Mar 8, 2021 | บทความอสังหาฯ
Work From Home แบบนี้เบื่อบ้านเหลือเกิน ยิ่งบางคนยิ่งอยู่บ้านยิ่งเหมือนจะเป็นบ้า หลายคนอาจจะเคยเป็น อาการไม่อยากอยู่ที่บ้าน ให้ตายยังไงก็ต้องหาวิธีออกจากบ้าน เพราะพออยู่บ้านดันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหลือเกิน ให้ลุกไปทำงานก็ไม่อยากทำ ฟังแล้วน่าเหนื่อยใจดีนะคะ
ก่อนจะไปต่อว่า “อาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever นับเป็นโรคไหมนะ
เรามาเช็กอาการกันก่อนว่า ใครเป็นบ้างอาการแบบนี้และเข้าข่ายเป็น “อาการเบื่อบ้าน” หรือเปล่า
อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)
คำตอบสำหรับ “อาการเบื่อบ้าน” นับเป็นโรคหรือเปล่านั้น ขอบอกว่าไม่ใช่นะคะ อาการนี้ไม่ใช่โรคแน่นอน เป็นสภาวะที่จิตใจโดนกดดันนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งในอาการที่จิตใจโดนกดดันแต่ก็ไม่ควรปล่อยผ่านนะคะ
อาการเบื่อบ้านหรือที่เราเรียกอีกชื่อว่า “ไข้กระท่อม” นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็น Seasonal Affective Disorder (SAD) อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวที่คนในแถบอเมริกาเหนือจำต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้านนาน ๆ จนเกิดอาการเครียดและอาจส่งผลให้อยากทำร้ายตนเองและคนใกล้ตัวขึ้นมาซะงั้นก็เป็นได้ ฉะนั้นเรามาลองเช็กกันดีกว่า ว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือเปล่า
1.รู้สึกกระสับกระส่าย ไม่อยากอยู่เฉยๆ
นั่ง ๆ อยู่ก็อยากลุกไปทำนู่นทำนี่ เพราะนั่งอยู่กับที่แล้วรู้สึกว่าไม่สามารถนั่งเฉย ๆ ได้ เห็นอะไรนิดหน่อยก็ต้องลุกไปจัดให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอาการนี้ เบรกก่อนนะคะว่า คุณอาจไม่ใช่ OCD ก็ได้ แต่เป็นอาการเบื่อที่รู้สึกอยู่เฉย ๆ แล้วจะเป็นบ้าให้ได้ นั่นคือหนึ่งในอาการของสภาวะ “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ก็ได้ค่ะ
2.เบื่อหน่าย
ในช่วงหลังจาก WFH มานี้คุณคงเคยรู้สึกเบื่อหน่าย เบื่อบ้าน เบื่อไปหมด หันซ้ายก็เบื่อ หันขวายิ่งเบื่อ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วไม่ใช่คนเบื่อง่ายแบบนี้ และออกจะเป็นคนเอเนอเจติกเสียใคร ๆ ก็บอกว่าคุณน่ะคือ ดวงอาทิตย์ท่ามกลางกลุ่มคน
ถ้าเกิดอาการแบบนี้ขึ้น ขณะที่ต้องทำงานหรืออยู่แต่บ้านล่ะก็ แสดงว่าคุณอาจกำลังเผชิญสภาวะทางจิตใจที่เรียกว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) อยู่ก็เป็นได้ค่ะ
3.รู้สึกซึมและสิ้นหวัง
ความสิ้นหวังและซึมจนไม่อยากจะทำอะไร แม้ว่าจะมีเรื่องให้ทำมากมาย หรือแรงบังดาลใจที่เคยมี จู่ ๆ ก็เหมือนถูกคลื่นโถมซัดจนไฟดับมอดไปแบบนี้ จะให้ทำอะไรใหม่ก็รู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง แถมน่าจะทำไม่ได้อีกด้วย แนะนำเบื้องต้นให้คุณลองออกไปข้างนอกมากขึ้น หรือหาอะไรทำเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ชีวิต นี่อาจช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นก็เป็นได้นะคะ แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำลองปรึกษากับจิตแพทย์นะคะ
4.ทานอาหารมากกว่าปกติ
การทานอาหารมากกว่าปกติ เป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุดแล้ว สำหรับบรรดาอาการต่าง ๆ ของสภาวะดังกล่าว เพราะคุณจะอยากทานของไม่หยุด โดยเฉพาะของมัน ๆ และของหวานที่ช่วยให้สมองคุณไม่รู้สึกล้า พอจะไม่กินก็รู้สึกว่าไม่กินไม่ได้ ต้องกินเท่านั้นถึงจะมีแรงทำอะไรต่อ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการดังกล่าวนอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายและสมองคุณกำลังเหนื่อยล้าแล้ว
5.นอนไม่หลับหรือหลับได้ยากกว่าปกติ
อาการนอนไม่หลับไม่ใช่เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างเดียว แต่ “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันค่ะ เพราะเวลาคุณทำงานที่บ้านจะสร้างความเครียดและความกดดันทางจิตใจให้แก่ตนเอง ทำให้คุณรู้สึกว่าบ้าน ไม่ใช่ บ้าน อีกต่อไป
ดังนั้นตอนจะนอนยิ่งทำให้คุณรู้สึกไม่คุ้นชินกับการนอนโดยที่ต้องแบกสภาวะความอึดอัดในใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม บางคนถึงจะนอนไม่หลับ แต่กลับหลับยากกว่าปกติ เช่น ความรู้สึกไม่อยากนอนทั้งที่ดึกแล้ว หรือนอนไม่หลับเลยก็มี ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณอยากใช้เวลากับตัวเองที่แทบหาไม่ได้ในตอนกลางวัน ในช่วงกลางคืนวันให้มากที่สุดนั่นเอง
6.ไม่มีสมาธิและคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ออก
อีกอาการที่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี คือการที่คุณทำงานที่บ้านและคิดไอเดียใหม่ ๆ ไม่ออก ยิ่งนอนทำงานอยู่บ้านยิ่งคิดงานไม่ออก ต้องพาร่างตัวเองออกไปข้างนอก เพื่อนั่งคาเฟ่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วการนั่งทำงานที่บ้านในห้องตัวเองเพียงลำพัง น่าจะทำให้คุณมีสมาธิมากกว่าการออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ
7.ขาดความอดทนในสิ่งต่าง ๆ
“ฉันจะไม่อดทนอีกต่อไป!”
