วิถีสาย Minimalism คืออะไร และหากอยากเป็นต้องทำอย่างไร

Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม

คำว่า Minimalism หรือวิถีแบบมินิมอลอาจจะเคยผ่านตาผ่านหูใครหลายคนมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เราสามารถพบเห็นคำนี้ ได้ตามป้ายสินค้าจากร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลี

อีกทั้งกระแสการจัดแต่งบ้านแบบมินิมอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จากการโด่งดังขึ้นมาของกูรูการจัดบ้านอย่าง มาริเอะ คนโดะ ด้วยการที่เธอนำวิถีแบบมินิมอลมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยและที่ทำงานได้อย่างลงตัว (ลองค้นหาคำว่า KonMari ดู) 

แต่ที่จริงแล้ว วิถีมินิมอลไม่ใช่การจัดบ้าน จัดสวนหรือแนวทางการแต่งตัวแต่เพียงอย่างเดียว แต่คำๆ นี้ยังแฝงความหมายสุดลึกซึ้งเอาไว้อีกด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรับใช้กับตัวเราเอง และอาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

เพราะวิถีแบบมินิมอลคือ วิถีที่อาจจะทำให้เราพบความสุขที่เราตามหา จากการ “มีให้น้อยลง”

วิถีมินิมอลคืออะไร

“มีให้น้อยลงและใช้ชีวิตให้มากขึ้น”

วิถีแบบมินิมอลคือความตั้งใจในการดำเนินชีวิตด้วยการเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ ให้น้อยที่สุด หรือมีเท่าที่เราจำเป็นจะต้องใช้ ไม่สำคัญว่าคุณจะมีสิ่งของไว้ในครอบครอง 9 หรือ 99 อย่าง หลักการสำคัญคือ คุณจะต้องใช้สิ่งของเหล่านั้นเป็นประจำ และสิ่งของนั้น จะต้องมีความสำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของคุณจริงๆ

การใช้ชีวิตแบบมินิมอลจึงไม่ใช่การเอาโทรทัศน์ รถหรือบ้านทั้งหลังไปขาย แล้วย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่ไม่มีอะไรในนั้นเลย แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ว่าอะไรสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคุณอย่างแท้จริง

เพราะการทำเช่นนั้นมอบประโยชน์หลายอย่างให้กับคุณ การมีของน้อยลงหมายถึงการใช้เวลาเพื่อดูแลรักษาของเหล่านี้น้อยตามลงไป เราไม่ต้องเสียแรงในการหยิบมันมาทำความสะอาด ไม่ต้องเสียเวลาจัดหาที่วางใหม่ และไม่ต้องเสียสุขภาพจิตจากการต้องทนเห็นบ้านตัวเองในสภาพที่ ถ้าหนูมาอยู่ก็คงไม่ประทับใจเท่าไร

ความ “น้อยสิ่ง” ทำให้เราไม่ต้องใช้เงินมากเท่าที่เคย ทำให้เราประหยัดขึ้นได้มากขึ้น อีกทั้งการที่เราไม่ต้องการสิ่งของยังหมายถึงการที่คุณไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ของการ “ครอบครอง” แต่เพียงอย่างเดียว

และวิถีแบบมินิมอลยังสอนให้รู้จักชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นอีกด้วย เรามักคิดว่าเราไม่สามารถอยู่ในโลกที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือได้อย่างแน่นอน จนวันที่เราออกเที่ยวไปในท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวและลมหนาว ไปในที่ๆ ไร้สัญญาณโทรศัพท์ ที่ๆ สมาร์ทโฟนเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมกระพริบได้ เราจึงได้คำตอบว่า

“ก็อยู่ได้นี่นา แถมยังสนุกกับบรรยากาศตรงหน้ามากกว่าเดิมด้วย”

สู่ความเป็นมินิมอลอันไกลโพ้น

เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังส่ายหน้าแรงๆ และบอกกับตัวเองว่าวิถีแบบมินิมอลยากเย็นเกินกว่าจะทำตาม แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ วิถีมินิมอลมีวิธีการเริ่มต้นที่ง่ายกว่าที่คิด

