ยางรถยนต์ยี่ห้อไหนดี บทความนี้มีคำตอบ

ยางรถยนต์ยี่ห้อไหนดี บทความนี้มีคำตอบ

“ยางรถยนต์” จัดว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญมากที่สุดอีกหนึ่งชิ้นของรถยนต์ เนื่องจากยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นผิวของถนน และรองรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวรถ หากผู้ขับขี่ใช้งานเพียงอย่างเดียวจนลืมให้ความใส่ใจ ดูแล และตรวจเช็กยางรถยนต์ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายขึ้นได้ โดยสาเหตุมาจากยางรถยนต์ เช่น ยางแตก, ยางรั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย 

ดังนั้นผู้ขับขี่จึงต้องให้ความสำคัญกับยางรถยนต์เป็นอย่างมาก หมั่นตรวจเช็กข้อมูลอย่างครบถ้วนว่าใช้มากี่ปีแล้ว ถึงเวลาควรเปลี่ยนแล้วหรือยัง 

ยางรถยนต์มีอายุกี่ปี ?

การเปลี่ยนยางรถยนต์อาจไม่มีกำหนดตายตัวว่าต้องเปลี่ยนปีไหนหรือเมื่อไหร่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานโดยตรงว่าเราได้พารถคู่ใจคันนี้ขับไปลุยที่ไหนมาแล้วบ้าง ซึ่งหลักการสังเกตง่ายๆ ได้จากลักษณะสภาพภายนอกของยาง เช่น ดอกยางยังมีอยู่มั้ย เริ่มมองเห็นยากแล้วหรือยัง รวมถึงเวลาเอามือไปจับแล้วรู้สึกว่ายางไม่มีความยืดหยุ่นแต่กลับแข็งตัว อาจใช้เกณฑ์วัดเป็นการใช้งานระยะ 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ซึ่งก็ควรจะต้องถึงเวลาเปลี่ยนยางรถยนต์แล้ว

ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยาง ควรดูอะไรบ้าง

หลักๆ แล้วการเปลี่ยนยางรถยนต์จะต้องนำรถเข้าไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการที่มีผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้บริการ แต่ถ้าหากเราทำการบ้านศึกษาวิธีการเลือกยางรถยนต์ไปพอประมาณจะช่วยให้เราสามารถเลือกยี่ห้อและราคาที่ถูกใจ แล้วนำไปพูดคุยปรึกษากับเจ้าหน้าเพื่อให้ได้ยางที่เหมาะสมตรงกับการใช้งานของผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด 

โดยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับยางสามารถดูได้ที่แก้มของยาง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกซื้อยางได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้บำรุงรักษายางได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่ยางรถยนต์นั้นมีหลายประเภท แล้วแต่ละจุดประสงค์ของการใช้งาน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูวิธีอ่านค่ายางง่ายๆ ได้ตามนี้

ยกตัวอย่างค่ายาง 215/70R15 88H

  • 215 คือ ขนาดของหน้ายางหรือความกว้างของยางโดยมีหน่วยเป็นมิลิเมตร
  • 70 คือ ซีรีส์ยางและความสูงของแก้มยางที่มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ (70% ของ 215 มม.)
  • R คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล
  • 15 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางของยางที่ใส่ไว้กับกระทะล้อมีหน่วยเป็นนิ้ว
  • 88 คือ เลขดัชนีในการรับน้ำหนักของยาง
  • H คือ ขีดจำกัดความเร็วสูงสุด

ข้อมูลเหล่านี้สามารถสอบถามได้จากพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ หลังจากการเปลี่ยนยางรถยนต์แล้วยังต้องมีการเช็กศูนย์ถ่วง เพลาต่างๆ ของดอกยางรถยนต์ว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า การเลือกยางรถยนต์ที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการยึดเกาะพื้นผิวถนนทุกสถานการณ์ และให้ความปลอดภัยมากที่สุด ผู้ขับขี่จึงต้องใส่ใจในการเลือกเป็นพิเศษ วันนี้มาดูกันว่าถ้าเราจะเปลี่ยนยางควรเลือกใช้ยางยี่ห้อไหนดี มาหาคำตอบกับบทความนี้ไปพร้อมๆ กัน

  • GOODYEAR

ยางรถยนต์ชื่อคุ้นหูคนไทยที่ส่งตรงมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแอครอน รัฐโอไฮโอ โดยชื่อ “กู๊ดเยียร์” มาจาก มร.ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ผู้คิดค้นยางรถยนต์หรือต้นแบบยางที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่ง มร.แฟรงค์ ไซเบอร์ลิ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทกู๊ดเยียร์ ไทร์แอนด์รับเบอร์ ได้เลือกใช้ชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ มร.ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ 

กู๊ดเยียร์ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตยางรถยนต์ที่ทันสมัย และไม่ได้ผลิตแค่ยางรถยนต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตยางเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกและยังเป็นยางรถยนต์ยี่ห้อแรกที่ได้ขึ้นไปสัมผัสกับพื้นผิวของดวงจันทร์อีกด้วย รวมถึงยังมีประวัติศาสตร์การชนะการแข่งขันรถแข่งทั้งสนามเล็ก และสนามใหญ่ที่เรียกได้ว่าการันตีชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนาน

ด้วยความเป็นยี่ห้อยางรถยนต์อันดับหนึ่ง กู๊ดเยียร์จึงไม่หยุดพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้าไปในการผลิตยางรถยนต์ ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการคิดค้นยางที่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการผลิตซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานได้กว่า 10% และยังช่วยลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมในขั้นตอนการผลิต หากผู้ขับขี่ที่กำลังมองหายางรถยนต์สมรรถนะสูง กู๊ดเยียร์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดที่คุณต้องเลือก

  • Bridgestone

หนึ่งในยี่ห้อยางรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณยางของรถฟอร์มูล่าวัน (Formula) รวมไปถึงการแข่งขันรถทุกประเภท พร้อมการันตีชื่อเสียงและคุณภาพยางรถยนต์ยี่ห้อ Bridgestone ด้วยการคว้ารางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย” ประเภทยางรถยนต์ถึง 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดยางรถยนต์ 

การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ดีที่สุดคือแนวทางที่ถูกวางไว้มาโดยตลอด พวกเขาสะท้อนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เช่น ยางรถยนต์ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับให้กับรถประเภทประหยัดน้ำมัน สำหรับรถสายผจญภัยทางแบรนด์ก็ได้ออกแบบยางรถยนต์ที่รองรับทุกสภาพพื้นผิว หรือแม้แต่รถหรูอย่างซูเปอร์คาร์ก็มียางรถยนต์ที่มีขีดจำกัดของความเร็วไว้สูงมาก เพื่อตอบสนองกับผู้ใช้งานและความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ Bridgestone ยังได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์จากสนามแข่งขันระดับโลกที่นับไม่ถ้วน รวมไปถึงเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งรถอย่างรายการ Super GT Championship ที่การันตีได้ว่าระดับรถแข่งขันยังใช้งานยางของเรา เพราะฉะนั้นผู้ขับขี่จึงมั่นใจได้ว่ายางของ Bridgestone จะยึดเกาะกับถนนได้ดี ขับนิ่มนวลและปลอดภัย ที่สำคัญคุณภาพและราคาคุ้มค่าอย่างแน่นอน

  • Michelin

ยางรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสที่เดิมทีเป็นโรงงานผลิตยาง และคิดค้นยางรถยนต์แบบถอดได้ ซึ่งชื่อมิชลินมาจากนามสกุลของสองพี่น้องมิชลิน อองเดร (André) และ เอดูอาร์ (Édouard) ผู้เป็นต้นกำเนิดนวัตกรรมสำคัญของโลกอย่างยางรถที่สามารถถอดออกได้ สองพี่น้องมิชลินได้ทำลายข้อจำกัดของตัวเองเพื่อทำให้มนุษย์เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระมากขึ้น สิ่งนี้จึงเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์มาโดยตลอด 

หลังจากที่มิชลินเคยพามนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดกำจัดของตัวเองไปสู่การเดินทางที่อิสระมากขึ้น ทุกวันนี้มิชลินได้เปลี่ยนให้ผู้ใช้งานมุ่งไปสู่การใช้ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน ยางรถยนต์ในอนาคตจะทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ ด้วยการนำยางเก่ามารีไซเคิลและใช้วัสดุชีวภาพที่ไม่ต้องใช้ลม สามารถพิมพ์ดอกยางได้เรื่อยๆ รวมถึงยังมีระบบแจ้งเตือนให้ผู้ขับรับรู้ถึงสภาพยางเพื่อความปลอดภัย

ประวัติที่แสนยาวนานและคุณภาพของมิชลินปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของวงการยางรถยนต์ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ พร้อมความใส่ใจในการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ขับขี่ใช้งานอยู่เสมอ จึงทำให้มิชลินเป็นอีกหนึ่งย่อห้อยางรถยนต์ที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน

  • Continental

ข้ามฟากไปที่ยุโรปกันบ้างกับยางรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นในเมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี โดยเป็นผู้ผลิตยางอ่อนใยผ้าผสมยาง และล้อยางแข็งสำหรับรถม้าและรถจักรยาน พร้อมสร้างความสำเร็จในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ระดับโลกมามากมาย

นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในรายการแข่งขันและทำลายสถิติมากนักต่อนัก ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของ Continental เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 200,000 คนทั่วโลกในมากกว่า 56 ประเทศ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมยางแล้วยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งในอุตสาหกรรม Chasis&Safety, Powertrain, Interior และ Contitech อีกด้วย

โดย Continental ยังได้นำเสนอยางรถยนต์แบบมีดอกยางเป็นรายแรกของโลก เป็นผู้ผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสมผสานกับการคิดค้นและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งความที่เป็นเจ้าแรกในหลายๆ ด้าน จึงบ่งบอกได้ว่านี่คือหนึ่งในยี่ห้อยางรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก

  • YOKOHAMA

ยางรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการพัฒนาและผลิตยางคุณภาพมานานกว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2462 เริ่มการผลิตยางรถยนต์ครั้งแรกที่โรงงานฮิรานุมะ เมืองโยโกฮามา และต่อมาในปี พ.ศ. 2464 ได้ผลิตยางผ้าใบเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโยโกฮามาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นอีกหนึ่งยี่ห้อในวงการยานยนต์ที่ไม่เคยหยุดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่รถทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง, รถสปอร์ต, รถกระบะ, รถตู้ รวมไปถึงรถบรรทุกของขนาดใหญ่ที่มีให้เลือกได้ทุกประเภท เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการให้กับผู้ใช้อย่างครบครัน

สรุป

ตัวเลือกยี่ห้อยางรถยนต์ทั้งหมดที่เราหยิบยกมาพูดถึงให้ฟังนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันในวงการตลาดยางรถยนต์มีแบรนด์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวัน การเลือกยี่ห้อยางรถยนต์และการหมั่นดูแลเอาใจใส่จึงมีความสำคัญมากๆ เพราะยางรถยนต์ที่ดีจะทำให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยและมั่นใจได้ในทุกการเดินทาง

สำหรับใครที่กำลังมองหายางรถยนต์ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee แหล่งซื้อขายรถยนต์มือสอง รวมไปถึงอะไหล่ และอื่นๆ ที่รวบรวมทั้งหมดไว้ให้คุณที่นี่ที่เดียว

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

รถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเก๋ง รถ SUV รถกระบะ แต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันหรือบางประเภทก็คล้ายกัน โดยในประเทศไทยนั้นมีรถอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้ คือ รถประเภท MPV ที่ย่อมาจาก Multi Purpose Vehicle โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถประเภทอื่น เนื่องจากขนาดของรถที่ใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้จะมีโครงสร้างของรถที่คล้ายคลึงกับรถตู้ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าและให้ความสะดวกสบาย หรูหรา มีเทคโนโลยีที่ดีกว่ารถตู้นั่นเอง

ประโยชน์ของรถ MPV 

โดยรถอเนกประสงค์ MPV นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรถของครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัวเล็กจนถึงครอบครัวใหญ่ เนื่องจากขนาดของรถที่สามารถรองรับคนได้เยอะ บางรุ่นสามารถจุได้ถึง 11 คนเลยทีเดียว โดยภายในรถถูกออกแบบให้ที่นั่งสามารถรองรับสรีระของคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่ปวดหลัง สามารถขยับตัวท่าไหนก็ได้ บางรุ่นเบาะนั่งสามารถนวดได้เลยนะ 

ซึ่งรถประเภท MPV นั้น ถึงแม้จะมีทรงที่คล้ายกับรถตู้ แต่อยากจะบอกว่า รถ MPV นั้นเป็นรถคนละประเภทกับรถตู้เลยนะ เพราะรถตู้เป็นรถที่เน้นเรื่องการโดยสารเป็นหลัก ที่นั่งจะเยอะกว่าและไม่สะดวกสบายเท่ารถ MPV ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่า เพราะมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า มีเบาะที่สามารถปรับได้หรือมีระบบไฟฟ้าที่สามารถปรับและนวดได้ สามารถจุสัมภาระได้เยอะกว่า อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าอีกด้วย 

ตัวอย่างรถ MPV 

ในปัจจุบันรถยนต์ประเภท MPV นั้น มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เลยขอยกตัวอย่างรถ MPV ที่ทุกคนคุ้นตากัน เช่น 