ถ้าคุณนั่งทำงานหรือนั่งในบ้านเฉย ๆ แต่กลับมีความคิดว่า “ฉันจะไม่ทนอีกต่อไป” ขึ้นมาพร้อมกับการถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ประหนึ่งว่าคุณต้องใช้ความอดทนในการอยู่บ้านตนเอง แถมเวลาที่คนในบ้านหยิบจับอะไรสักอย่าง คุณก็รู้สึกไม่พอใจแล้ว ทำไมมันช่างน่าหงุดหงิดเช่นนี้!
แบบนี้คุณต้องลองเช็กตัวเองแบบด่วนเลยค่ะว่า คุณกำลังเป็นอาการเบื่อบ้านอยู่หรือเปล่า ?
8.อารมณ์แปรปวน
ความแปรปวนทางอารมณ์ไม่ได้เกิดแค่กับผู้หญิงในช่วงรอบเดือนและคนสูงอายุวัยที่เข้าสู่วัยทองเพียงอย่างเดียว แต่อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ก็คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์แปรปวนได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ตื่นเช้ามาที่บ้าน คุณอารมณ์ดีสุด ๆ แต่พอตกบ่ายคุณกลับหงุดหงิดจนไม่รู้จะทำยังไงเลย หาทางออกไม่ได้ นี่อาจเป็นหนึ่งอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็ได้ค่ะ
สาเหตุของอาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)
พูดเลยว่า “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever ไม่ใช่โรคแต่อย่างใด ทว่าก็ไว้วางใจไม่ได้ เนื่องจากอาการเบื่อบ้านดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดตามมาในภายหลังได้
จริงๆ แล้ว อาการเบื่อบ้าน(Cabin Fever) มีคำอธิบายก็สาเหตุการเกิดอาการเหล่านี้อยู่ อย่าง Valie Wright นักจิตวิทยาและผู้อำนวยศูนย์คลินิกวิจัยและคุณภาพของสมาคมจิตวิทยาสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประเด็นอาการเหล่านี้ไว้ว่า
เป็นหนึ่งในสภาพของการถูกกดดันทางจิตใจเนื่องจากต้องกักตัวหรืออาศัยอยู่ในอาณาบริเวณคับแคบที่เรียกว่าบ้านแต่อย่างเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและความรู้สึกทางลบจากการโดนจำกัดพื้นที่
แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิด “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever กลุ่มที่มีโอกาสเป็นคือ กลุ่ม Extrovert มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งและออกไปพบเจอผู้คน ทำให้ไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด
ขณะเดียวกันเปอร์เซ็นต์ที่กลุ่ม Extrovert มีโอกาสเผชิญอาการเบื่อบ้านจะมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่ได้ความว่าอาการเช่นนี้จะไม่เกิดกับคนกลุ่มอื่นเลย เพราะบางกลุ่มอาจถูกความ “วิตกกังวล” ของการกักตัวเข้ามารุมเร้าได้ เช่นว่า เราจะต้องอยู่ในสภาพกักตัวเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร ?
แน่นอนว่า การถูกกักตัวหรือให้ Work From Home แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่ต้องนั่งทำงานในบ้านแทนที่จะได้ออกไปหาอิสระนอกบ้าน
จะสังเกตได้ว่าการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ฉากหน้าเหมือนจะดูสบาย มีความชิลในการทำงานอยู่ที่บ้านของตนเองไม่ต้องออกไปพบเจอผู้คน แต่รู้หรือไม่ว่าการทำงานแบบ Work From Home จะยิ่งกระตุ้นการเกิดของสภาพกดดันทางจิตใจอย่าง “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ได้มากกว่าการออกไปทำงานอีก
การออกไปทำงานที่บริษัก นอกจากจะทำให้เราพบเจอผู้คนมากมายและทิวทัศน์ถึงไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังทำให้คุณรู้สีกว่า “บ้าน” เป็นบ้านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการอาศัยในสิ่งที่เราเรียกว่า “บ้าน” มักจะเป็นจุดที่เราพักจิตใจและโยนความเหนื่อยล้าออกไปได้อย่างเต็มที่
ทว่าภายหลังเนื่องจากการทำงานอยู่ที่บ้านทำให้คนไม่ต้องเดินทางและมีเวลามากขึ้น การทำงานจึงไม่ได้จบที่เวลาเลิกงานอีกต่อไป บ้างก็ให้พนักงานทำงานต่อไปจนถึงห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนก็มี โดยที่พนักงานคนนั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่า OT เสียด้วยซ้ำ ฟังแล้วดูโหดร้ายมากเลยใช่ไหมล่ะคะ ? แต่นี่แหละคือเรื่องจริงของการทำงานที่บ้านของใครหลายคน
ด้วยอาการที่ทำให้คุณ “ต้องอยู่แต่บ้าน” นอกจากจะเสี่ยงการเกิด “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) แล้ว การถูกให้ทำงานและแบกรับความเครียดในสถานที่ที่เคยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของคุณ ยิ่งทำให้คุณกลายเป็นไร้ที่พักใจและไร้ความสุขในสถานที่อันคุ้นเคย จนเกิดความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ในสถานที่ที่คุณอาศัยอยู่อีกด้วย
อย่างที่ได้เล่าไปในข้างต้นว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) แม้ไม่ใช่โรคหรืออาการที่น่ากลัวอะไร แต่การปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นผสมกับการที่ต้องทนรับความกดดันภายในที่ทำงานจะยิ่งทำให้อาการและสภาพจิตใจของคุณยิ่งแย่ลง แนะนำว่าหากเกิดอาการดังกล่าวและทำอย่างไรก็ยังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงจะดีที่สุดนะคะ
ในเบื้องต้นวิธีการรักษาอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็คือการหากิจกรรมให้ตนเองทำ อย่างการตกแต่งบ้าน ตกแต่งห้อง และพยายามพาตนเองออกไปพบเจอผู้คนให้มากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ อย่างการดูเรฟแต่งห้องต่าง ๆ และซื้อของแต่งห้องแบบนั้นมาเนรมิตให้ห้องคุณกลายเป็น “บ้านและห้องที่น่าอยู่”
โดยอุปกรณ์การตกแต่งห้องสามารถหาได้ง่ายที่ Kaidee สั่งปุ๊ปเนรมิตได้ปั๊ปเลยล่ะ
Feb 24, 2021 | บทความอสังหาฯ
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architecturaldigest
เหตุผลที่ทำให้เราชอบดูหนัง มีหลายอย่าง ถ้ามองในแง่ความบันเทิง หนังเป็นสื่ออีกช่องทาง ที่ใช้ Pass Time ได้ดี ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่มองผลงานหนังเป็นงานทางศิลปะแขนงหนึ่ง ที่นอกจากจะให้ความรู้สึกทุกรูปแบบ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกกดดันได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ แล้ว หนังยังช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่างๆ ได้อีกด้วย
สถาปัตยกรรม และการออกแบบภายใน จากโลกภาพยนตร์
ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้ดูหนังเพียงเพราะ รายชื่อนักแสดง พล็อตเรื่อง หรือผู้กำกับเพียงเท่านั้น งานสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน หรือแม้กระทั่งเทคนิคการตัดต่อเอง ก็เป็นจุดขายของหนังสำหรับเด็กสมัยใหม่ได้เช่นกัน
การศึกษา รูปแบบบ้าน และการตกแต่งภายใน จากสื่อภาพยนตร์ทั่วโลกนั้น ได้กลายเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาสถาปนิกอยู่หลายครั้ง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้างต่างๆ แล้ว ยังทำให้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งถ่ายทอดไปยังงานสถาปัตยกรรม และดีไซน์ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
วันนี้เราได้รวบรวม ผลงานภาพยนตร์ โดยไม่เกี่ยงสัญชาติ ที่มีอินทีเรีย ดีไซน์ (Interior Design) และสถาปัตยกรรมเป็นที่น่าจดจำ มาให้เพื่อนๆ ได้ดูไปพร้อมๆ กัน บางเรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลออสการ์สาขา Interior Design กันเลยก็มี รับรองว่าคุ้มค่ากับการสตรีมมิ่งตาแฉะแน่นอน
Parasite, 2019
VIDEO
จำกันได้ไหมคะ ปี 2019 มีหนังสัญชาติเกาหลีเรื่องหนึ่งที่ดังถล่มทลาย กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดจากเวทีภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง ออสการ์ และรางวัลจากสาขาอื่นๆ ไปอีก ถึง 3 รางวัล
ใช่แล้วค่ะ หนังเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใดไปไม่ได้เลย Parasite หรือ ชนชั้นปรสิต นั่นเอง
นอกจากเนื้อเรื่องจะตีปัญหาความเหลื่อมล้ำของชนชั้นทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งแล้ว ยังซ้อนสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้อีกด้วยซึ่ง Bong Joon Ho ผู้กำกับ และ Lee Ha Jun ผู้ออกแบบฉากนั้น ก็ได้ร่วมมือกันออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้นมา ทั้งนี้นอกจากบ้านหลังนี้จะถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักของหนังแล้ว ยังสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผู้ชมได้เห็นช่องโหว่ระหว่าง คนรวย กับคนจนอย่างชัดเจน
ขอบคุณรูปสวยๆจาก Kensingtondesign และ npr.org
ดีไซน์บ้านคนรวยนั้น ประกอบไปด้วยกำแพงหนาทึบ และจะเห็นได้ชัดเจนว่าทางเดินเข้าบ้าน จะมีบันไดยกระดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้สื่อให้เห็นถึงความห่างเหิน ระหว่างคนจนและคนรวยได้อย่างชัดเจน
Call me by your name, 2017
VIDEO
สาเหตุที่ทำให้เราตกหลุมรักเรื่องนี้มีอยู่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง เรื่องราวความรักที่แสนเศร้าแต่สวยงามของ Elio และ Oliver สอง สุดหล่อของพวกเรา Timothee Chalamet และสาม สถานที่สวยๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศอิตาลีนั่นเอง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก thespaces
เรื่องนี้ใช้วิลล่าสไตล์อิตาเลียนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินเรื่อง ด้วยดีไซน์ที่มีความมินิมอล ตกแต่งด้วยของวินเทจน้อยชิ้น แต่กลับให้ความรู้สึกโมเดิร์นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความอบอุ่น โรแมนติก เคลิบเคลิ้มไปกับหนังไปอย่างไม่รู้ตัว
และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ได้คว้ารางวัล Best Cinematography จาก Film Independent Spirit Awards 2018 อีกด้วย
Crazy Rich Asians, 2018
VIDEO
ถ้ามองข้ามความรักแสนหนาว และดราม่าของคู่พระนางไป อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่สะดุดตานักวิจารณ์หนังจากหนังรัก รอม-คอม เรื่องนี้ก็คือ อินทีเรียดีไซน์ในคฤหาสน์พระเอกนั่นเอง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architeuturaldigest
โจทย์อินทีเรียของเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นงานหินของ Production Designer และ Interior Decorator เลยทีเดียว เพราะนอกจากตัวคฤหาสน์ที่ต้องคงความหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะแล้ว ยังไม่สามารถละทิ้ง สไตล์ และวัฒนธรรมของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระเอกได้อีกด้วย
นักออกแบบฉากเรื่องนี้เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตึกแถวแบบ “เพอรานากัน” ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ ผสมผสานดีไซน์ ยุโรป และเอเชียยุคเก่า เข้าด้วยกัน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในคฤหาสน์นั้น จะเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ระหว่างวัฒนธรรมจีนยุคเก่าและยุคใหม่ เพื่อให้ความรู้สึกคลาสสิก แต่ทันสมัยในเวลาเดียวกันนั่นเอง
Ex Machina, 2014
VIDEO
เนื่องจากเป็นหนัง Sci-fi แน่นอนว่า อินทีเรียดีไซน์ที่โชว์ความล้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้ว Production Design มือทองอย่าง Mark Digby ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง นอกจากหนังเรื่องนี้จะใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแยบยล เล่นจังหวะ Climax ได้เร้าใจแล้ว เรื่องของดีไซน์ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้อยู่หมัด
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architeuturaldigest
เนื่องจากบ้านของนาธานนั้นเป็นบ้านกลางภูเขา จึงมีพื้นที่บางส่วนที่กินภูเขาเข้าไป และส่วนนั้นก็คือห้องรับแขก จะเห็นได้ว่าห้องรับแขกนั้น มีกำแพงห้องรับแขกเป็นหินภูเขา ซึ่งไม่สามารถทุบทิ้งได้ระหว่างสร้างบ้านหลังนี้ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะหินภูเขากลางบ้านนี่แหละ ที่ทำให้บ้านหลังนี้ แตกต่างจากรีสอร์ตกลางป่าทั่วไป
ทีม Production Design ได้นำเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน อย่างสีฟ้าเข้ม เขียว น้ำตาล และขาว มาใช้เพื่อทำให้ตัวบ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็น Sci-Fi ได้ด้วยการใช้กระจกบานใหญ่ล้อมรอบตัวบ้าน แทนการใช้กำแพงปูนธรรมดา นอกจากนี้ยังใช้เหล็กเงาเป็นองค์ประกอบในบางพื้นที่ เพื่อให้ได้ฟีลความล้ำอนาคตไปในตัวอีกด้วย
Amelie, 2001
VIDEO
คอหนังตัวจริงต้องรู้ดีว่าหนังสัญชาติฝรั่งเศสแต่ละเรื่องนั้น ควรค่าต่อการเสียเวลาดูเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าคนรักศิลปะแล้ว ยิ่งไม่ควรพลาด หนังเรื่อง Amelie หรือ “Le Fabuleux Destin d’Amélie Poulain” ก็ไม่ต่าง ถึงแม้จะดำเนินเนื้อเรื่องง่ายๆ เพียงแค่ติดตามชีวิตวัยสาวของ Amelie Poulain แต่ก็สร้างความประทับใจให้คนไปทั่วโลก อย่างคาดไม่ถึง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก verbernasimpleliving
เพราะเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1997 แน่นอนว่าฉากทุกฉากได้โชว์เสน่ห์วินเทจอย่างงดงาม โดยเฉพาะห้องนอนไอคอนิคสีแดงของ Amelie ที่มีการตกแต่งสไตล์ “เฟรนช์คันทรี่” โดดเด่นด้วยวอลเปเปอร์สีแดงก่ำ ลวดลายดอกไม้เล็กๆ และเติมเต็มพื้นที่โล่ง ด้วยโคมไฟแบบ Piggy Lamp ข้างหัวเตียง ซึ่งให้กลิ่นอายบ้านในชนบทได้ดี เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์วินเทจและโกธิคได้อย่างลงตัว และยังถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Cinematic Move ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้ลักษณะนิสัยของตัวเอก ที่เป็นสาวน่ารัก ซ้อนความดาร์กไว้ในตัว
ตัดมาที่ฉากห้องน้ำสีเหลืองครีม สไตล์ Cottage หรือสไตล์บ้านกระท่อมชนบท ซึ่งฉากนี้ก็ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปบ้านของตัวเองในสมัยเด็ก ซึ่งความรู้สึกนี้เองก็สอดคล้องกับฉากนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ Amelie ย้อนรำลึกถึงวัยเด็กนั่นเอง
Midsommar, 2019
VIDEO
อีกหนึ่งผลงานหนังดังแห่งปี จากบ้านภาพยนตร์อินดี้ ขวัญใจเด็กอาร์ต อย่าง “A24” ก็หนีไม่พ้นเรื่อง Midsommar หนังแนวระทึกขวัญ โชว์ความไม่เหมือนใครด้วยการเล่นโทนสีสวนทางกับเนื้อเรื่องอย่างโทนสีพาสเทล ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้สร้างกลายเป็นตัวอย่างหนังเป็นกรณีศึกษาให้กับนักเรียนสาขาภาพยนตร์ไปโดยปริยาย
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Frameweb
นอกจากเนื้อหาที่แหวกแนว สไตล์เด็กอาร์ต อินทีเรีย ดีไซน์เรื่องนี้ บอกได้เลยว่า ระดับท็อปที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสถาปัตยกรรม กับจิตรกรรมภาพวาดฝาผนัง ที่มีลวดลายแปลกตา และน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก ในเวลาเดียวกันก็กลับสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวสุดลึกลับของหมู่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้บทพูดใดๆ ทั้งสิ้น
สรุปท้ายบทความ
การเลือกหนังให้ถูกจริตดูสักเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยนัก ในหลายครั้งเราต้องเสียเวลาร่วม 2 ชั่วโมงไปฟรีๆ ไปกับการดูอะไรก็ไม่รู้ แต่วันนี้ Kaidee รับรองได้เลยว่า 6 เรื่องข้างบนที่กล่าวมานี้ ถูกคัดสรรมาแล้วอย่างดี แม้ว่าพล็อตเรื่องอาจจะต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคล แต่ขอการันตีเลยว่า สถาปัตยกรรม ศิลปะ และอินทีเรียดีไซน์ในแต่ละเรื่องนี้ จะต้องทำให้เพื่อนๆ ร้องโอ้โหกันแน่นอน
เพื่อนๆ คนไหน ดูหนังแล้วอิน อยากมีบ้านคูลๆ แบบนี้บ้าง ลองเข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บ Kaidee ก่อนได้นะคะ ไม่ว่าจะวินเทจ มินิมอล เรามีให้เลือกมากมายเลย
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
กว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนให้เราใช้สอยกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านน็อคดาวน์ หรือบ้านสร้างเอง เกือบทั้งหมดต้องผ่านมือบุคลากรถึง 4 อาชีพหลัก ได้แก่ “สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา”
เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในฝันให้ก่อร่างสร้างตัวจนเข้าใช้งานได้จริงๆ โดยบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบอะไร และหากเราคิดจ้างมาสร้างบ้านส่วนตัว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย
สถาปนิก (Architect)
เป็นผู้แปลงความคิดความฝันของเราให้กลายเป็นภาพที่ชัดขึ้น โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าของบ้าน ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ หรือความชื่นชอบส่วนตัว เพื่อกำหนดเป็นฟังก์ชันใช้สอยของบ้าน (Function) พิจารณาพร้อมกับบริบท (Context) ประกอบด้วยทำเลโฉนดที่ดิน ลักษณะภูมิศาสตร์ของเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไปจนถึงทิศทางของแสงและลม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “บ้านอยู่สบาย” และสุดท้ายคืองบประมาณของเรา (Budgets) เพื่อกำหนดสเปคต่างๆ ของบ้านอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดถูกคิดเป็นคอนเซ็ปต์และออกแบบจน “บ้าน” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง สถาปนิกจะวางผังพื้นที่ใช้สอยกำหนดโซนนิ่งและระยะทางสัญจรที่เหมาะสม ใส่รายละเอียดเรื่องช่องเปิด ประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ระบุวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้าง ตำแหน่งงานระบบต่างๆ เช่น งานไฟฟ้า งานประปา เป็นต้น ไปจนถึงสร้างภาพ Perspective เพื่อให้เจ้าของบ้านพิจารณาอนุมัติ ซึ่งในระหว่างนี้อาจมีการปรับแก้ดีไซน์และฟังก์ชันจนพอใจทั้งสองฝ่าย (ส่วนใหญ่สถาปนิกจะกำหนดจำนวนครั้งที่เจ้าของบ้านสามารถแก้ไขราว 2-3 ครั้ง) เมื่อได้ข้อสรุปแบบทั้งหมด สถาปนิกจะเป็นผู้เขียนแบบก่อสร้าง (Construction Drawing) เพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิงในการก่อสร้างต่อไป
เตรียมตัวเมื่อต้องคุยกับสถาปนิก
การตัดสินใจว่าจ้างสถาปนิกให้เป็นผู้ออกแบบบ้านนั้น นอกจากเตรียมไอเดียสำหรับบ้านในฝัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และเงินในกระเป๋าไปคุยกับสถาปนิกแล้ว อีกสิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้คือค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างออกแบบอาคารที่ต้องจ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างและตกแต่งภายใน เรียกว่า “ค่าวิชาชีพสถาปนิก” ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการออกแบบ ค่าเขียนแบบ ค่าคำนวนแบบโครงสร้าง ค่าวิศวกร ตลอดถึงค่าเซ็นต์แบบก่อสร้างที่ต้องเซ็นต์ร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร
ค่าวิชาชีพสถาปนิกคิดจาก “เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา” ซึ่งเราสามารถเช็คเรทเบื้องต้นได้จากคู่มือสถาปนิก พ.ศ.2547 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างไรก็ตาม ค่าบริการอาจมีความแตกต่างกันไปตามขอบเขตงาน ข้อตกลง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเจ้าของบ้านควรพูดคุยกับสถาปนิกให้ชัดเจนเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดในอนาคต
เปอร์เซ็นต์การคิดค่าออกแบบอาคารแต่ละประเภทของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
วิศวกร (Engineer)
ถ้าสถาปนิกคือคนที่ทำให้บ้านน่าอยู่ วิศวกรก็คือคนที่ทำให้บ้านอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงและเป็นไปตามโจทย์ดีไซน์ของสถาปนิกให้ได้มากที่สุด ตลอดจนคำนวนแบบงานระบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของบ้าน 2 ชั้น ต้องใช้เหล็กจำนวนเท่าไร หรือหากต้องการสร้างคานบ้านยาวมากกว่า 6 เมตร ควรใช้วัสดุใดเข้ามาเสริมแรงเพื่อให้คานมั่นคงไม่ถล่มลงมาระหว่างใช้งาน หรือบนโครงหลังคาขนาดนี้ควรมีน้ำหนักอยู่ที่เท่าไร หรือห้องนอนขนาด 3X4 เมตร ควรใช้ไฟแบบไหนและจำนวนกี่ดวง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหน้างานให้สำเร็จลุล่วงตามแบบแปลนด้วย
คุยกับวิศวกรตอนไหน
โดยทั่วไปเมื่อเราว่าจ้างบริษัทสถาปนิกออกแบบแล้ว มักได้วิศวกรสาขาต่างๆ เช่น วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรประปา เข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเลย โดยทั้งหมดจะประสานงานผ่านสถาปนิกมาถึงเจ้าของบ้านอีกที ซึ่งตรงนี้มีข้อดีว่างานสามารถสรุปได้เร็วกว่าการแยกจ้างสถาปนิกเจ้าหนึ่ง วิศวกรเจ้าหนึ่ง
ส่วนการพูดคุยระหว่างเจ้าของบ้านกับวิศวกรจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการว่าจ้างให้วิศวกรช่วยคุมงานก่อสร้างเพื่อเป็นหูเป็นตาในการตรวจตราการทำงานของผู้รับเหมา รายงานความคืบหน้างานก่อสร้าง ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาหน้างานโดยประสานงานทั้งสถาปนิกและผู้รับเหมาในคราวเดียวเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อไป
งานโครงสร้างและงานระบบมีความสำคัญต่อการสร้างบ้านทุกหลัง หากออกแบบและคำนวนวัสดุอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาจุกจิกของตัวบ้านในอนาคตได้
มัณฑนากร (Interior Designer)
มัณฑนากรหรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “อินทีเรียดีไซเนอร์” คือผู้เนรมิตห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาให้มีเรื่องราวและรายละเอียดที่สวยงามลงตัว สะท้อนบุคลิกผู้เป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะเจาะกับรูปแบบชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่งานพื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ และของประดับ จนถึงดีเทลยิบย่อยอย่างเฉดสี ลวดลาย เนื้อสัมผัสวัสดุ เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานตกแต่งภายในคล้ายกับงานออกแบบของสถาปนิก กล่าวคือ 1.) รับทราบความต้องการของเจ้าของบ้านและพิจารณาบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.) วิเคราะห์ข้อมูลสร้างเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบก่อนลงมือสเก็ตช์แบบร่างเพื่อให้เราเห็นภาพ 3.) พัฒนาแบบร่างจนเป็นที่พึงพอใจพร้อมส่งมอบสเปควัสดุและรายละเอียดการติดตั้งให้ผู้รับเหมา โดยภายหลังส่งงานต่อให้ช่างตกแต่งภายในแล้ว มัณฑนากรส่วนใหญ่จะยังคงช่วยดูแลความเรียบร้อยหรือให้คำปรึกษาระหว่างการติดตั้งด้วย
ถึงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์
ช่วงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดคือคุยพร้อมกับสถาปนิกเพราะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องและสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและหน้าตาของบ้านได้ ยกตัวอย่างว่ามัณฑนากรต้องการวางหัวเตียงทางทิศตะวันออก แต่ปรากฏว่าผนังทิศนั้นสถาปนิกออกแบบเป็นประตู เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปแก้งาน หรือคุยงานร่วมกันเพื่อหาโซลูชันใหม่ ซึ่งหากทำตอนที่ยังเป็นแบบร่างบนกระดาษก็เพียงลบทิ้งเขียนใหม่ แต่หากเปลี่ยนกันตอนงานก่อสร้างเริ่มหรือเสร็จแล้ว เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การจ้างมัณฑนากรมาออกแบบตกแเต่งภายในหลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะสุดท้ายดีไซเนอร์ก็จะทำงานบนข้อจำกัดที่เจออยู่ดี เพื่อให้งานออกมาตอบโจทย์เจ้าของบ้านที่สุด แต่จะเหมือนอย่างที่เจ้าของบ้านวาดฝันไว้แต่แรกหรือไม่ ตรงนี้คงเผื่อใจกันไว้หน่อย เพราะการกลับไปแก้งาน สถาปัตย์หรือโครงสร้างที่ตั้งตระหง่านนั้น บอกเลยว่าราคาเอาเรื่องอยู่ และถ้าไม่อยากให้งบบานปลายไปกับงานอินทีเรีย คาถาเดียวที่ใช้ได้คือ “ใจแข็งๆ เข้าไว้”
งานอินทีเรียดีไซน์คือการเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ผู้รับเหมา (Contractor)
มาถึงอาชีพกลุ่มสุดท้ายที่คนอยากมีบ้านต้องรู้จักคือ “ผู้รับเหมา” ผู้เป็นแรงงานสำคัญในการเปลี่ยนภาพในกระดาษเป็นอาคารบ้านเรือนที่เราเข้าไปใช้ชีวตได้จริงๆ โดยอาศัยแบบก่อสร้างของสถาปนิกเป็นคู่มือลำดับการทำงานตั้งแต่ปรับพื้นที่ ลงฐานราก งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม (เช่น งานหลังคา พื้น ผนัง ประตู) งานระบบ (เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำทิ้ง) และเก็บรายละเอียดอื่นๆ จนพร้อมส่งมอบบ้านให้กับเรา
เรื่องต้องรู้ก่อนคุยกับผู้รับเหมา
เมื่อต้องการว่าจ้างผู้รับเหมา สิ่งที่เราต้องมีคือ BoQ (Bill of Quantities) หรือเอกสารแสดงปริมาณงาน และราคาวัสดุในการก่อสร้างซึ่งถอดออกมาจากแบบก่อสร้างทั้งหมด นอกจากใช้เป็นราคากลางอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบคัดเลือกผู้รับเหมาแต่ละเจ้าแล้ว BoQ ยังเป็นเสมือนบัญชีตรวจสอบราคาเมื่อเราเพิ่มหรือลดสเปคงานก่อสร้าง เช่น เปลี่ยนสเปควงกบประตูไม้จริง เป็น UPVC ราคาค่าก่อสร้างจะลดลง หรือเปลี่ยนสีทาภายนอกจากรุ่นทั่วไปเป็นรุ่น Self-Cleaning ราคาวัสดุต่อหน่วยย่อมเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ในการเสนอราคาของผู้รับเหมายังแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ จ้างเหมาแบบทั้งค่าแรงและค่าของ และการจ้างเฉพาะส่วนของค่าแรง (เจ้าของบ้านเป็นผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างเอง) ซึ่งส่วนใหญ่ตัดจบด้วยการเลือกแบบเหมาทั้งค่าแรงค่าของ เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านเซฟเวลาและพลังงานได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
“สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา” 4 บุคคลากรที่เราต้องเจอแน่ๆ เมื่อคิดจะสร้างบ้านสักหลัง การทำความรู้จักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาก่อน ช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลได้ครบถ้วน เพื่อใช้พูดคุยขอบเขตการทำงานของแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างครอบคลุม เป็นการตัดปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่ต้นลม และนั่นแหละคือหนทางทำให้เราได้ “บ้านที่เป็นบ้าน” สมใจ (ส่วนค่าใช้จ่ายบานปลายหรือไม่ อันนี้ไม่ขอรับประกันนะ 🙂 )
ส่วนใครที่อยากมีบ้าน แต่ขี้เกียจรับมือกับคนเยอะๆ ลองให้ Kaidee Property ช่วยได้ ที่นี่เรามีบ้านสร้างเสร็จพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยเพียบ
Feb 1, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เทียนหอม กลายเป็นไอเท็มฮอต ที่หลายคนเลือกไปเป็นอุปกรณ์แต่งบ้าน กลิ่นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถดึงดูดความสนใจของเราได้เป็นอย่างดี และกลิ่นยังให้ความรู้สึกผ่อนคลาย อบอุ่น และปลอดภัยกับเราได้อีกด้วย เทียนหอมจึงกลายเป็นอีกหนึ่ง Decorate item เป็นที่ต้องการของนักแต่งห้องสายมินิมอล และคนที่ชอบให้บรรยากาศในห้องรู้สึกผ่อนคลาย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จัก 5 แบรนด์เทียนหอม สุดหอมที่สร้างบรรยากาศที่ดี และหอมอบอวลในห้องนอน และในบ้านของเรา
เทียนหอม 5 แบรนด์ ที่บอกเลยว่า หอมจับจิต จุดตอนไหนก็ติดใจ
หากใครอยากลองเข้าวงการเทียนหอม แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อเทียนหอมแบรนด์ไหนดี ลองมาดู 5 แบรนด์เทียนหอมที่หอมจับใจ จุดตรงไหนก็เคลิ้ม ไปเลย
BYREDO
เทียนหอมต้นกำเนิดจากสวีเดน ชื่อเสียงเรียงนามอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก อย่าง Byredo แบรนด์น้ำหอม Luxury เกิดขึ้นในปี 2006 โดย Ben Gorham จุดเด่นของแบรนด์ Ben Gorham ตั้งใจให้ Byredo เป็นแบรนด์คุณภาพสูง ที่สามารถสื่อสารอารมณ์และบอกเล่าเรื่องราวความทรงจำต่างๆผ่านผลิตภัณฑ์ได้ Byredo เป็นแบรนด์ที่ปฏิวัติวงการสินค้าให้ดู modern luxury มากขึ้น แต่ด้วยความ High-end-Luxury ของแบรนด์ Byredo ทำให้แบรนด์นี้ถูกขนามนามว่าเป็น Niche Brand ของวงการเครื่องหอม
แต่แบรนด์เครื่องหอมจาก Stolkholm อย่าง Byredo ไม่ได้มีแค่น้ำหอมเพียงเท่านั้น Ben Gorham ตั้งใจทำผลิตภัณฑ์เทียนหอมขึ้นมา เพื่อให้เทียนหอมเป็นอีกหนึ่งไอเท็ม ที่จะช่วยถ่ายทอดความรู้สึก และทำให้เราจดจำสถานการณ์ต่างๆ ได้ผ่านกลิ่นสัมผัสที่ทาง Byredo ได้ตั้งใจทำขึ้น แม้ว่า Byredo จะมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กลิ่นที่ยูนิคและความเฉพาะของแบรนด์นี้ ทำให้ Byredo กลายเป็นแบรนด์น้ำหอมที่บุกตลาดเทียนหอม และครองใจสาวกเทียนหอมได้อย่างมาก
กลิ่นแนะนำ : Bibliothèque ให้ความรู้สึกอบอุ่น โคซี่ ด้วยการผสมผสานกันของกลิ่นลูกพลัม วานิลลา
Cr. www.byredo.com
DIPTYQUE
แบรนด์เครื่องหอมสุดหรู ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1961 บนถนน Boulevard Saint-Germain ที่เมืองแฟชั่นอย่างฝรั่งเศส ผู้นำด้านความหรูหรา รวมถึงศิลปะในการใช้ชีวิต ที่ชื่อคุ้นหู อย่าง DIPTYQUE ด้วยความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับงานศิลปะที่แบรนด์ดังของฝรั่งเศส ตั้งใจบอกเรื่องราวต่างๆผ่านเครื่องหอมของ DIPTYQUE ที่ทางแบรนด์ตั้งใจทำออกมา ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่เพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็น DIPTYQUE คือ Unisex Brand
นอกจากเอกลักษณ์กลิ่นหอมของเทียนหอม DIPTYQUE แล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือ การบอกผ่านงานศิลปะ การบอกเรื่องราวต่างๆ สถานที่ ผู้คน ผ่านผลิตภัณฑ์ของ DIPTYQUE ทำให้เราจดจำความรู้สึกในช่วงเวลานั้น เมื่อเราได้กลิ่นหอมๆ ยามที่เราจุดเทียนหอม ทำให้ห้องของเราหอมฟุ้ง ไม่น่าเบื่อ มีสีสัน และอบอุ่นไปพร้อมๆกัน
กลิ่นแนะนำ : Baies
Cr. www.diptyque.com
Jo Malone London
อีกหนึ่งแบรนด์น้ำหอมจากเมืองผู้ดี London ที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมหวน ชวนให้ใครๆก็หลงรัก ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1994 หากคุณได้ประทิน Jo Malone ลงบนผิวกาย หรือใช้เป็นไอเท็มในบ้าน รูปแบบแพ็กเกจจิ้ง การออกแบบบรรยากาศรอบข้าง จนไปถึงเอกลักษณ์ความหอมของ Jo Malone จะช่วยส่งลุคของคุณให้คุณดูสง่างาม หรูหราและคลาสสิค ราวกับมาจากตระกูลผู้ดีแห่งเมืองอังกฤษ
ผลิตภัณฑ์ของ Jo Malone ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำหอม ที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อย่างโคโลญจน์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการปรับอากาศภายในบ้าน และไอเท็มติดบ้านอย่างเทียนหอม Jo Malone ทำเครื่องหอมขึ้นมาหลายสไตล์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างในทุกๆสไตล์ ที่มีการคัดสรรวัตถุดิบพิเศษจากผลไม้ เครื่องเทศ หนังสัตว์ และกลิ่นพิเศษโดดเด่น ในประเทศอังกฤษ หากคุณเป็นหนึ่งคนที่รักในเทียนหอม และเลือกให้ Jo Malone เป็นไอเท็มในบ้านของคุณ คุณจะกลายเป็นผู้ดีได้ทุกวัน เหมือนอยู่กลางเมืองอังกฤษเลยล่ะ
กลิ่นแนะนำ : English Pear & Freesia, Peony & Blush Suede, Wood Sage & Sea Salt
cr. www.Jomalone.com
Ma Chandelle
Ma Chandelle แบรนด์เครื่องหอมฝีมือคนไทย ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นยอดจากฝรั่งเศส นำมารังสรรค์เทียนหอมแบบผสมผสานกลิ่นอายของชาวปารีเชียง จุดเด่นของ Ma Chandelle คือการใช้น้ำมันถั่วเหลืองธรรมชาติ ที่เป็นมิตรต่อผู้ได้รับกลิ่น และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น มั่นใจได้เลยว่า กลิ่นจากควันเทียน ไม่มีสารพิษที่ทำร้ายร่างกายเราอย่างแน่นอน แถมยังให้ความรู้สึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลิ่นอายของความเป็นไทยอีกด้วย
ใครที่ชอบกลิ่นธรรมชาติ หรือความหวานหอมในบรรยากาศ Ma Chandelle ได้คัดวัตถุดิบผลิตเทียนหอม จากธรรมชาติทั้ง เจอราเนียม มะลิ คาโมมายล์ โบตั๋น แต่ความพิเศษของวัตถุดิบของ Ma Chandelle ทุกอย่างถูกนำเข้าจากฝรั่งเศส หลังจากที่เห็นวัตถุดิบแล้ว คงคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า เทียนหอมของ Ma Chandelle จะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย และอภิรมย์แก่ผู้ได้กลิ่น
กลิ่นแนะนำ : Le Chao Phraya
Cr. www.machandelle.com
Pañpuri
แบรนด์เครื่องหอมชื่อดัง ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ และยังโดดเด่นในเรื่องของการนำประโยชน์ของวัตถุดิบออร์แกนิคมาผลิตเครื่องหอมต่างๆ Pañpuri คือแบรนด์ไทยที่เข้าสู่วงการเครื่องหอมจนกลายเป็น Thai Luxury Brand ภายใต้แนวคิด Happier-Healthier-More Beautiful หรือการทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น-สุขภาพดีขึ้น-สวยขึ้น
Pañpuri แบรนด์เครื่องหอมที่ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยผลิตภัณฑ์เทียมหอมที่ตอบโจทย์เหล่าสาวกเทียนหอม ด้วยการสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ปิดไฟ แล้วเปิดเพลงคลอเบาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสปา บอกได้เลยว่า Pañpuri แค่ชิ้นเดียว ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติประหนึ่งว่าได้รับการทำสปาในสปาระดับ High-End เลยทีเดียว
กลิ่นแนะนำ : Bagan Dawn
cr. www.panpuri.com
ชอบไปสปา แต่ไม่อยากเสียเงินเยอะ บ้านของเราสามารถสร้างเป็นสปาได้
กลิ่น เป็นสิ่งที่ปรับความรู้สึกของเรา และทำให้เราจดจำสัมผัส ระลึกย้อนจำภาพในวันเก่าๆได้เป็นอย่างดี เวลาร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า เรารู้สึกอยากผ่อนคลายด้วยการนวดหรือทำสปา แต่จะบอกว่า ถ้าหากคุณอยากได้บรรยากาศสปา ชอบไปสปามาก แต่โควิดมาแบบนี้ มีความเสี่ยงมากเกินไป งั้นเริ่มจากวิธีง่ายๆโดยการซื้อเทียนหอมดีๆสักหนึ่ง จัดบรรยากาศห้องให้ดูเหมาะแก่การพักผ่อน แบบนี้คงไม่อยากลุคออกไปไหนเลยแน่ๆ
เราถึงอ่อนไหวอย่างมาก เมื่อได้กลิ่นแห่งความทรงจำ ลอยเข้ามาในความรู้สึก
กลิ่น เป็นสิ่งกระตุ้นที่ทรงพลัง และมีผลต่อความรู้สึกของเราอย่างมาก เช่น วันฝนตกที่เราได้กลิ่นไอดิน ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนได้รับพลังงานจากละอองน้ำฝน ทั้งๆที่เป็นแค่กลิ่น หรือแม้แต่การไปสปาเองก็ตามแต่ เราได้ทำการศึกษาผลงานวิจัยเกี่ยวกัยกลิ่น พบว่า 75% ของสิ่งที่เรารับประทานและลิ้มรส มีผลมาจากความรู้สึกในการรับเรื่องกลิ่นของเรา เพราะ มนุษย์เรามีความสามารถในการแยกโมเลกุลของกลื่นได้มากกว่า 1,000 กลิ่น จึงเป็นที่มาว่า ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอะไร ทำไมถึงทำให้เราจดจำเหตุการณ์ต่างๆได้ และยังทำให้เราถึงอ่อนไหวกับสิ่งต่างๆเมื่อได้กลิ่นมากขนาดนี้
Jan 28, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทันทีที่โรงเรียนประกาศให้ลูกๆ หลานๆ อยู่บ้านเรียนออนไลน์ เราแอบได้ยินเสียงโอดโอยเบาๆ จากบรรดาผู้ปกครอง เพราะไหนจะตัวเองที่ต้อง Work From Home ไหนจะลูกที่ต้องช่วยดูให้เรียนออนไลน์รู้เรื่อง ช่วงเวลาอยู่บ้านหนี COVID-19 ด้วยกันแบบนี้จึงเป็นความวุ่นวายเล็กๆ ที่ชวนให้ใครหลายคนปวดหัว
แต่เดี๋ยวก่อน! ยังไม่ต้องไปหายาพาราเซตามอลทาน เพราะวันนี้เรามี 4 สเต็ปง่ายๆ ในการจัดสเปซเรียนออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพเสมือนนั่งอยู่ในโรงเรียนมาฝากกัน
Step 1 จัดตำแหน่งโต๊ะเรียน
แม้การเรียนออนไลน์ของบุตรหลานจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เราจำเป็นต้องหาที่มั่นให้โต๊ะเรียนลงหลักปักฐานอย่างชัดเจน เพื่อทำให้เด็กๆ รู้ว่าพื้นที่ตรงนี้คือส่วนที่พวกเขาต้องนั่งเรียนออนไลน์เมื่อถึงเวลา สำหรับบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง เราแนะนำให้ใช้นโยบายคนละห้อง แยกกันไปเลย โต๊ะเรียนลูกๆ ห้องหนึ่ง โต๊ะทำงานผู้ปกครองอีกห้องหนึ่ง เพื่อแต่ละคนจะได้ลุยงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แบบไม่ต้องเกรงใจกัน แต่หากพื้นที่บ้านจำกัด ส่วนใหญ่มักจบลงที่โต๊ะอาหาร ซึ่งเราควรกำหนดขอบเขตพื้นที่ใช้งานให้ชัดเจน และเว้นระยะการทำกิจกรรมบริเวณนั้นให้เป็นไปตามตารางเรียน เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่ถูกรบกวนจนเสียสมาธิ
Step 2 สร้างบรรยากาศก่อนเริ่มคลาส
การสร้างบรรยากาศก่อนเริ่มคลาสส่งผลต่อการเรียนได้เช่นกัน ทั้งเรื่องความสะอาดสะอ้านและแสงสว่างที่ส่งผลต่อสุขอนามัยของเด็กๆ โดยตรง ไปจนถึงการเก็บข้าวของที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนให้เป็นระเบียบเสียก่อน เพราะของที่วางเกะกะมักขัดตาผู้ใหญ่เสมอ จนบางครั้งก็อดบ่นไม่ได้ และนั่นแหละที่ทำให้บรรยากาศ Study From Home มาคุแต่เช้า
อีกวิธีหนึ่งที่จะสร้างบรรยากาศเสมือนไปโรงเรียนได้ก็คือ การชวนเด็กๆ ในลุกขึ้นมาแต่งตัวใส่ชุดเรียบร้อย หรือใส่ชุดนักเรียนเลยก็ได้ เพื่อให้เครื่องแบบเป็นสัญลักษณ์ย้ำเตือนทางอ้อมว่าวันนี้คือวันเรียนของพวกเขา ไม่ใช่วันหยุดที่จะทำอะไรก็ได้
Step 3 ให้ความสำคัญกับตารางเรียนและบทเรียน
ตารางเรียนและบทเรียนออนไลน์คือหัวใจสำคัญของโปรแกรม Study From Home ที่ต้องบอกว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะในฐานะผู้เรียน พวกเขาจะได้จัดสรรเวลาได้ถูกต้อง เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคาบวิชาต่างๆ ในแต่ละวัน รวมถึงได้ทบทวนเนื้อหาเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หรือเรียนตามเพื่อนๆ ได้ทัน
ส่วนผู้ปกครองนั้นทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “ครู” คอยดูแลจัดการให้ทุกคาบเรียนผ่านไปอย่างราบรื่น และบางครั้งยังต้องทำหน้าที่เป็น “ครูผู้ช่วย” เพื่ออธิบายเนื้อหาที่เด็กๆ ติดขัดให้เข้าใจมากขึ้น และขาดไม่ได้เลยคือการดำรงบทบาทความเป็นพ่อแม่ ดูแลเรื่องอาหารการกินและเวลาพักผ่อน เพื่อให้การเติบโตของบุตรหลานเป็นไปอย่างมีคุณภาพพร้อมๆ กัน
Step 4 เตรียมอุปกรณ์การเรียนให้พร้อม
เป็นที่น่าสังเกตว่าคลาสเรียนออนไลน์นั้นต้องการอุปกรณ์การเรียนมากกว่าการเรียนในห้องเรียนปกติ นอกจากสมุด ปากกา ดินสอ Post-it แล้ว อุปกรณ์ไอทีทั้งคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แทปเล็ต และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรก็เป็นสิ่งที่ต้องเช็คความพร้อมอยู่ตลอด เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะทำให้เด็กพลาดบทเรียนบางส่วน หรือหลุดออกจากสมาธิที่เคยจดจ่อได้
สรุปท้ายบทความ
การจัดสรรพื้นที่ภายในบ้านเพื่อรองรับ Study From Home ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาวถือเป็นความจำเป็นในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เท่านั้น แต่ยังเป็นเมกะเทรนด์ของโลกในการศึกษาหาเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ ดังนั้น การสร้างบรรยากาศมุมหนึ่งของบ้านให้เป็นห้องเรียนขนาดย่อมเสียตั้งแต่วันนี้เลย จึงเป็นการเตรียมพร้อมที่คุ้มค่าสำหรับการเติมความรู้ สร้างการเติบโตให้บุตรหลานได้ก้าวไกลเร็วกว่าเดิม
มาถึงตรงนี้ หากใครอยากหาบ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม หรือต้องการบ้านที่มีสเปซสำหรับลูกๆ เพิ่มขึ้น ลองคลิกที่ปุ่มด้านล่างได้เลย เรามีตัวเลือกให้เยอะจริงๆ