ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้ไว้ในการขายรถ ให้ขายดี

ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้ไว้ในการขายรถ ให้ขายดี

อายุการใช้งานรถยนต์ของคนไทย เฉลี่ยรวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 ปี จึงจะเปลี่ยนใหม่ 1 คัน ขณะเดียวกันหากเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์จะอยู่ที่ 10 ปี จากผลสำรวจของกรมขนส่งทางบก ปี 2559 พบว่า ร้อยละ 45 ของคนใช้รถ จะมีรถยนต์ส่วนบุคคลในครอบครองที่มีอายุมากกว่า10 ปี

การเลือกซื้อรถยนต์คันหนึ่ง นอกจากมองเรื่องของความคุ้มค่าในการใช้งานแล้ว ยังต้องมองเรื่องของการขายต่อในตลาด ที่ผู้คนมักจะพูดกันว่า ควรเลือกรถที่ราคาไม่ตก เมื่อต้องการเปลี่ยนรถใหม่ ก็สามารถนำรถเก่าไปเทิร์นขายได้ และนำเงินส่วนต่างมาชำระค่ารถคันใหม่นั่นเอง

การขายรถมือสองควรเริ่มต้นจากอะไร

เมื่อคุณคิดถึงการขายรถยนต์มือสอง หรือ ขายต่อให้ผู้อื่น เพื่อนำเงินไปซื้อรถคันใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงเป็นปัจจัยต้นเลย คือจะขายยังไง ขายที่ไหน 

การขายรถยนต์มือสองสามารถขายเริ่มต้นได้ที่

1. เตนท์รถยนต์มือสอง

ข้อดี : การขายรถยนต์ผ่านเตนท์รถยนต์มือสอง มีข้อดีอยู่ที่เมื่อคุณต้องการขายรถสักคัน ก็สามารถนำรถของคุณไปให้ทางเตนท์รถประเมินให้ได้ในทันที ทั้งผู้ประเมินยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถโดยตรง ทำให้การประเมินราคามีความแม่นยำมากขึ้น เพราะรู้เกี่ยวกับตลาดรถยนต์เป็นอย่างดี 

ทั้งนี้การขายแบบนี้ ยังสามารถรับประกันเรื่องเงินได้ว่าจะไม่โดนโกง และได้เงินในเวลาที่แน่นอน สามารถขายได้เกือบทันทีด้วย ทว่าข้อควรระวังคือ ควรจะเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่เสียก่อน จนกว่าจะได้ราคาที่คุณพึงพอใจค่อยตกลงขายจะดีที่สุด

2. ศูนย์บริการรถยนต์

ข้อดี : การขายรถยนต์ผ่านทางศูนย์บริการรถยนต์นั้น เป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายเป็นอย่างมาก เพราะแน่นอนว่า การขายผ่านศูนย์บริการรถยนต์แบบนี้ แสดงว่าคุณต้องการจะออกรถใหม่ที่ศูนย์ดังกล่าว ทางพนักงานก็จัดหาเตนท์รถที่เป็นคู่สัญญากับศูนย์บริการไว้ ให้เขามาดูและตีราคารถให้คุณ

เมื่อคุณต่อรองจนได้ราคาที่พึงพอใจแล้ว สามารถตกลงวันซื้อขายได้เลย ข้อดีของการขายที่ศูนย์บริการรถยนต์คือ นอกจากจะมีการช่วยเหลือผ่านพนักงานของศูนย์แล้ว 

คุณสามารถใช้รถได้ถึงวันรับรถใหม่ แล้วค่อยปล่อยคันเก่าให้ทางเตนท์เลย โดยทางเตนท์จะมารับรถคันเก่าของคุณจากศูนย์ด้วยตนเองในวันรับรถใหม่ของคุณ 

3. ลงประกาศขายด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์

ข้อดี : ในสมัยที่โลกสังคมออนไลน์กลายเป็นที่นิยม การขายรถยนต์มือสองสักคันผ่านทางช่องทางนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ทั้งความสะดวกสบายที่สามารถขายได้เพียงโพสต์ลงผ่านเว็บไซต์ หรือ หน้าโซเชียลเน็ตเวิร์กของคุณเอง ก็ทำให้รถยนต์มือสองของคุณมีผู้ให้ความสนใจพอสมควร

ทว่าการโพสต์ขายแบบนี้ แนะนำให้ขายผ่านทางเว็บไซต์จะดีที่สุด เพราะการประกาศในหน้าโซเชียลของตน อาจทำให้มีคนเข้ามาเห็นน้อย และราคาขายอาจไม่ได้ดั่งใจคุณเท่าไหร่ แต่หากลงประกาศในเว็บไซต์แล้ว ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บดังกล่าวเป็นประจำ 

ผู้ที่ต้องการซื้อจะมีโอกาสเห็นประกาศขายรถยนต์ของคุณมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การตั้งราคาขายในเว็บยังสามารถตั้งได้ตามใจคุณ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประเมินราคาเฉลี่ยให้ไม่สูงและต่ำจนเกินไปจึงจะดีที่สุด ทั้งกับผู้ขายและผู้ซื้อ

โดยการขายรถยนต์มือสองปัจจัยสำคัญในการเลือกขายแต่ละที่ คือดูเรื่องของราคาประเมิน ว่าราคาประเมินรถของเราอยู่ที่เท่าไหร่ และราคาที่ควรขายทอดคลาดในราคาไหน ควรเปรียบเทียบราคาตลาดโดยรวมเสียก่อนจะตัดสินใจขายที่ใดที่หนึ่งจึงจะดีที่สุด

ศัพท์เทคนิคในการขายรถยนต์

เทคนิคสำคัญที่จำเป็นในการขายรถยนต์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือ บนโซเชียลส่วนตัว นั้นก็คือ คลังคำศัพท์ ที่เรียกได้ว่า ต้องมีคำพวกนี้อยู่ในประกาศ แล้วเปอร์เซ็นต์ในการปิดการขายจะเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณ

ศัพท์เหล่านี้จะช่วยทำให้ว่าที่เจ้าของรถคนใหม่สังเกตและสนใจในประกาศของคุณมากยิ่งขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าคุณควรจะระบุรุ่นและปีรถให้ชัดเจนครบถ้วนด้วย จะช่วยให้ข้อมูลของรถยนต์มีความสมบูรณ์และดูมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

1. รถบ้านมือเดียว

ความหมายของคำว่า รถบบ้านมือเดียว คือใช้รถยนต์คันนี้ในฐานะรถยนต์ส่วนบุคคล และเป็นมือหนึ่ง ไม่ใช่การถอยมือสองมาแล้วจะขายต่ออีกที ทำให้เมื่อลงประกาศขายรถ กลุ่มเป้าหมายมาเห็นจะสามารทราบได้ว่า รถยนต์คันนี้คงได้รับการดูแลและใส่ใจจากเจ้าของในระดับหนึ่ง ทั้งยังมีโอกาสว่าจะเป็นรถที่ดูใหม่อีกด้วย

2. มีประวัติศูนย์

สิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อได้ว่า การมีประวัติศูนย์แสดงถึงการหมั่นนำรถยนต์ไปเช็คระยะและซ่อมบำรุงตามที่กำหนด ทำให้รถยนต์คันนี้มีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอยู่ตลอด ไม่เสี่ยงต่อการพังหรือมีปัญหาได้ง่ายในภายหลัง 

3. ไม่เคยแก๊ส 

สาเหตุที่ต้องเติมคำนี้ไปด้วย เพราะว่าหากไม่เติม รถบางคันเคยได้รับการติดแก๊สบริเวณท้ายกระโปรงหลังรถมาก่อน ทำให้คนที่จะมาซื้อรถต่อ ไม่ค่อยพึงใจนัก เพราะนอกจากการต่อแก๊สเพิ่มจะเป็นการไปยุ่งกับระบบรถแล้ว ยังมีการติดตั้งที่ทำให้รูปลักษณ์ภายในรถดูไม่สวยเหมือนใหม่เท่าไหร่อีกด้วย การขายรถจึงควรระบุส่วนนี้เอาไว้ให้ชัดเจน

4. ต่อรองหน้ารถ

แน่นอนว่าคำนี้ต้องเป็นคำเด็ดสำหรับผู้ขาย เพราะว่าหลายคนมักจะทักมาต่อรองราคาก่อนทำการซื้อ นี่เป็นเรื่องทำได้ก็จริง แต่ว่าทางที่ดีควรเสนอให้อีกฝ่ายมาดูสภาพรถยนต์จริงเสียก่อน ค่อยต่อรอง เพราะรถคุณอาจดูใหม่มากจนเป็นที่พึงใจไม่ต้องต่อรองราคาก็เป็นได้

5. รถดี ฟรีดาวน์ ซื้อสดไม่เสีย VAT

ศัพท์นี้ก็อีกหนึ่งศัพท์ที่ควรใส่ไม่ว่าจะเป็นตรงหัวข้อประกาศขายรถ หรือ แคปชัน เพื่อบอกว่ารถคันนี้สามารถดาวน์ได้ฟรี ยิ่งซื้อสดจะไม่มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นหนึ่งในวิธีดึงดูดให้ผู้ซื้อสนใจมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีโปรโมตที่ได้ผลดีทีเดียว

6. สวย สภาพดี เดิมๆ

คำว่าสวย สภาพดี เดิมๆ มักจะเห็นในเยอะมากในประกาศขายรถยนต์มือสอง กล่าวคือ การมีศัพท์เหล่านี้อยู่ จะหมายถึงว่า รถยนต์มือสองคันนี้ยังดี สภาพสวย เหมือนเดิมตอนออกรถยนต์ใหม่ ควรค่าแก่การซื้อไปเพื่อใช้ต่อมาก ๆ เป็นหนึ่งในศัพทืที่อธิบายคุณสมบัติรถยนต์คันนี้ได้อย่างครบถ้วนเลย

7. วิ่งน้อย / ไมล์น้อย

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะบอกว่าให้ดูรถยนต์ที่มีไมล์น้อย หรือ เคยวิ่งน้อย เพราะจะได้รถที่ยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี ไม่พังง่าย ทั้งยังได้ใกล้เคียงรถมือหนึ่งที่สุด หากต้องการใช้ในระยะยาวก็เหมาะเลยทีเดียว 

ดังนั้นอย่าลืมเพิ่มคำว่า วิ่งน้อย / ไมล์น้อยไปด้วย ถ้ารถคุณมีการใช้ที่น้อยจริง ๆ นี่จะช่วยเพิ่มราคาและความน่าสนใจกับประกาศขายของรถคันนี้มากขึ้น

สภาพรถแบบไหนที่จะขายรถมือสองได้ดี

เรื่องสภาพรถเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ซื้อจะดูว่า รถยนต์คันนี้สมบูรณ์และน่าใช้แค่ไหน โดยส่วนใหญ่แล้วก่อนซื้อขายรถ จะต้องมีการนัดดูสภาพรถจริงและให้ว่าที่เจ้าของคนใหม่ได้ทดลองขับ เพื่อทดสอบความพึงพอใจต่อรถคันนั้น ๆ เสียก่อน ปัจจัยส่วนใหญ่สภาพรถยนต์ที่คนมักจะนิยมตัดสินใจก่อซื้อมีดังต่อไปนี้

1. โครงสร้างรถยนต์สมบูรณ์ ไม่มีจุดบุบ

หนึ่งในความปลอดภัยของรถยนต์ ที่ลูกค้าทุกคนจะเช็คคือตัวโครงสร้างรถยนต์ว่ายังสมบูรณ์ดีหรือไม่ มีการดัดแปลงอะไรหรือเปล่า เพราะว่าถือเป็นจุดรับน้ำหนักและสำคัญที่สุดเลยทีเดียว จุดถัดมาจึงจะดูต่อไปยังรอบุบต่าง ๆ รอบรถยนต์ค่ะ

2. สีรอบตัวรถยังดี ไม่มีร่องรอยการชน

รูปลักษณ์ภายนอกคือสิ่งแรกที่จะสร้างความสนใจให้แก่ผู้ซื้อ แน่นอนว่าการใช้งานรถยนต์มือสองจะต้องมีร่องรอยและบาดแผลของการเดินทางมาบ้าง ทว่าหากรถของคุณยังมีร่องรอยหรือรอยบุบอยู่ ควรจะต้องทำใจไว้ว่า อาจโดนกดราคาและไม่ค่อยมีผู้สนใจเท่าไหร่นัก เพราะนั้นหมายถึงว่าลูกค้าต้องนำรถยนต์คันนี้ไปซ่อมเองในภายหลัง

3. แอร์และเครื่องยนต์ทำงานได้ปกติ

ปัจจัยถัดมา เป็นหนึ่งในปัญหาที่รถยนต์คันเก่ามักเจอ คือปัญหาแอร์ไม่เย็น และเครื่องยนต์มีปัญหา แม้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ก็เป็นปัญหาจุกจิกที่ต้องคอยเสียเงินซ่อมอยู่บ่อยครั้ง เมื่อลูกค้ามาทดลองขับ แน่นอนว่าเขาจะต้องลองเปิดแอร์และทดสอบเครื่องยนต์ดูก่อน หากรู้ว่ามีปัญหาเช่นนี้ ควรต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อนด้วยจะดีที่สุด

4. สภาพเบาะรถยนต์ยังดี

อีกหนึ่งสภาพรถยนต์ที่คนมักจะมองคือ เบาะรถยนต์ยังมีความนุ่มและไม่เป็นรอยขาด คล้ายรถยนต์ที่ไม่ค่อยผ่านการใช้งาน มักจะเป็นที่ถูกใจของผู้ที่ต้องซื้อรถยนต์มือสองเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นก่อนจะลงประกาศขายควรจัดการเก็บงานตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนจะดีที่สุด

5. ปีและไมล์ของรถยนต์

ปีและไมล์ของรถยนต์คือสิ่งที่คนมักตัดสินกันตั้งแต่เห็นประกาศ เพราะหากปีของรถยนต์เก่าจนเกินไป บางครั้งปัญหาจุกจิกของรถยนต์ก็จะมีมากยิ่งขึ้น แม้จะดูแลดีแค่ไหน แต่หากไม่ได้ยกเครื่องหรือเปลี่ยนระบบภายในรถยนต์ใหม่ ก็ย่อมต้องเจอปัญหาที่ตามมาอยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่ใช่กลุ่มเตนท์รถ หรือ กลุ่มที่นำรถไปขายเพื่อทำกำไร เรื่องปีของรถจะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นตัวเลขของไมล์ก็ยังบอกว่ารถยนต์คันนี้ถูกใช้งานหนักแค่ไหน ยิ่งไมล์น้อยยิ่งดี เพราะนั้นหมายความว่ารถคันนี้ไม่ค่อยได้ใช้และจะยังมีสภาพที่ดีสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6. รถมือเดียว

กล่าวคือรถยนต์คันนี้มีเจ้าของก่อนหน้าเพียงคนเดียว ก่อนถูกนำมาขายต่อ เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้รถยนต์ที่เป็นมือสาม หรือ มือสี่ใช่ไหมละคะ ดังนั้นการเลือกรถยนต์มักจะเป็นรถยนต์มือสองที่มีประวัติเจ้าของก่อนหน้าเพียงคนเดียวมากกว่า

7. มีประวัติเช็คศูนย์

ประวัติเช็คศูนย์ คือ การมีบันทึกว่าเคยนำรถเข้าไปเช็คระยะและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในศูนย์ตามระยะรถที่กำหนดไว้ รถยนต์ที่ได้รับการเช็คตามระยะและมีการซ่อมบำรุงอยู่บ่อย ๆ นั้นฟังยังไงก็ดูแล้วน่าไว้วางใจเป็นอย่างมาก

8. รถที่ไม่มีจำหน่ายแล้ว

ลูกค้าที่จะสนใจรถที่ไม่มีจำหน่ายแล้วมักเป็นกลุ่มที่สนใจจะเก็บรถยนต์ไว้ดูในอนาคต ส่วนใหญ่จะเป็นรถเรโทรที่ได้รับความนิยม เพราะความคลาสสิกและความมีสไตล์ทำให้หลายคนรักที่จะเก็บรถเหล่านี้ไว้แต่งเป็นของตนเอง

รุ่นรถมือสองขายดีและราคาไม่ตก

ลองมาดูกันดีกว่าว่า มีรถยนต์รุ่นใดบางที่เป็นรุ่นยอดนิยมในการขายรถต่อมือสอง ที่มีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจและนิยมซื้ออย่างมาก นอกจากนี้มั่นใจได้ว่ารถเหล่านี้ราคามือสองมักจะได้ขายได้ดี ราคาไม่ตกอีกด้วย 

โดยส่วนใหญ่หากเป็นในประเภทรถเก๋ง มักจะเป็นประกาศขายรถยนต์ที่ผลิตจากค่ายยักษ์ใหญ่ในไทยที่หาอะไหล่ซ่อมได้ง่าย ส่วนกระบะจะเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้นานมีประวัติความทึกทนอันเลื่องลื่อ

ประเภทรถเก๋ง

  1. Toyota Vios ปี 2012 – 2018

ราคาขายเปิดตัว : 599,000 – 729,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 263,000 – 475,000 บาท

  1. Toyota Altis ปี 2014 – 2018

ราคาขายเปิดตัว : 829,000 – 1,093,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 329,000 – 529,000 บาท

  1. Toyota Yaris ปี 2014 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 469,000 – 539,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 319,000 – 459,000 บาท

  1. Honda Civic ปี 2012 – 2018

ราคาขายเปิดตัว : 828,000 – 1,169,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 389,000 – 759,000 บาท

  1. Honda Jazz  ปี 2012 – 2018

ราคาขายเปิดตัว :  590,000 – 654,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 339,000 – 499,000 บาท

  1. Honda City ปี 2012 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 599,000 – 739,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 325,000 – 489,000 บาท

  1. Nissan Almera ปี 2012 -2019

ราคาขายเปิดตัว : 429,000 – 639,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 239,000 – 359,000 บาท

  1. Mazda 2 ปี 2015 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 550,000 – 750,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 379,000 – 439,000 บาท

  1. Suzuki Swift ปี 2013 – 2018

ราคาขายเปิดตัว : 507,000 – 629,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 258,000 – 409,000 บาท

ประเภทรถกระบะ

  1. Toyota Hilux Vigo ปี 2009 – 2016

ราคาขายเปิดตัว : 637,000 – 1,139,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 215,000 – 465,000 บาท

  1. Isuzu D-MAX ปี 2010 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 554,500 – 675,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 389,000 – 695,000 บาท

  1. Ford Ranger  ปี 2012 – 2019

ราคาขายเปิดตัว :  769,000 – 1,265,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 338,000 – 678,000 บาท

  1. Nissan Navara ปี 2013 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 683,000 – 950,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 399,000 – 489,000 บาท

  1. Chevrolet Colorado ปี 2012 – 2019

ราคาขายเปิดตัว : 537,000 – 1,079,000 บาท

ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 315,000 – 439,000 บาท

เปลี่ยนรถใหม่หรือใช้คันเดียวยาว ๆ อะไรดีกว่ากัน

เมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันแล้ว บ้างก็มองว่าการใช้รถยนต์ยาว ๆ ไปเลยเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเปลี่ยนรถใหม่บ่อย ๆ ทว่าแท้จริงแล้วคำตอบของการซื้อและใช้รถยนต์นั้น ไม่มีถูกและผิด ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้เสียส่วนมาก

เปลี่ยนรถใหม่บ่อย 

ข้อดี : การที่ได้เปลี่ยนรถยนต์ใหม่บ่อย ๆ ประมาณ 3-5 ปี เปลี่ยนสักครั้ง ก็จะทำให้คุณได้รถยนต์รุ่นใหม่ สวยงาม ทันสมัย ทั้งยังมีสมรรถนะที่ใหม่กว่า เมื่อขับไปที่ไหนก็ไม่ตกเทรนด์ แถมได้ลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ออกมาได้อย่างทันใจอีกด้วย

ข้อเสีย : การซื้อรถยนต์สักครั้งหนึ่ง ถ้าคุณไม่ได้มีเงินก้อนสำรองเผื่อจ่ายรอบเดียวจบ การผ่อนจ่ายในแต่ละครั้งย่อมหนักหนา สมมติว่า คุณลงสัญญาจ่ายสัก 5 ปี ได้กรรมสิทธิ์รถไม่ทันไรก็ขายรถต่อเสียแล้ว แต่คุณควรต้องรู้ไว้ว่า ราคาต้นที่คุณซื้อมา กับการขายรถต่อมือสองราคาย่อมต่ำกว่าอยู่แล้ว นั่นอาจหมายถึงการขาดทุนที่จะตามมาด้วย

ใช้รถในระยะยาว

ข้อดี : ไม่ค่อยเปลืองงบในการซื้อรถยนต์ใหม่ เพราะหากคุณยิ่งเปลี่ยนรถยนต์หรือขายรถบ่อย อัตราการขาดทุนจะยิ่งสูงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าคุณเปลี่ยนจากรถยนต์มือสองสู่รถยนต์มือสอง จะทำใหขาดทุนน้อยลง ยิ่งกว่านี้การใช้รถคันเดียวยาว ๆ จะทำให้คุณมีระยะเวลาในการผ่อนนนานขึ้นกว่าเดิม (ควรตัดสินใจตั้งแต่ก่อนซื้อ)

ข้อเสีย : เมื่อคุณใช้รถยนต์ในระยะยาว มักจะมีเรื่องให้ต้องนำรถเข้าซ่อม เสียค่าบำรุงรักษาตามแบบฉบับอายุของรถยนต์ ซึ่งอาจจะน่าหงุดหงิดใจที่ว่า ต้องคอยเสียค่าซ่อมและนำรถเข้าศูนย์บ่อย เมื่อมองไปยังรถคันอื่นที่มีความใหม่กว่า อาจรู้สึกว่ารถของตนไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตามกระแสสังคม ทำให้สุดท้ายตัดสินใจขายรถก็เป็นได้

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่กำลังคิดว่าจะซื้อรถยนต์คันใหม่และลังเลว่าจะทำอย่างไรกับรถยนต์คันเก่าดี ไม่ต้องลังเลค่ะ นำรถยนต์คันนั้นไปปล่อยขายทอดตลาด เป็นรถยนต์มือสองจะดีที่สุดค่ะ นอกจากจะไม่เป็นรถยนต์ที่จอดทิ้งที่บ้านเฉย ๆ แล้ว ยังได้เงินมาชำระค่ารถยนต์คันใหม่อีกด้วย 

หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายรถยนต์ที่ไหนและยังไงดี วันนี้ขอเสนอแหล่งขายรถยนต์มือสองออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในตลาดของมือสองอย่าง RodKaidee เลยค่ะ 

รวมดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถมือสอง ประจำปี 2563

รวมดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถมือสอง ประจำปี 2563

การทุ่มเงินก้อนในการซื้อรถยนต์สักครั้ง คือหนึ่งในเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ เลือกจะที่จะกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อและผ่อนจ่ายกับทางเจ้าหนี้มากกว่าการตั้งใจเก็บเงินให้ได้เต็มจำนวนก้อนแล้วจ่ายทีเดียว เพราะการเก็บเงินแต่ละก้อนนั้นใช้เวลานาน บางท่านอาจใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะได้รถสักคัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีไฟแนนซ์และสินเชื่อธนาคารเกิดขึ้น เพื่อดำเนินการให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านและรถ มากู้ยืมเงินโดยใช้หลักประกันที่ต่างกันออกไปแล้วแต่เงื่อนไขที่จะกำหนดมา 

แต่สำหรับมือใหม่ที่ต้องการจะซื้อรถยนต์ อาจมองเป็นรถยนต์มือสองมากกว่ามือหนึ่ง ด้วยเพราะราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังสภาพใหม่เหมือนมือหนึ่ง 

ก่อนอื่นเรามาลองทำความเข้าใจเบื้องต้นระหว่าง สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ สินเชื่อแบบลิสซิ่ง และการกู้ยืมเงิน ว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

การกู้สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ/สินเชื่อลิสซิ่ง/ กู้ยืมเงิน

การกู้ไฟแนนซ์เช่าซื้อ 

การเช่าซื้อรถยนต์ อธิบายให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ การที่คุณให้บริษัทไฟแนนซ์ หรือ ไฟแนนซ์ของทางธนาคารเป็นผู้ออกเงินซื้อรถยนต์ให้คุณก่อน แต่การออกเงินให้ก่อนแบบนี้ จะแลกมากับการที่ชื่อเจ้าของรถยนต์คันนั้น จะเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ 

เมื่อชำระเงินครบทุกงวด กรรมสิทธิ์ของรถยนต์จะโอนเป็นชื่อของคุณในทันทีที่จ่ายครบตามระบุสัญญา

หากเกิดกรณีที่คุณชำระเงินไม่ครบงวด ไม่จ่ายดอก หรือ ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ทางบริษัทไฟแนนซ์จะทำการยึดคืนรถยนต์ที่ได้ออกเงินให้คุณก่อนไปในทันที 

การกู้สินเชื่อลิสซิ่ง 

ลิสซิ่งเป็นการเช่าซื้อแบบให้ทางบริษัทไฟแนนซ์เป็นคนจ่ายก่อนเช่นเดียวกันกับ การกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของบริษัทที่ออกเงินให้ก่อนผู้ที่จะเช่า 

แต่การเช่าแบบนี้จะสามารถบอกยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อทางบริษัทตกลงและยังไม่มีการคำนวณค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์สิน ที่จะทำให้ดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย ไม่เหมือนกับการเช่าซื้อที่เมื่อบอกยกเลิก ทางบริษัทไฟแนนซ์จะยึดรถกลับไปในทันที

การกู้สินเชื่อแบบลิสซิ่งมีข้อดีอยู่ที่ เมื่อคุณจ่ายค่างวดทั้งหมดครบแล้ว คุณสามารถที่จะเลือกซื้อ เช่าต่อ หรือโอนกรรมสิทธิ์สัญญานี้ให้แก่ผู้อื่นได้ 

การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อรถ

การกู้ยืมเงินกับเช่าซื้อรถยนต์ แตกต่างกันที่หากเป็นการกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปซื้อรถ หลักประกันทรัพย์สินในการกู้ยืมจะแตกต่างกับการเช่าซื้อ เพราะการเช่าซื้อชื่อของผู้ครองกรรมสิทธิ์จะเป็นบริษัทไฟแนนซ์หรือธนาคารผู้ให้เช่าซื้อ

การกู้แบบนี้ คือการนำหลักประกันอย่างอื่นไปกู้ยืม เช่น การนำทรัพย์สินบางอย่างไปเป็นหลักประกันเพื่อยื่นขอการกู้ ซึ่งแน่นอนว่า การกู้แบบนี้จะได้เงินมาเต็มก้อนและจ่ายเพื่อซื้อรถทันที กรรมสิทธิ์ของรถจะเป็นชื่อผู้ซื้อ ทว่าเมื่อคุณไม่สามารถดำเนินการจ่ายค่างวดได้ครบได้ ทางบริษัทจะยึดหลักประกันและทรัพย์สินต่าง ๆ จนกว่าจะได้ครบจำนวนเงินทั้งต้นและดอกที่คุณได้ทำการกู้ไป

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อหรือแบบลิสซิ่ง คุณจะต้องเป็นผู้ออกเงินดาวน์ไปก่อน จึงจะสามารถกู้เพื่อเช่าซื้อได้ส่วนที่เหลือได้ แตกต่างกันกับการกู้ยืมเงินที่จะได้รับมาทั้งก้อนรวมเงินดาวน์ 

อัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็นกี่ประเภท

ในการดูสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์มือสองนั้น นอกจากการดูสถาบันทางการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์ที่เชื่อถือได้แล้ว ยังต้องดูเรื่องของดอกเบี้ยอีก โดยอัตราของดอกเบี้ย โดยเฉพาะรถยนต์มือสองจะแบ่งออกเป็นตามปีที่รถยนต์คันนั้น ๆ จดทะเบียน จะไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อรถยนต์มือหนึ่ง

โดยเรื่องของดอกเบี้ยที่น่าสนใจและควรรู้ก่อนยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ และ ดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)

อัตราดอกเบี้ยคงที่คืออัตราดอกเบี้ยที่คำนวนจากเงินต้นที่กู้ยืมไป ไม่ว่ายอดจะลดลงเหลือเท่าไร การจ่ายดอกเบี้ยก็ยังคงคำนวณมาจากยอดของเงินต้น 

ยกตัวอย่างเช่น คุณกู้ยืมเงินมา 400,000 บาท  ที่อัตราดอกเบี้ย 4.35% ผ่อนชำระทั้งหมด 36 งวด

คุณจะต้องจ่ายงวดละ 13,044 บาท ที่รวมดอกเบี้ย 4.35% ที่เป็นดอกเบี้ยของเงินต้น

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี / อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)

ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี หรือ อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั้น จะมีความหมายที่ตรงตามชื่อคือ การลดดอกเมื่อเงินต้นที่ยืมถูกโปะคืนมา ทำให้เมื่อยิ่งจ่ายเงินที่กู้มา จะยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลงเรื่อย ๆ โดยสามารถคำนวณด้วยโปรแกรม excel หรือ มาตราฐานการบัญชี 

การจ่ายดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ถึงแม้ฟังดูแล้วจะเหมือนถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทว่าแท้จริงแล้วดอกเบี้ยประเภทนี้มักแพงกว่า ซึ่งสามารถดูได้ที่เอกสารการกู้ยืม ตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญา จึงจำเป็นอย่างมากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ดีก่อนจะตกลงกู้ยืม

ดอกเบี้ยไฟแนนซ์และสินเชื่อแต่ละเจ้า

สำหรับใครที่กำลังลังเลอยู่ว่า สินเชื่อเจ้าไหนดีบ้าง อย่าแรกที่ควรทำคือการทำไฟแนนซ์และสินเชื่อของธนาคารแต่เจ้ามาเปรียบเทียบกันให้เห็นความต่าง โดยปัจจัยที่สำคัญที่ควรคำนึงเป็นหลักที่ เรื่องของอัตราดอกเบี้ย แนะนำให้ลองเทียบเรื่องค่าใช้จ่ายและระยการให้ผ่อนแต่ละงวดว่าเจ้าไหนถึงจะคุ้มที่สุด

Credit : Kasikorn

ธนาคารกสิกรไทย

จุดเด่นน่าสนใจ 

  • สามารถเลือกผ่อนดาวน์ได้ตามใจ และคิดยอดดอกเบี้ยคงที่ตลอดปี จากยอดหลังหักลบ  ค่าดาวน์รถไปแล้ว 
  • สามารถผ่อนยาวสูงสุดถึง 6 ปี หรือ 72 เดือน โดยระยะที่ธนาคารกำหนดให้คือตั้งแต่ 12-72 เดือน
  • หากชำระดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนด หลังจากนั้นหากคุณจะปิดบัญชี จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยถึง 50% และไม่มีการจ่ายค่าปรับด้วย

โดยทางธนาคารกสิกรไทยได้แบ่งวิธีการคำนวณดอกเบี้ยไว้ ตามการจดทะเบียนของแต่ละปีของรถ รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 6.85%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 13.49%

  • จดทะเบียนปี 2558 – 2559 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.50% – 6.70%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.90% – 13.20%

  • จดทะเบียนปี 2560 – 2561 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.25% – 6.745%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.40% – 12.71%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.20% – 7.60%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.27% – 14.97%

  • จดทะเบียนปี 2558 – 2559 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 7.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 14.68%

  • จดทะเบียนปี 2560 – 2561 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.70% – 7.20%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 14.18%

Credit : Krungthai

ธนาคารกรุงไทย

จุดเด่นน่าสนใจ

  • ลูกค้ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีระบบเงินเดือนเข้าผ่านธนาคารกรุงไทย  สามารถเลือกหักค่างวดจากบัญชีโดยตรงได้
  • อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
  • เลือกผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ ได้สูงสุดถึง 60 งวด

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2009 – 2014

อัตราดอกเบี้ย : 3.75% – 4.15%

  • จดทะเบียนปี 2007 – 2008

อัตราดอกเบี้ย : 3.80% – 4.50%

  • จดทะเบียนปี 2006

อัตราดอกเบี้ย: 4.75% – 5.25%

  • จดทะเบียนปี 2004 – 2005

อัตราดอกเบี้ย : 5.00% – 5.50%

  • จดทะเบียนปี 2002 – 2003

อัตราดอกเบี้ย : 5.50% – 6.00%

  • จดทะเบียนปี 2001

อัตราดอกเบี้ย : 5.75% – 6.25%

  • จดทะเบียนปี 2000

อัตราดอกเบี้ย: 6.25%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2009 – 2014

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.25% – 4.80%

  • จดทะเบียนปี 2007 – 2008

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.50% – 5.00%

  • จดทะเบียนปี 2005 – 2006

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.50% – 6.00%

  • จดทะเบียนปี 2004

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.75% – 6.25%

  • จดทะเบียนปี 2003

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00% – 6.50%

  • จดทะเบียนปี 2002

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.25% – 6.75%

  • จดทะเบียนปี 2001

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.75% – 7.25%

  • จดทะเบียนปี 2000

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.25%

Credit : Kiatnakin Phatra

ธนาคารเกียรตินาคิน

จุดเด่นน่าสนใจ 

  • ให้วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 110% จากราคาประเมิน
  • สามารถผ่อนชำระค่างวดสูงสุดได้ถึง 84 งวด
  • เลือกวิธีการผ่อนชำระได้เป็น แบบค่างวดเท่ากันทุกเดือน, ผ่อนชำระแบบขั้นบันได (Step), ผ่อนชำรถค่างวดงวดสุดท้าย รวมกับเงินก้อนส่วนที่เหลือ (Balloon)
  • สัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าซื้อ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล และสัญญาเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อเพื่อการค้า
  • อัตราดอกเบี้ยของธนาคารเกียรตินาคิน

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 2.65%-9.50%

อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก : 4.77 – 17.10%

Credit : Tisco

ธนาคารทิสโก้

จุดเด่นน่าสนใจ

  • ให้วงเงินสินเชื่อถึง 95% สำหรับรถยนต์และรถกระบะ
  • สามารถชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
  • มีวิธีเลือกชำระถึง 9 วิธี ตั้งแต่หักผ่านธนาคารที่เข้าร่วม, จ่ายเป็นเช็ค, Moblie Banking, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และที่ทำการไปรษณีย์ ฯลฯ

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2558 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.97%

  • จดทะเบียนปี 2556 – 2557 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2558 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%

  • จดทะเบียนปี 2556 – 2557 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 13.51%

Thanachart Logo
Credit : Thanachart

ธนาคารธนชาต

จุดเด่นน่าสนใจ

  • อนุมัติผลการขอสินเชื่อเช่าซื้อรวดเร็ว ภายใน 1 วันทำการ
  • สามารถเลือกผ่อนชำระสูงสุดได้ถึง 84 งวด หรือ 7 ปี
  • วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน

 ประเภทรถเก๋ง 

  • จดทะเบียนปี 2015 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.90% – 9.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 15.86%

  • จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.35% – 9.85%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.10% – 16.44%

  • จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.65% – 10.20%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.63% – 17.02%

  • จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.95% – 11.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.15% – 18.09%

ประเภทรถกระบะและรถตู้

  • จดทะเบียนปี 2015ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.40% – 10.15%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.19% – 16.87%

  • จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.75% – 10.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.80% – 17.31%

  • จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.25% – 10.75%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.68% – 17.74%

  • จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.65% – 11.50%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.37% – 18.80%

Credit : SCB

ธนาคารไทยพาณิชย์

จุดเด่นน่าสนใจ

  • วงเงินอนุมัติสูงสุด 90% จากราคาประเมิน
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง
  • ผ่อนชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
  • สามารถโอนสิทธิ์เช่าซื้อให้บุคคลอื่นได้ในภายหลัง

อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามระยะเวลาการจดทะเบียน

  • รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 9 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 13%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 26%

  • รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี : 17%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 34%

Credit : Krungsri

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จุดเด่นน่าสนใจ

  • อนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน
  • ให้ระยะเวลาการผ่อนสูงสุดถึง 84 เดือน หรือ 7 ปี
  • ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง เฉพาะผู้สมัครสัญชาติไทย
  • มีบริการทำสัญญาถึงบ้าน และให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน

อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มืองสอง ของทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาสามารถแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ รถยนต์ที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี และมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

  • รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.00% – 15.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 7.00% – 27.69%

  • รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 15 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี 10.00% – 19.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 18.00% – 33.00%

การรีไฟแนนซ์คืออะไร

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการกู้ยืมคือ การรีไฟแนนซ์ หลายคนคงสงสัยว่าการรีไฟแนนซ์คืออะไร หากอธิบายให้เข้าใจโดยง่าย คือการกู้ยืมจากบริษัทไฟแนนซ์อีกทีที่อาจจะมีดอกเบี้ยถูกกว่า เพื่อมาโปะเงินกู้ที่ค้างอยู่กับบริษัทแรกที่ได้ทำการกู้ยืมไป 

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียให้แก่บริษัทแรกสูงกว่า จึงทำการกู้เพื่อไปชดใช้เงินกู้ทั้งหมด และย้ายไปยังบริษัทที่คิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่านั่นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อ การรีไฟแนนซ์

สรุปท้ายบทความ

การกู้เพื่อซื้อรถยนต์แต่ละคันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายนัก หากเป็นรถยนต์มือหนึ่ง ทางศูนย์บริการจะมีเครือข่ายกับสถาบันทางการเงินและบริษัทไฟแนนซ์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ทางเซลส์จะช่วยแนะนำการขอสินเชื่อในแต่ละที่ให้คุณ

เช่นเดียวกันกับเต็นท์รถมือสอง โดยเฉพาะเต็นท์ใหญ่ ๆ ก็จะผูกกับไฟแนนซ์และสถาบันการเงินบางเจ้าไว้แล้ว ให้ผู้เช่าซื้อสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกันหากเป็นในกรณีที่ซื้อรถต่อจากนิติบุคคล มักจะนิยมทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงินมากกว่า การขอสินเชื่อไฟแนนซ์เพื่อซื้อรถ ทั้งนี้ควรสอบถามกับทางสถาบันทางการและบริษัทไฟแนนซ์ที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบข้อมูลและเงื่อนไขที่เที่ยงตรงที่สุดจึงจะดีที่สุดค่ะ 

พอจะทราบเรื่องอัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง 2563 กันไปแล้ว ใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์มือสองดีหรือไม่ สามารถเข้าไปดูได้ใน Kaidee Auto ประกอบการตัดสินใจไปพลาง ๆ ก่อนได้

5 เคล็ดลับดูแลรถสีขาวให้ใหม่ ไร้คราบเหลือง!

5 เคล็ดลับดูแลรถสีขาวให้ใหม่ ไร้คราบเหลือง!

สีขาวเป็นอีกหนึ่งสีรถยนต์ที่ฮอตฮิตตลอดกาล ถ้ามองหาความสวย คลาสสิก สะอาดตา สีขาวก็เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับเราเช่นกัน แต่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าดูแลยาก ต้องบอกเลยว่ารถขาวไม่ได้ดูแลยากอย่างที่คิด แค่นำ 5 ทริคเด็ดเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้วันนี้ไปใช้ รถสีขาวของคุณก็จะดูใหม่ ไร้คราบเหลืองแล้ว ใครอยากรู้ว่ามีทริคอะไรบ้าง เลื่อนลงไปดูได้เลย

หมั่นล้างรถบ่อย ๆ ช่วยชะลอคราบเหลือง

วิธีดูแลรถสีขาวให้ใหม่ไร้คราบเหลืองที่ง่ายและควรทำเป็นอันดับแรกเลยคือหมั่นล้างรถบ่อย ๆ เนื่องจากรถสีขาวค่อนข้างเสี่ยงเป็นรอยเปื้อนได้ง่าย ถ้าปล่อยรอยเปื้อนเหล่านั้นไว้นานเกินไป อาจจะทำให้เกิดเป็นรอยฝังลึก ล้างออกยาก 

ทางเราขอแนะนำให้หมั่นล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เท่านี้ก็ช่วยให้รถสีขาวของคุณดูใหม่ ไร้คราบเหลืองเสมอแล้วค่ะ

เช็ดรถให้แห้งสะอาดหมดจด 

หลังล้างรถแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือเช็ดรถให้แห้ง เราไม่แนะนำให้ปล่อยรถแห้งเองนะคะ เพราะหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามตัวรถอาจจะทำให้เกิดคราบด่างดวงรวมทั้งสนิมที่ตัวถังรถยนต์ได้ 

ผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าที่ดูดซับน้ำและเช็ดฝุ่นละอองได้สะอาดหมดจด อาทิ ผ้าชามัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์

ใช้ดินน้ำมันสำหรับล้างรถช่วยขจัดคราบเหลือง

อีกหนึ่งตัวช่วยสุดว้าวที่จะทำให้งานลบรอยเปื้อนและคราบเหลืองต่าง ๆ ง่ายขึ้นในพริบตาคงหนีไม่พ้น ‘ดินน้ำมันสำหรับล้างรถ’ เนื่องจากเจ้าดินน้ำมันมีความหนืด จึงช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้ดี

 วิธีใช้ก็ง่าย ๆ แค่ซับตรงคราบเหลือง ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย แค่ปีละสองครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ

หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด 

รู้หรือไม่? แสงแดดก็ทำร้ายผิวรถยนต์เหมือนกัน การจอดรถตากแดดนาน ๆ อาจจะทำให้รถยนต์สีขาวสุดที่รักของคุณเหลืองไวขึ้น ขอแนะนำให้เลี่ยงการจอดรถกลางแดดเป็นเวลานาน หรือถ้าจำเป็น ลองพกผ้าคลุมป้องกันแสง UV ติดไว้คลุมตัวรถก็ดีนะคะ 

ขยันเคลือบสีรถอย่างสม่ำเสมอ 

การเคลือบสีถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สีรถของคุณเงางามทันตา การเคลือบสีก็มีให้เลือกหลายแบบ อาทิ เคลือบแก้วและเคลือบแว็กซ์ การเคลือบแก้วช่วยให้สีรถเงาสวย ติดทนนาน แถมป้องกันคราบเหลืองต่าง ๆ ได้นานกว่าเคลือบปกติ แต่ราคาจะก็สูงกว่าเคลือบแว็กซ์และต้องให้ช่างมืออาชีพทำให้

ส่วนเคลือบแว็กซ์นั้นจะไม่ยากเท่า เราสามารถใช้บริการช่างมืออาชีพ หรือถ้าอยากประหยัดเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถซื้อน้ำยามาทำเองได้นะคะ โดยเคลือบสักประมาณสองอาทิตย์ต่อครั้งก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ

ถึงการดูแลรถยนต์สีขาวอาจจะดูมีขั้นตอนเยอะแยะ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าดูแลไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด แค่ทำตาม 5 วิธีที่เราคัดมาให้วันนี้ คุณก็จะได้ใช้รถสีขาวกระจ่างใสไร้คาบเหลืองไปอีกนานแสนนาน! หรือถ้าใครกำลังเล็งอยากขายรถสีขาว จะเอาไปใช้ดูแลรถตัวเองให้สวยเช้งเหมือนมือหนึ่งก่อนขายก็เลิศนะคะ รับรองว่าได้ราคาดีไม่มีตกฮวบ

สำหรับคนที่สนใจอยากซื้อหรือขายรถสีขาวสวย ๆ แจ่ม ๆ สักคัน แวะเข้ามาที่ Kaidee Auto ได้เลยค่ะ เรามีรถสีขาวหลากรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกกันแบบไม่อั้น ส่วนคนที่อยากปล่อยเจ้ารถขาวที่บ้านสักคัน ก็มีคนรอซื้อเพียบ อย่ามัวรอช้า เข้าไปส่องตอนนี้เลยค่ะ

แก้ปัญหารถเร่งไม่ขึ้น! เหยียบแหลกยังไงก็เต่าคลาน

แก้ปัญหารถเร่งไม่ขึ้น! เหยียบแหลกยังไงก็เต่าคลาน

สโลแกน กรุงเทพ ฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวเป็นวลีที่ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะนอกจากจะรถติดคับคั่งท้องถนนแล้ว หลายคนต้องเลี่ยงรถติดออกเช้าหรือกลับดึกขึ้น ใจที่อยากถึงบ้านเร็ว ยอมเหยียบร้อยกว่าบนทางด่วนในทุกๆวัน แต่แล้ววันหนึ่งคุณดันพบว่า เหยียบให้ตายก็แค่ไหนก็เร่งไม่ได้ทันใจสักที ยิ่งสำหรับใครที่ออกต่างจังหวัดยิ่งรู้สึกเซ็ง

แต่เราเข้าใจความลำบากในการหาเวลาเอารถไปศูนย์ของคุณเป็นอย่างดี บางทีการลองแก้ปัญหาพื้นฐานของประเด็นนี้อาจช่วยคุณได้ เพราะรถยนต์ของคุณอาจไม่ได้มีปัญหาที่เกิดจากสาเหตุภายในตัวเครื่องยนต์ แต่เกิดจากปัญหาการใช้งานของคุณเองก็เป็นไปได้ค่ะ

สาเหตุของรถเร่งไม่ขึ้นและวิธีการแก้ปัญหา

1.น้ำมัน

ใครจะไปนึกถึงว่าน้ำมันที่เติม ๆ กันอยู่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถเครื่องอืดได้ อันนี้ไม่ได้นับปัญหาที่เติมน้ำมันผิดจนเครื่องสะอึกหรือสำลักน้ำมันนะคะ ในยุคนี้น้ำมันผสม เช่น E10 (แก๊สโซฮอลล์) , E20, E85 ต่างๆ เป็นตัวเลือกที่ผู้ขับขี่นิยมใช้มากกว่าเบนซิน 95, 91 ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายบาทต่อลิคร

ยิ่งในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้แล้ว การเลือกน้ำมันที่ประหยัดที่สุดสำหรับการวิ่งในเมือง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว แต่รู้ไหมคะว่า การเลือกน้ำมันที่ประหยัด แม้จะเป็นเรื่องดีสำหรับการใช้วิ่งในเมือง

 ทว่าเมื่อคุณต้องทำความเร็วขณะขับขี่บนทางด่วนหรือทางหลวงออกต่างจังหวัด กลับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเวิร์ค เพราะน้ำมันเหล่านี้ถูกเจือจางผสมกับเอทานอล ทำให้น้ำมันที่สามารถนำไปหล่อลื่นเครื่องยนต์ให้ทำงานได้เร็วและเร่งแรงได้น้อยลง เมื่อคุณขับด้วยน้ำมันผสมเหล่านี้ จึงรู้สึกว่ารถเร่งไม่ขึ้นและอืดอย่างมาก 

วิธีแก้คือ หากคุณเป็นผู้ขับขี่ที่มักใช้ความเร็วเป็นประจำ แนะนำให้เติมเบนซิน 95, 91 ไปเลยจะดีกว่า ยิ่งวิ่งไกลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็ใกล้เคียงเจ้าตัวน้ำมันผสมเลยค่ะ หรือถ้าคุณคิดว่าเบนซินแพงเกินไป อาจเติมเป็นแก๊สโซฮอลล์แทนก็ได้นะคะ 

2.โหมด ECON

รถยนต์สมัยใหม่มักจะมีโหมดประหยัดน้ำมันหรือโหมด ECON ติดมาให้ด้วย ไม่ว่าคุณจะขับรถรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ล้วนมีมาด้วย ทว่าโหมดนี้ช่วยประหยัดน้ำมันก็จริง แต่ในการเร่งแซงหรือขับด้วยความเร็ว มักเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น เช่น คุณต้องการจะเร่งแซงขวาบนทางหลวง แต่เมื่อคุณออกขวาไปแล้วแทนที่รถจะพุ่ง กลับกลายเป็นว่าคุณดันขับช้าจนคันหลังที่ตามมาต้องกระพริบไฟใส่ 

วิธีแก้ของปัญหานี้คือ การเร่งแซงด้วยเกียร์ S แทนการใช้เกียร์ D หากคุณต้องใช้รถในระยะไกลแนะนำให้ปิดโหมด ECON เพราะนอกจากจะอืดแล้ว ยังเปลืองน้ำมันมากกว่าการไม่ใช้โหมดนี้อีกค่ะ

3.ลมยาง

ปัญหาง่าย ๆ แต่หลายคนคิดว่าคงไม่เกี่ยว ลมยางที่อ่อนลงไปเพียงนิดหน่อยก็สามารถทำให้รถของคุณเต่าคลาน เพราะว่าลมยางที่อ่อนทำให้รถไม่ยึดติดถนนเท่าที่ควร ขับเร็วหน่อยรถก็ส่ายเสียแล้ว ไหนจะแรงขับเคลื่อนล้อที่เร็วแต่สภาพยางกลับเป็นตัวรั้งทำให้วิ่งช้ากว่าที่ควร หากนึกไม่ออกลองจินตนาการภาพคุณขี่จักรยานยางแบนดูว่าคุณต้องใช้แรงถีบมากขนาดไหนกว่าจักรยานคันนั้นจะขยับ จะขี่ตามเพื่อน ๆ ก็ไม่ทันใครเขา

วิธีแก้คือ การหมั่นเช็คลมยางบ่อยๆ และสำรวจว่ายางของคุณมีจุดรั่วตรงไหนบ้างหรือเปล่า ผู้ขับขี่มักจะสังเกตได้ก่อนจากความรู้สึกส่ายของรถ การควบคุมพวงมาลัยไม่เสถียร เร่งไม่ค่อยขึ้น เป็นต้น อย่างน้อยควรเช็คสักสองอาทิตย์ต่อครั้งเวลาไปเติมน้ำมันก็ได้ค่ะ

4.บรรทุกสิ่งของ 

สำรวจดูภายในรถและหลังรถของคุณว่าได้ขนของอะไรไว้เยอะ ๆ มั้ย เช่น หลังรถคุณอาจจะมีทั้งเครื่องสูบลมรถยนต์ อุปกรณ์การช่าง หรือสาว ๆ อาจจะมีของใช้ของกินไว้เต็มรถ หนึ่งในสาเหตุที่รถเร่งไม่ขึ้นก็มาจากการบรรทุกของหนักเกินไป แน่นอนว่า หลายคนอาจมองว่าการบรรทุกของหนักไม่เห็นเป็นไรเลย ก็รถมีไว้ขนของอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่ได้ใช้ความเร็วก็ไม่เป็นไร แต่หากคุณต้องการใช้ความเร็วล่ะก็ น้ำหนักของสิ่งของเหล่านี้เป็นตัวถ่วงชั้นเลิศที่นอกจากจะทำให้รถขับได้ช้ามากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุอีกด้วย 

สำหรับวิธีแก้ก็ง่าย ๆ เลยค่ะ อย่าขนของเยอะจนเกินจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หลังรถมีแต่น้ำเปล่าสองลัง น้ำก็มีน้ำหนักเยอะด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ยิ่งมีสองลังคิดไม่ออกเลยค่ะว่าจะหนักขนาดไหน

5.ระบบแอร์รถไม่เย็น

บางคนอาจจะสงสัยระบบแอร์มันเกี่ยวกับอัตราเร่งของรถยนต์ได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่าระบบแอร์รถยนต์นั้นใช้การทำงานของเครื่องยนต์มาช่วยในการทำงานของคอมแอร์ เมื่อแอร์ไม่เย็น หรือคอมแอร์มีปัญหา การดึงแรงเครื่องยนต์มาจะเยอะกว่าปกติ ทำให้รอบการทำงานของเครื่องสูงและมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ เหตุนี้ทำให้เครื่องทำงานหนักเกินจำเป็นและไม่ถ่ายกำลังไปใช้ในการเร่งเครื่องยนต์

วิธีแก้ปัญหานี้คือ การพารถยนต์เข้าศูนย์เพื่อเช็คปัญหาระบบคอมแอร์ หากคุณเริ่มสังเกตว่าแอร์คุณไม่เย็น หรือสตาร์ทรถแล้วมีเสียงดังมาจากตัวแอร์ ควรนำเข้าไปให้ช่างเช็คระบบทุกอย่าง ประกอบกับมีอาการรถเร่งไม่ขึ้นแล้ว ไม่ควรโฟกัสไปที่ปัญหาจากเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากตัวชดเชยรอบ หรือ A/C Idle-up Valve ของระบบแอร์อาจพังทำให้เครื่องยนต์ทำรอบสูงกับระบบแอร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการชดเชยรอบให้แก่การทำงานของเครื่องยนต์

ดั่งสำนวนสุภาษิตที่ว่า เส้นผมบังภูเขา คนเรามักจะตามหาสาเหตุและวิเคราะห์ปัญหาจากการอนุมานเป็นอย่างแรก หลายคนเมื่อรู้สึกว่ารถเร่งไม่ขึ้น มักจะโฟกัสไปที่ระบบเครื่องยนต์มีปัญหาเป็นอย่างแรก โดยลืมนึกถึงปัจจัยง่าย ๆ หลายอย่าง แน่นอนว่าปัจจัยที่ได้กล่าวมาก็ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาทั้งหมด เพียงเป็นคำแนะนำสำหรับปัญหารถเร่งไม่ขึ้นที่สามารถลงมือแก้ไขในเบื้องต้นได้ก่อน 

หากใครที่มองว่าการซื้อรถยนต์สักคันจะต้องดูแลเยอะแยะมากมายขนาดนี้ ใช้ไม่นานก็คงต้องเปลี่ยน การลงทุนซื้อรถยนต์มือสองที่มีราคาประหยัดและสามารถเปลี่ยนได้บ่อยแถมราคาขายไม่ตกอย่างในแอปพลิเคชัน Kaidee ก็เป็นทางเลือกที่ใหม่ ๆ ที่น่าลองพิจารณาดูนะคะ

5 รถน่าใช้ไม่เกิน 7 แสน สำหรับสาวออฟฟิศปี 2020!

5 รถน่าใช้ไม่เกิน 7 แสน สำหรับสาวออฟฟิศปี 2020!

ถึงแม้ทุกวันนี้คนทำงานในเมืองจำนวนมากจะเลือกใช้รถสาธารณะอย่าง BTS หรือ MRT ในการเดินทางไปทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ยังเลือกหรือต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่ สาวมนุษย์เงินเดือนคนไหนเล็งอยากซื้อรถไว้ขับไปทำงานสักคัน แต่อยากได้รถที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เราคัดสรร 5 รถน่าใช้ในงบไม่เกิน 7 แสนที่เหมาะกับสาวออฟฟิศแห่งปี 2020 มาให้แล้ว

All – New Nissan Almera 2020

(Credit: Nissan)

นับว่า ‘All-New Nissan Almera 2020’ เป็นอีกหนึ่งดาวเด่นในประเภท Eco Car Phase 2 จากค่าย Nissan ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง! ประหยัดพลังงานได้ใจ เหมาะแก่การขับขี่ในเมือง ดีไซน์ทันสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ แถมมาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ จัดเต็มฟีเจอร์ไม่มีกั๊ก อาทิ ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของทั้งรถยนต์และคน ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทางที่มีระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน  ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังเมื่อถอยรถ เรียกได้ว่าระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกครบครัน สาว ๆ คนไหนซื้อไว้ขับใช้ สบายใจหายห่วงแน่นอน

ราคา

– รุ่น S ราคา 499,000 บาท

– รุ่น E ราคา 509,000 บาท

– รุ่น EL ราคา 559,000 บาท

– รุ่น V ราคา 599,000 บาท

– รุ่น VL ราคา 639,000 บาท 

 Honda Jazz 2020

Credit: Honda

 ‘Honda Jazz 2020’  คันนี้ขอเอาใจสาวออฟฟิศของเยอะเพื่อนแยะ! ภายในห้องโดยสารกว้างจุใจ ขนแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวไปด้วยได้สบาย แถมออกแบบโดยเน้นการให้ใช้งานสะดวก อาทิ ตำแหน่งวางแก้วหรือวางของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เหมาะเจาะลงตัว นอกจากนี้ยังมี ECON mode ช่วยประหยัดพลังงาน ระบบป้องกันความปลอดภัยก็มาแบบฟูลออปชัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะโค้ง ระบบกระจายแรงเบรก และระบบป้องกันล้อล็อก ภาพรวมถือเป็นรถที่ครบเครื่อง ขับสนุก ปลอดภัย เหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบ สาวออฟฟิศคนไหนที่ชอบเก็บของไว้ในรถให้พร้อมใช้ทุกสถานการณ์ หรือเป็นพวกเพื่อนเยอะ ชอบพากันไปทัวร์ คันนี้ตอบโจทย์มาก ๆ ค่ะ

ราคา

  • รุ่น S MT ราคา 555,000 บาท
  • รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 654,000 บาท
  • รุ่น V+  ราคา 694,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 739,000 บาท
  • รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท

Toyota Yaris 2020

(Credit: Toyota)

อีกหนึ่งรถยนต์ 5 ประตูขวัญใจมหาชน มาพร้อมความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ประหยัดพลังงานตามสไตล์ Eco Car Phase 2 มี Stop & Start System ระบบหยุดรถอัตโนมัติที่ช่วยประหยัดน้ำมันแถมลดมลพิษ เหมาะแก่การขับขี่ในย่านรถติด ถ้าใครกังวลเรื่องความปลอดภัย บอกได้ว่าหายห่วงเพราะ ‘Toyota Yaris’ มีระบบความปลอดภัยที่เลิศไม่แพ้ใคร ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และอีกเพียบ ถือเป็นรุ่นที่เหมาะกับสาว ๆ ที่อยากหารถที่ขับสนุก กว้างถูกใจ ขนของได้ ฟังก์ชันตอบโจทย์ต้องรุ่นนี้! 

ราคา

  • รุ่น Entry ราคา 539,000 บาท
  • รุ่น Mid ราคา 589,000 บาท
  • รุ่น High ราคา 649,000 บาท

New Mazda 2

(Credit: Mazda)

‘New Mazda 2’ รถยนต์ขนาดเล็กที่ปรับโฉมใหม่ได้ไฉไลกว่าเดิม! ดีไซน์ทันสมัย โฉบเฉี่ยวเหมาะกับเวิร์กกิ้งวูแมนสุดห้องโดยสารออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน ตัวเบาะดีไซน์ให้นั่งสบาย รองรับสรีระของผู้ขับขี่อย่างเหมาะสม ขับนานแค่ไหนก็ไม่หวั่น จัดหนักเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้นหลายเท่าตัว  เทคโนโลยีที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบบควมคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง ช่วยให้การเลี้ยวโค้งง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ใครที่ชอบรถที่เหมาะกับยุคสมัยใหม่ ใส่ใจทุกรายละเอียด คันนี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยค่ะ

ราคา

  • รุ่น 1.3 E ราคา 546,000 บาท
  • รุ่น 1.3 C ราคา 602,000 บาท
  • รุ่น 1.3 S ราคา 627,000 บาท
  • รุ่น 1.3 S LEATHER ราคา 648,000 บาท
  • รุ่น 1.3 SP ราคา 690,000 บาท
  • รุ่น XD ราคา 782,000 บาท
  • รุ่น XDL ราคา 799,000 บาท

 Suzuki Swift 2020

(Credit: Suzuki)

Eco Car หน้าตาจิ้มลิ้มจาก Suzuki เผยโฉมสุดโฉบเฉี่ยว ทะมัดทะแมง เปี่ยมด้วยความสปอร์ต  คันเล็กแต่พร้อมลุยไปทุกที่ เห็นคันเล็กแบบนี้ แต่ระบบรักษาความปลอดภัยจัดเต็มไม่แพ้ใคร  เช่น ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน ระบบควบคุมเสถียรภาพ และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี จะไปไหนก็คล่องตัว แถมประหยัดน้ำมัน เหมาะแก่การขับซอกแซกในย่านถนนที่คราคร่ำที่สุด! 

ราคา

  •  รุ่น GA CVT ราคา  499,000 บาท
  •  รุ่น GL CVT ราคา  536,000 บาท
  •  รุ่น GLX  CVT ราคา  609,000 บาท
  •  รุ่น GLX-Navi CVT     ราคา  629,000 บาท

สาว ๆ ถูกอกถูกใจคันไหนกันบ้างไหมคะ! ต้องบอกว่า 5 รถน่าใช้สไตล์สาวออฟฟิศในงบ 7 แสนที่เราคัดมาให้นั้นครบครันทุกด้าน! ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอก และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์สาว ๆ สมัยใหม่กว่านี้ไม่มีแล้ว ใครหมายตาคันไหนไว้ อยากดูเป็นรถมือสองสภาพเลิศ แนะนำให้เข้ามาเลือกดูกันที่ Kaidee Auto ได้ค่ะ อยากได้รุ่นไหน สีอะไร มีให้เลือกกันเน้น ๆ แน่น ๆ จัดเต็ม