1. Hyundai H-1 

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถตู้เอนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทยที่ยังทํายอดขายได้ดีมาโดยตลอด นั่นก็คือ Hyundai H1 นั่นเอง รถตู้อเนกประสงค์ชื่อดังจากค่ายเกาหลี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลกับ ความหรูหราที่มีมาให้ จึงทําให้เป็นรถรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นของคนไทยเป็นจํานวนมาก Hyundai H1 ซึ่งได้ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอกให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใส่ใจถึง ควํามสะดวกและความบันเทิงภายในตัวรถอย่างครบครัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรงแต่ประหยัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตอบโจทย์การใช้งาน ของผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 1,329,000 – 2,399,000 บาท 

2. Toyota Vellfire และ Alphard 

รถรุ่นนี้จะได้รับ ความนิยมในกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สิ่งอํานวยความสะดวกที่ครบครันด้วยเบาะนั่ง VIP แบบแยกพร้อมระบบนวดและปรับไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง บวกกับช่วงล่างที่นุ่มเป็นพิเศษ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ซึ่งมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่าง กัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ

รุ่น Vellfire 2.5 

  • เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-I 2.5 ลิตร 180 แรงม้า
  • เกียร์ อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift
  • ราคา 3,889,000 บาท

รุ่น Alphard 2.5 Hybrid 

  • เครื่องยนต์เบนซิน VVT-I Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร 2AR-FXE 150 แรงม้าจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟฟ้า 2JM 143 แรงม้าทํางานร่วมกันให้กําลังสูงสุด 197 แรงม้า 
  • เกียร์อัตโนมัติ ECVT และขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับสี่แบบ E-Four
  • ราคา 4,019,000 บาท

รุ่น Alphard 3.5 V IP V6 

  • เครื่องยนต์เบนซิน V6 296 แรงม้า
  • เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ลูกใหม่แบบ Direct Shift
  • ราคา 5,509,000 บาท

หากใครกำลังมองหารถ MPV อเนกประสงค์ไว้ใช้กับครอบครัว ที่ได้ทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายในการเดินทาง ช่วงล่างที่แข็งแรง นุ่มนวลทุกการเดินทาง รถทั้ง 2 แบรนด์ที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ 
แต่ว่าทาง Kaidee Auto ของเราก็มีรถประเภท MPV ขายเยอะเหมือนกันนะครับ มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เลือก รับรองคุณภาพและราคาที่ดีเลยครับ แวะมาชมกันเยอะ ๆ นะครับ

5 ปัญหารถยนต์ที่พบบ่อย พร้อมวิธีป้องกันและดูแลรักษา

5 ปัญหารถยนต์ที่พบบ่อย พร้อมวิธีป้องกันและดูแลรักษา

การมีรถยนต์คันแรกเป็นของตัวเองย่อมเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและดีใจเสมอ ย้อนวันวานความรู้สึกกลับไปตั้งแต่วันแรกที่นั่งเลือกรถรุ่นที่ถูกใจ ตลอดไปจนถึงการเตรียมตัวในเรื่องของเอกสาร และศึกษาวิธีบำรุงดูแลรักษารถยนต์คันโปรดของเราให้เป็นอย่างดี เนื่องจากรถยนต์คันนี้ที่เราได้ตัดสินใจซื้อจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางในตลอดระยะเวลาหลายปี ดังนั้นปัญหาของรถยนต์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ยางแบน, เครื่องยนต์ร้อน, รถดับ, กระจกเสียงดัง สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่ เรื่องของราคาค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไป วันนี้เราจึงรวบรวม 5 ปัญหารถยนต์ที่พบบ่อยว่ามีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ พร้อมวิธีป้องกันให้ทุกคนได้ทราบกัน

1. แบตเตอรี่หมด

หากว่าคุณจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน เนื่องจากไม่มีเวลาได้ขับใช้งานรถคันนี้สักเท่าไหร่ วันนี้จึงรู้สึกอยากขับรถคันนี้เป็นพิเศษ แต่พอมาสตาร์ทกลับพบว่ารถสตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติด ปัญหานี้เป็นอาการของแบตเตอรี่หมด ซึ่งต้องคอยเช็กตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการขับรถทางไกล หรือการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน การตรวจเช็กแบตเตอรี่ว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ มีอายุเหลือเท่าไหร่ ถ้าหากว่าแบตเตอรี่มีอายุเสื่อมมากเกินไป ต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที และต้องคอยเช็กว่าตัวแบตเชื่อมต่อสนิทดีกับส่วนอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม 

