การรู้กฎหมายจราจร คือหนึ่งในข้อบังคับสำหรับการสอบเอาใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล กฎล่าสุดของกรมการขนส่งทางบก ระบุให้ผู้สมัครสอบต้องทำคะแนนสอบพาร์ทข้อเขียนให้ได้มากกว่าร้อยละ 90% หรือตอบผิดไม่เกิน 5 ข้อ จากข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ
หากสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ผู้สมัครจะไม่สามารถข้อสอบใหม่ และสอบปฏิบัติต่อได้ ต้องต่อคิวเพื่อมาข้อสอบใหม่อีกครั้งในวันหลัง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเคารพและรู้กฎหมายการจราจรคือหนึ่งในผู้ขับขี่จำเป็นต้องรู้ การขับขี่โดยไร้กฎจราจรจะนำมาสู่หายนะครั้งยิ่งใหญ่บนท้องถนนเลยทีเดียว
กฎหมายจราจรสำคัญอย่างไร
กฎหมายคือสิ่งที่ออกมาเพื่อสร้างให้คนในสังคมที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ดังนั้นไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายที่ควบคุมการกระทำของผู้คนไม่ให้ระรานบุคคลอื่นแล้ว จำต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุบการกระทำบนท้องถนนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลได้
แต่บางครั้งการได้ใบขับขี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะรู้กฎหมายจราจรอย่างครบถ้วน ดังนั้นบทความนี้จะช่วยคุณทบทวนกฎหมายจราจรที่ควรต้องทราบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยมีรายละเอียดตัวกฎหมายดังต่อไปนี้
กฎหมายจราจรที่ควรรู้
สำคัญกฎหมายจราจรสำคัญที่ในประเทศไทย ที่เหล่าผู้ขับมักจะมองข้ามเป็นประจำ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือต้องเสียค่าปรับอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นวันนี้จะมาช่วยคุณเตือนความจำอีกครั้งว่ากฎจราจรสำคัญห้ามลืมโดยเด็ดขามีดังต่อไปนี้

1. ขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด
กฎหมายการจราจรของไทยนั้นบังคับให้ทำความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับถนนที่ไม่เกิน 4 ช่องจราจร ส่วนถนนที่มีช่องการจราจรเกิน 4 ช่อง กฎหมายได้ปรับเปลี่ยนและอนุญาตให้รถยนต์ทำความเร็วห้ามเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนนี้เป็นกฎเฉพาะสำหรับรถยนต์ 4 ล้อเท่านั้น
ขณะที่รถบรรทุกน้ำหนักไม่เกิน 1,200 กิโลกรัม ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หากสรุปจากข้อมูลข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่า ภายในกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และเทศบาลทุกจังหวัด ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนทางระหว่างจังหวัดสามารถใช้ความเร็วได้สูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
มอเตอร์เวย์ และวงแหวนกาญจนาภิเษก ใช้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. เปิดไฟตัดหมอก
รถทุกคันที่เป็นรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันมักจะมีการติดไฟตัดหมอกมาให้อยู่แล้ว ทั้งในแง่ความงามของดีไซน์และเพื่อเป็นหนึ่งในฟังก์ชันการใช้งานในวันที่สภาพอากาศมีหมอกลงหนัก ทว่าเพื่อป้องกันการใช้ไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็น
โดยทางกฎหมายหรือ พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2552 ได้ระบุไว้ว่า หากต้องการจะใช้ไฟตัดหมอกได้ จะสามารถใช้ในกรณีที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยอย่างเช่น สภาพหมอกลงหนัก ฝนตกจนมองไม่เห็นเส้นทาง ขึ้นภูเขาที่มีทัศนวิสัยแย่จนเห็นเส้นทางไม่ชัดเจนดั่งที่ควรเป็น
เพราะหากคุณเปิดไฟตัดหมอกโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย อาจสร้างปัญหาและผลกระทบให้แก่ผู้ใช้เส้นทางสัญจรเส้นเดียวกับคุณ เช่น การก่อให้เกิดไฟแยงตาผู้ร่วมถนนจนมองไม่เห็นและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

