Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“รถคลาสสิก” ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ผ่านเจ้าของมาหลายคน หรือเป็นรถที่รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าจะซ่อมกันบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่รถคลาสสิกก็ยังคงเอกลักษณ์ของความสวยงามที่มีเสน่ห์ และน่าหลงใหลจนต้องตามหาเพื่อมาเป็นเจ้าของกันให้ได้ ยิ่งรถปีเก่าๆ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่หมายปองของนักสะสม ราคาก็มีแต่ขึ้นและไม่มีตกง่ายๆ วันนี้ RodKaidee จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก 10 รถคลาสสิกในตำนานที่ขายดีราคาไม่มีตก
1. Nissan Figaro
หนึ่งในรถเล็กที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลกับการเปิดตัวครั้งแรกในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 1989 ฝีมือการออกแบบของมิสเตอร์โชจิ ทาคาฮาชิ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์วิคตอเรียน เน้นการตกแต่งด้วยโครเมียมรอบคัน แผงพลาสติกที่ติดตั้งกระจังหน้า ทำจากพลาสติก PPO คืนตัวได้เมื่อโดนกระแทก หลังคาสามารถเลื่อนพับเก็บได้ ภายในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความหรูหราด้วยโครเมียมสไตล์อังกฤษ พวงมาลัย 3 แกนแบบคลาสสิก เครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า เกียร์ออโต้ 3 สปีด โดยหลังจากที่เปิดตัวพร้อมกระแสตอบรับที่เกินคาดก็ได้ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน โดยใน 8,000 คันแรกผลิตแบบปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับอยู่เพื่อบ่งบอกความพิเศษที่คนสะสมต้องหลงรัก
2. Suzuki Caribian
ขวัญใจสายออฟโรดที่ปัจจุบันได้เลิกทำการผลิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเป็นเอกลักษณ์ให้เหล่านักสะสมได้ตามหามาปั้นคัสตอมสไตล์ออฟโรดกันอย่างสนุก โดยผลิตครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1968 นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1977 นิยมใช้ในราชการทหาร ก่อนที่จะขายในเชิงพาณิชย์ประมาณปี ค.ศ.1982 เป็นรถ 4 ที่นั่ง มีฉายาที่เรียกติดปากว่า “รถตู้ปลา” ในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ารถเก๋ง แต่หลายคนก็ต้องยอมตัดใจขายเพราะทนแรงสั่นสะเทือนของรถไม่ไหว ซึ่งถือว่าเป็นรถตรงสายสำหรับผู้ที่มีใจรักในเส้นทางออฟโรด โดยเครื่องยนต์ของรถนั้นใช้งานไม่ยาก กลไกไม่ซับซ้อน ทนทาน สมกับเป็นรถที่สายลุยตามหาซื้อไว้มาครอบครอง
3. Land Rover Series I, II, III และ Defender
ตำนานออฟโรดขนานแท้ที่คงเอกลักษณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นไว้อย่างยาวนานกว่า 70 ปี จัดว่าเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดรถสำหรับใช้ขับเข้าป่า หรือจะใช้งานในเมืองก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการและได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นรถแห่งความสมบุกสมบันและจิตวิญญาณความเป็นออฟโรดขนานแท้
4. Volkswagen Beetle
“รถเต่า” ชื่อที่เราคุ้นเคยและเรียกติดปากสำหรับรถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย Volkswagen ที่ได้นำเข้ามาสู่บ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 โดยมีหลากหลายรูปแบบหลายฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, กันชนใหญ่, ไฟท้ายกลม หรือรุ่นเปิดประทุน ในอดีตนั้นรถเต่าเป็นรถธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ด้วยรูปทรงที่สวยงาม ผสมกับความทนทาน และการผลิตที่ยาวนานจึงทำให้เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามาจนถึงปัจจุบัน
5. Porsche 911
รถสปอร์ตสุดคลาสสิกอีกหนึ่งรุ่นกับทรงกบในตำนาน สืบทอดต่อยอดความสำเร็จมาจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชั่น ด้วยเอกลักษณ์รถสปอร์ตเฉพาะตัว ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย มีรุ่นแตกไลน์ออกมาอีกมากมาย แต่รุ่นที่โดดเด่นคือ Targa, Speedster หรือ GT ซึ่งเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมเล่นรถนั้นต้องมีไว้ครอบครอง
