Housing Friendly Design! ไอเดียการรีโนเวทบ้านสำหรับคนพิการ

Housing Friendly Design! ไอเดียการรีโนเวทบ้านสำหรับคนพิการ

ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงอยากที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น แม้ว่าวันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดบางประการในการใช้ชีวิต แต่ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนไปเลย หากสภาพแวดล้อมในชีวิตของคุณถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด 

หนึ่งในสถานที่ที่ควรพร้อมมากที่สุดคือ “บ้าน” สถานที่ที่รวมคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือหลานตัวเล็กที่นอนอยู่ในรถเข็นเด็ก โดยที่ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป แล้วจะทำอย่างไรให้บ้านของเราเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคน ไปดูสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนออกแบบบ้านสำหรับคนทุกกลุ่มกันดีกว่า

Universal Design คืออะไร และสำคัญอย่างไร

แนวคิดของการออกแบบองค์ประกอบของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การก่อสร้างบ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่สถานที่ต่างๆ ให้เหมาะสมกับทุกคน และทุกคนสามารถใช้งานได้ เข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยที่การออกแบบเหล่านี้ จะไม่มีการเจาะจงถึง เพศ อายุ ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการเข้าถึงได้ จึงกล่าวได้ว่า Universal Design เป็นการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าแตกต่าง และไม่จำกัดการเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของพื้นได้อย่างสะดวก 

และด้วยเหตุผลอีกหนึ่งประการ ที่ทำให้สังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Universal Design คือ การคาดการณ์ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ หรือจำนวนสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ จะมีถึง 20% จากประชากรทั้งประเทศ จึงทำให้การออกแบบบ้านแบบ Universal Design กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและแก้ไขสถานที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ให้เหมาะสมกับทุกคน 

การออกแบบในแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนพิการเท่านั้น แต่การออกแบบทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านของเรา หรือตัวเราเองที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต จะสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างง่ายดาย

7 ข้อสำคัญในการออกแบบ Universal Design

Fairness ออกแบบให้เกิดความเสมอภาคในการใช้งาน

ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรมีชีวิตเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ทุกคนควรได้รับความเสมอภาคในการใช้ชีวิตที่เท่าเทียมกัน การออกแบบบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆในบ้าน ในแบบของ Universal Design คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้เหมือนกัน

Flexibility องค์ประกอบต่างๆจะต้องมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน

การออกแบบบ้านที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ Universal Design ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การออกแบบให้เข้าถึงการใช้งานของทุกคน จะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าจะต้องคอยมีคนมาช่วยดูแล เพราะพวกเขาดูแลตัวเองได้

Simplicity สิ่งอำนวยความสะดวกควรมีความเรียบง่ายใช้งานง่าย

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้งานง่าย เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกที่ โดยเฉพาะในบ้าน หากบ้านของเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนในบ้านทุกคน ย่อมทำให้บ้านของเรา เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย และทำให้คนในบ้านสามารถเป็นใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่

Understanding มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการใช้งาน

การอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักออกแบบต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากการรับรู้ของคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน การทำสัญลักษณ์ การออกแบบการสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย  

Safety ยิ่งออกแบบให้มีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ จะช่วยให้เกิดอุบัติเหตุได้น้อยลง

การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งเครื่องมือที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ อย่างเช่นราวจับ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กเล็ก ปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลดอาการเจ็บป่วยซ้ำซ้อนจากการเกิดอันตรายได้

Energy Conservation การใช้งานง่าย ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้ชีวิต

อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน ควรออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมแรง เช่น ประตูควรใช้ประตูบานเลื่อน เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่ไม่มีแรงเปิดประตู หรือเปิดประตูยากอย่างเช่นคนที่นั่งวีลแชร์

Space ออกแบบพื้นที่ดี ใครๆก็มีชีวิตดีได้

พื้นที่ต่างๆภายในบ้าน ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับทุกคนในบ้าน ทุกคนสามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด ใครที่ใช้วีลแชร์ สามารถหมุนรถเข็นได้ 360 องศา หรือใครที่บกพร่องทางการมองเห็น ก็สามารถใช้งานได้แบบที่ไม่เกิดอันตราย มีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้านได้

การออกแบบให้ใครๆก็สามารถใช้งานได้

หลังจากที่เราทำความรู้จัก Universal Design กันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องนำ Universal Design มาออกแบบและดัดแปลงบ้านของเราให้เหมาะสมกับทุกคนภายในบ้านกันสักที ไปดูกันว่าแต่ละห้องเราควรออกแบบอย่างไร และในแต่ละห้องควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ไปดูกันทีละห้องเลยดีกว่า

หน้าบ้าน

เริ่มจากทางเข้าบ้าน หากเราต้องการออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าบ้านได้อย่างสะดวก ควรมีสเต็ปน้อยที่สุด หรือทำให้เป็นทางลาดเข้าบ้าน  ที่ควรออกแบบมาให้มีความชันสูงสุดไม่เกิน 1:20 ความกว้างของการขึ้นลงรถแบบคันเดียว อยู่ที่ 0.90 เมตร ราวจับทางลาด สูง 0.90 เมตร สำหรับผู้ใหญ่ และ 0.70 เมตร สำหรับเด็กและรถวีลแชร์

หากต้องการให้ง่ายต่อการใช้งาน ประตูบ้านควรจะเป็นประตูบานเลื่อนที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. อุปกรณ์เปิดประตู ควรเป็นแบบก้านบิด แกนผลัก หรือมีจับบานเลื่อน สูงประมาณ 1-1.2 เมตร  และควรมีกริ่งประตู หรือ Lighted doorbell ในระดับความสูงที่สามารถใช้งานได้ นอกจากจะช่วยให้เราทราบว่ามีคนมาหาเราแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยด้วย

ห้องนอน

เมื่อเข้าไปถึงห้องนอน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากนั้นคือ เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ควรถูกเลือกมาใช้งานโดยที่มีความสูงของเตียง ประมาณ 0.45 ถึง 0.50 เมตร เพื่อการลุกนั่งที่สะดวก หัวเตียง หรือโต๊ะข้างเตียง ควรมีสัญญาณเตือนภายในห้องนอน เพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการการช่วยเหลือ ควรเว้นระยะห่างของพื้นที่เตียงนอน ทั้งสามด้านสำหรับการใช้รถเข็น เพื่อการเคลื่อนที่รถวีลแชร์ ในแต่ละด้านประมาณ 90-120 ซม. 

ตู้เสื้อผ้า ที่ใช้ควรมีราวแขวน 2 ระดับ คือ 1.80-1.90 เมตร และ 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บข้าวของเครื่องใช้ด้วยตัวเอง

โต๊ะแต่งตัว แต่งหน้า เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก หน้าโต๊ะสูงควรมีความสูงไม่เกิน 0.75 เมตร และที่วางของควรสูง 0.60 เมตร เพื่อให้วางของได้สะดวกและสามารถสอดรถวีลแชร์เข้าไปได้ 

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องไม่ควรมีล้อเลื่อน หรือมุมแหลมที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ ไม่มีควรมีทางต่างระดับภายในห้อง และความมีที่ว่าง 90 เซนติเมตร เพื่อให้วีลแชร์สามารถใช้งาน และเคลื่อนที่โดยรอบห้องได้อย่างสะดวก

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ประตูห้องนอนควรมีความกว้าง 90 เซนติเมตร พร้อมลูกบิดแบบก้านโยก หรือให้เป็นแบบประตูเลื่อนจะสะดวกต่อการใช้งาน

ห้องครัว

ห้องครัวก็เหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน หากมีห้องครัวแต่ไม่สามารถใช้ห้องครัวได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของห้องหนึ่ง แต่ถ้าเราออกแบบบ้านให้ทุกคนในบ้านสามารถใช้งานได้ ห้องครัวจะเป็นอีกหนึ่งที่ที่สร้างโมเมนต์ที่ดีงามให้กับบ้านของเรา เพราะอาหารคือการส่งผ่านความรักของคนทำอาหาร 

การออกแบบครัวที่ดี จึงควรเริ่มจากอุปกรณ์ในครัว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่าง “เคาน์เตอร์ครัว” ควรมีการกำหนดระยะความสูงเคาน์เตอร์ครัวที่ 75 ซม. ออกแบบให้มีพื้นที่ใต้อ่างล้างจาน หรือโต๊ะ ที่ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเข้าใช้งานได้โดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง  ด้านหน้าตู้ไปจนถึงผนัง ควรมีระยะห่าง 30×48 นิ้ว และระยะห่างของเคาน์เตอร์ถึงพื้น ควรมีความสูงมากกว่า 60 ซม. ส่งผลให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์สามาถใช้งานได้อย่างพอดี รวมถึงทุกคนก็สามารถใช้งานได้ง่ายด้วย 

ห้องน้ำ

เป็นห้องที่ใช้งานบ่อยที่สุด และเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น หากเราออกแบบห้องน้ำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานง่ายและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความใส่ใจเป็นอย่างมาก  ห้องน้ำจึงไม่ควรมีธรณีประตู ควรเป็นระดับเดียวกัน พื้นกระเบื้องที่ใช้ไม่ใช่วัสดุที่ลื่นไหลได้ง่าย ควรมีการใช้สีวัสดุที่แตกต่างกัน มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์เคลื่อนที่ได้ รัศมีความกว้าง 1.10×1.20 ตร.ม.

แผ่นยางกันลื่น ป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นไถล และมีช่องระบายอยู่มุมห้องของห้องน้ำ 

ราวควรติดตั้งบริเวณชักโครก ความสูง 0.70  เมตร ความสูงของฝักบัวอยู่ที่ 1.20 เมตร ติดตั้งที่นั่งอาบน้ำแบบพับได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ความสูง 0.45 เมตร กระจกบริเวณอ่างล้างหน้าควรพับเอียงลงมาเพื่อให้เห็นผู้ใช้งาน 

อ่างล้างมือ ควรมีความสูง 0.80 เมตร เพื่อให้รถเข็นสอดเข้าไปได้ พร้อมราวจับด้านข้างที่เปรียบเสมือนราวกั้นป้องกันตราย ของใช้ในห้องน้ำ อุปกรณ์อาบน้ำ ควรมีความสูงจากพื้นประมาณ 30 – 120 ซม. 

ฝักบัวอาบน้ำ ควรเป็นแบบโค้ง เพื่อให้มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยับตัว และประตูเข้าออกควรง่ายต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงควรเป็นประตูบานเลื่อน ความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร 

การออกแบบทั่วไปที่ควรคำนึงถึง

พื้นที่ สำหรับการเคลื่อนที่ของรถเข็ภายในบ้าน การหมุนขยับรถเข็น โดยมีพื้นที่ว่างประมาณ 30×48 นิ้ว เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่ของวีลแชร์

สวิตช์ไฟ หรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ ควรมีความสูงประมาณ 15 นิ้ว ถึง 48 นิ้ว ควรเป็นชนิดที่ง่ายต่อการใช้งาน อาจจะมีรีโมทคอนโทรลไว้ควบคุมการทำงาน และที่สำคัญแบตเตอรี่ควรใช้งานได้นาน 

หน้าต่างบ้าน ควรมีความสูงที่ 36 นิ้ว เพราะสามารถมองวิวด้านนอกได้แม้ว่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ และง่ายต่อการเปิด ปิด ล็อคหน้าต่าง สำหรับผู้ที่ไม่สูงมาก หรือนั่งอยู่บนวีลแชร์

พื้นผิวของกระเบื้องหรือพื้น ควรออกแบบไม่ให้ลื่น เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ควรมีที่ว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 30×48 นิ้ว 

เตรียมราวจับสำหรับทางลาด  เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากการลื่นไหล และใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ที่ต้องการช่วยทุ่นแรงขณะเดิน

เพราะบ้านคือแหล่งรวมความสุข หากเราออกแบบบ้านดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข

การออกแบบสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวก  ในอดีตมักจะคำนึงถึงความเป็นมาตรฐานทั่วไป ตามโครงสร้างปกติ แต่ยังขาดการคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างแท้จริง หลายๆอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆได้  ดังนั้น แนวคิดของ Universal Design จึงกลายเป็นการออกแบบสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างบ้านที่ในคอนเซปต์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่กว้างขวาง แต่ก็ได้รับการยอมรับและปรับปรุง แก้ไขแล้วในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังปรับโครงสร้างต่างๆรอบตัวให้เข้ากับความหลากหลายในสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรับ สังคมผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีขีดกำจัดในการดำเนินชีวิต ที่มีอัตราขยายขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ให้เกิดความเท่าเทียมกันในการใช้ชีวิต

กู้ซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกับธนาคารเริ่มต้นอย่างไร ตอนที่ 2

กู้ซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกับธนาคารเริ่มต้นอย่างไร ตอนที่ 2

การกู้ซื้อบ้านหนึ่งหลังก็เหมือนกันการเดินทางไกลที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่จะผ่านเข้ามาระหว่างทาง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปศึกษาและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน

อย่างที่เราได้กล่าวเอาไว้ในตอนที่ 1 ว่าการกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นรายได้หรือเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน การศึกษาไลฟ์สไตล์ของตัวเอง หรือแม้แต่การวางแผนด้านสินเชื่อต่างๆ เพราะการเริ่มกู้ซื้อบ้านนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำคือการวางแผนทางการเงินอย่างละเอียดถีถ้วนเพื่อไม่ให้มีผลเสียหรือผลกระทบทางด้านการเงินที่จะตามมา หลังจากวางแผนการกู้ซื้อบ้าน เลือกสินเชื่อหรือธนาคารที่เหมาะสมได้แล้ว วันนี้เราจะพาทุกคนมาเตรียมตัวด้านเอกสารที่ใช้ในการกู้ซื้อบ้านแบบละเอียด จะต้องเตรียมอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

เอกสารที่จำเป็นต้องใช้กู้

ในแต่ละขั้นตอนการกู้ซื้อบ้านก็จะต้องมีการเตรียมเอกสารที่แตกต่างกันออกไป สามารถแยกประเภทเอกสารที่ต้องยื่นตามลำดับการยื่นกู้ซื้อบ้านได้ดังนี้

  1. ยื่นเอกสารต่อธนาคารเพื่อประเมินความสามารถทางการเงิน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือนอย่างน้อย 6 เดือน 
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน 
  • เอกสารแสดงสถานภาพสมรส
  • เอกสารแสดงรายได้เพิ่มเติมกรณีมีอาชีพอิสระหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ

เอกสารเล่านี้จะใช้ในการยื่นขอสินเชื่อและธนาคารจะใช้ข้อมูลของเอกสารที่คุณได้ยื่นไปทั้งหมดเป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาวงเงินกู้ให้แก่คุณ ดังนั้นหากมีเอกสารที่สามารถยืนยันรายได้เพิ่มเติมจะสามารถช่วยให้ธนาคารเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้นหรืออนุมัติไวขึ้นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการยื่นเอกสารข้างต้นแล้ว ธนาคารอาจขอให้มีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมเช่น ใบประเมินราคาทรัพย์สินอาจเป็นแปลนบ้าน ข้อมูลที่ดิน หรือโฉนดที่ดิน เพื่อที่ธนาคารจะสามารถประเมินวงเงินการกู้ได้ , หนังสือรับรองจากบริษัทที่ขายบ้านในกรณีกู้ซื้อบ้านโครงการ หรืออาจเป็นหนังสือสำเนาสัญญาการชำระหนี้อื่นๆ ในกรณีที่ยังมีหนี้สินอื่นติดค้าง 

  1. เอกสารลงนามสัญญาในกรณีที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ

เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้วจะมีการลงนามในสัญญา มีการแจ้งรายละเอียดและเงื่อนไขการผ่อนชำระต่างๆ และอาจต้องชำระค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างเช่นค่าประเมิน ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมการกู้เงิน และเอกสารลำดับต่อไปที่ต้องเตรียมคือ

  • สำเนาบัตรประชาชน 
  • เอกสารชำระเงินล่วงหน้า (ถ้ามี)
  • สัญญากู้เงินจากธนาคาร
  • ประกันภัยทรัพย์สินหรือประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (ในกรณีที่ธนาคารบังคับใช้)
  • โฉนดที่ดิน เอกสารกรรมสิทธิ์บ้านที่จะนำมาเป็นหลักประกัน 
  1. เอกสารการโอนทรัพย์สินและรับเงินกู้

ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการยื่นกู้ซื้อบ้านเพราะจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่สำนักงานที่ดินและจะมีการยื่นเอกสารเพื่อรับเงินกู้จากธนาคารเพิ่มเติมโดยจะมีเอกสารที่ต้องเตรียมคือ

  • โฉนดที่ดินหรือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าน 
  • สัญญาซื้อขายบ้าน
  • เอกสารการชำระเงินล่วงหน้าหากมี
  • เอกสารจากธนาคารที่ใช้สำหรับโอนเงินกู้ 

เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ธนาคารส่งมอบเงินกู้ซื้อบ้านให้แก่ผู้ยื่นกู้แล้วก็ถือเป็นอันเสร็จในเรื่องของการยื่นเอกสารกู้ต่างๆ ในบางครั้งธนาคารอาจมีการขอเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมหรือน้อยลงแล้วแต่บุคคลและธนาคารนั้นๆ แต่แน่นอนอย่างที่เราทราบกันดีนั้น แม้การยื่นกู้จะต้องปวดหัวกับการวิ่งหาเอกสารมากมายจนจบการยื่นกู้ แต่หลังจากนั้นหลายคนอาจจะต้องปวดหัวในเรื่องของการผ่อนชำระบ้านระยะยาวแทน ดังนั้นหลังจากได้รับเงินกู้แล้วจึงควรวางแผนการชำระเงินตามรอบการผ่อนชำระให้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการผ่อนชำระรายเดือนจากใบแจ้งหนี้หรือการแจ้งเตือนผ่อนชำระที่ธนาคารจะส่งให้ ในการผ่อนชำระเงินกู้แต่ละเดือนนั้นควรติดตามยอดเงินคงเหลือที่ต้องผ่อนชำระรวมไปจนถึงดอกเบี้ย เพื่อที่คุณจะสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้ดีขึ้น หรืออาจมีเงินทบเงินเพื่อให้ปิดยอดการผ่อนชำระได้เร็วขึ้นนั้นเอง 

เทคนิคการบริหารการเงินสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน

อย่างที่ทราบกันดีว่าการผ่อนบ้านนั้นคือการเดินทางระยะยาว ดังนั้นการวางแผนผ่อนชำระจะทำให้คุณสบายใจมากขึ้น การบริหารการเงินที่ดีนั้นควรมีการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือน จดรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในบ้าน และค่าผ่อนชำระบ้าน ซึ่งควรแบ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครอบคลุมจะได้ไม่มีการกระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งในแต่ละเดือน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากในแต่ละเดือนอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการออมเพื่อที่จะสามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง เมื่อวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือนได้แล้วคุณจะสามารถวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น หรือหากประเมินแล้วพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับก็จะสามารถเตรียมตัวสำหรับการหารายได้เสริมที่ดีขึ้น ซึ่งการมีรายได้เสริมมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในบ้านนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถชำระเงินกู้ได้มากขึ้น เพราะการชำระเงินก้อนนั้นจะสามารถปิดยอดเงินต้นและลดภาระด้านการจ่ายดอกเบี้ยได้ดีขึ้นนั่นเอง 

หากผ่อนบ้านเสร็จแล้วต้องทำอะไรอีกไหม ?

แน่นอนว่าสิ่งที่จะมาพร้อมกับการจ่ายค่าบ้านงวดสุดท้ายเสร็จคือการปลดแอกภาระทางการเงินครั้งใหญ่ เมื่อผ่อนบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วทางธนาคารจะมีการคืนโฉนดที่ดินให้แก่คุณ ซึ่งเอกสารนี้จะเป็นตัวการันตีว่าคุณคือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเดินทางไปยังธนาคาเพื่อขอโฉนด จะต้องมีการเตรียมบัตรประชาชนและเอกสารชำระหนี้ไปยื่นแก่ธนาคารด้วย และในกรณีที่มีการจำนองบ้านกับธนาคารไว้ คุณจะต้องไปยังกรมที่ดินเพื่อยกเลิกการจำนองบ้าน โดยจะต้องเตรียมเอกสารดังนี้ 

  • โฉนดที่ดินหรือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าน
  • เอกสารการยกเลิกจำนองที่ธนาคารออกให้
  • บัตรประชาชนตัวจริง 

เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการยกเลิกจำนองในระบบและคืนโฉนดให้แล้ว จะถือว่าที่ดินหรือบ้านที่คุณถือครองนั้นเป็นที่ดินของคุณโดยชอบธรรมและไม่มีพันธะใดผูกมัดอีก 

การเป็นเจ้าของบ้านหนึ่งหลังอาจจะต้องมีการฝ่าฟันอุปสรรคมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นกู้ซื้อบ้าน การเตรียมเอกสาร การหาข้อมูลสินเชื่อจากธนาคารต่างๆ มากมาย แต่ก็ถือเป็นความเหนื่อยล้าที่นำมาซึ่งผลลัพภ์ที่คุ้มค่า หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ใฝ่ฝันอยากมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง อย่าลืมไปเลือกดูบ้านและอสังหาริมทรัพย์มากมายได้บน Kaidee Property

กู้ซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกับธนาคารเริ่มต้นอย่างไร ตอนที่ 1

กู้ซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกับธนาคารเริ่มต้นอย่างไร ตอนที่ 1

การกู้ซื้อบ้านสักหลังก็เหมือนกับการให้รางวัลชีวิตที่ให้ทั้งความสุขกายสบายใจในการอยู่อาศัยและสามารถเติมไฟในการทำงานได้เป็นอย่างดี วันนี้ kaidee จึงอยากจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจการกู้ซื้อบ้านสำหรับมือใหม่ฉบับเข้าใจง่าย ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

ความแตกต่างระหว่างอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

ก่อนที่จะเริ่มกู้ซื้อบ้านเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ กันก่อนเพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจในการเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ก็อาจจะมีช่วงราคาที่ต่างกันออกไปด้วยเช่นเดียวกัน และนอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มมูลค่าได้ตามกาลเวลาอีกด้วย คำว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นหมายถึงทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หมายถึงที่ดิน คอนโด บ้าน อาคารพาณิชย์หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่ติดกับที่ดินอย่างถาวรโดยขอเริ่มจาก

  • บ้าน คือที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝดหรือทาวน์เฮาส์ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดของบ้าน มักมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางทั้งภายนอกและภายใน จุดคำคัญทางการตลาดที่ต้องจับตามองคือการเพิ่มมูลค่าของที่ดินที่บ้านตั้งอยู่นั้นมีโอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตัวบ้านเองนั้นจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ปัจจัยหลักที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจซื้อบ้านแทนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ นอกเหนือจากการเพิ่มมูลค่าของที่ดินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ยังสามารถมีอิสระในการต่อเติมและแก้ไขจุดต่างๆ ในตัวบ้านได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ต่อทุกสมาชิกในบ้านไปจนถึงการมีสัตว์เลี้ยง
  • คอนโดมิเนียม คือที่อยู่อาศัยในอาคารสูงหลายชั้น ซึ่งการเป็นเจ้าของคอนโดหมายถึงการเป็นเจ้าของห้องชุดภายในอาคาร ซึ่งบางครั้งอาจมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่สามารถถือสิทธิ์ในการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางเช่นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสวนบริเวณส่วนกลาง โดยปกติแล้วคอนโดจะตั้งอยู่ในย่านที่มีทำเลดี เดินทางสะดวก ซึ่งทำเลทองของคอนโดส่วนใหญ่มักจะอยู่ใจกลางเมืองและติดรถไฟฟ้า สิ่งที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดคือการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา เพราะโดยปกติแล้วผู้ดูแลโครงการหรือนิติบุคคลจะเป็นผู้ดูแลซ่อมแซมทั้งภายนอกและภายอาคารโดยการนำเงินจากการเก็บค่าส่วนกลางรายปีมาใช้ในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ หากพูดถึงการลงทุนในระยะสั้น การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ได้เป้นอย่างดี
  • อาคารพาณิชย์ คืออาคารที่สามารถใช้งานได้ทั้งการอยู่อาศัยและการค้าขายเปิดกิจการต่างๆ โดยส่วนมากแล้วมักเป็นอาคารที่สูงประมาณ 2-4 ชั้น ผู้ที่ต้องการลงทุนในอาคารพาณิชย์มักเล็งถึงรายได้ระยะยาวจากการปล่อยเช่าให้บริษัทหรือร้านค้า เพราะโดยส่วนมากแล้วอาคารพาณิชย์จะตั้งอยู่ใจกลางศูนย์กลางค้า ห้างร้านและตลาด 
  • ที่ดิน เป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดเดียวที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินแต่สามารถพัฒนาไปเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดอื่นได้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด หรือพื้นที่เพื่อการเกษตร การเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเพิ่มมูลค่าที่สูงมากในระยะยาวเพราะความเจริญที่สามารถสร้างได้ไม่จำกัดแต่อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ดังนั้นนอกจากการกู้ซื้อบ้านแล้ว การกู้ซื้อที่ดินก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสามารถสร้างกำไรได้มหาศาลในระยะยาว 

ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้านหรือการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ก็มีกระบวนการเดียวกันทั้งด้านการเตรียมตัวและการเตรียมเอกสาร ดังนั้นหากคุณต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้งอยู่อาศัยเองและการเป็นเจ้าของเพื่อเกร็งกำไรหรือลงทุนนั้น ควรศึกษาทำเลที่ตั้งและทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ตัวเองให้ดีก่อนตัดสินใจ หากมั่นใจดีแล้วสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต่อมาคือความพร้อมทางด้านการเงิน ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องมีเงินก้อนใหญ่หลักล้าน แต่เป็นการคำนวนสภาพทางการเงินของตัวคุณเอง ซึ่งสามารถคำนวนได้จากอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • รายได้ต่อเดือนที่เหมาะสม เพราะการกู้ซื้อบ้านคือการยืมเงินจากธนาคาร ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารต้องการทราบคือความสามารถในการผ่อนชำระหลังจากยื่นกู้ โดยปกติแล้วธนาคารจะปล่อยกู้อยู่ที่ 30-40% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งหากคุณมีรายได้ที่สูงในแต่ละเดือนก็จะส่งผลให้ธนาคารปล่อยยอดกู้ที่สูงขึ้นกับคุณได้ แต่หากในกรณีที่รายได้ต่อเดือนไม่สูงมากนัก การยื่นกู้ร่วมจะสามารถช่วยให้ธนาคารพิจารณาวงเงินกู้ที่สูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมสามารถเป็นคนในครอบครัวหรือคู่สมรสก็ได้
  • จัดการหนี้สินที่มีก่อนกู้ซื้อบ้าน เป็นปกติที่ทางธนาคารจะต้องตรวจสอบหนี้คงเหลือของคุณก่อนการปล่อยกู้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อประเมิณความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นจึงควรชำระหนี้คงค้างให้ได้มากที่สุดหรือทำการรีไฟแนนซ์ก่อนยื่นกู้เพื่อให้สามารถผ่านการพิจารณาสินเชื่อง่ายขึ้น 
  • สร้างเครดิตบูโรให้ดูดีอยู่เสมอ หนึ่งในข้อสำคัญในการยื่นกู้สิ่งต่างๆ คือต้องผ่านการตรวจสอบเครดิตบูโร เพราะเครดิตบูโรนั้นเป็นหลักฐานการผ่อนชำระหนี้ต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งหากคุณต้องการสร้างเครดิตบูโรที่ดีและน่าเชื่อถือนั้นควรที่จะผ่อนชำระค่างวดต่างๆ ให้ตรงเวลา และควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือนก่อนการยื่นกู้ซื้อบ้าน
  • ลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธด้วยการเพิ่มเงินดาวน์ ถึงแม้ว่าเงินดาวน์นั้นจะเป็นเงินก้อนใหญ่แต่หากคุณสามารถวางเงินดาวน์ได้ 20-40% ของราคาบ้าน ธนาคารมักจะพิจารณาอนุมัติเพราะไม่เห็นถึงความเสี่ยงในการปล่อยกู้ นอกจากนั้นบางธนาคารอาจจะเสนอเงื่อนไขการกู้ที่ดีขึ้นให้แก่คุณ สิ่งสำคัญนอกเหนือจากนั้นคือการเตรียมเงินก้อนใหญ่ครั้งนี้ คือการช่วยให้คุณผ่อนบ้านสบายขึ้นในระยะยาวนั่นเอง
  • เปรียบเทียบสินเชื่อบ้านจากธนาคารต่างๆ การเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การให้คุณเจอธนาคารที่จะมอบเงื่อนไขดีๆ ที่เหมาะสมกับคุณและทำให้คุณสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้ดีขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
  • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยให้ถีถ้วน ในการยื่นกู้ซื้อบ้านนั้นธนาคารมักจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยมาให้ทั้งหมด 2 แบบคือดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว โดยในช่วงแรกนั้นจะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตามกำหนดและหลังจากนั้นอาจเปลี่ยไปใช้ดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งอาจทำให้การจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามตลาด
  • ระยะเวลาผ่อนหลังยื่นกู้ซื้อบ้าน ระยะเวลาในการผ่อนนั้นควรคำนวนจากรายรับที่คุณจะได้และนำมาเปรียบเทียบตามกำลังที่สามารถจ่ายได้ ในกรณีที่ระยะการผ่อนสั้นอาจจะทำให้คุณต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายที่สูงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ก็สามารถทำให้คุณปิดหนี้การกู้บ้านได้ไวมากขึ้น ในขณะที่การผ่อนระยะยาวช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเพราะผ่อนง่าย จ่ายสบาย แต่ในขณะเดียวกันคุณอาจจะต้องวางแผนชีวิตและการเงินและการทำงานในระยะยาวเพื่อให้สามารถผ่อนต่อได้โดยไม่มีปัญหาติดขัด
  • การรีไฟแนนซ์ เมื่อถึงระยะเวลาที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือคุณมีปัญหาด้านการผ่อนชำระ การวางแผนรีไฟแนนซ์กับธนาคารตั้งแต่เนินจะช่วยให้คุณหมดปัญหาในภายหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แน่นอนว่าบางธนาคารก็สามารถยื่นเงื่อนไขไฟแนนซ์ที่ดีให้กับคุณแต่บางธนาคารก็ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการเจรจากับธนาคารตั้งแต่เนินจึงเป็นเรื่องที่ดี
  • โปรโมชั่นและวงเงินกู้ที่ธนาคารอนุมัติ สำหรับผู้กู้ซื้อบ้านครั้งแรกกับธนาคารมักมีโปรโมชั่นดีๆ ที่รองรับมากมาย โดยอาจเป็นการจ่ายดอกเบี้ย 0% ในช่วงปีแรกหรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมในบางรายการ ในบางครั้งช่วงโปรโมชั่นธนาคารอาจจะให้ข้อเสนอที่ดีในด้านการเพิ่มวงเงินการกู้อีกด้วย แต่ไม่ว่ายังไงการขอยื่นกู้ด้วยวงเงินที่น้อยหรือมากก็ควรคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนของตัวเองเช่นเดียวกัน

ปัจจัยหลักสำคัญที่ควรคำนึงก่อนกู้ซื้อบ้านคือการประเมิณตัวเองทั้งไลฟ์สไตล์ ลักษณะอสังหาริมทรัพย์ที่คุณต้องการซึ่งอาจจะเป็นบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ และศึกษาข้อมูลของธนาคารอย่างถีถ้วนโดยสามารถเอาหลักการที่แอดมาบอกในวันนี้ไปเปรียบเทียบกับธนาคารที่ทุกคนสนใจเพื่อให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น และบทความหน้าเราจะมาพูดถึงการเตรียมเอกสารต่างๆ จะมีอะไรบ้างอย่าติดตามกันนะ
สำหรับใครที่อยากได้บ้านแต่ยังไม่มีหลังไหนถูกใจสามารถเลือกดูอสังหาริมทรัพย์มากมายได้ที่ Kaidee Property

บ้าน VS คอนโด จะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดดี?

บ้าน VS คอนโด จะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดดี?

ปัจจุบันไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนก็เด่นชัดขึ้น การจะเลือกที่อยู่อาศัยก็แตกต่างกันออกไปตามไลฟ์สไตล์ ความพอใจและความสะดวกสบาย คำถามว่าบ้านหรือคอนโด สิ่งไหนจะตอบโจทย์คุณที่สุด วันนี้เรามีคำตอบ

5 ข้อคำนึงก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโด

ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยอย่างบ้านหรือคอนโดนั้น เรามักมีการประเมินราคา ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม และปัจจัยยิบย่อย โดยขอแบ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้อยู่อาศัยหลักควรคำนึงถึงดังนี้ 

  1. ราคาที่ต้องจ่ายในการซื้อบ้านและคอนโด แน่นอนว่าใจปัจจุบันมีตัวเลือกราคาที่มากมายที่ไม่ว่าบ้านหรือคอนโดก็สามารถเริ่มต้นด้วยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3-10 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่ต้องคำนึงถึงอย่างเช่น เงินดาวน์ ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง ค่าผ่อนชำระ ค่าประกันหรือภาษีที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้งบประมานบานปลายมากนัก
  2. ขนาดพื้นที่ใช้สอย หลายคนก็คงจะมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าบ้านนั้นจะมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางกว่ามากถ้าหากเทียบกับคอนโด ซึ่งหากคุณมีน้องหมาหรือมีเด็กเล็ก การเลือกบ้านที่มีพื้นที่กว้างจะเหมาะกว่าสำหรับลานกิจกรรมสำหรับคนในครอบครัว แต่หากคุณยังคงทำงานหรือไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเมือง การเลือกคอนโดจะทำให้คุณสามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้นแต่ก็แลกมากับพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดถึงแม้จะมีส่วนกลางที่ครบครัน 
  3. ทำเลที่ตั้ง เป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ใจปัจจุบันนี้มีการสร้างคอนโดที่อยู่ในตัวเมืองให้เลือกอยู่อาศัยมากมาย และโดยส่วนมากจะตั้งอยู่ใกล้ถนนหรือแนวรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าหรือออฟฟิศสถานที่ทำงาน ซึ่งบ้านในตัวเมืองหากไม่ใช่บ้านเดียวมือสองก็จะสามารถหาได้ยากหรือแทบจะไม่มีเลย โดยส่วนใหญ่แล้วบ้านตามโครงการนั้นจะอยู่แถบชานเมือง คุณจะได้ความสงบ พื้นที่ส่วนตัว ใกล้ต้นไม้และธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาเดินทางหากมีธุระในตัวเมือง ซึ่งถือเป็นข้อเสียหลักของการอยู่บ้านแถบชานเมือง
  4. การดูแลและบำรุงรักษา ถือเป็นข้อได้เปรียบของการอยู่คอนโดที่ทางนิติบุคคลหรือโครงการนั้นๆ จะเป็นฝ่ายดูแลความเรียบร้อย ตั้งแต่อุปกรณ์ออกกำลังกาย สระว่ายนั้น ไปจนถึงตัวอาคารต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษานี้มาจากค่าส่วนกลางที่จ่ายในทุกปี ในขณะเดียวกันนั้นหมูบ้านบางโครงการก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าส่วนกลางบำรุงรักษา แต่ผู้อยู่อาศัยอย่างเจ้าของบ้านนั้นเป็นผู้ดูแลการบำรุงรักษาเองทุกอย่าง อย่างเช่นการดูแลระบบน้ำไฟ การซ่อมบำรุงหลังคา กำแพง หรือแม้แต่การตกแต่งสวนซึ่งค่าใช้จ่ายอาจบานปลายขึ้นอีกเรื่อยๆ ในระยะยาว 
  5. สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย หากคุณเป็นครอบครัวรักสันโดดหรือต้องการความเป็นส่วนตัว บ้านจะทำให้คุณมีสัดส่วนการใช้งานที่ชัดเจนและไม่ต้องแบ่งสันปันส่วนกับใคร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการเลี่ยงการพบปะผู้คน ตรงกันข้ามกับการอยู่คอนโดที่ในบางครั้งคุณอาจจะต้องมีการใช้ฟิตเนส สระว่ายน้ำ การนั่งพักผ่อนหย่อนในในส่วนที่ล้อมไปด้วยผู้คนหรือผู้ร่วมอาศัยในคอนโด แต่ถึงอย่างนั้นระบบของคอนโดก็จะสามารถอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยให้กับคุณเป็นอย่างดี 

