Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
หากพูดถึงคำว่า “การครอบครองปรปักษ์” มันคืออะไรกัน? และมันสำคัญจนต้องรู้หรือไม่? หากในอนาคตคุณได้ครอบครองทรัพย์สินหรือที่ดินที่จดในนามของตนเอง คุณควรจะศึกษาไว้สักหน่อยจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตอาจมีคนคิดครอบครองปรปักษ์ในพื้นที่ของคุณอยู่ก็เป็นได้
การครอบครองปรปักษ์คืออะไร?
ตามกฎหมายมาตรา 1382
“บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกัน เป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”
หากแปลง่าย ๆ ก็คือ การครอบครองปรปักษ์คือการที่มีบุคคลหรือคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำประโยชน์บนพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ของเราเป็นเวลา 10 ปี หรือในกรณีสังหาริมทรัพย์ 5 ปี โดยแสดงเจตจำนงความเป็นเจ้าของชัดเจน ไม่หลบซ่อนโดยสงบไม่มีข้อพิพาทใด ๆ ตลอดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
“ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เข้ามาครอบครองไปในทันที”
สำคัญยังไงบ้าง?
ความสำคัญของการครอบครองปรปักษ์อาจแบ่งได้เป็น 2 มุมมอง
ระหว่าง ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ กับ ผู้ครอบครองปรปักษ์
ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์
ในมุมมองของผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ การถูกผู้อื่นเข้ามาครอบครองปรปักษ์ซึ่งในทรัพย์สินของตน ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ลองนึกภาพจินตนาการตามง่ายๆดูกัน
ยกตัวอย่าง
วันหนึ่งคุณซื้อที่ดินผืนหนึ่งมา โดยเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อคุณชัดเจน ทว่าวันหนึ่งมีคนเข้ามาอยู่อาศัยปลูกบ้านในที่ดินคุณ โดยที่คุณไม่ได้มาไล่เขาออกไปตลอดสิบปี และที่ดินผืนนั้นคุณก็ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ อาจเพราะไม่รู้ในกฎหมายข้อนี้ หรือเพราะความใจดีอะไรก็ตาม
ซึ่งผลของการกระทำนั้นจะทำให้ที่ดินที่เป็นชื่อคุณ กลายเป็นของผู้เข้ามาอาศัยอยู่แทน เพราะเขาสามารถไปยื่นฟ้องขอกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเองได้เลย และคุณอาจไม่มีข้อโต้แย้งในภายหลัง
ตัวอย่างที่ 2
คุณมีที่ดินอยู่หนึ่งผืน ข้าง ๆ กันมีเจ้าของที่ดินใกล้กันมาทำสวนปลูกบ้านในพื้นที่ติดกัน โดยที่คุณไม่ได้ขอรังวัดชัดเจน เพราะคิดว่าไม่ใช่ที่คุณแน่ ๆ แต่พอคุณจะทำการขายที่ หรือ ขอรังวัด กลายเป็นว่าพื้นที่ที่เขาทำสวนนั้นเป็นของคุณนี่นา! แต่เขาก็ปลูกสวนของเขามา 10 ปี โดยที่คุณรู้เห็น และไม่ได้ทำการขับไล่ใด ๆ กลายเป็นว่าพื้นที่นั้นถูกอีกฝ่ายครอบครองปรปักษ์ไปแล้ว! หากยื่นฟ้องต่อศาลคุณอาจเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ
ผู้ครอบครองปรปักษ์
ในฐานะผู้ครอบครองปรปักษ์ ย่อมถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะหากคุณได้ทำการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินนั้นๆมาโดยชัดเจนตลอด ทว่าวันหนึ่งผ่านไปเกินสิบปี เจ้าของกรรมสิทธิ์มาทวงความเป็นเจ้าของคืน คุณย่อมมีสิทธิ์ที่จะขอยื่นครอบครองปรปักษ์ได้เลย เพราะคุณถือครองโดยชอบธรรมมาตลอดและไร้ข้อพิพาท
ยิ่งถ้าเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ปล่อยไว้ไม่ทำประโยชน์ใด ๆ ก็ควรยกกรรมสิทธิ์นั้นให้แก่ผู้ทำประโยชน์เสียมากกว่า คุณสามารถใช้ข้อนี้ในการยื่นขอกรรมสิทธิ์ต่อทรัพย์สินนั้นๆได้เลย
แต่ที่สำคัญคือ ที่ดินผืนนั้นต้องได้รับการออกโฉนดที่ดินแล้ว ไม่ใช่เพียง นส.3 หรือ นส.3ก ที่เป็นเพียงเอกสารกล่าวว่ามีสิทธิครอบครองและได้ตราทำประโยชน์ และช่วงเวลาที่นับการครอบครองคือตั้งแต่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ออกโฉนดที่ดิน
ยกตัวอย่าง
ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ได้ยื่นขอออกโฉนดที่ดินตอนปี พ.ศ. 2520 แต่คุณได้เข้ามาอยู่ในพื้นนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2510 จะถือครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เพราะคุณยังอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ถึง 10 ปี นับจากเจ้าของที่ดินจดโฉนด เพราะก่อนหน้านี้ตอนปี 2510 ที่ดินอาจเป็นเพียง นส.3 หรือ นส.3ก เท่านั้น ดังนั้นหากจะยื่นขอครอบครองปรปักษ์ควรเช็กให้ดีก่อนนะคะ
สาเหตุที่มีกฎหมายครอบครองปรปักษ์
เหตุที่จำเป็นต้องมีมาตรา 1382 เพราะว่าบางครั้งจะมีคนบางกลุ่มมากว้านซื้อที่ดินไว้ แต่ไม่ทำอะไร ปล่อยรกร้างไว้ไม่ทำประโยชน์ใดๆ แม้แต่ปลูกผัก ถางหญ้า หรือเอาเสาไปปักล้อมรั้วก็ไม่ทำ เสียภาษีก็ไม่เสีย กลายเป็นว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าไร้ประโยชน์โดยแท้จริง จึงมีกฎหมายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้ที่ดินกลายเป็นที่ดินไร้ประโยชน์ รวมทั้งให้สิทธิ์แก่ผู้ที่มาทำประโยชน์ในที่ดินนั้นๆด้วย
หลักเกณฑ์ 7 ข้อในการครอบครองปรปักษ์ แบบนี้ถึงจะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์!
ทรัพย์สินที่ต้องการครอบครองปรปักษ์เป็นของผู้อื่น
กล่าวคือที่ดินหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่คุณต้องการครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้ครอบครองปรปักษ์ไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ในที่ดินตนเองได้ เพราะไม่งั้นจะไม่ถือเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์
ทรัพย์สินที่ครอบครองต้องมีกรรมสิทธิ์
ในกรณีนี้ ทรัพย์สินที่คุณจะกล่าวอ้างครอบครองปรปักษ์ จำเป็นต้องมีเจ้าของ หรือ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน ถ้าเป็นที่ดิน ก็ต้องได้รับการออกโฉนดที่ดินแล้ว เอกสารให้สิทธิครอบครองเฉย ๆ ที่ยังไม่ได้รับการจดเป็นโฉนดนั้นใช้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือว่ายังไม่ได้เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ชัดเจน คุณจึงไม่สามารถเข้าไปครอบครองมาได้
ดังนั้นจะนับวันตั้งแต่ การจดโฉนด เป็นต้นไปจนครบสิบปี จึงจะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ และที่ดินผืนนั้นห้ามเป็นที่ดินของหลวง ของวัดธรณีสงฆ์ ไม่งั้นไม่ได้นะคะ
ครอบครองทรัพย์สินนั้นด้วยความสงบ
ในการครอบครองปรปักษ์ว่าด้วยมาตรา 1382 ผู้ที่จะครอบครองปรปักษ์นั้นจะต้องเข้ามาอยู่อาศัยด้วยความสงบ ก็คือไม่มีการทะเลาะวิวาทแย่งชิงพื้นที่ในระหว่าง 10 ปี หรือมีเจ้าของที่มาไล่ให้ออกจากพื้นที่ ถ้าหากมีจะไม่สามารถเรียกว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้
ครอบครองโดยเปิดเผย
การครอบครองโดยเปิดเผยคือ การครอบครองหรือเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่นั้นโดยไม่ต้องหลบซ่อน หรือแอบกระทำ สามารถทำได้อย่างโจ่งแจ้ง มีพยานรับรู้ว่าคุณได้เข้ามาใช้สอยในพื้นที่นี้และไม่มีใครมากล่าวไล่ใดๆกับคุณ
ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ
ข้อนี้จะคล้ายกับข้อข้างบนสักหน่อย คือคุณครอบครองพื้นที่นั้นโดยทำการใช้สอย หรือปลูกสวนปลูกบ้านเป็นพื้นที่ของคุณไปเลย ไม่ใช่การครอบครองในสัญญาเช่า ทำตนเป็นเจ้าของพื้นที่โดยชัดเจนและเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก จึงจะถูกเรียกว่าเจตนาเป็นเจ้าของ
ระยะเวลาในการครอบครอง
การครอบครองปรปักษ์แน่นอนว่า เรื่องระยะเวลาสำคัญที่สุด ตามมาตรากฎหมาย 1382 ที่ได้กล่าวไปคือ หากคุณคิดจะครอบครองปรปักษ์ หรือ มีใครต้องการครอบครองพื้นที่ของคุณต้องใช้ระยะเวลาในการครอบครองโดยเปิดเผยชัดเจน นับตั้งแต่วันที่ผืนดินนั้นได้รับการจดโฉนดเป็นเวลา 10 ปี หากครบ 10 ปีแล้วสามารถยื่นต่อศาลเพื่อขอจดโฉนดใบใหม่โดยถือเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้เลย
ต้องกระทำการครอบครองโดยสุจริต
คือคุณต้องเข้ามาในพื้นที่นั้นโดยไม่ได้แอบลักลอบเข้ามาอยู่ หรือ ตั้งใจว่าจะฉ้อโกงเจ้าของพื้นที่โดยเจตนา เช่น กรณีที่มีผู้ให้คุณเข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยไม่ทำสัญญาลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของทราบเป็นเวลาสิบปี และคุณมีเจตนาตั้งใจจะโกงตั้งแต่ต้น ถึงแม้ตัวกฎหมายจะไม่ได้ระบุไว้ แต่การขอสิทธิ์ในการครอบครองนั้นย่อมยกให้แก่ผู้กระทำโดยสุจริตอยู่แล้ว
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการครอบครองปรปักษ์
สำหรับวิธีป้องกันก็คือ คุณควรหมั่นไปเช็กทรัพย์สินหรือที่ดินของคุณบ่อย ๆ ว่ามีใครเข้ามาอยู่อาศัยหรือรุกล้ำหรือไม่ หากมีคุณควรทำการไล่ออกไป และหมั่นขอให้เขตมาทำรังวัดบ่อย ๆ เพื่อที่จะได้ทำการวางเสากั้นแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนและติดป้ายว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคล เพื่อให้คนรู้ว่านี่เป็นที่ดินที่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ชัดเจน
สำคัญที่สุดคือ การเสียภาษีที่ดิน เพื่อให้ทางการรู้ว่าคุณยังเป็นผู้ถือครองที่ดินและมีการทำธุรกรรมตลอดไม่ได้ปล่อยเป็นที่ดินไร้ประโยชน์แต่อย่างใด
หากโดนยึดครอบครองปรปักษ์ไป ทำอย่างไรดี?
ถ้าที่ดินของคุณถูกคนอื่นยึดครอบครองปรปักษ์ไป สิ่งที่เจ้าของที่ดินผืนนั้นทำได้คือ คุณจะต้องฟ้องขอกรรมสิทธิ์นั้นคืน โดยจะต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี ตั้งแต่ผู้ที่ครอบครองปรปักษ์ยื่นขอหรือจดโฉนดใหม่เป็นของตนเอง ซึ่งตรงนี้ศาลจะมาพิสูจน์อีกทีว่า ใครที่สามารถแสดงสิทธิครอบครองในทรัพย์สินนั้นๆได้ดีกว่ากัน
สรุปท้ายบทความ
พอที่จะเรียนรู้คร่าวๆเกี่ยวกับ การครอบครองปรปักษ์กันไปบ้างแล้วใช่ไหมคะ ดูชื่อเหมือนจะเข้าใจยาก
แต่จริงๆ เข้าใจได้ไม่ยากเลย ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังจะซื้อที่ดิน หรือ ปลูกบ้านสักหลัง
ควรเช็กกฎหมายข้อนี้ให้ดี ๆ ก่อนนะคะ
หากใครท ี่คิดว่าจะหาอสังหาริมทรัพย์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครองปรปักษ์ เชิญได้ที่
Baan Kaidee ที่จะรับประกันความพึงพอใจให้แก่คุณแน่นอนเลยค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
อยากตามฝัน แต่แค่จะซื้อบ้านหลังหนึ่งพร้อมที่ดินก็ราคาสูงลิบลิ่วจนทำใจรับราคาไม่ไหว ทั้งจะสร้างบ้านใหม่เองที่ไม่ได้ตามโครงการก็ต้องรอสร้างอย่างน้อยเป็นปี แล้วอย่างนี้ค่าใช้จ่ายจะบานเบอะขนาดไหนกันนะคิดแล้วปวดหัว
หาบ้านสำเร็จรูปกันดีกว่าค่ะ! นอกจากจะราคาถูกแสนถูกแล้ว ยังได้บ้านไวมีคุณภาพไม่พังง่ายชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอแค่มีเนื้อที่ก็พอแล้ว แอบกระซิบว่า หากคุณอยากย้ายบ้าน คุณก็สามารถยกบ้านรื้อประกอบไปยังที่ใหม่ได้เลย ปังปุริเย่สุดๆไปเลยค่ะ
บ้านสำเร็จรูปมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ แต่แบบไหนถึงจะเหมาะกับสไตล์เรากันนะ?
1. Precast Concrete System บ้านคอนกรีตสำเร็จรูป
บ้านที่สร้างสำเร็จรูปตั้งแต่ในโรงงาน หรือมาเทคอนกรีตสำเร็จหน้างานก่อนจะประกอบให้กลายเป็นตัวบ้าน โดยนำแผ่นคอนกรีตแต่ละแผ่นมาประกบเข้าหากันจนเป็นรูปบ้าน
บ้านชนิดนี้มีการฝังสายไฟหรือเดินท่อต่างๆไว้ใต้ผนังคอนกรีตอันหนาแน่น ไม่มีการเจาะเสาค้ำตัวบ้าน เน้นใช้การถ่ายน้ำหนักไปยังผนังแทน ดังนั้นผนังของบ้านแบบนี้จะหนาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับน้ำหนัก
เรตการสร้างบ้านแบบนี้จะอยู่ในราคาหลักแสน บ้านชนิดนี้มักจะถูกนำไปใช้กับการสร้างคอนโด หรือ การสร้างทาวน์โฮม เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งบ้านขนาดใหญ่และขนาดเล็กเลย
2. Knock Down บ้านน็อคดาวน์
บ้านสำเร็จรูปที่หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อน็อคดาวน์นี้ เพราะเป็นบ้านสำเร็จรูปที่คนไทยเลือกที่จะสร้างเยอะที่สุด เนื่องจากวัสดุที่ถูกและยังสามารถประกอบรื้อถอนได้ง่าย การประกอบบ้านน็อคดาวน์จะเป็นการเอาชิ้นส่วนที่ทำสำเร็จแล้วมาประกอบกันโดยใช้การขันน็อตเพื่อความง่ายในการรื้อถอน
ส่วนประกอบมีทั้งที่ทำจากเหล็ก ไม้ และคอนกรีต สำหรับบางคนที่ต้องการสร้างแบบถาวรก็สามารถประกอบโดยใช้การเชื่อมเพื่อให้คงทนมากยิ่งขึ้น บ้านน็อคดาวน์ที่เห็นบ่อยๆอีกแบบก็คือการนำตู้คอนเทนเนอร์มาตกตกแต่งให้กลายเป็นบ้านนั่นเอง
3. Modular บ้านแบบโมดูลาร์
เป็นบ้านสำเร็จรูปที่นำแนวทางการสร้างของสองข้อข้างต้นมาผสมกัน บ้านที่สร้างโดยระบบนี้จะถูกเรียกว่าเป็นบ้าน Hi-Class เพราะเป็นบ้านที่ใช้โครงสร้างหลักเป็นเหล็ก และใช้ผนังแบบคอนกรีตมาประกอบ รวมทั้งอุปกรณ์การดีไซน์ในบ้านก็ใช้วัสดุแบบเดียวกับการสร้างบ้านมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้มีความใกล้เคียงกับบ้านที่ปลูกตามโครงการมากแต่ใช้เวลาในการสร้างเพียงครึ่งเดียวของบ้านทั่วไป หมดปัญหากังวลบ้านไม่สวยไปได้เลย
บ้านที่แข็งแรงและทนทานจะมีอะไรตอบโจทย์ไปมากกว่าบ้านแบบนี้อีก แต่อาจใช้ระยะเวลาสร้างนานกว่าประเภทอื่นสักนิดหนึ่งนะคะ!
การสร้างบ้านหลังหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเมื่อพูดถึงงบประมาณในการจ่ายเพื่อสร้างบ้านแต่ละหลังแล้วนั้นย่อมไม่ใช่น้อยๆ บางคนอยากรีโนเวทบ้านแต่ก็ติดปัญหาที่ว่าจะหาคนออกแบบที่ไหนมาช่วยได้บ้าง บ้านสำเร็จรูปจึงเป็นบ้านที่ดี
สำหรับคนที่ต้องการความเร็วและประหยัด หมดปัญหาการเสียเวลาเพื่อรอการก่อสร้าง หรือ หาคนออกแบบบ้าน เพราะบ้านน็อคดาวน์จะจัดสรรพร้อมให้คุณเข้าอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน ง่ายยิ่งกว่าการต้มมาม่าให้อร่อยเสียอีก
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
บ้านเมื่อวันเวลาผ่านไป บางทีอาจจะมีส่วนที่ต้องชำรุด ทรุดโทรมตามกาลเวลา เราก็ต้องหมั่นที่จะเช็ก ตรวจตรา และดูแลบ้านทุกครั้ง เพราะบ้านคือสถานที่ที่เราต้องพักพิง อยู่อาศัย ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยบ้านนั้นก็เปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ สร้างขึ้นมา แรก ๆ ก็แข็งแรงดี แต่นานวันไปอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ก็ต้องหมั่นบำรุงดูแลรักษาสุขภาพเพื่อที่จะได้แข็งแรงขึ้น ถ้าเปรียบกับบ้าน คือ บ้านก็จะดูใหม่ขึ้น น่าอยู่ขึ้นนั้นเอง
แต่ถ้าหากว่าบ้านนั้นเก่ามาก ๆ ตรงนั้นชำรุด ตรงนี้ต้องแก้ ก็กลายเป็นปัญหาจุกจิกที่ซ่อมไม่เสร็จจริง ๆ สักที วิธีที่ดีที่สุดคือ การรีโนเวทบ้านให้กลับมาใหม่เหมือนตอนแรก เพิ่มเติมอาจจะดูทันสมัยกว่า เพื่อให้บ้านอยู่ไปนาน ๆ ให้ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน และที่สำคัญเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรามากขึ้นด้วย
อยากรีโนเวทบ้านแต่…กลัวงบเกิน
การรีโนเวทบ้านใหม่นั้น มีหลายส่วนที่ต้องจัดเตรียม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการวางแผนให้รอบคอบและตามมาด้วยสิ่งอื่น ๆ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เราสามารถควบคุมได้ วันนี้มีคำแนะนำดี ๆ มาบอก ถ้าหากทำตามวิธีการต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้เพื่อน ๆ ควบคุมงบประมาณได้ดีเลยนะ
1. วางแผนให้ดีที่สุด
การวางแผน คือ การกำหนดแพลนทุกอย่าง สิ่งที่เราจะทำกับบ้าน มีส่วนไหนบ้าง จุดไหนบ้างที่ต้องรีโนเวท อยากแนะนำว่าให้กำหนดมาครั้งเดียวเลย และแพลนต่อว่าจะจ้างช่างจากที่ไหน ให้ช่างทำส่วนไหนบ้าง โดยการเขียนลงไว้ในสมุดโน๊ตก่อน เพราะว่าจำอย่างเดียวไม่ได้ อาจจะลืมได้
2. กำหนดงบประมาณ
ในส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถควบคุมงบประมาณของเราได้ เพื่อที่จะไม่ให้งบประมาณเกินจากที่เรากำหนดไว้ คือ การตั้งงบประมาณมาเลยและต้องมั่นใจว่าจะจัดสรรให้อยู่ในงบประมาณเท่านี้ได้ เช่น
จ้างช่างเท่าไร โดยจะต้องโทรไปตกลง คุยรายละเอียดของงานที่จะให้ช่างทำให้เรียบร้อย ซื้ออะไรบ้าง งบซื้อของเท่าไร จะได้รู้ว่าเราควรลด ควรเพิ่มสเปกของสินค้าชิ้นไหนบ้าง ควรเปลี่ยนหรือว่าควรตัดออกไหม
3. เผื่อไว้สักหน่อย
ข้อนี้ คือ การเผื่องบประมาณไว้อีกสักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์จากงบที่ตั้งไว้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเวลารีโนเวทบ้านไปแล้ว เราอาจอยากจะเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่ตอนแรก เพื่อให้เข้ากันกับพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รีโนเวทไปแล้ว หรืออาจจะมีการซื้อของตกแต่งเพิ่ม เพื่อให้บ้านสวยงามและมีรูปแบบที่เข้ากันนั่นเอง
4. เลือกซื้อของ
หลังจากที่ได้ตั้งงบประมาณไปแล้ว เราก็ต้องหาซื้อของในการรีโนเวทบ้านเองด้วยนะ เพราะจะได้ดูเรื่องราคาของสินค้าได้ ชิ้นไหนแพงไปก็อาจจะดูของที่คล้ายกัน แต่ราคาถูกกว่าก็เป็นตัวเลือกที่จะทำให้ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง
5. ทำเองบางส่วนก็ดีไม่น้อย
บางจุดหรือว่าบางที่ที่เราสามารถซ่อมเองได้ ติดตั้งเองได้ อยากแนะนำให้ลงมือทำเองเลยดีกว่า เพราะว่าจ้างช่างมาทำแต่ละส่วน ก็ต้องมีค่าแรง ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ตามมาทีหลังก็เป็นได้ ถ้าเกิดว่าเรามั่นใจว่าตรงนี้ทำเองได้ ทำเลย แต่ถ้าตรงไหนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างฝีมือดีกว่านะ
6. ดำเนินการรีโนเวททุกอย่างตามแผน
จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตามที่เขียนในสมุดไว้แล้ว ขั้นตอนนี้ก็สามารถดำเนินการทุกอย่างตามแผนที่เราเขียนไว้ในสมุดเช่นกัน เพื่อที่งานรีโนเวทจะได้เสร็จตามแผนและตามงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรให้นอกเหนือจากแผนที่ตั้งไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับเราก็เป็นได้ แต่แผนที่เตรียมไว้ก็ต้องมีความละเอียดรอบคอบเช่นกัน
7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าตัดสินใจเอง
แน่นอนว่าการรีโนเวทบ้านต้องระเอียดรอบคอบ บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะมั่นใจว่าจะทำเองได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รู้วิธีการอย่างแท้จริง อาจจะตัดสินใจผิดพลาดในการทำ ผลที่ตามมา คือ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้ต้องเสียเวลาไปอีก ส่งผลให้การรีโนเวทนั้นเสร็จไม่ตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเลยดีกว่าที่จะมานั่งเดาเองหรือนั่งทำเอง อย่างเช่นงานที่เฉพาะมาก ๆ อย่าง ทางเดินน้ำ วงจรไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลายนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
สิ่งสำคัญในการซ่อมแซมหรือรีโนเวทบ้านใหม่ที่จะทำให้งบไม่บานปลาย คือ ต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบและครอบคลุมที่สุด อีกทั้งการตั้งงบประมาณก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ควบคุมงบประมาณและกำหนดกรอบอย่างชัดเจนอย่างเช่น การเลือกซื้อของสำหรับรีโนเวท การจ้างผู้รับเหมา เป็นต้น
ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการดูของตกแต่งบ้านสามารถมาหาได้ที่ Kaidee ได้เลย เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลย แต่ถ้าหากใครที่อยากได้บ้านใหม่ก็สามารถหาได้ที่ Kaidee Property เช่นกัน
May 11, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าใครเป็นแฟนบทความใน Kaidee จะรู้ว่าบ้านน็อคดาวน์หรือบ้านสำเร็จรูปนั้นเป็นเทรนด์มาแรง ในปีนี้จริงๆ เพราะขนาดทีมงานของเราไปเดินชมงานบ้านและสวนแฟร์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมายังพบว่ามีบูธบ้านน็อคดาวน์เพิ่มขึ้น แถมผู้คนในงานนั้นก็สนอกสนใจจนทำให้บริษัทบ้านน็อคดาวน์หรือบ้านสำเร็จรูปยิ้มไม่หุบกับยอดจองที่ล้นหลาม
เมื่อยอดจองมี ดีมานด์เกิด ราคาบ้านน็อคดาวน์จึงปรับตัวสูงขึ้น จากที่เมื่อก่อนเคยเริ่มต้นราคาหลักหมื่นปลาย ก็กระโดดไปที่หลักแสนจนถึงล้านกว่าๆ สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นปัจจัยเกี่ยวเนื่องอย่างค่าแรงที่แพงขึ้น การปรับปรุงนวัตกรรมและคุณภาพวัสดุให้มีความแข็งแรงทนทาน รวมไปถึงค่าไอเดียออกแบบบ้าน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันบ้านน็อคดาวน์หรือบ้านสำเร็จรูปนั้นมีความสวยงาม ทันสมัย และมีรูปแบบให้เลือกละลานตาจริงๆ
ย้อนกลับมาที่โจทย์ “บ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท มีจริงไหม” จากข้อมูลที่เราสำรวจสามารถตอบได้ว่ายังพอมีอยู่บ้าง ทั้งบ้านน็อคดาวน์มือหนึ่งและบ้านน็อคดาวน์มือสอง แต่สภาพการใช้งานนั้นไม่สามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้เต็มปากนัก เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยจำกัด แต่ยังคงนำมาใช้งานเป็นห้องขนาดเล็ก ห้องเก็บของ หรือบูธขายของ ได้
บ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 ได้อะไรบ้าง?
จากการสำรวจตลาดบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท หรือบ้านน็อคดาวน์งบน้อย หากเป็นของใหม่มือหนึ่งขนาดใหญ่สุดที่จ่ายด้วยเงิน 50,000 บาทแล้วยังมีทอนคือห้องสำเร็จรูป 3 X 2 เมตร สนนราคา 49,000 บาท (ข้อมูลจากร้านสยามโมบายโฮม) โดยสิ่งที่เราจะได้สำหรับห้องไซส์และราคานี้ ประกอบด้วย
ผนังด้านนอกทำจากไม้ฝาเฌอร่า ผนังด้านในเป็นไม้สังเคราะห์แผ่นเรียบ หลังคาเป็นแผ่นฉนวนกันความร้อนสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่าแผ่น Isowall พื้นวีว่าบอร์ดหนา 16 มม. ปูทับด้วยกระเบื้องยางแบบมาตรฐาน ประตูกระจกบานเลื่อนสลับ กรอบอลูมิเนียมอบขาว พร้อมมุ้งลวด ขนาด 1.60 X 2.00 เมตร 1 ชุด หน้าต่างกระจกบานเลื่อน กรอบอลูมิเนียมอบขาว พร้อมมุ้งลวด ขนาด 1.20 X 1.10 เมตร 1 ชุด ระบบไฟฟ้าประกอบด้วย โคมซาลาเปา 1 จุด เต้ารับ 1 จุด ตู้ควบคุมไฟขนาด 32 แอมป์ และพัดลมระบายอากาศ 1 ตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาบ้านจะอยู่ในงบ แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงให้เราต้องเสียเงินเพิ่มอยู่ดี เช่น ค่าขนส่งที่เริ่มต้นไม่น้อยกว่า 1 พันบาท และการเตรียมพื้นที่หน้างานในส่วนฐานราก เนื่องจากการวางบ้านน็อคดาวน์บนพื้นดินเลยนั้นเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะน้ำหนักของบ้านและสภาพดินที่ทรุดตัวลงตลอดจะทำให้บ้านเกิดความไม่สมดุลและเป็นอันตรายได้
ค่าใช้จ่ายของฐานรากนั้นก็แตกต่างกันไปตามแต่ละเทคนิควิธี ตั้งแต่ทำฐานตอม่อคอนกรีต ลงเสาเข็ม รูปตัวไอ หรือถ้าจะให้ได้ราคาถูกที่สุดคือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ที่มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไปนำมาวางเรียงเป็นฐานก็ได้เช่นกัน
หน้าตาบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท จากเพจ Siam Mobile House
สร้างบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาทด้วยตัวเอง โอกาสที่เป็นไปได้?
สำหรับใครที่มีความสามารถด้านการก่อสร้าง มีความรู้ช่าง หรือมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ตามงบจริงๆ การตัดสินใจลงมือสร้างบ้านน็อคดาวน์ด้วยตัวเองนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เหมือนอย่างที่หลายๆ คนนำมาแชร์บนโลกออนไลน์ว่าทำบ้านน็อคดาวน์ด้วยงบหลักหมื่นเท่านั้น
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจและราคาใกล้เคียงกับบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท ตามโจทย์ เป็นของคุณ “บักหำเคียว ซาแนว” (ชมคลิปที่นี่ ) ที่ออกมาแชร์บ้านน็อคดาวน์ฝีมือตัวเอง พร้อมทั้งแจกแจงค่าใช้จ่ายในส่วนของวัสดุต่างๆ ไว้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นโครงเหล็ก แผ่นปูพื้นและผนัง หลังคาเมทัลชีท และอีกมากมาย สิริรวมแล้วราวๆ 60,000 บาท (แต่ยังไม่รวมเครื่องมือในการทำงาน) โดยผลงานก่อสร้างที่เห็นนั้นชวนให้ต้องร้องว้าวจริงๆ
สำหรับขั้นตอนการก่อสร้างบ้านน็อคดาวน์ด้วยตัวเองนั้น มีลักษณะเดียวกับการสร้างบ้านทั่วไปคือต้องมีแปลนบ้านที่จะสร้างก่อน ว่าตัวบ้านมีขนาดกว้าง X ยาว X สูงกี่เมตร แบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างไร หากมีห้องน้ำภายในก็จะต้องคำนึงถึงงานระบบน้ำและการบำบัดน้ำเสียด้วย
เมื่อได้แปลนบ้านแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการระบุจำนวนและสเปควัสดุที่ต้องใช้ให้เหมาะสม โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างหลักที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ใช้ เพราะวัสดุแต่ละชนิดแต่ละขนาดสามารถรับน้ำหนักได้ต่างกันนั่นเอง
โดยเทคนิคการเลือกวัสดุไม่ให้งบบานปลายคือต้องเลือกจากฟังก์ชันการใช้งานมากกว่าความสวยงาม และควรสำรวจเปรียบเทียบราคาจากร้านค้าหลายๆ เจ้า รวมทั้งให้เวลากับการเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็จะทำให้เราได้ราคาดีที่สุด
บ้านน็อคดาวน์ที่ใช้งานได้จริงกับงบน้อยสุดที่ต้องจ่าย
มาถึงตรงนี้เราคงต้องยอมรับความจริงกันแล้วล่ะว่า การสำรวจบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท ที่ข้างนอกก็สวย สเปซข้างในก็เวิร์กนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยในยุคที่อะไรๆ ก็แพงขึ้น ซึ่งจากการสำรวจตลาดบ้านน็อคดาวน์ที่มาในรูปแบบของบ้านที่อยู่อาศัยได้จริง กล่าวคือมีห้องนอนห้องน้ำครบในตัวนั้น ราคาจะเริ่มต้นที่ 1 แสนกว่าบาทเป็นต้นไป และยังคงเป็นบ้านไซส์เล็กพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 20 ตารางเมตร ในดีไซน์เรียบๆ ทั่วไป
แต่หากต้องการแบบบ้านที่มีดีไซน์สะดุดตา เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์น สไตล์นอร์ดิก สไตล์ลอฟท์ สไตล์มินิมอล เหล่านี้แม้เป็นบ้านขนาดเล็ก แต่มีดีเทลงานออกแบบที่ปราณีต ทำให้รู้สึกน่าอยู่อาศัยยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าความสวยงามนั้นมาพร้อมกับราคาเริ่มต้นที่ 3 แสนกลางๆ และอัปขึ้นตามขนาดและฟังก์ชันที่มากขึ้น
ส่วนบ้านน็อคดาวน์ในฝันที่ชวนให้ใครหลายคนหลงใหล ดีงามทั้งดีไซน์และพื้นที่ใช้สอย งบน้อยที่สุดที่ต้องเตรียมไว้ เราบอกเลยว่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาทแน่นอน (แพงกว่าบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท ของเราถึง 10 เท่าเลยนะ)
ภาพจากเพจบ้านน็อคดาวน์ A Small House
สรุปบ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาทยังมีอยู่จริง
แม้ภาพรวมราคาของบ้านน็อคดาวน์ (ที่อยู่เป็นบ้านได้จริงๆ) จะเริ่มต้นที่หลักแสนบาทขึ้นไป แต่หากค้นหากันจริงๆ แล้วบ้านน็อคดาวน์สำเร็จรูปราคาหลักหมื่นก็ยังคงมีให้เห็น เพียงแต่รูปลักษณ์นั้นไม่ได้หรูหรา โดดเด่น และมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด หรือหากใครมีเวลามีความรู้ด้านช่างจะก่อสร้างเองก็ยังสามารถทำได้
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลว่า ต้องการบ้านน็อคดาวน์เพื่อใช้ในจุดประสงค์ใด หากต้องการใช้แค่พื้นที่เพื่อจัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ หรือดัดแปลงเป็นบูธขายของเล็กๆ บ้านน็อคดาวน์งบ 50,000 บาท ที่เป็นตัวอย่างข้างต้นถือว่าตอบโจทย์
ในทางกลับกัน หากเราไม่มีเวลามาทำบ้านน็อคดาวน์เอง และยังอยากได้บ้านที่อยู่อาศัยสะดวกสบายขึ้นก็มีความจำเป็นต้องลองขยับงบประมาณในกระเป๋าหรือมองหาแบบบ้านจากวัสดุอื่นๆ ทดแทน
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
กว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนให้เราใช้สอยกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านน็อคดาวน์ หรือบ้านสร้างเอง เกือบทั้งหมดต้องผ่านมือบุคลากรถึง 4 อาชีพหลัก ได้แก่ “สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา”
เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในฝันให้ก่อร่างสร้างตัวจนเข้าใช้งานได้จริงๆ โดยบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบอะไร และหากเราคิดจ้างมาสร้างบ้านส่วนตัว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย
สถาปนิก (Architect)
เป็นผู้แปลงความคิดความฝันของเราให้กลายเป็นภาพที่ชัดขึ้น โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าของบ้าน ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ หรือความชื่นชอบส่วนตัว เพื่อกำหนดเป็นฟังก์ชันใช้สอยของบ้าน (Function) พิจารณาพร้อมกับบริบท (Context) ประกอบด้วยทำเลโฉนดที่ดิน ลักษณะภูมิศาสตร์ของเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไปจนถึงทิศทางของแสงและลม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “บ้านอยู่สบาย” และสุดท้ายคืองบประมาณของเรา (Budgets) เพื่อกำหนดสเปคต่างๆ ของบ้านอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดถูกคิดเป็นคอนเซ็ปต์และออกแบบจน “บ้าน” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง สถาปนิกจะวางผังพื้นที่ใช้สอยกำหนดโซนนิ่งและระยะทางสัญจรที่เหมาะสม ใส่รายละเอียดเรื่องช่องเปิด ประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ระบุวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้าง ตำแหน่งงานระบบต่างๆ เช่น งานไฟฟ้า งานประปา เป็นต้น ไปจนถึงสร้างภาพ Perspective เพื่อให้เจ้าของบ้านพิจารณาอนุมัติ ซึ่งในระหว่างนี้อาจมีการปรับแก้ดีไซน์และฟังก์ชันจนพอใจทั้งสองฝ่าย (ส่วนใหญ่สถาปนิกจะกำหนดจำนวนครั้งที่เจ้าของบ้านสามารถแก้ไขราว 2-3 ครั้ง) เมื่อได้ข้อสรุปแบบทั้งหมด สถาปนิกจะเป็นผู้เขียนแบบก่อสร้าง (Construction Drawing) เพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิงในการก่อสร้างต่อไป
เตรียมตัวเมื่อต้องคุยกับสถาปนิก
การตัดสินใจว่าจ้างสถาปนิกให้เป็นผู้ออกแบบบ้านนั้น นอกจากเตรียมไอเดียสำหรับบ้านในฝัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และเงินในกระเป๋าไปคุยกับสถาปนิกแล้ว อีกสิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้คือค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างออกแบบอาคารที่ต้องจ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างและตกแต่งภายใน เรียกว่า “ค่าวิชาชีพสถาปนิก” ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการออกแบบ ค่าเขียนแบบ ค่าคำนวนแบบโครงสร้าง ค่าวิศวกร ตลอดถึงค่าเซ็นต์แบบก่อสร้างที่ต้องเซ็นต์ร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร
ค่าวิชาชีพสถาปนิกคิดจาก “เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา” ซึ่งเราสามารถเช็คเรทเบื้องต้นได้จากคู่มือสถาปนิก พ.ศ.2547 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างไรก็ตาม ค่าบริการอาจมีความแตกต่างกันไปตามขอบเขตงาน ข้อตกลง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเจ้าของบ้านควรพูดคุยกับสถาปนิกให้ชัดเจนเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดในอนาคต
เปอร์เซ็นต์การคิดค่าออกแบบอาคารแต่ละประเภทของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
วิศวกร (Engineer)
ถ้าสถาปนิกคือคนที่ทำให้บ้านน่าอยู่ วิศวกรก็คือคนที่ทำให้บ้านอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงและเป็นไปตามโจทย์ดีไซน์ของสถาปนิกให้ได้มากที่สุด ตลอดจนคำนวนแบบงานระบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของบ้าน 2 ชั้น ต้องใช้เหล็กจำนวนเท่าไร หรือหากต้องการสร้างคานบ้านยาวมากกว่า 6 เมตร ควรใช้วัสดุใดเข้ามาเสริมแรงเพื่อให้คานมั่นคงไม่ถล่มลงมาระหว่างใช้งาน หรือบนโครงหลังคาขนาดนี้ควรมีน้ำหนักอยู่ที่เท่าไร หรือห้องนอนขนาด 3X4 เมตร ควรใช้ไฟแบบไหนและจำนวนกี่ดวง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหน้างานให้สำเร็จลุล่วงตามแบบแปลนด้วย
คุยกับวิศวกรตอนไหน
โดยทั่วไปเมื่อเราว่าจ้างบริษัทสถาปนิกออกแบบแล้ว มักได้วิศวกรสาขาต่างๆ เช่น วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรประปา เข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเลย โดยทั้งหมดจะประสานงานผ่านสถาปนิกมาถึงเจ้าของบ้านอีกที ซึ่งตรงนี้มีข้อดีว่างานสามารถสรุปได้เร็วกว่าการแยกจ้างสถาปนิกเจ้าหนึ่ง วิศวกรเจ้าหนึ่ง
ส่วนการพูดคุยระหว่างเจ้าของบ้านกับวิศวกรจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการว่าจ้างให้วิศวกรช่วยคุมงานก่อสร้างเพื่อเป็นหูเป็นตาในการตรวจตราการทำงานของผู้รับเหมา รายงานความคืบหน้างานก่อสร้าง ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาหน้างานโดยประสานงานทั้งสถาปนิกและผู้รับเหมาในคราวเดียวเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อไป
งานโครงสร้างและงานระบบมีความสำคัญต่อการสร้างบ้านทุกหลัง หากออกแบบและคำนวนวัสดุอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาจุกจิกของตัวบ้านในอนาคตได้
มัณฑนากร (Interior Designer)
มัณฑนากรหรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “อินทีเรียดีไซเนอร์” คือผู้เนรมิตห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาให้มีเรื่องราวและรายละเอียดที่สวยงามลงตัว สะท้อนบุคลิกผู้เป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะเจาะกับรูปแบบชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่งานพื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ และของประดับ จนถึงดีเทลยิบย่อยอย่างเฉดสี ลวดลาย เนื้อสัมผัสวัสดุ เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานตกแต่งภายในคล้ายกับงานออกแบบของสถาปนิก กล่าวคือ 1.) รับทราบความต้องการของเจ้าของบ้านและพิจารณาบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.) วิเคราะห์ข้อมูลสร้างเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบก่อนลงมือสเก็ตช์แบบร่างเพื่อให้เราเห็นภาพ 3.) พัฒนาแบบร่างจนเป็นที่พึงพอใจพร้อมส่งมอบสเปควัสดุและรายละเอียดการติดตั้งให้ผู้รับเหมา โดยภายหลังส่งงานต่อให้ช่างตกแต่งภายในแล้ว มัณฑนากรส่วนใหญ่จะยังคงช่วยดูแลความเรียบร้อยหรือให้คำปรึกษาระหว่างการติดตั้งด้วย
ถึงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์
ช่วงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดคือคุยพร้อมกับสถาปนิกเพราะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องและสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและหน้าตาของบ้านได้ ยกตัวอย่างว่ามัณฑนากรต้องการวางหัวเตียงทางทิศตะวันออก แต่ปรากฏว่าผนังทิศนั้นสถาปนิกออกแบบเป็นประตู เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปแก้งาน หรือคุยงานร่วมกันเพื่อหาโซลูชันใหม่ ซึ่งหากทำตอนที่ยังเป็นแบบร่างบนกระดาษก็เพียงลบทิ้งเขียนใหม่ แต่หากเปลี่ยนกันตอนงานก่อสร้างเริ่มหรือเสร็จแล้ว เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การจ้างมัณฑนากรมาออกแบบตกแเต่งภายในหลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะสุดท้ายดีไซเนอร์ก็จะทำงานบนข้อจำกัดที่เจออยู่ดี เพื่อให้งานออกมาตอบโจทย์เจ้าของบ้านที่สุด แต่จะเหมือนอย่างที่เจ้าของบ้านวาดฝันไว้แต่แรกหรือไม่ ตรงนี้คงเผื่อใจกันไว้หน่อย เพราะการกลับไปแก้งาน สถาปัตย์หรือโครงสร้างที่ตั้งตระหง่านนั้น บอกเลยว่าราคาเอาเรื่องอยู่ และถ้าไม่อยากให้งบบานปลายไปกับงานอินทีเรีย คาถาเดียวที่ใช้ได้คือ “ใจแข็งๆ เข้าไว้”
งานอินทีเรียดีไซน์คือการเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ผู้รับเหมา (Contractor)
มาถึงอาชีพกลุ่มสุดท้ายที่คนอยากมีบ้านต้องรู้จักคือ “ผู้รับเหมา” ผู้เป็นแรงงานสำคัญในการเปลี่ยนภาพในกระดาษเป็นอาคารบ้านเรือนที่เราเข้าไปใช้ชีวตได้จริงๆ โดยอาศัยแบบก่อสร้างของสถาปนิกเป็นคู่มือลำดับการทำงานตั้งแต่ปรับพื้นที่ ลงฐานราก งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม (เช่น งานหลังคา พื้น ผนัง ประตู) งานระบบ (เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำทิ้ง) และเก็บรายละเอียดอื่นๆ จนพร้อมส่งมอบบ้านให้กับเรา
เรื่องต้องรู้ก่อนคุยกับผู้รับเหมา
เมื่อต้องการว่าจ้างผู้รับเหมา สิ่งที่เราต้องมีคือ BoQ (Bill of Quantities) หรือเอกสารแสดงปริมาณงาน และราคาวัสดุในการก่อสร้างซึ่งถอดออกมาจากแบบก่อสร้างทั้งหมด นอกจากใช้เป็นราคากลางอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบคัดเลือกผู้รับเหมาแต่ละเจ้าแล้ว BoQ ยังเป็นเสมือนบัญชีตรวจสอบราคาเมื่อเราเพิ่มหรือลดสเปคงานก่อสร้าง เช่น เปลี่ยนสเปควงกบประตูไม้จริง เป็น UPVC ราคาค่าก่อสร้างจะลดลง หรือเปลี่ยนสีทาภายนอกจากรุ่นทั่วไปเป็นรุ่น Self-Cleaning ราคาวัสดุต่อหน่วยย่อมเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ในการเสนอราคาของผู้รับเหมายังแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ จ้างเหมาแบบทั้งค่าแรงและค่าของ และการจ้างเฉพาะส่วนของค่าแรง (เจ้าของบ้านเป็นผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างเอง) ซึ่งส่วนใหญ่ตัดจบด้วยการเลือกแบบเหมาทั้งค่าแรงค่าของ เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านเซฟเวลาและพลังงานได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
“สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา” 4 บุคคลากรที่เราต้องเจอแน่ๆ เมื่อคิดจะสร้างบ้านสักหลัง การทำความรู้จักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาก่อน ช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลได้ครบถ้วน เพื่อใช้พูดคุยขอบเขตการทำงานของแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างครอบคลุม เป็นการตัดปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่ต้นลม และนั่นแหละคือหนทางทำให้เราได้ “บ้านที่เป็นบ้าน” สมใจ (ส่วนค่าใช้จ่ายบานปลายหรือไม่ อันนี้ไม่ขอรับประกันนะ 🙂 )
ส่วนใครที่อยากมีบ้าน แต่ขี้เกียจรับมือกับคนเยอะๆ ลองให้ Kaidee Property ช่วยได้ ที่นี่เรามีบ้านสร้างเสร็จพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยเพียบ