กระเบื้องยาง ตัวช่วยลดเวลาแต่งบ้านราคาเบา

กระเบื้องยาง ตัวช่วยลดเวลาแต่งบ้านราคาเบา

ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อการปูพื้นกระเบื้องภายในบ้านเป็นอย่างมาก แต่ทราบไหมว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการใช้ ‘กระเบื้องยาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะทั้งปูพื้นง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อย และยังมีความปลอดภัยมากกว่ากระเบื้องปกติอีกด้วย

กระเบื้องยาง เป็นวัสดุที่ใช้ในการปูพื้น ผลิตจากยางหรือโพลิเมอร์ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระเบื้องปกติ โดยเฉพาะกระเบื้องยางที่ทำมาจากโพลิเมอร์ ซึ่งความนุ่มและแรงหนืดของกระเบื้องยางนี้เอง ที่ส่งผลให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มน้อยกว่ากระเบื้องปกติ

วัสดุของ กระเบื้องยาง

สำหรับวัสดุที่นำมาผลิตกระเบื้องยางสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  1. กระเบื้องยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ เป็นกระเบื้องยางที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศไทย ผลิตจากยางพารา ทำให้มีความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นสูง สามารถทนต่อการฉีกขาดและรอยขีดข่วนได้ดี
  2. กระเบื้องยางที่ผลิตจากโพลิเมอร์ แบ่งออกเป็นโพลียูรีเทนและพีวีซี โดยกระเบื้องยางโพลียูรีเทนค่อนข้างมีความทนทาน เหนียวแน่นและทนต่อความร้อนมากกว่ากระเบื้องยางพีวีซี

ประเภทของ กระเบื้องยาง

  1. กระเบื้องยางแบบแผ่น เป็นกระเบื้องยางที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีความแข็งแรงและหนาประมาณ 2-12 มิลลิเมตร สามารถรับแรงปะทะได้หลากหลายตามจุดประสงค์ของกระเบื้องยางชนิดต่าง ๆ
  2. กระเบื้องยางแบบม้วน กระเบื้องยางที่นิยมใช้ในโรงพยาบาล มีขนาดใหญ่กว่ากระเบื้องยางแบบแผ่น หน้ากว้าง 1-1.2 เมตร ยาว 10-15 เมตร ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ความร้อนเชื่อมต่อกันทำให้ไม่เกิดการสะสมของเชื้อโรค

ส่วนประกอบของกระเบื้องยาง

กระเบื้องยางประกอบด้วยชั้นทั้งหมด 5 ชั้น ได้แก่

  1. UV Coating ชั้นบนสุดของกระเบื้องยาง มีการเคลือบสาร ยูวี เพื่อเสริมความคงทนและป้องกันสีซีดจากการโดนแสงแดด
  2. Wear Layer เป็นชั้นที่มีความสำคัญ เพราะป้องกันความเสียหายแก่สีและลวดลายต่าง ๆ ของกระเบื้องยาง
  3. Print Color Sheet ชั้นสีสันและลวดลายต่าง ๆ ทั้งสีพื้น ลายไม้ ลายหินอ่อน ฯลฯ
  4. Balance Layer ชั้นกลางของกระเบื้องยาง มีส่วนผสมของพีวีซี บริสุทธิ์ เป็นชั้นที่ช่วยให้กระเบื้องยางไม่ยืดหด ขยายตัว หรือแตกหัก
  5. Base Layer ชั้นล่างสุดของกระเบื้องยาง พื้นผิวของชั้นนี้มีลักษณะเป็นตารางหรือตาข่าย เพื่อให้สามารถยึดติดกับกาวและพื้นปูนได้แน่น

ข้อดี-ข้อด้อยของกระเบื้องยาง

ก่อนที่เราจะสามารถเลือกซื้อสิ่งของไหน ๆ ได้แน่นอนว่าเราก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของสิ่งนั้น เพราะทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ด้านใน กระเบื้องยางก็เช่นกันซึ่งข้อดีและข้อเสียของกระเบื้องยางมีดังนี้

ข้อดี

  • ทนทานต่อน้ำและรอยขีดข่วนต่าง ๆ ได้
  • ไม่ลื่นและมีความหนืด ทำให้นิยมใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
  • ทำความสะอาดง่าย สามารถเช็ดด้วยน้ำได้
  • ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวัสดุปูพื้นชนิดอื่น ๆ 
  • ลวดลายมีให้เลือกเยอะ
  • แทบจะไม่มีรอยต่อระหว่างกระเบื้องยางทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการสะสมของเชื้อโรค

ข้อด้อย

  • ไม่มีความทนทานต่อความเป็นกรดและด่าง
  • ถ้าหาดูแลไม่ดีพออาจจะเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่ากระเบื้องปกติ

เคล็ดลับการเลือก กระเบื้องยาง

  • กระเบื้องยางแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่นก็มีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกัน และถ้าใครที่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อกระเบื้องยางอย่างไร เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก
  • คำนึงถึงสถานที่ที่จะทำการปูพื้นกระเบื้องยางว่ามีขนาด หรือจุดประสงค์เพื่ออะไร
  • กระเบื้องยางที่อยู่ในระดับมาตรฐานคือกระเบื้องยางที่มีความหนาอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร
  • สังเกตคุณภาพกระเบื้องยางจาก ฟิล์มที่เคลือบอยู่บนผิวด้านหน้าของกระเบื้องยางว่าลอกหลุดง่ายหรือไม่
  • ควรเลือกกระเบื้องยางที่มีคุณภาพเกรด A
  • เลือกใช้กระเบื้องยางที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือบริษัทที่เป็นทางการเพื่อความแน่ใจในคุณภาพของกระเบื้องยาง

การปูกระเบื้องยาง

อุปกรณ์การปูกระเบื้องยาง

  • กระเบื้องยาง
  • กาว (ชนิดที่ใช้ในการติดกระเบื้องยาง)
  • แปรงทาสี เบอร์ 3 และ 4
  • ตลับเมตร คัตเตอร์ และไม้บรรทัด
  • เกรียงปากแบน
  • ผ้าทำความสะอาด

ขั้นตอนการปูกระเบื้องยาง

  1. (ในกรณีที่มีวัสดุปูพื้นเดิม) งัดกระเบื้องเก่าออกโดยใช้เกรียงปากแบน
  2. ปรับพื้นให้เรียบ
  3. หาทิศทางการปูกระเบื้องยาง ด้วยการลองวางกระเบื้องยางขนาดยาวและสั้นสลับกันไป
  4. ตัดกระเบื้องยางออกเป็นชิ้นยาวและสั้น
  5. ทำความสะอาดพื้น แล้วทากาวบนพื้นและด้านหลังกระเบื้องยาง โดยใช้แปรงที่มี
  6. วางกระเบื้องยางที่ตัดไว้บนพื้นให้ชิดกันในรูปแบบที่ทดลอง
  7. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเช็ดรอยกาวที่เลอะขณะที่ทำการปูพื้นจนเสร็จ

การดูแลรักษากระเบื้องยาง

ถึงแม้ว่ากระเบื้องยางจะติดตั้งง่ายและค่อนข้างทนน้ำ แต่กระเบื้องยางก็สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ดังนั้นจึงควรมีวิธีการดูและรักษาที่ถูกต้อง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่าง
  • ไม่เทน้ำสบู่ หรือ น้ำลงไปยังพื้นกระเบื้องยางที่เพิ่งปูเสร็จใหม่ ๆ โดยตรง
  • ลบคราบสีน้ำมันด้วยน้ำยาขัดเงาแบบครีมแข็งโดยใช้แผ่นใยขัดโลหะเป็นตัวช่วย
  • ลบรอยกาวด้วยผ้าชุบน้ำมันก๊าดและน้ำเปล่าทันที
  • ลบรอยถลอกด้วยผ้าชุบน้ำมันสน น้ำยาขัดเงาแบบครีมเหลว หรือแอลกอฮอล์
  • ลบรอยไหม้ด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียด
  • หมั่นเคลือบผิวกระเบื้องยางโดยใช้ wax แบบน้ำ 1-2 ครั้งต่อเดือน
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเบนซินและทินเนอร์ในการทำความสะอาด

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกระเบื้องยาง

นอกจากนี้แล้วยังมีเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้กระเบื้องยางมีประสิทธิภาพและยาวนานมากขึ้น ดังนี้

  • อายุการใช้งานของกระเบื้องยางนั้นยาวนานเฉลี่ยถึง 10-15 ปี ซึ่งไม่ต่างกับกระเบื้องปกติเท่าไรนัก
  • นอกจากการติดกระเบื้องยางบนพื้นแล้ว กระเบื้องยางยังสามารถนำไปติดที่เพดานหรือผนังต่าง ๆ ได้เช่นกัน
  • ถ้าจำเป็นจริง ๆ การติดตั้งกระเบื้องยางสามารถติดตั้งทับกระเบื้องปกติได้ เพียงแค่เป็นพื้นเรียบ

สรุปท้ายบทความ

เรียกได้ว่ากระเบื้องยางนั้นมีคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่ต่างกับกระเบื้องปกติสักเท่าไร แต่มีช่วยในการติดตั้งและประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านของคุณได้มาก และถ้าใครที่มีงบน้อยเกินไปในการสร้างบ้านใหม่ ลองเข้ามาหาบ้านสวย ๆ หลากหลายแบบได้ใน Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์

อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ

เปลี่ยนบ้านร้อนให้เย็นด้วย ฉนวนกันความร้อนหลังคา

เปลี่ยนบ้านร้อนให้เย็นด้วย ฉนวนกันความร้อนหลังคา

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอากาศที่ร้อนระอุ ทำให้การก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้เย็นสบายจึงนับเป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างชาญฉลาดทำให้เกิดวัสดุที่เป็นตัวช่วยในการลดความร้อนของบ้านได้ นั่นก็คือ ฉนวนกันความร้อนหลังคา ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งการติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคานั้นจะต้องมีการเลือกประเภทของฉนวนกันความร้อนหลังคาที่เหมาะสมกับบ้านลักษณะต่าง ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการกันความร้อนหลังคาที่ดีที่สุด

ฉนวนกันความร้อนหลังคา คืออะไร ?

ฉนวนกันความร้อนหลังคา เป็นวัสดุป้องกันความร้อนจากภายนอกอาคารไม่ให้เข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงยังสามารถช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้เช่นกัน ซึ่งส่วนมากแล้วฉนวนกันความร้อนหลังคานนั้นจะประกอบไปด้วยฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก โดยฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน สังเกตจากค่าสัมประสิทธิ์ของการนำความร้อนที่ยิ่งน้อย แสดงว่ามีประสิทธิภาพมากนั่นเอง

ประเภทของ ฉนวนกันความร้อนหลังคา

ฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักได้ 2 ประเภทตามวิธีการใช้ ได้แก่

ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น

วางจำหน่ายในลักษณะเป็นม้วน มีความอ่อนตัว สามารถติดตั้งได้ง่ายด้วยการปูใต้โครงผนังเบา บนฝ้าเพดาน หรือบนเป ซึ่งฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งได้ตามวัสดุต่าง ๆ จนทำให้เกิดความหนา ค่ากันความร้อน ความยาวต่อม้วน และราคาที่แตกต่างกัน

ฉนวนกันความร้อนแบบพ่น

เป็นฉนวนกันความร้อนที่ใช้งานด้วยการพ่นลงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ฝ้าเพดาน หรือผนังห้อง เพื่อกันความร้อนโดยผู้ที่จะทำการพ่นได้นั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ เหมาะกับพื้นที่ที่ยากต่อการปูแผ่นฉนวนกันความร้อนหลังคา

ซึ่งฉนวนกันความร้อนหลังคาทั้งสองแบบที่กล่าวไปข้างต้นนั้นยังสามารถแบ่งประเภทของฉนวนกันความร้อนได้เป็นประเภทย่อย ๆ ได้หลากหลายชนิดตามรูปร่างลักษณะและวัสดุการผลิต ดังนี้

อะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium Foil) แผ่นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีลักษณะเป็นฟอยล์ 2 หน้าคล้ายกับฟอยล์ห่ออาหารแต่มีลักษณะที่หนาขึ้นเพื่อกันความร้อน โดยแผ่นฉนวนกันความร้อนชนิดนี้ไม่ได้มีความสามารถในการกันความร้อน ทำได้เพียงสะท้อนความร้อนออกไป จึงต้องใช้ร่วมกับฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดอื่น ๆ แต่มีคุณสมบัติที่เหนียว คงทน และหาซื้อได้ง่าย

โพลีเอธิลีนโฟม (Polyethylene Foam) หรือที่เรียกว่า PE มีให้เลือกมากมายหลากหลายขนาด เช่น 3 4 5 หรือ 10 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติหลักในการป้องกันความร้อนและสะท้อนความร้อนได้ในตัว ได้รับความนิยมเพราะมีราคาที่ต่ำ เป็นแผ่นเบา เหนียวนุ่ม ทนต่อแรงกระแทก และหนา

โพลียูรีเทน โฟม (Polyurethane Foam) หรือ PU มีชื่อเรียกในภาษาไทย คือ โฟมเหลือง เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มักถูกใช้ในโรงงาน มีคุณสมบัติในการกันน้ำ ความชื้น และเสียงได้ดี แต่เสื่อมสภาพได้เร็วถ้าได้รับอุณหภูมิที่สูงเกินหรือติดไฟง่าย ฉนวนกันความร้อนหลังคาประเภทนี้มีลักษณะทั้งเป็นแผ่นและสเปรย์

โพลีสไตรีน โฟม (Polystyrene Foam) หรือในชื่อภาษาไทยว่า โฟมขาว มีตัวย่อคือ PS และ EPS เป็นวัสดุกันความร้อนหลังคาที่มีขนาดเบา เคลื่อนย้าย และติดตั้งง่าย มีจุดเด่นในการดันความร้อนและความเย็น ทำให้กลายเป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน 

แอร์บับเบิ้ล (Air Bubble เรียกอีกอย่างว่า Bubble Foil) มีลักษณะคล้ายกับแผ่นกันกระแทก แต่ผลิตจากแผ่นอะลูมิเนียม โดยด้านนอกทำหน้าที่ในการสะท้อนความร้อน และด้านในทำหน้าที่ในการกันความร้อนนั่นเอง

ใยแก้ว (Fiberglass) เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่ด้านในมีใยแก้วที่ถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมมีข้อดีคือสามารถกันได้ทั้งความร้อนและเสียง ติดตั้งง่าย และทนความร้อนได้สูง แต่ก็มีความหนาที่มากกว่าฉนวนกันความร้อนหลังคาแบบอื่น ๆ ทำให้พับเก็บได้ยาก

เซรามิกสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating) ถูกผลิตจากการนำอนุภาคของเซรามิก อะคริลิก และวัสดุอื่น ๆ มาผสมกัน ฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดนี้มีลักษณะเป็นของเหลวที่มักจะถูกพ่นลงบนหลังคาและดาดฟ้าต่าง ๆ และนอกจากจะกันความร้อนแล้วเซรามิกสะท้อนความร้อนยังสามารถป้องกันน้ำรั่วซึมอีกด้วย

เยื่อกระดาษ (Cellulose) ฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีให้เลือกทั้งแบบแผ่นและแบบพ่น มีคุณสมบัติในการกันความร้อน กันเสียง ติดไฟยาก และน้ำหนักเบา จุดเด่นของฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดนี้อยู่ที่การไม่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ต่าง ๆ นั่นเอง

ฉนวนกันความร้อนหลังคา ติดตั้งที่ไหนได้บ้าง?

จากชื่อของเทคโนโลยีนี้ หลายคนคงคิดว่าฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถติดตั้งได้เพียงแค่บนหลังคาเท่านั้นแต่หารู้ไม่ว่า ฉนวนกันความร้อนหลังคานั้นสามารถติดตั้งในที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากหลังคาได้ ไม่ว่าจะเป็น บนฝ้า ใต้หลังคา หรือบนหลังคา โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

ติดตั้งบนฝ้า

การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคานบนฝ้าเพดานนั้นสามารถใช้ฉนวนกันความร้อนหลากหลายวัสดุ เช่น แอร์บับเบิ้ล พอลิเอทิลีนโฟม หรืออื่น ๆ แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาบริเวณนี้มีข้อเสียคืออาจทำให้เกิดความร้อนใต้หลังคามากเกินไป จึงต้องมีการเจาะช่องระบายความร้อนเพิ่มเติม

ติดตั้งใต้แผ่นหลังคา

สำหรับฉนวนกันความร้อนหลังคาใยแก้ว อะลูมิเนียมฟอยล์ ฉนวนกันความร้อนหลังคาแบบพ่น หรือแบบอื่น ๆ นั้น นิยมติดตั้งใต้แผ่นหลังคา ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด โดยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาบริเวณนี้จำเป็นต้องติดตั้งไปพร้อม ๆ กับการสร้างหลังคา ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย

ติดตั้งบนหลังคา

ฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดสีสะท้อนความร้อน เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มักจะถูกติดบนหลังคา โดยติดตั้งคู่กับฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดอื่น ๆ เพราะที่มีเนื้อที่บางและไม่สามารถกันความร้อนได้ดีมากนัก

วิธีเลือก ฉนวนกันความร้อนหลังคา

เนื่องจากฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละประเภทได้ จึงต้องมีการศึกษาและคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ก่อน ดังนี้

ค่ากันความร้อน

สิ่งแรกในการพิจารณาคือค่ากันความร้อนของฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละชนิดว่า มีความแตกต่างอย่างไร โดยฉนวนกันความร้อนหลังคาที่ดีควรมี ค่า R หรือค่าต้านความร้อนที่สูง และมีค่า K หรือ ค่านำความร้อนที่ต่ำ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากสลากที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์

ชนิดของฉนวนกับตำแหน่งที่ติดตั้ง

ด้วยสาเหตุที่ว่า ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ต้องการติดตั้ง มีความสัมพันธ์กับชนิดของฉนวนกันความร้อนหลังคา ดังนั้นการคำนวณตำแหน่งการติดตั้งต่าง ๆ ควรคำนึงถึงชนิดที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ เช่น ฉนวนใยแก้วบนหลังคาที่ได้รับแดดเยอะ หรือฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีน้ำหนักเบาบนหลังคาโรงจอดรถ เป็นต้น

ราคา

ราคาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ติดตั้งต้องมีการคำนวณก่อนตัดสินใจซื้อ โดยการเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของวัสดุและราคาของฉนวนกันความร้อนหลังคาว่าคุ้มค่าต่อการติดตั้งหรือไม่

สรุปท้ายบทความ

เห็นได้ว่าถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีอากาศที่ร้อนระอุเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันก็มีการติดตั้งเทคโนโลยีอย่างฉนวนกันความร้อนหลังคาเพื่อลดความร้อนภายในบ้าน และหลังจากที่ได้รู้จักฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละประเภทแล้ว หวังว่าผู้อ่านจะมีการตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อนหลังคาและบ้านที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น ใน Kaidee Property

อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ

ทำไมบ้านต้องติดตั้งสายดิน สายดินสำคัญอย่างไร ?

ทำไมบ้านต้องติดตั้งสายดิน สายดินสำคัญอย่างไร ?

ปลอดภัยไว้ก่อน

ประโยคคลาสสิกที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต ยิ่งกับเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะไฟฟ้านับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราไปเสียแล้ว และแม้ว่าไฟฟ้าจะให้ประโยชน์มากมาย แต่ในทางกลับกันก็แฝงไปด้วยโทษและอันตรายมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในนั้น

สายดินคืออะไร

สายดิน คือ ตัวนำหรือสายไฟที่ต่อจากส่วนที่เป็นตัวนำไฟฟ้าหรือเปลือกโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้า ซึ่งปกติเป็นส่วนที่ไม่มีไฟและมักมีการจับต้องขณะใช้งาน เพื่อให้เป็นเส้นทางที่สามารถนำกระแสไฟฟ้า

ในกรณีที่มีไฟฟ้ารั่วไหล สายดินสามารถป้องกันให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิดอันตรายได้ ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทาง ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลย้อนกลับไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าได้สะดวก ทำให้เครื่องตัดไฟอัตโนมัติทำงานและตัดไฟออกทันที นอกจากนั้นสายดินยังมีส่วนช่วยในการจัดการกับสัญญาณรบกวนอีกด้วย

อันตรายจากกระแสไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ?

รูปแบบที่ 1

เกิดจากกระแสไฟฟ้าในระบบสูงจนเกินปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฉนวนสายไฟฟ้าเสื่อม แล้วสายทองแดงสองเส้นมาแตะกันจนเกิด “ไฟฟ้าช็อต” ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่ในระบบมากกว่าปกติ จนกลายเป็น “ไฟฟ้าลัดวงจร” อธิบายง่ายๆ คือ ไฟฟ้าจากสายไฟวิ่งลัดไปทางอื่น แทนที่จะวิ่งผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง

รูปแบบที่ 2

เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าหายไปจากระบบ ปกติกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกต้องเท่ากัน แต่เมื่อใดก็ตามที่กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไม่เท่ากับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งกลับ เป็นไปได้ว่าต้องเกิด “ไฟรั่ว” ในระบบ ซึ่งเรื่องนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สายไฟฟ้าเส้นหนึ่งของตู้เย็นเสื่อมสภาพทำให้สายทองแดงแตะที่โครงตู้เย็น

ช่วงแรกอาจยังไม่พบปัญหาใดๆ เพราะไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและวิ่งออกจากตู้เย็นยังเท่ากันอยู่ แต่เมื่อไรที่มีคนไปจับตู้เย็น กระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่รอบตู้เย็นจะไหลเข้ามาที่ตัวคน จากนั้นวิ่งลงดินทำให้กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกจากตู้เย็นไม่เท่ากัน จนเกิดเป็น “ไฟรั่ว” หรือ “ไฟดูด” นั่นเอง

เครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่ต้องมีสายดิน และไม่ต้องมีสายดิน ?

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน

เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ หรือเรียกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1 เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 (แม้จะสัญลักษณ์ประเภท 2 ก็ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ายังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น

ประโยชน์ของการติดตั้งสายดิน

สายดินจะป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดูด กรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่ว จากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกัน ไฟฟ้าลัดวงจรและหรือไฟฟ้ารั่ว จะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน


สัญลักษณ์และสีของสายดิน

  • สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน ได้แก่ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายแสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน

12 วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง

  1. จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้เมนสวิตช์
  1. ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า 1 จุด
  1. สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
  1. ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุด ให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์ และสายดินร่วมกัน
  1. ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่เมนสวิตช์อย่างถูกต้อง แล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
  1. ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
  1. การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
  1. ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
  1. วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
  1. ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
  1. ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
  1. ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง

(ข้อมูลจาก : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้ามีดังนี้ คือ

  • เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าเมื่อไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าเกินลดการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า
  • สายดิน ทำหน้าที่ดึงกระแสไฟลงดินไม่ให้วิ่งมาที่คน
  • เครื่องป้องกันไฟดูดทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อเกิดไฟรั่วมาที่คนได้อย่างรวดเร็ว

สรุปท้ายบทความ

แม้ว่ายุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาส่งเสริมเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ในความสะดวกสบายนั้นอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟรั่ว ซึ่งอันตรายเหล่านี้สามารถส่งผลแก่ชีวิตเราได้ การป้องกันอันตรายจึงควรได้มาตรฐานและมีระบบที่ดีตั้งแต่แรก และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในระบบส่งเสริมความปลอดภัยเรื่องของการใช้ไฟฟ้า ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการติดตั้งสายดินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

5 เทคนิคแต่งบ้านง่าย ๆ สไตล์ ‘Loft’

5 เทคนิคแต่งบ้านง่าย ๆ สไตล์ ‘Loft’

การแต่งบ้านก็เปรียบเสมือนงานศิลปะที่แต่ละคนก็มีความชอบและความต้องการแตกต่างกันไป และ Loft ก็เป็นแนวทางการแต่งบ้านแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะดูเท่และคูลแล้ว ยังเป็นการตกแต่งที่ทำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย และวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการตกแต่งบ้านสไตล์ Loft กัน

ประวัติการแต่งบ้านสไตล์ Loft

อย่างที่เห็นกันตามร้านหาร คาเฟ่ หรือโรงแรมต่าง ๆ การแต่งบ้านในสไตล์ Loft ถือเป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความง่ายในการเนรมิตให้สวยงาม

การแต่งบ้านในสไตล์ Loft มีจุดเริ่มต้นจากย่าน SoHo ในเมือง New York ในยุคสมัยการปฎิวัตอุสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่มาการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมามากมายในย่านนี้ ทำให้เมื่อยุคอุตสาหกรรมหมดไป โรงงานเหล่านี้จึงถูกทิ้งร้าง ทำให้กลุ่มคนที่ไม่มีทรัพย์พอได้เข้ามาซื้อและทำการดัดแปลงโรงงานเพื่ออยู่อาศัยจนเกิดเป็นบ้านสไตล์ Loft

ขอบคุณรูปจาก: Claire Esparros

เทคนิคการแต่งบ้านสไตล์ Loft

ปูน อิฐ เหล็ก

ด้วยเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์ Loft ที่มีความดิบอยู่สูงมาก ทำให้การตกแต่งส่วนมากจึงเน้นผนังปูนเปลือยและท่อเหล็กที่แสดงถึงความดิบหยาบ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการแต่งบ้านสไตล์นี้ โชว์ให้เห็นโครงสร้างของตึก เช่น ผนังปูนเปลือย อิฐสีต่าง ๆ มีท่อเหล็กตามการต่อไฟ และอีกประโยชน์หนึ่งของการตกแต่งแบบนี้คือ ทำให้ซ่อมแซมสายไฟหรือท่อประปาได้ง่ายมากขึ้น

ห้องโปร่งโล่งสบาย

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความเป็น Loft ได้เป็นอย่างดีคือ การเปิดพื้นที่ให้โล่งกว้างมากยิ่งขึ้นให้ความรู้สึกเหมือนโกดังหรือโรงงานที่มีเพดานสูง ซึ่งการที่ไม่มีฝ้าก็สามารถช่วยได้มากทีเดียว และยังมีข้อดีคือทำให้แสดงถึงงานระบบภายในบ้านและช่วยระบายอากาศได้อีกด้วย นอกจากนี้การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีประตูปิดกั้นยังทำให้ห้องไม่มีสิ่งบดบังสายตาและดูโปร่งขึ้น รวมถึงตัวบันไดที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กทำให้ดูไม่อึดอัดและสามารถใช้สอยพื้นที่ด้านล่างได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

สีเข้ม ธรรมชาติ

สำหรับโทนสีของการแต่งบ้านสไตล์ Loft ควรจะเน้นการตกแต่งไปในทางโทนสีเข้มที่เกิดจากธรรมชาติที่เกิดจากการก่อสร้าง เช่น สีปูน ไม้ เหล็ก และอิฐ รวมถึงการใช้สีที่เรียบง่ายอย่างสีเทา ขาว ดำ หรือน้ำตาลเข้มก็ทำให้บ้านดูเป็น Loft ได้มากขึ้นเช่นกัน

ขอบคุณรูปจาก: livingcube.furniture

เฟอร์นิเจอร์ยกได้ เปลี่ยนสบาย

การที่จะให้บ้านดูโปร่งโล่งนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว ไม่ต้องบิวท์อินและง่ายต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ เช่น โต๊ะทำงานหอเก้าอี้ที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมีล้อ และเป็นเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายแต่ใช้สอยได้เยอะ โดยเฟอร์นิเจอร์ส่วนมากที่นิยมใช้ก็ควรที่จะใช้วัสดุที่เป็น ไม้ เหล็ก และหนังเพื่อให้ดูเท่และดิบเข้ากับตัวผนังและการตกแต่งโดยรวมของห้องนั่นเอง

แสงอุ่นช่วยให้มีเสน่ห์

ด้วยความที่การแต่งบ้านสไตล์ Loft นั้นเป็นการแต่งบ้านที่ใช้วัสดุและโทนีที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นแสงที่จะช่วยเพิ่มประกายของความเป็น Loft นั้นก็ควรจะเป็นแสงที่เกิดจากธรรมชาติหรือมีโทนสีที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างโทนสีเหลือง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นของห้องนั้น ๆ หรือใช้โคมไฟวางเป็นจุด ๆ ก็สร้างบรรยากาศให้ดูสลัว ๆ เท่ ๆ ได้เหมือนกัน

เป็นอย่างไรบ้างคะกับการตกแต่งบ้านสไตล์ Loft ที่ทำได้เองแบบง่าย ๆ หรือถ้าใครอยากตกแต่งห้องสไตล์ไหนก็สามารถค้นหาไอเดียต่างๆ ได้ใน JAPANDI Design ไฮบริดสไตล์แต่งบ้านที่สายมินิมอลต้องรู้ และซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ที่ Kaidee เลย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ห้องดูมีสไตล์ได้แล้ว

วิธีเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง

วิธีเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ควรรู้อะไรบ้าง

ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง มีอุปกรณ์หลายอย่างที่เราจะต้องใส่ใจในการเลือกหา รวมถึงกระเบื้องปูพื้นที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องพร้อมเป็นวัสดุปูพื้น ทำหน้าที่ในการรองรับแรงกระแทก และต้องแข็งแกร่งพอเพื่อการวางเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของต่างๆภายในบ้าน การจะเลือกกระเบื้องสักหนึ่งแผ่นจึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะกระเบื้องคือองค์ประกอบที่ต้องอยู่คู่กับบ้านเราไปอีกนาน รับรองได้เลยว่าหลังจากอ่านบทความนี้ไป การเลือกกระเบื้องจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป

รู้จักประเภทกระเบื้องที่นิยมนำมาใช้งาน

เวลาที่เราต้องการซื้อวัสดุกระเบื้อง เรามักจะเห็นกระเบื้องมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบที่รู้จักและไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม หากเราทราบว่ากระเบื้องที่เราจำเป็นจะต้องใช้งาน คือกระเบื้องชนิดไหน มีวิธีการในการใช้งานอย่างไร การเลือกกระเบื้องของเราจะประหยัดเวลา และได้กระเบื้องที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานแน่นอน

กระเบื้องเซรามิค (Ceramic)

กระเบื้องเซรามิค เป็นกระเบื้องที่พบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันสวยงาม หลากหลายลวดลายให้เลือกซื้อมาปูพื้นภายในบ้านของเรา ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องปูผนัง จึงต้องสอบถามพนักงานให้แน่ชัดว่าเป็นกระเบื้องที่ใช้กับประเภทไหนก่อนที่จะทำการเลือกซื้อ เป็นกระเบื้องที่ดูแลรักษาง่าย แต่ต้องคำนึงการนำกระเบื้องชนิดนี้ไปปูพื้นอยู่บางข้อ เนื่องจากเป็นพื้นมันและลื่น หากนำมาปูในพื้นที่เปียก อาจเกิดอันตรายต่อคนในบ้านได้

กระเบื้องเนื้อสีน้ำตาล (Stoneware) กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)

สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพอร์ชแลน เคลือบผิวหนาแบบด้าน แบบมัน แบบผิวหยาบ บางชนิดมีร่องตามลวดลาย ไม่ตัดขอบ ขนาดบางเบา ฐานกระเบื้องจะเป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงและทึบแสง ผิวด้านบนมีการตกแต่งลวดลาย แต่ไม่เหมาะกับการรับแรงเยอะๆ จึงเหมาะแก่การนำมาปูพื้นที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น

กระเบื้องปูพื้นผนัง (Wall Tiles)

เหมาะกับการปูผนังมากกว่าปูพื้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่อุณหภูมิสูงเหมือนกระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ทำให้กระเบื้องไม่ได้มีความหนามาก รับน้ำหนักได้ไม่เยอะมาก ไม่สามารถวางเฟอร์นิเจอร์หนักๆ หรือไม่สามรถรับน้ำหนักตัวได้มากเท่าที่ควร อาจจะเกิดการแตกหักของกระเบื้องได้ แต่เนื่องจากความหนาแน่นที่ไม่ได้มากเท่ากับกระเบื้องปูพื้น จึงทำให้เวลาที่นำมาปูผนัง สามารถยึดเกาะกับปูนได้มากกว่ากระเบื้องปูพื้น เพราะมีน้ำหนักเบากว่ามาก มีค่าการซึมที่ประมาณ 5-7% จึงไม่เหมาะกับการปูภายนอกบ้าน เพราะอาจจะเกิดการร้าวหรือแตกหักได้

กระเบื้องโมเสก (Mosaic)

กระเบื้องขนาดเล็กสีสันสดใส มีทั้งแบบแก้วและแบบเซรามิค ส่วนใหญ่ใช้เพื่อนำไปตกแต่งลวดลาย มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำน้อย จึงเหมาะกับการนำไปตกแต่งห้องน้ำ ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งผนังห้องหรือปูพื้นห้องน้ำก็ได้ และอีกหนึ่งความสามารถของกระเบื้องโมเสกคือสามารถปูในพื้นที่โค้งได้ แต่หากใครที่ไม่ชอบทำความสะอาดบ่อยๆ แนะนำให้วางกระเบื้องโมเสกในจุดที่สกปรกได้ยาก เนื่องจากกระบื้องโมเสกมีขนาดเล็กอาจจะทำให้เราทำความสะอาดยากกว่าปกติ

กระเบื้องแก้ว (Glass Tiles) 

มักนำมาใช้แทนกระเบื้องโมเสก มีคุณสมบัติโปร่งแสง สีสันหลากหลาย มันเงา จึงเหมาะที่จะนำมาตกแต่งในบ้าน ในห้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำ แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง  

กระเบื้องดินเผา (Earthenware)

กระเบื้องดินเผา ที่มีการนำดินไปเผาจนแข็งตัวและนำมาทำเป็นแผ่นเพื่อนำปูพื้น ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาลธรรมชาติ และไม่มีการเคลือบผิวหรือขัดเงา ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติมาก เก็บความขื้นได้ดี จึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่ต้องเปียกตลอดเวลา อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกระเบื้องชนิดนี้ได้ง่าย และมักจะทำความสะอาดยาก ส่วนมากจึงถูกนำมาใช้ปูในพื้นที่ที่ไม่ต้องทำความสะอาดมากเท่าจุดอื่นๆ เช่นห้องน้ำส่วนพื้นแห้ง หรือไม่ต้องตากแดดตากฝน เพราะเปราะและแตกหักง่าย

กระเบื้องพอร์ชเลนเคลือบผิว (Porcelain Tile)

ส่วนผสมหลักมาจากดินขาวเนื้อละเอียด มีแร่ธาตุผสมอยู่เยอะ แต่เผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส จึงทำให้พอร์ชเลนเป็นกระเบื้องที่มีความแข็งแรงสูง รับแรงได้มาก ทนต่อการเสียดขูด เนื้อกระเบื้องแน่น ทนทานกว่า Floor Tile ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้องแบบตัดขอบ ปูพื้นได้แนบชิดสนิทกว่า โดยระยะยาแนวอยู่ที่ 2 มม. ดูดซึมน้ำที่ 0.5-1% สามารถปูพื้นในบ้านและภายนอกบ้านได้ แถมยังสามารถปูพื้นบ้านและผนังบ้านได้อีกด้วย โดยแบ่งได้ 2 แบบ คือ

แบบเคลือบผิว หรือเกลซพอร์ชเลน (Glazed porcelain Tile)

กระเบื้องเกลซพอร์ชเลน ผ่านกระบวนการพิมลาย และเคลือบบนพื้นผิวชั้นบนสุด ทำให้กระเบื้องเกลซพอร์ชเลนมีสีสัน ลวดลายที่หลากหลายกว่ากระเบื้องแกรนิตโต้ แต่หากกระเบื้องชนิดนี้ได้รับความเสียหาย หรือแตกหัก  จะสังเกตุเห็นได้ว่ากระเบื้องชนิดนี้ ผิวหน้าและเนื้อกระเบื้องแยกสีออกจากกันอย่างชัดเจน โดยผิวด้านบนจะเป็นส่วนที่ผสมสี และด้านล่างจะเป็นพื้นผิวที่โดนเคลือบสีที่ผสมมาแล้ว

แบบเนื้อเดียวทั้งแผ่น หรือแกรนิตโต้ (Homogrneous Tile)

ไม่ว่าจะผ่านการกระแทกหรือเสียดสีมากแค่ไหน กระเบื้องแกรนิโตจะยังคงสีที่เหมือนกันทั้งแผ่น เพราะเป็นกระเบื้องที่มีการผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกว่า Full Body เหมาะกับการปูพื้นโดยเฉพาะส่วนที่เข้ามุม แต่ในเรื่องของสี มักจะเป็นสีเอิร์ธโทน เพราะมีส่วนผสมของดินขาวอยู่ด้วย และยังสามารถทำผิวสัมผัสได้มากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆด้วย

วิธีการเลือกกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ต้องดูจากอะไรบ้าง

หลังจากที่เรารู้จักชนิดของกระเบื้องแล้ว การเลือกกระเบื้องในแต่ละครั้ง ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับพื้นที่ที่เราจะใช้งาน

เลือกกระเบื้องให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนจะเลือกซื้อกระเบื้อง เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่เราต้องการจะปูพื้นเป็นโซนไหน ปูพื้นกระเบื้องภายในบ้าน ภายนอกบ้าน หรือในพื้นที่ที่เปียกตลอดเวลา อย่างห้องน้ำ หรือลานซักล้างในบ้าน เพื่อที่จะได้ทำการเลือกพื้นผิวของกระเบื้อง ชนิดของกระเบื้องได้อย่างถูกต้องตามการใช้งาน 

พื้นที่ภายในบ้าน 

ห้องขนาดเล็ก กระเบื้องที่ใช้ ควรมีขนาดเล็กหรือเป็นกระเบื้องยาวเรียว สีอ่อน ลวดลายเพียงเล็กน้อย

ห้องขนาดกลางและขนาดใหญ่ เลือกได้ทุกโทนสี ทุกลวดลาย เต่เน้นการวางกระเบื้องแบบมีจุดนำสายตาให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจ เลือกให้ขนาดเหมาะกับห้อง เข้ากับสไตล์ของห้องนั้นๆ 

ห้องนอน กระเบื้องที่เหมาะสมกับห้องนอน ควรเลือกเป็นแบบผิวมันเงาหรือผิวเรียบ สีสบายตา โล่งโปร่ง ดูเหมือนมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม ดูสวยงาม หรูหรา เหมาะกับการพักผ่อน  และยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย

ห้องรับแขก ห้องที่เป็นด่านหน้าของบ้าน ที่ใครๆมาหาเราก็จะต้องผ่านตรงส่วนนี้ก่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การเลือกกระเบื้องควรเลือกเป็นกระเบื้องขนาดกลางๆ ใช้โทนสีที่สื่อถึงความเป็นมิตร โทนอ่อนๆ อบอุ่น และเป็นกระเบื้องหน้าเงา จะยิ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับห้องรับแขก ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าเจ้าบ้านเตรียมพร้อมต้อนรับแขกคนพิเศษเข้ามาในบ้านด้วย 

ห้องครัว เป็นห้องที่ต้องเจอทั้งความร้อน และจะต้องทำความสะอาดบ่อยเนื่องจากคราบของการทำอาหาร กระเบื้องที่เลือกใช้ ควรใช้แบบที่มีความฝืดเล็กน้อย แผ่นค่อนข้างใหญ่ รอยต่อแผ่นมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทำความสะอาดคราบมัน คราบสิ่งสกปรกตามร่องได้ง่าย ส่วนตัวที่ปูพื้นเคาน์เตอร์ครัว ควรใช้กระเบื้องที่ทนความร้อนได้ดีกว่าพื้นห้องครัว แต่จะต้องทำความสะอาดได้ง่ายๆเช่นกัน

ห้องน้ำ  ห้องที่เราต้องเจอกันบ่อยที่สุดในทุกๆวัน เป็นห้องที่เราควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งชนิดกระเบื้อง รูปแบบ โทนสีที่จะใช้ เพราะเป็นอีกหนึ่งโซนที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ กระเบื้องที่ใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวหยาบ ขนาดไซส์กระเบื้องปกติเพื่อให้มีร่องกระเบื้องเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้ฝ่าเท้ายึดเกาะ ป้องกันการลื่นล้มทั้งเจ้าของบ้านและแขกที่มาเยือน 

พื้นที่ภายนอก 

เป็นอีกหนึ่งโซนที่เราควรเลือกกระเบื้องอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะเกิดอันตรายได้ง่าย อย่างเช่น ระเบียง ลานซักล้าง ลานจอดรถ หรือ ลานพักผ่อนข้างบ้าน กระเบื้องที่เลือกใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวสัมผัสหยาบ แต่ไม่หยาบมากจนเกินไป เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และเดินได้อย่างมั่นใจ ไม่เดินลื่นเมื่อพื้นเจอกับน้ำ 

รูปแบบกระเบื้อง

กระเบื้องตัดขอบ 

เป็นกระเบื้องที่เมื่อเผาเสร็จแล้ว จะถูกนำมาตัดขอบข้างให้เรียบเนียน เป็นมุมฉาก รอบกระเบื้องจะเรียบตรง ปูได้แนบชิดมากกว่ากระเบื้องไม่ตัดขอบ โดยมีระยะยาแนวประมาณ 2 มิลลิเมตร หรือตามความเหมาะสมในการเว้นระยะยาแนว

กระเบื้องไม่ตัดขอบ 

ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องเซรามิก ที่เมื่อเข้าเตาเผาเสร็จแล้วกระเบื้องจะเกิดการขยายตัว ทำให้กระเบื้องขอบไม่เรียบตรงเท่ากับก่อนเผา ส่วนใหญ่มักจะเว้นระยะยาแนวไม่ต่ำกว่า 3 มม. 

ลักษณะพื้นที่ที่ติดตั้ง

พื้นที่ที่จะปูพื้นนอกจากจะแยกเป็นโซนของแต่ละห้องแล้ว จะต้องดูด้วยว่าเราจะปูพื้นหรือปูผนังบ้าน เพราะการใช้งานและการรับน้ำหนักแตกต่างกันไป กระเบื้องปูพื้นจะต้องรับน้ำหนักมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แข็งแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในส่วนกระเบื้องปูผนัง รับน้ำหนักได้แต่น้อยกว่ากระเบื้องที่ใช้ปูพื้นทั่วไป 

กระเบื้องปูพื้นมีหลายขนาด การวัดขนาดก็จะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเซนติเมตรและหน่วยนิ้ว (1 นิ้วเท่ากับ 2.54 เซนติเมตร) สามารถแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้

กระเบื้องเซรามิค ขนาดหลากหลาย แต่ไม่ใหญ่มาก กว้างxยาว ขนาดตั้งแต่ 10-30 ซม. 

กระเบื้องพอร์ชเลน ขนาดใหญ่กว่าเซรามิค กว้างxยาว 60×60 ซม., 80×80 ซม., 60×120 ซม. หรือขนาดใหญ่ 80×240 ซม.

กระเบื้องโมเสค ขนาดไม่เกิน 10×10 ซม. 

โดยขนาดที่ผลิตส่วนใหญ่ สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้ง ดังนี้

กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 12×12 นิ้ว, 13×13 นิ้ว, 16×16 นิ้ว, 24×24 นิ้ว

กระเบื้องปูผนัง (Wall Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 8×10 นิ้ว, 10×16 นิ้ว, 12×24 นิ้ว

ตกแต่งกรุยเชิง ขนาดที่นิยมผลิต มีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว จนถึง 4×8 นิ้ว, 10 นิ้ว, 16 นิ้ว, 24 นิ้ว

ซึ่งเราสามารถคำนวณคร่าวๆได้ ดังนี้ 

จำนวนกล่อง = กว้างxยาว ของพื้นที่ที่จะปู (เมตร)

จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ต่อ 1 กล่อง (ตารางเมตร)

*กรุยเชิง หมายถึง คิ้วหรืออุปกรณ์เข้ามุมโต๊ะ พื้นที่ต่างระดับ โดยทั่วไปจะเป็นแบบมุมโค้งและแบบมุมเหลี่ยม แบ่งการใช้งานตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะพบว่าถูกตกแต่งพื้นหรือผนัง เพื่อความหลากหลายในการออกแบบการปูพื้นและผนัง

เลือกจากผิวสัมผัส

กระเบื้องปูพื้นที่มีอยู่ทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์สร้างบ้าน มีทั้งแบบเรียบ มัน หยาบ หรือกึ่งมันกึ่งหยาบ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นผิวสัมผัสมีความจำเป็นอย่างมากในการเลือกกระเบื้องให้เหมะสมกับพื้นที่ใช้งาน หากเป็นพื้นที่ปูพื้นปกติ ก็สามารถใช้กระเบื้องที่ไม่ต้องหยาบมาก แต่หากต้องการการยึดเกาะที่ดี ป้องกันการลื่นอย่างทางลาด ควรมีผิวสัมผัสที่หยาบ  โดยเราสามารถดูความเรียบหรือหยาบ ได้จากค่ากันความลื่น หรือค่า R (Slip Resistance)

ค่ากันความลื่นโดยทั่วไปจะอยู่ที่ R9-R12 โดย 

กระเบื้องปูพื้นทั่วไป เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องรับแขก,​ ห้องนอน ค่าอยู่ที่ R9 จะหยาบน้อยสุด 

กระเบื้องปูพื้นเปียกน้ำ เช่น ห้องน้ำ, ที่จอดรถ หรือลานซักล้าง ค่าอยู่ที่ R10 จะหยาบปานกลาง

สุดท้าย กระเบื้องปูพื้นภายนอกบ้าน เช่น ทางลาดสำหรับวีลแขร์ หรือทางลาดสำหรับลานจอดรถ ค่าอยู่ที่ R12 ซึ่งจะหยาบมากที่สุด

เลือกเกรดตามการใช้งาน

เกรดของกระเบื้อง แบ่งตามการผลิต ความหนา พื้นผิว การดูดซึม ค่าความลื่น สีสัน ลวดลาย น้ำหนักกระเบื้อง และความผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตกระเบื้อง 

กระเบื้องเกรด A (Premium) 

กระเบื้องที่ไม่เห็นตำหนิบนผิวกระเบื้อง ไม่มีรอยร้าว ไม่มีรอยบิ่น ขอบเรียบ ไม่มีตำหนิใต้เคลือบ ผิวต้องเรียบ ไม่มีรอยรูเข็ม รอยเล็กๆ ในระยะการมองที่ 0.5 เมตร 

กระเบื้องเกรด B (Commercial) 

กระเบื้องที่มีรอยตำหนิเล็กน้อย อาจจะมีรอยบิ่นเล็กน้อย หรือรูเข็มเล็กๆ ในบางเคสอาจจะมีรอยใต้ผิวเคลือบ มีตำหนิบ้างเล็กน้อย ในระยะการสังเกตุที่ 1 เมตร ราคามักจะถูกกว่ากระเบื้องเกรด A

กระเบื้องเกรด C 

กระเบื้องที่มีรอยตำหนิมากกว่ากระเบื้องเกรด B จะสังเกตเห็นได้ในระยะ 2 เมตร อาจจะมีรอยบิ่น การราน หรือการเคลือบกระเบื้องจนเป็นรอย จุดเลอะต่างๆ ในขอบเขตที่กำหนดไว้ อาจจะไม่เกิน 2 จุด หรือพื้นที่รวมไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ราคาถูกกว่าทั้งกระเบื้องเกรด A และ B

ค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องก็สำคัญ

หากเราทราบค่าดูดซึมน้ำ จะทำให้การเลือกกระเบื้องปูพื้นหรือปูผนังเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เราเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน ควรใช้ปูพื้นภายในหรือภายนอกจะให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ดีกว่ากัน โดยค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีดังนี้

0% กระเบื้องไม่ดูดซึมน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น ทำให้มีอายุการใช้งานนานสุด ในแง่ของการป้องกันความชื้น

<3% กระเบื้องที่มีการดูดซึมต่ำ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องเจอน้ำมากๆ เช่น สระว่ายน้ำ ลานซักล้าง ความชื้นจะช่วยเพิ่มอายุให้กับกระเบื้องเหล่านี้ ไม่แตก ไม่สึกกร่อนง่าย

>3-6% การดูดซึมน้ำน้อย สามารถปูพื้นได้ทั่วๆไป ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

>6-10% การดูดซึมน้ำระดับปานกลาง จึงเหมาะกับการปูพื้นที่ไม่ชื้นมาก เช่น การปูพื้นภายในอาคาร ไม่โดนแดด โดนฝน

>10-16% มีความสามารถในการดูดซึมน้ำสูง ไม่เหมาะกับการปูพื้นที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะการปูพื้นนอกอาคาร เพราะหากโดนฝนมาก จะเสียหายได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลประกอบข้างกล่อง

ข้อมูลข้างกล่องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรจะสังเกตในเมื่อจะต้องไปเลือกซื้อกระเบื้องแต่ละครั้ง เพราะจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เราจะเลือกกระเบื้องได้อย่างแม่นยำ และสามารถเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อได้

Pcs. จำนวนแผ่นบรรจุ

SQ.M. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ ตารางเมตรต่อกล่อง

SQ.FT. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ หน่วยตารางฟุตต่อกล่อง

เลือกแหล่งซื้อกระเบื้องที่ง่ายและเหมาะสม

ร้านค้าหรือช้อปที่ขายวัสดุ

ห้างร้านที่มีการขายอุปกรณ์แต่งบ้าน เช่น IKEA บุญถาวร Index living mall Home pro หรือร้านค้าที่ขายวัสดุเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านทั่วๆไปตามพื้นที่ที่เราอยู่

ร้านค้าออนไลน์

หากใครไม่อยากเสียเวลาออกไปซื้อกระเบื้องตามห้างร้านที่แนะนำไป ในปัจจุบันทั้งร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆมากมาย เริ่มลงมาขายอุปกรณ์สร้างบ้านกันมากมาย รวมถึงแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างๆ เช่น Shopee, Lazada. IKEA, Kaidee เป็นต้น

ทริคเล็กๆน้อย ที่เอาไว้ทำตามกันได้

Product Name

การจดรายละเอียดของกระเบื้องที่อยู่ข้างกล่อง เช่น รุ่นสินค้า ปีที่ผลิต รหัส สี เก็บไว้เป็นข้อมูล หากเกิดการเสียหายระหว่างก่อสร้าง หรือไม่ได้ทำการซื้อเผื่อพื้นที่ส่วนต่าง จะได้ทำการไปเลือกซื้อเพิ่มได้ง่ายมากขึ้น สำคัญมากคือการเลือกสี เนื่องจากสีในแต่ละการผลิตจะได้ค่าสีออกมาคล้ายเคียงกันแต่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการเลือกเทียบเฉดสีที่ไปด้วยกันได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านของเราสวยแบบสม่ำเสมอ ไม่โป๊ะแตก

ราคา 

กระเบื้องแต่ละชนิดแตกต่างกัน จากขนาดและวัสดุในการผลิต ซึ่งปกติราคากระเบื้องต่อ 1 กล่อง ปูได้ 1 ตารางเมตร แต่บางชนิดอาจจะขายแบบแยกแผ่น หรือขายแบ่งจำนวน 

*บวกพื้นที่เพิ่มตัดขอบไปอีก 3-5% สำหรับการปูลายแบบขนาน และเผื่อ 7-10% สำหรับการปูแบบทแยง เผื่อทั้งหมดไว้อีกประมาณ 5% เพื่อป้องกันการแตกหักระหว่างก่อสร้าง มีการเพิ่มเติมของพื้นที่ระหว่างอีกเล็กน้อย หรือซื้อสำรองไว้เปลี่ยนในอนาคต เพราะหากไปซื้อใหม่ในอนาคต ขนาดและสีอาจจะมีการผิดเพี้ยนจากเดิมไป 

หากคุณอ่านบทความนี้จบ การเลือกกระเบื้องจะกลายเป็นเรื่องง่าย 

การเลือกกระเบื้องแม้ว่าจะมีปัจจัยให้เลือกสรรที่ค่อนข้างมากมาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากคุณทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยของกระเบื้องแต่ละชนิด เช่น ค่ากันความลื่น ค่าดูดซึมน้ำ หรือการรู้จักประเภทกระเบื้อง รวมถึงการใช้งาน การเลือกกระเบื้องเพื่อมาใช้ในการทำบ้านของคุณ คุณก็สามารถรับบทเป็นช่างผีมือเทพได้เลยล่ะ