ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที
การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน
ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร
จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง
แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง
ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย
แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน
เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า

หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ
และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน
ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น
ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น
เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า
“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น

ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน
มีตารางชีวิตที่แน่นอน
อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน
แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้
นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น
หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน
ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี
และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน
“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”
หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้
ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!
“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”
การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home
ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ
การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง
Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม
ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด
เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ
