Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบัน “รถยนต์” นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต เนื่องด้วยระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะนั้นยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก การที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองจึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นอย่างมาก แต่การซื้อรถยนต์คันแรกนั้นยังมีอยู่หลายปัจจัยให้ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แล้วปัจจัยเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง เราตามไปดูพร้อมกันเลย
1. ความจำเป็นในการใช้งาน
หลายคนคงมีรถในฝันที่เริ่มต้นจากความชอบและความหลงใหลเพราะทุกคนต่างก็มีภาพจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป แต่ความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกต้องตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น ใช้สำหรับขับไปทำงาน หรือขับไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้ใช้งานว่าใช้รถกันกี่คน นั่งได้กี่คน ซึ่งโจทย์เหล่านี้จะนำมาสู่การตัดสินใจซื้อรถคันแรกของคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด
2. ตั้งงบประมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง
“งบประมาณ” นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการตัดสินใจซื้อรถคันแรก ซึ่งเราต้องเช็กสถานะทางการเงินของตัวเองให้ดีก่อนว่าพร้อมจะดาวน์รถหรือไม่ รวมถึงยังต้องคำนวณเงินเดือนอีกว่าพอหรือเปล่าสำหรับใช้ในการจ่ายค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลรักษา โดยถ้าต้องซื้อรถด้วยเงินผ่อน เมื่อรวมเงินที่ผ่อนรถต่อเดือนแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ควรเกิน 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
3. เตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ตามมา
นอกจากมีค่าผ่อนรถของแต่ละเดือนแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาในทันที เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าประกันภัยชั้นหนึ่ง, พรบ. และภาษีรถยนต์, ค่าเช็กระยะ และถ่ายน้ำมันเครื่อง สรุปแล้วในแต่ละเดือนจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งจุดนี้จะต้องคำนวณเงินเดือนของคุณให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อรถ
4. รู้จักค่าเสื่อมของรถยนต์
รถยนต์ที่เรากำลังเลือกและอยู่ในช่วงตัดสินใจที่จะซื้อมาใช้งานนั้นจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางนานกว่า 1 ปี อย่างแน่นอน เมื่อเกิดการใช้งานเป็นเวลานาน สภาพของรถก็จะทรุดโทรมตามการเวลา ยิ่งมีรถรุ่นใหม่เปิดตัวออกมามูลค่าของรถรุ่นเก่าก็จะตกลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นซึ่งเรียกว่า “ค่าเสื่อมราคารถยนต์”
5. เลือกโปรโมชันในการซื้อรถที่ดีที่สุดด้วยตัวเอง
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดซึ่งเราได้พาไปดูราคารถ เทียบสมรรถนะ และความต้องการในการใช้งานแล้ว อีกหนึ่งข้อที่เราอยากแนะนำคือ ให้เข้าไปคุยกับเซลล์ของแต่ละศูนย์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด รวมถึงยังได้รับคำแนะนำในการตัดสินใจเลือกซื้อ นอกจากนี้ศูนย์รถยนต์แต่ละที่จะมีโปรโมชันที่แตกต่างกันออกไป ทั้งลด แลก แจก แถม เงินดาวน์ เงินผ่อน ซึ่งแต่ละศูนย์จะให้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่ได้เข้าไปหาข้อมูลด้วยตัวเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังหาซื้อรถยนต์คันแรกอยู่ หรือมีความสนใจรถมือสองเป็นพิเศษ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee ที่มีแหล่งรวบรวมรถยนต์มือสองไว้ให้คุณเลือกมากกว่า 3 หมื่นคัน
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน
ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?
สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน
ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ
ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?
ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
- ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
- ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
- ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
- ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?
ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ
ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน
หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น
ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?
หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
- รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
- รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต
ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน
อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ
Nov 24, 2020 | บทความยานยนต์
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมาแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ถูกออกแบบและคิดค้นขึ้นมาได้อย่างสำเร็จ โดยในปัจจุบันมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคนเริ่มซื้อและนำออกมาขับกันให้เห็นบนท้องถนนทั่วไปแล้ว เช่น ประเทศอเมริกา เป็นต้น อย่างแบรนด์ Tesla เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจนกลายแบรนด์ยอดนิยมและมีชื่อเสียงมากในตอนนี้
ในไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว?
ในประเทศไทยเองก็มีคนขับรถพลังงานไฟฟ้าอย่างแบรนด์ Tesla แม้เจ้าตัวจะยังไม่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีโชว์รูมที่นำเข้ามาขายจริงในไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคนให้ความสนใจซื้อและนำออกมาขับขี่ให้เห็นกันอยู่จำนวนหนึ่งเลยล่ะ
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เช่น Nissan และ MG เป็นต้น ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของการไฟฟ้านครหลวงหรือจะเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังก็มีสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วเพื่อรองรับการใช้งานของรถประเภทนี้มากขึ้น
มาดูกันว่า แบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์อะไรบ้าง ที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย มาดูกันเลย
1. Fomm One
เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กและมีคนนิยมซื้อมาขับขี่บนท้องถนนพอสมควรเลยล่ะ กับเจ้า Fomm One รถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว มีขนาดกะทัดรัด โดยที่ผสมผสานความน่ารักกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ชูจุดเด่นเรื่อง รถสามารถลอยน้ำได้ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างมาก เห็นรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัดแบบนี้สามารถนั่งได้ถึง 4 คนเลย
โดยเจ้า Fomm One มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 664,000 บาท
2. MG ZS EV
MG ZS EV ถือว่าเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ทำให้ปลุกกระแสการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มาด้วยรูปทรง SUV เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้สีฟ้า “Copenhagen Blue” บ่งบอกว่าเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับโลก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความบันเทิงอย่างครบครัน
โดยเจ้า MG ZS EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 337 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,190,000 บาท
3. Hyundai Ioniq Electric
เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไร ซึ่งเจ้า Hyundai loniq Electric เป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศเกาหลีใต้ที่มากับดีไซน์เรียบหรูที่ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ อีกทั้งกระจังหน้ารถยังมาในรูปแบบปิดทึบ ทำให้ดูโดดเด่นขึ้น นอกจากนี้ภายในรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างครบครัน
โดยเจ้า Hyundai loniq Electric มาพร้อมกับกับมอเตอร์ไฟฟ้า ชนิดแม่เหล็กถาวร แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้ากับแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน 28 กิโลวัตต์ มีระบบ On Board Charger ขนาด 6.6 กิโลวัตต์ ควบคุมการทำงานด้วย Electric Power Control Unit (EPCU) สามารถวิ่งได้ 280 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,749,000 บาท
4. Nissan Leaf
ค่ายญี่ปุ่นอย่าง Nissan ที่นำ Nissan Leaf เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเจ้า Nissan Leaf เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ครองแชมป์ที่ 1 โดยในปี 2019 สามารถทำยอดขายได้ 400,000 คันทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยวตามแนวคิดการออกแบบของ Nissan และตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเอกลักษณ์กับกระจังหน้า V-motion อีกทั้งยังโดเด่นด้วยไฟหน้าทรงบูมเมอแรง พร้อมกับใส่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่
โดยเจ้า Nissan Leaf มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า AC SYNCHRONOUS ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุขนาด 40 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,990,000 บาท
5. Kia Soul EV
อีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศเกาหลีใต้ นั่นคือ Kia Soul EV ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงรถที่มากับสไตล์ครอสโอเวอร์ทรงกล่อง มีทั้งหมด 5 ที่นั่ง ภายในสีดำพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าพร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง
โดยเจ้า Kia Soul EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet AC Synchronous 204 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion Polymer Battery (LIPO) ขนาด 64 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 452 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 2,387,000 บาท (นำเข้า CBU)
6. Audi e-tron
แบรนด์รถยนต์ Luxurious อย่างแบรนด์ Audi ที่ได้ส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเจ้า Audi e-tron เข้ามาให้ชาวไทยได้มาจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างเป็นทางการ
โดยตัวที่นำเข้ามาจะเป็น Audi e-tron 55 quattro รถทรง SUV สุดหรูกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audi กับกระจังหน้าขนาดใหญ่กับเส้นสายแนวนอนถี่ ๆ และแนวตั้ง 6 เส้น พร้อมโลโก้ Audi อีกทั้งยังมีภายในห้องโดยสารที่หรูหราและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย
โดยเจ้า Audi e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่ง ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธี่ยมไอออน 95 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 417 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 5,099,000 บาท
7. Jaguar i-PACE
Jaguar แบรนด์รถยนต์หรูอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Jaguar i-PACE ออกมาให้สาวกได้ยลโฉมกัน ซึ่ง Jaguar i-PACE เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยเช่นกัน ตัวรถมาพร้อมกับดีไซน์คูเป้สุดหรูกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยฝากระโปรงที่ต่ำ ดูโฉบเฉี่ยว และมีกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ Jaguar โดยเฉพาะ อีกทั้งภายในยังตกแต่งสไตล์ห้องนักบิน แผงคอนโซลหน้าแบบลอยตัวและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน
โดยเจ้า Jaguar i-PACE มาพร้อมกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้ากับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน 90 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
โดย Jaguar i-PACE จะมีด้วยกัน 3 รุ่นย่อยและราคา ดังนี้
I-Pace Electric AWD S ราคา 5,499,000 บาท
I-Pace Electric AWD SE ราคา 6,299,000 บาท
I-Pace Electric AWD HSE ราคา 6,999,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
ในวันที่คนในประเทศไทยหันมาเปลี่ยนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยโลกไม่ให้ร้อนขึ้น เป็นหนึ่งก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่าทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับมลภาวะที่เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและในตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา เปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานที่เป็นมลพิษกับโลกและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน จะเห็นได้จากปัจจุบันที่ผู้คนต่างเริ่มตระหนักแล้วและเชื่อว่า ผู้คนจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต มาช่วยกันรักษาโลกให้กลับมาเป็นโลกที่น่าอยู่และสมบูรณ์แบบกันเถอะ
เป็นอย่างไรบ้างกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทาง Kaidee Auto มาแนะนำกันวันนี้ สนใจแบรนด์ไหนกันบ้าง ถ้าอยากเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด สามารถลองเข้ามาดูกันก่อนที่ Kaidee Auto หรือจะติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ได้เลย
Nov 23, 2020 | บทความยานยนต์
เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย การตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่มือใหม่ทั้งหลายควรศึกษา เพราะความอ่อนแข็งของลมยาง ล้วนมีผลต่อการขับขี่ แต่ปัญหาของมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจ นั่นก็คือไม่รู้ว่ารถของเราควรเติมลมยางเท่าไหร่ และเติมยังไงให้ถูกต้อง
ข้อควรรู้ก่อนเติมลมยาง
- รู้ว่ารถของเราเป็นรถขนาดเท่าไหร่ หลักในการจำความดันลมยางง่ายๆ คือ รถยนต์ขนาดเล็ก ควรเติมแรงดันของลมยางประมาณ 25 -30 ปอนด์ รถยนต์ขนาดกลางถึงใหญ่ ควรเติมแรงดันลมยาง ประมาณ 30 -35 ปอนด์ และสำหรับรถกระบะ ควรเติมแรงดันลมยางไม่เกิน 65 ปอนด์ แต่ถ้าหากรถต้องบรรทุกของหนักอยู่บ่อยๆ แนะนำให้เติมเกินไป 2-3 ปอนด์
- ต้องเติมลงยางทั้ง 4 ล้อให้เท่ากัน เพื่อป้องกันการสึกหรอของยาง
- เติมลมยางตอนที่ยางยังเย็นอยู่ เนื่องจากค่าของลมยางยังมีความแน่นอน เพราะถ้าหากเติมในขณะที่ยางมีอุณหภูมิสูงจะทำให้มวลภายในลมยางขยายตัว เมื่อเติมจะได้ค่าไม่แน่นอน
- เติมลมยางให้พอดี ถ้าให้ชัวร์ควรดูลักษณะการขับขี่ของคุณประกอบกัน เช่น ถ้าคุณขับรถเร็ว ควรเติมให้แข็งกว่าปกติเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนขับรถแบบสบายๆ ไม่เร็วมากให้เติมลมยางอ่อนๆ ไม่เกิน 32 ปอนด์กำลังดี
- หมั่นเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอ โดยภายใน 1 เดือน ควรเช็คประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ลมยางของเราอ่อนจนเกินไป
วิธีเติมลมยางด้วยตนเอง
- รู้จักปริมาณลมยางของรถตัวเอง และต้องรู้ว่าล้อรถสามารถรับค่าลมยางได้มากสุดเท่าไหร่ โดยดูที่แก้มยาง หรือดูจากคู่มือรถของเรา เพื่อป้องกันไม่ให้ล้อรถระเบิด
- มองหาจุดเติมลม ส่วนใหญ่จะเป็นปั๊มน้ำมัน
- ตั้งค่าแรงดันที่เราต้องการเติม ยกตัวอย่างเช่น รถเราเป็นรถขนาดกลาง สามารถเติมได้ 30-35 ปอนด์ ก็กดตั้งค่าที่ปุ่ม – + ตามต้องการ
- ลากสายเติมลมไปที่ล้อรถ และเสียบหัวเติมลมให้เข้ากับจุกเติมลมที่ยางให้พอดี
- ทำแบบนี้ให้ครบทั้ง 4 ล้อ โดยส่วนมากถ้าเติมล้อนั้นๆเสร็จแล้ว ตัวเครื่องจะมีเสียงดัง ‘ปี๊ปๆ’ เพื่อเตือนให้เอาหัวเติมออก
- เก็บสายเติมลมยางเข้าที่ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
** ถ้าในกรณีที่ยางไม่มีลมอยู่เลย ก่อนเติมให้กดที่ปุ่ม ‘สำหรับยางแบนเท่านั้น’ เพื่อให้ล้อรถของเราแรงดันก่อน จากนั้นเติมได้ปกติเลย
รถของใคร ใครก็รัก แต่ถ้าจะให้ดีต้องเรียนรู้เรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการเติมลม ประกอบการขับขี่ด้วย เพื่อให้รถคันโปรดอยู่กับคุณไปนานๆ เตรียมบอกลาคำว่ามือใหม่หัดขับ เป็นนักขับมืออาชีพได้เลย
หากคุณกำลังมองหารถสักคน สามารถเลือกซื้อรถมือสองคุณภาพดี ราคาไม่แรงได้ที่ Kaidee Auto จะรถรุ่นไหน ต้องการออปชันอะไร ที่นี่มีครบ
Nov 20, 2020 | บทความยานยนต์
หากเอ่ยถึงซูเปอร์คาร์ เชื่อว่าหลายคนคงจัดอันดับให้เป็นรถในฝันที่ไกลเกินเอื้อม ด้วยราคาอันแพงแสนแพง เริ่มต้นระดับหลักล้านปลายๆ ซึ่งเราเองเป็นคนที่ชอบดูเจ้ารถหรูดังกล่าว
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยว เรียกว่าเห็นทีไรเป็นต้องมองแบบเหลียวหลัง ถึงเร็วๆ นี้จะยังไม่ได้ครอบครอง แต่ศึกษาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งฝันนั้นอาจเป็นจริงก็ได้
1.Bugatti La Voiture Noire
ทันทีที่บูกัตติเปิดตัว “Bugatti La Voiture Noire” ไปเมื่อปี 2019 ก็สร้างปรากฏการณ์สำคัญ ด้วยการคว้าตำแหน่งรถราคาแพงสุดในโลก ในราคา 18.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จัดเป็นยานยนต์ชั้นสูงสมรรถนะเยี่ยม
ภายใต้เครื่องยนต์ดับเบิลเทอร์โบ W-16 ความเร็วสูงสุด 261 ไมล์/ชั่วโมง กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า เปี่ยมด้วยดีไซน์ทันสมัยและสีสันสุดหรูหรา เป็นหนึ่งในรถคู่ใจของนักเตะชื่อดัง คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) อีกด้วย
ราคา : ประมาณ 600 ล้านบาท
2.McLaren 720S
ก้าวผ่านทุกขีดจำกัดไปกับแมคลาเรน 720เอส ซูเปอร์คาร์สุดหรูที่จะพาเราสนุกกับทุกการเดินทาง โดยตัวรถได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักล่าแห่งท้องทะเลลึก “ปลาฉลามขาว” ให้ฟีลผู้ล่าอันดุดันและน่าเกรงขาม
ขณะที่ห้องโดยสารทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) แบบชิ้นเดียว ฉะนั้นมั่นใจได้กับระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังถูกปรับให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิม วิ่งได้เร็วขึ้น ภายใต้เครื่องยนต์ M840T ขนาด 4.0 ลิตร กำลังสูงสุด 720 แรงม้า
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 26.5 ล้านบาท
3.Koenigsegg Gemera
ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดสัญชาติสวีเดน ที่เพิ่งเปิดตัว Koenigsegg Gemera ไปเมื่อต้นปี 2020 โดยครั้งนี้มาพร้อมจุดเด่น “ขุมพลัง 1,677 แรงม้า” สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้เพียง 19 วินาที
ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร 3 สูบ พร้อมด้วยเทคโนโลยี Freevalve สุดพิเศษ ที่สำคัญยังโดดเด่นด้วยขนาดห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น นั่งได้ 4 นั่ง ส่วนระบบประตูไฮดรอลิคเปิดหมุนขึ้นได้ 90 องศา อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ยังอยู่เหมือนเดิม (ผลิตเพียง 300 เท่านั้น)
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 31.5 ล้านบาท
4.Lamborghini Sian Roadster 2021
หนึ่งในรถ Limited Edition ของลัมโบร์กี ที่มีเงินเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจผลิตซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นนี้ ออกมาเพียง 19 คันทั่วโลก และแน่นอนว่าจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว
ส่วนความพิเศษของรถรุ่นนี้ ไล่ไปตั้งแต่ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 819 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ภายในเวลา 2.9 วินาที ส่วนความสง่างามของห้องโดยสารและตัวรถนั้นสวยสะดุดตาคุ้มราคาแน่นอน
ราคา : 120 ล้านบาท
5.Ferrari Monza SP
เฟอร์รารีตั้งใจให้นี่เป็นหนึ่งในรถยนต์ตัวท็อปแห่งประวัติศาสตร์ มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นคือ SP1 และ SP2 ซึ่ง Ferrari Monza SP ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งชื่อดังใน อดีต “Ferrari 625LM” โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัยขึ้น ทว่าคงความโฉบเฉี่ยวไว้เหมือนเดิม
ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์อันหรูหราสไตล์รถสปอร์ตไร้หลังคา มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V12/6.5 ลิตร ให้กำลังแรงสูงถึง 810 แรงม้า และความเร็วสูงสุดที่ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 63 ล้านบาท
ด้วยสมรรถนะสุดเทพและรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะดุดตา ไม่แปลกใจที่รถหรูซูเปอร์คาร์เหล่านี้
จะเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายๆ คน ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ครอบครอง แต่ของบางอย่าง "แค่ได้มอง
ก็เป็นสุขใจ" นะคะ