เชื่อได้ว่ารถคลาสสิก 5 รุ่นที่เราได้มาแนะนำให้ทุกคนในวันนี้ ต้องมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ถูกใจคนอ่านกันบ้าง สำหรับใครที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee กันเลย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่คอยให้พลังงานในการขับเคลื่อนให้แก่รถยนต์ ซึ่งน้ำมันที่เราเติม ๆ กันอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปได้ ซึ่งหากมาลองมอง ๆ ดูกันให้ดีแล้ว จะพบได้เลยว่าที่ปั๊มน้ำมันที่เราเข้าไป มีน้ำมันอยู่หลากหลายประเภทเสียเหลือเกิน บางชนิดเราก็อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้
วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าน้ำมันสำหรับเติมรถเนี่ย มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วรถที่รถขับ ๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ควรจะต้องเลือกเติมน้ำมันอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
น้ำมันคืออะไร
หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าน้ำมันแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันนั้น คือ ของเหลวชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการทำปิโตเลี่ยม และได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการการกลั่นน้ำมัน เพื่อแยกน้ำมันดิบเหล่านี้มาเป็นส่วนต่าง ๆ และนำเอาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปตามชั้นของน้ำมันที่ได้ ซึ่งก่อนที่จะไปดูประเภทของน้ำมัน มาทำความรู้จักคำศัพท์คำนี้เสียก่อน
คำศัพท์สำคัญเลยที่จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของน้ำมันแต่ละชนิดได้ในระดับหนึ่ง ค่าออกเทน คือ ค่ามาตรฐานในการกำหนดความสามารถของเชื้อเพลิงในการที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขของค่าออกเทนนั้นบ่งบอกถึงเปอร์เซ็นต์ในการต่อต้านการจุดระเบิดตัวเอง (Self-Ignition) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ายิ่งค่าสูงรถยนต์จะยิ่งเร็วและแรง
ประเภทของน้ำมันรถและความแตกต่าง
ได้ทราบถึงความหมายและที่มาของน้ำกันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งน้ำมันที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่
1. น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)
น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีความเบาที่สุด โดยได้มากจากการกลั่นน้ำมันดิบ แล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้สามารถมาใช้กับรถยนต์ได้ โดยน้ำมันชนิดนี้แบ่งออกได้มากมายตามค่าของออกเทน
เป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดของน้ำมันแล้วก็ว่าได้ เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 95 แถมยังไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีความเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สูง ทำให้มีผลดีอย่างมากต่อรถยนต์ เพราะช่วยให้รถยนต์นั้นตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น
น้ำมันชนิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ น้ำมันเบนซิน 95 ที่ไม่มีเอทิลแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ค่าออกเทนที่ลดลงเป็น 91 ซึ่งส่งผลต่อรถยนต์เพียงเล็กน้อยจนแทบแยกไม่ออก
เป็นน้ำมันเบนซินแบบเดียวกับน้ำมันเบนซิน 91 ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้นั้นแตกต่างก็คือ น้ำมันชนิดนี้จะไม่ผสมสารตะกั่วเข้าไปด้วย ปัจจุบันนั้นหาเติมได้ยากมากแล้ว เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก
น้ำมันเบนซิน 95 ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันเลยคือเป็นน้ำมันไร้สารตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้เลิกผลิตและเลิกใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันแบบเบนซิน 95 ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 นั้นมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ถึง 99.5% โดยใช้อัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วนที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน 95 เดิมแล้ว ยังไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกลง แถมช่วยโลกให้มีพลังงานทดแทนมากขึ้นอีกด้วย
เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนเช่นเดียวกันกับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่นำเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% นำมาผสมเข้ากันในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วน แต่ที่แตกต่างกันออกไปเลยก็คือค่าออกเทนที่ลดลงให้เหลือ 91
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นอีกหนึ่งพลังงานที่ต้องนำน้ำมันเบนซินเดิม ๆ มาเพิ่มเติมส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้มันต่างอย่างไรกับแก๊ซโซฮอล์ปกติล่ะ มันต่างกันที่อัตราส่วนในการผสมของน้ำมันกับแอลกอฮอล์ โดยที่ E20 นั้นจะใช้น้ำมัน 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 20 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนอยู่ที่ 95 จึงได้มาเป็นชื่อนี้ว่า E20 นั่นเอง
อีกหนึ่งน้ำมันที่ส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เช่นด้วยกัน ซึ่งน่าจะพอเดา ๆ กันได้แล้วล่ะว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร นั่นก็คืออัตราส่วนในการผสมนั่นเอง โดยส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 คือ น้ำมัน 85 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 15 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนที่ 95 แบบเดียวกับ E20
2. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (DIESEL)
เป็นน้ำมันส่วนหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ ที่เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการทำรอบเครื่องที่สูง รวดเร็วและมีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองได้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและรถบรรทุก นั่นเอง
เลือกน้ำมันแบบไหนดีจึงเหมาะกับรถยนต์ของเรา?
แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์ของเรานั้นเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน แล้วควรที่จะเลือกเติมอย่างไรไม่ให้รถยนต์ของเราพัง ซึ่งวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีเดียวเลยที่เราจะรู้ก็คือการดูสติ๊กเกอร์อยู่ใต้ฝาถังน้ำมัน เมื่อเปิดออกออกจากจะสามารถพบเห็นได้ในทันที ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะมีข้อมูลไว้ ดังนี้
1. สติ๊กเกอร์ระบุว่า E0-E85
หากเปิดฝาเติมน้ำมันมาแล้วพบว่ามีสติ๊กเกอร์ที่เขียนแบบนี้แสดงว่ารถยนต์ของคุณนั้นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป
Tips : หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า E85 ห้ามเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เด็ดขาดเนื่องจากเป็นน้ำมันชนิดพิเศษที่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้น้ำมันชนิดนี้ได้
2. สติ๊กเกอร์ระบุว่า 91-E20
สติ๊กเกอร์นี้หมายถึงรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันได้ตั้งแต่ น้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 ไปจนถึง แก๊สโซฮอล์ E20 ได้นั้นเอง
Tips : เช่นเดียวกันกับกรณี E85 หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุเอาไว้ว่าสามารถเติม E20 ได้ ห้ามเติมน้ำมันชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ต้องนำรถยนต์ไปปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้ได้เสียก่อน
3. สติ๊กเกอร์ระบุชนิดน้ำมันแต่ละชนิดเลย
เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด เมื่อเปิดมาแล้วพบน้ำมันชนิดใด ก็เลือกเติมน้ำมันชนิดนั้นได้เลย ซึ่งจะมีประเภทของน้ำมันแยกมาให้ตามที่ได้บอกข้อมูลไปแล้วในข้างต้น ทีนี้ก็จะสามารถเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อรถยนต์ของคุณแล้ว
เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด
หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเติมน้ำมันที่จะให้รถยนต์ของคุณนั้นดึงน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด โดยมีวิธีง่าย ๆ ทั้ง 3 เทคนิค ดังนี้
1. เติมน้ำมันก่อนที่จะหมดถัง
การที่เรานั้นควรเติมน้ำมันก่อนที่จะหมดนั้น หากลองสังเกตเวลาเราขับรถยนต์หลังจากที่เราเติมน้ำมันเสร็จใหม่ ๆ น้ำมันรถของเราจะหมดลงช้ามาก แต่เมื่อเลยครึ่งถึงไปแล้วกลับลดลงเร็วกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีพื้นที่ว่างของถังน้ำมันเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่นั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อพบว่าน้ำมันของเราเหลือ 1 ใน 4 ของถังแล้วให้รีบเติม
2. เติมน้ำมันช่วงเวลากลางคืน
เทคนิคนี้ก็เป็นในเรื่องของกฎการระเหยของน้ำมันอีกเช่นเดิม หากเติมน้ำมันในเวลากลางวันนั้น ด้วยความที่อากาศมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ระหว่างที่เติมน้ำมันไปนั้น มีโอกาสที่น้ำมันจะระเหยได้ง่าย การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจึงช่วงลดปัญหานี้ลงไปได้นั่นเอง
3. กดปุ่ม ECO ที่มีอยู่ในรถยนต์
ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคันเล็ก หรือว่าจะเป็นคันใหญ่ก็ตาม มักจะมีฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถประหยัดน้ำมันในการขับขี่ลงไปได้ โดยต้องแลกกับความเร็วและอัตราเร่งของรถยนต์ที่ลดลงในการที่ประหยัดน้ำมัน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดน้ำมันได้
สรุปท้ายบทความ
ได้รู้กันไปแล้วกับความแตกต่างของน้ำมันแต่ละประเภท แต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้แก่รถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกใช้น้ำมันให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงข้อกำหนดที่รถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อกำหนดมาให้อย่างเหมาะสมในรถยนต์แต่ละคัน
นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงวิธีเติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันนั้นเป็นอะไรที่ระเหยได้ค่อนข้างง่าย อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องสำคัญเอาอย่างมากในระหว่างการเติม รวมไปถึงรูปแบบการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน
หากใครที่รู้สึกว่ารถยนต์ของตัวเองนั้นขับแล้วไม่ประหยัดน้ำมันเอาเสียเลย อยากจะลองหารถยนต์สักคันที่สามารถแบ่งเบาภาระอันมหาศาลส่วนนี้ได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูรถยนต์ ECO Car ดูสักคันได้ที่ Kaidee Auto
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
หนึ่งวลีฮิตที่ว่า “ควรมีรถก่อนมีบ้าน” ทำให้เด็กจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน วาดฝันว่าเราต้องมีรถเป็นของตนเองสักคัน เหมือนเป็นการตั้งปณิธานเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทว่าเมื่อหันกลับมามองความจริง เงินเดือนสองหมื่นจะพูดว่าดูเหมือนเยอะ เน้นคำว่าดูเหมือนนะคะ
ถ้าคุณไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรในบ้าน ทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน หอ คอนโดใกล้ที่ทำงาน เหลือเพียงค่าเดินทาง เงินสองหมื่นอาจจะพูดว่าเยอะก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ต้องมีภาระข้างต้น การจะซื้อรถสักคันด้วยเงินเดือนเท่านี้ ดูจะเกินตัวไปสักเล็กน้อย
ถึงจะบอกว่าไม่ควรซื้อ แต่บางคนก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องซื้อรถจริง ๆ หรืออยากได้รถสักคันเป็นของตนเองมาก ๆ เราจะไม่ห้ามคุณในการซื้อรถยนต์ แต่เราจะมาแนะนำว่ารถยนต์คันไหนถึงจะดีและไม่เป็นภาระทางการเงินที่หนักหนาเกินไปสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น!
เงินเดือนสองหมื่นควรผ่อนรถอย่างไร
เบื้องต้นต้องขอดักคอทุกคนไว้ก่อนว่า หากคุณไม่ได้มีต้นทุนที่หนาพอหรือมีแบคคอยช่วยเหลือเงินละก็ คุณไม่ควรซื้อเงินสดหรือทุ่มเงินทั้งก้อนในการซื้อที่เดียว เพราะหากเกิดต้องใช้เงินยามฉุกเฉินคุณจะเดือดร้อนเอาได้ สิ่งที่ควรทำคือเก็บเงินเพื่อจ่ายในส่วนของเงินดาวน์ก่อน และส่วนที่เหลือให้เลือกเป็นผ่อนจ่ายแต่ละเดือนดีกว่า
รถยนต์ที่คุณควรเลือกซื้อในเบื้องต้นสำหรับเงินเดือนสองหมื่น คือรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ประเภทอีโคคาร์ เป็นรถไซซ์เล็กที่เครื่องอาจไม่แรง แต่ราคาประหยัดแรงมากสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น เพราะคุณต้องอย่าลืมว่า เมื่อซื้อรถเสร็จ ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าตกแต่งรถจิปาถะเยอะแยะ ชนิดที่ว่าหมุนเงินไม่ทันเลยทีเดียว
ถ้าจะเอาแบบเป๊ะ ๆ ชนิดว่าคำนวณเงินเก็บเพื่อดาวน์รถเลยล่ะก็ ลองคิดคร่าวๆ ว่าคุณต้องมีเงินดาวน์รถเบื้องต้น 40% สำหรับรถยนต์ราคาประมาณ 599,000 บาท(ราคาแอบสูงในบรรดารถรุ่นเล็ก) แสดงว่าในเบื้องต้นคุณต้องมีเงินเก็บในการดาวน์รถที่ 239,000 บาท ซึ่ง 20,000 ต่อเดือน
- ค่าประกันสังคม 750 บาท
- ค่าหอพักในกรุงเทพราคาต่ำสุด 6,000 บาท/เดือน
- ค่าเดินทางประมาณ 3,000 บาท/เดือน
- ค่าอาหาร 3มื้อ 4,000 บาท/เดือน (เฉลี่ยละ 133 บาท)
- ค่ามือถือ 399 บาท (สำหรับรายเดือน)
คุณจะเหลือเงินเก็บประมาณ 5,851 ต่อเดือน
แล้วต้องการเงินดาวน์ที่ 239,000 บาท แสดงว่าคุณต้องเก็บเงินเป็นเวลา 4 ปี ถึงจะได้เงินดาวน์ แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บที่เพียงพอต่อเงินดาวน์แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยค่ะ
นับจากส่วนที่ดาวน์ไปแล้ว 239,000 บาท
- เหลือเงินผ่อนชำระ 360,000 บาท
- เลือกผ่อนชำระที่ 5 ปี ที่ดอกเบี้ย 2.55% ต่อปี
- เฉลี่ยต้องผ่อนชำระที่ 6,765 ต่อเดือน
ซึ่งแน่อนนว่านั่นไม่เพียงพอกับรายจ่ายของคุณ ถ้าอิงตามข้างต้น แต่ใครที่มีเหลือเกิน 6,765 ละก็อย่าลืมเปลี่ยนค่าเดินทางไปเป็นค่าน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 4,000 แทนด้วยนะคะ
สำหรับใครที่พอมีเงินเก็บต่อเดือนประมาณ 10,000 บาทอัพ การผ่อนรถยนต์ราคาประมาณนี้กำลังดีเลยล่ะค่ะ เพราะคุณยังพอมีเงินเหลือกินเหลือใช้บ้างประปราย แต่หากประเมินแล้วว่าตนเองไม่ไหวก็ลองปรับเปลี่ยนแผนการณ์ดูนะคะ เช่นว่า สนใจไปซื้อรถยนต์คันเล็กที่เป็นมือสองแทน หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแม้จะเป็นรถยนต์มือสอง ก็ขอยื่นกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์มือหนึ่ง!
12 รุ่นรถที่เหมาะสมสำหรับเงินเดือนสองหมื่น
เมื่อกี้อาจเป็นเรื่องเครียด ๆ เรื่องเงินทองกันไปแล้ว แอบบอกก่อนนะคะ ว่าราคารถเมื่อกี้ที่คำนวณให้ข้างต้นสำหรับรถคันเล็กค่อนข้างเอนไปทางราคาสูงอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดโปร่งใจมากขึ้น ตอนนี้มาลองดูรถยนต์ที่เงินเดือนสองหมื่นสามารถจับต้องได้กันดีกว่าค่ะ ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่ายอาจน้อยกว่าที่เราคำนวณไว้ให้ค่ะ!
1.Suzuki Celerio ราคาเริ่มต้นที่ 318,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/celerio-2020
2.Nissan March ราคาเริ่มต้นที่ 420,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/march-2020
3.New Mitsubishi Mirage 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 467,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/mirage-2020
4.Mitsubishi Attrage ราคาเริ่มต้นที่ 494,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/attrage-2020
5.Honda Brio ราคาเริ่มต้น 495,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/brio-2020
6.All-New Nissan Almera ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/almera-2020
7.MG3 ราคาเริ่มต้น 519,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mg/mg-3-2020
8.New Suzuki CIAZ 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 523,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/ciaz-2020
9.Toyota New Yaris ราคาเริ่มต้นที่ 539,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/yaris-2020
10.New Mazda 2 ราคาเริ่มต้นที่ 546,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mazda/mazda2-2020
11. All New Honda City 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 579,500 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/city-2020
12. Toyota Vios ราคาเริ่มต้นที่ 609,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/vios-2020
เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถมือหนึ่ง หรือ มือสองอะไรดีกว่า ?
คุณสามารถอิงจากราคารถยนต์ข้างต้นได้ว่า ถ้าคุณสามารถผ่อนในราคาดังกล่าวไว้ ก็สามารถจัดรถยนต์มือหนึ่งใหม่เอี่ยมได้เลย แต่ในกรณีที่คุณคิดว่า การผ่อนนั้นคือภาระอันหนักหนาและมีงบไม่พอ การเลือกซื้อรถยนต์มือสองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีและเหมาะสมกว่า
เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์มือสองที่ยังมีราคาเหยียบแสน ทว่าทางไฟแนนซ์ก็มีการปล่อยกู้สำหรับรถยนต์มือสองอยู่เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่งเลย
เหตุผลที่คนเงินเดือนสองหมื่นควรเลือกรถมือสองมากกว่ารถมือหนึ่ง
1. ราคาถูกกว่า
ข้อแรกอย่างที่ได้กล่าวไปคือ ราคารถยนต์ของมือสองจะถูกกว่ามือหนึ่ง แม้จะเป็นรถยนต์ที่เพิ่งปล่อยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คุณสามารถผ่อนรถยนต์ในราคาที่สบายกระเป๋าได้มากกว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง
โดยการขายรถยนต์มือสองแต่ละเจ้า จะมีการตั้งราคาที่ไม่เท่ากัน คุณสามารถเลือกราคาที่ถูกใจได้มากกว่า
2. สามารถเลือกรุ่นรถได้หลากหลาย
ข้อนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับรถยนต์มือสอง เมื่อคุณมีงบในมือ ก็อยากจะได้รถที่ถูกใจที่สุด แต่เมื่อเป็นรถยนตืมือหนึ่งอาจทำให้คุณจับได้เพียงรถคันเล็กเท่านั้น
ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความเป็นมือสอง แนะนำลองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่อาจเป็นรถรุ่นใหญ่ขึ้นมาอีกรุ่นก็ได้ ทั้งนี้รถยนต์มือสองบางคัน ยังสภาพดีเหมือนใหม่เลยล่ะ
3. กู้ไฟแนนซ์ได้เหมือนรถยนต์มือหนึ่ง
แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งข้อดีสำหรับรถยนตืมือสอง คือการกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่ง ทำให้คุณไม่ต้องนั่งเก็บตังค์จนกว่าจะถึงงบของราคารถ ก็สามารถผ่อนจ่ายได้เช่นเดียวกับมือหนึ่ง แถมราคารถยนต์ยังถูกกว่าอีกด้วย
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถยนต์มือสองได้ที่นี่เลย : https://blog.kaidee.com/th/second-hand-cars-interest-rate-of-thai-bank-2020/
สรุปท้ายบทความ
ความต้องการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนมีการเซ็ตเป้าหมายไว้ว่าจะออกรถสักคันก่อนอายุ 30 ปี แต่เงินเดือนในความเป็นจริงสวนทางกับความต้องการในฝัน เราต้องมาคำนวณให้ดีว่าสามารถผ่อนไหวหรือเปล่า หากไม่ไหวแนะนำไม่ให้ฝืนนะคะ เพราะมันจะเป็นการลำบากตัวคุณเองชนิดว่ามาม่าทั้งเดือนยังหรูไป
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความใหม่ ความต้องการเทคโนโลยีสุดทันสมัยของรถยนต์มือหนึ่ง ลองดูรถยนต์มือสองที่ราคาลดหย่อนลงมา จาก4-5 แสนบาท สู่ราคาเพียง 1-3 แสนบาท น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมากกว่า สามารถเริ่มต้นดูรถยนต์มือสองราคาดี มีมากมายหลายรุ่นให้คุณเลือก ได้ที่ Kaidee Auto!
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบัน “รถยนต์” นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต เนื่องด้วยระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะนั้นยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก การที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองจึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นอย่างมาก แต่การซื้อรถยนต์คันแรกนั้นยังมีอยู่หลายปัจจัยให้ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แล้วปัจจัยเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง เราตามไปดูพร้อมกันเลย
1. ความจำเป็นในการใช้งาน
หลายคนคงมีรถในฝันที่เริ่มต้นจากความชอบและความหลงใหลเพราะทุกคนต่างก็มีภาพจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป แต่ความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกต้องตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น ใช้สำหรับขับไปทำงาน หรือขับไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้ใช้งานว่าใช้รถกันกี่คน นั่งได้กี่คน ซึ่งโจทย์เหล่านี้จะนำมาสู่การตัดสินใจซื้อรถคันแรกของคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด
2. ตั้งงบประมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง
“งบประมาณ” นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการตัดสินใจซื้อรถคันแรก ซึ่งเราต้องเช็กสถานะทางการเงินของตัวเองให้ดีก่อนว่าพร้อมจะดาวน์รถหรือไม่ รวมถึงยังต้องคำนวณเงินเดือนอีกว่าพอหรือเปล่าสำหรับใช้ในการจ่ายค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลรักษา โดยถ้าต้องซื้อรถด้วยเงินผ่อน เมื่อรวมเงินที่ผ่อนรถต่อเดือนแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ควรเกิน 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
3. เตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ตามมา
นอกจากมีค่าผ่อนรถของแต่ละเดือนแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาในทันที เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าประกันภัยชั้นหนึ่ง, พรบ. และภาษีรถยนต์, ค่าเช็กระยะ และถ่ายน้ำมันเครื่อง สรุปแล้วในแต่ละเดือนจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งจุดนี้จะต้องคำนวณเงินเดือนของคุณให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อรถ
4. รู้จักค่าเสื่อมของรถยนต์
รถยนต์ที่เรากำลังเลือกและอยู่ในช่วงตัดสินใจที่จะซื้อมาใช้งานนั้นจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางนานกว่า 1 ปี อย่างแน่นอน เมื่อเกิดการใช้งานเป็นเวลานาน สภาพของรถก็จะทรุดโทรมตามการเวลา ยิ่งมีรถรุ่นใหม่เปิดตัวออกมามูลค่าของรถรุ่นเก่าก็จะตกลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นซึ่งเรียกว่า “ค่าเสื่อมราคารถยนต์”
5. เลือกโปรโมชันในการซื้อรถที่ดีที่สุดด้วยตัวเอง
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดซึ่งเราได้พาไปดูราคารถ เทียบสมรรถนะ และความต้องการในการใช้งานแล้ว อีกหนึ่งข้อที่เราอยากแนะนำคือ ให้เข้าไปคุยกับเซลล์ของแต่ละศูนย์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด รวมถึงยังได้รับคำแนะนำในการตัดสินใจเลือกซื้อ นอกจากนี้ศูนย์รถยนต์แต่ละที่จะมีโปรโมชันที่แตกต่างกันออกไป ทั้งลด แลก แจก แถม เงินดาวน์ เงินผ่อน ซึ่งแต่ละศูนย์จะให้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่ได้เข้าไปหาข้อมูลด้วยตัวเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังหาซื้อรถยนต์คันแรกอยู่ หรือมีความสนใจรถมือสองเป็นพิเศษ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee ที่มีแหล่งรวบรวมรถยนต์มือสองไว้ให้คุณเลือกมากกว่า 3 หมื่นคัน