3. ขับรถแช่เลนขวา
หากลองสังเกตในถนนทั่วไปรอบกรุง จะเห็นว่ากลุ่มคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบหรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างการขับรถแช่ขวาตลอดทั้งเส้น ทำให้การสัญจรหรือรถยนต์ที่ต้องการจะแซงรถคันข้างหน้า ไม่สามารถขับขี่ได้อย่างสะดวกนัก และนี่คือหนึ่งในปัญหาที่เกิดยามขับขี่บนถนน
จึงมีกฎหมายออกมาเพื่อกำหนดให้สามารถขับในเลนขวาได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น หากถนนเส้นนั้นมีตั้งแต่ 2 เลนเป็นต้นไป ถ้าขับรถแช่ขวาจะถือว่าเป็นการผิดกฎหมายจราจรตามข้อกำหนดพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2552 มาตรา 34 มาตรา 43(3) และมาตรา 151 นั่นเอง

4. ห้ามเปลี่ยนเลนและแซงในเส้นทึบ รวมถึงเส้นประ
บางคนแม้จะเคยเรียนกฎหมายจราจรมาแล้ว แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเมิดและลืมว่า การแซงหรือเปลี่ยนเลนในเส้นทึบนั้นผิดกฎหมาย เพราะเป็นจุดหรือช่วงที่ไม่ปลอดภัยในการเปลี่ยนเลน
การเปลี่ยนเลนในเส้นทึบมักเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ จนทำให้ตำรวจหลายพื้นที่เริ่มทำการติดกล้องวงจรปิด เพื่อถ่ายรูปรถคันที่เปลี่ยนในเส้นทึบ สิ่งที่ถูกต้องคือการเปลี่ยนเลนบริเวณเส้นประ โดยกะระยะให้พ้นระยะอันตรายของรถคันหน้าและหลังคุณประมาณ 15 เมตร

5. รถทางเอกไปก่อน
หากถามว่ารถทางเอกและทางโทนั้นมีความสำคัญอย่างไร ถ้าพูดถึงว่าจะมีปัญหาตอนไหนที่สำคัญที่สุด คือเมื่อตอนอุบัติเหตุ หรือ มีเรื่องที่ต้องเรียกประกัน ความผิดทางกฎหมายจะตัดสินจากการใช้รถทางเอกและทางโทว่ารถยนต์เหล่านั้นเกิดอุบัติเหตุโดยมีรูปการณ์เป็นแบบใดบ้าง
โดยส่วนใหญ่แล้วรถยนต์ที่มักจะเป็นฝ่ายผิดคือรถยนต์ที่มาจากทางโท เนื่องจากกฎหมายจราจรให้ความสำคัญกับรถทางเอกเป็นหลัก เมื่อมีเรื่องจึงจะให้เป็นฝ่ายที่ตำรวจให้น้ำหนักมากกว่า

6. แซงซ้ายไม่ยอมแซงขวา
การแซงซ้ายคือสิ่งที่คนทำจนเป็นปกติ กลายเป็นวลีติดปากคนไทยว่า เลนที่เร็วที่สุดคือเลนซ้าย ส่วนเลนที่ช้าที่สุดกลับกลายเป็นเลนขวา ทำให้มักเกิดอุบัติเหตุที่เห็นได้บ่อยมาก ว่ารถทำความเร็วด้านซ้ายชนกับรถที่ขับด้วยความเร็วต่ำที่อยู่ในเลนที่ถูกต้องอยู่แล้ว
มักจะกลายเป็นปัญหาให้แก่ผู้ร่วมเส้นทางบนท้องถนน หากคุณรู้ว่าการขับแบบนี้ไม่ถูกต้องและยังสร้างอันตรายให้แก่ผู้อื่น พยายามอย่าแซงซ้ายหากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะนอกจากรถที่ขับอยู่ในเลนนั้นจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากมายแล้ว ยังอาจไม่ปลอดภัยต่อตัวคุณเองอีกด้วย

7. เปลี่ยนเลนกะทันหัน
การเปลี่ยนเลยกะทันหัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการขับรถ นอกจากคุณเป็นฝ่ายผิดเมื่อพูดถึงเรื่องกฎหมายแล้ว ยังอันตรายต่อตัวคุณอย่างมากอีกด้วย ในการเปลี่ยนเลนแต่ละครั้ง ควรมองและกะระยะให้ห่างจากตัวรถคุณอย่างต่ำ 15 เมตรจะดีที่สุด

8. ขับรถฝ่าไฟเหลือง
อีกหนึ่งกฎจราจรที่ผู้ขับขี่ทุกคนรู้ แต่ไม่ค่อยมีใครจะปฏิบัติตาม เมื่อคุณเห็นไฟเขียวนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง ทุกคนจะเหยียบคันเร่งให้รถยนต์ของคุณทะยานพ้นไฟแดงแบบเส้นยาแดง แต่คุณรู้หรือไม่การขับฝ่าไฟเหลืองทั้งๆ ที่ควรเป็นระยะที่จะต้องเหยียบเบรกนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน
อีกฝั่งที่กำลังรอสัญญาณไฟเขียว อาจไม่ได้ใจเย็นและกะเวลาเผื่อว่าคุณจะขับรถฝ่าไฟเหลือง ยิ่งบางแยกจะไม่มีการเว้นระยะสามวิหลังไฟแดง ทำให้รถยนต์อีกฝั่งออกตัวในทันที ลองคิดดูว่าถ้าคุณขับฝ่าไฟจราจร ทว่ารถอีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ใจเย็นที่จะรอไฟเขียวเต็มที่ ก็อาจเกิดเรื่องขึ้นได้

9. เลี้ยวรถไม่เปิดไฟเลี้ยว
สิ่งที่คนขับรถหลายคนน่าจะโมโหบ่อย ๆ คือการเลี้ยวรถไม่เปิดไฟเลี้ยว เช่นขับอยู่ในเลนกลางอยู่ แต่มีรถจากเลนขวาตีรถเข้ามาโดยไม่มีการเปิดไฟเลี้ยวเพื่อบอกกล่าวกันก่อน ทำให้จะเกิดการเหยียบเบรกฉุกเฉินและกลายเป็นอุบัติเหตุอันน่าปวดหัวตามมาอีก

10. เปิดเลนพิเศษ
เปิดเลนพิเศษสามารถเห็นได้บ่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นที่รถติดมาก ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะแทรกซ้ายบริเวณขอบทาง และเกิดอุบัติเหตุเพราะการไม่ยอมกัน คือหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำแม้จะมีจังหวะให้ทำแค่ไหนก็ตาม เพราะแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่แค่ปฏิบัติกันจนชินและหลงลืมไปมากกว่า
ค่าปรับของกฎหมายจราจรที่สำคัญและมักผิดกฎบ่อย
กฎหมายที่คนมักจะผิดและเสียค่าปรับอยู่บ่อย ๆ นั้นมักจะเป็นกฎหมายที่ผู้ขับขี่หลายคนมักจะมองข้าม ยกตัวอย่างเช่น
การขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนดไว้ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจะเป็นการขับรถฝ่าสัญญาณไฟ ที่หลายคนคงทำจนเคยชิน ทว่ารู้หรือไม่ว่าบางจุดได้มีการติดกล้องเพื่อจับการกระทำเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่แยกใหญ่ ๆ ตามเขตในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายข้อนี้จะมีโทษปรับไม่เกินถึง 1,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
แม้การเสียเงินจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบางคน แต่การฝ่าฝืนกฎจราจรที่ออกแบบมาให้ทั้งตัวคุณและเพื่อนร่วมเส้นทางปลอดภัยเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ผลดีสักเท่าไรนัก
เนื่องจากไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เดือดร้อน แต่นั่นหมายถึงผู้ร่วมทางของคุณด้วย หากเป็นไปได้ ในการขับรถทุกครั้ง การนึกถึงกฎจราจรและปฏิบัติตามน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อสร้างระเบียบและความปลอดภัยในถนนอย่างสูงสุด
