Mar 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“เรื่องกิน เรื่องใหญ่” และยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อเราต้องอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ต้องหันมาดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะรับมือกับโรคภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ดูแลรักษาจิตใจให้สมดุล และขาดไม่ได้เลยคือ “การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” ที่ถือเป็นบันไดขั้นแรกของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับ “อาหารเพื่อสุขภาพ” นั้นเป็นเทรนด์ที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านรูปแบบอาหารการกินที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากที่เคยรู้จักกันแค่อาหารมังสวิรัติ วันนี้เรามีอาหารคลีน อาหารคีโต และอาหารที่ทำมาจากพืช (Plant-Based-Food) รวมไปถึงการปรุงอาหารสดใหม่จากวัตถุดิบที่ผลิตเองในสวนครัวหลังบ้านสู่การเป็นเมนู Farm-to-Table ที่แฝงไว้ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
Farm-to-Table อาหารรักสุขภาพ
Farm-to-Table หรือ Farm-to-Folk เป็นไอเดียที่ผู้ผลิตหรือเกษตรกรนำพืชผักที่ปลูกไว้หรือเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มเลี้ยงมาปรุงเป็นอาหารสไตล์โฮมเมดแล้วเสิร์ฟให้ผู้บริโภคได้ทานทันที ซึ่งถือเป็นศิลปะแห่งการปรุงอาหารที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ลิ้มรสชาติความสดใหม่ของวัตถุดิบที่การันตีความอร่อยได้ทั้งรูป รส กลิ่น และเนื้อสัมผัส
การรับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ยังให้คุณค่าทางโภชนการสูงและปลอดภัยกว่า เนื่องจากพื้นฐานของอาหารประเภท Farm-to-Table มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันตามวิถีเกษตรอินทรีย์คือไม่ใช้สารเคมีหรือสารปรุงแต่งเพื่อเร่งหรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืชพรรณและสัตว์อย่างผิดธรรมชาติ จึงเชื่อได้ในระดับหนึ่งว่าร่างกายจะไม่ได้รับสารปนเปื้อนตกค้างเมื่อรับประทานอาหารเหล่านั้น
เอกลักษณ์ของเมนู “ฟาร์มถึงปาก” อีกอย่างคือการเลือกเสิร์ฟอาหารตามฤดูกาลที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ผักผลไม้มีรสชาติดีที่สุดและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน จึงดีต่อร่างกายมนุษย์ ในศาสตร์ธรรมชาติบำบัดเชื่อว่าผักผลไม้ในฤดูกาลนั้นช่วยส่งเสริมพลังหยิน-หยางในร่างกายให้เกิดสมดุล
เริ่มต้นจากฟาร์ม งอกงามทั้งวัฏจักร
ความน่าสนใจของอาหารสไตล์ Farm-to-Table ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอร่อยบนจานอาหาร แต่กลับขยายความยั่งยืนไปสู่ผู้ผลิตและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับประโยชน์ทั้งวงจร
เมื่อเกษตรกรไม่ต้องเร่งสร้างผลผลิตนอกฤดูกาล จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีหรือสารเร่งใดๆ ที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการดูแลทั้งเวลา แรงงาน และเงินของเกษตรกร นอกจากนี้ยังเป็นหนทางไปสู่วิถีการเกษตรแบบอินทรีย์ที่เน้นบำรุงดินหรือผลิต “ดินดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานขั้นแรกของวัฏจักรการทำเกษตรให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับคำว่า “ดินดี” หมายถึงดินที่มีแร่ธาตุ มีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่ช่วยปรุงดินให้พร้อมเป็นแหล่งอาหารอันโอชะสำหรับพืชผักได้เติบโต แข็งแรง มีคุณค่าทางโภชนาการ มีรสชาติที่ชัดเจนและย้อนกลับมาเป็นอาหารที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตสำหรับมนุษย์อีกครั้ง
ข้อดีของการเสิร์ฟอาหารที่ได้จากสวนผักที่ปลูกอยู่ใกล้ๆ ยังช่วยตัด “พ่อค้าคนกลาง” ออกจากระบบ ลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะถูกเอาเปรียบหรือถูกกดราคาขายหน้าฟาร์มเหมือนที่ผ่านมา และเปลี่ยนเป็นสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมเองได้
ในขณะเดียวกันเมื่อไม่ต้องเดินทางไกล การขนส่งด้วยยานพาหนะที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างรถห้องเย็นจึงจำเป็นน้อยลง รวมไปถึงการลดใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อถนอมพืชผักและเนื้อสัตว์ให้คงความสดใหม่สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคปลายทางย่อมมีบทบาทน้อยลง ในกรณีเช่นนี้ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในหลายแง่มุม ตั้งแต่ลดการใช้ทรัพยากรและปริมาณขยะในกลุ่มแพคเกจจิ้ง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและปัญหา PM 2.5 ในปัจจุบัน ตลอดจนลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ที่เกิดจากการมีขั้นตอนนำส่งอาหารมากเกินไปอีกด้วย
Farm-to-Table ยุทธศาสตร์ระดับชาติ