หากจะให้ตัดสินใจโดยศึกษาข้อมูลเพียงแค่ 5 ข้อ ในการเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดก็คงไม่อาจทำให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างถีถ้วนดีนัก ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำถาม 5 ข้อให้คุณลองตอบตัวเองเพื่อให้คุณได้เข้าใจในไลฟ์สไตล์ตัวเองและทำให้การตัดสินใจนั้นง่ายขึ้น

  • คุณยังจำเป็นที่จะต้องทำงานในตัวเมืองหรือมีไลฟ์สไตล์ในการเดินห้าง ออกไปช้อปหรือดื่มยามค่ำคืนกับเพื่อนฝูงบ่อยครั้งใช่ไหม ?
  • ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ แน่นอนว่าคอนโดสามารถตอบโจทย์ด้านการเดินทางและการพบปะสังสรรค์ได้เป็นอย่างดี
  • คุณสามารถดูแลรักษาบริเวณบ้าน ทั้งในบ้านและนอกบ้านอย่างเช่นการดูแลระบบน้ำไฟ หรือการดูแลตัดแต่งสวนได้เป็นอย่างดีใช่หรือไม่ ? 
  • อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านิติบุคคลในอาคารคอนโดสามารถจัดการให้คุณได้อย่างเสร็จสรรพ แต่หากคุณต้องการออกไปใช้ชีวิตนอกตัวเมือง ปลูกต้นไม้ดูแลสวนหรือมีเวลาอยู่บ้านและมีความสุขกับการดูแลบ้านของคุณ การซื้อบ้านสักหลังก็ดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะ
  • คุณยังคงเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยว่าอาจจะมีโจรเข้าบ้านหรือทรัพย์สินสูญหายและต้องการความปลอดภัยที่เข้มงวดหรือไม่ ?
  • ในปัจจุบันหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมักจะมียามผู้คอยรักษาความปลอดภัยให้กับคุณได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นควรศึกษาทำเลที่ตั้งว่ามีประวัติไม่ดีด้านใดหรือไม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แต่หากคุณต้องการซื้อบ้านเดี่ยวหรือไม่ใช่บ้านที่อยู่ในโครงการต่างๆ คุณอาจจะต้องระวังเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวเป็นพิเศษ
  • คุณมีงบที่จำกัดและอาจจะต้องคอยควบคุมปัญหาค่าใช้จ่ายให้ต่ำที่สุดใช่หรือไม่ ?
  • หากเทียบราคาการบำรุงรักษาแล้ว การอยู่คอนโดจะมีงบประมานที่สามารถควบคุมได้และบานปลายน้อยกว่าบ้านเนื่องจากมีการช่วยเหลือจากทางโครงการอยู่แล้ว
  • คุณต้องการตกแต่งที่อยู่อาศัยของคุณให้เข้ากับสไตล์ของคุณมากขึ้น มีการเลือกเฟอร์นิเจอร์ใช้งานหรือการต่อเติมส่วนต่างๆ ของบ้านหรือไม่ ? 
  • คอนโดโดยปกติแล้วมักจะไม่สามารถต่อเติมหรือแก้ไขส่วนต่างๆ ได้เลย ซึ่งนั้นหมายความว่าคุณอาจจะต้องอยู่ให้ห้องที่ดูเหมือนเดิมตลอดระยะเวลาที่อยู่อาศัย และคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการอยู่ในคอนโดที่มีพื้นที่แคบจะทำให้รู้สึกอุดอู้จนอาจจะมีความรู้สึกต้องเปลี่ยนบรรยากาศห้องบ้างในบางครั้ง ซึ่งหากคุณเป็นสายอาร์ตติส ชอบการตกแต่งใหม่ๆ อยู่เสมอ การเลือกบ้านสักหลังจะตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด
  • คุณวางแผนที่จะมีครอบครัวใหญ่หรือมีสัตว์เลี้ยงที่น่ารักมาเติมเต็มความอบอุ่นในครอบครัวใช่หรือไม่ ? 
  • หากคุณหวังที่จะเลี้ยงสัตว์พันธุ์เล็กอย่างแมวหรือเหล่าหนูแฮมส์เตอร์น่ารักๆ การเลือกคอนโดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปเสียทีเดียว แต่หากคุณมีสัตว์ตัวใหญ่อย่างน้องหมาหรือต้องการพื้นที่วิ่งเล่นกว้างขวางมากขึ้น หรือกำลังจะมีสมาชิกเป็นเจ้าตัวน้อยเพิ่มอีกคนในครอบครัว การเลือกบ้านจะเหมาะกับครอบครัวใหญ่มากกว่านั่นเอง
  • คุณกำลังมองหาการลงทุนระยะสั้นหรือการถือครองทรัพย์สินระยะยาวมากกว่ากัน ? 
  • แน่นอนว่าหากนี่คือที่อยู่อาศัยแห่งแรกของคุณ เป้าหมายหลักของการซื้อบ้านหรือคอนโดนั้นก็เพราะใช้ในการอยู่อาศัย แต่ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุน แน่นอนว่าในปัจจุบันมีการซื้อคอนโดเพื่อการปล่อยเช่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถทำเงินได้ง่ายและเร็ว แต่ความเสี่ยงที่ตามมาคือการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน แต่โดยรวมนั้นการซื้อคอนโดจะสามารถสร้างรายได้ได้ไวกว่าการซื้อบ้านเพื่อการลงทุน 

เมื่อพูดถึงการลงทุนในการซื้อบ้านหรือคอนโดหลายคนก็คงจะตาลุกวาวขึ้นมาในทันที อย่างที่ทราบกันดีไม่ว่าจะการลงทุนซื้อบ้านหรือคอนโดนั้นก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก่อนที่จะไปพูดถึงรายได้ในอนาคตนั้น เราขอพูดถึงความเสี่ยงหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อน 

ข้อควรกังวลหากต้องการซื้อบ้านเพื่อการลงทุนมีอะไรบ้าง ? 

