Dec 29, 2020 | บทความยานยนต์
จะปีใหม่กันแล้วนะมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันหรือยัง?? เชื่อว่าทุก ๆ คนย่อมมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไปเที่ยวในแต่ละที่ทั่วประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้ไปรับอากาศเย็นในช่วงของฤดูหนาวบนดอย อากาศดี ๆ หรือแม้กระทั่งลงไปภาคใต้ ไปดื่มด่ำกับทะเลและเสียงคลื่น
ซึ่งการขับรถไปเที่ยวในช่วงปีใหม่นั้นย่อมมีความลำบากมากกว่าช่วงอื่น ๆ ด้วยปริมาณของรถยนต์ ที่เหมือนพร้อมใจกันไปเที่ยวในที่ที่เดียวกัน ทำให้การเตรียมตัวของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ มีความจำเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มเดินทางแต่ละครั้ง
สิ่งที่ต้องประเมินก่อนไปเที่ยว
ก่อนที่จะไปไหนมาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ควรได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประเมินความสอดคล้องระหว่างตัวคุณกับรถยนต์ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและขับขี่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน
1. ประเมินตัวเอง
สิ่งที่ควรต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยคือรู้จักตัวของคุณเองเสียก่อน ว่าตัวคุณมีศักยภาพในการขับขี่ขนาดไหน เพราะแต่ละคนก็ขับขี่ได้เก่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดยต้องเริ่มประเมินจากเรื่องต่าง ๆ
ประเมินความสามารถการขับขี่
ต้องรู้เสียก่อนว่ากำลังในขับขี่ของตัวเองมีมากเท่าไร เพราะการขับรถนั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมาก หากขับเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ก่อให้เกิดผลดี แถมยังอาจจะทำให้มีแต่เรื่องแย่ ๆ อย่างอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้
Tip : หาเพื่อนไปด้วยสักคน เพื่อคอยสับเปลี่ยนกันขับ จะช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ไปได้
ประเมินสุขภาพร่างกาย
ร่างกายและสุขภาพก็เป็นสิ่งที่กำหนดขีดจำกัดในการขับขี่ ถ้าหากคุณสุขภาพดีแล้วล่ะก็ ย่อมพร้อมที่จะโลดแล่นไปไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ ซึ่งทางที่ดีควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน หรือเช็คร่างกายในเบื้องต้น ดังนี้
- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 – 10 ชม. ก่อนเดินทาง
- โรคประจำตัว พร้อมกับยาประจำโรค
- เช็คสายตาว่าตาของคุณยังเห็นได้ชัดเจน มีผลอย่างมากในการขับรถ
2. ประเมินเส้นทางการเดินทาง
เป็นหนึ่งในขั้นตอนการประเมินหนึ่งที่ต้องทำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอย่างแผนที่นำทางต่าง ๆ จะมีให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมตัวและดูเส้นทางก่อนไปถึงสถานที่จริงนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ได้ดูไปก่อน อาจจะพบเจอกับเส้นทางที่ขับขี่ได้ยากและอันตรายก็เป็นได้
3. ประเมินระยะเวลาเดินทาง
แต่ละจังหวัดก็มีระยะทางใกล้-ไกลไม่เท่ากัน ดังนั้นหากรู้ว่าจังหวัดที่คุณนั้นเตรียมที่จะเดินทางไป มีระยะทางที่ค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน แน่นอนว่าการขับรถคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไรนัก คุณควรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ขับรถเป็นและมีใบขับขี่ไปด้วยสักคน เพื่อให้คุณได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง
ประเภทของรถยนต์ที่ดีต่อใจในการเดินทางไกล
หากจะบอกว่ารถยนต์ทุกคันก็สามารถไปเที่ยวไหนก็ได้ นั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ว่าไม่ใช่รถทุกคันนั้นสามารถขึ้นเขา ลงห้วย หรือมีกำลังพอที่จะปีนป่ายในบางสถานที่ได้ นี่จึงเป็นไกด์ที่จะพอให้คุณมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่ารถแบบไหน เหมาะกับการขับไปที่แบบไหนบ้าง หรือถ้าหากคุณอ่านแล้วพบว่า รถของคุณไม่พร้อม จะได้เตรียมการเพื่อเช่ารถได้ทันเวลา
รถยนต์ ECO CAR
เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่เล็กและให้พละกำลังที่ค่อนข้างน้อย รวมไปถึงจุผู้โดยสารได้น้อยเช่นเดียวกัน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักหากคุณจะขับรถยนต์คันนี้ขึ้นเขาและพาเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวไปกันเยอะ ๆ ที่นอกจากจะทำให้คุณนั้นขับแล้วเหนื่อยมากขึ้น มันยังมีพละกำลังที่ไม่เพียงพอในการไต่เขาอีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ขับรถไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือไปทะเล สถานที่ที่ไม่โลดโผนในการขับขี่
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : การขับขึ้นภูเขาสูง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ SEDAN
เป็นรถยนต์ขั้นต่ำที่แนะนำในการไปเที่ยวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Sedan ขนาดใดก็ตาม ด้วยกำลังที่พอเหมาะในการเดินทางไปเที่ยวได้หลายหลายที่ในประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาจจะยังต้องพึ่งทักษะในการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมอีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ไปเที่ยวได้ในทุก ๆ แนว ไม่ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางง่าย ๆ หรือเที่ยวทะเลก็ไม่หวาดหวั่น
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : สถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ PPV/MPV/SUV
ขอรวมรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้ไว้ด้วยกัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นอกจากจะจุคนได้เยอะแล้ว ยังมีพละกำลังที่สูง ขับขี่ได้เกือบทุกสถานการณ์ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่และสูงเหนือจากพื้น รวมไปถึงบางรุ่นนั้นมีโหมดในการขับเคลื่อ 4 ล้อ ได้อีกด้วย
- สถานที่ที่แนะนำ : ไปได้ทุกที่จริง ๆ สุดปัง!!
- สถานที่ที่ไม่แนะนำ : ไม่มี อยากไปที่ไหนก็ไปโลด!!
ปล. ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ไป หากเป็นสถานที่ที่ต้องให้ผู้ชำนาญทางพาไป ก็จำเป็นต้องเช่ารถ
ส่วนไหนของรถที่ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง?
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการเดินทางไกล ๆ รถก็เปรียบเสมือนแขนและขา เพราะหากว่ารถเราไม่พร้อมแล้วล่ะก็ มันอาจไปเสียระหว่างทางก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุอย่างนี้แน่นอน และจุดที่ควรเช็คนั้นก็มีไม่มาก เดี๋ยวมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
1. แบตเตอรี่รถยนต์
การดูแลแบตเตอรี่ให้พร้อมก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งถ้าแบตของคุณเป็นแบบน้ำ อย่างแรกที่ควรดูก็คือเลยที่ควรดูก็คือ “น้ำกลั่น” แต่ถ้าหากเป็นแบบแห้ง ให้ลองดูว่าแบตที่เราใช้นั้น มีอายุนานแล้วหรือยัง ถ้านานแล้วควรรีบเปลี่ยนเลย
