THE LOFT ASOKE

“คอนโดแบบ Luxury ไม่จำเป็นต้องมี Pattern และ ดีไซน์ที่ Play Safe เสมอไป ” 

Propholic

The Lofts Asoke เป็นอีกหนึ่งโครงการคอนโดมิเนียมจากแบรนด์ Lofts พัฒนาโดย Developer ระดับ High-End ของบ้านเราอย่าง Raimon Land ซึ่งได้สร้างผลงานมาแล้วหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น The Lofts สาทร, The Lofts เย็นอากาศ, The Lofts เอกมัย, The Lofts สีลม และ ล่าสุด The lofts ราชเทวี 

แน่นอนว่า The Lofts Asoke นั้น ก็เป็นคอนโดระดับ Super Luxury โดยมีความสูง 37 ชั้น 7 ชั้นลอย จำนวน 1 อาคาร และมียูนิตรวมทั้งสิ้น 211 ยูนิต 

The Lofts Asoke มากับคอนเซ็ปต์ “Industrial Loft Style” ดังนั้น…

แตกต่างจากที่อื่น The Lofts Asoke เป็นคอนโดมิเนียมสไตล์ Loft อย่างแท้จริง 

ทางโครงการเลือกใช้วัสดุโลหะเหล็กสนิม คอนกรีต และเลือกใช้กรอบหน้าต่างโลหะขนาดใหญ่ ให้ฟิลล์ความเป็นห้อง Studio ในสไตล์ New York Industrial Loft ราวกับอยู่อพาร์ทเม้นท์ที่ New York เลยทีเดียว

จุดเด่นของโครงการ The Loft Asoke

  • ทุกพื้นที่ในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นตัวยูนิต ส่วนกลาง หรือแม้แต่ บริเวณ Lobby ต่างโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์ Loft Industrial ให้ความรู้สึกหรูหรา อย่างทันสมัย ตรงตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่
  • ยูนิตต่อชั้น มากสุดอยู่ที่ 7 ยูนิตเท่านั้น จึง ให้ความเป็นส่วนตัว สูงพอสมควร
  • บริเวณชั้น 2 เป็นพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับ Lounge & Workspace ซึ่งมีพื้นที่กว้าง เพดานสูง และหน้าต่างบานใหญ่ที่มาในรูปแบบสไตล์ Loft ผสมผสานความเท่ และบรรยากาศธรรมชาติอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวรอบนอก และ แสงจากธรรมชาติ ที่ส่องเข้ามาในห้อง Lounge ตลอดวัน  
  • สำหรับ Fitness Center อยู่ที่ชั้น 4 มีพื้นที่กว้างขวาง ประกอบไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย และ ยังแบ่งห้องน้ำชาย และ หญิงอย่างชัดเจน 
  • สระว่ายน้ำอยู่ที่ชั้น 31 ของอาคาร มาในรูปแบบ Semi Outdoor บนความสูง 100 เมตร เหนือระดับพื้นดิน สามารถรับชมวิวกลางเมืองขณะว่ายน้ำได้อย่างรื่นรมย์

ทำเลที่ตั้ง และ ความอุดมสมบูรณ์: 

  • The Loft Asoke ตั้งอยู่ใจกลางอโศก สุขุมวิท 21 ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือด เชื่อมต่อระหว่างถนนเส้นหลักหลายเส้น ไม่ว่าจะเป็น สุขุมวิท รัชดาภิเษก เพชรบุรี และ อโศก-ดินแดง
  • อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ MRT เพชรบุรี และ ARL มักกะสัน เพียง 200 เมตร 
  • เดินทางด้วยรถยนต์เพียงแค่ 5 นาที จากทางด่วนพิเศษ พระราม 9 และ อโศก-ดินแดง
  • รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงาน ได้แก่ เซ็นทรัลพระราม 9, Singha Complex, Metro Mall, ตลาดนัด, อาคาร GMM Grammy, ชิโนไทย ทาวน์เวอร์, Grand Park View Asoke, Cemic Tower, 253 Asoke และ อีกมากมาย

รูปแบบห้อง

  • 1 ห้องนอน : 35 – 49 ตร.ม.
  • 2 ห้องนอน : 74 – 87 ตร.ม.
  • 1 ห้องนอน Duplex : 76 , 77 ตร.ม.
  • 2 ห้องนอน Duplex : 120 ตร.ม.
  • 3 ห้องนอน Duplex : 130 ตร.ม.
  • 3 ห้องนอน Duplex : 145 ตร.ม.

หากใครชอบดีไซน์แบบ Loft Industrial พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง โครงการนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะความสูงของเพดานให้มาสูงที่สุดอยู่ที่ 5.7 เมตร (สำหรับห้อง Loft Duplex) และต่ำสุดคือ 3 เมตร ซึ่งก็เป็นระดับความสูง Floor to Ceiling ที่สูงกว่าคอนโดทั่วไป 

รูปแบบห้องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากนั้น คือห้องแบบ Loft 2 ห้องนอน เนื่องจากเป็นห้องที่ให้พื้นที่ใช้สอยมากสูงสุดถึง 87 ตร.ม. ต่างจากห้องแบบ 2 ห้องนอนจากโครงการอื่นๆ ทั่วไป 

ไม่เพียงแต่พื้นที่ที่ให้มามากพอที่จะอาศัยอย่างเป็นครอบครัว แต่ด้วยการออกแบบที่ใช้หลักการแบบ Practical Design ซึ่งเน้นการใช้ชีวิตเป็นหลัก ทำให้คุณสามารถพักอาศัยที่ห้องนี้ได้อย่างยาวนาน คุ้มค่าที่จะลงทุน

2. ALTITUDE UNICORN

“คอนโดสำหรับผู้มีฝัน เพราะ The next step for successful living เรากำหนดเองได้ ”

โครงการ Altitude Unicorn สาทร-ท่าพระ เป็นคอนโด High Rise สูง 34 ชั้น จำนวน 1 อาคาร และ มียูนิตทั้งสิ้น 711 ยูนิต เป็นโครงการตัวที่สองของทาง Altitude Development ที่ลงทุนร่วมกับ Creed Group 

ภายนอกโครงการ โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภูเขา Grand Canyon ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปแบบของสีอาคาร โดยใช้ สีชมพูอมน้ำตาลร่วมกับสีเทา เป็นหลัก ในส่วนของ Facade อาคารบางส่วน จะมีลักษณะโครงสร้างเป็นเส้นโค้ง นอกจากนี้ ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากการใช้สวนแนวตั้ง ปกคลุมตึกลานจอดรถซึ่งเป็นฐานของโครงการ เปรียบเสมือนกับภูเขายักษ์ใหญ่ใจกลางย่าน สาทร-ท่าพระ เลยทีเดียว

