เตรียมรถให้พร้อมเพื่อวางแผนขับรถเที่ยวปีใหม่

เตรียมรถให้พร้อมเพื่อวางแผนขับรถเที่ยวปีใหม่

จะปีใหม่กันแล้วนะมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันหรือยัง?? เชื่อว่าทุก ๆ คนย่อมมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไปเที่ยวในแต่ละที่ทั่วประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้ไปรับอากาศเย็นในช่วงของฤดูหนาวบนดอย อากาศดี ๆ หรือแม้กระทั่งลงไปภาคใต้ ไปดื่มด่ำกับทะเลและเสียงคลื่น

ซึ่งการขับรถไปเที่ยวในช่วงปีใหม่นั้นย่อมมีความลำบากมากกว่าช่วงอื่น ๆ ด้วยปริมาณของรถยนต์ ที่เหมือนพร้อมใจกันไปเที่ยวในที่ที่เดียวกัน ทำให้การเตรียมตัวของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ มีความจำเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มเดินทางแต่ละครั้ง

สิ่งที่ต้องประเมินก่อนไปเที่ยว

ก่อนที่จะไปไหนมาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ควรได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประเมินความสอดคล้องระหว่างตัวคุณกับรถยนต์ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและขับขี่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน

1. ประเมินตัวเอง

สิ่งที่ควรต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยคือรู้จักตัวของคุณเองเสียก่อน ว่าตัวคุณมีศักยภาพในการขับขี่ขนาดไหน เพราะแต่ละคนก็ขับขี่ได้เก่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดยต้องเริ่มประเมินจากเรื่องต่าง ๆ

ประเมินความสามารถการขับขี่

ต้องรู้เสียก่อนว่ากำลังในขับขี่ของตัวเองมีมากเท่าไร เพราะการขับรถนั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมาก หากขับเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ก่อให้เกิดผลดี แถมยังอาจจะทำให้มีแต่เรื่องแย่ ๆ อย่างอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้

Tip : หาเพื่อนไปด้วยสักคน เพื่อคอยสับเปลี่ยนกันขับ จะช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ไปได้

ประเมินสุขภาพร่างกาย

ร่างกายและสุขภาพก็เป็นสิ่งที่กำหนดขีดจำกัดในการขับขี่ ถ้าหากคุณสุขภาพดีแล้วล่ะก็ ย่อมพร้อมที่จะโลดแล่นไปไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ ซึ่งทางที่ดีควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน หรือเช็คร่างกายในเบื้องต้น ดังนี้

  1. นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 – 10 ชม. ก่อนเดินทาง
  2. โรคประจำตัว พร้อมกับยาประจำโรค
  3. เช็คสายตาว่าตาของคุณยังเห็นได้ชัดเจน มีผลอย่างมากในการขับรถ

2. ประเมินเส้นทางการเดินทาง

เป็นหนึ่งในขั้นตอนการประเมินหนึ่งที่ต้องทำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอย่างแผนที่นำทางต่าง ๆ จะมีให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมตัวและดูเส้นทางก่อนไปถึงสถานที่จริงนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ได้ดูไปก่อน อาจจะพบเจอกับเส้นทางที่ขับขี่ได้ยากและอันตรายก็เป็นได้

3. ประเมินระยะเวลาเดินทาง

แต่ละจังหวัดก็มีระยะทางใกล้-ไกลไม่เท่ากัน ดังนั้นหากรู้ว่าจังหวัดที่คุณนั้นเตรียมที่จะเดินทางไป มีระยะทางที่ค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน แน่นอนว่าการขับรถคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไรนัก คุณควรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ขับรถเป็นและมีใบขับขี่ไปด้วยสักคน เพื่อให้คุณได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง

ประเภทของรถยนต์ที่ดีต่อใจในการเดินทางไกล

หากจะบอกว่ารถยนต์ทุกคันก็สามารถไปเที่ยวไหนก็ได้ นั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ว่าไม่ใช่รถทุกคันนั้นสามารถขึ้นเขา ลงห้วย หรือมีกำลังพอที่จะปีนป่ายในบางสถานที่ได้ นี่จึงเป็นไกด์ที่จะพอให้คุณมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่ารถแบบไหน เหมาะกับการขับไปที่แบบไหนบ้าง หรือถ้าหากคุณอ่านแล้วพบว่า รถของคุณไม่พร้อม จะได้เตรียมการเพื่อเช่ารถได้ทันเวลา

รถยนต์ ECO CAR

เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่เล็กและให้พละกำลังที่ค่อนข้างน้อย รวมไปถึงจุผู้โดยสารได้น้อยเช่นเดียวกัน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักหากคุณจะขับรถยนต์คันนี้ขึ้นเขาและพาเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวไปกันเยอะ ๆ ที่นอกจากจะทำให้คุณนั้นขับแล้วเหนื่อยมากขึ้น มันยังมีพละกำลังที่ไม่เพียงพอในการไต่เขาอีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ขับรถไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือไปทะเล สถานที่ที่ไม่โลดโผนในการขับขี่
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : การขับขึ้นภูเขาสูง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด

รถยนต์ SEDAN

เป็นรถยนต์ขั้นต่ำที่แนะนำในการไปเที่ยวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Sedan ขนาดใดก็ตาม ด้วยกำลังที่พอเหมาะในการเดินทางไปเที่ยวได้หลายหลายที่ในประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาจจะยังต้องพึ่งทักษะในการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมอีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ไปเที่ยวได้ในทุก ๆ แนว ไม่ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางง่าย ๆ หรือเที่ยวทะเลก็ไม่หวาดหวั่น
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : สถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด

รถยนต์ PPV/MPV/SUV

ขอรวมรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้ไว้ด้วยกัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นอกจากจะจุคนได้เยอะแล้ว ยังมีพละกำลังที่สูง ขับขี่ได้เกือบทุกสถานการณ์ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่และสูงเหนือจากพื้น รวมไปถึงบางรุ่นนั้นมีโหมดในการขับเคลื่อ 4 ล้อ ได้อีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ไปได้ทุกที่จริง ๆ สุดปัง!!
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : ไม่มี อยากไปที่ไหนก็ไปโลด!!