2. ไดชาร์จ

อีกหนึ่งปัญหาที่อาจทำให้รถยนต์ของคุณสตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ได้นั่นก็คือ “ไดชาร์จมีปัญหา” ซึ่งไดชาร์จเป็นตัวที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่เพื่อให้ทำงานและชาร์จอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดว่าไดชาร์จมีปัญหาขึ้นมาจะส่งผลให้สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติด หรือรถอาจดับกลางทางได้ เนื่องจากแบตเตอรี่ไม่ได้ถูกชาร์จอย่างที่ถูกต้องนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องคอยหมั่นตรวจเช็กอายุการใช้งานว่านานเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากว่าไดชาร์จเสื่อมอายุแล้วควรเปลี่ยนเพื่อให้เครื่องยนต์กลับมาสตาร์ทและใช้งานได้ปกติ

3. หม้อน้ำรั่ว

อาการหม้อน้ำรั่วเป็นปัญหาที่ทำให้ขับรถต่อไปก็ไม่ได้หรือจะถอยก็ไม่ดี ซึ่งเป็นอันตรายส่งผลถึงชีวิตและส่งผลให้เสียทรัพย์สินกันอย่างมากเลยทีเดียว หากเกิดปัญหาควรหลบจอดเข้าข้างทางและหยุดรถทันที จากนั้นเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อนแล้วปล่อยรอให้เครื่องเย็นเท่านั้นจึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำ เทน้ำเติมลงไปให้มากพอระดับหนึ่ง แล้วทิ้งระยะเพื่อสังเกตดูว่าระดับน้ำเท่าเดิมหรือเปล่า หากระดับน้ำลดเทเท่าไรก็ไม่เต็มสักทีแสดงว่าหม้อน้ำอาจจะแตก ต้องโทรตามช่างมาซ่อมทันที หรือในกรณีที่มีการรั่วซึมก็ยังพอขับไปเพื่อหาอู่ซ่อมใกล้ๆ ได้ ดังนั้นจึงควรตรวจเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง รวมถึงต้องดูด้วยว่ามีรอยแตกหรือไม่ ระบบพัดลมระบายความร้อนทำงานปกติอยู่ไหม เท่านี้ก็ช่วยให้อุ่นใจในทุกครั้งก่อนออกเดินทาง

4. น้ำมันรั่ว

หากสังเกตได้ถึงรอยน้ำมันหยดที่ใต้ท้องรถมากเกินผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือดับเครื่องยนต์ เพราะน้ำมันเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ แล้วโทรตามช่างหรืออู่ซ่อมรถใกล้บริเวณนั้นมาตรวจสอบทันที ดังนั้นจึงหมั่นตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการขับรถอย่างระมัดระวังก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำมันรั่ว รวมถึงยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ไปได้อีก

5. ยางแบน

รถยางแบนเป็นปัญหาที่เราเจอได้บ่อยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องระมัดระวังในการขับขี่รถบนท้องถนนเป็นอย่างมาก เน้นขับขี่บนถนนพื้นผิวที่มีความเรียบเนียน แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีสิ่งแหลมคมทิ่มจนทำให้เกิดยางแบนได้ ถ้าแย่ไปกว่านั้นคือยางแตกและเสี่ยงต่ออันตรายเป็นอย่างสูง ก่อนออกรถแต่ละครั้งควรเช็กลมยางให้เรียบร้อย หรือเข้าบริการเช็กลมยางที่สถานีบริการน้ำมันทุกที่ได้อย่างสะดวกสบาย

เมื่ออ่านจบแล้วก็อย่าลืมไปตรวจเช็กปัญหาต่างๆ กับรถยนต์คันโปรดของคุณกันให้เรียบร้อย เพื่อสร้างความอุ่นใจและเตรียมความพร้อมในทุกครั้งก่อนออกเดินทาง สำหรับใครที่กำลังมีแพลนหาซื้อรถยนต์คันแรกอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee แหล่งซื้อขายรถยนต์ รถมือสองที่เรารวบรวมไว้ให้คุณโดยเฉพาะ

5 รถคลาสสิกในตำนาน ขายดีราคาไม่มีตก !

5 รถคลาสสิกในตำนาน ขายดีราคาไม่มีตก !

“รถคลาสสิก” ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ผ่านเจ้าของมาหลายคน หรือเป็นรถที่รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าจะซ่อมกันบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่รถคลาสสิกก็ยังคงเอกลักษณ์ของความสวยงามที่มีเสน่ห์ และน่าหลงใหลจนต้องตามหาเพื่อมาเป็นเจ้าของกันให้ได้ ยิ่งรถปีเก่าๆ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่หมายปองของนักสะสม ราคาก็มีแต่ขึ้นและไม่มีตกง่ายๆ วันนี้ RodKaidee จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก 10 รถคลาสสิกในตำนานที่ขายดีราคาไม่มีตก

1. Nissan Figaro

หนึ่งในรถเล็กที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลกับการเปิดตัวครั้งแรกในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 1989 ฝีมือการออกแบบของมิสเตอร์โชจิ ทาคาฮาชิ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์วิคตอเรียน เน้นการตกแต่งด้วยโครเมียมรอบคัน แผงพลาสติกที่ติดตั้งกระจังหน้า ทำจากพลาสติก PPO คืนตัวได้เมื่อโดนกระแทก หลังคาสามารถเลื่อนพับเก็บได้ ภายในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความหรูหราด้วยโครเมียมสไตล์อังกฤษ พวงมาลัย 3 แกนแบบคลาสสิก เครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า เกียร์ออโต้ 3 สปีด โดยหลังจากที่เปิดตัวพร้อมกระแสตอบรับที่เกินคาดก็ได้ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน โดยใน 8,000 คันแรกผลิตแบบปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับอยู่เพื่อบ่งบอกความพิเศษที่คนสะสมต้องหลงรัก

2. Suzuki Caribian 

ขวัญใจสายออฟโรดที่ปัจจุบันได้เลิกทำการผลิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเป็นเอกลักษณ์ให้เหล่านักสะสมได้ตามหามาปั้นคัสตอมสไตล์ออฟโรดกันอย่างสนุก โดยผลิตครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1968 นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1977 นิยมใช้ในราชการทหาร ก่อนที่จะขายในเชิงพาณิชย์ประมาณปี ค.ศ.1982 เป็นรถ 4 ที่นั่ง มีฉายาที่เรียกติดปากว่า “รถตู้ปลา” ในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ารถเก๋ง แต่หลายคนก็ต้องยอมตัดใจขายเพราะทนแรงสั่นสะเทือนของรถไม่ไหว ซึ่งถือว่าเป็นรถตรงสายสำหรับผู้ที่มีใจรักในเส้นทางออฟโรด โดยเครื่องยนต์ของรถนั้นใช้งานไม่ยาก กลไกไม่ซับซ้อน ทนทาน สมกับเป็นรถที่สายลุยตามหาซื้อไว้มาครอบครอง

3. Land Rover Series I, II, III และ Defender

ตำนานออฟโรดขนานแท้ที่คงเอกลักษณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นไว้อย่างยาวนานกว่า 70 ปี จัดว่าเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดรถสำหรับใช้ขับเข้าป่า หรือจะใช้งานในเมืองก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการและได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นรถแห่งความสมบุกสมบันและจิตวิญญาณความเป็นออฟโรดขนานแท้ 

4. Volkswagen Beetle

“รถเต่า” ชื่อที่เราคุ้นเคยและเรียกติดปากสำหรับรถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย Volkswagen ที่ได้นำเข้ามาสู่บ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 โดยมีหลากหลายรูปแบบหลายฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, กันชนใหญ่, ไฟท้ายกลม หรือรุ่นเปิดประทุน ในอดีตนั้นรถเต่าเป็นรถธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ด้วยรูปทรงที่สวยงาม ผสมกับความทนทาน และการผลิตที่ยาวนานจึงทำให้เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามาจนถึงปัจจุบัน

5. Porsche 911

รถสปอร์ตสุดคลาสสิกอีกหนึ่งรุ่นกับทรงกบในตำนาน สืบทอดต่อยอดความสำเร็จมาจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชั่น ด้วยเอกลักษณ์รถสปอร์ตเฉพาะตัว ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย มีรุ่นแตกไลน์ออกมาอีกมากมาย แต่รุ่นที่โดดเด่นคือ Targa, Speedster หรือ GT ซึ่งเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมเล่นรถนั้นต้องมีไว้ครอบครอง

เชื่อได้ว่ารถคลาสสิก 5 รุ่นที่เราได้มาแนะนำให้ทุกคนในวันนี้ ต้องมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ถูกใจคนอ่านกันบ้าง สำหรับใครที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee กันเลย

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