จุดเด่นของโครงการ: Altitude Unicorn Sathorn-Tha Phra

  • ทางโครงการจัดสรร มุมบาร์เครื่องดื่ม  ‘Lobby Bar by Fallabella’ ที่บริเวณ Lobby ซึ่งเป็นบริการเครื่องดื่มโดยร้าน Fallabella ร้านอาหารกึ่งบาร์หรูจากอิตาลี เพื่อมอบประสบการร์สุดหรูแก่ลูกบ้าน และผู้มาเยือนกันแบบฟรีๆ 
  • โครงการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 6 ชั้น พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกบ้าน
    1. ชั้น G Looby Bar by Fallabella
    2. ชั้น 3-4 Co-Working Space แบบ Double Volume (2 ชั้น) ที่ประกอบไปด้วย ห้องประชุม, Auditorium, และ ห้องซักผ้า
    3. ชั้น 7-8 ฟิตเนส, ซาวน่า, สระว่ายน้ำ และ Co-Creation Kitchen
    4. ชั้น 34 มินิเธียร์เตอร์ ลู่วิ่ง และ สวนลอยฟ้า
  • สระว่ายน้ำของโครงการ ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 เป็นสระว่ายน้ำลักษณะ Free form และ ยังแบ่งส่วนสำหรับสระว่ายน้ำเด็ก และ สระจากุซซี่อีกด้วย 
  • Fitness Center มาในรูปแบบ Double Volume ให้ฟังก์ชันที่หลากหลาย มีทั้ง Boxing Zone, โซนลู่วิ่ง, หน้าผาจำลอง และ พื้นที่ชั้น 2 สำหรับเล่น Yoga Fly 
  • ไฮไลท์ของพื้นที่ส่วนกลาง หนีไม่พ้น Game Room ที่ชั้น 8 ซึ่งมาในรูปแบบห้อง E-Sport ให้ลูกบ้านสามารถพักผ่อนเล่นเกมได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมอุปกรณ์ Gaming ที่ครบครัน  

ทำเลที่ตั้ง: 

  • โครงการตั้งอยู่ติดถนนคู่ขนาน ราชพฤกษ์ ตลาดพลู เขตธนบุรี 
  • สถานีรถไฟฟ้า ตลาดพลู จะอยู่ห่างจากโครงการเพียง 150 เมตรเท่านั้น
  • ทำเลที่ตั้งมีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ได้แก่ The Mall ท่าพระ, ตลาดพลู, Big C,  Asiatique, Icon Siam, โรบินสัน บางรัก และ เซ็นทรัลพระราม 3
  • เดินทางออกจากตัวโครงการเพียงแค่ 5 นาที ก็จะถึงตลาดพลู แหล่งรวมของกินมากมาย

รูปแบบห้อง

Altitude Unicorn สาทร-ท่าพระ มีรูปแบบห้องให้เลือก 3 รูปแบบด้วยกัน ดังนี้ 

  • 1 ห้องนอน: 23.64 – 34.56 ตร.ม.
  • 1 ห้องนอน Plus: 36.98 – 45.18 ตร.ม.
  • 1+1 ห้องนอนแบบ Loft: 39.08 – 69.28 ตร.ม.

ซึ่งห้องแบบ LOFT 1+1 ห้องนอน นั้น จะมีความสูง Floor to ceiling อยู่ที่  4.4 เมตร ในส่วนของห้องนอน จะถูกแบ่งเป็นห้องนอนชั้นบน และห้องนอนชั้นล่าง ซึ่งให้พื้นที่ใช้สอยเท่ากัน

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรูปแบบห้องครัวได้ถึง 2 แบบ ได้แก่ แบบครัวติดกับระเบียง เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำอาหารมีกลิ่น และ ห้องครัวในตัวห้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ Living area ติดกับระเบียงนั่นเอง

3. COOPER SIAM

“คอนโดสไตล์ Loft that Works เพียง 10 นาทีถึงย่านหัวใจวัยรุ่น Siam”

Coopersiam

Cooper Siam เป็นอีกหนึ่งโครงการน้องใหม่ที่น่าสนใจในย่านปทุมวัน-รองเมือง มาในรูปแบบ High Rise ความสูง 24 ชั้น 1 อาคาร มีจำนวนยูนิตทั้งสิ้น 188 ยูนิต จาก Koon Estate 

โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด คอนโด SOHO หรือ Small Office Home Office ตรงตามคอนเซ็ปต์ของโครงการ

“Loft that Works”

ซึ่งให้ความหมายตรงตัว ‘รูปแบบห้องดีไซน์ Loft ที่สามารถเปลี่ยนเป็น Home Office ได้’

เรียกได้ว่าตอบโจทย์ เทรนด์ชีวิต และพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างดี

จุดเด่นของโครงการ: Cooper Siam

  • โครงการ Cooper Siam แบ่งโซนพักอาศัยตามการใช้งานของยูนิต ซึ่งแบ่งได้ทั้งหมด 3 แบบ
  1. โซน Combo Loft สำหรับผู้อาศัยที่ต้องการยูนิต Home Office ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้งห้องแบบ Single (ยูนิต 1 ชั้น) และ แบบ Double (ยูนิต 2 ชั้น)
  2. โซน Sky Residence สำหรับพักอาศัยทั่วไป มีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องนอน ให้เลือก
  3. โซน Penthouse Duplex 3 ห้องนอน จะมาพร้อมกับพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ได้แก่ Co-Working space, ห้องประชุมส่วนตัว, ห้องอเนกประสงค์, สระว่ายน้ำพร้อมจากุซซี่, ฟิตเนส และ ห้องเกม ในตัว 
  • บริเวณ Lobby ของโครงการ มีพื้นที่กว้างขวาง เพดานสูง และติดกระจกใสล้อมรอบ ทำให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้น และยังได้วิว และ แสงธรรมชาติ ตลอดวัน
  • ชั้น 2 เป็น Co-Working Space มีขนาดกว้าง รองรับผู้คนได้จำนวนมาก สามารถใช้เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งยังติดกับสวนหย่อม ซึ่งอยู่ทางด้านนอกอีกด้วย
  • ชั้น 11 มีไฮไลท์เป็นสระว่ายน้ำ พร้อมโซนสระน้ำจากุซซี่ ความยาว 25 เมตร  
  • ลูกบ้านสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์การออกกำลังกายอย่างหรูหรา ชมวิวเมือง 360 องศา ผ่านบานกระจกความสูง Floor to ceiling ในโซนของ Fitness Center 
  • มีบริการ Shutter Bus รับส่งลูกบ้านไปยังสถานที่ต่างๆ 

ทำเลที่ตั้ง:

  • ตั้งอยู่ตั้งในซอยรองเมือง 5 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน สามารถเดินทางเข้าสู่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และ ถนนพระราม 4 ได้อย่างง่ายดาย
  • ห่างจากสถานีรถไฟ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ 750 เมตรเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเดินเท้าเพียงแค่ 10 นาที
  • อยู่ใกล้กับแยกเจริญผล ใกล้สยาม ซึ่งเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิงชื่อดัง ได้แก่ MBK, Siam Discovery, และ Siam Square 

รูปแบบห้อง: 

