“บ้านน็อคดาวน์” อสังหาฯ สุดฮิต ในบ้านและสวนแฟร์

“บ้านน็อคดาวน์” อสังหาฯ สุดฮิต ในบ้านและสวนแฟร์

งานบ้านและสวน
บรรยากาศก่อนเข้างานบ้านและสวน

จากที่กะว่าไป “เดินเล่น” ดูอะไรเพลินๆ หาอะไรอร่อยๆ กินในงานบ้านและสวน (17-21 มีนาคม) เพื่อเติม “แรงบันดาลใจ” ดีๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เหล่านั้น กลับเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้เราอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของจำนวนคนที่มากมายในวันที่เราไป เฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์มินิมอล เรียบง่าย ทว่าสบายตาและคลาสสิค รวมถึงการมีน้องหมาน้องแมวน่ารักๆ เดินกันอยู่ทั่วงาน

เชื่อว่าข้อหลังน่าจะเรียก “รอยยิ้ม” ของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งสีสันและทำให้งานบ้านและสวนครั้งนี้ ดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคย

“บ้านน็อคดาวน์” คนแห่จองล้น

มาบ้านและสวนทั้งที จะไม่พูดถึงเรื่อง “บ้าน” ก็คงแปลกไม่น้อย จากที่เราเตร็ดเตร่สำรวจไปทั่วงาน ขอสรุปเลยว่า “บ้านน็อคดาวน์” คือเทรนด์อสังหาฯ มาแรงประจำแฟร์ปีนี้ การันตีด้วยจำนวนคนที่หนาแน่นแทบทุกบูธ ที่เกี่ยวข้องกับบ้านประเภทนี้ รวมทั้งจำนวนบูธที่ให้บริการเกี่ยวกับบ้านน็อคดาวน์และบ้านสำเร็จรูป ก็เยอะพอควร (นับคร่าวๆ เกือบ 15 บูธได้)

ตอนแรกเราคิดว่าจะเจอกับโครงการอสังหาฯ หรือ Developer เจ้าต่างๆ ให้เราเลือกตามทำเลและราคาที่ถูกใจ แต่กลายเป็นบ้านน็อคดาวน์ที่มาแรงแซงทุกโค้ง เดินผ่านไปบูธไหนก็คนแน่น โดยเฉพาะที่ราคาย่อมเยาระดับล้านต้นๆ

จุดเด่นของ “บ้านน็อคดาวน์และบ้านสำเร็จรูป”

บ้านน็อคดาวน์
น็อคทาวน์โฮม
น็อคทาวน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่บ้านสำเร็จรูปได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเอาเรื่อง “ความสะดวก” ของคนมาเป็นจุดขาย จ่ายเงินแล้วจบ ครบทุก One Stop Service และด้วยราคาที่สบายกระเป๋า มีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงแพงแบบหลักหลายสิบล้าน ไหนจะสไตล์ที่หลากหลาย ทั้งโมเดิร์น ไทยประยุกต์ วินเทจ บ้านไม้ ฯลฯ

เรียกว่าไม่ต้องเสียสุขภาพจิตไปตีกับคนงาน และไม่ต้องเสียเวลาคัดสถาปนิกให้จุกจิก เพียงแค่คุณมีดีไซน์ในใจให้ชัดเจน ชอบแบบไหน สไตล์ใด เตรียมที่ดินให้พร้อม ติดต่อไปยังผู้รับเหมาดังกล่าวได้เลย

เท่าที่เราได้คุยกับ Developer ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งสไตล์ส่วนใหญ่ค่อนข้างหลากหลาย ถึงทางบริษัทจะมีแบบบ้านให้เลือก แต่ลูกค้าก็สามารถ Custom แบบที่ชอบ มาตกลงราคากันได้ โดยราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่หลักแสนไปจนหลายสิบล้าน แถมยังมีรับประกันขั้นต่ำ 15 ปี บางเจ้ารับประกันถึง 30 ปี เลยด้วยซ้ำ

รับสร้างบ้าน

แต่ถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจในโครงสร้างของบ้านน็อคดาวน์ ลองเปลี่ยนแนวมาเป็นบริษัทรับสร้างบ้านสำเร็จรูปก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเขาดูแลแบบครอบจักรวาล ทั้งเลือกรับเหมา มีสถาปนิกออกแบบบ้าน ไปจนถึงอินทีเรียดีไซน์ช่วยดูแลงานภายใน เรียกว่าครบวงจร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เรามีหน้าที่เก็บเงิน หาแบบบ้านในใจและตรวจงานตอนรับมอบ

เราเชื่อว่าการมีบ้านสักหนึ่งหลัง คือความฝันของใครหลายคน นอกจากจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตแล้ว บ้านยังเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยจุดเริ่มต้นของความรัก ความผูกพัน ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่ แค่มีใครสักคนที่รู้ใจ อยู่ด้วยกันไปจนแก่ก็เพียงพอแล้ว

บ้านสำเร็จรูป
บ้านและสวนแฟร์ เปิด “Pets Zone” ใหม่ เอาใจคนรักสัตว์

บ้านและสวนแฟร์ เปิด “Pets Zone” ใหม่ เอาใจคนรักสัตว์

หลังจากตรากตรำ #ทำงานที่เรารัก กันมาทั้งอาทิตย์แล้ว วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไปหาที่ชาร์จพลังใจพลังกายกันหน่อยดีกว่า…

หนึ่งในงานแฟร์ที่น่าไปพักกายพักใจประจำวีคนี้คือ “บ้านและสวนแฟร์ Select 2021” งานสำหรับคนรักบ้าน รักสวนทั้งหลาย ที่ในงานเต็มไปด้วยไอเดียคูลๆ มากมาย ทั้งยังมีร้านค้า กิจกรรมเวิร์คชอปต่างๆ งานคราฟต์ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงของตกแต่งบ้านเก๋ๆ ให้เราเพลินใจเพียบ

เหมาะกับทุกคนที่มีใจรักงานสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจที่จะซื้อบ้านก็สนุกกับงานนี้ได้ แถมของกินยังมีให้เลือกมากมาย สบายพุงแน่นอน!