วิธีดูแลแบตเตอรี่ คลิกที่นี่
2. ล้อและยางรถยนต์
สิ่งที่ต้องอยู่ด้วยตลอดทั้งทริปของการเดินทาง เป็นเหมือนกับขา ที่ช่วยให้ไปถึงที่หมายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยเริ่มดูว่ายางนั้นมีรอยรั่ว ไม่แตก ดอกยางอยู่ดี ลมยางยังแน่นอยู่หรือไม่ หากว่าไม่ ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนเดินทางด้วยล่ะ
3. เช็คช่วงล่าง
ช่วงล่างทั้งหมดนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้แบกรับก็คือ “โช๊คอัพ” ซึ่งวิธีดูได้ง่ายที่สุดเลย โดยการ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นเริ่มมีปัญหาเข้าให้แล้ว
วิธีดูแลโช๊คอัพ คลิกที่นี่
4. น้ำมันเครื่อง
ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่ครบกำหนด โดยทางร้านจะให้ระยะทางของเลขบนหน้าปัดมาให้ เมื่อขับขี่ครบตามที่กำหนดก็กลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3-4 เดือน
วิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องง่าย ๆ คลิกที่นี่
5. ผ้าเบรค
หนึ่งในปัญหาใหญ่และต้องใส่ใจให้มากที่สุด ถ้าหากเสียขึ้นมาตอนเวลาขับรถขึ้นเขา คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเบรคของคุณจะไม่ทำงาน นั่นหมายความว่า “เบรคแตก” นั่นเอง เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดของอาการเสียของรถยนต์
วิธีตรวจสอบผ้าเบรก คลิกที่นี่
6. ไฟส่องสว่าง
ปัจจุบันนอกจากไฟที่ส่องสว่างในยามกลางคืนแล้ว ยังมีไฟที่เปิดเพื่อให้รถที่สวนกันสามารถเห็นรถได้อย่างชัดเจนขึ้นอย่างไฟ Daytime Running Light และรวมไปถึงไฟส่งสัญญาณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องเช็คให้ดีว่ามีดวงไหนขาด หรือพังรึเปล่า ที่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเราแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
ก่อนที่จะเดินทางไปไหนก็ตาม ความพร้อมในการเตรียมตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องสนใจเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่ ที่ต้องรู้ว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีบนท้องถนนต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องพึงระวังระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์ว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง
ใครที่กำลังจะวางแผนเดินทางแล้วล่ะก็ เข้ามาอ่านบทความนี้ก่อนเลย คุณจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากทำเช็คลิสต์ตามที่บอก แล้วค่อย ๆ ตรวจเช็คไปทีละหัวข้อ หากทำตามได้ครบคุณและรถของคุณก็พร้อมแล้วกับการไปเที่ยวแล้ว
สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่กันอย่างมีความสุข สุขกายสบายใจ ไปไหนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ รับปีใหม่ พบเจอกับสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ ขับขี่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และคอยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยล่ะ
🎊🎉สวัสดีปีใหม่ and Happy New Year นะ 🎉🎊
ใครที่อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก หรือต้องการรับบริการในด้านของรถยนต์แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาหาได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีบริการมากมาย ที่ตรงใจกับความต้องการของคุณ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
Dec 7, 2020 | บทความยานยนต์
การรู้กฎหมายจราจร คือหนึ่งในข้อบังคับสำหรับการสอบเอาใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล กฎล่าสุดของกรมการขนส่งทางบก ระบุให้ผู้สมัครสอบต้องทำคะแนนสอบพาร์ทข้อเขียนให้ได้มากกว่าร้อยละ 90% หรือตอบผิดไม่เกิน 5 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ
หากสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ผู้สมัครจะไม่สามารถข้อสอบใหม่ และสอบปฏิบัติต่อได้ ต้องต่อคิวเพื่อมาข้อสอบใหม่อีกครั้งในวันหลัง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเคารพและรู้กฎหมายการจราจรคือหนึ่งในผู้ขับขี่จำเป็นต้องรู้ การขับขี่โดยไร้กฎจราจรจะนำมาสู่หายนะครั้งยิ่งใหญ่บนท้องถนนเลยทีเดียว
กฎหมายจราจรสำคัญอย่างไร
กฎหมายคือสิ่งที่ออกมาเพื่อสร้างให้คนในสังคมที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ดังนั้นไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายที่ควบคุมการกระทำของผู้คนไม่ให้ระรานบุคคลอื่นแล้ว จำต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุบการกระทำบนท้องถนนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลได้
แต่บางครั้งการได้ใบขับขี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะรู้กฎหมายจราจรอย่างครบถ้วน ดังนั้นบทความนี้จะช่วยคุณทบทวนกฎหมายจราจรที่ควรต้องทราบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยมีรายละเอียดตัวกฎหมายดังต่อไปนี้
กฎหมายจราจรที่ควรรู้
สำคัญกฎหมายจราจรสำคัญที่ในประเทศไทย ที่เหล่าผู้ขับมักจะมองข้ามเป็นประจำ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือต้องเสียค่าปรับอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นวันนี้จะมาช่วยคุณเตือนความจำอีกครั้งว่ากฎจราจรสำคัญห้ามลืมโดยเด็ดขามีดังต่อไปนี้
1. ขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด
กฎหมายการจราจรของไทยนั้นบังคับให้ทำความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับถนนที่ไม่เกิน 4 ช่องจราจร ส่วนถนนที่มีช่องการจราจรเกิน 4 ช่อง กฎหมายได้ปรับเปลี่ยนและอนุญาตให้รถยนต์ทำความเร็วห้ามเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนนี้เป็นกฎเฉพาะสำหรับรถยนต์ 4 ล้อเท่านั้น
ขณะที่รถบรรทุกน้ำหนักไม่เกิน 1,200 กิโลกรัม ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หากสรุปจากข้อมูลข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่า ภายในกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และเทศบาลทุกจังหวัด ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนทางระหว่างจังหวัดสามารถใช้ความเร็วได้สูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
มอเตอร์เวย์ และวงแหวนกาญจนาภิเษก ใช้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
2. เปิดไฟตัดหมอก
รถทุกคันที่เป็นรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันมักจะมีการติดไฟตัดหมอกมาให้อยู่แล้ว ทั้งในแง่ความงามของดีไซน์และเพื่อเป็นหนึ่งในฟังก์ชันการใช้งานในวันที่สภาพอากาศมีหมอกลงหนัก ทว่าเพื่อป้องกันการใช้ไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็น
โดยทางกฎหมายหรือ พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2552 ได้ระบุไว้ว่า หากต้องการจะใช้ไฟตัดหมอกได้ จะสามารถใช้ในกรณีที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยอย่างเช่น สภาพหมอกลงหนัก ฝนตกจนมองไม่เห็นเส้นทาง ขึ้นภูเขาที่มีทัศนวิสัยแย่จนเห็นเส้นทางไม่ชัดเจนดั่งที่ควรเป็น
เพราะหากคุณเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย อาจสร้างปัญหาและผลกระทบให้แก่ผู้ใช้เส้นทางสัญจรเส้นเดียวกับคุณ เช่น การก่อให้เกิดไฟแยงตาผู้ร่วมถนนจนมองไม่เห็นและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
3. ขับรถแช่เลนขวา
หากลองสังเกตในถนนทั่วไปรอบกรุง จะเห็นว่ากลุ่มคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบหรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างการขับรถแช่ขวาตลอดทั้งเส้น ทำให้การสัญจรหรือรถยนต์ที่ต้องการจะแซงรถคันข้างหน้า ไม่สามารถขับขี่ได้อย่างสะดวกนัก และนี่คือหนึ่งในปัญหาที่เกิดยามขับขี่บนถนน
จึงมีกฎหมายออกมาเพื่อกำหนดให้สามารถขับในเลนขวาได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น หากถนนเส้นนั้นมีตั้งแต่ 2 เลนเป็นต้นไป ถ้าขับรถแช่ขวาจะถือว่าเป็นการผิดกฎหมายจราจรตามข้อกำหนดพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2552 มาตรา 34 มาตรา 43(3) และมาตรา 151 นั่นเอง
4. ห้ามเปลี่ยนเลนและแซงในเส้นทึบ รวมถึงเส้นประ
บางคนแม้จะเคยเรียนกฎหมายจราจรมาแล้ว แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเมิดและลืมว่า การแซงหรือเปลี่ยนเลนในเส้นทึบนั้นผิดกฎหมาย เพราะเป็นจุดหรือช่วงที่ไม่ปลอดภัยในการเปลี่ยนเลน
การเปลี่ยนเลนในเส้นทึบมักเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ จนทำให้ตำรวจหลายพื้นที่เริ่มทำการติดกล้องวงจรปิด เพื่อถ่ายรูปรถคันที่เปลี่ยนในเส้นทึบ สิ่งที่ถูกต้องคือการเปลี่ยนเลนบริเวณเส้นประ โดยกะระยะให้พ้นระยะอันตรายของรถคันหน้าและหลังคุณประมาณ 15 เมตร
5. รถทางเอกไปก่อน
หากถามว่ารถทางเอกและทางโทนั้นมีความสำคัญอย่างไร ถ้าพูดถึงว่าจะมีปัญหาตอนไหนที่สำคัญที่สุด คือเมื่อตอนอุบัติเหตุ หรือ มีเรื่องที่ต้องเรียกประกัน ความผิดทางกฎหมายจะตัดสินจากการใช้รถทางเอกและทางโทว่ารถยนต์เหล่านั้นเกิดอุบัติเหตุโดยมีรูปการณ์เป็นแบบใดบ้าง
โดยส่วนใหญ่แล้วรถยนต์ที่มักจะเป็นฝ่ายผิดคือรถยนต์ที่มาจากทางโท เนื่องจากกฎหมายจราจรให้ความสำคัญกับรถทางเอกเป็นหลัก เมื่อมีเรื่องจึงจะให้เป็นฝ่ายที่ตำรวจให้น้ำหนักมากกว่า
6. แซงซ้ายไม่ยอมแซงขวา
การแซงซ้ายคือสิ่งที่คนทำจนเป็นปกติ กลายเป็นวลีติดปากคนไทยว่า เลนที่เร็วที่สุดคือเลนซ้าย ส่วนเลนที่ช้าที่สุดกลับกลายเป็นเลนขวา ทำให้มักเกิดอุบัติเหตุที่เห็นได้บ่อยมาก ว่ารถทำความเร็วด้านซ้ายชนกับรถที่ขับด้วยความเร็วต่ำที่อยู่ในเลนที่ถูกต้องอยู่แล้ว
มักจะกลายเป็นปัญหาให้แก่ผู้ร่วมเส้นทางบนท้องถนน หากคุณรู้ว่าการขับแบบนี้ไม่ถูกต้องและยังสร้างอันตรายให้แก่ผู้อื่น พยายามอย่าแซงซ้ายหากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะนอกจากรถที่ขับอยู่ในเลนนั้นจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากมายแล้ว ยังอาจไม่ปลอดภัยต่อตัวคุณเองอีกด้วย
7. เปลี่ยนเลนกะทันหัน
การเปลี่ยนเลยกะทันหัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการขับรถ นอกจากคุณเป็นฝ่ายผิดเมื่อพูดถึงเรื่องกฎหมายแล้ว ยังอันตรายต่อตัวคุณอย่างมากอีกด้วย ในการเปลี่ยนเลนแต่ละครั้ง ควรมองและกะระยะให้ห่างจากตัวรถคุณอย่างต่ำ 15 เมตรจะดีที่สุด
8. ขับรถฝ่าไฟเหลือง
