Nov 30, 2020 | สัตว์เลี้ยง
สัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนคู่ใจสมัยนี้ ไม่ได้มีแค่น้องหมาน้องแมวแล้วนะ ยังมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆหรืออาจะเป็นสัตว์แปลกที่หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงได้ด้วย แต่แม้จะมีสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่มากขึ้น การเลี้ยงสัตว์ก็ยังต้องเอาใจใส่เหมือนเดิม เหมือนกับการเลี้ยงดูลูกของเราเลยล่ะ
จะเลี้ยงสัตว์สักตัวต้องเตรียมอะไรบ้างนะ?
แน่นอนว่าการเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่คิดอยากเลี้ยงก็เลี้ยงได้เลยนะ ต้องเตรียมตัวและเช็ครอบๆตัวของเราก่อนว่าพร้อมหรือยัง หรือเหมาะที่จะเลี้ยงหรือไม่ ไม่เช่นนั้นกจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราแทนนะ
1.เงิน
แน่นอนว่าเราต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเงินก่อนที่จะซื้อสัตว์เลี้ยงมาสักตัว เพราะนอกจากจะมีค่าอาหารแล้ว ยังมีค่าวัคซีนหรือค่ารักษาต่างๆที่สัตว์เลี้ยงต้องคอยไปตรวจอยู่เสมอ
2.สถานที่
สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอาจไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับสัตว์เบี้ยงที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เช่นน้องหมาพันธุ์ใหญ่อย่างลาบราดอร์หรือไซบีเรียนฮัสกี ก็อาจต้องมีพื้นที่ให้เขาเดินหรือวิ่งสักหน่อย และนอกจากพื้นที่ภายในบ้านแล้ว พื้นที่นอกบ้านที่เราจะพาเขาออกไปก็ควรมีด้วยเช่นกัน
3.ของใช้
ของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงจะเน้นไปที่อาหารและอุปกรณ์การเลี้ยงต่างๆอย่างของเล่น ที่ลับเล็บแมว กรงสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
4.เวลา
สิ่งของรอบกายทุกอย่างพร้อมแล้ว ต้องเตรียมเวลาให้พร้อมด้วย เพราะการเลี้ยงสัตว์นั้นต้องให้เวลากับเขามากๆ ยิ่งถ้าอยู่คนเดียวยิ่งสำคัญ ต้องกลับมาให้อาหารและคอยดูแลเขาเสมอ
8 ชนิดสัตว์น่าเลี้ยง
สัตว์เลี้ยงสมัยนี้เริ่มมีหลากหลายชนิดมากขึ้น ชนิดที่มีขนาดเล็กเลี้ยงง่ายก็มีมากมาย เราหยิบเอา 8 ชนิดสัตว์เลี้ยงมาให้คุณได้ลองตัดสินใจเลือกกัน
1.ปลาทอง
เริ่มจากสัตว์เลี้ยงพื้นฐานที่ใครต่างรู้จักนั่นคือปลาทอง ปลาทองเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ในตู้กระจกหรือโหลขนาดใหญ่ ซึ่งตามจริงแล้วปลาทองก็ต้องการการหมุนเหวียนของออกซิเจนในน้ำ ดังนั้นควรมีปั๊มน้ำหรือน้ำพุเพื่อไหลเหวียนออกซิเจน
การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรพักน้ำไว้สองหรือสามวันเพื่อให้คลอรีนระหายแล้วจึงปล่อยปลาลงไป และหากเพิ่งซื้อจากร้านค้า ให้น้ำถุงที่ใส่ปลาแช่ลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ เพื่อปรับอุณหภูมิก่อนประมาณ 15 นาที แล้วจึงปล่อยปลาลงไป
2.ปลาหางนกยูง
อีกหนึ่งชนิดปลาที่นิยมเลี้ยงและเลี้ยงง่าย ไม่ว่าจะในอ่างปลาหน้าบ้านหรือตู้ปลาในบ้าน โดยการดูแลก็คล้ายกับปลาทองที่ต้องการออกซิเจนและต้องพักน้ำก่อนเปลี่ยน จุดที่แตกต่างคือต้องวางพืชน้ำรากยาวเพื่อให้ลูกๆปลาได้อยู่เป็นที่หลบภัย ปลาหางนกยูงไม่ควรเลี้ยงเป็นจำนวนมากเกินไป เพราะหากมันออกลูกครั้งละหลายสิบตัว อาจทำให้แออัดได้
3.นกค็อกคาเทล
นกแก้วสายพันธุ์เล็กที่มีแก้มสีส้มแสนน่ารัก นกค็อกคาเทลจะต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ซึ่งมันมักไม่ส่งเสียงร้องดัง แต่หากเอาสอนให้พูดหรือร้องเพลงเป็นจังหวะบ่อยๆมันก็จะจำได้ (แต่อย่าไปเปิดวนๆจนกลายเป็นการทรมานมันล่ะ)
นกค็อกคาเทลมีอายุยืนได้ถึงประมาณ 10-15 ปี อาหารของมันมักเป็นเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เป็นต้น ซึ่งปกติแล้วเรามักเลี้ยงนกชนิดนี้ในบ้านและไม่ค่อยปล่อยบินไกลๆสักเท่าไหร่
4.นกซันคอนัวร์
อีกหนึ่งสายพันธุ์ของนกแก้วขนาดเล็ก ที่สามารถฝึกให้มันพูดหรือทำสิ่งต่างๆได้ ถือเป็นนกที่ฉลาดและแสนรู้ชนิดหนึ่ง เจ้านกซันคอนัวร์นี้มีนิสัยขี้เล่น ชอบอ้อนเจ้าของ ให้เจ้าของหันมาสนใจ ในช่วงเวลากลางวันมักจะงีบหลับเป็นกิจวัตร