มุมมองต่อ Farm-to-Table ไม่จำกัดอยู่แค่ร้านอาหารหรือภาคครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังถูกพูดถึงในเวทีระดับโลกในฐานะยุทธศาตร์ของสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้ชื่อ “Farm-to-Fork Strategy” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบาย European Green Deal ที่มุ่งจัดการสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยยุทธศาสตร์ Farm-to-Fork นั้นมุ่งหวังในการสร้างระบบการผลิตอาหารที่เป็นธรรม ดีต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่
กระบวนการผลิต เช่น ลดการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และเพิ่มสัดส่วนฟาร์มออร์แกนิกให้มากขึ้น การแปรรูป เช่น ลดการบริโภคเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูป และหันมารับประทานอาหารที่ผลิตจากพืชเพิ่มขึ้น การบริโภค ซึ่งเป็นเรื่องของการเลือกสรรอาหารที่ดีต่อสุขภาพผ่านฉลากโภชนาการ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรฐานฉลากเพื่อแสดงความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งฉลากสวัสดิภาพสัตว์ การจัดการขยะอาหาร เพื่อลดการสูญเสียหรือไม่ทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็น ตลอดจนมีระบบเปลี่ยนอาหารเสียให้กลายเป็นปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ลิ้มรสอาหาร Farm-to-Table กับร้านอาหารขึ้นชื่อ
เห็นความสำคัญของ Farm-to-Table กันขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากลิ้มลองความอร่อยของอาหารที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มกันดู วันนี้เราเลยรวบรวมมาแนะนำกันพอหอมปากหอมคอจำนวน 3 ร้าน ไปดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้าง
ภาพจาก www.facebook.com/sukkindai2018
สุข-กิน-ได้
ร้านอาหารออร์แกนิคสไตล์มินิมอล แต่จัดเต็มเรื่องความอร่อยโดยเฉพาะบรรดาผักสลัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผักเคล สวิสชาร์ด ผักบัตเตอร์เครสล็อกเก็ต ไวลด์ ร็อกเก็ต ซึ่งทั้งหมดถูกปลูกไว้ในโรงเรือนระบบปิดเพื่อป้องกันแมลงและศัตรูพืช ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด จึงมั่นใจว่าไม่มีสารเคมีตกค้างเป็นพิษอยู่ในผักแน่นอน
เมนูแนะนำของที่นี่คือ สลัดไก่ย่าง สลัดแซลม่อน ที่คัดเลือกเนื้อสัตว์อย่างดี เสิร์ฟพร้อมผักสลัดที่รับรู้ได้เลยว่าสดใหม่จริงๆ ทั้งกรอบและหวานในคำเดียว ส่วนใครที่รักสุขภาพต้องไม่ลืมสั่ง “น้ำผักเคลสกัดเย็น” ราชินีผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินซี และแอนตี้ออกซิเด้นท์ ดื่มแล้วรู้สึกสุขภาพดีขึ้นมาทันตาเลยล่ะ
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.facebook.com/sukkindai2018
ภาพจาก https://patom.com/patom-organic-farm/
Patom Organic Farm
Patom Organic Farm หนึ่งในโซนของ “สวนสามพราน” สถานที่ท่องเที่ยวที่เราคุ้นชื่อกันมานาน โดยวันนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้นผ่านเรื่องราวของเกษตรอินทรีย์ในแง่มุมที่หลากหลายตั้งแต่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีอินทรีย์ครบวงจร ตลาดนัดผลผลิตเกษตรจากชุมชนและเครือข่าย ไปจนร้านอาหารและคาเฟ่สไตล์ Farm-to-Table โดยหยิบวัตถุดิบหลากหลายที่ปลูกไว้ในฟาร์มกว่า 40 ไร่ มาปรุงให้ทานสดใหม่ทุกวัน
ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เลิกใช้โฟมและพลาสติก มีระบบบำบัดของเสียภายในฟาร์มก่อนปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะ การแยกขยะอาหารทั้งหมดเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ และเลี้ยงไส้เดือน และอื่นๆ อีกมากมายจนการันตีได้จากใบรับรองออร์แกนิคตามมาตรฐานสากลถึง 3 ที่ คือ IFOAM, EU และ Canada
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.facebook.com/patom.organics
ภาพจาก www.facebook.com/9salads
9 Salads
อีกหนึ่งร้านอาหารสไตล์ Farm-to-Table ตั้งอยู่ริมถนนรามอินทราช่วงระหว่างซอย 65 และ 67 บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นเนื่องจากประดับประดาไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ จนทำให้มองไปทางไหนก็รู้สึกสบายตา แถมยังมีการจัดสวนผักไว้ให้เดินเล่นเพลินๆ อีกด้วย
อาหารของที่นี่มีมากกว่า 100 เมนูเลยทีเดียวจึงเหมาะกับครอบครัวหรือก๊วนเพื่อนที่มาเป็นกลุ่มเพราะจะได้สั่งอาหารทานหลากหลาย ส่วนเมนูไฮไลท์ที่อยากแนะนำคือ “สวนนายน์สลัด” ที่เหมือนยกสวนผักไฮโดรโปนิกซ์ที่ปลูกไว้หลังร้านมาเสิร์ฟถึงโต๊ะเลยทีเดียว ด้วยขนาดจานไซส์ใหญ่มาพร้อมเครื่องเคียงอย่างปลาทอด หมูชาบู อกไก่ย่าง ผักสลัดนานาชนิด และน้ำสลัด 3 อย่างที่เลือกเองได้ตามใจ
ข้อมูลร้านเพิ่มเติม www.9saladsth.com
สรุปท้ายบทความ
การดูแลสุขภาพโดยเลือกอาหารที่ดีนั้นยังคงเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอด และ Farm-to-Table ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยมที่จะช่วยยกระดับเรื่องอาหารการกินของเราให้ดีขึ้น เพราะผักที่เด็ดใหม่ๆ จากต้นหรืออาหารที่ปรุงสดใหม่นั้นล้วนให้คุณค่าโภชนาการที่ดีต่อร่างกายมากกว่าอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็งอย่างแน่นอน
