6 ข้อต้องระวัง ถ้าไม่อยากเร่งเวลาพัง ทั้งโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์

6 ข้อต้องระวัง ถ้าไม่อยากเร่งเวลาพัง ทั้งโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์

“โน๊ตบุ๊คเป็นอะไรอีกแล้ว ยิ่งใช้ยิ่งช้าลงทุกวัน”

ถึงแม้ว่าทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน จะมีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนหลายเท่า แต่อย่างไร ก็ยังถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาสูง คงไม่มีใครซื้อมา ด้วยความคาดหวังว่าจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

พวกเราอยากให้คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คสามารถใช้งานได้ยาวนาน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็เหมือนกับเครื่องใช้อื่นๆ ที่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการใช้งานและกาลเวลา หากเราใช้งานได้อย่างรู้จักรักษา ทะนุถนอม คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คก็อยู่กับเราได้นานขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคน หรือทุกเวลา ที่เราจะสามารถดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ บางที การใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลให้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของเรา อายุ “สั้น” กว่าที่ควรจะเป็น

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไรถึงจะดีที่สุด

บทความนี้จะบอกถึงข้อควรระวัง 6 ข้อ ที่เรา ในฐานะเจ้าของคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คเผลอทำด้วยความเคยชิน หรือไม่ระมัดระวัง และส่งผลเสียโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณต้องใช้งานเป็นประจำ หากรู้และเข้าใจ จะช่วยป้องกันการใช้คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คแบบผิดๆ และยังช่วยให้คอมพิวเตอร์กลับมามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วย

โน๊ตบุ๊คนั้น เปราะบางกว่าที่คิด

ศัตรูตัวฉกาจของโน๊ตบุ๊คคือ “ความร้อน” หากเครื่องโน๊ตบุ๊คร้อนเกินไป การทำงานจะช้าลงอย่างสังเกตได้ หากอยู่ในความร้อนบ่อยครั้ง อาจทำให้อุปกรณ์ภายในเครื่องเช่น ซีพียู พัดลมระบายความร้อน หรือแบตเตอรี่ ได้รับความเสียหาย ผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างถาวร และโน๊คบุ๊คจะเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเวลาทำงาน

แม้สิ่งที่ทำให้โน๊คบุ๊คสะสมความร้อนจะมีด้วยกันหลายประการ แต่มีสาเหตุสำคัญที่เกิดจากการใช้งานคือ การวางโน๊คบุ๊คบนเตียง ฟูก หรือวัตถุที่มีวัสดุเป็นผ้าทึบ เพราะวัสดุประเภทนี้ จะดูดความร้อนได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังระบายอากาศได้ไม่ดี ควรวางโน๊คบุ๊คไว้บนพื้นผิวที่เรียบ เป็นไม้หรือโลหะ

ที่วางโน็ตบุ๊ค ถือเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ดี เพราะนอกจากช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องโน๊คบุ๊ค ยังช่วยจัดระดับของตัวเครื่องให้อยู่ในระดับสายตาของผู้ใช้งาน เพื่อการทำงานที่สะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากการวางเครื่อง การดูแลรักษาโน๊ตบุ๊คก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ควรวางสิ่งของ เครื่องใช้ หรือซ้ำร้ายที่สุด เครื่องดื่มร้อนเช่น กาแฟ บนเครื่องโน๊ตบุ๊ค แม้จะพับหน้าจอลงแล้วก็ตาม อีกทั้งการยกตัวเครื่อง ควรพับหน้าจอปิดก่อน ไม่ควรยกตัวเครื่องโดยจับที่บริเวณหน้าจอ หรือยกในขณะเปิดหน้าจอทิ้งไว้ เพราะจะเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนได้

อาหารและเครื่องดื่ม ไปกินที่อื่นได้ไหม

อีกหนึ่งศัตรูคู่แค้นของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คคือ “ฝุ่นและเศษผงขนาดเล็ก” ฝุ่นผงที่ติดตามอุปกรณ์ทำให้พัดลมระบายความร้อนทำงานหนักขึ้น และส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความร้อนสะสมมากขึ้น เราสามารถป้องกันปัญหานี้ได้ โดยการทำความสะอาดฝุ่นและเศษผงในตัวเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่า เราจะรักษาความสะอาดได้ดีขนาดไหน คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของเราก็อาจมีฝุ่นสะสมได้เช่นกัน อาจเกิดจากการตั้งเครื่องในบริเวณที่อับชื้น หรือไม่มีอากาศถ่ายเท ควรตั้งเครื่องในบริเวณที่ปลอดโปร่ง โล่งกว้าง และหากเป็นไปได้ ควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่สูงหรืออยู่เสมอระดับสายตา

“ต้องทำงานส่งลูกค้า ไม่มีเวลาไปกินที่อื่น ให้ทำอย่างไร”

หากเป็นเช่นนั้น ให้ระมัดระวังเวลาทานอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นพิเศษ กรณีที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำน้ำหกลงบนคีร์บอร์ดอาจไม่ส่งผลกระทบมากเท่ากับโน๊คบุ๊คที่ทุกส่วนเชื่อมติดกัน แค่หยดกาแฟไม่กี่หยด ก็สามารถทำลายโน๊ตบุ๊คได้ทั้งเครื่อง เศษอาหารบนคีร์บอร์ดคอมพิวเตอร์อาจส่งผลแค่ภาพลักษณ์ของเรา เวลามีแขกมาเยี่ยมบ้าน แต่เศษอาหารในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์อาจส่งผลถึงการทำงานของเครื่องโดยตรง

ดูไม่จืดใช่ไหมล่ะ

อย่ารอให้อะไรมันสายเกินไป

“ไม่ใช่นิยายรัก ไม่ใช่ซีรีย์โรแมนติก แต่เป็นแบตเตอรี่ในเครื่องโน๊ตบุ๊ค”

ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในโน๊ตบุ๊คจะลดลงไปตามระยะเวลาการใช้งาน โน๊ตบุ๊คที่สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงในช่วง 1-2 ปีแรก อาจใช้งานได้เพียง 6 ชั่วโมงในปีต่อๆ มา เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “ชะลอ” การเสื่อมสภาพนั้นได้

เรามักมีความเชื่อว่า ควรปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงเริ่มชาร์จไฟใหม่ แต่ความเป็นจริงคือ แบตเตอรี่มีส่วนประกอบเป็นลิเทียมไอออน ซึ่งจะอ่อนประสิทธิภาพลง หากต้องเริ่มชาร์จจาก 0 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง สิ่งที่เราควรทำคือ เริ่มเสียบชาร์จเมื่อแบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในระยะยาวมากกว่า

การวางโน๊ตบุ๊คในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น และไม่เพียงแต่แบตเตอรี่เท่านั้น ความร้อนจะส่งผลต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นเช่นเดียวกัน หากแบตเตอรี่ได้รับความเสียหายจนสังเกตเห็นรอยบวมนูน ควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะการใช้แบตเตอรี่ที่เกิดความเสียหาย นอกจากจะไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายอีกด้วย

แม้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะจะไม่ต้องกังวลกับปัญหาแบตเตอรี่ที่กล่าวมา แต่เรื่องการจ่ายไฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรสังเกต “Power Supply” หรือแหล่งจ่ายไฟในเครื่อง ว่าสามารถจ่ายไฟได้อย่างเพียงพอหรือไม่ หากอุปกรณ์ในเครื่องไม่ได้รับพลังงานเพียงพอ จะก่อให้เกิดปัญหา “คอขวด” (ฺBottleneck) ผลที่ตามมาคือ อุปกรณ์ในเครื่องจะได้รับความเสียหาย และเริ่มเสื่อมสภาพลง

ผู้ชนะรางวัลคนโกหกแห่งปีได้แก่ โปรแกรมทำความสะอาดเครื่อง

ในยุคที่คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และมีแรมในเครื่องเพียง 512 เมกะไบท์ การจัดระเบียบหรือลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกไปจากเครื่อง เป็นวิธีการที่ดี ที่จะช่วยให้เครื่องกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ในปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเปรียบเสมือนกับเสือชีต้าร์ วิธีนี้เริ่มไม่เป็นที่นิยม เพราะไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างแบบสังเกตได้เท่าไร กลายเป็นความไม่จำเป็นไป และนอกจากจะไม่ได้ส่งผลดี โปรแกรมประเภทนี้มักเรียกเก็บค่าใช้บริการจากผู้ใช้ รวมถึงแฝงโปรแกรมเสริมที่ทำให้หนักเครื่องยิ่งกว่าเข้ามาแทน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด โปรแกรมพวกนี้จะทำงานเป็นเหมือนบริษัทนักสืบ ที่ถึงแม้จะไม่ได้ขโมยข้อมูลของเราไปโดยตรง แต่อาจเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ไป โดยที่เราไม่อาจรู้ตัว

หากต้องการจัดระเบียบไฟล์ต่างๆ ในระบบ หรือลบไฟล์ส่วนเกินในเครื่องออกไป ควรเลือกใช้ Disk Cleaner ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาสรรหาโปรแกรมอื่น ยังสามารถมั่นใจได้ว่า ไฟล์สำคัญจะไม่ถูกลบไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ผิดพลาดได้

และหากจนแล้วจนรอด เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่เร็วขึ้น เราควรที่จะเริ่มสำรวจอุปกรณ์ Hardware ว่ามีชิ้นส่วนไหนต้องได้รับการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงหรือไม่

อย่าท่องยุทธจักรโดยปราศจากดาบฉันใด

“ก็ไม่ควรปราศจากโปรแกรมป้องกันไวรัส เวลาท่องอินเตอร์เน็ตฉันนั้น”

อินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่น เพราะเป็นทั้งที่ที่สนุกที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุดสำหรับเด็ก การเข้าเว็บไซต์แต่ละครั้ง นำความเสี่ยงมาให้เครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของเราหลายร้อยเท่า ทั้งไวรัส โทรจัน มัลแวร์ หรือแรนซอมแวร์ แม้แต่ในเว็บไซต์ปกติที่ดูปลอดภัย ก็ไม่อาจไว้ใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์

การเปิดโปรแกรมป้องกันไวรัสในระบบปฏิบัติการ Windows 8 ขึ้นไปอย่าง Windows Defender ช่วยป้องกันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ไม่สามารถเทียบประสิทธิภาพกับโปรแกรมป้องกันไวรัสประเถทเสียเงินได้ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์เครื่องที่ไว้ใจได้

หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ชะลอได้

การใช้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คด้วยความระมัดระวังและทะนุถนอม จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับตอนซื้อใหม่ อีกทั้งยังอยู่กับเรานานขึ้น แม้ว่าเราไม่สามรถหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่เราสามารถช่วยให้การเสื่อมสภาพนั้น เกิดช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จบไปแล้วกับหลากข้อระวัง เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีสภาพ “เหมือนใหม่” มากที่สุด แต่หากใครอยากซื้อคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค “เครื่องใหม่” ลองแวะเข้ามาดูที่ Kaidee เพราะที่นี่ มีคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ครุ่นที่คุณต้องถูกใจอย่างแน่นอน

เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง

เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง

ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของวัยรุ่นจบใหม่ในระดับปริญญาตรี อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน (วันละ 500 บาท) ทำให้หลาย ๆ คนอยากที่จะซื้อรถใหม่ทั้งในเรื่องของการเดินทางไปทำงาน และใช้ในชีวิตประจำวัน หากใครกำลังของหารถวันนี้เรามีคำแนะนำ

เงินผ่อนควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน

โดยปกติแล้วรายได้สำหรับการผ่อนรถที่ดีคือไม่ควรเกิน 45% หากไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ และ 30% ในกรณีที่มีภาระอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารวมไปถึงค่าจอดรถอีกด้วย นอกจากนี้การที่เราผ่อนรถมากเกินไปจะทำให้สถานะทางการเงินของเราฝืด ซึ่งหากเรามีรายจ่ายกระทันหันเข้ามา อาจจะทำให้เราไม่สามารถผ่อนรถของเราได้

ดังนั้นเงินเดือน 15,000 ควรจะผ่อนรถไม่เกิน 7000 บาท ตามวิธีที่ได้คำนวณเบื้องต้น  ซึ่งรุ่นรถที่แนะนำมีดังนี้

Toyota Yaris ปี 2020 รุ่น Entry

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,144 บาท

หนึ่งในรถ Eco Car ที่ได้รับความนิยมมากจากทาง Toyota กับ Yaris ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการขี่ในเมือง ในส่วนของดีไซน์นั้นถือว่าทำออกมาเจาะตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะ ทั้งภายนอกและภายใน นับว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

Toyota Vios ปี 2020 รุ่น Entry 

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท

นอกจาก Toyota Yaris แล้วก็มีอีกหนึ่งรถที่ได้รับความนิยมคือ Toyota Vios ที่ถือว่าจ่ายแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่ได้ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ Vios ทำได้ดีกว่า ทำให้นอกจากจะใช้ในเมืองแล้ว เรายังสามารถที่จะใช้ในต่างจังหวัดได้อีกด้วย

Honda Brio ปี 2020 รุ่น V CVT

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท

สำหรับใครที่ต้องการรถเล็ก ๆ เน้นความคล่องตัวก็ขอแนะนำ Honda Brio รถรุ่นเล็กจากทาง Honda ที่ได้ปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้งาน ระบบความปลอดภัย รวมถึงความกว้างของห้องโดยสาร นับว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก ๆ 

MITSUBISHI MIRAGE ปี 2020 รุ่น GLX MT

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,000 บาท

มาดูทางฝั่งของ Mitsubishi กันบ้างกับ Mirage ปี 2020 รุ่น GLX MT หนึ่งในรถยอดนิยมของประเทศไทย ที่มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น เน้นความทันสมัยผสมกับความเป็นสปอร์ตอย่างกลมกลืน พร้อมกับราคาไม่แพง ผ่อนยาว ๆ สบาย ๆ 

MITSUBISHI Attrage ปี 2020 รุ่น GLX MT

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,211 บาท

หากใครอยากได้รถที่ดูเป็นทรงร่วมสมัยมากกว่า Mirage ก็ต้องขอแนะนำ Attrage ที่แม้ว่าพื้นที่ด้านหลังจะน้อยกว่า แต่ก็ทดแทนด้วยขนาดของห้องโดยสารที่กว้างกว่า เหมาะกับการขี่รถไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ในราคาที่แพงกว่ากันไม่กี่บาท

Nissan March ปี 2020 รุ่น S MT 

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 5,071 บาท

หนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมมากสำหรับสาย Eco Cars ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันสุด ๆ  ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาให้นั่งสบาย คันเล็กกะทัดรัดสามารถที่จะขับขี่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางที่แคบ ๆ นี่สบายเลย

Nissan Almera ปี 2020 รุ่น 1.2 e Sportech

เงินดาวน์ 30 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,719 บาท

Nissan Almera รถ Eco Car สุดคุ้มที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากความคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ดี ดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน ผสมกับลูกเล่นต่าง ๆ จากทาง Nissan ดังนั้นหากคุณเห็นรถรุ่นนี้ในถนนบ่อย ๆ ก็อย่าแปลกใจ เพราะว่ารถคันนี้ดีจริง ๆ

Mazda 2 ปี 2020 รุ่น 1.3 E/ E Sport

เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,367 บาท

ย้ายกันมาที่ฝั่ง Mazda กันบ้างกับหนึ่งในรถรุ่นที่ขายดีประจำค่ายอย่าง Mazda 2 ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เรียบหรู ทั้งภายในและภายนอก เครื่องยนต์สมรรถนะดีขับสนุกมาก ๆ ในราคาเท่านี้ ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา

Suzuki Swift ปี 2020 รุ่น GA CVT 

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,006 บาท

Suzuki Swift นับว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะรถคันสีแดงที่เห็นได้ทั่วไปในท้องถนน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้เด่นยิ่งกว่า Eco Car แบรนด์อื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่นช่วงล่างแน่นขึ้นทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ก็ยังขับสนุกเหมือนเดิม ทำให้ใครที่อยากได้รถเล็ก ๆ แต่เหมาะกับการขี่ในเมือง ก็แนะนำ Suzuki Swift เลย

Honda City ปี 2020 รุ่น Turbo S

เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือนละ 6,751 บาท

ปิดท้ายกันด้วยรถขวัญใจชาวเมืองอย่าง Honda City ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทรงสปอร์ตขวัญใจวัยรุ่น เครื่องยนต์ 1.0 พร้อมพลัง Turbo ที่ทำให้เหมาะกับการขี่ในเมืองอีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรียกได้ว่าหากอยากได้รถดีไซน์ดี ขี่แล้วคุ้มกับแนะนำ Honda City เลย

สรุป

เงินเดือน 15000 สามารถที่จะซื้อรถมาขับขี่ได้ โดยวิธีการคือการหารถที่เหมาะสมกับตัวเรา จากนั้นให้ดาวน์ด้วยจำนวนเงินที่สูงที่สุด พร้อมทั้งเลือกจำนวนเดือนที่จะผ่อนให้เหมาะสม ซึ่งยิ่งผ่อนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อยเท่านั้น สุดท้ายแล้วอย่าลืมเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนที่จะมีรถ แล้วคุณจะมีความสุขในเรื่องเหล่านี้มากกว่าเดิม

หากเพื่อน ๆ สนใจรถมือหนึ่งหรือมือสอง ก็สามารถเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เรามีรถมากมายให้คุณได้เลือก ทั้งรถเก่าสมัยรุ่นพ่อ ไปจนถึงรถสปอร์ตสุดเท่สมัยรุ่นลูก สนใจก็ลองเข้ามาหากันได้เลย

Hum-to-search จาก Google อยากรู้ชื่อเพลงก็แค่ฮัมทำนอง

Hum-to-search จาก Google อยากรู้ชื่อเพลงก็แค่ฮัมทำนอง

“เพลงที่เปิดในรถแกวันนั้นชื่อเพลงอะไรนะ มันเพราะดีอ่ะ ที่ทำนองมัน ตือดึ๊ด ตึ๊ดดือดือ ดือดึ๊ด ตือดือดือ แบบนี้อ่ะ เพลงไร”

หากนับเป็นข้อมูลเชิงสถิติ มนุษย์เราจะมีคำตอบให้กับคำถามแบบนี้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์กัน อย่างน้อย ถ้ามีเนื้อเพลงหรือชื่อศิลปินมาให้เดาบ้างก็คงดี แต่ครั้นจะให้มาฟังทำนองอย่างเดียว แล้วบอกว่านี่คือเพลงอะไร ถ้าไม่ใช่สาวกของศิลปินคนนี้ หรือฟังเพลงนั้นจนซึมสมองส่วนหน้า ก็ยากที่จะให้คำตอบได้ภายในทันที

ความวัวยังไม่ทันหาย พอเราจะลองค้นหาด้วยตัวเอง ก็นึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เรารู้ทั้งหมดเกี่ยวกับเพลงๆ นั้น ก็มีแต่ทำนองที่เพิ่งฮัมให้เพื่อนฟังไป แล้วทีนี้ จะทำอย่างไร เราถึงจะรู้ชื่อเพลง

Google มาโปรด

Google ดูจะเข้าใจปัญหาข้อนี้เป็นอย่างดี (อาจเพราะมีคนในออฟฟิศ Google จำนวนมากที่เปิดการสนทนาด้วยคำถามประมาณนี้) เมื่อเร็วๆ นี้ Google ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า “Hum-to-search” หรือ “แค่ฮัมดู จะรู้ชื่อ(เพลง)” เพื่อช่วยคนที่อยากรู้ชื่อเพลงใจจะขาด แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัว มีแค่ทำนอง ไม่ใช่เนื้อร้องหรือชื่อศิลปิน

เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งในแอปพลิเคชัน Google และอยู่ในส่วนของผู้ช่วย (Google Assistant) เมื่อเรากดไปที่หน้าจอของผู้ช่วยแล้ว ให้เรากดเลือกไอคอนรูปไมโครโฟน จากนั้น ฮัมหรือร้อง (หรือผิวปาก) ทำนองเพลงที่เราจำได้ เป็นเวลาประมาณ 10-15 วินาที

Google Hum-to-search ฟังเพลง หาเพลง ไม่รู้ชื่อเพลง
เทคโนโลยี Hum-to-Search ของ Google
ขอขอบคุณรูปภาพจาก MacRumors

Google Assistant จะประมวลผลเสียงที่ได้ภายในเวลาแค่ชั่วพริบตา จากนั้นจะขึ้นลิสต์เพลงที่มีทำนองตรงกับทำนองที่เราร้อง และไม่ต้องกังวล ว่าต้องร้องให้ตรงกับต้นฉบับถึงจะได้คำตอบ เพราะ Google จะบอกเรา ว่าเพลงในลิสต์มีทำนองตรงกันกับที่เราร้องกี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมบอกข้อมูลของศิลปิน หรือฟังเพลงเพิ่มเติมในอัลบั้มนั้นๆ