  • งานจัดที่ไบเทคบางนา วันที่ 17-21 มีนาคม

ครั้งแรกของ “บ้านและสวนแฟร์” กับ “Pets Zone”

บ้านและสวน
ความน่ารักของเจ้าสี่ขา ทำเราอมยิ้มได้เสมอ

นอกจากความครบเครื่องเรื่อง “บ้านและสวน” อย่างที่เราทั้งหลายทราบกันดีอยู่แล้ว ว่างานนี้เขาจัดหนักจัดเต็มเสมอ อีกหนึ่งความพิเศษของแฟร์นี้ ปีนี้! คือการเปิดตัวโซนใหม่สุดเฟรช “บ้านและสวน Pets” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งจริงๆ แล้ว เรื่องราวของ “สัตว์เลี้ยง” เริ่มมีในงานนี้มา 2 ปีแล้ว แต่เป็นแบบเล็กๆ ร้านค้าไม่กี่ร้าน และยังไม่เป็นสัดส่วนเท่าครั้งนี้

ในฐานะที่เราเป็นคนรักสัตว์และครองตำแหน่ง “ทาส” ของเจ้าเหมียว 3 ตัว พอได้ยินว่ามีโซนนี้ก็ทำเอาใจเต้นแรงอยู่เหมือนกัน เพราะจะได้มาช้อปปิ้งของให้เจ้านายทั้งสาม ได้เดินดูอุปกรณ์ อาหาร รวมถึงไอเดียการจัดบ้านอย่างไร ให้สะดวกกับเราและน้องๆ อยู่อย่างแฮปปี้

นั่นคือคาดความหวังของเราเมื่อได้ยินว่ามี “Pets Zone”

บ้านและสวนโซนสัตว์เลี้ยง
มีส่วนกลางให้คุณพาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่น

พอถึงวันจริง หลังจากที่เราเดินเข้าซอยนั้น ออกร้านนี้ สนุกไปกับกิจกรรมเวิร์คชอปที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลน้องๆ จากหลายคนในงาน ทำให้โซนนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที กลายเป็น Community ของคนรักสัตว์แบบไม่รู้จักชื่อ แต่คุยกันแบบคุ้นเคยกันมานาน ถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ที่ชวนอบอุ่นหัวใจ

อีกหนึ่งความพิเศษที่มาคู่กันกับ “Pets Zone” คือการอนุญาตให้ผู้เข้าชมงาน พาน้องหมาน้องแมวมาร่วมชมงานได้ แต่นายท่านทั้งหลายต้องอยู่เป็นที่เป็นทาง ในตะกร้าหรือรถเข็นที่ทางงานเตรียมไว้ให้ ทั้งยังมีส่วนกลางให้พาพวกเขาเดินเล่น ทำกิจกรรม ไปจนถึงห้องน้ำเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง

จาก Feedback ผู้ชม สู่ Pets Zone ครั้งยิ่งใหญ่!

“100% ของแฟนเพจบ้านและสวน กว่า 60% ที่เลี้ยงสัตว์”

บ้านและสวน2021
Pets Zone ครั้งแรกของบ้านและสวน
ช้อปปิ้งของเล่นน้องแมวกัน!

พี่มิ้ว ประภัสสร ผู้ดูแลงานนี้เล่าให้เราฟังว่า ทุกๆ ครั้งเราเรียนรู้จากฟีดแบคจากคนในเพจและผู้ร่วมงานเสมอ การที่เราแยกโซนสัตว์เลี้ยงให้ออกมาเป็นสัดส่วนมากขึ้น นั่นก็เพราะต้องการตอบทุกความต้องการของผู้เข้าชมงาน

ไม่ว่าคุณจะอยากช้อปปิ้ง เราก็มีร้านค้าให้เลือกซื้อกันได้เต็มที่ถึง 20 ร้าน หรือมีปัญหากังวลใจ อยากพาลูกๆ มาปรึกษาหมอ เราก็มีหมอให้เจอ มีบูธของโรงพยาบาลสัตว์มาเปิด หรือถ้ามาวันเสาร์อาทิตย์ ทางเราก็มีทั้งสัตวแพทย์และสถาปนิก พร้อมซัพพอร์ตทุกความต้องการ อยากรู้อะไร อยากทำบ้านแบบไหนให้รองรับ มาปรึกษากันได้ฟรี แต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้ามาก่อน

สัตว์เลี้ยง บ้านและสวน

เราอยากสร้างให้ “Pets Zone” เป็นมากกว่าการมาเดินซื้ออาหารราคาถูก หรือเป็นแค่พื้นที่ประกวดความสวยงามของสัตว์เลี้ยง เราอยากให้มันมีระดับ มีดีไซน์ พยายามทำให้เป็น One Stop Service ที่เดียวจบทุกความต้องการ เป็นแหล่ง Community ของคนรักสัตว์ ให้ทุกคนมีสังคมสัตว์เลี้ยงที่มีความสุขไปด้วยกัน

เท่าที่เดินสำรวจและได้พูดคุยกับพี่มิ้วแล้ว เราว่าการเริ่มต้นของ “Pets Zone” ในบ้านและสวน เป็นอะไรที่ Fulfills ความต้องการของคนรักสัตว์ รักบ้านได้ดีทีเดียว วัดจากตัวเราและผู้มาร่วมงานหลายคน ที่มีรอยยิ้มตลอดการเดินเที่ยวโซนนี้

เดินๆ ไปคุณจะเจอกับคนจูงน้องหมา พาน้องแมวมาแจกความน่ารักกันทั่วงาน ได้ไอเดียไปประยุกต์การแต่งบ้านให้สะดวกกับทั้งคนทั้งสัตว์ เอาว่าใครที่ต้องการอะไรเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สงสัยในเรื่องไหนอยู่ก็ตาม ลองมางานนี้ดูค่ะ คุณอาจจะพบคำตอบที่คุณตามหาอยู่ก็เป็นได้

ขนมน้องหมา
Fashion Forecast แรงบันดาลใจความเป็นไทยสู่สากล

Fashion Forecast แรงบันดาลใจความเป็นไทยสู่สากล

Fashion Forecast แรงบันดาลใจความเป็นไทยสู่สากล

เข็ดขัด + ลายกนกไทย

ได้รับอิทธิพลมาจากความเลื่อมใสและศรัทธาในศาสนาพุทธ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นธรรมชาติของ ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน ก่อเกิดเป็นความสร้างสรรค์ทางศิลปะแบบไทย ๆ ที่สื่อถึงความเชื่อของสวรรค์และนรก

พวงมาลัย + หมวก

ศิลปะการประดิษฐ์ที่งดงามวิจิตรอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่ถ่ายทอดผ่านภาษาดอกไม้และร้อยเรียงออกมาเป็น “พวงมาลัย” โดยริเริ่มมาจากท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่ใช้ในพิธีต่าง ๆ ที่สำคัญ อีกทั้งยังใช้ในการเคารพบุคคลที่มีพระคุณอีกด้วย

แรงบันดาลใจจากการถ่ายทอดภาษาผ่านดอกไม้และธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนต่อจิตใจ ซึ่งหมวกเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดับ ที่เพิ่มจุดนำสายตาได้เป็นอย่างดี จึงเลือกนำพวงมาลัยมาประดับตกแต่งเอาไว้เพิ่มความโดดเด่น

แมวไทยวิเชียรมาศ + ชุดเดรส

หนึ่งในแมวไทยโบราณมงคลตามตำรา ที่มีสีอันโดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นแมวขนสั้นที่สง่างามที่สุด โดยสมัยก่อนมักเลี้ยงกันเฉพาะภายในวังเท่านั้น โดยคำว่า “วิเชียรมาศ” มีความหมายว่า เพชรแห่งดวงจันทร์ ที่มาจากดวงตาสีฟ้าและสีขนที่เหมือนสีของพระจันทร์

ด้วยความโดดเด่นจากสีสันของขนแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ที่ไล่จากสีครีมสู่สีน้ำตาลเข้ม กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ชุดเดรสที่ไล่สีตามความสวยงามและความน่ารักของแมวสายพันธุ์นี้

เข็มขัดไทย + Apple Watch

ชุดไทยเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำชาติ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่มีความตั้งใจให้เมื่อใครที่พบเห็น ก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่านี่แหละ คือ “ประเทศไทย” ซึ่งเข็มขัดไทยนี้ก็เป็นเครื่องประดับที่จำเป็นอย่างมากในชุด

จากเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเข็มขัดไทย นำมาสู่วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันอย่าง Apple Watch ที่นอกเหนือจากฟังก์ชัน แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบชาวไทยนำมาไว้บนข้อมือ

กระสอบข้าวสาร + กระเป๋า

จุดเริ่มต้นเกิดในสมัยสุโขทัยที่เริ่มนำเชือกป่านเข้ามาจากทวีปแอฟริกามาสู่ประเทศไทย และนำมาทำเป็นงานทอผ้าต่าง ๆ รวมไปถึงนำมาทำเป็นถุงบรรจุข้าวเช่นเดียวกัน

ด้วยความที่วัตถุประสงค์ของกระสอบข้าวสารคือการบรรจุ จึงได้นำแนวคิดนี้มาหลอมรวมเข้ากับกระเป๋าถือที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

นวดขาให้พร้อม แล้วไปทัวร์งาน ‘บ้านและสวน’

นวดขาให้พร้อม แล้วไปทัวร์งาน ‘บ้านและสวน’

สวัสดีค่าาา ชาว Kaidee ทุกท่านนน! เจินเจินกลับมาอีกแล้ว แต่วันนี้ไม่ได้พาทุกคนไปเที่ยวคนเดียวนะ แต่มีพี่สาวคนเก่งอย่าง พี่เมย์ ร่วมขาลากไปกับเราด้วย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปเดินงานอีเวนท์ของคนมีแพชชันเกี่ยวกับบ้าน หลงใหลในธรรมชาติ อยากอยู่บ้านในสไตล์ของตัวเอง

‘บ้านและสวน’ งานแฟร์ที่จัดขึ้นทุกปี เป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อเอาใจเหล่าคนรักบ้าน ขอบอกว่า งานรอบนี้ใหญ่มาก ของเยอะ มีโซนที่น่าสนใจเปิดเพิ่มขึ้น และนอกจากความหลากหลายของสิ่งของภายในงานแล้ว ยังมี workshop เต็มไปหมดเลย คือจะบอกว่าทางเราไปเดินอยู่ประมาณ 3 ชม. ยังเดินเข้าไม่ครบทุกร้านเลยค่ะ บอกเลยว่าถ้าใครจะไปงานนี้ แนะนำให้เตรียมเวลาไปเยอะๆนะคะ เพราะมันกว้างมากจริงๆ

หน้างานก็ยังเขียวเลย

ก่อนเข้างานก็ขออนุญาตแชะภาพสักหนึ่ง เช็คอินให้โลกรู้ว่าพวกเรามาถึงแล้วเหรอ เปล่าค่าา เพราะที่งานเขามีให้เช็คอินก่อนเข้างาน เพื่อทำตามมาตรการตรวจเช็กโควิด 19 ซึ่งทุกคนที่ไปงานไม่ต้องกลัวไม่ปลอดภัยนะ ระบบการตรวจเช็กดีมาก

ไปค่าา สองสาว Kaidee จะพาทัวร์เอง
ลงทะเบียนเข้างานรับของสมนาคุณกันก่อน

งานบ้านและสวน Select 2021 ภายใต้คอนเซปต์ Open Culture จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ฮอลล์  EH98 ซึ่งสามารถเข้าได้ทั้ง 2 ทางเลยน้าาา คือฝั่งล็อบบี้ และฝั่งทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส ถ้าเข้าฝั่งล็อบบี้เหมือนเรา ก็จะเจอโซนสวนเลย

ลองเดินไปดูคร่าวๆกันก่อนดีกว่าเนอะว่าในงานมีโซนอะไรบ้าง จะได้เริ่มต้นเบนเข็มในการช้อปปิ้งถูก

โซนเยอะตาแตก

โซนเยอะมาก ไม่รู้จะเริ่มยังไงเลย อ่ะ งั้นเจออะไรก่อน เริ่มจากตรงนั้นแล้วกันเนอะ แหะๆ

“ GARDEN ZONE ”

โซนแรกที่เจอก็คือ โซนสวน ซึ่งโซนนี้มีต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งปกติในทุกๆปี ต้นไม้ที่นำมาเปิดนิทรรศการในงาน ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้ที่เป้นที่นิยมในช่วงนั้น แต่ปีนี้ ทางผู้จัดงานมองว่า เรื่องของธรรมชาติ ต้นไม้ ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ต้นไม้สายพันธุ์ใด สายพันธุ์หนึ่ง รอบนี้เลยมีต้นไม้มาอยู่ในงานเยอะมาก มีทุกประเภทเลย เลือกจนตาลาย

ต้นไม้มีเยอะแยะไปหมด เอาอะไรกลับบ้านดี
ถ่ายรูปกับน้องต้นไม้สักหน่อย

“Home and Decorate Zone”

ไปโซนเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านกันค่าา

ทางเราชอบโซนนี้นะ ชอบเป็นการส่วนตัว ถึงขนาดที่ว่าวนๆอยู่สองรอบกว่าจะได้เข้าไปดู เพราะคนในงานเยอะมาก ตอนแรกที่คิดไว้ว่า วันหยุดคนจะต้องเยอะมากแน่ๆ แต่นี่วันแรกนะ แถมยังเป็นวันทำงานด้วย ไม่น่าเชื่อว่า คนมาเดินงานจะเยอะขนาดนี้

คนเยอะมากจริง เดินเบียดกันจนเขิน

ในงานมีร้านเฟอร์นิเจอร์หลากหลายราคาที่น่าสนใจ รวมถึงอุปกรณ์แต่งบ้าน อุปกรณ์ที่จำเป็นในบ้านเยอะมากเลย แต่สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ ร้านเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ จะเป็นงานไม้ สไตล์มินิมอล ออกแนวเฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่นหน่อย ใครชอบต้องไปเดิน ส่วนลดเยอะอยู่นะ

Room Showcase
เฟอร์นิเจอร์ไม้มาแรงอยู่น้าาา

“Arts & Crafts Market Zone”

โซนนี้เป็นอีกหนึ่งโซนที่กวาดเงินในกระเป๋าคนรักงานคราฟท์แบบเจินเจินกับพี่เมย์ไปเยอะมาก  เพราะในระหว่างเดินในงาน ก็ควักเงินในกระเป๋าไปตลอดทางด้วย ร้านพวกนี้เยอะมาก ไอเลิฟงานคราฟท์สุดๆ งานดี งานละเอียด ราคาสมกับคุณภาพเลยแหละ

งานเนี้ยบสุดๆไปเลย มีให้เลือกตั้งแต่ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน ของใช้ต่างๆอย่างเช่น ที่ใส่กุญแจ กำไล แหวน มีมาครบเลย

“PETS Zone”

ปิดท้ายกันที่โซนสุดท้าย โซนที่เรียกความมุ้งมิ้งในตัวคุณออกมาก นั่นคือโซนสัตว์เลี้ยง ที่ขนทัพเหล่าน้องหมา น้องแมว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ มาเดินในงาน วิ่งเล่นกันให้สนุกสนานเลย

โดยปีนี้ทางงานบ้านและสวน แย้มมาว่า จัดโซนนี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยง และอยากเลี้ยงสัตว์ในบ้าน แต่ใจเจ้ากรรม กรุงเทพเมืองหลวงของไทย อพาร์ทเมนต์และที่พักส่วนใหญ่ ไม่อนุญาตให้ที่เลี้ยงสัตว์ บ้านและสวนจึงรวบรวมที่พักที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ และยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาตั้งร้านหลากหลายร้านเลย

โอเค เดินมา 3 ชั่วโมง ครบทุกโซน ไม่ร้อนเพราะมีแอร์เย็นๆ บรยากาศอบอุ่น โซนที่พาไปเดินนี่ไม่มีตกหล่นแน่นอน แต่เอาเป็นว่า ใครที่มาเดินเที่ยวพร้อมเราในวันนี้ แต่รู้สึกว่ายังไม่หนำใจ ไปค่ะ ต้องไปช้อปปิ้งในงานเองให้ได้ ซึ่งงานบ้านและสวน จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 – 21 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.30 – 21.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา จะขับรถไป หรือนั่งบีทีเอสไปลง สถานีบางนา ก็สะดวก บอกเลยว่าต้องไปนะคุณ ปีหนึ่งมีแค่หนเดียว คุณจะได้คุยกับเพื่อนรู้เรื่อง หรือถ้าขี้เกียจ ก็เปลี่ยนมาช้อปปิ้งออนไลน์ที่ Kaidee ก็ได้น้าาา

Facebook: https://www.facebook.com/baanlaesuanmag

Website: https://www.baanlaesuan.com/

MITSUBISHI EVOLUTION เปิดตำนานมัจจุราช 3 เกียร์

MITSUBISHI EVOLUTION เปิดตำนานมัจจุราช 3 เกียร์

“Mitsubishi Evolution ตำนานรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัดแน่น 10 เจเนอเรชัน ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ” 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถซิ่ง เครื่องแรง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ผลิตมากถึง 10 เจเนอร์เรชั่น

จากทะเลทรายสุดทุรกันดาร สู่ถนนหลวงเรียบตรงในเมืองใหญ่ ถ้าเป็นเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์สุดทรงพลัง สอดผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแแบบฟูลไทม์ ย้ำนะว่า… รถขับ 4 ! นับเป็นตัวแรงที่จัดจ้านในทุกมิติ แม้จะต้องถึงคราวอวสานและหยุดสายการผลิตไปเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน เพื่อก้าวขึันสู่การเป็นตำนานให้ทุกคนได้คิดถึง และคอนเทนต์นี้จะขอพาไปรื้อฟื้นถึงยุคเกรียงไกรของ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น กันครับ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวกันแบบล้อฟรีก่อนว่า นี่ไมใช่คอนเทนต์ดักแก่ แต่ถ้าคุณรู้จัก “มิตซูบิชิ  อีโวลูชั่น” คุณก็ไม่เด็กแล้วนะ ! สำหรับรถที่มีสายการผลิตนับถึงรุ่นสุดท้าย ยาวนาน 23 ปี 

ในอดีตคนไทยนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า…. อีโว เปิดตัวพร้อมจำหน่ายติดต่อกันถึง 10 เจเนอเรชัน โดยมี 2 จุดเด่นที่เป็นกลายเป็นลายเซ็นต์ของอีโว คือ เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ และ ระบบขับเคลื่อน  4 ล้อ

แปลกแต่จริง ! มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถแรงที่มาด้วยตัวถังซีดานแบบบ้าน ๆ แต่จัดจ้านในเรื่องความเร็ว ได้รับการพัฒนาในตัวถังของแลนเซอร์มาตลอด คอมแพ็คท์คาร์ในกลุ่ม “บี เซกเมนท์” ตัวเรือธงของมิตซูบิชิในยุค 90 

พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ อีโวลูชั่นเป็นหนึ่งในรถตระกูลแลนเซอร์ ที่แตกไลน์พัฒนาออกมาเป็นตัวแรง โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกเกือบเหมือนแลนเซอร์ แต่ที่เพิ่มเข้ามาเป็นบอดี้พาร์ททรงสปอร์ต และแตกต่างที่สุด ก็คือ ช่วงล่างและเครื่องยนต์ 

จึงไม่แปลกที่เจ้าอีโว มีชื่อเต็มที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการว่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น แล้วต่อท้ายด้วยเลขโรมันตามเจเนอเรชั่นในการผลิต เช่น  มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น 1 (Mitsubishi Lancer Evolution I) หรือ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น 4 (Mitsubishi Lancer Evolution IV)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น แจ้งเกิดจากความสำเร็จในการแข่งขัน "แรลลี่ ชิงแชมป์โลก"
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น แจ้งเกิดจากความสำเร็จในการแข่งขัน “แรลลี่ ชิงแชมป์โลก”

จากสิงห์ทะเลทรายสู่รถซิ่งทางเรียบ

ในอดีตมิตซูบิชิให้ความสำคัญต่อมอเตอร์สปอร์ตมาก โดยเฉพาะการแข่งขันรถยนต์ในเส้นทางทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นแรลลี่ชิงแชมป์โลก WRC หรือ แรลลี่ดาการ์ พร้อมก่อตั้งหน่วยงานมอเตอร์สปอร์ตภายในองค์กรที่ชื่อ Ralliart ขึ้นมาในปี 1984 มีหน้าที่วิจัยและพัฒนารถแข่งโดยเฉพาะ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ยูนิตนี้ ได้กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของโปรเจ็ค “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น”

ต่อมาสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ได้เปลี่ยนแปลงกติกาการแข่งขัน WRC โดยกำหนดให้รถที่ลงแข่งในกรุ๊ป A ต้องผลิตและจำหน่ายจริงในท้องตลาด ขั้นต่ำ 2,500 คัน/ปี มิตซูบิชิจำเป็นต้องเข็นอีโวลูชั่นลงมาขายจริงในท้องตลาดด้วย ทำให้คนทั่วไปได้สัมผัสจิตวิญญาณความแรงของสิงห์ทะเลทรายในท้ายที่สุด 

โดยในช่วงปี 1992 – 1998 นับเป็นยุคทองของอีโวลูชั่น ลงแข่งรายการไหน มีสิทธิ์คว้าแชมป์รายการนั้น มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ประกาศศักดาไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งในทะเลทราย หรือพื้นซีเมนต์บนสนามทางเรียบ และจุดสูงสุดก็มาถึงในปี 1998 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น สามารถคว้าแชมป์แรลลี่ชิงแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชั่นหลัก มีสายการผลิตคยาวนานตั้งแต่ปี 1992 - 2007
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชั่นหลัก มีสายการผลิตคยาวนานตั้งแต่ปี 1992 – 2007

เปิดตำนาน มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เปิดตัวพร้อมจำหน่ายติดต่อกัน 10 เจเนอเรชัน ผ่านช่วงเวลายาวนานกว่า 23 ปี เฉลี่ยเปิดใหม่ทุก 2 – 3 ปี สาเหตุก็เพราะมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น มีการพัฒนาต่อเนื่องและรวดเร็ว ช่วงระยะเวลาในการทำตลาดของแต่ละโมเดลจึงน้อย เรียกได้ว่ามีไมเนอร์เชนจ์ตลอดเวลา เพื่ออัปเกรดรถให้ทันต่อการส่งแข่งขันในรายการต่าง ๆ และจำหน่ายในรูปแบบโปรดักค์ชันคาร์ควบคู่กัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 1 ผลิตในปี 1992 จำนวน 2,500 คัน พัฒนาบนตังถังอีคาร์
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 1 ผลิตในปี 1992 จำนวน 2,500 คัน พัฒนาบนตังถังอีคาร์

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 1 (Mitsubishi Evolution I)

ถ้าจะอ่านอย่างสนุกและตามให้ทัน เราต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นเสียก่อน กับปฐมบทของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 1 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1992 พัฒนาในตัวถังแลนเซอร์ อีคาร์ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ RS ตัวแรงพร้อมลงสนาม และ GSR สแตนดาร์ดสำหรับขับเท่ ๆ บนถนน อัดแน่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4G63 เบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว เทอร์โบ ความจุ 1,998 ซีซี พลัง 247 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 

รูปลักษณ์ภายนอก ตัวถังมีมิติความยาว 4,310 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,395 มม. ฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนัก 1,240 กก. ห้องโดยสารเสริมความสปอร์ตด้วยเบาะ Recaro พวงมาลัย 3 ก้าน ระบบแอร์ดิจิทัล จัดเต็มในทุกมิติ แต่ผลิตเพียง 2,500 คัน ซึ่งสมรรถนะทั้งหมดในอีโวลูชั่น 1 จะเป็นพื้นฐานตั้งต้นเพื่อการพัฒนามิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ในรุ่นถัดไป  

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 2 ผลิตพร้อมจำหน่ายในปี 1993
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 2 ผลิตพร้อมจำหน่ายในปี 1993

 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 (Mitsubishi Evolution II)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1993 ภายนอกมีการปรับโฉมเพียงเล็กน้อย หลายคนอาจมองไม่ต่าง แต่ความจริงแตกต่างจากเจเนอเรชัน 1 ด้วยกันชนหน้าและสปอยเลอร์หลังดีไซน์ใหม่ ฐานล้อยาวขึ้น 10 มม. เครื่องยนต์ยังเป็นรหัส 4G63 เทอร์โบ แต่มีการเพิ่มบูสให้กับเทอร์โบ และระยะยกวาล์วให้สูงขึ้น เพิ่มขุมพลังเป็น 260 แรงม้า 

โดยใช้เกียร์, ช่วงล่าง, ระบบขับเคลื่อน และจำหน่าย 2 รุ่นย่อยเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือน้อย แต่ก็นับว่าเปลี่ยนสำหรับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 จำหน่าย 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 3 ผลิตในปี 1995 เริ่มมีความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 3 ผลิตในปี 1995 เริ่มมีความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 3 (Mitsubishi Evolution III)

 2 เจเนอเรชันก่อนหน้านี้ พบปัญหาเรื่องการยึดเกาะถนน พออัปเกรดเป็นมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 3 ที่เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1995 จึงมีการใส่ชุดแอโรพาร์ทรอบคัน พร้อมปรับขนาดสปอยเลอร์ใหม่ เพื่อเพิ่มแรงกดลงสู่ตัวรถ เปลี่ยนแปลงมากขึ้นจนเห็นได้ชัด คือ ระบบเทอร์โบ โดยเพิ่มขนาดกังหันไอดีเป็น 68 มม. ท่อรวมไอเสียใหญ่ขึ้น ขุมพลังเพิ่มเป็น 270 แรงม้า แรงจัดจนสามารถช่วยให้มิตซูบิชิคว้าชัยชนะ WRC ได้เป็นสนามแรกที่สวีเดน โฉมนี้ผลิต 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 4 ผลิตในปี 1996 มีการโมเดลเชนจ์ครั้งแรก
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 4 ผลิตในปี 1996 มีการโมเดลเชนจ์ครั้งแรก

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 4 (Mitsubishi Evolution IV)

เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1996 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 4 มีการเปลี่ยนโฉมเป็นครั้งแรก โดยใช้ตัวถังของแลนเซอร์รุ่น 7 ที่มีไฟท้ายแบบ 3 เหลี่ยมมุมตั้ง มิติตัวถังเพิ่มขึ้นด้วยความยาว 4,330 มม. กว้าง 1,690 มม. สูง 1,415 มม. ฐานล้อยาว 2,510 มม. น้ำหนัก 1,350 กก. 

ใช้เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบเหมือนเดิม แต่จับวางใหม่ โดยหมุนกลับด้านให้ตัวเครื่องมาอยู่ทางฝั่งซ้ายห้องเครื่องแทน เป็นวิธีที่อาจจะดูตลกแต่ใช้ได้ผล พร้อมเปลี่ยนเทอร์โบชุดใหม่เป็นแบบ Twin Scrool ที่ปรับโข่งไอเสียให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มพลังเป็น 280 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ 5 จังหวะ  

และที่สำคัญ… มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุมการหมุนของล้อหลังแบบ AYC ทำให้ระบบช่วงล่างตอบสนองได้ไวขึ้นด้วย จำหน่ายรวม 6,000 คัน 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 5 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1997
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 5 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1997

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 (Mitsubishi Evolution V)

จากนั้นในปี 1997 ก็เป็นเวลาของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 เจเนอเรชันนี้เปลี่ยนน้อยมาก ภายนอกใช้ชุดไฟหน้าใหม่ มีเหลี่ยมคมมากขึ้น พร้อมปรับดีไซน์กันชนหน้าและสปอยเลอร์เล็กน้อย (แทบไม่แตกต่างจากเดิม) เพิ่มโป่งที่ซุ้มล้อด้านข้างด้วย ห้องโดยสารดุดันมากขึ้นด้วยโทนสีดำ 

เครื่องยนต์ยังคงใช้รหัส 4G63 บล็อกเดิม แต่เปลี่ยนเทอร์โบลูกใหม่ ขยายขนาดของอินเตอร์คูลเลอร์และหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น ทว่ายังคงได้แรงม้าเท่าเดิม ผลิต 6,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 6 ผลิตในปี 1999 ปรับแอโรพาร์ตใหม่ให้เป็นไปตากฎของ FIA
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 6 ผลิตในปี 1999 ปรับแอโรพาร์ตใหม่ให้เป็นไปตากฎของ FIA

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 (Mitsubishi Evolution VI) 

ถัดมาแค่ 12 เดือน ในปี 1999 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 ก็ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับการมาที่เร็วขึ้นเกิดจาก FIA เปลี่ยนกฎของรถที่ใช้แข่งขันใน WRC ต้องมีแอโรพาร์ทและระบบหล่อเย็นตามที่กำหนด ภายนอกของอีโว 6 ปรับฐานล่างของสปอยเลอร์เป็นแบบลอยตัว ช่วยเพิ่มแรงกดของอากาศใส่ต่อตัวถังมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างปรับระบบกันสะเทือนและ AVC ให้สัมผัสกับผิวถนนได้ไวขึ้น ใช้ล้อแม็กของ O.Z 

สมรรถนะเครื่องยนต์ 4G63 มีแรงบิดที่มากขึ้น ในรุ่นท็อปสุด RS ใช้เทอร์โบลูกใหม่ ส่วน GSR ใช้เทอร์โบรุ่นเดิม แต่พละกำลังยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 280 แรงม้า ผลิต 7,000 คัน นอกจากนี้ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน มีการเปิดตัวรุ่นพิเศษ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 ทอมมี่ ฮัคคิเน่น” อีกด้วย

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 7 โมเดลเชนจ์อีกครั้งในปี 2001 ด้วยรูปโฉมดุดันขึ้น
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 7 โมเดลเชนจ์อีกครั้งในปี 2001 ด้วยรูปโฉมดุดันขึ้น

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 7 (Mitsubishi Evolution VII)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 7 เปิดตัวในปี 2001 มีการโมเดลเชนจ์ ขยับไปเป็นตัวถังรุ่นใหม่ของแลนเซอร์ คือ ซีเดีย สังเกตว่า แม้ก่อนหน้านี้มีอีโวลูชั่นมาแล้ว 6 รุ่น แต่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนโฉมเพียงครั้งที่ 2 เท่านััน รูปลักษณ์ภายนอกดุดัน ปราดเปรียว มีความก้าวร้าวมากขึ้น มิติตัวถังยาว 4,455 มม. กว้าง 1,770 มม. สูง 1,450 มม. ฐานล้อยาว 2,625 มม. แม้จะพัฒนาในร่างของซีเดีย แต่เอาเข้าจริงกับแชร์ชิ้นส่วนร่วมกันได้เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น

กันชนหน้ามีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ มองทะลุเห็นอินเตอร์คูลเลอร์ ไฟหน้า ไฟท้าย สปอยเลอร์หลังเปลี่ยนใหม่หมด ตัวถังออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกมากขึ้น ซุ้มล้อช่วยทำให้รถดูบึกบึนมีมัดกล้าม ภายในใช้โทนสีดำในการตกแต่ง พวงมาลัย 3 ก้านจาก MOMO เบาะหนัง Recaro เจ้าประจำ

เครื่องยนต์เบนซิน 4G63 เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขุมพลัง 280 แรงม้า ลดแรงต้านในท่อไอเสียลง 20% เพิ่มขนาดออยคูลเลอร์อีก 15% ผสานเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ นอกจากนี้ยังมีเกียร์อัตโนมัติด้วย นับเป็นเจเนอเรชันเดียวที่มีรุ่นเกียร์อัตโนมัติจำหน่าย ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หันมาใช้ระบบ ACD ช่วยกระจายแรงบิดลงสู่ล้อทั้ง 4 อย่างต่อเนื่อง ผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 8 โดดเด่นด้วยโลโก้กลางกระจังหน้า ผลิตในปี 2003
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 8 โดดเด่นด้วยโลโก้กลางกระจังหน้า ผลิตในปี 2003

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 8 (Mitsubishi Evolution VIII)

สำหรับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 8 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายปี 2003 และยังคงสไตล์เดิมด้วยการปรับเปลี่ยนแบบเล็กน้อย และเริ่มทำตลาดด้วยการส่งไปขายที่อเมริกาเป็นครั้งแรก รูปลักษณ์ภายนอกในส่วนของแผงกระจังหน้ามีการเพิ่มรูปทรงปิรามิดเข้าไปตรงกลาง สปอยเลอร์หลังยกสูงขึ้น และเริ่มมีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในพาร์ทตัวถัง ล้อแม็กเปลี่ยนมาใช้ Enkei แบบ 6 ก้าน

เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ แต่อัปเกรดในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเทอร์โบ, อินเตอร์คูลเลอร์, ก้านลูกสูบอลูมิเนียม, ก้านลูกสูบแบบเหล็กหล่อ, สปริงวาล์วน้ำหนักเบา ช่วยทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีขึ้น ขุมพลังคงที่ไว้ 280 แรงม้า มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย GSR เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะอัตราทดชิด และรุ่น RS ที่มีให้เลือกทั้ง 5 และ 6 จังหวะอัตราทดชิด 

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ จับคู่กับระบบเพลากลาง ACD ใช้แรงดันจากไฮโดรริคผสานกับแผ่นคลัตช์ เพื่อกระจายแรงบิดลงสู่ล้อทั้ง 4 ทว่ามิตซูบิชิกับเลือกผลิตเจเนอเรชันนี้เพียง 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 9 ผลิตปี 2006 และกลับมาใช้แนวทางการออกแบบด้วยทีมงานญี่ปุ่นอีกครั้ง
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 9 ผลิตปี 2006 และกลับมาใช้แนวทางการออกแบบด้วยทีมงานญี่ปุ่นอีกครั้ง

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 9 (Mitsubishi Evolution IX)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 9 เปิดตัวในปี 2006 มีการปรับรูปโฉมภายนอกอยู่พอสมควร เริ่มจากแผงกระจังหน้าเอารูปทรงปิรามิดออก แล้วแปะโลโก้มิตซูบิชิลงไปเลย ก้นชนหน้าก็มีการขยายช่องรับลมให้ใหญ่ขึ้น ชุดไฟหน้าทรงเดิมแต่มีการรมดำที่พื้นหลัง

การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่ระบบเครื่องยนต์ 4G63 ที่มีการนำระบบวาล์แปลผัน MIVEC มาทำงานคู่กันเป็นครั้งแรกในเจเนอเรชันนี้ พร้อมเปลี่ยนใบพัดเทอร์โบเป็นอลูมิเนียม และทำให้เครื่องยนต์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เบาลง แต่ทนทานมากขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาอัตราทดชิด 5 จังหวะ สามารถเค้นพละกำลังได้ถึง 300 แรงม้า มีการผลิตเพียง 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 10 สายการผลิตหลักรุ่นสุดท้าย โมเดลเชนจ์ใหม่หมด
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 10 สายการผลิตหลักรุ่นสุดท้าย โมเดลเชนจ์ใหม่หมด

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 (Mitsubishi Evolution X)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 นับเป็นเจเนอเรชันสุดท้ายที่มีการทำตลาด เปิดตัวในปี 2007 รุ่นนี้มีการปรับโฉมใหม่หมด โดยหันมาใช้แพลตฟอร์มตัวถังร่วมกับแลนเซอร์ เจเนอเรชันที่ 8 มีกระจังหน้าขนาดใหญ่ทรง 4 เหลี่ยมคางหมูแบบกลับหัวเป็นจุดเด่น รูปลักษณ์ภายนอกมีมิติตัวถังยาว 4,495 มม. กว้าง 1,810 มม. สูง 1,480 มม. และฐานล้อยาว 2,650 มม. 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์อลูมิเนียม รหัส 4B11 เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ผสานระบบ MIVEC จับคู่กับระบบส่งกำลังด้วยเกียร์ ซีเควนเชียล 6 จังหวะ คลัทช์คู่แบบไฟฟ้า เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย พละกำลัง 280 แรงม้า และยังมีขายในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะเป็นออพชันทางเลือกอีกด้วย

นอกจากนี้ในปี 2015 ค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นยังทำเก๋ ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษทิ้งทวนในชื่อ “มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น ไฟนอล เอดิชั่น” ปรับแต่งเครื่องยนต์ 313 แรงม้า แรงสุดเท่าที่เคยมีการผลิตอีโวลูชั่นออกมา ขายเพียง 500 คันทั่วโลกเท่านั้น 

เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ ขุมพลังสแตนดาร์ดเริ่มต้น 280 แรงม้า
เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ ขุมพลังสแตนดาร์ดเริ่มต้น 280 แรงม้า

4G63 เทอร์โบ รหัสเร้าใจ ใครเห็นต้องผวา

ถ้าเปรียบ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เป็นร่างกาย เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ ก็ต้องเป็นจิตวิญญาณ เพราะชื่อเสียงและความสำเร็จ ล้วนถูกสร้างมาจากขุมพลังเครื่องบล็อกนี้ และใส่ไว้ในอีโวลูชั่นเจเนอเรชัน 1 – 9 มาโดยตลอด ทว่าในความเป็นจริง 4G63 มีเครื่อง 2 แบบ คือ  N/A ไม่มีเทอร์โบ และ T เทอร์โบ

4G63 แบบไม่มีเทอร์โบ ส่วนใหญ่อยู่ในรถปิกอัพของมิตซูบิชิหลายรุ่น เช่น สตาร์ด้า, ไมตรี แม็กซ์, แอล 200, กาแลนท์ อัลติม่า ฯลฯ โดยเฉพาะรถที่มิตซูบิชิส่งไปขายในยุโรปยุคปลาย 80 ถึง 90 จะเป็น 4G63 แบบ N/A ค่อนข้างเยอะ

ส่วน 4G63 เทอร์โบ หลายคนเข้าใจผิด… คิดว่าใช้เฉพาะในอีโวลูชั่นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงรถหลายรุ่นแรงของมิตซูบิชิ เช่น กาแลนท์ วีอาร์ 4 รุ่นปี 1989 และ อีคลิปส์ รุ่นปี 1995 ก็ใช้เครื่องบล็อกนี้มาก่อน ก่อนมาประจำการถาวรเพื่อสร้างชื่อให้กับอีโวลูชั่นอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ WRC ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก 

จุดเด่นของ 4G63 เทอร์โบอยู่ที่ความแรงและทนทาน เครื่องเดิม OEM ออกจากโรงงานก็มีมาให้แล้วกว่า 280 แรงม้า และหลายคนก็รู้กันดีอยู่ว่า “มันไปต่อได้” อีกเยอะ โมดิฟายด์ปรับแต่งได้ จูนดี ๆ เจอช่างเก่ง ๆ รีดออกมาได้กว่า 400 – 500 ม้า ถ้าเอาโหดหน่อย 700 ม้าก็มีให้เห็นมาแล้ว ใครได้รู้ว่ามี 4G63 ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงล้วนต้องผวากันทั้งนั้น 

นอกจากนี้ความทนทานก็เป็นจุดเด่นของ 4G63 เทอร์โบ การันตีด้วยงานแข่ง WRC ชิงแชมป์โลกเป็นเดิมพัน สามารถทนการจูนหนักหรือขับแบบหฤโหดได้พอสมควร ที่สำคัญเครื่องยนต์ 4G63 มีราคาที่ไม่แพง จึงเป็นที่นิยมของเหล่านักแต่งรถเมืองไทย

มิตซูบิชิ อีโวลูชัน ทุกรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
มิตซูบิชิ อีโวลูชัน ทุกรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

เอาชนะทุกขีดจำกัดด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

อย่างที่กล่าวเบื้องต้นว่า “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” กำเนิดมาจากสายพันธุ์การแข่งขันแรลลี่ WRC ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลไกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งอีโวลูชั่นทุกรุ่นเป็นรถขับ 4 ทั้งหมด จุดเด่นของของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องยกให้เรื่องการยึดเกาะถนนเป็นหลัก สามารถใช้งานด้วยการขับอเนกประสงค์ ไปได้ทุกที่ทั้งออนโรดและออฟโรด เอาชนะทุกข้อจำกัดอย่างเหนือชั้น 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยึดเกาะถนนดี เข้าโค้งไม่บานออก และน้อยมากที่จะมีอาการ Understeer และ Oversteer ให้เห็น (ถ้าไม่ตั้งใจทำ) เวลาเปลี่ยนเลนส์ขณะขับ รถจะพุ่งไปทั้งคัน ต่างจากขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่หัวรถจะออกก่อน ฟีลลิ่งในการขับต้องปรับใหม่ เพราะพวกมาลัยทั้งไวและคมกว่ารถทั่วไปมาก

แต่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวงเลี้ยวที่กว้างเกือบเท่ารถปิกอัพ และยังขยันบริโภคน้ำมันมากกว่า ค่าบำรุงรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีชิ้นส่วนเกี่ยวข้องที่มากชิ้น 

มัจจุราช 3 เกียร์ แรงจัดในทุกย่านความเร็ว
มัจจุราช 3 เกียร์ แรงจัดในทุกย่านความเร็ว

มัจจุราช 3 เกียร์ ฉีกเป็นกระดาษ แซงขาดทุกช่วงตัว

เปิดที่มาของมัจจุราช 3 เกียร์ ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้เขียนตั้งเอง เพราะส่วนใหญ่จะคุ้นกับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ในฉายา “นักเลง 3 เกียร์” มากกว่า แต่รวมแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความแรง โดยเฉพาะแรงบิดในการออกตัว หาได้น้อยมากที่วิ่งตีนต้นแล้วจะเอาชนะอีโวลูชั่นได้  ส่วนใหญ่ถ้าไม่แรงจริง มักเสร็จอีโวลูชั่นแทบทุกคัน

   มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ตีนต้นดี ตีนปลายสม่ำเสมอ แรงต่อเนื่องในทุกช่วงความเร็ว “ดันเข้าเกียร์ 1 สับลง 2 ยัดเข้า 3 ทิ้งหลายช่วงตัว รับรองอีโวจะหายวับไปกับตา” หลังติดเบาะตลอด แรงจัดถึงขนาดที่ภาพยนต์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง ต้องนำ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” ไปเป็นส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่องเลยที่เดียว 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์  กับการแต่งในสไตล์อีโวลูชั่น
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ กับการแต่งในสไตล์อีโวลูชั่น

ตัวเป็นแลนเซอร์ แต่จิตวิญญาณเป็น “อีโวลูชั่น”

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยนตรกรรมสมรรถนะสูง ผลิตไม่เยอะและขายในญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่มีที่ข้ามไปทำตลาดในอเมริกาอยู่บ้าง ราคาสูงในหลักล้าน (ไม่รวมภาษีนำเข้า) ในไทยมีคนชอบมิตซูบิชิ อีโวลูชั่นพอสมควร แต่มีรถแท้ขับบนถนนไม่เยอะนัก เพราะหายากราคาแพง 

จึงนิยมนำแลนเซอร์มาแปลงและแต่งเป็นอีโวลูชั่น สวยและได้รับความนิยมไปอีกแบบ มีทั้งถอดเครื่องเก่าออกเพื่อใส่ 4G63 แล้วแปลงจากขับ 2 เป็นขับ 4 ได้ความแรงและฟีลลิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของอีโวลูชั่นแท้ ๆ ซึ่งสามารถทำได้โดยต้องไปจดทะเบียนเป็นขับ 4 และเสียภาษีสรรพสามิต พร้อมปฏิบัติตามที่ข้อกฎหมายกำหนด

ภาพเรนเดอร์กับอนาคตที่ยังคลุมเคลือของ "มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 11"
ภาพเรนเดอร์กับอนาคตที่ยังคลุมเคลือของ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 11”

อีโวลูชั่น 11 การกลับมาที่ยังไม่มีคำตอบ !!!

หลังจาก มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น หยุดสายการผลิตตั้งแต่ปี 2015 สาวกพันธุ์แท้ต่างเรียกร้องให้ทางมิตซูบิชินำอีโวลูชั่นกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ทว่าก็มีแต่ข่าวลือที่ยังไม่เคยมีข้อสรุปอย่างจริงจังจากทางค่าย ซึ่งปัจจุบันมิตซูบิชิจากญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมกับเรโนลด์ของฝรั่งเศส จึงมีกระแสข่าวลือว่าอาจมีการคืนชีพให้อีโวลูชั่น แต่อยู่ในร่างลูกผสมที่ใช้แพลตฟอร์ม CMF-CD F4 และใช้เครื่อง ยนต์ Megane RS ความจุ 1.8 ลิตร 4 สูบแทน

สาวกอาจมองดูแปลกและไม่ชอบกับคอนเซ็ปต์ที่ว่านี้ แต่ทั้งหมดยังเป็นแค่ข่าวลือที่เงียบหายไปตามเวลา ทางมิตซูบิชิยังไม่มีข้อสรุปสำหรับอีโวลูชั่นว่า ท้ายที่สุดแล้วจะคืนชีพให้กับมัน หรือ ฝังลืมเพื่อให้เป็นตำนานไปตลอดกาล

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถในตำนานที่ผู้ชายส่วนใหญ่ฝันถึง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในยุคเกรียงไกลของมัจจุราช 3 เกียร์ เพราะท้ายที่สุดแล้วคำว่าตำนานก็เป็นเรื่องราวให้เจริญรอยตาม ซึ่งหากคุณอยากที่จะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอีโวลูชั่น ไม่ต้องตามไปดูถึงพิพิธภัณฑ์ เพราะในเว็บ Kaidee.com ก็มีให้เลือกอยู่หลายคัน ไม่เชื่อไปดูกันได้เลย

 สรุปให้อ่านง่าย

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยนตรกรรมที่มีจุดกำเนิดจากการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลก ทำตลาดโดยผลิตแบบจำกัดจำนวน ตั้งแต่ปี 1992 – 2015 ตลอดระยะเวลา 23 ปี ผลิตทั้งหมด 10 เจเนอเรชัน โดยใช้ตัวถังของตระกูลแลนเซอร์มาตลอด โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ อัดแน่นด้วยสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ ขายในญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่มีผู้นำเข้าอิสระจัดจำหน่ายในประเทศต่าง  ๆ ในไทยมีอีโวลูชั่นแท้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นการแต่งสวยในสไตล์อีโวลูชั่น