  • Combo Loft  ชั้น 2-11
    1. Single: 41-51 ตร.ม.
    2. Double: 59-71 ตร.ม.
  • Sky Residence
    1. 1 ห้องนอน: 30-26 ตร.ม.
    2. 2 ห้องนอน: 49-67 ตร.ม.
    3. 3 ห้องนอน Duplex: 188-220 ตร.ม.
  • Penthouse Duplex 3 ห้องนอน:  188-220 ตารางเมตร 

4. KEN ATTITUDE RATTANATHIBET

“ฉีกทุกเงื่อนไข… ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่สัมผัสได้จริง”

The one-estate

แน่นอนว่าเหตุผลที่เราหยิบโครงการ Ken Attitude ขึ้นมา ก็เพราะ Ken Attitude เป็นอีกหนึ่งโครงการคอนโดมิเนียมสไตล์ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า แต่อีกเหตุผลที่ทำให้โครงการ Ken Attitude เป็นคอนโดที่น่าสนใจที่สุดในลิสนี้ก็ว่าได้ คงจะหนีไม่พ้นวิว แม่น้ำเจ้าพระยา ในทุกห้อง ในราคาที่เอื้อมถึงได้นั่นเอง

โครงการ Ken Attitude เป็นคอนโด High Rise ความสูง 31 ชั้น 1 อาคาร จำนวนยูนิตทั้งสิ้น 582 ยูนิต ภายใต้แบรนด์ THE ONE จากผู้พัฒนา The One Estate และมากับคอนเซ็ปต์ “Be Beyond One’s Ken” สู่ความเหนือกว่า ทุกประสาทสัมผัส

สถาปัตยกรรมของโครงการ Ken Attitude จะเน้นการเชื่อมต่อทั้งภายนอก และภายในอาคาร ในรูปแบบ MID-Century Modern Architects หรือ ความคลาสสิค ในยุคกลางศตวรรษ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือรูปทรงเรขาคณิต กับการออกแบบสไตล์ Loft ที่รวมกันอย่างลงตัว และมีมิติ 

จุดเด่นของโครงการ: Ken Attitude Rattanathibet

  • ทุกห้องในโครงการถูกออกแบบในสไตล์ Loft และมาในรูปแบบ Fully-Furnish พร้อมอยู่ มีพื้นที่กว้างขวาง เริ่มตั้งแต่ขนาด 27.5 ไปจนถึง 112.2 ตร.ม เลยทีเดียว
  • โครงการจัดเต็มด้วย Facility ส่วนกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 2 สระ ได้แก่ 
    1. สระ KEN’S LAGOON ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำสำหรับครอบครัว มาพร้อมกับสไลเดอร์ขนาดใหญ่
    2. สระ KEN’S Oasis สระว่ายน้ำบนชั้น Rooftop ให้ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศชั้นดาดฟ้า เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และวิวกรุงเทพแบบ 360 องศา 
  • ห้อง Fitness Center ที่กินพื้นที่ถึง 2 ชั้น (ชั้น 2-3)
  • ห้องนั่งเล่นอเนกประสงค์ Sky Lounge และ ห้องสมุด
  • อีกทั้งยังมีห้องเล่นพูล เพื่อเอาใจคุณผู้ชายอีกด้วย

ทำเลที่ตั้ง:

  • โครงการอยู่ใกล้กับสถานีไฟฟ้าสายสีม่วง พระนั่งเกล้า เพียงแค่ 100 เมตร
  • แม้จะเป็นคอนโดที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองนนทบุรี แต่ทำเลรอบล้อมไปด้วยถนนเส้นหลักมากมาย ได้แก่ ถนนรัตนาธิเบศร์, สะพานพระนั่งเกล้า, สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ และ ทางพิเศษศรีรัช
  • ทำเลมีความอุดมสมบูรณ์ รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์, โรบินสัน รัตนาธิเบศร์, อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์, บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส, ตลาดโลตัส พระนั่งเกล้า
  • มีโรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย อย่าง โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า, โรงพยาบาลรัตนาธิเบศร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

รูปแบบห้อง: 

Ken Attitude มีให้เลือกทั้งหมด 4 รูปแบบห้อง ได้แก่ 

  • Type A:  1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ: 27.5 ตร.ม
  • Type B:  1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ: 34.7- 49.9 ตร.ม
  • Type C:  2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ: 55 – 76.3 ตร.ม.
  • Type D:  3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ: 78 – 112.2 ตร.ม.

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ทุกห้องที่ทางโครงการได้จัดสรรให้ลูกบ้าน จะมาในรูปแบบ Fully-Furnish พร้อมเฟอร์นิเจอร์อย่างครบครัน ซึ่งมีสไตล์แบบ Loft Industrial เพื่อเข้ากับบรรยากาศตัวห้อง และโครงการ 

ในส่วนของความสูง Floor to Ceiling นั้น ให้มาสูงสุดอยู่ที่ 4.9 เมตร เรียกได้ว่า กว้างขวางมากๆ 

5. LANDMARK @GRAND STATION 

“Landmark @Grand Station ไม่ใช่แค่คอนโด แต่เป็น Landmark แห่งใหม่ในย่านรามอินทรา”

เราขอปิดท้ายบทความนี้ แบบเอาใจคนเมือง ไปกับอีกหนึ่งคอนโดมิเนียมหรู สไตล์ Loft เพดานสูงกว่ารูปแบบห้องคอนโดมิเนียมทั่วไป จาก Developer ชั้นนำของไทย Siamese Asset กับ โครงการ Landmark @Grand Station 

 โครงการ Landmark @Grand Station เป็นโครงการน้องใหม่ แกะกล่อง ในย่านรามอินทรา ที่ต้องบอกเลยว่าครั้งนี้ Siamese Asset เขามาแรง เพราะไม่ได้มาแค่ตัวคอนโดมิเนียมสุดหรูอย่างทุกที แต่คราวนี้กลับมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนตัวโครงการให้กลายเป็น “แลนมาร์ก” ที่สำคัญอีกแห่งในย่านรามอินทราเลยทีเดียว 

Landmark @Grand Station เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Mixed Use ประกอบไปด้วย 2 อาคาร ความสูง 23 ชั้น 

โดยฝั่งหนึ่งจะเป็นอาคารสำหรับโซน Cassia Residences ซึ่งเป็นที่พักอาศัยแบบ Branded Residence บริหารจัดการแบบโรงแรม พร้อมบริการ Room Service, Concierge และอื่นๆ ตามมาตรฐานโรงแรม

ส่วนอาคารอีกฝั่งจะเป็นโซน Siamese Residence ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพักอาศัยทั่วไป หรือ Residential Area นั่นเอง

จุดเด่นของโครงการ:  Landmark @Grand Station

  • นอกจากการแบ่งรูปแบบการพักอาศัยเป็นโซนแล้ว จุดเด่นของโครงการนี้ คือ ทุกห้องจะมาในสไตล์ห้องแบบเพดานสูง 4.15 ม. พร้อมพื้นที่ใช้สอย 2 ชั้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบห้องให้เลือกถึง 4 แบบ ดังต่อไปนี้
  1. Residential Zone: ห้องพัก พร้อมกับห้องอเนกประสงค์ สามารถทำเป็นห้องนอน, ห้องเกมมิ่ง หรือ ห้องทำงานได้ ตามเพิ่มไลฟ์สไตล์ของผู้อาศัย
  2. Pet Lover Zone (ชั้น 4-5): ห้องพักโซนพิเศษ สำหรับผู้มีสัตว์เลี้ยง 
  3. Co-Living Zone (ชั้น 8-9): ห้องพักของโซนนี้ จะมีความพิเศษอยู่ที่ความสูงของเพดาน ที่สูงเป็นพิเศษอยู่ที่ 4.9 เมตร มี 2 ชั้นด้วยกัน สามารถอยู่ได้ 2 คน แบบคนละชั้น และ มีความเป็นส่วนตัวสูง 
  4. Elder Zone: ห้องพักที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ตัวพื้นห้องไม่มีความลาดชัน เดินได้สะดวก อีกทั้งภายในห้องน้ำ ยังมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยมากมาย
  • คอนโด Landmark @Grand Station มาพร้อมกับส่วนกลาง Facillity ครบครัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ชั้น 3 ประกอบไปด้วย สระว่ายน้ำ และ Fitness Center และในส่วนของ Sky Lounge จะอยู่ที่ชั้น 21 
  • ทางโครงการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้แก่ลูกบ้านด้วย เทคโนโลยี Siamese Teqnology ดังนี้ 
  1. ระบบ Air Ventilation System Technology – ช่วยหมุนเวียนอากาศภายในห้อง พร้อมกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 99%
  2. ระบบ Smell Protection Technology – ระบบท่อน้ำป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์เข้ามาในห้อง
  3. ระบบ Heat Resistance Technology – กระจกประหยัดพลังงาน ป้องกันไม่ให้รังสีความร้อนเข้ามาในห้อง ให้ห้องเย็นสบายทั้งวัน
  4. ระบบ Soundproof Technology – ระบบกันเสียงรบกวนจากภายนอก 
  5. ระบบ Easy Maintenance Technology – ระบบเดินท่อในคอนกรีตเพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา

ทำเลที่ตั้ง:

  • คอนโดตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 64 ติดถนนรัชดา-รามอินทรา เขตคันนายาว ฝั่งตรงข้ามกับแลนมาร์กของย่านรามอินทราอย่าง Fashion Island 
  • โดยรอบโครงการมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ติดกับห้าง Fashion Island  500 เมตร และ The Promenade 600 เมตร
  • โครงการอยู่ใกล้กับซอยคู้บอน ซึ่งเป็นแหล่งชุมชน เต็มไปด้วยร้านอาหาร และ Mini Hypermarket มากมาย หากเดินทางมาทางฝั่งมีนบุรีจะเจอ Big C และ ตลาดมีนบุรี แต่ถ้ามาจากฝั่งถนนนวมินทร์ก็จะเจอ Central EastVille, The Walk CDC, ตลาดนัดหัวมุม และ Tesco Lotus
  • การเดินทางด้วยรถไฟก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทางโครงการมีระยะห่างจาก รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีวงแหวนตะวันออก ระยะทางประมาณ 450 เมตร เท่านั้น

รูปแบบห้อง: 

ห้อง Grand 

ซึ่งแต่ละรูปแบบสามารถแบ่ง Layout ภายในห้องตามไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น ห้องแบบ Residence, Pet lover, elder หรือ แบบ Co-Living ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น

  • Flexi  ห้อง 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่โฉนด 24 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอยภายใน 38.50 ตร.ม.
  • ECO แบบ ห้อง 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่โฉนด 24.5 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอยภายใน 39.50 ตร.ม.
  • Grand แบบ ห้อง 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่โฉนด 30.5 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอยภายใน 49.50 ตร.ม.

รูปแบบห้องของโครงการ Landmark จะมีความสูงของเพดานที่สูงกว่าห้องคอนโดมิเนียมทั่วไป โดยทุกห้องจะมีดีไซน์แบบ Loft ชั้นลอย ที่มีความสูงเพดานที่ 4.15 เมตร ในขณะที่ห้องแบบ Co-Living มาพร้อมกับความสูงพิเศษถึง 4.9 เมตร 

ทุกห้องของทางโครงการ มาพร้อมอยู่ แบบ Fully-Furnish ส่วนการจัดวางห้อง ถูกออกแบบมาอย่างดี โดยโซนนั่งเล่นจะอยู่ติดกับระเบียงห้องขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโล่งโปร่ง พร้อมกับแสงธรรมชาติจากภายนอกทั้งวัน 

อย่างไรก็ตาม หากใครที่ชอบทำอาหารรับประทานเอง ห้องของทาง Landmark จะไม่มีห้องครัวมาให้ แต่ทุกห้อง มาพร้อมกับระเบียงขนาดใหญ่ ที่สามารถทำอาหารได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันกลิ่นอาหารฉุนนั่นเองค่ะ 

คอนโดมิเนียมทั้ง 5 โครงการ ที่เรานำมาเสนอให้ชมกันวันนี้ ต่างก็มีคอนเซ็ปต์ และความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ทั้ง 5 โครงการนี้ กลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ สถาปัตยกรรม และ การตกแต่งสไตล์ Loft Industrial ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน และแสดงความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริงนั่นเอง

อัปเดตใหม่! 5 รุ่นมือถือกล้องหน้าเทพ โดนใจสายเซลฟี่

อัปเดตใหม่! 5 รุ่นมือถือกล้องหน้าเทพ โดนใจสายเซลฟี่

มือถือกล้องเทพยุคนี้เรียกว่ามีกันทุกแบรนด์ แต่ส่วนมากจะไปเทพกันอยู่แค่กล้องหลัง สาวกเซลฟี่ก็ต้องอดถ่ายเซลฟี่แบบภาพสวยๆกันไป แต่ตามจริงแล้วก็มีมือถือกล้องหน้าเทพหลายรุ่นที่ออกแบบมาให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีฟีเจอร์ที่ดีและความละเอียดที่สูง แถมราคายังเอื้อมถึงได้ไม่ยากอีกด้วย

กล้องหน้าแบบไหนถึงจะดี?

มือถือกล้องหน้าเทพ ดูยังไงว่ากล้องหน้าดี มีข้อสังเกตตามนี้ 

  • ความละเอียด

หากพูดถึงกล้อง เชื่อว่าทุกคนต้องดูค่าความละเอียดเป็นอย่างแรกเสมอ ปัจจุบันความละเอียดกล้องหน้าในมือถือส่วนมากจะเริ่มที่ 7MP บางรุ่นก็ความละเอียดสูงถึง 32MP เลยทีเดียว เรียกว่าชัดยันรูขุมขนจริงๆ

  • ค่า F 

หลังจากค่าความละเอียดเราจะเห็นค่า F ตามหลังเสมอ ค่านี้คือค่าขนาดความกว้างของรูรับแสง ซึ่งจะส่งผลต่อความสว่างของภาพรวมถึงการละลายหลังของภาพด้วย ถ้าค่า F ยิ่งน้อยจะเท่ากับรูรับแสงยิ่งกว้าง ซึ่งกล้องหน้ามือถือส่วนมากจะมีค่า F เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 

  • ระบบกันสั่น

ระบบกันสั่นในมือถือจะมีทั้ง OIS และ EIS 

OIS จะเป็นระบบกันสั่นผ่านฮาร์ดแวร์ที่จะมีแกนยึดไว้  โดยระบบนี้จะตรวจจับการเคลื่อนไหวเวลาเราถือกล้อง ว่ามีการขยับหรือสั่นไปทิศทางใด จากนั้นตัวแกนจะทำการปรับองศาของเลนส์ให้ทบคืน ไม่ให้ภาพนั้นสั่นไหวมากเกินไป ซึ่งระบบกันสั่นประเภทนี้จะได้ภาพที่มีความคมชัดมากกว่า  

EIS เป็นระบบกันสั่นผ่านซอฟแวร์ โดยซอฟแวร์นี้จะไปทำหน้าที่คอยตรวจจับการสั่นไหวและประมวลผลให้ภาพนั้นมีความนิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งความละเอียดของภาพอาจลดลงไปบ้าง โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าภาพคมชัดน้อยลงในกล้องที่มีความละเอียดต่ำ แต่ถ้าความละเอียดค่อนข้างสูงก็อาจไม่ได้เห็นชัดมากนัก 

  • ฟีเจอร์

นอกจากเรื่องความละเอียด ค่า F และระบบกันสั่นแล้ว แบรนด์ต่างๆ ก็ยังงัดฟีเจอร์ใหม่ๆ ยัดเข้ามาในกล้องหน้าของมือถือตัวเองด้วย อย่างเช่นโหมด Portrait ที่ช่วงแรกนั้นจะมีแค่กล้องหลังที่ทำได้ แต่ปัจจุบันกล้องหน้าก็สามารถใช้งานโหมดนี้ได้แล้ว หรือในมือถือแอนดรอยด์ส่วนมาก ก็จะมีฟีเจอร์ AI Beauty ที่ช่วยปรับใบหน้าของเราให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ลดสิวผิวเนียนกันจนหลายคนติดใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไม้เด็ดที่สร้างความน่าสนใจให้กล้องหน้าและดึงดูดลูกค้าให้อยากได้มากขึ้น 

5 มือถือกล้องหน้าเทพ ราคาโดน

ยุคนี้เรื่องความละเอียดและฟีเจอร์ต่างๆแต่ละแบรนด์ก็จัดเต็มมาให้เลือกกันเยอะจนตาลาย เราลองมาดูมือถือกล้องหน้าเทพในราคาที่จับต้องได้แบบไม่แพงหูฉี่กัน

1.Vivo V21 5G

ความละเอียดกล้องหน้า : 44MP 

จุดเด่น : OIS / Dual Selfie Spotlight / Super Night Selfie / 4K Selfie Video

ราคาประมาณ :  หนึ่งหมื่นต้นๆ

 ประเดิมกันที่ Vivo V21 5G ที่มีจุดเด่นเหมาะสมกับคำว่ามือถือกล้องหน้าเทพสุดๆ ในกล้องหน้าของรุ่นนี้มาในความละเอียดที่สูงถึง 44MP!!  ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ความละเอียด 44MP ที่เยอะจนพูดได้ว่าความละเอียดมากกว่ากล้องหลังของบางรุ่นเสียอีก  ที่สำคัญไม่ต้องกลัวภาพเบลอหรือไม่ชัด เพราะมีระบบกันสั่นแบบ OIS และการโฟกัสอัตโนมัติมาให้ด้วย 

facebook.com/vivothailand

ตามจริงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้ว แต่ยังไม่หมดเพราะฟีเจอร์เด็ดยังมีอีกเพียบ อย่างแรกคือ Dual Selfie Spotlight เฟลชสองตัวที่อยู่มุมบนสองข้างของจอ ช่วยให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่ภาพนิ่งเพียงอย่างเดียววิดีโอก็สามารถเปิดแฟลชนี้ได้เช่นกัน 

ฟีเจอร์ Super Night Selfie ที่มีเทคโนโลยี ISOCell Plus 2G พร้อมเซ็นเซอร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการรับแสงทำให้ได้ภาพที่สว่างมากขึ้นแม้จะถ่ายในที่มืด 

facebook.com/vivothailand

การถ่ายวิดีโอกล้องหน้าจะไม่ได้หยุดแค่ 1080p แบบเดิมอีกต่อไป เพราะรุ่นนี้สามารถถ่ายวิดีโอเซลฟี่ในความละเอียดที่สูงถึง 4K ได้ บวกกับระบบกันสั่น OIS + EIS ช่วยให้การถ่ายวิดีโอเซลฟี่ของคุณมีความนิ่ง ลื่นไหลเช่นเดียวกับมืออาชีพ

นอกจากนี้ยังมีโหมด Dual View Video ที่เก็บภาพทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน โดยแบ่งเป็นอย่างละครึ่งจอแบบล้ำสุดๆ

ดูมือถือ Vivo ที่นี่

2.Realme X7 Pro 

ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.5

จุดเด่น : In-Display Selfie Camera / AI Beauty / Super Night Scape

ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ

แบรนด์มาแรงจากประเทศจีนที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในในไทย สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพของแบรนด์นี้ที่เรายกมาคือรุ่น X7 Pro รุ่นเรือธงราคางาม สเปคโดยรวมถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับความเป็นเรือธงมาก โดยเฉพาะกล้องหน้าที่ตอบโจทย์สายเซลฟี่อย่างเรา

 กล้องหน้ารุ่นนี้จะเป็นแบบ In-Display ที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ Super AMOLED ดังนั้นจะไม่มีรอยบากใหญ่ๆ มาเกะกะหน้าจออีกต่อไป ที่สำคัญคือโหมด AI Beauty ที่ช่วยปรับผิวเนียนและโหมด Portrait พร้อมให้ภาพคุณดูเป็นมือโปรมากขึ้น ถ่ายเสร็จสามารถอัปลงโซเชียลได้เลยไม่ต้องแต่งเพิ่ม 

การถ่ายเซลฟี่ในที่มืดก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ภาพสวยๆ เพราะในรุ่นนี้มีโหมด Super Night Scape ที่จะปรับให้ภาพมีความสว่างใกล้เคียงกับภาพจริงมากที่สุด 

จุดเด่นอีกอย่างคือเรื่องการระบายความร้อน เคยไหมเวลาถ่ายภาพหรือวิดีโอนานๆตัวเครื่องมือถือจะมีความร้อนเกิดขึ้น ยิ่งบวกความร้อนจากมือของเราเพิ่มไปอีกยิ่งทำให้ร้อนมากขึ้น แต่สำหรับรุ่นนี้มีระบบระบายความร้อนแบบ Vc Liquid Cooling ที่จะลดอุณหภูมิในแกนกลางตัวเครื่องได้ถึง 10 องศา ดังนั้นจะถ่ายรูปหรือเล่นเกมนานๆ ก็หายห่วงเรื่องความร้อน   

ดูมือถือ Realme ที่นี่

3.Oppo A94

ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.4

จุดเด่น : EIS / Dual-View Video / Panorama  / Time-lapse / Selfie Beautification

ราคาประมาณ : เก้าพันถึงหนึ่งหมื่นบาท

แบรนด์ดังที่มีแต่มือถือราคาดีสเปคครบเครื่อง สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพในราคาโดนใจแบรนด์ Oppo ที่เราหยิบมาแนะนำคือรุ่น A94 ที่กล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 32MP พร้อม F/2.4

สำหรับจุดเด่นของรุ่นนี้อย่างแรกคือโหมดต่างๆ ที่ให้มาพร้อมใช้งานหลากหลายแบบ อย่างโหมด Selfie Beautification หรือโหมดหน้าเนียนเข้ารูป ให้คุณสวยหล่อดูดีตามสไตล์ หรือจะเป็นโหมด Portrait ให้คุณถ่ายเซลฟี่แบบละลายหลังสวยๆ หรืออยากได้ภาพกว้างๆ ก็มีโหมด Panorama ให้ได้เก็บวิวรอบตัว  

ในด้านวิดีโอก็น่าสนใจเช่นกันเพราะมีโหมด Dual-View Video ให้คุณถ่ายทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน หรือจะทำวิดีโอแบบ Time-lapse เป็นคอนเทนต์เก๋ๆ ลงก็โซเชียลก็ทำได้ อีกทั้งมีระบบกันสั่นแบบ EIS ช่วยให้ภาพนิ่งขึ้นอีกด้วย 

ดูมือถือ Oppo ที่นี่ 

4.OnePlus Nord

ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.45

จุดเด่น : Sensor Sony IMX 616 / Dual Selfie Camera / Ultra Wide Angle / 4K 60fps 

ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ

แบรนด์คุณภาพที่อาจไม่คุ้นหูใครหลายคน แต่บอกเลยว่ามือถือค่ายนี้มีแต่สเปคโหดๆ ในราคาที่คุ้มค่าสุดๆ ยิ่งมือถือกล้องหน้าเทพอย่างรุ่น Nord ที่มี Dual Selfie Camera หรือกล้องหน้าสองตัว! โดยจะมีตัวหลักที่มีความละเอียด 32MP ที่มีเซนเซอร์ Sony IMX616 วางใจเรื่องประสิทธิภาพได้ ส่วนกล้องอีกตัวจะเป็นกล้องมุมกว้างความละเอียด 8MP ที่มุมกว้างถึง 105 องศา จุใจสายเซลฟี่เป็นกลุ่มจริงๆ

และแม้ว่าจะถ่ายในที่แสงน้อยรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Screen Flash ที่ใช้แสงจากหน้าจอเป็นแฟลชเพิ่มความสว่างตอนถ่ายรูป และยังมีโหมด Face Retouching แต่งสวยเติมหล่อให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นเวลาเซลฟี่ พร้อมมี Filter ให้ใส่อีกด้วย

ด้านวิดีโอถือว่าไม่น้อยหน้าแบรนด์อื่น เพราะสามารถถ่ายวิดีโอกล้องหน้าในความละเอียดสูงถึง 4K 60fps ได้ เหมาะมากสำหรับสาย Vlog ที่ชอบภาพชัดแจ๋ว และยังมีโหมด Time-Lapse ให้ได้เพิ่มลูกเล่นการถ่ายวิดีโออีกด้วย เหมาะกับสายเซลฟี่ทำคอนเทนต์คนเดียว ก็ทำได้ครบจบที่กล้องหน้าเลย

ดูมือถือ OnePlus ที่นี่ 

5.Samsung Galaxy A52

ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP f/2.2

จุดเด่น : HDR / 4K 30fps / Beauty Mode / Fun Mode / Filter

ราคาประมาณ : 13,000 บาท

มาถึงแบรนด์ชั้นนำชื่อดังอย่าง Samsung กับมือถือกล้องหน้าเทพในรุ่น Galaxy A52 ที่เหมาะสำหรับสายคอนเทนต์สุดๆ ทั้งสเปคโดยรวมและกล้องที่เทียบเท่ารุ่นเรือธง ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจมากๆ 

สำหรับกล้องหน้ามาในความละเอียด 32MP f/2.2 ในระยะ 26mm ให้ภาพที่กว้างพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมี Beauty Mode ติดตั้งไว้พร้อมในกล้องให้เราได้ปรับความเนียนรวมถึงรูปหน้าต่างๆได้ ที่สำคัญคือมี Fun Mode ที่นำเอา Filter น่ารักและตลกๆจาก Snapchat ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานในแอปกล้องของตัวเครื่องเลย 

ด้านวิดีโอก็สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงสุดถึง 4K 30fp คมชัดสุดๆ แต่สำหรับกล้องหน้าในรุ่นนี้จะไม่ได้มีระบบกันสั่นติดตั้งมาให้ จะมีเฉพาะกล้องหลังที่มีกันสั่นเท่านั้น 

ดูรวมๆอาจคิดว่ามีจุดเด่นน้อย แต่สำหรับรุ่นนี้มีการันตีจาก Samsung ว่าจะได้รับการอัปเดตยาวนานถึง 3 ปีนับจากปี 2021 นี้อย่างแน่นอน เรียกว่าซื้อไปใช้งานได้ยาวๆ คุ้มค่าคุ้มราคา 

ดูมือถือ Samsung ที่นี่ 

สรุปมือถือกล้องหน้าเทพ 

อย่างที่ได้ยกมาแนะนำกับ 5 รุ่นมือถือกล้องหน้าเทพ ตามจริงแต่ละตัวจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันบ้าง เช่นความละเอียดพิกเซล หรือความละเอียดเวลาถ่ายวิดีโอ ถ้าหากจะถามว่ารุ่นไหนดีที่สุด ก็ต้องให้คำตอบเลยว่า. . .

สายเซลฟี่ภาพนิ่ง ชอบถ่ายเซลฟี่ตัวเองหรือถ่ายกับเพื่อน เลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์ในด้านภาพนิ่งเยอะ อย่าง OnePlus Nord ที่มีกล้องหน้า 2 ตัว แถมมีมุม Ultra Wide หรือจะเป็น Realme X7 Pro ที่มีโหมด Super Night Scape ไว้สำหรับเซลฟี่ในที่แสงน้อย เป็นต้น

สายวิดีโอเซลฟี่ อยากทำ Vlog ทำคอนเทนต์ลง Youtube, Tiktok หรือ Reels ในไอจี ให้เลือกรุ่นที่เน้นความละเอียดในการถ่ายวิดีโอสูงๆ อย่าง Vivo V21 5G ,Samsung Galaxy A52 5G ที่ถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K เลยทีเดียว หรืออย่างเจ้า Oppo A94 ที่มีระบบกันสั่น EIS แถมถ่าย Time-lapse ได้อีกด้วย

ถ้าตัดสินใจได้แล้วลองเข้ามาหาเครื่องที่ใช่ใน Kaidee ได้เลย ช้อปง่าย แถมปลอดภัยด้วยระบบ KD Pay มั่นใจได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ไปลองดูกัน

CR-V มือสอง ครบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ รีบเช็กด่วน

CR-V มือสอง ครบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ รีบเช็กด่วน

HONDA CR-V รถอเนกประสงค์ยอดนิยม ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ภายใต้สมรรถนะพรีเมียม ยนตรกรรมเพื่อครอบครัว

HONDA CR-V มือสอง นับเป็นรถอเนกประสงค์ Flagship จากแบรนด์ Honda ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ด้วยสมรรถนะและฟังค์ชันที่เป็นได้มากกว่า PPV มาพร้อมตัวถังแบบ 5 ประตู ภายนอกสวยงามและโฉบเฉี่ยว ภายในตอบโจทย์ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (5 + 2) เบาะพับได้ สิ่งอำนวยความสะดวกให้มาเยอะตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น เครื่องยนต์ค่อนข้างแรงและทนทาน ใช้งานง่ายไม่จุกจิก ขับสนุกจนลืมไปเลยว่า… นี่คือ “รถครอบครัว” 

HONDA CR-V ครองความเป็นรถอเนกประสงค์เบอร์ต้นๆ ของไทยมายาวนาน หลายคนเลือกซื้อ CR-V มือสอง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานระยะยาว ในขณะที่บางคนเคยขับรถรุ่นอื่น แล้วเปลี่ยนมาเป็น CR-V ในตอนหลัง เพื่อรองรับการวางแผนครอบครัวในอนาคต สรุปสั้นๆ อ่านไม่ถึง 2 บบรทัด คือ รุ่นนี้เป็นมากกว่ายานพาหนะอเนกประสงค์ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของ “เจ้าของรถ” ไปโดยปริยาย

สำหรับรถอเนกประสงค์ในรุ่นนี้ ราคาเริ่มต้นด้วยสนนค่าตัวไม่มีคำว่าถูก เพราะทาง HONDA วางตำแหน่งให้ CR-V อยู่เลนจ์ท็อปสุดของสายการผลิตในประเทศไทย เคียงข้างกับ ACCORD ที่เจาะตลาดกลุ่มพรีเมียมซีดาน ส่วน CR-V ก็มารุกตลาดรถอเนกประสงค์แทน เป็นการวางกลยุทธ์แยกกันเดิน แต่ร่วมกันตีที่ทรงพลัง จากแบรนด์รถแรงค่ายเอช

เปิดบันทึก HONDA CR-V มี 5 เจเนอเรชัน

HONDA เปิดตัว CR-V มาตั้งแต่ปี 1995 นับจนถึงวันนี้ด้วยตัวเลขกลมๆ ก็ล่วงเลยมาแล้วเกิน 20 ปี จัดเป็นรถยนต์เอนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า Compact SUV ทำตลาดด้วยตัวถัง 5 ประตู ฝาท้ายตัด (ประตูบานที่ 5) สำหรับชื่อ CR-V ย่อจาก Comfortable Runabout-Vehicle 

CR-V มือสอง เจเนอเรชัน 1 ปี 1995 

โฉมนี้ตัวถังจะดูแข็งๆ รูปทรงเหมือนกล่องไม้ขีด แต่ในอดีตก็นับว่าสวย มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ ช่วงแรก HONDA จำหน่ายแบบนำเข้าทั้งคัน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ความจุ 2.0 ลิตร รหัส B20B ขุมพลัง 126 แรงม้า ก่อนปรับโฉมแล้วเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เบนซิน ความจุ 2.0 ลิตร รหัส B20Z ขุมพลัง 146 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ และธรรมดา 5 จังหวะ

CR-V มือสอง เจเนอเรชัน 2 ปี 2001

CR-V เจเนอเรชัน 2 ออกแบบโดยใช้พื้นฐานของ CIVIC เจเนอเรชัน 7 (รหัส ES) สังเกตที่ไฟหน้าของโฉมนี้มาแบบ “ตาโต” ทำตลาดในไทยทั้งแบบ 5 และ 7 ที่นั่ง ในเมืองนอกมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายความจุ แต่ในไทยมีขายเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน 2 ทางเลือก คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร รหัส K20A4 ระบบ i-VTEC S พลัง 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

จากนั้น มีการปรับโฉมพร้อมอัปเกรดมาใช้บล็อก K24A เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร รหัส K24A ระบบ i-VTEC อัดแน่น 160 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ  

CR-V มือสอง เจเนอเรชัน 3 ปี 2006

โฉมนี้ทาง HONDA ออกแบบใหม่หมด รูปลักษณ์ภายนอกสวยและสปอร์ตขึ้น ไม่มียางอะไหล่ไปติดไว้ในประตูบานที่ 5 เหมือน 2 เจเนอเรชันก่อนอีกต่อไป ในไทยขาย 3 รุ่นย่อย คือ 2.0 S, 2.0 E และ 2.4 EL 

มาในเจเนอเรชันนี้ ทาง HONDA ประเทศไทย ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก แบ่งเป็น เบนซิน 2.0 ลิตร รหัส R20A ระบบ i-VTEC ขุมพลัง 150 แรงม้า และตัวท็อปสุด เบนซิน 2.4 ลิตร รหัส K24Z1 ระบบ i-VTEC จัดเต็ม 170 แรงม้า ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ

CR-V มือสอง เจเนอเรชัน 4 ปี 2011

HONDA ยังเดินหน้าทำ CR-V ให้ดีขึ้นทุกจุด ด้านโฉมนี้ก็ไม่น้อยหน้าใคร ออกแบบใหม่ในทุกมิติตั้งแต่ด้านหน้าจนถึงท้าย เติมความสปอร์ตและหรูหรามากขึ้นอีกเท่าตัว ทางผู้ผลิตพยายามทำให้ CR-V เป็นรถอเนกประสงค์ที่มี DNA ความเป็นรถซีดานระดับท็อปมากที่สุด ด้วยฟังค์ชันที่ให้เยอะ สมรรถนะดี และเครื่องยนต์ที่รองรับทางเลือกได้มากขึ้นถึง E85

เขย่าตลาดในไทยด้วยเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร รหัส R20A ระบบ i-VTEC พละกำลัง 155 แรงม้า และ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร รหัส K24Z7 ระบบ i-VTEC พลัง 170 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ และ CVT 

CR-V มือสอง เจเนอเรชัน 5 ปี 2017

โฉมที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการออกแบบห้องโดยสารที่กว้างขึ้น เติมความอเนกประสงค์ที่มากกว่า ออกแบบใหม่ดูเท่กว่าเดิมขึ้นอีก มาพร้อมพื้นที่ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เติมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญเจเนอเรชันนี้มีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซลขายในไทยแล้ว 

โดยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร ระบบ i-VTEC อัปเกรดให้แรงถึง 173 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT และทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร i-DTEC เทอร์โบ ให้พลังถึง 160 แรงม้า นับเป็น CR-V โฉมที่ค่อนข้างประหยัดเชื้อเพลิงมากทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและต่างจังหวัด 

CR-V มือสอง หนึ่งในรถขายดีที่สุด 

CR-V มือสอง ได้รับความนิยมมาก ถ้าคุณอยากได้รถอเนกประสงค์ขนานแท้ ที่ไม่ใช่อเนกประสงค์ดัดแปลงมาจาก “รถกระบะแบบ PPV” ก็ดูจะมีเจ้าตัว CR-V นี่แหละที่เป็นคำตอบในลิสต์ลำดับต้นๆ ด้วยพื้นฐานแตกต่างและเหมือนกับรถเก๋งมากกว่า ทั้งในเรื่องปรัชญาการออกแบบ, ห้องโดยสาร, เครื่องยนต์, ฟังค์ชันการใช้งาน และที่สำคัญ คือ ระบบช่วงล่างนุ่มนวล 

ทุกอย่างที่อัดแน่นในร่างของ CR-V ทุกเจเนอเรชัน จึงเป็นคำตอบว่าทำไม CR-V มือสอง จึงเปรียบเสมือนเป็น “ยูนิคอร์น” ของวงการรถยนต์ใช้แล้ว ขายต่อราคาดี ซื้อเข้าก็มีกำไร (จากการใช้งาน) ราคาไม่ถูกหรอก แต่ก็นับว่าคุ้ม เพราะประหยัดกว่าเดินเข้าห้างไปซื้อมือหนึ่งเยอะ 

และที่สำคัญมาตรฐานวงการรถมือสองสมัยนี้ก็ไม่ขี้เหร่ ทุกอย่างมีการันตีเกือบเทียบเท่าศูนย์บริการ เดี๋ยวนี้เต็นท์รถมองภาพลักษณ์และการครองใจลูกค้าเป็นสำคัญ จึงคัดสรรค์ CR-V คุณภาพดีมาขาย ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหน นำยรถห่วย ชนหนัก น้ำท่วม มาขายหรอก เพราะไม่คุ้มกับชื่อเสียงที่สร้างมา 

แต่คุณก็ต้องเลือก CR-V ให้เป็นด้วย ที่สำคัญต้องรู้จักรถและเข้าใจฟีลลิ่งในการขับ รถรุ่นนี้จึงจะเติมเต็มให้คุณได้แน่นอน 

จุดเด่น CR-V มือสอง

  1. รถอเนกประสงค์แท้ ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย แม้จะไม่ใช่รถสายลุยป่า หรือไปวิ่งในถิ่นทุรกันดารก็จริง (แต่ก็ขับได้นะ) ทว่าก็คล่องตัวทุกการขับขี่ ตอบสนองด้วยช่วงล่างแบบรถเก๋งที่นุ่มนวล
  1. รูปโฉมสวยขึ้นทุกเจเนอเรชัน โดยเจ้า CR-V นับเป็น “รถที่ยิ่งทำก็ยิ่งสวย” เรื่องนี้ต้องให้คำชมกับทีมงานผู้ออกแบบของ HONDA ที่ปรับปรุงการทำงานอยู่ตลอดเวลา นับเป็นรถที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นตลอด
  1. กำลังเครื่องยนต์ค่อนข้างดี ถึงแม้ CR-V จะมีตัวถังที่ค่อนข้างใหญ่ และแบบน้ำหนักค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยเจเนอเรชันใหม่ก็ใส่เครื่องยนต์ระบบ V-TEC เติมเข้ามาให้ อัตราเร่งจึงค่อนข้างดี ความเร็วสั่งได้ ตอบสนองตามการกดคันเร่ง วิ่งทางไกลนับว่าเยี่ยม
  1. ศูนย์บริการเยอะ อะไหล่ไม่แพง ด้วยความที่ CR-V เป็นรถตลาดที่ได้รับความนิยม มีสายการผลิตโรงงานในไทย อะไหล่จึงไม่แพง มีให้เลือกทั้งของแท้และเทียบ

จุดอ่อน CR-V มือสอง

  1. ราคาค่อนข้างสูง อย่างที่บอกไปว่าทาง HONDA จับตลาดกลุ่มท็อป ราคาของ CR-V จึงค่อนข้างแพง รถป้ายแดงเฉลี่ยออกรถต้องจ่ายสด หรือ เงินผ่อน รวมเบ็ดเสร็จหลักล้าน
  1. ไม่ใช่รถประหยัดเชื้อเพลิง ถ้าจะขับ CR-V สิ่งแรกที่ต้องทำใจยอมรับได้ก็คือเรื่องนี้ ถามว่ากินเชื้อเพลิงเยอะมั้ย ก็ไม่ได้มากหรอก แต่ตอบได้เลยว่าไม่ประหยัดนะ

CR-V มือสอง เลือกซื้ออย่างไร ให้ได้รถคุณภาพดี

อันดับแรก คุณต้องรู้เจเนอเรชันของ CR-V ที่ต้องการ เพราะมีให้เลือกเยอะมากถึง 5 เจเนอเรชัน แล้วตามมาพิจารณาในรุ่นย่อยพร้อมออปชันของรุ่น และตามด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ โดยในรุ่นใหม่ทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซลมีราคาแพงกว่าเบนซิน

ต่อมาก็เป็นเรื่องของสภาพ CR-V มือสอง เพราะในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว มีให้เลือกหลายเกรด ราคาแตกต่างกันไปตามสภาพ รถปีลึกราคาถูกกว่าในรุ่นปีใหม่ อันนี้เป็นเรื่องเข้าใจไม่ยาก

และสุดท้าย… พิจารณาที่ผู้ขายเป็นสำคัญ โดยรถ CR-V ก็เหมือนรถมือสองทั่วไป มีผู้ขายอยู่ 3 กลุ่ม คือ เต็นท์รถ, ฟรีแลนซ์ และเจ้าของรถขายเอง ซึ่งผู้ขายล้วนแตกต่าง ทำให้คุณได้รับบริการหลังการขายที่แตกต่างกันด้วย

สรุปให้เข้าใจง่าย

CR-V มือสอง รถยนต์อเนกประสงค์รุ่นยอดนิยมจาก HONDA ตอบโจทย์การใช้งานด้วยตัวถังขนาดใหญ่ ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ทำตลาดมากกว่า 20 นับถึงปัจจุบันมี 5 เจเนอเรชัน โดดเด่นด้วยออปชันรวมไปถึงฟังค์ชันการใช้งานปแบบ SUV แท้ๆ  โดยเฉพาะช่วงล่างแบบรถเก๋งที่นุ่มนวล แม้จะอยู่ภายใต้ตัวถังขนาดใหญ่ก็ตาม ตอบโจทย์ทางการใช้งานในเมือง และวิ่งทางไกลตามต่างจังหวัด ราคาไม่จัดว่าถูก แต่ก็นับว่าคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จ่ายต่อการใช้งานระยะยาว