ปล. ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ไป หากเป็นสถานที่ที่ต้องให้ผู้ชำนาญทางพาไป ก็จำเป็นต้องเช่ารถ

ส่วนไหนของรถที่ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง?

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการเดินทางไกล ๆ รถก็เปรียบเสมือนแขนและขา เพราะหากว่ารถเราไม่พร้อมแล้วล่ะก็ มันอาจไปเสียระหว่างทางก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุอย่างนี้แน่นอน และจุดที่ควรเช็คนั้นก็มีไม่มาก เดี๋ยวมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. แบตเตอรี่รถยนต์

การดูแลแบตเตอรี่ให้พร้อมก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งถ้าแบตของคุณเป็นแบบน้ำ อย่างแรกที่ควรดูก็คือเลยที่ควรดูก็คือ “น้ำกลั่น” แต่ถ้าหากเป็นแบบแห้ง ให้ลองดูว่าแบตที่เราใช้นั้น มีอายุนานแล้วหรือยัง ถ้านานแล้วควรรีบเปลี่ยนเลย

วิธีดูแลแบตเตอรี่ คลิกที่นี่

2. ล้อและยางรถยนต์

สิ่งที่ต้องอยู่ด้วยตลอดทั้งทริปของการเดินทาง เป็นเหมือนกับขา ที่ช่วยให้ไปถึงที่หมายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยเริ่มดูว่ายางนั้นมีรอยรั่ว ไม่แตก ดอกยางอยู่ดี ลมยางยังแน่นอยู่หรือไม่ หากว่าไม่ ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนเดินทางด้วยล่ะ

3. เช็คช่วงล่าง

ช่วงล่างทั้งหมดนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้แบกรับก็คือ “โช๊คอัพ” ซึ่งวิธีดูได้ง่ายที่สุดเลย โดยการ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นเริ่มมีปัญหาเข้าให้แล้ว

วิธีดูแลโช๊คอัพ คลิกที่นี่

4. น้ำมันเครื่อง

ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่ครบกำหนด โดยทางร้านจะให้ระยะทางของเลขบนหน้าปัดมาให้ เมื่อขับขี่ครบตามที่กำหนดก็กลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3-4 เดือน

วิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องง่าย ๆ คลิกที่นี่

5. ผ้าเบรค

หนึ่งในปัญหาใหญ่และต้องใส่ใจให้มากที่สุด ถ้าหากเสียขึ้นมาตอนเวลาขับรถขึ้นเขา คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเบรคของคุณจะไม่ทำงาน นั่นหมายความว่า “เบรคแตก” นั่นเอง เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดของอาการเสียของรถยนต์

วิธีตรวจสอบผ้าเบรก คลิกที่นี่

6. ไฟส่องสว่าง

ปัจจุบันนอกจากไฟที่ส่องสว่างในยามกลางคืนแล้ว ยังมีไฟที่เปิดเพื่อให้รถที่สวนกันสามารถเห็นรถได้อย่างชัดเจนขึ้นอย่างไฟ Daytime Running Light และรวมไปถึงไฟส่งสัญญาณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องเช็คให้ดีว่ามีดวงไหนขาด หรือพังรึเปล่า ที่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเราแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

ก่อนที่จะเดินทางไปไหนก็ตาม ความพร้อมในการเตรียมตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องสนใจเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่ ที่ต้องรู้ว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีบนท้องถนนต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องพึงระวังระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์ว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง

ใครที่กำลังจะวางแผนเดินทางแล้วล่ะก็ เข้ามาอ่านบทความนี้ก่อนเลย คุณจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากทำเช็คลิสต์ตามที่บอก แล้วค่อย ๆ ตรวจเช็คไปทีละหัวข้อ หากทำตามได้ครบคุณและรถของคุณก็พร้อมแล้วกับการไปเที่ยวแล้ว 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่กันอย่างมีความสุข สุขกายสบายใจ ไปไหนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ รับปีใหม่ พบเจอกับสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ ขับขี่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และคอยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยล่ะ

🎊🎉สวัสดีปีใหม่ and Happy New Year นะ 🎉🎊

ใครที่อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก หรือต้องการรับบริการในด้านของรถยนต์แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาหาได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีบริการมากมาย ที่ตรงใจกับความต้องการของคุณ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ศึกพี่น้องเรือธง !! รีวิวเปรียบเทียบ iPhone 12 Pro Max กับ iPhone Xs Max

ศึกพี่น้องเรือธง !! รีวิวเปรียบเทียบ iPhone 12 Pro Max กับ iPhone Xs Max

1.สเปคหลักๆต่างกันแค่ไหน

iPhone 12 Pro MaxiPhone Xs Max
Display6.7 Super Retina XDR OLED with Ceramic Shield6.5 Super Retina OLED
CPUA14 Bionic (5 nanometer)A12 Bionic (7 nanometer)
Camera1.Quad Camera with OIS    
– Primary 12mp 26mm f/1.6    
– Ultra Wide 12mp 13mm f/2.4   
 – Tele 12mp 65mm f/2.2
2.Video      
 – 4K Dolby Vision HDR video at 24/30/60 fps      
3.Lidar Depth
1.Dual Camera with OIS 
– Primary 12mp 26mm f/1.8 
– Secondary 12mp 2x Tele-camera 52mm f/2.42.
2.Video
– 4K video at 30/60 fps
– 1080p at up to 240 fps
5G SupportYesNo
SpeakerDolby Atmos– 
Battery3687 mAh3174 mAh
In Box AccessoriesOnly charging cableEarpods, Charging cable, Power adapter
ขอบคุณข้อมูลจาก Apple.com

2.การใช้งาน

ภาพและเสียง

การดูหนังหรือดูวีดีโอคอนเทนท์ ทั้งสองรุ่นก็สามารถแสดงภาพได้อย่างดี แตกต่างกันที่ความสว่างที่หน้าจอของ iPhone 12 Pro Max จะสว่างมากกว่า เพราะมีค่า nit ที่สูงถึง 800 nits โดยสามารถพีคได้ถึง 1200 nits ส่วน iPhone Xs Max จะมีเพียง 625 nits ดังนั้นเวลาใช้งานในพื้นที่ที่แสงจ้ามากๆตัวจอ iPhone 12 Pro Max จะสว่างกว่า

ส่วนเรื่องเสียงนั้นสบายใจได้ทั้งสองรุ่นเพราะ มีลำโพง 2 ตัวเท่ากัน แต่ 12 Pro Max จะมีระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้นและช่วยเพิ่มอรรถรสการฟังของเราให้ดียิ่งขึ้น 

เล่นเกม

ถึงแม้ว่ารุ่น Xs Max จะออกมาสองปีแล้ว แต่การเล่นเกมนั้นยังทำได้ดีมากบน Chipset A12 Bionic เช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro Max 

แบตเตอรี่

การใช้งานบน iPhone 12 Pro Max จะใช้งานได้นานมากกว่า ด้วยแบตเตอรี่ความจุที่มากขึ้นเป็น 3687 mAh บวกกับประสิทธิภาพของ Chipset A14 Bionic ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ถ้าใช้งานเพียงแค่โซเชียลและฟังเพลงบ้างก็สามารถอยู่ได้ตลอดวัน  

3.กล้อง

เรื่องกล้องอาจมีความแตกต่างที่ค่อนข้างมาก เพราะกล้องบน Xs Max จะเป็นเพียงกล้องคู่ ความละเอียด 12MP แต่ 12 Pro Max จะเป็นกล้องสามตัวที่มีทั้งมุมปกติ มุมกว้าง และมุมเทเล ทำให้ได้มุมภาพที่หลากหลายและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่โดดเด่นในกล้องของ 12 Pro Max อีกหนึ่งอย่างคือการถ่ายภาพในเวลากลางคืน ที่หากคุณได้เห็นจะต้องร้องว้าว เพราะรุ่นใหม่นี้สามารถทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อถ่ายคู่กับ Xs Max 

และล่าสุดใน iOS 14.3 นี้ Apple ได้เพิ่มโหมด Apple Pro Raw สำหรับ iPhone 12 Pro และ Pro Max ที่ทำให้ถ่ายภาพแบบไฟล์ Raw ได้ ซึ่งจะทำให้เราได้ภาพที่มีคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้นและสามารถนำไปแต่งในแอพต่างๆต่อได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ Xs Max ไม่ได้ไปต่อกับโหมดนี้ 

4.ราคา

รุ่นเครื่องศูนย์Kaidee (ทั้งมือ1และมือ2)
iPhone 12 Pro Maxเริ่มต้นที่ 39,900 (128GB)เริ่มต้นที่ 39,000 (128GB)
iPhone Xs Maxเริ่มต้นที่ 24,500 (64GB)เริ่มต้นที่ 17,500 (64GB)
ราคาล่าสุด ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สำหรับรุ่น iPhone 12 Pro Max ณ ตอนนี้ราคาเริ่มต้นเครื่องศูนย์จะอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท ในความจุ 128GB โดยใน Kaidee เครื่องมือหนึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 39,000 บาท ในความจุ 128 GB 

ส่วน iPhone Xs Max นั้น ทาง Apple store ได้หยุดการขายรุ่นนี้แล้ว แต่ตัวแทนจำหน่ายต่างๆยังคงมีอยู่ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 24,500 บาท ในความจุ 64GB แต่ใน Kaidee เครื่องมือสองสภาพสวยจะราคาเฉลี่ยที่ 17,500 บาท ในความจุ 64 GB

5.สรุป

สำหรับ iPhone 12 Pro Max เรือธงรุ่นใหม่นี้ ถือว่าอัพเกรดขึ้นหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเรือธงอย่าง iPhone Xs Max แต่สำหรับใครที่่ใช้ iPhone 11 Pro Max อยู่อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ซึ่งหากใครมีไอโฟนรุ่นเก่าอยากวางขายหรือกำลังมองหาสมาร์ทโฟนดีๆ ใช้สักเครื่องล่ะก็ ลองมาดูที่ Kaidee กันเลย เรามีสมาร์ทโฟนมากมายหลายแบรนด์ให้คุณได้เลือกอย่างจุใจ

เป้าหมายปีใหม่เป็นเรื่องยาก แต่อยากทำให้ได้ ต้องทำอย่างไร

เป้าหมายปีใหม่เป็นเรื่องยาก แต่อยากทำให้ได้ ต้องทำอย่างไร

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่สุดแสนพิเศษ เพราะเป็นเวลาที่ใครหลายคนมีเวลาพักผ่อนจากการต้องลุยงานหนักมาตลอดปี เป็นเทศกาลที่ใครต่างเฝ้ารอที่จะได้กลับไปอยู่กับคนที่เรารัก และยังเป็นวันที่เมืองหลวงปราศจากการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ ปีใหม่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นอีกด้วย หลายคนเลือกเดือนมกราคมให้เป็นเดือนแห่งการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เช่น งานอดิเรก การลดน้ำหนัก การเปลี่ยนนิสัย หรือการทำงานให้มีประสิทธิมากยิ่งขึ้น

ทว่าไม่ใช่ทุกคน ที่จะสามารถยึดติดกับแผนการที่ตัวเองตั้งใจไว้ไปตลอดทั้งปีได้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยล้มเลิกความตั้งใจในการทำตามเป้าหมายของตัวเอง