กำหนดความเป็นมินิมอลของคุณเอง

วิถีแบบมินิมอลไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน แต่เป็นลักษณะนิสัยที่ผ่านการทำความเข้าใจและฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนมีความเข้าใจและการปฎิบัติที่แตกต่างกัน

ให้คุณลองพิจารณาถึงหน้าที่การงาน วิถีชีวิตประจำวัน คนรอบข้างและลักษณะภายในบ้าน รวมถึงความต้องการในชีวิตและเป้าหมายที่คุณไล่ล่า เพื่อสร้างวิถีแบบมินิมอลของตัวคุณเองขึ้นมา

แม้ว่าความเป็นมินิมอลคือการเป็นเจ้าของให้น้อยเข้าไว้ แต่คุณไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งรถบังคับ 16 คันที่คุณสะสมมาด้วยความยากเย็นไป แต่คุณต้องพิจารณาว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญกับตัวคุณจริงๆ ก็เท่านั้น

ล้างกระดานเพื่อเริ่มต้นใหม่

ภายในบ้านของเรามี “ขยะ” หรือสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน และแทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต เป็นสิ่งของที่ในบางครั้ง เราก็หลงลืมถึงการมีอยู่ของมันไปอย่างสิ้นเชิง

ผมกำลังพูดถึงลังกระดาษที่วางระเกะระกะข้างๆ ที่จอดรถ กล่องใส่รองเท้าที่วางสุมกันบนขั้นบันได หรือเศษกระดาษจากที่ทำงานเก่าเมื่อ 4 ปีก่อน

ขยะเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราแทบไม่ต้องตั้งคำถามถึงความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ถ้าอยากเริ่มต้นวิถีแบบมินิมอลอย่างมีประสิทธิภาพ ลองจัดการกับขยะเหล่านี้เป็นขั้นตอนแรกทันที

ไม่ใช้ ต้องทิ้งสถานเดียว

เมื่อเราจัดการกับขยะในข้อแรกแล้ว เราลองสำรวจภายในบ้านเพื่อหาว่ามีสิ่งของใดบ้างที่คุณแทบไม่ได้นำมาใช้งาน หรือแม้แต่แตะต้องเลย เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป วิถีแบบมินิมอลคือ การเป็นเจ้าของสิ่งของที่มีความจำเป็นและความหมายต่อตัวเราเองจริงๆ

หากคุณไม่ได้แตะสิ่งของชิ้นไหนเป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือน มันก็อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่คุณควรจะจัดงานเลี้ยงอำลาให้กับของชิ้นนั้น คุณอาจพิจารณาที่จะทิ้งหรือส่งต่อของชิ้นนั้นให้กับผู้อื่น ผู้ที่มองเห็นและสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหล่านั้นได้จริงๆ

ในกรณีที่เป็นของใช้ตามฤดูกาลเช่น เสื้อคลุมกันหนาวหรือชุดบิกินี่ชายหาด แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน แต่คุณรู้ว่า คุณจะมีโอกาสได้ใช้ของเหล่านี้เมื่อถึงเวลา คุณอาจจัดเก็บมันไว้ในกล่องเก็บของ หรือพับเก็บไว้ด้านในของตู้เสื้อผ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในชีวิตประจำวันของคุณให้มากขึ้น และเมื่อถึงเวลาต้องใช้งานของเหล่านั้น ก็ค่อยนำมันออกมาวางไว้ตามเดิม

หยุดการนำเข้าสินค้าและสิ่งของ

ไม่มีประโยชน์เลย หากคุณทิ้งสิ่งของที่ไม่มีความจำเป็นและจัดเก็บบ้านอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไ่ม่ละความพยายามในการซื้อของมาเติมเป็นประจำ

หากต้องการจับจ่ายใช้สอยหรือมอบของรางวัลให้กับการทำงานหนักของตัวเอง คุณอาจลองคิดทบทวนเป็นเวลา 1-2 วัน ถ้าความต้องการซื้อของชิ้นนั้นยังไม่หมดไป ก็แปลว่าไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบเวลาเห็นป้ายลดราคาแต่อย่างใด

แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่อาจแน่ใจว่าของที่ซื้อมาจะมีประโยชน์ในระยะยาวกับเราหรือไม่ คุณควรไตร่ตรองว่าคุณจะใช้ของที่ซื้อมาอย่างไร หรือสิ่งของนั้นมีความจำเป็นในบ้านมากเท่าใด

ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณซื้อของชิ้นใหม่ (ที่ผ่านการไตร่ตรองโดยละเอียดแล้ว) เข้าบ้าน คุณควรเลือกสิ่งของที่ใกล้เคียงเพื่อทิ้งหรือนำไปบริจาคเช่น ถ้าคุณซื้อเสื้อตัวหนึ่ง คุณจะต้องหาเสื้อเก่าในตู้เสื้อผ้า 1 ตัวไปบริจาคเสียก่อน ซึ่งถือเป็นการทำให้จำนวนของใช้ในบ้านคงที่อยู่อีกด้วย

หากเป็นสิ่งของทางใจ ให้ถามคำถามตัวเอง

เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความผูกพันกับสิ่งของใดสักชิ้นเป็นพิเศษ แม้ว่ามันไม่สามารถใช้งานอะไรได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจเกินกว่าจะตีราคา อาจเป็นนาฬิกาทรายที่คุณเคยได้รับจากรักครั้งแรก อัลบั้มรูปครอบครัว หรืออาจเป็นแก้วน้ำธรรมดาที่คุณโปรดปราน

คุณไม่จำเป็นต้องทิ้งของที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย เพราะคุณเห็นถึงความสำคัญและมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นสิ่งของเหล่านี้ แต่หากคุณไม่แน่ใจกับสิ่งของชิ้นอื่นๆ ว่าควรทิ้งหรือเก็บไว้ อาจจะมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ก็เป็นสิ่งของที่ตั้งวางนิ่งๆ ในบ้านต่อไป

คุณอาจเริ่มต้นตั้งคำถามง่ายๆ เพื่อพิจารณาว่าคุณควรทิ้งของชิ้นนั้นไปหรือไม่ คำถามเช่น

“ของชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อฉันบ้างหรือเปล่า”

“ถ้าหากฉันทิ้งของชิ้นนี้ไป จะมีสิ่งของใดทดแทนได้หรือไม่”

“ฉันมีความผูกพันกับของชิ้นนี้หรือมีความสุขกับมันหรือเปล่า”

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าของชิ้นนี้สำคัญหรือจำเป็นกับคุณหรือไม่ และคุณควรจะทำอย่างไรกับมัน

วิถีมินิมอลไม่จำเป็นต้องฝืน

การใช้ชีวิตด้วยวิถีแบบมินิมอลไม่ใช่การที่เราพยายามยัดกฎระเบียบที่เราไม่ต้องการให้กับตัวเอง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เป็นการย้ำเตือนตัวเองให้หันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น

อีกทั้งวิถีแบบมินิมอลคือการพิจารณาว่า ของชิ้นไหนสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับเราอย่างแท้จริง และอะไรบ้างที่หากไม่มีอยู่ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสี้ยวชีวิตของเราจะหายตามไป วิถีแบบมินิมอลคือความคิดที่ตระหนักได้ว่า การลดสิ่งของที่รอบล้อมตัวเรา คือการเพิ่มและการเติมเต็มให้กับชีวิตของเรา

“เพราะความเรียบง่าย คือความซับซ้อนที่สวยงามที่สุด”

หากใครอยากลองเริ่มวิถีชีวิตแบบมินิมอล และอยากลดข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกภายในบ้าน เพราะคิดว่าของเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ลองแวะเข้ามาที่ Kaidee Marketplace เพื่อวางขายสินค้าที่คุณต้องการได้เลย เป็นการลดสิ่งของไม่จำเป็นในชีวิต และเพิ่มเงินในกระเป๋าและความสุขของตัวคุณเองอีกด้วย