อีกหนึ่งกฎจราจรที่ผู้ขับขี่ทุกคนรู้ แต่ไม่ค่อยมีใครจะปฏิบัติตาม เมื่อคุณเห็นไฟเขียวนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง ทุกคนจะเหยียบคันเร่งให้รถยนต์ของคุณทะยานพ้นไฟแดงแบบเส้นยาแดง แต่คุณรู้หรือไม่การขับฝ่าไฟเหลืองทั้งๆ ที่ควรเป็นระยะที่จะต้องเหยียบเบรกนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน
อีกฝั่งที่กำลังรอสัญญาณไฟเขียว อาจไม่ได้ใจเย็นและกะเวลาเผื่อว่าคุณจะขับรถฝ่าไฟเหลือง ยิ่งบางแยกจะไม่มีการเว้นระยะสามวิหลังไฟแดง ทำให้รถยนต์อีกฝั่งออกตัวในทันที ลองคิดดูว่าถ้าคุณขับฝ่าไฟจราจร ทว่ารถอีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ใจเย็นที่จะรอไฟเขียวเต็มที่ ก็อาจเกิดเรื่องขึ้นได้
9. เลี้ยวรถไม่เปิดไฟเลี้ยว
สิ่งที่คนขับรถหลายคนน่าจะโมโหบ่อย ๆ คือการเลี้ยวรถไม่เปิดไฟเลี้ยว เช่นขับอยู่ในเลนกลางอยู่ แต่มีรถจากเลนขวาตีรถเข้ามาโดยไม่มีการเปิดไฟเลี้ยวเพื่อบอกกล่าวกันก่อน ทำให้จะเกิดการเหยียบเบรกฉุกเฉินและกลายเป็นอุบัติเหตุอันน่าปวดหัวตามมาอีก
10. เปิดเลนพิเศษ
เปิดเลนพิเศษสามารถเห็นได้บ่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นที่รถติดมาก ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะแทรกซ้ายบริเวณขอบทาง และเกิดอุบัติเหตุเพราะการไม่ยอมกัน คือหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำแม้จะมีจังหวะให้ทำแค่ไหนก็ตาม เพราะแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่แค่ปฏิบัติกันจนชินและหลงลืมไปมากกว่า
ค่าปรับของกฎหมายจราจรที่สำคัญและมักผิดกฎบ่อย
กฎหมายที่คนมักจะผิดและเสียค่าปรับอยู่บ่อย ๆ นั้นมักจะเป็นกฎหมายที่ผู้ขับขี่หลายคนมักจะมองข้าม ยกตัวอย่างเช่น
การขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนดไว้ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจะเป็นการขับรถฝ่าสัญญาณไฟ ที่หลายคนคงทำจนเคยชิน ทว่ารู้หรือไม่ว่าบางจุดได้มีการติดกล้องเพื่อจับการกระทำเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่แยกใหญ่ ๆ ตามเขตในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายข้อนี้จะมีโทษปรับไม่เกินถึง 1,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
แม้การเสียเงินจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบางคน แต่การฝ่าฝืนกฎจราจรที่ออกแบบมาให้ทั้งตัวคุณและเพื่อนร่วมเส้นทางปลอดภัยเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ผลดีสักเท่าไรนัก
เนื่องจากไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เดือดร้อน แต่นั่นหมายถึงผู้ร่วมทางของคุณด้วย หากเป็นไปได้ ในการขับรถทุกครั้ง การนึกถึงกฎจราจรและปฏิบัติตามน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อสร้างระเบียบและความปลอดภัยในถนนอย่างสูงสุด
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ว่าจะเป็น ลุยเข้าป่า ฝ่าขึ้นเขา พิชิตดอยต่าง ๆ นั้นกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ผู้เดินทางนั้นได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปพร้อม ๆ กับความสวยงามแบบที่หาดูได้ยาก
แต่ทว่า การจะไปสถานที่เหล่านั้นช่างไปได้ลำบากเสียเหลือเกิน!! สายลุย ๆ บุก ๆ คงมีทางเลือกไม่มากนัก อย่างหาซื้อรถอเนกประสงค์สายลุยสักคัน เพื่อที่จะพาไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและหมดห่วง วันนี้จะพามาดูกันว่ารถยนต์สายลุยที่จะสามารถตอบโจทย์นั้นควรต้องดูอะไรกันบ้าง
รถยนต์อเนกประสงค์สายลุย คือ?