บางคนล้มเลิกการออกกำลังกายตอนเช้า บางคนพับตารางการอ่านหนังสือไปเสียดื้อๆ และปณิธานการเก็บเงินของใครบางคนต้องหยุดลง เพียงเพราะกระเป๋าใบเดียวที่ซื้อในเดือนกุมภาพันธ์

ไม่อยากต้องล้มเลิกกลางคันอีกแล้ว

แม้ว่าเราจะอยากทำตามเป้าหมายที่วางไว้มากขนาดไหน เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เรากลับล้มเลิกมันไปอย่างไม่น่าให้อภัย เป็นเพราะอะไรกัน เพราะเราไม่มีวินัยในตัวเองมากพอใช่ไหม หรือเป็นเพราะเรายังขาดขั้นตอนโดยละเอียด และแผนการที่รัดกุม

แต่อย่าเป็นห่วงไป เมื่อสิ้นปีเก่านี้ไป เรายังมีปีใหม่ให้ได้เริ่มต้นกันอีกครั้ง และวันนี้ Kaidee Blog จะมาบอกวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้เราทำตามเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสที่เราจะล้มเลิกกลางคันลงอีกด้วย

สัญญากับเพื่อนของคุณ

เคยเป็นไหม เรามักไม่ค่อยใส่ใจคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง เพราะมันดูไร้น้ำหนักและไม่จำเป็นต้องทำตามขนาดนั้น เพราะหากเราเลิกทำสิ่งนั้นไป ก็ไม่มีใครที่สูญเสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบ นอกจากตัวเราเอง

แต่หากเราได้ลองสัญญาว่าจะทำอะไร หรือนัดกับใครสักเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะรู้สึกได้ว่า คำมั่นสัญญานั้นเป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก และเป็นสิ่งที่ควรต้องทำให้ได้ ไม่ว่าเราจะอยากทำสิ่งนั้นในเวลาต่อมาหรือไม่ก็ตาม

การบอกเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จึงเป็นเรื่องที่เราควรทำ เพราะเราไม่เพียงแค่พูดมันออกไป แต่คล้ายกับว่าเราได้สร้างสัญญากับคนๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้เรามีทั้งแรงกดดันและแรงจูงใจในการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการอ่านหนังสือให้จบภายใน 1 เดือน ลองสัญญากับเพื่อนของคุณว่า สิ้นเดือนนี้ คุณจะมาเล่าตอนจบของหนังสือที่เพื่อนคุณไม่มีเวลาอ่านเสียที รับรองว่า คุณจะมีแรงจูงใจในการอ่านมากขึ้น เพราะคุณคงไม่อยากปล่อยให้เพื่อนคุณรอเก้อหรอกนะ

นึกถึงรางวัลที่เส้นชัยเข้าไว้

การเดินตามเป้าหมายในบางครั้งก็เปรียบเสมือนการหลงป่าในเวลากลางคืน เพราะเราไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน ท่ามกลางแสงจากพระจันทร์ที่มืดสลัวเกินกว่าจะมองเห็น หรืออีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนเจอเรา บ่อยครั้งเส้นชัยที่ยังไม่ปรากฎตรงหน้าก็ทำให้เราท้อจนไม่อยากเดินต่อไป

การจินตนาการถึงเส้นชัยที่มีรางวัลรออยู่จึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นเชื้อไฟที่ส่องสว่างนำทางให้กับเรา และยังเป็นเเรงผลักดันให้เรายังคงก้าวเดินต่อไป

สมมุติว่า วันนี้คุณกำลังท้อกับการออกกำลังกายลดน้ำหนักที่แสนน่าเบื่อและทรหด ให้คุณลองจินตนาการถึงวันที่คุณกลับมาสวมชุดโปรดของคุณได้อีกครั้ง แค่นี้ก็ดูเป็นแรงใจที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

Finish line เส้นชัย เป้าหมาย
จงนึกถึงเป้าหมายของตัวเองเข้าไว้

อย่ากินเค้กทั้งก้อนภายในครั้งเดียว

การกินเค้กทั้งก้อนจะทำให้คุณขยาดกับของหวานไปอีกนานแสนนาน หรือในบางราย ก็อาจล้มเลิกตั้งแต่ยังกินไม่ถึงครึ่ง เป้าหมายที่เราวางไว้ก็เช่นกัน บางครั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่เราจะทำสำเร็จ ก็อาจทำให้เราเหนื่อยที่จะเดินตาม และต้องล้มเลิกมันไปในที่สุด

เราจึงควรแบ่งก้อนเค้กแห่งเป้าหมายให้มีขนาดเล็กลง จากเป้าหมายใหญ่ยิ่ง กลายเป็นเป้าหมายขนาดเล็กที่ทำให้เป็นจริงได้ไม่ยากเย็น และเป็นหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เราทำตามความฝันของเราได้สำเร็จ

การตั้งเป้าหมายที่จะวิ่งออกกำลังกายถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับข้อนี้ เพราะหากเราตั้งเป้าหมายที่จะวิ่ง 100 ครั้งให้ได้ภายใน 1 ปี ไม่ว่ามือใหม่หน้าไหนก็อาจจะมีหนาวกันบ้าง แต่หากเราลองแบ่งตัวเลขนั้นออกเป็นหน่วยย่อย จาก 100 ต่อปีเป็นวิ่งแค่เดือนละ 8 ครั้งเท่านั้น ไม่ว่าใครก็ย่อมมีแรงกระตุ้นที่จะทำให้สำเร็จทั้งนั้น จริงไหมครับ

เป้าหมาย ทำทีละเล็กๆ
แบ่งเป้าหมายให้เหมือนกับแบ่งเค้ก

หยุดเพื่อให้รางวัลกับตัวเองบ้าง

ในทุกครั้งที่เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายของเราในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นยอดผู้ติดตามที่เพิ่มมากขึ้น หรือเงินเก็บที่เยอะขึ้น เราควรรู้จักที่จะให้รางวัลตัวเองบ้าง เพราะเป้าหมายที่ขาดรางวัลคงจะดูจืดชืดและขาดแรงดึงดูดไม่น้อย

เมื่อเราให้รางวัลตัวเอง เราจะรู้สึกดีกับความสำเร็จของเรา และมีความพยายามในการทำตามเป้าหมายต่อไป หรืออาจมีแรงทำเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ในทุกครั้งที่เรามีโอกาสที่จะทำมัน ถือเป็นตัวกระตุ้นที่ดีที่จะช่วยให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่วาดไว้

หันหลังกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา

ทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรคที่เรารู้สึกยากเย็นจะข้ามไปหรือเปล่า หรือเราเดินมาไกลจนเหนื่อยเกินจะก้าวเดินต่อใช่ไหม บางทีเป้าหมายที่เราฝันไว้ก็ใช้เวลานานเกินกว่าที่เราคิด

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะท้อกับหนทางข้างหน้า ทางแก้ที่ดีคือหยุดพัก และมองย้อนกลับไปในเส้นทางที่ตัวเองได้เดินผ่านมา สิ่งที่เราทำไปแล้ว สิ่งที่ฝ่าฟันมาได้ เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าตัวเรานั้น เดินทางมาไกลขนาดไหนแล้ว และมันแตกต่างจากวันแรกที่เราเริ่มทำอย่างไร

หากคุณท้อที่เงินเก็บของคุณยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ อยากให้ลองมองย้อนกลับไปว่าวันแรกที่เริ่มต้นเก็บออมเป็นอย่างไร และมันแตกต่างเพียงไหนกับเงินออมในตอนนี้ที่คุณมี

ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือ ความเชื่อเท่านั้น!

ต่อให้เรามีกำลังหรือทุนทรัพย์มากขนาดไหน ที่จะทำความฝันและเป้าหมายให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องยาก หากเราไม่มี “ความเชื่อ” ในสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะการเชื่อในสิ่งที่เราทำ เชื่อในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราพิชิตเป้าหมายนั้นได้เร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการลดอุปสรรคในใจเราอีกด้วย

แม้ฟังดูเผินๆ เป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ต้องยอมรับตามตรงว่า แรงใจที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยเลยกับการเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นเสมือนยาชูกำลังที่จะช่วยเติมพลังกายและใจให้กลับมามีแรงเดินต่อ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณตั้งใจจะทำอะไร ขอให้เชื่อในสิ่งที่คุณจะทำจริงๆ

ขอให้เป้าหมายในปีนี้ของเราสำเร็จ

จริงอยู่ทีเดียว ที่คนส่วนมากล้มเลิกความตั้งใจในการทำเป้าหมายไปกลางคัน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าภาพของความสำเร็จจะสวยงามแค่ไหน หากเราไม่ลองทำดู ขอให้ 6 ข้อที่ผมได้พูดไปนี้ เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการวิ่งไปสู่เส้นชัยที่ผู้อ่านทุกคนปรารถนานะครับ

เพราะตราบใดที่คุณมีความมุ่งมั่น เชื่อเหลือเกินว่าความสำเร็จจะตามมาในอีกไม่ช้า และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเรา ผมและ Kaidee Blog ขอเป็นกำลังใจให้ในปีใหม่ เป้าหมายใหม่ และคุณคนใหม่ที่จะมาถึงนี้ สวัสดีครับ

เพราะความสุขปลูกได้ 7 ประโยชน์ของการมีต้นไม้ไว้ในบ้าน

เพราะความสุขปลูกได้ 7 ประโยชน์ของการมีต้นไม้ไว้ในบ้าน

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “อย่าปลูกต้นไม้ไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นการแย่งอากาศเราหายใจ” ซึ่งนอกจากจะไม่จริงแล้ว การปลูกต้นไม้ภายในบ้านยังมีประโยชน์กับเราหลายข้อเลยทีเดียว

ยิ่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ผู้คนจำเป็นต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น ความนิยมในการปลูกต้นภายในบ้านก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อความสบายตา หรือเพื่อเป็นสิ่งสวยงามบนโต๊ะทำงาน

ฺBenefits of Gardening
การมีต้นไม้หรือสวนในบ้าน มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ประโยชน์ 7 ข้อของการปลูกต้นไม้ภายในบ้าน

ไม่มีใครปฏิเสธความเย็นตาและสบายอารมณ์จากสีเขียวของต้นไม้ ผู้คนชอบอาศัยและทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว แต่นอกจากสองประโยชน์ย่อยที่ผมได้กล่าวไป ต้นไม้ยังให้ประโยชน์กับเรามากกว่านั้น ถ้างั้นอย่ามัวรอรี มาดูข้อดี 7 ประการของการมีต้นไม้สีเขียวชอุ่มภายในบ้านกัน

บรรเทาความเครียดจากการทำงาน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยประจำชาติเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า สีเขียวจากต้นไม้ภายในบ้านช่วยทำให้รู้สึกโล่งโปร่งและสบายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการทำงานหนักเป็นเวลานาน

พวกเขาพบว่าการมีต้นไม้วางไว้ข้างโต๊ะทำงานหรือบริเวณทางเดินภายในบ้านช่วยลดความเครียดจากการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกัน ซึ่งมักก่อให้เกิดการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น หรือความดันเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น

จึงเป็นข้อสรุปที่ว่า การทำงานโดยมีต้นไม้วางไว้อยู่ใกล้ตัวช่วยลดความเครียดที่เกิดกับทั้งทางกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี

เสริมสร้างสมาธิเพื่อการทำงาน

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ว่า ต้นไม้จริงภายในบ้านจะช่วยเราในการสร้างสมาธิได้อย่างน่าประหลาด

ในการวิจัยย่อยจากประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาพบว่านักเรียนที่อยู่ในห้องเรียนที่มีต้นไม้จริงจะมีสมาธิมากกว่า รวมถึงมีความตั้งใจและตอบสนองภายในชั้นเรียนได้ดีกว่ากลุ่มนักเรียนที่อยู่ในห้องที่มีต้นไม้ปลอมหรือไม่มีต้นไม้อยู่เลย

ช่วยในเรื่องของการเยียวยาจิตใจ

เรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับการเจ็บป่วยทางจิตใจ (Mental Illness) อยู่ การมีต้นไม้ภายในบ้านถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก 

นักวิจัยได้แนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “สวนพฤกษ์บำบัด” (Horticultural Therapy) ในฐานะการบำบัดแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านบวกในกลุ่มผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้า โรคหวาดระแวง ความจำเสื่อม รวมถึงอาการอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

สวนบำบัดเป็นหนึ่งในการรักษาที่มีอายุมากกว่าหลายร้อยปีมาแล้ว และในปัจจุบันก็มีการรักษาในลักษณะนี้เช่นกัน คลินิกการแพทย์ในประเทศอังกฤษเลือกจ่าย “ต้นไม้ประดับบ้าน” เป็นยาที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าในผู้ป่วย

ต้นไม้ (อาจ) ช่วยให้คุณหายป่วยเร็วขึ้น

การได้มองต้นไม้หรือดอกไม้อาจช่วยลดเวลาที่คุณต้องอยู่กับอาการป่วย ซึ่งรวมถึงอาการบาดเจ็บและการพักรักษาตัวจากการผ่าตัดด้วย

งานวิจัยเมื่อนานมาแล้วเผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นจากการผ่าตัดน้อยลง รวมถึงไม่ต้องใช้ยาระงับอาการปวดและใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลน้อยลงกว่าผู้ที่ไม่ได้มองพืชพรรณต่างๆ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาการมองต้นไม้และดอกไม้ของผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่เจาะจงการมองต้นไม้ภายในบ้านแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขามีมุมมองว่าคุณประโยชน์เหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นกับที่บ้านได้เช่นกัน

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

งานวิจัยหลายชิ้นให้ผลลัพธ์ที่ว่า ต้นไม้ในที่ทำงานและภายในบ้านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่ได้มอง

หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดระบุว่า นักศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศจากสหรัฐอเมริกาทำงานได้เร็วขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีความเครียดจากการทำงานน้อยลง

งานวิจัยอีกชิ้นให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสร้างประโยคจากคำพูดไม่กี่คำให้ได้มากที่สุด ผลลัพธ์คือผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีต้นไม้อยู่ในห้องทำงานสามารถสร้างประโยคได้มากกว่า และได้รับการตัดสินว่าเป็นประโยคที่มีความสร้างสรรค์กว่าอีกด้วย

ส่วนงานวิจัยชิ้นที่ 3 ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากทีเดียวคือ พนักงานที่มีต้นไม้อยู่ในที่ทำงานหรือภายในบ้านมีอัตราการหยุดงานเพราะเจ็บป่วยน้อยกว่า รวมถึงได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า หากเทียบกับพนักงานที่ไม่มีต้นไม้ในที่ดังกล่าว

เพิ่มแรงจูงใจในการอยากมาทำงาน

ทัศนียภาพของตึกระฟ้าอาจเป็นสิ่งที่สวยงามและจูงใจให้พนักงานมาทำงาน แต่เป็นเรื่องน่าแปลกใจไม่น้อยที่ต้นไม้ไม่กี่กระถางก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีแบบนี้เช่นเดียวกัน

งานวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกาทำการสัมภาษณ์พนักงานบริษัทแอมะซอนกว่า 500 คน พวกเขาพบว่าสถานที่ทำงานที่มีต้นไม้ช่วยสร้างบรรยากาศของการทำงานมากกว่า รวมทั้งพนักงานจะแสดงถึงความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ นักวิจัยจึงสามารถสรุปได้ว่าองค์ประกอบทางธรรมชาติอย่างต้นไม้หรือดอกไม้ ช่วยเพิ่มพลังการทำงาน รวมถึงลดความเครียดและความกังวลจากการทำงานได้ด้วย

ทำให้อากาศภายในสดชื่น

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือนาซา ต้องการหาวิธีที่จะช่วยให้อากาศภายในห้องควบคุมยานอวกาศดีขึ้น

พวกเขาตัดสินใจใช้รากไม้และดินที่มาจากการปลูกพืชพรรณต่างๆ เพราะการพิสูจน์แล้ว ว่าดินและรากไม้จากพืชช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้เป็นอย่างดี

คำพูดที่ว่า “อย่าปลูกต้นไม้ไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นการแย่งอากาศเราหายใจ” จึงไม่จริงแต่อย่างใด อีกทั้งการปลูกต้นไม้ในบ้านจะช่วยทำให้อากาศที่ไหลเวียนอยู่ภายในบริสุทธิ์ขึ้น ด้านล่างนี้เป็นพันธุ์ไม้ที่เราคัดมาแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศสูงสุด

ต้นปาล์มหมากสง ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ในบ้าน
ต้นปาล์มหมากสงในห้องรับแขกก็ดูดีไม่น้อยเลย
  • หมากสง สิบสองปันนากอ ต้นไผ่
  • เฟิร์นบอสตัน
  • ต้นยาง
  • ว่านเศรษฐีเรือนใน
  • ไทรย้อยใบแหลม

ปลูกความสุขภายในบ้าน

การมีต้นไม้ภายในบ้านหรือสถานที่ทำงานถือเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขง่ายๆ และการมีสวนขนาดเล็กภายในบ้านช่วยลดความเครียด ความกังวล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเพิ่มสมาธิและลดเวลาพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังช่วยฟอกอากาศภายในบ้านอีกด้วย

การได้ทำงานหรืออาศัยท่ามกลางบรรยากาศสีเขียวของแมกไม้และพรรณพืชเขียวชอุ่มมีประโยชน์กับเรามากกว่าที่คิด ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ลองแวะเข้ามาที่ Kaidee Marketplace เพื่อจับจ่ายต้นไม้ไปไว้ที่บ้านสักต้น

หรือหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายพืชพรรณ จะลงขายต้นไม้กับ Kaidee Marketplace ก็ถือเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้เพิ่ม หรือจะรับบทความนี้ไปช่วยส่งเสริมการขายก็ไม่ว่ากัน

หาน้องหมาน้องแมวเลี้ยงดูทางนี้! ชวนดู 5 แหล่งแจกฟรี

หาน้องหมาน้องแมวเลี้ยงดูทางนี้! ชวนดู 5 แหล่งแจกฟรี

หลายต่อหลายครั้งในชีวิต ที่การเดินทางของเวลามักพาเราไปเจอกับความเศร้า และเผชิญกับเรื่องราวอันแสนบีบคั้นหัวใจ นอกจากกำลังใจและความปรารถนาดีของคนรอบข้างที่เราสัมผัสได้เสมอแล้ว อีกหนึ่ง “ความรักอันบริสุทธิ์” ที่โอบกอดเราเสมอ คือความห่วงใยของ “เพื่อนรักสี่ขา” น้องหมาน้องแมว

เชื่อว่าคนที่เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ มักสัมผัสถึงพลังแห่งรักอันยิ่งใหญ่ได้เสมอ ถึงพวกเขาจะสื่อสารเป็นภาษาพูดไม่ได้ ทว่าการกระทำของแกงค์ขนปุยที่เข้ามาคลอเคลีย มานอนข้างๆ หรือเอาขามาแตะตัว คอยปลอบเวลาเราร้องไห้ รวมถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทั้งหมดทั้งมวลนั้น แทนคำว่า “รัก” ได้มากพอแล้ว

Foundation Cat And Dog

รวม 5 แหล่งแจกน้องหมาน้องแมวฟรี

ไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ทั้งหมาและแมวเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์เสมอมา ใครที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงคู่ใจสักตัวไว้คอยเคียงข้าง วันนี้เรามี “5 แหล่งแจกน้องหมาน้องแมวฟรี” มาแนะนำไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้องๆ ที่ถูกทอดทิ้งหรือโดนทำร้ายมา สายพันธุ์และรูปลักษณ์อาจจะไม่สะดุดตา แต่ความน่ารักพวกเขาไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

1.มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยแห่งประเทศไทย Soi Dog Foundation

โครงการช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวแห่งนี้ ริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2546 ที่เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างภูเก็ต ด้วยความตั้งใจของ “จอห์นและจิลล์ ดัลลีย์” คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่จูงมือกันมาใช้ชีวิตวัยเกษียณที่จังหวัดดังกล่าว แล้วเห็นว่ามีสัตว์สี่ขาจำนวนมาก เกือบ 50,000 ตัว ถูกทอดทิ้งอยู่ตามซอกซอยต่างๆ บนเกาะแห่งนี้

ที่สำคัญจำนวนของน้องๆ หมาแมวยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี อัตราการเกิดใหม่ค่อนข้างสูง จอห์นและจิลล์เล็งเห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือนำพวกเขามาดูแลและจัดการทำหมัน ถึงจะเป็นทางออกที่ดีและยั่งยืน จึงกลายเป็นที่มาของ “มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย” นั่นเอง

ปัจจุบันมูลนิธิแห่งนี้ช่วยเหลือและดูแลสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่หมาและแมว มากกว่า 1,000 ตัว/ปี ใครที่อยู่แถวภูเก็ตแล้วมีใจอยากจะรับอุปการะหมาแมวน่ารักๆ สักตัว ลองคลิกเข้าไปดูรูปถ่ายได้ที่เว็บไซต์ของ soidog โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นค่าขนส่ง หรือถ้าใครไม่สะดวก แต่อยากช่วยเหลือน้องๆ ให้มีชีวิตดีขึ้น เลือกเป็นผู้อุปภัมภ์น้องๆ ที่ถูกชะตาได้ โดย 1 ตัว มีค่าใช้จ่ายเพียง 900 บาท/เดือน

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/SoiDogInThai หรือ https://www.soidog.org/th

2.แคทสเตอร์ บาย คิงดอมออฟไทเกอร์ Catster by Kingdom of Tigers

ใครเป็นทาสแมวน่าจะคุ้นเคยกับเพจ “ทูนหัวของบ่าว” หรือ “Kingdom of Tigers” เป็นอย่างดี เราเองก็เช่นกันในฐานะสมาคมคนรักแมว หนึ่งโครงการที่คุณ “นัชญ์ ประสพสิน” เจ้าของเพจทำแล้วรู้สึก Touch ใจเรามากๆ คือ Catster by Kingdom of Tigers ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ Community ของคนรักแมว

ที่นี่คือศูนย์กลางการช่วยเหลือสัตว์ทุกประเภท ไม่จำกัดแค่น้องแมว ไม่ว่าจะพบเจอปัญหาอะไรเกี่ยวกับสัตว์ ทั้งน้องหายตัวไป ขอเลือด หาบ้านให้พวกเขาก็โพสต์ขอความช่วยเหลือเข้ามาได้ หรือจะเข้ามาช้อปปิ้งขนมแมว ของเล่น ของใช้ต่างๆ ที่นี่ก็คัดสรรคุณภาพมาให้คุณเป็นอย่างดี ทั้งยังมีเด็กๆ จากบ้านทูนหัวของบ่าว สลับสับเปลี่ยนมาให้คุณเกาพุงกันแบบเพลิดเพลิน

จริงๆ แล้วไฮไลต์ของ Catster อยู่ที่ชั้น 3 คุณนัชญ์ตั้งใจทำโซนนี้ให้เป็นคาเฟ่แมวจร มีเหมียวๆ จากทั่วสารทิศให้คุณได้มาลองเล่น ลองทำความรู้จัก หากมองตาตัวไหนแล้วถูกใจก็เอากลับบ้านได้ฟรีๆ เลย แต่อาจจะมีรายละเอียดต่างๆ นิดหน่อย ทั้งนี้มั่นใจได้ว่า แมวทุกตัวจากที่นี่ผ่านการตรวจเลือด ฉีดวัคซีนต่างๆ ครบ พร้อมย้ายเข้าสู่บ้านที่อบอุ่นแน่นอน

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://twitter.com/catsterclub หรือ https://www.facebook.com/catsterClub/

3. มูลนิธิรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร

กว่า 11 ปีที่คุณรักษ์ วชิรา ทวีสกุลสุข ก่อตั้งโครงการรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร ช่วยเหลือเจ้าสี่ขาขนปุย จนตอนนี้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิรักษ์แมวฯ อย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมีแมวมากกว่า 10,000 ตัวที่ได้บ้านใหม่อันอบอุ่นจากโครงการดังกล่าว และกว่า 12,000 ตัวทำหมันและฉีดวัคซีนต่างๆ ไปเป็นที่เรียบร้อย

กิจกรรมที่ทางมูลนิธิทำค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งหาบ้านให้แมวจร ระดมทุนช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งยังรวมกลุ่มกันทำหมันให้แมวฟรี ไปจนถึงออกบูทตามสถานที่ต่างๆ เพื่อรับบริจาคและพาน้องแมวไปหาบ้าน

ใครกำลังมองหาน้องแมวน่ารักๆ มาไว้เป็นเพื่อนรักคู่ใจ แนะนำให้กดติดตาม Facebook ของทางโครงการไว้เลย เพราะทุกๆ วันทางมูลนิธิจะมีเจ้าเหมียวสุดคิวต์ต่างเพศต่างวัย ให้คุณเลือกตัวที่ถูกตาต้องใจ หรือจะแวะเวียนไปที่บูทตามห้างต่างๆ ลองไปสัมผัสพวกเขา มองหน้าและจ้องตากันดู หากถูกใจก็อุ้มนายท่านกลับบ้านกันได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/catroompantip หรือ https://www.rakmaw.com/

4.ไทยแลนด์อดอปเตอร์คลับ Thailand Adopter Club

“รณรงค์ให้คนไทย เลี้ยงสัตว์ด้วยความรัก ดูแลด้วยความรู้ รับผิดชอบตลอดชีวิต”

คือความตั้งใจอันแน่วแน่ของคลับนี้

โครงการเล็กๆ ที่คนทำหัวใจยิ่งใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของ “องค์กรเพื่อสวัสดิภาพสัตว์แห่งประเทศไทย” ซึ่งทำต่อเนื่องมาแล้วกว่า 10 ปี สิ่งหลักๆ ที่คลับนี้ทำ คือคอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกสี่ขาที่ได้รับบาดเจ็บทั้งกายและใจจากกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะถูกมนุษย์ทำร้าย ถูกทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงคอยสกัดไม่ให้พวกเขาถูกส่งไปชำแหละเป็นอาหาร

ที่สำคัญไทยแลนด์อดอปเตอร์คลับ ยังช่วยหาบ้านให้น้องหมาน้องแมวฟรีๆ จากทั่วทุกสารทิศ มีตั้งแต่วัยเบบี้ 2-3 เดือนไปจนถึงวัยโตเต็มวัย ให้คุณเลือก Adopt ได้เรื่อยๆ ไม่มีจำกัด ตามความถูกใจและความรับผิดชอบของคุณ เพราะความตั้งใจของพวกเขาก็คือ อยากให้น้องๆ สี่ขามีครอบครัวที่อบอุ่น มอบความรักและรับผิดชอบพวกเขาไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/ThailandAdopterClub

5.อุปการะน้องหมาน้องแมวที่ Kaidee

Kaidee ของเรา นอกจากจะเป็นแหล่งซื้อ-ขายของออนไลน์ชั้นนำ ที่มีสิ่งของให้เลือกช้อปหลากหลายประเภทแล้ว ในหมวดหมู่ของ “สัตว์เลี้ยง” หากคุณไล่ดูเรื่อยๆ หรือลองเสิร์ชว่า “แจกฟรี” จะพบกับสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ในราคาศูนย์บาท เรียกว่าไม่ต้องเสียเงินสักบาทก็เป็นเจ้าของน้องๆ ที่ถูกใจได้ ที่สำคัญไม่ใช่แค่น้องหมาแมวเท่านั้น มีสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ อย่างนก กระต่าย เม่น ฯลฯ ที่รอย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่อันอบอุ่น

สรุปท้ายบทความ

จริงๆ แล้วมูลนิธิเพื่อสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่เราแนะนำไปนั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

“ความรับผิดชอบ” คือ “หัวใจ” สำคัญ ซึ่งคนเลี้ยงควรมีและยึดถือเป็นอย่างยิ่ง การที่เราจะตัดสินใจเลี้ยงน้องหมาน้องแมวสักตัว ความน่ารักไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เราเลือกพวกเขามาอยู่เคียงข้าง

ถึงแม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทว่าก็ยังดีกว่าการที่เราอยู่เฉย แล้วปล่อยให้เพื่อนสี่ขาอันแสนซื่อสัตย์ จมอยู่กับความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานด้วยฝีมือมนุษย์ไร้ความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันด้วยความรักและจุนเจือ เป็นสิ่งที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น