ซึ่งเจ้านกชนิดนี้จะชอบส่งเสียงดังหากอยู่ตัวคนเดียว ดังนั้นหากเลี้ยงแล้วต้องเปลี่ยนมันอยู่คนเดียวในบ้านหรือคอนโด ต้องระวังเรื่องเสียงดังของมันที่อาจรบกวนเพื่อนบ้านได้ล่ะ
5.ชูการ์ไกลเดอร์
ชูการ์ไกลเดอร์หรือเรามักเรียกกันว่า จิงโจ้บิน เพราะตัวของมันมีผังผืด เวลากางแขนขาและกระโดดก็จะสามารถร่อนได้ เจ้าชูการ์ไกลเดอร์มีขนาดเล็กจึงสามารถพามันออกไปไหนมาไหนได้ และเมื่อมันจำเจ้าของได้ก็จะเป็นสัตว์ที่เชื่องมากชนิดหนึ่ง
ชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์กลางคืน ในช่วงกลางวันจึงมักงัวเงียหรือนอนหลับบ่อยๆ อาหารของมันส่วนมากคือหนอนแมลง ผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล กล้วย หรืออาหารเม็ดสำหรับชูการ์ไกลเดอร์โดยเฉพาะ
6.กระต่ายพันธุ์ Holland Lop
กระต่ายหูตกพันธุ์เล็กที่เกิดจากการผสมพันธุ์ขึ้นจากสายพันธุ์อื่น จนในปัจจุบันก็ได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นจนกลายมาเป็นพันธุ์ที่น่ารักและขนาดเล็กที่มีนิสัยอ่อนโยนและเชื่อง ซึ่งอายุเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ปี
อาหารของมันมักจะเป็นหญ้าชนิดต่างๆ เช่นหญ้าอัลฟาฟ่า และมีผักผลไม้บ้างแต่ให้กินได้หลังจากที่โตเกิน 3 – 4 เดือนแล้ว ดังนั้นใครที่อยากเลี้ยงกระต่ายพันธุ์นี้อาจะต้องดูแลเป็นพิเศษในช่วงแรกๆสักหน่อย
7.หนูแกสบี้ (Guinea Pigs)
หนูแกสบี้หรือกินนี่พิกเป็นหนูที่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความน่ารักและความเชื่องของมัน ทำให้เหมาะที่จะเลี้ยงเป็นเพื่อนรักคู่กายได้ หนูแกสบี้จะมีทั้งพันธุ์ที่มีขนยาวและขนสั้น อาหารที่ให้น้องกินมักจะเป็นหญ้าทั้งสดและแห้ง รวมถึงอาหารเม็ดสำเร็จรูปโดยเฉพาะ
8.แมวสฟิงซ์
สัตว์เลี้ยงที่เริ่มเป็นที่นิยมในไทยเมื่อมีดารานักแสดงหรือ Influencer เริ่มเลี้ยงกัน แมวชนิดนี้ดูแล้วอาจเหมือนไม่มีขนแต่จริงๆแล้วมีขนบางๆคลุมไว้อยู่ ด้วยหูที่ใหญ่และตั้ง บวกกับใบหน้าท่าทางต่างๆจึงถูกเรียกว่าแมวสฟิงซ์
ด้วยผิวหนังที่มีเพียงขนบางๆ จึงไม่ควรพาน้องแมวไปตากแดดนานๆ เพราะอาจผิวไหว้แบบที่เราเป็นกันได้ และถึงแม้ว่าจะไม่มีขนก็ยังคงต้องอาบน้ำอยู่ การอาบน้ำสัปดาห์ละครั้งก็ถือว่ากำลังดีสำหรับแมวสฟิงซ์ ข้อดีของการเลี้ยงแมวชนิดนี้อย่างหนึ่งคือไม่มีขนหลุดร่วงเต็มห้องรวมถึงช่วยลดการเกิดภูมิแพ้ขนสัตว์ได้อีกด้วย
สรุป
นอกจาก 8 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากมายอาทิ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนหรือนกแอฟริกันเกรย์ แต่อาจต้องเลี้ยงอย่างถนุถนอมเมื่อช่วงวัยเด็ก เพราะร่างกายช่วงวัยนั้นค่อนข้างอ่อนแอและต้องดูแลอย่างดี และนอกจากนี้แล้ว เรื่องกลิ่นและความสะอาดก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสัตว์เลี้ยงก็มีการถ่ายมูลออกมาและยังมีกลิ่นกายของมันอีกด้วย
ใครกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงคู่กาย Kaidee ของเรามีหมวดสัตว์เลี้ยงให้คุณเลือกซื้อได้อยากสะดวกด้วยนะ ลองเข้ามาดูกันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในทุก ๆ ปี แบรนด์โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์จะทยอยเปิดตัวออกมากันในหลาย ๆ รุ่น โดยจะได้เห็นการพัฒนาต่าง ๆ จากแบรนด์โทรศัพท์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในสมาร์ทโฟนนั้น พัฒนากันอย่างก้าวกระโดดมาก ๆ โดยเราจะเห็นได้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนับว่าเป็นตลาดหนึ่งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดและน่าจับตามองเป็นอย่างมากเลยล่ะ
เนื่องจากว่าแต่ละแบรนด์สมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Apple Samsung Oppo Vivo เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ทีจะอัดฟีเจอร์เด็ด ล้ำหน้าและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามแปลกตา ทำให้เหล่าบรรดาสาวกทั้งหลายตกตะลึง ชื่นชมในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ตัวเองชื่นชอบและพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อและสนับสนุนแบรนด์ของตัวเองและที่สำคัญ ทำให้ไม่ตกเทรนด์อีกด้วย
แล้วเลือกโทรศัพท์รุ่นไหนดี?
ในปัจจุบันโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนต้องมีไปแล้ว เปรียบเสมือนเครื่องประดับที่ติดตัวทุกคนในทุกวัน หลังจากที่ได้เห็นการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในปี 2020 กันไปแล้ว มีโทรศัพท์หลายรุ่นที่น่าสนใจ มีหลากหลายราคา มาดูกันว่าโทรศัพท์มือถือ ซื้อรุ่นไหนดี มีเกณฑ์อะไรหรือมีเหตุผลอะไรสำคัญที่สุดในเลือกซื้อบ้าง มาดูกันเลย
1. ระบบปฏิบัติการ
ในปัจจุบันระบบปฏิบัติการในมือถือหรือสมาร์ทโฟนมีระบบปฏิบัติการหลัก ๆ ด้วยกัน 2 ระบบ คือ ระบบ iOS และ Android โดยที่ทั้ง 2 ระบบจะมีความแตกต่างกัน ถ้าคนที่ชอบระบบ iOS สามารถตัดข้ออื่น ๆ ออกได้เลยและมาดูระบบ iOS ว่ามีโทรศัพท์ iPhone รุ่นไหนที่อยากได้
ส่วนใครที่ชอบระบบ Android จะเลือกยากหน่อย เพราะนอกจาก iPhone แล้ว โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น ๆ ก็ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทั้งหมด แล้วแต่ว่าเราจะชอบแบรนด์ไหนที่สุด ตัวอย่างเช่น Samsung Oppo Vivo และ Mi เป็นต้น
ข้อดีระบบ iOS
- จะได้รับการอัปเดตตลอด
- ใช้งานง่าย
- แอปใช้งานได้ค่อนข้างเสถียร
- แอปมีรองรับเยอะ
- มีระบบความปลอดภัยที่ดี
ข้อควรพิจารณา
- iPhone รุ่นเก่าที่มากกว่า 5 ปี ถ้าอัป IOS อาจจะทำให้เครื่องช้าขึ้นได้
- เนื่องจากเรื่องความปลอดภัย อาจจะมีข้อจำกัดในการใช้งานระหว่างเครื่องเยอะ
ข้อดีระบบ Android
- ปรับแต่งได้หลากหลาย
- เข้าถึงไฟล์หรือโยนไฟล์เข้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งได้ง่ายมาก
- มีแอปที่หลากหลาย
- มีเครื่องให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ราคาต่ำจนถึงราคาสูง
ข้อควรพิจารณา
- การอัปเดตของระบบ Android ต้องขึ้นอยู่กับแบรนด์โทรศัพท์มือถือ
- บางแอปใน Google Play ได้รับการอัปเดตช้า
- เครื่องไม่ค่อยมีความเสถียรนอกจากจะเป็นเครื่องราคาแพง
- มีความเสี่ยงการติดไวรัสง่าย เนื่องจากเป็นระบบเปิด
2. ขนาดหน้าจอ
ขนาดหน้าจอคืออีกหนึ่งเกณฑ์การตัดสินใจที่สำคัญของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เพราะในปัจจุบันผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือต้องการหน้าจอที่ใหญ่ เพื่อเสพ Content ได้เต็มตาหรือจะดูข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก
ซึ่งต่างจากโทรศัพท์มือถือหน้าจอเล็ก ที่เมื่อก่อนผู้ใช้งานจะนิยมกันเพราะพกพาง่ายและสะดวก ต่างจากปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้หน้าจอมีขนาดเต็มเท่ากับตัวเครื่อง ดูเต็มตา แต่มีขนาดที่พกง่าย สะดวกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือจอใหญ่ขึ้น
โดยในปัจจุบันแทบทุกแบรนด์ของโทรศัพท์มือถือให้หน้าจอที่มีขนาดใหญ่เต็มเท่าตัวเครื่อง แต่ก็มีด้วยกันหลากหลายขนาด แล้วแต่ความชอบและความสะดวกของผู้ใช้งานในการพกพา เช่น
- iPhone 12 มีหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว
- iPhone 12 Pro มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว
- iPhone 12 Pro Max มีขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว
- Samsung Galaxy Note 20 Ultra มีขนาดหน้าจอ 6.9 นิ้ว เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าขนาดหน้าจอมีหลากหลาย แต่ด้วยเทคโนโลยีจอภาพ ทำให้เครื่องมีขนาดที่พกพาสะดวกเหมือนเดิม ทีนี้ก็แล้วแต่ความชอบในแบรนด์ ในดีไซน์แล้วล่ะครับ ว่าเราชอบแบบไหน ก็เลือกซื้อตัวนั้นเลย โดยในปัจจุบันหน้าจอมือถือจะมีขนาดตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไปเกือบทั้งหมดแล้วนะ
3. แบตเตอรี่อึด
ต้องยอมรับเลยว่าแบตเตอรี่นั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ เพราะว่าถ้าแบตเตอรี่ไม่อึดพอ อาจจะทำให้เราหงุดหงิด ต้องมาคอยพกพาสายชาร์จหรือ Power Bank ไว้คอยชาร์จตลอด ทั้งหนัก ทั้งเยอะ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบใช่ไหมล่ะครับ
ส่วนใหญ่คนจะเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือที่มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาว มีระบบจัดการที่ช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ได้นาน ไม่ต้องคอยเสียบที่ชาร์จอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
4. ดีไซน์
ถามว่ามีคนอยากใช้โทรศัพท์มือถือที่มีดีไซน์ไม่สวยหรือไม่ทันสมัยบ้างไหมครับ? คำตอบ ก็คงไม่มีใครอยากใช้ ซึ่งโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบันจะทำหน้าตา ดีไซน์ออกมาคล้าย ๆ กันซะส่วนใหญ่ แต่จะมีส่วนน้อยที่ต้องการที่จะทำดีไซน์ รูปลักษณ์ให้แปลกกว่ารุ่นอื่น เพื่อที่จะได้แยกกลุ่มของการตลาดว่ารุ่นนี้ ราคานี้ หน้าตาดีไซน์แบบนี้เหมาะกับคนประเภทนี้นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น iPhone 12 กับ iPhone 12 Pro
- ดีไซน์คล้ายกัน แต่วัสดุต่างกัน
- กล้องได้ไม่เท่าตัว Pro
- ฟีเจอร์และสเปกแตกต่างกันนิดหน่อย
โดยราคา iPhone 12 จะราคาถูกกว่า iPhone 12 Pro แสดงว่า iPhone 12 เหมาะกับคนที่อยากใช้ iPhone แต่ไม่อยากจ่ายแพง ยอมที่จะได้สเปกที่แตกต่างนิดหน่อย แต่ซื้อราคาที่ถูกกว่า ที่สำคัญคือได้ใช้ iPhone ด้วย
แต่คนที่มีความต้องการอยากได้ตัว Top อย่าง iPhone 12 Pro ก็ยอมจ่ายแพงกว่า ที่ได้ทั้งกล้อง ฟีเจอร์ที่อัดแน่นและได้สเปกตัว Top ก็ต้องยอมที่จะจ่ายแพงกว่า ที่สำคัญดีไซน์ก็แตกต่างจากรุ่นที่ถูกกว่าด้วย ถือแล้วรู้เลยว่าใช้รุ่น Top แน่นอน
เห็นไหมครับว่ามีเส้นกั้นระหว่างคำว่า “ของที่ถูกกว่ากับของที่แพงกว่า” ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์ก็มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน
6. ราคา
ราคาของโทรศัพท์มือถือนั่นยอมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ด้วยแบรนด์ ด้วยสเปกของตัวเครื่อง ด้วยวัสดุและอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งนั่นคือตัวกำหนดราคาและตัวแบ่งกลุ่มลูกค้าของแบรนด์โทรศัพท์มือถือด้วยนั่นเอง
โดยในตลาดตอนนี้ก็จะมีโทรศัพท์มือถือที่หลากหลายแบรนด์ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีจุดขายที่แตกต่างกัน เช่น
- Apple มีจุดขายเรื่องแบรนด์มีดีไซน์และวัสดุที่ Premium ผสานการประกอบที่แน่นหนากับระบบปฏิบัติการ iOS ที่มีความเสถียรและยังมีระบบความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย โดยจะมีรุ่นย่อยให้เลือกไม่มากนัก
- Samsung มีจุดขายเรื่องฟีเจอร์ที่เยอะและมีเทคโนโลยีที่ใหม่ตลอดทุกการเปิดตัวของโทรศัพท์รุ่นใหม่
- Oneplus มีจุดขายเรื่องเป็นนักฆ่าเรือธงแบรนด์อื่น ที่อัดแน่นทุกฟีเจอร์และทุกอย่างที่ให้มาที่เป็นสเปกเรือธงแต่มีราคาที่ถูกกว่าเรือธงมาก แต่ในปัจจุบัน ฉายา นักฆ่าเรือธง ไม่ได้ใช้แล้ว
- Oppo มีจุดขายเรื่องการชาร์จเร็วที่สุดในบรรดาแบรนด์โทรศัพท์มือถือทั้งหมดโดยมีโทรศัพท์รุ่นหนึ่งในแบรนด์ Oppo ชาร์จเพียง 30 นาที ก็เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว
- Vivo มีจุดขายเรื่องคุณภาพและมีประสิทธิภาพในฟีเจอร์ในทุก ๆ ด้าน ในราคาที่มีคุ้มค่าในการซื้อ
โดยจุดขายของแต่ละแบรนด์นั้นมีจุดที่ขายที่แตกต่างกันตั้งแต่เริ่มต้นสร้างแบรนด์ขึ้นมาและทุกคนก็จะจดจำจุดขายของแบรนด์นั้นมาโดยตลอดนั่นเอง
กลุ่มโทรศัพท์เรือธง
ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มโทรศัพท์เรือธงก็บ่งบอกแล้วว่านั่นคือโทรศัพท์ตัวชูโรงของแบรนด์ในแต่ละปี ซึ่งโทรศัพท์มือถือตัวชูโรงของแบรนด์ทุกแบรนด์จะมีสเปกที่จัดเต็มทุกรูปแบบทั้งชิบประมวลผลที่แรงที่สุด กล้องคุณภาพดีที่สุด และอีกหลาย ๆ อย่างที่ใส่เข้ามากับโทรศัพท์ต้อง Top สุดทุกด้าน โดยกลุ่มโทรศัพท์เรือธงนั้น เหมาะกับกลุ่มคนประเภทชอบสิ่งที่ดีที่สุด ราคาเท่าไรก็ได้ ขอแค่ได้ใช้ตัว Top เพราะบางคนที่ซื้อไป ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการใช้ตัว Top เท่านั้น แต่ต้องการที่จะทำงานได้อย่างไหลลื่น มีความเป็น Professional ในทุกอย่าง บางคนใช้หาเงินหรือจะใช้ทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กับตัวเองนั่นเอง โดยราคาก็จะอยู่ที่ 25,000 – 100,000 บาทเลยล่ะ
โทรศัพท์มือถือเรือธงในปี 2020 มีรุ่นที่น่าสนใจ คือ
- IPhone 11
- IPhone 11 Pro
- IPhone 11 Pro Max
- iPhone 12
- iPhone 12 Pro
- iPhone 12 Pro Max
- Samsung Galaxy S20
- Samsung Galaxy S20 Ultra
- Samsung Galaxy Z Flip 5G
- Samsung Galaxy Note20
- Samsung Galaxy Note20 Ultra 4G&5G
- Samsung Galaxy Z Fold 2
- Oppo Find X2 5G
กลุ่มโทรศัพท์ระดับกลาง
โทรศัพท์มือถือระดับกลางเหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการมือถือที่สเปกไม่สูงไปและต่ำไป ต้องการแบบพอดี ๆ ใช้งานได้สะดวก สเปกอาจจะไม่เท่าตัว Top แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องของตัว Top เลยก็ว่าได้ บางรุ่นใช้ชิปเซ็ตที่สูงสุดของโทรศัพท์ระดับกลาง กล้องอาจจะไม่ได้ดีเท่าตัว Top แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี ถ่ายปุ๊ป โพสต์ลงโซเชียลได้เลยล่ะ ส่วนราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 25,000 บาท
โทรศัพท์มือถือระดับกลางในปี 2020 มีรุ่นที่น่าสนใจ คือ
กลุ่มโทรศัพท์มือถือราคาประหยัด
โทรศัพท์มือถือราคาประหยัดเหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการมือถือที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด ไม่เน้นเรื่องสเปก ไม่เน้นเรื่องกล้องที่ดีมาก แต่บางรุ่นกล้องก็ใช้ได้อยู่นะ แต่โทรศัพท์ราคาประหยัดจะมีจุดเด่นในเรื่องของวัสดุที่ถึก ทน แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนาน โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 10,000 บาท
โทรศัพท์มือถือราคาประหยัดในปี 2020 มีรุ่นที่น่าสนใจ คือ
- Samsung Galaxy A51
- Xiaomi Redmi Note 9S
- Xiaomi Redmi 9A
- Realme 6 Pro
- Realme C3
- Huawei Y7p
- Samsung Galaxy A10s
- Vivo Y15 2020
- Oppo Reno2 F
- Oppo A92
สรุปท้ายบทความ
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่ถูกหรือแพงก็ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว แต่ก็แล้วแต่ทุนทรัพย์และความพอใจของแต่ละคนด้วยว่าจะพอใจที่จะจ่ายได้แค่ไหน ก่อนจะซื้อ อย่าลืมศึกษาข้อมูล สเปกให้เรียบร้อย ที่สำคัญควรดูการใช้งานของเราด้วยว่าเราเหมาะกับแบรนด์ไหน สเปกแบบไหน และราคาระหว่างเท่าไรถึงเท่าไรด้วยนะ
ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการที่จะหาโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง ราคาดี มาดูที่ Kaidee ก่อนได้นะครับ เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะมาก ๆ คลิกปุ่มด้านล่างเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
การมีรถยนต์คันแรกเป็นของตัวเองย่อมเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและดีใจเสมอ ย้อนวันวานความรู้สึกกลับไปตั้งแต่วันแรกที่นั่งเลือกรถรุ่นที่ถูกใจ ตลอดไปจนถึงการเตรียมตัวในเรื่องของเอกสาร และศึกษาวิธีบำรุงดูแลรักษารถยนต์คันโปรดของเราให้เป็นอย่างดี เนื่องจากรถยนต์คันนี้ที่เราได้ตัดสินใจซื้อจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางในตลอดระยะเวลาหลายปี ดังนั้นปัญหาของรถยนต์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ยางแบน, เครื่องยนต์ร้อน, รถดับ, กระจกเสียงดัง สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่ เรื่องของราคาค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไป วันนี้เราจึงรวบรวม 5 ปัญหารถยนต์ที่พบบ่อยว่ามีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ พร้อมวิธีป้องกันให้ทุกคนได้ทราบกัน
1. แบตเตอรี่หมด
หากว่าคุณจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน เนื่องจากไม่มีเวลาได้ขับใช้งานรถคันนี้สักเท่าไหร่ วันนี้จึงรู้สึกอยากขับรถคันนี้เป็นพิเศษ แต่พอมาสตาร์ทกลับพบว่ารถสตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติด ปัญหานี้เป็นอาการของแบตเตอรี่หมด ซึ่งต้องคอยเช็กตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการขับรถทางไกล หรือการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน การตรวจเช็กแบตเตอรี่ว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ มีอายุเหลือเท่าไหร่ ถ้าหากว่าแบตเตอรี่มีอายุเสื่อมมากเกินไป ต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที และต้องคอยเช็กว่าตัวแบตเชื่อมต่อสนิทดีกับส่วนอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
2. ไดชาร์จ
อีกหนึ่งปัญหาที่อาจทำให้รถยนต์ของคุณสตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ได้นั่นก็คือ “ไดชาร์จมีปัญหา” ซึ่งไดชาร์จเป็นตัวที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่เพื่อให้ทำงานและชาร์จอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดว่าไดชาร์จมีปัญหาขึ้นมาจะส่งผลให้สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติด หรือรถอาจดับกลางทางได้ เนื่องจากแบตเตอรี่ไม่ได้ถูกชาร์จอย่างที่ถูกต้องนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องคอยหมั่นตรวจเช็กอายุการใช้งานว่านานเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากว่าไดชาร์จเสื่อมอายุแล้วควรเปลี่ยนเพื่อให้เครื่องยนต์กลับมาสตาร์ทและใช้งานได้ปกติ