หลาย ๆ คนอาจจะงง ๆ ว่าเอ๊ะ!! “รถยนต์ที่ทั้งอเนกประสงค์และยังเป็นรถที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ทุกที่เนี่ย” มันมีรถยนต์แบบนี้อยู่จริงๆเหรอ??
คำตอบนั่นก็คือ รถยนต์ SUV แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมองๆดูแล้ว รถเหล่านี้ดูไม่น่าจะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้เท่าไรนัก แต่หากลองสังเกตบางรุ่นดูดีๆแล้ว จะพบได้ว่าที่โบรชัวร์ของรถหรือว่าจะข้างๆตัวรถนั้นจะมีคำว่า 4WD, AWD หรือ 4×4 ซึ่งเป็นคำที่บ่งบอกว่าสามารถขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ ที่ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ในท้องถนนหรือพื้นผิวที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ รถยนต์ SUV นั้นก็มีการขับเคลื่อนอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้
1. 2WD (Two-Wheel Drive)
รถยนต์ขับเคลื่อแบบ 2WD หรือที่เรียก ๆ กัน ก็คือ รถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นย่อย ๆ อีก 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- Front-Wheel Drive (FWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อข้างหน้า ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจุบันนั้นมักใช้ระบบการขับเคลื่อนแบบนี้ ซึ่งการขับเคลื่อนล้อหน้านั้นจะช่วยให้รถยนต์มีแรงยึดเกาะถนนได้มากขึ้นนั่นเอง
- Rear-Wheel Drive (RWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อหลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากนั้นจะเป็นรถยนต์ระบบไฮเอนด์ หรือรถยนต์ที่ใช้สำหรับแข่งขันดริฟในสนาม
2. 4WD (Four-Wheel Drive)
เป็นระบบการขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ ๆ ระหว่าง 4WD กับ AWD ซึ่งทั้งสองนี้มีความแตกต่างอยู่เพียงเล็กน้อย แต่จะขอเล่าในส่วนของ 4WD หรือที่เรียก ๆ กันว่า 4×4 ก่อน มันคือ การขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เอาไปขับขี่สำหรับการเดินทางแบบ Off-Road เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจผิดกันว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อกดปุ่มเปลี่ยนให้ขับเป็น 4 ล้อเท่านั้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท
- Part Time คือ การปรับระบบให้เป็นใช้รถยนต์ได้ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อได้ โดยที่หากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆนั้น จะมีเกียร์แยกมาให้ใช้ระหว่างขับ 2 ล้อ กับ 4 ล้อ อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันนั้นมีการปรับเปลี่ยนมาให้ใช้เพียงแค่กดปุ่นสลับไปมาเท่านั้น
- Full Time คือ การขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้ออยู่ตลอดเวลา ที่จะช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีและมีความปลอดภัยสูง หรือที่รู้จักกันในคำว่า AWD (All-wheel Drive) ในปัจจุบันนั่นเอง
ต้องดูอะไรบ้างก่อนเลือกรถยนต์สายลุย
การเลือกรถยนต์ในแต่ละครั้ง ก่อนที่จะมั่นใจได้ว่าจะซื้อคันไหน ผู้ขับขี่ควรจะต้องมองหารถที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เข้ากับการใช้งานส่วนใหญ่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการเลือกรถยนต์ ให้สามารถลุยไปที่ไหนก็ได้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้างก่อนที่จะเลือก
1. ดูจากระบบขับเคลื่อนของรถ
อย่างที่ได้บอกไปถึงเรื่องระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ในข้างต้นก่อนหน้านี้ การที่จะเลือกรถสำหรับลุย ๆ ไปในที่ที่มีพื้นถนนขรุขระ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขา ลงห้วย ไต่หน้าผา หรือผ่านน้ำ ย่อมจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมองหา และสอบถามว่ารถยนต์คันนั้นสามารถขับแบบ 4WD หรือมีโหมดสำหรับขับขี่แบบ Off-Road หรือไม่ ก่อนการเลือกซื้อ
2. ดูจากความสูงและจุดที่ต่ำที่ของตัวรถ
เนื่องจากว่าการไปลุยในแต่ละที่นั้น ย่อมมีอุปสรรคมากมาย รวมไปถึงอาจจะต้องขับผ่านบริเวณที่เป็นโขดหินขนาดสูง ดังนั้นการเลือกรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับสายลุยนั้น จะต้องคำนึงถึงความสูงของตัวรถเองและดูว่าส่วนที่ต่ำที่สุดของรถนั้นอยู่ตรงไหน สามารถผ่านโขดหินเหล่านั้นได้หรือไม่
3. ดูจากสภาพของพื้นที่ที่จะเดินทางไป
การศึกษาเส้นทางหรือศึกษาเส้นทางก่อนที่จะเริ่มเดินทางนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยความที่รถที่เราจะเลือกซื้อเพื่อไปเดินทางของเรานั้นเป็นรถยนต์อเนกประสงค์หรือรถยนต์ SUV เท่านั้น ไม่ใช่รถยนต์ที่ถูกผลิตมาเพื่อขับ Off-Road โดยตรง ดังนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นได้ที่รถของเรานั้นจะขับผ่านได้ และมีฟังก์ชันในการขับไปด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ได้
- การไต่เขา คือ การขับรถนั้นขึ้นเนินชัน และใต้ท้องรถนั้นอาจจะต้องปะทะกับเนินถ้าหากเขานั้นมีความความชันสูง
- การคร่อม คือ การที่รถยนต์นั้นคร่อมอยู่ระหว่างหลุมหรือพื้นที่ที่มีพื้นสูงเหนือล้อรถ ซึ่งอาจจะทำให้รถนั้นติดและไม่สามารถขยับได้นั่นเอง
4. ดูจากความสามารถในการลุยน้ำ
รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาผลิตนั้น ย่อมมีความสามารถในการป้องกันและลุยน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึกถึงว่า สามารถลุยไปในน้ำได้ลึกขนาดไหน เพราะในบางครั้ง ก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเส้นทางที่เราไปนั้นจะต้องผ่านทางน้ำหรืออาจจะต้องผ่านเส้นทางน้ำจากเหตุไม่คาดฝันก็เป็นได้ เรื่องนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะดูก่อนเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์สายลุย
5. ดูจากกำลังของตัวรถยนต์
การเลือกรถยนต์ที่สมรรถนะและพละกำลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างใด เพราะการขึ้นเขาหรือการไต่เขานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เกียร์ต่ำและมีกำลังของรอบเครื่องที่สูง เพื่อที่จะให้รถนั้นมีกำลังมากพอที่จะสามารถผ่านในจุดนั้นไปได้อย่างง่ายดาย
6. ดูจากการดูแลรักษา
การเดินทางแบบผจญภัยสายลุยนั้นย่อมต้องแลกมาพร้อมกัน การที่รถต้องมีความเสียหายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเลือกยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ที่สามารถหาอู่ซ่อมและซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ง่าย ย่อมดีกว่าในเรื่องของการบำรุงรักษาในระยะยาว
สรุปท้ายบทความ
การเดินทางใด ๆ ย่อมต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี การเลือกซื้อรถก็เช่นเดียวกัน หากเราจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน คงต้องมองแล้วว่ารถคันนี้จะสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม และคุ้มค่ามากที่สุด
โดยการเตรียมพร้อมที่ดีนั้นย่อมทำให้ทุกการขับขี่ปลอดภัย เพราะหากเลือกรถได้ไม่ตรงกับความต้องการ นอกจากจะขับขี่ไม่สนุกแล้ว ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางได้อีกด้วย
หากใครที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ดี ๆ สักคันที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของคุณแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เว็บที่รวมเอาไว้ซึ่งรถยนต์มากมายหลากหลายประเภทที่เหมาะต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ทุกคน