ปลอดภัยไว้ก่อน
ประโยคคลาสสิกที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต ยิ่งกับเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะไฟฟ้านับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราไปเสียแล้ว และแม้ว่าไฟฟ้าจะให้ประโยชน์มากมาย แต่ในทางกลับกันก็แฝงไปด้วยโทษและอันตรายมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในนั้น
สายดินคืออะไร
สายดิน คือ ตัวนำหรือสายไฟที่ต่อจากส่วนที่เป็นตัวนำไฟฟ้าหรือเปลือกโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้า ซึ่งปกติเป็นส่วนที่ไม่มีไฟและมักมีการจับต้องขณะใช้งาน เพื่อให้เป็นเส้นทางที่สามารถนำกระแสไฟฟ้า
ในกรณีที่มีไฟฟ้ารั่วไหล สายดินสามารถป้องกันให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิดอันตรายได้ ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทาง ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลย้อนกลับไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าได้สะดวก ทำให้เครื่องตัดไฟอัตโนมัติทำงานและตัดไฟออกทันที นอกจากนั้นสายดินยังมีส่วนช่วยในการจัดการกับสัญญาณรบกวนอีกด้วย
อันตรายจากกระแสไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ?
รูปแบบที่ 1
เกิดจากกระแสไฟฟ้าในระบบสูงจนเกินปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฉนวนสายไฟฟ้าเสื่อม แล้วสายทองแดงสองเส้นมาแตะกันจนเกิด “ไฟฟ้าช็อต” ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่ในระบบมากกว่าปกติ จนกลายเป็น “ไฟฟ้าลัดวงจร” อธิบายง่ายๆ คือ ไฟฟ้าจากสายไฟวิ่งลัดไปทางอื่น แทนที่จะวิ่งผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง
รูปแบบที่ 2
เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าหายไปจากระบบ ปกติกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกต้องเท่ากัน แต่เมื่อใดก็ตามที่กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไม่เท่ากับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งกลับ เป็นไปได้ว่าต้องเกิด “ไฟรั่ว” ในระบบ ซึ่งเรื่องนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สายไฟฟ้าเส้นหนึ่งของตู้เย็นเสื่อมสภาพทำให้สายทองแดงแตะที่โครงตู้เย็น
ช่วงแรกอาจยังไม่พบปัญหาใดๆ เพราะไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและวิ่งออกจากตู้เย็นยังเท่ากันอยู่ แต่เมื่อไรที่มีคนไปจับตู้เย็น กระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่รอบตู้เย็นจะไหลเข้ามาที่ตัวคน จากนั้นวิ่งลงดินทำให้กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกจากตู้เย็นไม่เท่ากัน จนเกิดเป็น “ไฟรั่ว” หรือ “ไฟดูด” นั่นเอง
เครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่ต้องมีสายดิน และไม่ต้องมีสายดิน ?
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ หรือเรียกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1 เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 (แม้จะสัญลักษณ์ประเภท 2 ก็ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ายังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
ประโยชน์ของการติดตั้งสายดิน
สายดินจะป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดูด กรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่ว จากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกัน ไฟฟ้าลัดวงจรและหรือไฟฟ้ารั่ว จะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน
สัญลักษณ์และสีของสายดิน
- สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน ได้แก่ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายแสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน
12 วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง
- จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้เมนสวิตช์
- ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า 1 จุด
- สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
- ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุด ให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์ และสายดินร่วมกัน
- ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่เมนสวิตช์อย่างถูกต้อง แล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
- ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
- การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
- ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
- วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
- ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
- ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
- ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง
(ข้อมูลจาก : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้ามีดังนี้ คือ
- เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าเมื่อไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าเกินลดการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า
- สายดิน ทำหน้าที่ดึงกระแสไฟลงดินไม่ให้วิ่งมาที่คน
- เครื่องป้องกันไฟดูดทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อเกิดไฟรั่วมาที่คนได้อย่างรวดเร็ว
สรุปท้ายบทความ
แม้ว่ายุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาส่งเสริมเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ในความสะดวกสบายนั้นอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟรั่ว ซึ่งอันตรายเหล่านี้สามารถส่งผลแก่ชีวิตเราได้ การป้องกันอันตรายจึงควรได้มาตรฐานและมีระบบที่ดีตั้งแต่แรก และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในระบบส่งเสริมความปลอดภัยเรื่องของการใช้ไฟฟ้า ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการติดตั้งสายดินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