แม้ว่าตอนนี้ Hum-to-search ยังไม่เปิดรองรับภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ แต่เชื่อว่า ภายในอนาคตอันใกล้ พวกเราจะสามารถฮัมทำนองเพลงไทยเพื่อค้นหาชื่อเพลงได้อย่างแน่นอน

รู้ไว้ใช่ว่า Hum-to-search ทำงานอย่างไร

การทำงานของ Hum-to-search ยากและสลับซับซ้อน แต่หากให้พูดกันแบบเข้าใจง่าย เราจะเปรียบทำนองที่เราร้องเป็นลายนิ้วมือ

ลายนิ้วมือของแต่ละคนมีรูปแบบและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่ลายนิ้วมือจำนวนไม่น้อยมีความใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกับทำนองเพลง Google เพียงออกแบบเทคโนโลยีที่ตรวจสอบความใกล้เคียงของทำนองเพลง และแสดงผลเฉพาะทำนองที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุดกับทำนองที่เราร้องออกมา

การจะทำเช่นนี้ได้ Google จำเป็นต้องถอดทำนองของเพลงต่างๆ บนโลกนี้ (เกือบทุกเพลงละกัน) ออกเป็นรหัสตัวเลขและเก็บไว้ในฐานข้อมูล ไม่เพียงแต่ทำนองปกติเท่านั้น แต่รวมถึงการสั่นสะเทือนของเสียง (Timbre) ระดับของเสียง (Tone) หรือกระทั่งชนิดของเครื่องดนตรีในเพลง (Intrument)

Google Hum-to-search Coding ฟังเพลง หาเพลง ไม่รู้ชื่อเพลง
ระบบจะถอดเพลงให้กลายเป็นรหัสไว้ใช้ภายหลัง
ขอขอบคุณวิดีโอจาก Google

จากนั้น พวกเขาออกแบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็คือ Hum-to-search เมื่อเราฮัมหรือร้องทำนอง เสียงของเราจะถูกถอดออกเป็นรหัสตัวเลขเช่นกัน ก่อนที่จะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเพลงต่างๆ ในระบบ ข้อมูลที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด (หรือรหัสตัวเลขเหมือนกันมากที่สุด) จะถูกแสดงผลเป็นเพลงที่ตรงกับเสียงฮัมของเรา

อาจฟังดูเข้าใจยาก (ก็เข้าใจยากจริงๆ) แต่เทคโนโลยีนี้อยู่กับเรามานานแล้ว (อย่างน้อยก็เกือบ 20 ปี) ในรูปแบบของการตรวจจับความถี่ของเสียง ตัวอย่างแรกอาจฟังดูเก่าเกินไป ถ้างั้น หลายคนคงรู้จัก Shazam หรือ Soundhound ซึ่งต่างก็ใช้เทคโนโลยีนี้ในการค้นหาเพลงทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่า นี่เป็นครั้งแรก ที่เราสามารถค้นหาชื่อเพลง ไม่ใช่จากเสียงร้อง หรือเพลงที่กำลังเปิด แต่แค่ใช้การฮัมของเราเท่านั้น ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ ที่เทคโนโลยีการตรวจจับเสียงเพลงได้ก้าวไปอีกขั้นแล้ว

ลองใช้เองแล้วเป็นอย่างไร

ด้วยความสงสัย ผมจึงลองเปิดโทรศัพท์มือถือของผม เข้าไปที่แอปพลิเคชัน Google เพื่อทดสอบ Hum-to-search เพลงที่ผมเลือกฮัมทำนองคือ Baby Shark และ La La La ของ Sam Smith

ต้องยอมรับว่าทักษะการร้องเพลงของผมอยู่ในระดับ “เรี่ยดิน” แต่ Google สามารถตรวจจับทำนองที่ผมร้องได้ถูกต้องและแม่นยำ โดยแสดงผลเพลงทั้งสองนี้ในอันดับแรกเสมอ ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำ ไว้วางใจได้ในเวลาที่ต้องการใช้งาน

จุดเด่นที่ผมรู้สึกได้คือ เรื่องของความเร็ว ผมใช้เวลาเพียง 10 วินาทีในการฮัมทำนอง จากนั้น Google ก็สามารถค้นหาชื่อเพลงได้ทันที

หวังว่าจะเป็นประโยชน์

ต่อจากนี้ เวลาที่เราต้องการรู้ชื่อเพลง ก็แค่เปิด Google ขึ้นมา และฮัมทำนองสักวรรคสองวรรค เราก็จะได้ชื่อเพลง พร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ยาก เป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีตอบโจทย์เราได้อย่างลงตัว ก็ได้แต่หวังว่า เพลงไทยจะได้รับการใส่เข้าไปในระบบเร็วๆ นี้ 

Kaidee ก็เหมือน Hum-to-search หากคุณไม่มีข้อมูลสินค้า หรือไม่รู้ว่าจะซื้อหาอะไรดี กดมาที่ Kaidee ที่เดียว รู้เรื่องและตอบทุกความต้องการของคุณ

ที่มาของสัญญาณไฟจราจร

ที่มาของสัญญาณไฟจราจร

สัญญาณไฟจราจรถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการจราจร ในฐานะของเครื่องบอกสัญญาณในการเคลื่อนที่และการหยุดของรถยนต์ แต่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า สัญญาณไฟจราจรมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องนี้กัน

จุดเริ่มต้นมาจากยุคอุตสาหกรรม

หลังจากการปฎิวัติอุตสหกรรมเมืองต่าง ๆ ในยุโรปมีประชากรเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้า และผู้คนอย่างมากมาย นำไปสู่อุบัติเหตุและความชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายบนท้องถนน  

ประกอบกันการมาถึงของรถยนต์และมอเตอร์ ทำให้การจราจรที่แน่นอยู่แล้ว วุ่นวายขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าในช่วงนั้น จะเดินทางไปยังที่แห่งใดก็ต้องเจอกับรถติดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลอนดอน (London) ในตอนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยรถในถนนมากมาย แต่ผู้คนกลับเดินทางด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งมีบุรุษคนหนึ่งได้นำปิ้งไอเดียด้วยการนำเอาสัญญาณไฟของรถไฟมาติดตั้งในท้องถนน คนนั้นคือ John Peake Knigh ผู้จัดการรถไฟและนักลงทุนของประเทศอังกฤษ และลอนดอนก็กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่มี สัญญาณจราจร

จากป้ายสู่สัญญาณไฟจราจร

ป้ายจราจรช่วงแรกจะไม่มีการบอกในรูปแบบของสัญญาณไฟ แต่จะใช้การขยับของป้ายเป็น “หยุด” และ “ไป” แทน โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Manual มากกว่าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผู้รับผิดชอบประจำถนนต่าง ๆ เพื่อให้การจราจรบนท้องถนนเป็นได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

แม้ว่าอังกฤษจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้สัญญาณจราจร แต่ประเทศแรกของโลกที่มีการใช้สัญญาณจราจรแบบไฟที่เราใช้กันในปัจจุบันคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่การมาถึงของวิธีการผลิตแบบใหม่จาก Ford Motor ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถใช้รถยนต์ในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งผังเมืองของประเทศยังมีการพัฒนาเพื่อรถยนต์มากกว่ารถม้าอีกด้วย

โดยสัญญาณไฟจราจรในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีเดียวกับอังกฤษคือ การเปลี่ยนสัญญาณแบบเปลี่ยนมือที่มีสัญลักษณ์เพียงสองอย่างคือ “ไป” และ “หยุด” ซึ่งคนที่จะเป็นคนเปลี่ยนจะเป็นตำรวจจราจรที่ประจำอยู่ในเมืองนั้น ๆ ก่อนที่จะมีสัญญาณจราจรแบบอัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เมืองชิคาโก (Chicago) แต่ก็ยังคงใช้รูปการเป็นป้ายบอกสัญลักษณ์ “ไป” และ “หยุด” เหมือนเดิม

จนกระทั่งปี 1917 จึงมีการใช้สัญญาณไฟจราจรไฟฟ้าครั้งแรกของโลกที่เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) โดยมีการใช้สัญลักษณ์เป็นสีแดงและสีเขียว เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่รถที่ขับความเร่งด่วนสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นและมีเวลาในการเตรียมตัว

สำหรับไฟสามสีในแบบปัจจุบันนั้นมีการใช้งานครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ (Detroit) โดยในตอนนั้นเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองหลักของอุตสาหรกรรมยานยนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในเมืองมีการจราจรคับคั่งทั้งรถยนต์ รถม้า เกวียนต่าง ๆ ทำให้ต้องมีการเพิ่มสัญลักษณ์กึ่งกลางและหว่าง สีแดงและสีเขียว คือการเพิ่มสีเหลืองเข้ามาเพื่อเพิ่มสัญญาณเตือนกับผู้ใช้งานในท้องถนนมากขึ้น และเป็นการลดอุบัติเหตุอีกด้วย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสัญลักษณ์สัญญาณไฟจราจรแบบสามสีนี้ ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สัญญาณไฟจราจรทำไมต้องเป็นสามสีนี้ 

อย่างที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ว่าสัญญาณไฟจราจรได้แบ่งออกเป็นสามสีดังต่อไปนี้

สีแดง 

หมายถึงการหยุด ไม่ว่าคุณจะขี่รถมากี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตามเจอสีนี้คือต้องหยุด อย่าคิดจะได้ฝ่าไฟแดงเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอีกด้วย 

สีเหลือง 

หมายถึงการระวัง โดยในที่นี้หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเตรียมตัวในที่นี้หมายถึงว่าเตรียมตัวให้ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการระวัง โดยเฉพาะคนที่ขี่รถมาเร็ว ๆ ที่เมื่อเจอสีนี้ต้องเตรียมตัวหยุด

สีเขียว 

หมายถึงให้เราสามารถที่จะเร่งเครื่องออกรถได้เลย ถือว่าเป็นสีที่หลาย ๆ คนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายซิ่งทั้งหลาย 

อ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมสัญญาณไฟจราจร ถึงต้องเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียวสามสีนี้ ไม่เป็นสีอื่น เรื่องนี้ในทางของวิทยาศาสตร์นั้นระบุว่า สีแดงคือสีที่นัยน์ตาของเรามองเห็นได้ชัดที่สุด รองลงมาคือสีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ 

นอกจากนี้ในทางของจิตวิทยาสีต่าง ๆ ในสัญญาณไฟจราจร ยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย โดยสีแดงยังหมายถึงความอันตราย ความน่ากลัว ความฉุกเฉินอีกด้วย ในส่วนของสีเหลืองจะให้ความรู้สึกของสิ่งที่ต้องระวัง การเตรียมตัว และในส่วนของสีเขียวจะให้ความรู้สึกของธรรมชาติ การก้าวไปด้านหน้า เป็นต้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัญญาณไฟจราจร

ขนาดของไฟจราจร

หัวสัญญาณของไฟจราจร มีขนาดมาตรฐานที่ 200 ถึง 300 มิลิเมตร โดยทั้งสองจะมีตำแหน่งในการติดตั้งที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และประชากรที่ใช้ท้องถนน รวมไปถึงค่าเฉลี่ยของความเร็วของผู้ใช้รถใช้ถนนอีกด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหากว่าเห็นสัญญาณไฟจราจรไม่เหมือนกัน

การซ่อมบำรุงสัญญาณไฟจราจร

สัญญาณไฟจราจรจะมีการเช็คเพื่อซ่อมบำรุงในทุก ๆ เดือน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยหลังจากประเมินการซ่อมบำรุงแล้วจะเป็นส่วนของการซ่อมแซม ดังนั้นสัญญาณไฟจราจรของบ้านเราถือว่าอุ่นใจ

ฝ่าไฟแดงโดนปรับเท่าไหร่

หากใครที่คิดอยากจะฝ่าไฟแดงขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดี โดยอ้างอิงจากกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1000 บาท แต่หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ผู้ที่ฝ่าไฟแดงจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

สรุป

จะเห็นได้ว่าสัญญาณไฟจราจรนั้นมีที่มาที่น่าสนใจ รวมถึงสีต่าง ๆ ของสัญญาณไฟก็มีความหมายที่ดีในตัวอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษากฎหมายจราจร รวมถึงเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนน ก็ขอให้ทำตามสัญญาณไฟจราจรให้ดีครับผม

หากเพื่อน ๆ ชอบในเรื่องราวของรถ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวหรือบทความต่าง ๆ ก็สามารถติดตามได้ที่ Blog Kaidee ที่นี่เรารวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องรถไว้อย่างครบครัน พร้อมกับสาระน่ารู้คุณภาพเยี่ยม ให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างสนุกสนาน 

หรือหากเพื่อน ๆ อยากจะซื้อขายสินค้าก็ขอแนะนำ Kaidee.com ตลาดขายสินค้าขนาดใหญ่ ที่นี่เรามีทุกอย่างที่คุณต้องการ ซื้อตรงจากผู้ขาย รองรับการใช้งานทั้งในเว็บและมือถือ สนใจก็ดาวน์โหลดเลย

อ้างอิง

Idrivesafely.com

grabdriverth.com/gb-article/traffic-light

creativetalklive.com/color-psychology/

ขั้นตอนการจองทะเบียนรถออนไลน์ด้วยตัวเอง

ขั้นตอนการจองทะเบียนรถออนไลน์ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันเนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid 19 ทำให้สังคมต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มที่จะให้ประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการจองทะเบียนรถออนไลน์ ที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

การจองทะเบียนรถคืออะไร

หลาย ๆ คนอาจจะมีความฝันในการได้เลขทะเบียนรถในรูปแบบของเรา ทั้งในเรื่องของความเท่และเป็นมงคลกับชีวิต โดยเดิมที่ป้ายทะเบียนรถของเราบรรดาเหล่าไฟแนนซ์จะเป็นคนจัดการ แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าเราสามารถที่จะจองเองได้ อีกทั้งใช้เวลาไม่นานอีกด้วย

หลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนออนไลน์

ในการจองทะเบียนรถออนไลน์จะต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.กรณีที่เป็นรถใหม่ ข้อมูลของรถจะต้องถูกส่งถึงกรมขนส่งและเราจะต้องได้รับรถแล้วเท่านั้นถึงจะจองได้
2.กรณีที่เป็นรถจดทะเบียนแล้ว จะต้องเป็นรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพเท่านั้น หรือแจ้งความประสงค์ย้ายทะเบียนมาอยู่ในกรุงเทพแล้ว และสถานะรถปกติเท่านั้น
3.สามารถจองทะเบียนรถได้ครั้งล่ะหนึ่งหมายเลขเท่านั้น
4.สามารถตรวจสอบวันจองทะเบียนรถได้ที่ ตารางจองเลขฯ “ปัจจุบันจดทะเบียนถึงเลข” หากถึงกำหนดเวลาตรงกับเลขที่เราจองไว้ ก็สามารถจดทะเบียนได้ ตามวันและเวลาที่กำหนด
5.เมื่อจองเลขทะเบียนรถแล้ว จะต้องรออีก 3 เดือนถึงจะสามารถจองทะเบียนรถยนต์คันใหม่ได้ โดยนับจากวันที่จดทะเบียนรถเสร็จสิ้นแล้ว
6.เมื่อจดทะเบียนรถได้แล้ว จะต้องจดเป็นชื่อเราเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นชื่อผู้อื่นได้
7.ผู้ถือสัญชาติไทย จะต้องระบุเลขบัตรประชาชนในการจองเท่านั้น
8.หากชื่อไม่ตรงกับบัตรประชาชนหรือเลขไม่ตรงกับบัตรประชาชนจะไม่สามารถจองได้
9.หากใส่ชื่อไม่ตรง เลขบัตรประชาชนไม่ครบ จะถือว่าการจองเป็นโมฆะ
10.การจองจะเป็นรูปแบบวันต่อวัน โดยจะเริ่มในเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันตามตารางจองเลข
11.กรมขนส่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้
12.หากเกิดข้อผิดพลาดเจ้าหน้าที่จะแจ้งเป็นข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรตามหมวดนั้น ๆ

นอกจากนี้หากว่าเรามีรถมากกว่า 1 คันจะต้องแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปลดล็อกการจองทะเบียนรถได้ โดยมีหลักฐานดังต่อไปนี้

  • ผลการจองเลขทะเบียน และหลักฐานของรถคันที่ 1
  • สำเนาของทะเบียนรถคันที่ 2 พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน
  • หากให้ผู้อื่นดำเนินการแทน จะต้องส่งใบรับรองอำนาจ

ขั้นตอนในการจองทะเบียนรถออนไลน์

เข้าไปยังเว็บไซต์ reserve.dlt.go.th/reserve/ จากนั้นกดปุ่มยอมรับหลักเกณฑ์

เมื่อเข้าไปแล้วให้กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบ ที่สำคัญอย่ากรอกผิดเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นโฆษะ

หลักจากกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบกับหน้านี้ถือว่าเป็นอันเสร็จ

ข้อควรระวัง

หากการจองทะเบียนรถเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หรือว่าให้ในทางที่ไม่ชอบนายทะเบียนสามารถที่จะยกเลิกผลการจองป้ายทะเบียนได้

หลักการเลือกป้ายทะเบียนมงคล

หมวดตัวเลข

สำหรับหลาย ๆ คนที่อยากได้เลขทะเบียนรถมงคลเสริมโชคชะตามีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้

1.เลือกตามผลรวมของเลขท้าย 1 หลัก

โดยวิธีการคือเอาเลขในทะเบียนรถมารวมกันจนเหลือเลขหนึ่งหลักเช่น มม 6666 วิธีคิดคือ 6+6+6+6 = 24 ให้เรา 2+4 = 6 ซึ่งเลขต่าง ๆ จะแทนความมงคลดังนี้

เลข 1 เสริมในเรื่องของวาสนา
เลข 2 เสริมในเรื่องของการค้าขาย
เลข 3 เสริมในเรื่องของความแคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง
เลข 4 เสริมในเรื่องของการเจรจา
เลข 5 เสริมในเรื่องของความปลอดภัย
เลข 6 เสริมในเรื่องของความรัก
เลข 7 เสริมในเรื่องของการเพาะปลูก
เลข 8 เสริมในเรื่องของความเจริญรุ่งเรือง
เลข 9 เสริมในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

2.เลือกแบบเลขคู่ที่ส่งผลในเรื่องของความมงคล

การเลือกแบบเลขคู่ก็คือว่าได้รับความนิยมมาก โดยจะเลือกทะเบียนรถเป็นเลขคู่เช่น 6996 เป็นต้น ซึ่งแต่ละตำราจะให้ข้อมูลไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเชื่อโหรศาสตร์ด้านไหน

3.เลือกเลขมงคลตามวันเกิด

สำหรับตำรานี้จะอ้างอิงจากวันเกิดของเราว่าเกิดวันไหน จากนั้นค่อยไปเลือกทะเบียนรถได้แก่

วันจันทร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,6 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 1 และ 3
วันอังคาร เลขที่ควรมีได้แก่ 5,7,9 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 4
วันพุธ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 3 และ 7
วันพฤหัสบดี คนเกิดวันนี้สามารถมีได้ทุกเลข แต่หากจะให้ดีที่สุดต้องมีเลข 1,2,6
วันศุกร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 7 และ 8
วันเสาร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,6,8 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 5 และ 2
วันอาทิตย์ เลขที่ควรมีได้แก่ 4,5,7 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 3

หมวดตัวอักษร

สำหรับหมวดของตัวอักษรสำหรับป้ายทะเบียนรถจะมีหลากหลายตำรา แต่ที่นิยมจะเรียงตามวันเกิดได้แก่

วันจันทร์ ได้ทุกตัวอักษร
วันอังคาร ไม่ควรมีตัวอักษร : ก ข ค ฆ ง
วันพุธ(กลางวัน) ไม่ควรมีตัวอักษร : จ ฉ ช ซ ฌ ญ
วันพุธ(กลางคืน) ไม่ควรมีตัวอักษร : บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
วันพฤหัสบดี ไม่ควรมีตัวอักษร : ด ต ถ ท ธ น
วันศุกร์ ไม่ควรมีตัวอักษร: ย ร ล ว
วันเสาร์ ไม่ควรมีตัวอักษร : ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วันอาทิตย์ ไม่ควรมีตัวอักษร :ศ ษ ส ห ฬ ฮ

สรุป


จะเห็นได้ว่าการจองป้ายทะเบียนออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงทำตามขั้นตอนต่าง ๆ และกรองข้อมูลให้ครบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ป้ายทะเบียนเท่ห์ครอบครองแล้ว หากเพื่อน ๆ ชอบเคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องรถพวกเรา Kaidee ก็มีบทความอื่น ๆ อีกมากมายให้เพื่อน ๆ ได้เข้าไปอ่านกันครับผม ไม่ว่าจะเป็นรีวิวรถ เทคนิคการขับขี่เทพ ๆ ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยเราก็มีให้หมดครับผม

อ้างอิงจาก

Sanook

moneyguru

SCB