3. หม้อน้ำรั่ว
อาการหม้อน้ำรั่วเป็นปัญหาที่ทำให้ขับรถต่อไปก็ไม่ได้หรือจะถอยก็ไม่ดี ซึ่งเป็นอันตรายส่งผลถึงชีวิตและส่งผลให้เสียทรัพย์สินกันอย่างมากเลยทีเดียว หากเกิดปัญหาควรหลบจอดเข้าข้างทางและหยุดรถทันที จากนั้นเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อนแล้วปล่อยรอให้เครื่องเย็นเท่านั้นจึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำ เทน้ำเติมลงไปให้มากพอระดับหนึ่ง แล้วทิ้งระยะเพื่อสังเกตดูว่าระดับน้ำเท่าเดิมหรือเปล่า หากระดับน้ำลดเทเท่าไรก็ไม่เต็มสักทีแสดงว่าหม้อน้ำอาจจะแตก ต้องโทรตามช่างมาซ่อมทันที หรือในกรณีที่มีการรั่วซึมก็ยังพอขับไปเพื่อหาอู่ซ่อมใกล้ๆ ได้ ดังนั้นจึงควรตรวจเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง รวมถึงต้องดูด้วยว่ามีรอยแตกหรือไม่ ระบบพัดลมระบายความร้อนทำงานปกติอยู่ไหม เท่านี้ก็ช่วยให้อุ่นใจในทุกครั้งก่อนออกเดินทาง
4. น้ำมันรั่ว
หากสังเกตได้ถึงรอยน้ำมันหยดที่ใต้ท้องรถมากเกินผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือดับเครื่องยนต์ เพราะน้ำมันเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ แล้วโทรตามช่างหรืออู่ซ่อมรถใกล้บริเวณนั้นมาตรวจสอบทันที ดังนั้นจึงหมั่นตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการขับรถอย่างระมัดระวังก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำมันรั่ว รวมถึงยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ไปได้อีก
5. ยางแบน
รถยางแบนเป็นปัญหาที่เราเจอได้บ่อยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องระมัดระวังในการขับขี่รถบนท้องถนนเป็นอย่างมาก เน้นขับขี่บนถนนพื้นผิวที่มีความเรียบเนียน แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีสิ่งแหลมคมทิ่มจนทำให้เกิดยางแบนได้ ถ้าแย่ไปกว่านั้นคือยางแตกและเสี่ยงต่ออันตรายเป็นอย่างสูง ก่อนออกรถแต่ละครั้งควรเช็กลมยางให้เรียบร้อย หรือเข้าบริการเช็กลมยางที่สถานีบริการน้ำมันทุกที่ได้อย่างสะดวกสบาย
เมื่ออ่านจบแล้วก็อย่าลืมไปตรวจเช็กปัญหาต่างๆ กับรถยนต์คันโปรดของคุณกันให้เรียบร้อย เพื่อสร้างความอุ่นใจและเตรียมความพร้อมในทุกครั้งก่อนออกเดินทาง สำหรับใครที่กำลังมีแพลนหาซื้อรถยนต์คันแรกอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee แหล่งซื้อขายรถยนต์ รถมือสองที่เรารวบรวมไว้ให้คุณโดยเฉพาะ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
กล้อง ถือเป็นไอเท็มสุดฮิตของสาวๆหนุ่มๆในปัจจุบัน ใครที่เป็นสายถ่ายรูป ชอบเก็บความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ จะต้องตำกล้องมาเป็นของตัวเองกันคนละตัว และหลังจากนั้นจะมีของที่ต้องมีสำหรับสายกล้องตามมาอีกมากมาย
เช่น เลนส์กล้อง ไมค์ไวเลสสำหรับสายวีดีโอ ไฟสปอร์ตไลท์ และกระเป๋ากล้อง ที่ทุกคนต้องมี เอาไว้เก็บเจ้ากล้องตัวเก่งของเรา แต่ทุกคนรู้ไหม ว่าจริงๆ แล้วกระเป๋ากล้องมีหลายแบบมาก แล้วกระเป๋ากล้องสวยๆ มีสไตล์ แบบไหนจะใช่สำหรับรา ตามไปดูกัน
กระเป๋ากล้องมีดีอะไร ทำไม่ต้องมีกระเป๋ากล้อง
เชื่อว่าสายวีดีโอ โฟโต้หลายๆคน คงมีกล้องในดวงใจของตัวเองกันคนละตัวสองตัว ซึ่งเจ้ากล้องตัวเก่งของเรา เป็นสิ่งที่ต้อการการดูแลและทะนุถนอมเป็นอย่างมาก “กระเป๋ากล้อง” จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยดูแลเจ้ากล้องตัวเก่งของเรา นอกจากที่เราเก็บกล้องและอุปกรณ์ได้อย่างเป็นระเบียบแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้กล้องและเลนส์ของเราลดแรงกระแทกเวลาขนย้าย
รวมถึงยังช่วยรักษาความสะอาดของกล้องและตัวเลนส์จากกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้กล้องของเรามีความเสี่ยงที่จะสกปรก และการโดนน้ำที่ทำให้เกิดความชื้นอีกด้วย
วิธีการเลือกกระเป๋ากล้อง
การเลือกกระเป๋ากล้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกระเป๋ากล้องที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดูแลรักษากล้องและเลนส์ของเราให้ปลอดภัยจากการตกกระแทก ความชื้น และความสะอาดของตัวกล้องและเลนส์กล้อง ป้องกันรอยขีดข่วน และยังช่วยให้เราถ่ายภาพได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่ต้องกังวลกับการดูแลกล้อง
ซึ่งกระเป๋าที่เหมาะสมกับขนาดกล้อง เลนส์ และจำนวนไอเท็มที่เรามี และสไตล์ในการถ่ายภาพ สถานที่ที่เราชอบไปถ่ายภาพ ปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรใส่ใจมากๆ เพื่อให้เราตัดสินใจเลือกกระเป๋ากล้องได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับการใช้งาน
กระเป๋ากล้องสวยๆมีสไตล์ มีอะไรบ้างนะ
เวลาที่เราซื้อกล้อง ส่วนใหญ่เรามักจะได้กระเป๋ากล้องมาด้วย แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่กระเป๋ากล้องที่เรามี ไม่ตอบโจทย์การใช้งานของเรามากเท่าไร ยิ่งสายมืออาชีพ หรือสายคลั่งรักในกล้อง จะมีอุปกรณ์เสริมในการถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ ที่เยอะกว่าคนทั่วไป การมีกระเป๋าที่ตอบโจทย์จึงเป็นเรื่องที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เรามารู้จักประโยชน์ของกระเป๋ากล้องแต่ละชนิดกันดีกว่า ว่ากระเป๋ากล้องสวยๆ มีสไตล์ แบบไหนเป็นแบบที่ใช่สำหรับเรา
1. กระเป๋าสะพายไหล่
กระเป๋าที่มีความสามารถมากกว่าการเป็นกระเป๋าใส่กล้อง เพราะกระเป๋าแบบนี้เป็นกระเป๋าที่สามารถประยุกต์ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้อีก
เช่น การเอาไปประยุกต์เป็นกระเป๋าทำงานได้ ใช้งานง่าย เปิดหยิบของได้ง่าย กระเป๋าสะพายไหล่ เหมาะกับการพกกล้องไปเดินถ่ายง่ายๆ ในเมือง ขั้นตอนไม่เยอะ แต่อาจจะต้องพกเลนส์ไปเปลี่ยนเพื่อถ่ายตามสถานการณ์ ซึ่งกระเป๋ากล้องแบบสะพายไหล่ ใส่ตัวกล้องและเลนส์ดีๆสักหนึ่งถึงสองอันก็เพียงพอแล้ว
2. กระเป๋าเป้หรือกระเป๋ากล้อง backpack
กระเป๋า backpack หรือเรียกกันง่ายๆว่ากระเป๋าเป้ กระเป๋าแบบนี้เหมาะสำหรับตากล้องที่มีไอเท็มเสริมเยอะ หรือเป็นตากล้องสายนักเดินทาง เพราะกระเป๋าแบบนี้มีขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุของได้เยอะ ทั้งเลนส์ ก็สามารถอาไปได้ทุกเลนส์ เลนส์ไวด์ เลนส์ฟิก หรือใครอยากจะพกไฟวงดวงเล็กๆ ตัวกล้องที่เราจะนำไปถ่าย
รวมถึงขากล้องเพื่อการถ่ายสภาพที่เนียบกริบ ไม่มีสั่น แถมในบางแบรนด์กระเป๋าเป้ มีขนาดกว้างมากพอที่จะใส่เสื้อผ้าเข้าไปได้สบาย ทำให้เวลาเดินทาง เราไม่ต้องพกกระเป๋าไปหลายใบ กระเป๋าแบบนี้จึงเหมาะสำหรับนักเดินทางสายลุย ที่ชอบพกของเยอะๆ และไม่อยากต้องพะวงหน้าพะวงหลัง
3. กระเป๋ากล้องคาดเอว
กระเป๋ากล้องคาดเอว มีลักษณะคล้ายเข็มขัดที่คาดอยู่บริเวณเอว แตกต่างกันแค่ในส่วนของกระเป๋ากล้องคาดเอว ก็คือสามารถใส่ของอย่างกล้องได้อย่างดี และสะดวกมากในการใช้งาน เหมาะสำหรับตากล้องที่รับงานถ่ายภาพ การถ่ายงานแบบมืออาชีพ ไม่ต้องพกกระเป๋า และข้อดีมากๆ
อีกหนึ่งเรื่อง คือเหล่าตากล้องสามารถใช้มือทั้งสองข้างได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องคอยกังวล ไม่ไม่ต้องคอยถือกระเป๋าอุปกรณ์ จะนั่งรถ ปั่นจักรยาน ก็สามารถถ่ายรูปได้อย่างสบายๆ เลย แถมกระเป๋าแบบนี้ยังสามารถหมุนกลับไปด้านหลังได้ ที่เรียกกันว่า กระเป๋าคาดสะโพก นั่นแหละ
4. กระเป๋า Top Load
กระเป๋ากล้อง Top Load เป็นกระเป๋าที่เห็นบ่อยและเป็นที่นิยม เหมาะสำหรับตากล้องมินิมอลที่ไม่ชอบพกของเยอะ มีไอเท็มในการถ่ายภาพไม่เยอะ เพราะสามารถใส่กล้องที่มีเลนส์ติดมาเท่านั้น ไม่สามารถพกเลนส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ไปได้
การไปถ่ายรูปของตากล้องกลุ่มนี้จะเป็นการถ่ายแบบง่ายๆ หรือจะต้องไปถ่ายในพื้นที่ที่ไปยาก ถ่ายภาพที่ไม่เน้นรูปแบบมืออาชีพมาก ซึ่งกระเป๋าแบบนี้ไม่เหมาะกับการขนไอเท็มเยอะๆ พกง่าย ถ่ายสะดวก ใครที่ไม่ชอบความยุ่งยาก จะต้องตกหลุมรักกระเป๋ากล้องแบบ Top Load แน่นอน
5. กระเป๋า Hard Case
กระเป๋าที่เหมาะกับตากล้องมืออาชีพ เพราะกระเป๋าแบบ Hard Case เป็นกระเป๋าที่จุของได้เยอะมาก จะมีกี่ไอเท็มก็สามารถใส่ลงไปได้ และมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋า Hard Case จะไม่ได้รับผลจากแรงกระแทกด้านนอกแน่นอน เพราะตัวด้านนอกของกระเป๋าแข็งแรงมาก
ตามชื่อ Hard Case มีล้อลาก ซึ่งไม่ทำให้เราสูญเสียพลังงานจากการแบกกระเป๋า ลากไปไหนมาไหนได้ เหมาะกับการเดินทางไกล ขึ้นเครื่องบิน ขึ้นรถไฟ หรือการเดินทางที่ค่อนข้างที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางบ่อยๆ ราคาค่อนข้างสูงนิดหนึ่ง แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ
เลือกกระเป๋ากล้องที่เหมาะกับคุณ
สำหรับตากล้องทั้งมือใหม่และมีออาชีพ การมีกระเป๋ากล้องเป็นเรื่องสำคัญต่อกล้องของเราค่อนข้างมาก หากว่าเราเลือกกระเป๋าให้เหมาะกับกล้อง และการใช้งานของเรา กระเป๋ากล้องก็สามารถช่วยยืดอายุกล้องให้กับเราได้ด้วย ซื้อกล้องครั้งหน้า อย่าลืมเลือกกระเป๋าที่เหมาะสมกับเรานะคะ
ใครที่มีกระเป๋ากล้องอยู่แล้ว แต่อยากเลือกซื้อกระเป๋ากล้องที่เหมาะกับเรา หรือตากล้องมือใหม่ที่ต้องการซื้อกระเป๋ากล้อง เพื่อดูแลกล้องของเราให้อยู่กับเราไปนานๆ เข้ามาเลือกกระเป๋ากล้องคุณภาพดีๆ ราคาถูก ที่เหมาะกับการใช้งานของเราใน Kaidee กันก่อนนะคะ รับรองว่าคุณจะได้ของถูกใจ ในราคามิตรภาพจาก Kaidee แน่นอนค่ะ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เสียงเพลง คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตของเรามีสีสัน จากความเศร้าที่เคยมีก็จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสุขที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือวันที่เหนื่อยล้าเพลงบางเพลงสามารถเปลี่ยนให้เป็นวันธรรมดาที่ไม่หนักหนาจนเกินรับไหว บทเพลงที่ดีก็ย่อมคู่กับลำโพงที่ดีเช่นเดียวกัน จะดีมากไปกว่านั้นคือการที่ได้ฟังเพลงโปรดในสถานที่ต่างๆ หรือท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันแสนงดงาม วันนี้เราจะมาแนะนำลำโพงบลูทูธฉบับพกพาว่ามีรุ่นไหนกันบ้างที่เหมาะสม และรุ่นไหนบ้างที่ให้คุณภาพเสียงประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณเพลิดเพลินกับเพลย์ลิสต์โปรดได้ทุกที่ที่ต้องการ
1. JBL Clip 3
ลำโพงตัวเล็กจากแบรนด์ JBL ที่คุณภาพของเสียงไม่เล็กตามขนาด มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 1000 mAh สามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ชั่วโมง กันน้ำได้อย่างสบายๆ ระดับ IPX7 ที่ไม่ว่าฝนจะตกหรือลำโพงตกน้ำก็ไม่กลัว โดดเด่นด้วยดีไซน์รูปทรงกลมและตะขอไว้สำหรับคล้องกระเป๋าสะพาย รถมอเตอร์ไซค์ หรือจักรยาน โดยไม่จำเป็นต้องคอยถือให้ลำบาก สะดวกสบายกับการพกพาเสียงเพลงโปรดไปฟังง่ายๆ ได้ทุกที่
2. Sony SRS-XB 12
ลำโพงไร้สายแบบพกพาดีไซน์ขนาดกะทัดรัด คุณภาพเสียงดีการันตีด้วยแบรนด์ชื่อดังอย่าง Sony พร้อมเสียงเบสอันทรงพลังกับเทคโนโลยี EXTRA BASS สามารถเชื่อมต่อกับลำโพงรุ่นเดียวกันเพื่อแยกเสียงให้เป็นแบบสเตอริโอ หรือ Double Mode ได้ กันน้ำและฝุ่นได้ในมาตรฐานระดับ IP67 ช่วยให้ใช้งานได้อย่างไร้กังวล แบตเตอรี่ฟังได้นานต่อเนื่องถึง 16 ชั่วโมง ออกแบบรูปทรงได้สวยงามทันสมัยมีสายคล้องที่ติดมากับตัวลำโพงเพื่อความสะดวกสบายในการพกพาไปฟังนอกสถานที่
3. Harman Kardon NEO
ลำโพงไร้สายขนาดเท่าฝ่ามือ รูปทรงเพรียวบาง ออกแบบอย่างประณีตเพิ่มความพรีเมียมด้วยสายคล้องหนังสุดคลาสสิก ให้เสียงที่มีมิติและมีคุณภาพสูงตามแบบฉบับของแบรนด์ Harman Kardon ตัวลำโพงกันน้ำได้ในระดับ IPX7 ฟังเพลงได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง เริ่มต้นเชื่อมต่อการใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถรับสายโทรศัพท์และพูดคุยผ่านลำโพงด้วยเสียงอันคมชัด ไม่เพียงแต่การฟังเพลงนอกบ้านเท่านั้น แต่ยังเหมาะสมเป็นลำโพงสำหรับตั้งโต๊ะทำงานที่วางตรงไหนก็ดูลงตัว
4. B&O Beoplay A1
ลำโพงดีไซน์ทรงกลมสุดพรีเมียม กระจายเสียงได้รอบทิศทางแบบ 360 องศา ด้วยลำโพงสองดอกแบบสองทาง (Tweeter & Fullrange) ตอบสนองเสียงได้อย่างแม่นยำและคมชัด ให้โทนเสียงฟังสนุก เนื้อเสียงมีความกระชับ ฟังสบายๆ กับทุกรายละเอียดของเสียงแบบเรียบเนียน รองรับการใช้งานด้วยเสียงแบบ Voice Assistant แบตเตอรี่สุดอึดที่ฟังได้ต่อเนื่องสูงถึง 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จผ่าน USB Type C รูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงามแบบเรียบหรู สะดวกต่อการพกพาและใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
5. Marshall Emberton
ลำโพงไร้สายแบบพกพารุ่นใหม่ล่าสุดจาก Marshall ที่ยังเอกลักษณ์การดีไซน์สุดเท่ คลาสสิกตามแบบฉบับของแบรนด์ มาพร้อมขนาดที่กะทัดรัด ช่วยให้พกพาไปไหนก็สะดวก ด้านบนของตัวลำโพงออกแบบให้มีปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ตั้งแต่การปรับเสียง, เล่น-หยุดเพลง, เปลี่ยนเพลง, เปิด-ปิดเครื่อง เชื่อมต่อไร้สายด้วยระบบบลูทูธ 5.0 สามารถฟังได้ต่อเนื่องได้นานถึง 20 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง รวมถึงยังมีคุณสมบัติชาร์จเร็วเพียง 20 นาที ก็ฟังเพลงต่อได้อย่างเต็มอิ่มถึง 5 ชั่วโมง
เมื่ออ่านจบแล้วเชื่อว่าหลายคนต้องมีแบรนด์ในใจที่ต้องตามไปหาซื้อมาฟังกันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่ยังไม่มีรุ่นหรือแบรนด์ที่ถูกใจ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันเลย