น้ำมันรถแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รถคันไหนเติมได้บ้าง

Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์

เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่คอยให้พลังงานในการขับเคลื่อนให้แก่รถยนต์ ซึ่งน้ำมันที่เราเติม ๆ กันอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปได้ ซึ่งหากมาลองมอง ๆ ดูกันให้ดีแล้ว จะพบได้เลยว่าที่ปั๊มน้ำมันที่เราเข้าไป มีน้ำมันอยู่หลากหลายประเภทเสียเหลือเกิน บางชนิดเราก็อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้

วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าน้ำมันสำหรับเติมรถเนี่ย มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วรถที่รถขับ ๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ควรจะต้องเลือกเติมน้ำมันอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

น้ำมันคืออะไร

หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าน้ำมันแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันนั้น คือ ของเหลวชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการทำปิโตเลี่ยม และได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการการกลั่นน้ำมัน เพื่อแยกน้ำมันดิบเหล่านี้มาเป็นส่วนต่าง ๆ และนำเอาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปตามชั้นของน้ำมันที่ได้ ซึ่งก่อนที่จะไปดูประเภทของน้ำมัน มาทำความรู้จักคำศัพท์คำนี้เสียก่อน

  • ค่าออกเทน

คำศัพท์สำคัญเลยที่จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของน้ำมันแต่ละชนิดได้ในระดับหนึ่ง ค่าออกเทน คือ ค่ามาตรฐานในการกำหนดความสามารถของเชื้อเพลิงในการที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขของค่าออกเทนนั้นบ่งบอกถึงเปอร์เซ็นต์ในการต่อต้านการจุดระเบิดตัวเอง (Self-Ignition) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ายิ่งค่าสูงรถยนต์จะยิ่งเร็วและแรง

ประเภทของน้ำมันรถและความแตกต่าง

ได้ทราบถึงความหมายและที่มาของน้ำกันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งน้ำมันที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่

1. น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)

น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีความเบาที่สุด โดยได้มากจากการกลั่นน้ำมันดิบ แล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้สามารถมาใช้กับรถยนต์ได้ โดยน้ำมันชนิดนี้แบ่งออกได้มากมายตามค่าของออกเทน

  • น้ำมันเบนซิน 95

เป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดของน้ำมันแล้วก็ว่าได้ เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 95 แถมยังไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีความเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สูง ทำให้มีผลดีอย่างมากต่อรถยนต์ เพราะช่วยให้รถยนต์นั้นตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

  • น้ำมันเบนซิน 91

น้ำมันชนิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ น้ำมันเบนซิน 95 ที่ไม่มีเอทิลแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ค่าออกเทนที่ลดลงเป็น 91 ซึ่งส่งผลต่อรถยนต์เพียงเล็กน้อยจนแทบแยกไม่ออก

  • น้ำมันเบนซินธรรมดา

เป็นน้ำมันเบนซินแบบเดียวกับน้ำมันเบนซิน 91 ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้นั้นแตกต่างก็คือ น้ำมันชนิดนี้จะไม่ผสมสารตะกั่วเข้าไปด้วย ปัจจุบันนั้นหาเติมได้ยากมากแล้ว เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก

  • น้ำมันเบนซินพิเศษ

น้ำมันเบนซิน 95 ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันเลยคือเป็นน้ำมันไร้สารตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้เลิกผลิตและเลิกใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันแบบเบนซิน 95 ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 นั้นมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ถึง 99.5% โดยใช้อัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วนที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน 95 เดิมแล้ว ยังไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกลง แถมช่วยโลกให้มีพลังงานทดแทนมากขึ้นอีกด้วย

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนเช่นเดียวกันกับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่นำเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% นำมาผสมเข้ากันในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วน แต่ที่แตกต่างกันออกไปเลยก็คือค่าออกเทนที่ลดลงให้เหลือ 91 

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นอีกหนึ่งพลังงานที่ต้องนำน้ำมันเบนซินเดิม ๆ มาเพิ่มเติมส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้มันต่างอย่างไรกับแก๊ซโซฮอล์ปกติล่ะ มันต่างกันที่อัตราส่วนในการผสมของน้ำมันกับแอลกอฮอล์ โดยที่ E20 นั้นจะใช้น้ำมัน 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 20 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนอยู่ที่ 95 จึงได้มาเป็นชื่อนี้ว่า E20 นั่นเอง

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85

อีกหนึ่งน้ำมันที่ส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เช่นด้วยกัน ซึ่งน่าจะพอเดา ๆ กันได้แล้วล่ะว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร นั่นก็คืออัตราส่วนในการผสมนั่นเอง โดยส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 คือ น้ำมัน 85 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 15 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนที่ 95 แบบเดียวกับ E20

2. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (DIESEL)

เป็นน้ำมันส่วนหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ ที่เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการทำรอบเครื่องที่สูง รวดเร็วและมีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองได้  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและรถบรรทุก นั่นเอง

เลือกน้ำมันแบบไหนดีจึงเหมาะกับรถยนต์ของเรา?

แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์ของเรานั้นเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน แล้วควรที่จะเลือกเติมอย่างไรไม่ให้รถยนต์ของเราพัง ซึ่งวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีเดียวเลยที่เราจะรู้ก็คือการดูสติ๊กเกอร์อยู่ใต้ฝาถังน้ำมัน เมื่อเปิดออกออกจากจะสามารถพบเห็นได้ในทันที ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะมีข้อมูลไว้ ดังนี้

1. สติ๊กเกอร์ระบุว่า E0-E85

หากเปิดฝาเติมน้ำมันมาแล้วพบว่ามีสติ๊กเกอร์ที่เขียนแบบนี้แสดงว่ารถยนต์ของคุณนั้นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป

Tips : หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า E85 ห้ามเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เด็ดขาดเนื่องจากเป็นน้ำมันชนิดพิเศษที่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้น้ำมันชนิดนี้ได้

2. สติ๊กเกอร์ระบุว่า 91-E20

สติ๊กเกอร์นี้หมายถึงรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันได้ตั้งแต่ น้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 ไปจนถึง แก๊สโซฮอล์ E20 ได้นั้นเอง

Tips : เช่นเดียวกันกับกรณี E85 หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุเอาไว้ว่าสามารถเติม E20 ได้ ห้ามเติมน้ำมันชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ต้องนำรถยนต์ไปปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้ได้เสียก่อน

3. สติ๊กเกอร์ระบุชนิดน้ำมันแต่ละชนิดเลย

เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด เมื่อเปิดมาแล้วพบน้ำมันชนิดใด ก็เลือกเติมน้ำมันชนิดนั้นได้เลย ซึ่งจะมีประเภทของน้ำมันแยกมาให้ตามที่ได้บอกข้อมูลไปแล้วในข้างต้น ทีนี้ก็จะสามารถเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อรถยนต์ของคุณแล้ว

เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเติมน้ำมันที่จะให้รถยนต์ของคุณนั้นดึงน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด โดยมีวิธีง่าย ๆ ทั้ง 3 เทคนิค ดังนี้

1. เติมน้ำมันก่อนที่จะหมดถัง

การที่เรานั้นควรเติมน้ำมันก่อนที่จะหมดนั้น หากลองสังเกตเวลาเราขับรถยนต์หลังจากที่เราเติมน้ำมันเสร็จใหม่ ๆ น้ำมันรถของเราจะหมดลงช้ามาก แต่เมื่อเลยครึ่งถึงไปแล้วกลับลดลงเร็วกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีพื้นที่ว่างของถังน้ำมันเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่นั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อพบว่าน้ำมันของเราเหลือ 1 ใน 4 ของถังแล้วให้รีบเติม

2. เติมน้ำมันช่วงเวลากลางคืน

เทคนิคนี้ก็เป็นในเรื่องของกฎการระเหยของน้ำมันอีกเช่นเดิม หากเติมน้ำมันในเวลากลางวันนั้น ด้วยความที่อากาศมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ระหว่างที่เติมน้ำมันไปนั้น มีโอกาสที่น้ำมันจะระเหยได้ง่าย การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจึงช่วงลดปัญหานี้ลงไปได้นั่นเอง

3. กดปุ่ม ECO ที่มีอยู่ในรถยนต์

ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคันเล็ก หรือว่าจะเป็นคันใหญ่ก็ตาม มักจะมีฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถประหยัดน้ำมันในการขับขี่ลงไปได้ โดยต้องแลกกับความเร็วและอัตราเร่งของรถยนต์ที่ลดลงในการที่ประหยัดน้ำมัน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดน้ำมันได้

สรุปท้ายบทความ

ได้รู้กันไปแล้วกับความแตกต่างของน้ำมันแต่ละประเภท แต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้แก่รถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกใช้น้ำมันให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงข้อกำหนดที่รถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อกำหนดมาให้อย่างเหมาะสมในรถยนต์แต่ละคัน

นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงวิธีเติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันนั้นเป็นอะไรที่ระเหยได้ค่อนข้างง่าย อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องสำคัญเอาอย่างมากในระหว่างการเติม รวมไปถึงรูปแบบการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน

หากใครที่รู้สึกว่ารถยนต์ของตัวเองนั้นขับแล้วไม่ประหยัดน้ำมันเอาเสียเลย อยากจะลองหารถยนต์สักคันที่สามารถแบ่งเบาภาระอันมหาศาลส่วนนี้ได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูรถยนต์ ECO Car ดูสักคันได้ที่ Kaidee Auto