นอกจากจะดีต่อร่างกายคนเราแล้ว Farm-to-Table ยังดีต่อโลกใบนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป็นกระบวนการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งเป็นการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ ไปจนถึงกลางน้ำคือไม่ต้องใช้พ่อค้าคนกลางไม่ต้องใช้รถขนส่งไกลให้เปลืองน้ำมัน และปลายน้ำที่เป็นการลดปัญหาขยะอาหารเหลือทิ้งโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากประมวลครบทั้งวงจรแล้ว ผลสุดท้ายที่ได้รับก็คือมนุษย์เรานี่แหละที่ได้ประโยชน์กลับมาเต็มๆ
สำหรับใครที่อยากลองทำอาหารสไตล์ Farm-to-Table ในบ้านตัวเอง สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการลงมือปลูกผักแปลงเล็กๆ หรือปลูกใส่กระถางรอบบ้านได้เลย ที่ Kaidee มีทั้งเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์ทำสวนเพียบ
Mar 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
พูดถึงงาน Motor Show ที่หนึ่งปีจะมีครั้งหนึ่ง ยังไงคุณผู้ชายใจรักรถก็พลาดไม่ได้ แต่สำหรับผู้หญิงอย่างเรา ๆ ที่ดูรถไม่เป็น ไปแล้วไม่เอ็นจอย ยังไงเราก็ต้องหาที่รอคุณแฟนเดินเที่ยวงานใช่ไหมล่ะคะ วันนี้ Kaidee Walk with Me เลยจะพาไปสำรวจที่กินย่านเมืองทองธานีกัน รับรองว่าว่ามีหลายรูปแบบ ทั้งแซ่บ ชิล แล้วก็ถ่ายรูปสวย ถูกใจสาว ๆ แน่นอน
VIDEO
ย่านเมืองทองธานี
ย่านเมืองทองธานีเป็นย่านฝั่งนนทบุรีที่เป็นที่นิยมสำหรับการลงทุนด้านตึก Mixed-Use ทั้งตึกศูนย์ประชุมการจัดแสดงสินค้าและคอนเสิร์ต ทั้งยังเป็นแหล่ง Outlet และรถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2564
ส่วนการเดินทางก็ถือว่าสะดวกสบายเพราะย่านเมืองทองฯ นั้นมีถนนสายหลักอย่างแจ้งวัฒนะตัดผ่าน ทั้งยังเชื่อมต่อกับถนนอื่น ๆ อีกหลายสาย เช่น ถนนพหลโยธินและถนนวิภาวดีฯ ทั้งยังสามารถเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของกรุงเทพได้โดยทางด่วนศรีรัชและทางยกระดับอุตราภิมุขอีกด้วย
1.Fabio’s steakhouse
เปิด 10.30-23.00
Line ID: @fabio
โทร: 02-011-5794
ร้านอาหารอิตาเลี่ยนสไตล์ Homemade ที่เปิดมานานมากกว่า 20 ปี จากเดิมอยู่ที่ประชานิเวศน์ใกล้ตลาดบองมาเช่ ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่แจ้งวัฒนะ
เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่มีการพัฒนาปรับปรุงสูตรและเมนูใหม่ๆ เรื่อยมาให้รสชาติเป็นที่คุ้นเคยเหมาะกับคนไทย โดยเมนู Signature จะมี
ซุปเห็ดทรัฟเฟิล
ซุปครีมกลมกล่อมหอมเห็ดทรัฟเฟิลเนื้อละเอียดเนียนนุ่ม
ของว่าง : แป้งพิซซ่า+ตับบด, หอยลายอบเนย
หอยลายอบเนยที่กินคู่กับแป้งพิซซ่าเนื้อกรอบพร้อมตับบดที่ทางร้านปรุงเอง
สลัดฟาบิโอ/ซีซาร์สลัด
ซีซาร์สลัดที่ตั้งชื่อตามร้าน Fabio
พิซซ่าฮาวายเอี้ยน และ พิซซ่ากะเพราขี้เมาหมู
พิซซ่าฮาวายเอียนที่ใช้สับปะรดสดใหม่ทุกวันทำให้ได้รสชาติที่หอมหวานไม่เหมือนพิซซ่าที่ทำสำเร็จ
พิซซ่ากะเพราขี้เมาหมูที่ทางร้านปรับสูตรให้เข้าถูกปากคนไทย ชิมไปคำแรกคือหอมกะเพรามากกกกก
สเต็กเนื้อทาจิมะวากิวสตริปลอยด์
เสต็กเนื้อ Medium Rare เนื้อนุ่มที่เข้ากันกับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน
สปาเก็ตตี้พาร์ม่าทรัฟเฟิล
สปาเกตตี้ที่คลุกกับเนื้อทรัฟเฟิลละเอียดจนมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อทานกับแฮมเหนียวนุ่มที่มีรสชาติเค็มนิด ๆ ทำให้รสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี
2.กุ๊ทโภชนา
เปิด 08.00-14.00 น
โทร: 02-574-0676
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อหม้อไฟ เจ้าเก่าแก่ที่เปิดมาแล้วเกิน 30 ปี หม้อไฟที่นี่พิเศษตรงที่เราเลือกเครื่องเองได้
เมนูมีทั้งทั้งหม้อไฟเกาเหลาเนื้อตุ๋นหมูตุ๋นยาจีนแท้ หรือถ้ามาคนเดียว จะเลือกกินเป็นแบบก๋วยเตี๋ยวชามเล็กๆ ก็ยังได้ ส่วนน้ำซุปของร้านนี้จะเป็นสีน้ำตาลเข้มข้นจากสูตรลับที่คุณวิราศ เจ้าของร้าน รู้เคล็ดลับการปรุงอยู่เพียงคนเดียว!! ส่วนชื่อร้าน “กุ๊ท”นั้นมาจากชื่อลูกชายของเจ้าของร้านนั่นเอง
น้ำซุปสีน้ำตาลหอมยาจีนสูตรเข้มข้น
ในน้ำซุปจะมีเก๋ากี้เป็นส่วนประกอบ
3.เจ๊เดือนทะเลเดือด (สาขา ห้าง Cosmo Bazaar)
เปิด 10.00-21.00 น.
โทร:095-954-0924
ร้านเจ๊เดือนทะเลเดือดที่ดังเป็นพลุแตกจากยำทะเลดองชุดนึงแค่ 50 บาท จนตอนนี้มีกว่า 200 สาขาภายในปีเดียว
คลุกเคล้าแซลมอนกับน้ำยำจนเข้าเนื้อ
ส่วนเมนูอาหารที่สาขานี้จะมีทั้งหมด 5 อย่าง คือ ยำแซลมอน, ยำปลาหมึก, ยำกุ้ง, ยำกั้ง และยำหอยนางรมกระปุก
ทางเราได้ชิมทั้งหมด 2 แบบ คือ ยำแซลมอนน้ำจิ้มซีฟู้ด และยำแซลมอนน้ำยำปลาร้า ซึ่งทั้งสองอย่างจะรสชาติแตกต่างกันไปตามสไตล์ อันแรกจะแซ่บซี้ดสมกับเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด ส่วนอีกอันก็หอมน้ำปลาร้าแบบกลมกล่อมกำลังดี
ยำแซลมอนสุดแซ่บ
4.Butter up
เปิด 09.00-20.00 น.
โทร: 099-424-7996
ด้วยความที่เจ้าของร้านรักในการดื่มโกโก้จึงทำให้เลือกเมนู Signature ที่นี่เป็น Rich Cocoa ที่เข้มข้นสุด ๆ แถมยังเลือกระดับความหวานได้อีกด้วย !
ส่วนเมนูน้ำผลไม้สำหรับสายสุขภาพคือ Passionista ที่ทำมากจากเสาวรสปั่นหยาบแล้วเติมโซดาลงไป ได้รสชาติเสาวรสหวานอมเปรี้ยวเพิ่มด้วยโซดาที่ทำให้รู้สึกสดชื่น
Passionista และ Rich Cocoa
บรรยากาศภายในร้าน
5.Rynn Kaffe Specialty Coffee
เปิด 08.30-18.00 น.
โทร: 062-696-2265
ร้านกาแฟสไตล์มินิมอล ที่ตกแต่งอย่างร่มรื่น พร้อมเสิร์ฟกาแฟคั่วพิเศษด้วยเมล็ดกาแฟไทยจากแม่กระจันต์ และเมนูส่วนใหญ่ของร้านนี้จะไม่ใส่ไซรัปเลยค่ะ ถือว่าเหมาะกับสายกาแฟที่ชอบรสชาติเข้มข้น
บรรยากาศภายในร้านจะสงบร่วมรื่นเหมาะกับการมานั่งชิมกาแฟชิล ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์
เมนูใหม่สำหรับฤดูร้อนนี้คือ Plum O Nade ที่เอาน้ำบ๊วยมาแช่แข็งแล้วเทโซดาลงไป ให้ความแปลกใหม่ไปอีกแบบ
Lemon Tarte
6.Breeze Café & Bar
เปิด 12.00-20.00 น.
โทร: 02-033-1851
ร้านนี้เหมาะสำหรับมาดินเนอร์หลังเลิกงานมอเตอร์โชว์มาก ๆ เลย เพราะอยู่ใกล้ทะเลสาบให้อารมณ์แบบชิลๆ จะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกกับคุณแฟนก็โรแมนติก
สรุปท้ายบทความ
ย่านเมืองทองธานีเป็นย่านที่เรียกได้ว่าครบเครื่อง เพราะนอกจากจะมีงานอีเว้นท์ต่างๆ เช่น งาน Motor Show ให้เดินชมกันแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมของกินจุใจ มาครั้งหนึ่งได้ทั้งเที่ยวทั้งกิน เป็นย่านที่พลาดไม่ได้เลยค่า
ดีทั้งของกินทั้งที่เที่ยวแบบนี้ หากใครอยากมาลองอยู่ย่านเมืองทองเลือกหาคอนโดได้ที่ Kaidee
Mar 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลังจากบทความก่อน เราพาทุกคนเช็กลิสต์สำรวจพฤติกรรม Social Addict เบื้องต้นกันไป ใน “ปวดหัวบ่อย! ใช่ Social Addiction ไหม เช็กอาการกัน ” ใครที่ประเมินตัวเองแล้วว่า เอ๊ะ เราสุ่มเสี่ยงใกล้เคียงอยู่หลายข้อ แถมร่างกายยังเริ่มแสดงอาการประท้วง ส่งสัญญาณเตือน ว่าเรากำลัง “อิน” กับเรื่องราวในโซเชียลมากไป
ทั้งความเครียดแบบไร้สาเหตุ โมโหง่าย เหนื่อยหน่ายใจ ไปจนถึงกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านั้นคือผลข้างเคียง จากการที่เราทุ่มเทเวลาอยู่ให้กับ “เรื่องราวของคนอื่น” ในโซเชียลมากเกินไป
แล้วอะไรล่ะ… คือความพอดี เรื่องของคนอื่นก็ยังอยากรู้ หาคำตอบไปพร้อมกันใน 5 วิธี Social Detox ง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้!
Social Detox คืออะไร
เชื่อว่าหลายคนอาจได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในยุคนี้สมัยนี้ ที่โซเชียลเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ทั้งคอยอำนวยความสะดวก ให้คนอยู่ไกลได้ใกล้กันมากขึ้น ทำธุรกรรมได้รวดเร็วทันใจ จนเราเองเผลอใจเสพติด Media เหล่านั้นจนถอนไม่ตัวขึ้น
ทั้งงานแพทย์และงานวิจัยจากทั่วทุกมุมโลก ชี้ตรงกันว่าการที่เราให้เวลากับโซเชียลมีเดียมากเกินไป เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต เพราะโลกเสมือนจริงในจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ เป็นมุมมองที่สวยเกินความจริง แนะนำว่าเราควรมีช่วงที่หยุดพักบ้าง
หลักง่ายๆ ของการทำ Social Detox คือการเล่นอย่างมีสติและอยู่ในเวลาที่กำหนด บางคนเริ่มตั้งแต่ 7 วัน 15 วัน จนบางคนทำเป็นปีเลยก็มี แต่ถ้าใครรู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป จะเริ่มต้นลดชั่วโมงในแต่ละวันดูก่อนได้ เพราะแค่เริ่มต้นก็เท่ากับเอาชนะใจตัวเองได้ระดับหนึ่งแล้ว
5 วิธีพักกายพักใจจากโซเชียล
เข้าใจค่ะ ว่าก้าวแรกคือสิ่งที่ยากสุดสำหรับการเริ่มต้น ยิ่งเป็นโทรศัพท์ที่หยิบจับง่ายแล้วล่ะก็ เป็นอะไรที่ห้ามใจยากอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยสภาวะจิตใจของหลายๆ คนแล้ว แนะนำให้เริ่มต้นไปพร้อมกับเราเลย ปล่อยไว้นาน ความหดหู่จะอยู่สะสมไปมากกว่านี้ ซึ่งทั้ง 5 วิธีที่เราเลือกมานั้น เราลองทำบางข้อแล้วพบว่าไหวอยู่ (ที่แปลว่าไหวจริงๆ) ไม่หักดิบจนอึดอัดใจเกินไป
1. ชวนเพื่อนทำโซเชียลดีท็อกซ์ไปด้วยกัน
เริ่มต้นด้วยการหาบัดดี้หรือเพื่อนสนิทของคุณสักคน ที่พร้อมจะวางมือลดละเลิกการเล่นโซเชียลมีเดียไปพร้อมๆ กัน อาจจะช่วยวางตารางที่พอจะเป็นไปได้ บอกปัญหาหรือข้อจำกัดของแต่ละคน หรือสาเหตุที่ทำให้เราสนใจเรื่องดราม่าในสังคมออนไลน์
แนะนำให้สร้างข้อตกลงร่วมกัน เพราะขั้นตอนนี้จะนำไปสู่การแข่งขันและความเป็นไปได้ที่มากขึ้น อย่าลืมว่าธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ รักการเป็นที่หนึ่งและคาดหวังกับสิ่งตอบแทน อาจจะทำกฏขึ้นมาว่า ทุกครั้งที่เราใช้เวลาร่วมกับเพื่อนหรือคนอื่นๆ ห้ามจับมือถือจนกว่าจะแยกย้ายกัน ยกเว้นถ่ายรูป
2. หาให้เจอว่าแอปไหนที่เราใช้บ่อยสุด
เพื่อให้การวางแผนประสบความสำเร็จ ต้องหาต้นตอของปัญหาให้แน่ชัด เริ่มต้นจากการสำรวจพฤติกรรมตัวเอง สังเกตว่าเราเองใช้เวลาหรือเอ็นจอยกับแอปไหนมากที่สุด ใครที่ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ iOS สามารถเข้าไปเช็ก Screen Time ได้อยู่แล้ว ส่วนใครที่ใช้แอนดรอยด์อย่าเพิ่งน้อยใจ เช็กได้เหมือนกัน
ตัวเลขเหล่านั้นจะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ตรงจุด ลองดูว่า 5 แอปไหนที่เราใช้งานมากที่สุด แล้วค่อยๆ วางแผน “ลด” เวลาดู ลองเริ่มที่ลดก่อนแล้วถ้าไปถึงขั้น “งด” ได้จะเยี่ยมมาก ครั้นจะให้เริ่มต้นแบบหักดิบก็ดูใจร้ายไปหน่อย แค่เล่นน้อยกว่าที่เคย ก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้ว
3. ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวให้มากขึ้น
“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” มาแต่ไหนแต่ไร สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Social Media ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด เพราะด้วยความเข้มแข็งของเรื่องราวในนั้น ต้องยอมรับว่าเรามักสนอกสนใจเรื่องของคนอื่น ยิ่งถ้า story เหล่านั้นเต็มไปด้วยกระแสดราม่า
…นั่นคือความจริงและธรรมชาติของมนุษย์
กลับกันเราลองเปลี่ยน Mindset ใส่ใจเฉพาะเรื่องของคนที่โคจรอยู่รอบตัวเราให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ครอบครัว คนที่เรารักและคนที่รักเรา เพราะท้ายที่สุดแล้วกลุ่มคนเหล่านั้น น่าจะทำให้เราอบอุ่นใจและอยู่เคียงข้างเรา ได้มากกว่าคนในสังคมออนไลน์ อย่าละเลยจิตใจคนใกล้ตัว
4. ตั้งเวลาจำกัดการใช้งานในแต่ละแอป
การทำ Social Detox ไม่ได้หมายถึงการเลิกเล่นโซเชียลแบบถาวร หรือให้แต่ละคนปิดแอคเคาต์ไปเลยแบบหักดิบ การทำแบบนั้นเป็นอะไรที่ทำได้จริงยาก วัดจากตัวเราเองเป็นมาตรฐาน จะให้ตัดอกตัดใจไม่ให้แตะมือถือเลย ก็ดูจะเหงาหงอยอยู่ไม่น้อย
ลองเริ่มต้นด้วยการ “ลด” หรือกำหนดเวลาการเล่นโซเชียลให้น้อยลง สังเกตดูจากในมือถือเราก็ได้ ว่าในแต่ละวันเราใช้เวลาท่องข้อมูลข่าวสารไปกี่ชั่วโมง ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมไป น่าจะช่วยให้เราทำใจและมีกำลังใจที่จะทำได้ดีขึ้น
5. ใช้นาฬิกาปลุกให้มากกว่าโทรศัพท์ปลุก
พฤติกรรมเล็กๆ ที่ไม่อยากให้หลายคนมองข้าม สังเกตตัวเองกันไหมคะ ว่าแทบทุกครั้งที่เสียงนาฬิกาปลุกหยุดไป สิ่งที่ทำถัดมา ไม่ใช่การขยับร่างกายลุกไปอาบน้ำ หรือทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างที่ตั้งใจ
เรามักจะเริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการนอนไถจอมือถือไปเรื่อยๆ เข้าแอปนั้นออกแอปนี้ วนซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้น จนเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงไปโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้นาฬิกาปลุกจริงๆ เลยจะดีกว่า เพื่อไม่ให้เราเผลอใจไปกับโซเชียล เพราะการที่โทรศัพท์อยู่ในมือทั้งที มันก็อดใจยาก
สรุปท้ายบทความ
เชื่อว่าทุกการเริ่มต้นและการเปลี่ยนแปลง เป็นอะไรที่ยากเสมอ สำคัญที่ใจของเราว่าจะพร้อมรับกับมันแค่ไหน ช่วงแรกของการทำ Social Detox อาจจะยากสักหน่อย แต่ทั้ง 5 วิธีที่เราแนะนำไปนั้น เชื่อว่าทุกคนเริ่มได้ อาจจะไม่ถึงขึ้นเลิก ลองลดและใช้เวลากับมันให้น้อยลง พยายามให้เวลากับตัวเองและคนที่เรารักให้เยอะขึ้น เพื่อสุขภาพจิตที่เบิกบานขึ้นของตัวเราเอง
Mar 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
| SMOKINGKILLLLS |
จีน-เรือนทิพย์ สืบนุการณ์ จีนไม่ใช่ดารา ไม่ใช่เซเลบ ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับคนดังที่ไหน เธอเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของอินสตาแกรมแอคเคาท์ ‘Smokingkilllls’ ผู้มียอดฟอลโลเวอร์มากถึง 11, 900 คน เพียงเท่านั้น แล้วอะไรกันนะ ที่ทำให้ชีวิตของเธอน่าสนใจ จนทำให้เราอยากจะคุยกับเธอ…
ด้วยวัยเพียง 24 ปี จีนผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตมาแล้วมากมาย ลองอะไรมาแล้วหลายอย่าง ทั้งการไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศตัวคนเดียว การลองทำงานเป็นพนักงานบริษัท ตื่นเช้า 7 โมง เลิกงาน 5 โมง เหมือนคนอื่น และการได้ขายของต่าง ๆ
และในที่สุด จีนก็ได้เจอสิ่งที่อยากทำ และเป็นสิ่งที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ ว่านี่แหละคือ ‘ความสุข’ สิ่งนั้นคือ การได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของเธอผ่านโลกโซเชียลมีเดีย และการได้ลองทำธุรกิจในวงการแฟชั่น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอรักมาตั้งแต่เด็ก ๆ
“ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ”
‘อินฟลูเอนเซอร์’ เป็นคำที่ใช้เรียก ความสามารถของคนๆ หนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรม ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ผ่านโซเชียลมีเดียได้ อินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ เช่น บิวตี้กูรู แฟชั่นไอคอน กูรูพาท่องเที่ยว หรือนักชิมอาหาร เป็นต้น อินฟลูเอนเซอร์สามารถอยู่ได้ในหลายโซเชียลแพลตฟอร์ม (Social Media Platforms) ทั้งยูทูป อินสตราแกรม ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ และอีกมากมาย
หลายคนเรียกจีนว่า ‘ไอจี อินฟลูเอนเซอร์’ ส่วนตัวแล้ว จีน มีความคิดเห็นอย่างไรเมื่อมีคนเรียกเธอว่า อินฟลูเอนเซอร์, อะไรคือจุดเริ่มต้น Journey ของจีนในโลกโซเชียลมีเดีย และอะไรทำให้เธอกล้ามากพอที่จะเริ่มสร้างธุรกิจ เปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองเป็นของตัวเอง….กล้าที่จะลอง และกล้าที่จะล้ม เรามาดูกันเลย
เล่าจุดเริ่มต้นในโลกโซเชียลมีเดีย ให้ฟังหน่อยสิ
ตอนเราอยู่ ม.5 เรามีโอกาสได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่าเหตุผลที่ไป แค่อยากมีประสบการณ์วัยรุ่นเหมือนในหนังแค่นั้นเลย (ขำ) แต่พอกลับไทย นอกจากภาษาที่ดีขึ้นแล้ว เรารู้สึกว่าเรามีความมั่นใจมากขึ้นนะ คนที่นู่นเขากล้าทำอะไรตามใจตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองดี ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือในโซเชียลก็ตาม
พอกลับมาเราเลยหาช่องทางที่เราสามารถจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ บวกกับความชอบถ่ายรูป และความบ้าเสื้อผ้าของเรา มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการโพสรูปตัวเองกับเสื้อผ้าของเราในแต่ละวัน ถึงจะดูบ้า ๆ บอ ๆ ในบางครั้ง แต่มันคือตัวเรา
แสดงว่าสไตล์การแต่งตัวของจีน ก็ได้รับอิทธิพลจากฝั่งอเมริกามาเยอะเลยใช่ไหม
ก็ไม่เชิงนะ เราว่าเราแต่งแบบที่เราอยากแต่ง แล้วมันใส่แล้วสบายมากกว่า อาจจะมีเลียนแบบสไตล์ที่เราชอบมาจากหนังหรือเทรนด์ที่ฮิตที่นู่นบ้าง แต่สุดท้ายเราชอบก็เอามันมาปรับให้มันเข้ากับเราอีกทีอยู่ดี
พูดถึงเทรนด์แฟชั่น ตอนนี้มีสไตล์ไหนที่จีนชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า
มันเรียกว่าสไตล์ ‘Y2K’ มันเป็นแฟชั่นการแต่งตัวที่ฮิตมากในช่วงที่แม่ของพวกเรายังสาว ๆ อ่ะ เราคิดว่าสไตล์นี้มันเท่ดี ใส่เสื้อตัวเล็ก ๆ สั้น ๆ เหมือนเสื้อของเด็ก กับกางเกงหรือกระโปรงเอวต่ำหน่อย ๆ
ส่วนตัวเราชอบนะ เวลาที่กระแสแฟชั่นมันวิ่งย้อนเวลากลับ จริง ๆ แล้วเราเป็นคนชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองใส่อยู่แล้ว แล้วเวลาเห็นคนอื่นเริ่มหันมาซื้อเสื้อผ้ามือสองใส่กัน แทนการซื้อเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น มันรู้สึกดีมากเลย
แล้วทำไมถึงชอบเสื้อผ้ามือสองล่ะ
เราแค่รู้สึกว่า การใส่เสื้อผ้ามือสอง มันช่วย “Save Planet” ดี ช่วยลดการใช้แรงงานคนในการผลิตเสื้อผ้าใหม่ ๆ ตามเทรนด์ด้วย แถมเราเอง ก็ไม่ต้องเปลืองสตางค์ด้วยนะ เราว่ามันเป็นการช้อปปิ้งแบบมีความรับผิดชอบดี
นอกจากจะใส่เสื้อผ้ามือสองแล้ว ได้ยินว่าจีนมีร้านขายเสื้อผ้ามือสองเองด้วย
อ่อ (ขำ) ชื่อร้านว่า r4ndom.rand0m ในอินสตาแกรม ด้วยความที่เรามีเสื้อผ้าที่หายากเยอะ เพราะเป็นคนที่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ชอบซื้อเก็บไว้ พอช่วงโควิดปีที่แล้ว ยอมรับเลยว่าค่อนข้างลำบาก เราเลยเอาเสื้อของเราออกมาขาย ตอนแรกไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย แต่พอทำไปเรื่อย ๆ รู้สึกชอบ มันรู้สึกดีเวลาที่เห็นคนชอบสไตล์เสื้อผ้าเรา แย่งกันซื้ออะไรอย่างนี้ (ขำ) ตอนนี้เลยกลายเป็นร้านจริงจังไปแล้ว (ยิ้ม)
ในนามของเด็กรุ่นใหม่ที่มีอาชีพ ที่ผู้ใหญ่มักไม่เข้าใจ คุณพ่อ คุณแม่ ของจีน มีความคิดเห็นส่วนนี้ยังไงบ้าง
พ่อกับแม่ของเรา เขาเห็นว่าเราชอบขายของมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขาเห็นเราทำแบบนี้มาตลอด พอโตขึ้น เราจริงจังกับมันมากขึ้น เขาสนับสนุนนะ อยากช่วยเราลงทุน และบางครั้งก็ช่วยเราไปส่งของด้วย
ส่วนเรื่องที่เราเป็นนางแบบไอจี เราว่าเราโชคดีนะ เพราะเขาไม่เคยว่าอะไรเลย อย่างที่บอก เขาเห็นว่าเรามีความสุขกับงาน และในขณะเดียวกัน ก็ Support ตัวเองได้
ในความคิดของเรานะ ตราบใดที่เราไม่ต้องไปขอเงินพ่อแม่ และมีความสุขในสิ่งที่ทำ ตื่นเต้นในทุกเช้าก่อนไปทำงาน เราว่าเรามาถูกทางแล้วนะ
จีนเป็นคนที่มีสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลายมากเลย เมื่อเทียบกับอินฟลูเอนเซอร์คนอื่น
เราก็มีสไตล์ที่เราชอบนะ สไตล์ ‘Y2K’ ไง แต่สไตล์ที่ชอบ กับสิ่งที่เลือกใส่มันไม่เหมือนกันเนอะ เราเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ ๆ เพราะไม่อยากเบื่อกับสิ่งที่ชอบ
แต่จริง ๆ แล้ว บางวันเราก็เลือกเสื้อผ้าจาก สีมงคล นะ (ขำ) มันช่วยอะไรเราหลายอย่างเลย ทั้งทำให้ตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น แถมยังเป็นที่พึ่งพาทางใจได้ด้วย สมมุตินะ วันนี้เราจะออกไปขายของ เราก็จะหยิบเสื้อสีที่พาโชคลาบมาหาเราในวันนั้น ไม่รู้ได้ผลจริงไหม แต่อย่างน้อย มันสบายใจ (ขำ)
จีนอยู่ในโลกของโซเชียลมีเดียมานานแล้ว เห็นว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้างไหม
ข้อเสียข้อแรกเลยคือ เรื่องของ Privacy (ความเป็นส่วนตัว) บ่อยครั้งที่คนมาถามเรื่องส่วนตัวของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้คนที่ม่รู้จักเป็นการส่วนตัวรู้ อีกเรื่องคือเรื่องของคอมเมนต์แย่ ๆ เรารู้ว่าการมีคนรัก ก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา แต่อันนี้เราไม่ค่อยเอามาใส่ใจเท่าไร เอาไปเม้าท์กับเพื่อนมากกว่า
ข้อดีของ โซเชียลมีเดีย คือมันเปิดโอกาสอะไรให้เราเยอะแยะเลย เราได้ทำงานกับแบรนด์ที่เราชอบ ลองใส่เสื้อผ้าหลายสไตล์ ได้ทำงานกับคนเก่งๆ เยอะแยะ และเรายังได้ลองเปิดร้านเสื้อผ้าผ่านแพลตฟอร์มตรงนี้อีก เราว่าโซเชียลมีเดียมันดีมากนะ ถ้าเราใช้มันอย่างถูกวิธี
สุดท้าย จีนมีอะไรฝากบอกคนที่ชอบแฟชั่น อยากลองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่ไม่กล้าพอไหม
เราว่าเรื่องของแฟชั่น หรือความชอบในการแต่งตัว มันไม่มีผิด ไม่มีถูกนะ ถ้าเราชอบ แล้วเรารู้สึกสนุกกับมัน เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง ก็ทำไปเถอะ
สิ่งที่สำคัญมากกว่าสไตล์ และราคาของเสื้อผ้า คือ “ความมั่นใจ” ถ้าเรามั่นใจสักอย่าง เราว่าจะใส่อะไรก็สวย
Photographer: Rommakorn Charoenkun
IG: @ronnakornn_
Mar 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
แม้ในช่วงที่ผ่านมาวงการพระเครื่องจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้ทุกคนในวงการต้องปรับตัวให้ทันเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์ที่เรียกว่ายุคใหม่ก็ว่าได้ ทั้งการก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้นของกลุ่มพ่อค้าและเซียนพระ
แต่ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด วัฒนธรรมและกิจกรรมของวงการพระเครื่องอย่างการประกวดพระก็ยังคงไม่หายไปไหน และยังมีจัดขึ้นอยู่ เช่นงานประกวดพระเครื่องที่พันธุ์ทิพย์บางกะปิในวันที่ 21 และ 22 มีนาคมที่ผ่านมานี้
งานประกวดพระเครื่องในพันธุ์ทิพย์บางกะปิ
เรียกว่าถ้าไม่มีมาตรฐานการประกวดที่ดี ก็จะไม่สามารถจัดงานมาได้นานถึงปัจจุบันที่เป็นครั้งที่ 10 นี้ ซึ่งงานประกวดพระที่พันธุ์ทิพย์บางกะปิจะจัดขึ้นประมาณปีละ 1 – 2 ครั้ง โดยมีชมรมพระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิเป็นผู้ดำเนินงานการประกวด
การประกวดพระนั้นนอกจากจะเป็นการนำพระเครื่องหรือของขลังที่มีความสวยงามและมีความเก่าแก่มาแข่งขันกันแล้ว ยังเป็นการนัดพบเจอกันของเซียนพระต่างๆอีกด้วย โดยในงานนี้มีรายการประกวดกว่าสามร้อยรายการ พร้อมกรรมการที่มาร่วมตรวจสอบจากทั่วสารทิศ
ลบความเชื่อเดิมๆ “อย่าเอาพระไปประกวด เดี๋ยวโดนโกง”
งานมหกรรมงานประกวดฯ ณ พันธุ์ทิพย์บางกะปินี้ อิงตามมาตรฐานสากลของสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย ขั้นตอนต่างๆจะมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้นส่งพระ ผู้ส่งประกวดจะได้รับตั๋วเป็นหลักฐานการส่งพระ และกำหนดการต่างๆจะแจ้งไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหายห่วงกับความเชื่อเดิมๆที่อาจเคยได้ยินมา
งานประกวดพระ ไม่ได้มีแค่พระเครื่องเพียงอย่างเดียว
หลายคนอาจนึกว่าการประกวดพระเครื่องมีแค่พระเครื่องอย่างเดียว แต่ตามจริงแล้วในหลายๆงานประกวดนั้นมีวัตถุมงคล พระเหรียญ รวมถึงของขลังต่างๆ ซึ่งก็จะมีคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาเป็นผู้พิจารณาและตัดสินเช่นเดียวกับพระเครื่อง
หลักการประเมินและให้คะแนน
เริ่มจากการแยกพระแท้-ปลอม ซึ่งกรรมการจะใช้เวลาพิจารณาขั้นตอนนี้ในเวลาสั้นๆ ด้วยประสบการณ์ที่มากมาย แต่จะใช้เวลานานในการตรวจสอบความสวยงามและสมบูรณ์ เรียกว่าการพิจารณานี้ตามหลักมาตรฐานสากลนิยมของชมรมพระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิ
“เริ่มพิจารณาจากรุ่นต่างๆ”
พี่เหน่ง เอนก หนึ่งในกรรมการสายหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ผู้ตัดสินจะทราบข้อมูลเรื่องรุ่นต่างๆของพระองค์นั้นและทราบข้อมูลว่าในวงการ ณ ปัจจุบันนิยมเล่นรุ่นไหน เนื้อแบบใด จากนั้นจึงจะเริ่มพิจารณารายละเอียดในส่วนต่างๆว่าสภาพเป็นอย่างไร โดยจะไม่ได้มีเพียงกรรมการท่านเดียวในการตัดสิน แต่จะมีอีกหลายท่านที่มาช่วยพิจารณาและแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ซึ่งตัวผู้ตัดสินเองก็จะต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมตลอดเวลา เพราะข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับพระเครื่องนั้นแทบจะไม่มีวันหมดสิ้น
“พระต้องแท้-สวย-คงสภาพเดิม”
“สน.พระเครื่อง” รองประธานชมรมพระเครื่องหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน และหัวหน้ากรรมการตัดสินโต๊ะหลวงพ่อเพี้ยนกล่าวว่า ความสมบูรณ์ของผิว สภาพความดั้งเดิม รวมถึงตัวเลขต่างๆที่ตอกลงไปบนพระต้องยังมีความชัดเจน ไม่ผ่านการซ่อมต่อเติมใดๆ ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติสำคัญของพระเครื่องที่เหมาะสมที่จะได้รับรางวัล
ผู้ชนะการประกวด
ในมหกรรมการประกวดฯ นี้ผู้ชนะแต่ละรายการจะได้รับ วัวธนู “มหาปราบ โภคทรัพย์” หลวงพ่อกลิ่น ธมมธีโป พุทธมุณีเทวาสถิตย์ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง (เนื้อชนวนตะปูสังฆวานร) ส่วนรางวัลชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด จะได้รับรางวัลเงินสดมูลค่า 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ และรางวัลรองชนะเลิศจะได้รางวัลเงินสดมูลค่า 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนในงานนี้และยังมอบรางวัลเพิ่มเติมแก่ผู้ชนะทั้งสองเป็นไข่ขายดีจำนวน 4,000 ใบ และ 3,000 ใบ
รางวัลชนะเลิศ
อาร์ต Amulet เซียนพระและเจ้าของร้าน อาร์ต Amulet Studio ที่ศูนย์พระเครื่องสายใต้ใหม่ ผู้ผ่านเวทีการประกวดมากว่าหนึ่งร้อยเวที โดยงานประกวดที่พันธุ์ทิพย์บางกะปินี้ได้รับรางวัลมาโดยตลอด 10 ครั้ง ซึ่งปกติจะเดินสายร่วมงานประกวดเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างในงานนี้ส่งประกวดกว่าหนึ่งร้อยรายการ และองค์ที่ชนะส่วนมากจะเป็นพระกรุ เนื้อชินเขียว ซึ่งกว่าจะมีพระแชมป์ขนาดนี้ผ่านพระปลอมมาเยอะ และศึกษาข้อมูลต่างๆมามากมาย
รางวัลรองชนะเลิศ
ตี๋ สุวรรณภูมิ เซียนพระและประธานชมรมพระเครื่องสุวรรณภูมิ อยู่ในวงการแล้วกว่า 30 ปี เรียกว่ามีแต่พระแชมป์ๆอยู่ในกรุ ครั้งนี้ส่งประกวดพระกว่า 80 องค์ ติดรางวัลที่หนึ่งกว่า 70 องค์ เช่น หลวงพ่อโต ก้นจาน ปี 2496 ที่เก็บสะสมไว้กว่า 7 ปีและจะยังนำไปประกวดต่อเรื่อยๆ เพื่อเป็นเกียรติยศต่อชมรมและครอบครัวต่อไป
เต้ย บางกะปิ
เซียนพระชื่อดังที่เป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่อง ผู้เป็นทั้งประธานชมรมพระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิ ผู้บริหารศูนย์พระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิ อีกทั้งยังเป็นประธานดำเนินงานมหกรรมการประกวดพระเครื่องฯในครั้งนี้อีกด้วย
28 ปี ในวงการพระเครื่อง
ตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี คุณเต้ยก็เริ่มสนใจ ศึกษาและเข้าสู่วงการพระเครื่องมาตั้งแต่นั้น ตลอด 28 ปี ก็ได้เห็นและสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในวงการพระเครื่องมามากมาย โดยเฉพาะช่วงโควิดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในช่วงเดือนมีนาคมปี 2020 หลังจากที่มีประกาศให้ปิดศูนย์การค้าต่างๆ ทำให้งานประกวด ศูนย์พระเครื่องพันธุ์ทิพย์รวมถึงวงการพระเครื่องต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ ซึ่งตอนนั้นคุณเต้ยเองได้กล่าวว่าได้รับผลกระทบไปมากถึงหลักล้านเลยทีเดียว แต่แม้ว่าผลกระทบในช่วงนั้นจะค่อนข้างหนัก แต่ยังคงไม่ทิ้งพนักงานและศูนย์พระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิไป ยังช่วยเหลือและดูแลกันอย่างปกติจนถึงปัจจุบัน
“เงินแท้ พระก็ต้องแท้”
วงการพระเครื่องถ้าจะอยู่ได้อย่างมีความสุขและอยู่ได้นาน สิ่งสำคัญคือความซื่อสัตย์ เมื่อไรที่ดูพระเป็น เล่นพระได้แล้ว ต้องยึดถือความซื่อสัตย์เสมอ เงินที่เราใช้เช่าพระก็คือเงินแท้ ดังนั้นพระที่เราปล่อยเช่าก็ต้องแท้ด้วยเช่นกัน
หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ พระเครื่องในดวงใจเต้ย บางกะปิ
พระเครื่องที่คุณเต้ยชื่นชอบและศึกษาอย่างละเอียดคือ หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลังหนังสือ ปี 2505 จากที่หลายคนคงรู้กันว่าหลวงปู่ทวดนั้นเป็นพระเครื่องที่พุทธคุณครอบจักรวาล ทั้งเมตตามหานิยม ปลอดภัยแคล้วคลาด ให้โชคลาภ ร่ำรวย เพียงสิ่งเดียวที่ไม่รวมด้วยนั่นคือโชคด้านการพนัน
Kaidee X ชมรมพระเครื่องพันธุ์ทิพย์บางกะปิ
ในงานมหกรรมการประกวดพระเครื่องครั้งนี้ฯ Kaidee ได้ร่วมมือกับชมรมพระเครื่อง พันธุ์ทิพย์บางกะปิและสนับสนุนกิจกรรมนี้ด้วย ซึ่งภายในงานมีการจัดตั้งบูธให้กับผู้ที่สนใจอยากเพิ่มช่องทางการค้าขายแบบออนไลน์ในแพลตฟอร์มของ Kaidee โดยเรามีการช่วยเหลือด้านการลงทะเบียน ถ่ายภาพทั้งโปรไฟล์และพระเครื่อง พร้อมแจก Kaidee Egg เพื่อใช้ในการลงขายอีก 200 ไข่ฟรี ขั้นตอนทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
โดยทาง Kaidee มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ ผลักดันและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการพระเครื่องให้มีการก้าวเข้าสู่ออนไลน์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มของเราให้เหมาะสมกับตลาดพระเครื่องอีกด้วย
สรุป
ในช่วงปัจจุบันที่สถานการณ์กำลังดีขึ้นเรื่อยๆของวงการพระเครื่อง การเปลี่ยนแปลงที่เข้าสู่ออนไลน์มากขึ้นของกลุ่มพ่อค้าและเซียนพระ ก็ทำให้แพลตฟอร์มต่างๆมีวงการพระเครื่องเข้าไปอยู่มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Kaidee นั่นเอง
หากใครอยากเพิ่มช่องทางการทำมาหากิน หรืออยากซื้อขายพระเครื่องในช่องทางออนไลน์ อย่าลืมนึกถึง Kaidee ที่มีหมวดหมู่พระเครื่องและหมวดหมู่อื่นๆรวมกว่า 32 หมวด อย่ารอช้า ลองเปิดดูกันเลย !