อันดับแรกที่เราจะพูดถึงนั้นคือความเสี่ยงในการลงทุนของตัวบ้าน ซึ่งในการซื้อบ้านเพื่อการลงทุนมักจะสร้างกำไรได้ช้ากว่ามากจากการที่ราคาของที่ดินนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตัวบ้านนั้นจะเสื่อมสภาพและไม่น่าอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งคุณอาจจะกำลังคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรอที่ราคาบ้านพร้อมที่ดินนั้นมีราคาที่สูงขึ้น จริงอยู่ที่คุณสามารถสร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายบ้านสักหลัง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาที่นานพอสมควร ซึ่งถ้าหากคุณสามารถรอคอยหรือไม่จำเป็นต้องรีบใช้เงินมากนัก การเลือกลงทุนโดยการซื้อบ้านและถือไว้ระยะยาวจะทำให้คุณได้กำไรมากกว่าเท่าตัวอย่างแน่นอน หรืออย่างที่สองคือคุณเลือกซื้อบ้านด้วยราคาที่ถูกสักหลังและทำการปรับปรุงให้ตัวบ้านดูมีมูลค่ามากขึ้นและการเกร็งกำไร โดยข้อนี้คุณสามารถทำได้ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้าง ต่อเติมหรือทำการ build in เฟอร์นิเจอร์ เพิ่มพื้นที่สวน หรือปรับสไตล์ให้ดูน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้จำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงและอาจใช้เวลานานในการปรับปรุงซ่อมแซม แต่ราคาของบ้านจะไม่ตกลงไปเหมือนอย่างข้อแรกอย่างแน่นอนและยังสามารถเพิ่มมูลค่าทั้งตัวบ้านและตัวที่ดินได้อีกด้วย

ข้อควรกังวลหากต้องการซื้อคอนโดเพื่อการลงทุนมีอะไรบ้าง ? 

กับการลงทุนในการซื้อคอนโดไม่ว่าจะเพื่อปล่อยขายหรือปล่อยเช่านั้นมีความเสี่ยงที่ต่างกันไป การลงทุนในการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยขายนั้นมีความเสี่ยงที่สูงกว่า เนื่องจากคอนโดสามารถเสื่อมสภาพได้ง่ายทั้งภายในและภายนอก หรือในขณะเดียวกันนั้นก็จะมีคอนโดใหม่ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นและเป็นที่หมายตามากกว่า ซึ่งหมายความว่าคุณอาจจะต้องเจอความเสี่ยงในการขายต่อด้วยกำไรเพียงเล็กน้อย หรือในบางครั้งอาจจะแย่ถึงขั้นขาดทุนหรือเท่าทุนกันเลยทีเดียว ซึ่งการลงทุนในการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่านั้นจะเห็นผลของกำไรได้เร็วกว่าจาการปล่อยเช่ารายเดือนหรือรายปีหรือทำธุรกิจอย่างเช่น air bnb เป็นต้น ในปัจจุบันมีการปล่อยเช่าคอนโดด้วยราคาที่แทบจะสูงพอๆ กับการผ่อนบ้านหนึ่งหลังโดยอย่างน้อยเริ่มที่ 8,000 จนถึงหลักแสนขึ้นอยู่กับพื้นที่ตั้งของคอนโด ขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มี ความเสี่ยงที่คุณจะต้องรอบคอบที่สุด ซึ่งบางครั้งอาจจะเกินกำลังของคุณไปบ้างหรือเป็นสิ่งที่แทบจะควบคุมไม่ได้เลย คือการหยั่งรู้ว่าผู้เช่านั้นๆ จะสามารถดูแลห้องของคุณได้ดีหรืออยู่ในสภาพที่ปกติและไม่ทรุดโทรมได้หรือไม่นั่งเอง

การเติบโตของมูลค่าบ้านหรือคอนโดในตลาด 

  • มูลค่าของบ้านนั้นจะไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะมีการเติบโตทีละนิดและเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุดในระยะยาวด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่นการตั้งขึ้นของห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า ถนนสายใหม่ในระแวกนั้นๆ ซึ่งหากจะพูดให้เข้าใจได้อย่างง่ายที่สุด การทำให้บ้านมีราคาสูงนั้นยาก แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปล่อยเช่าในกรณีที่พื้นที่บ้านอยู่ในทำเลที่ดีทั้งต่อการคมนาคมหรืออาจจะใกล้โรงเรียน และถนนใหญ่ แต่กลับกันการทำให้ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้านมีราคาที่สูงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ใช้เวลานาน ซึ่งแอดขอการันตีว่าเวลาที่ถือทรัพย์สินคอยนั้นจะมีมูลค่าสูงและคุ้มค่าอย่างแน่นอน 
  • มูลค่าของคอนโดที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเติบโตได้เร็วกว่าแต่มูลค่าก็ยังคงอยู่ในระดับกลาง ตลาดการปล่อยเช่าคอนโดมีความแข็งแรงกว่ามาก โดยเฉพาะโครงการที่ใกล้รถไฟฟ้าหรือสามารถเดินทางได้สะดวก เพราะโดยปกติแล้วผู้ที่เช่าคอนโดจะอยู่ในช่วงวัยทำงานหรือนักศึกษา ดังนั้นคอนโดจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ดีหากอยู่ได้อยู่ใกล้กับสถานศึกษา สถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ย่านท่องเที่ยว อีกทั้งคุณสามารถมั่นใจได้ว่าการบำรุงรักษาคอนโดนั้นใช้เงินน้อยกว่าการบำรุงรักษาบ้านอยู่มากเพราะมีการแบ่งเบาจากนิติบุคคลเข้ามาช่วย

การได้เป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดนั้นเป็นความฝันของใครหลายๆ คน การตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ศึกษาด้านทำเลที่ตั้งหรือค่าใช้จ่ายให้รอบคอบไม่ต้องรีบร้อน เพราะเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านหรือคอนโดนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรใช้เวลาในการตัดสินใจ หากยังไม่มีที่ไหนถูกใจลองเลือกชมบ้านและคอนโดมือสองได้ที่ Kaidee Property อาจเจอคอนโดในฝันหรือบ้านที่ถูกใจก็ได้นะ

ฤกษ์ออกรถปี 2025

ฤกษ์ออกรถปี 2025

การออกรถคันใหม่ก็เหมือนกับการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหญ่ในชีวิต และเพื่อการเดินทางราบรื่นจึงมีความเชื่อในการดูฤกษ์ออกรถ เพราะวันเวลาที่เหมาะสมมักจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆ เสมอ 

การดูฤกษ์งามยามดีนั้นเป็นความเชื่อของชาวไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ว่าด้วยการเลือกวันมงคลตามโหราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการดูกฤษ์งานแต่ง วันขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงการดูฤกษ์ออกรถ โดยการดูฤกษ์นั้นจะคำนวนจากวันเดือนปีเกิดควบคู่กับดวงดาวเพื่อหาวันที่จะมีพลังงานดีเกิดขึ้นที่เรียกกันว่าฤกษ์มงคลนั่นเอง 

ทำไมจึงควรดูฤกษ์ออกรถ 

การดูฤกษ์ออกรถเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น เชื่อว่าการออกรถคันใหม่ก็เหมือนการตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหญ่ในชีวิต เพื่อให้รถนั้นสามารถนำพาชีวิตของเราไปสู่ที่หมายดีๆ อย่างปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ ช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภและการเงิน นำมาซึ่งสิ่งดีๆ ตลอดการขับขี่ ถึงแม้ความเชื่อเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องของโชคลาภและปาฏิหาริย์ แต่การเลือกฤกษ์ออกรถที่ดีก็สามารถสร้างความรู้สึกสบายใจตามหลักจิตวิทยาได้เป็นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจช่วยให้ลดความตึงเครียดระหว่างการขับขี่และช่วยให้ขับขี่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการดูฤกษ์ออกรถสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การเลือกการดูฤกษ์จากโหราศาสตร์ที่กล่าวไปข้างต้นและดูวันมงคลจากปฏิทินมงคล โดยมักเลือกจากวันพระ วันธงไชย หรือวันอาทิตย์เพราะมีพลังงานด้านบวก เป็นพลังในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ และมักจะหลีกเลี่ยงวันที่ไม่เป็นมงคลเช่นวันที่มีพลังงานไม่ดี วันแห่งความทุกข์ หรือวันเสาร์เพราะเป็นวันที่กักเก็บพลังงานที่ไม่ดีเอาไว้

ฤกษ์ออกรถตามช่วงปีตามความเชื่อและหลักเศรษฐกิจ

เพราะแต่ละช่วงของปีมักมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันออกไปทั้งด้านของความเชื่อและหลักเศรษฐกิจที่มีทั้งขาขึ้นและขาลงซึ่งรายละเอียดก็ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงต้นปี กลางปี และท้ายปี ซึ่งรายละเอียดของแต่ละช่วงจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • ฤกษ์ออกรถช่วงต้นปี (เดือนมกราคม – มีนาคม) หากเลือกวันออกรถโดยวิเคราะห์จากการดูฤกษ์นั้นจะถือว่าการออกรถต้นปีเป็นช่วงที่ดีในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เชื่อว่าจะได้รับพลังงานบวกอย่างเต็มที่ ได้รับความเป็นสิริมงคลที่ช่วยให้เจริญรุ่งเรื่องทำสิ่งใดก็เกิดผลดีตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีวันมงคลมากมายไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ไทย ปีใหม่จีน และช่วงเดือนมีนาคมยังเป็นช่วงดีเพราะดาวเสาร์โคจรออกจากตำแหน่งที่จะส่งผลร้ายต่อการออกรถ และหากวิเคราะห์ตามหลักเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่าการออกรถช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ตลาดยานยนต์มักจะไม่ได้มีส่วนลดสูงมากนักแต่ก็จะมีการออกโปรโมชันต้อนรับปีใหม่ออกมามากมายเพื่อกระตุ้นยอดขาย อีกทั้งมักจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ออกมาให้เลือกมากมายอีกด้วย
  • ฤกษ์ออกรถช่วงกลางปี (เดือนเมษายน – กรกฎาคม) การออกรถช่วงกลางปีตามความเชื่อโหราศาสตร์นั้นกล่าวไว้ว่าดวงดาวต่างๆ จะเริ่มโคจรไปในทิศทางที่เหมาะสม หากออกรถใหม่ก็จะได้รับพลังงานดีๆ ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงไร้ซึ่งอุปสรรค เสริมดวงด้านความปลอดภัยและการเจริญก้าวหน้า ในด้านเศรษฐกิจของตลาดยานยนต์ช่วงกลางปีนั้นจะเริ่มมีการล้างสต๊อกรถรุ่นเก่าออกที่จะทำให้รถปีเก่ามีราคาถูกลงและอาจได้รับโปรโมชันพิเศษอย่างเช่นโปรผ่อนชำระ พร้อมทั้งช่วงกลางปีมักมีการจัดแสดงรถในหลายพื้นที่ที่จะช่วยดึงดูดผู้คนให้มาซื้อรถกันมากขึ้น แต่ก็อาจจะพลาดโปรโมชั่นลดล้างสต๊อกครั้งใหญ่ช่วงสิ้นปีหรือรถรุ่นใหม่ที่จะมีการอัปเกรดเทคโนโลยีต่างๆ 
  • ฤกษ์ออกรถช่วงท้ายปี (เดือนตุลาคม – ธันวาคม) ตามความเชื่อโหราศาสตร์นั้น การออกรถช่วงท้ายปีเป็นการเตรียมความพร้อม เตรียมสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิต พร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่ที่จะถึง สิ่งที่น่าดึงดูดใจของช่วงท้ายปีอาจไม่ใช่แค่การเตรียมสิ่งดีๆ เข้าสู่ชีวิต เพราะในช่วงท้ายปีมักจะมีการลดล้างสต๊อกของรถยนต์เพื่อรอรับรถรุ่นใหม่ๆ ดังนั้นแอดขอบอกเลยว่าโปรโมชันแน่น ส่วนลดเพียบ ถือว่าเป็นช่วงที่คนนิยมออกรถมากพอๆ กับช่วงต้นปีเลยทีเดียว 

ฤกษ์ออกรถปี 2025

เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกรถใหม่ในปีหน้า วันนี้kaideeขอรวบรวมวันมงคลมาให้ครบทั้ง 12 เดือน เพื่อให้ชาวkaideeได้ขับรถไปหาเงินทอง โชคลาภ ความรัก พร้อมกับมีสุขภาพที่ดีขับขี่ปลอดภัยกันอย่างถ้วนหน้า ในแต่ละเดือนจะมีวันมงคลวันไหนบ้างไปดูกันเลย

  • มกราคม เป็นช่วงที่ดาวศุภเคราะห์โคจรมาในจุดดี จึงเหมาะแก่การเริ่มทำสิ่งมงคลรวมถึงการออกรถด้วยเช่นกัน วันที่มงคลคือวันที่ 7 , 10 , 18 , 22 และ 30
  • กุมภาพันธ์ เป็นฤกษ์ดีสำหรับการเดินทางและการเคลื่อนย้าย ซึ่งวันมงคลของเดือนกุมภาพันธ์มีทั้งหมด 5 วันคือวันที่ 6 , 14 , 19 , 21 และ 28
  • มีนาคม ช่วงเดือนที่ดาวบาปเริ่มเคลื่อนตัวออกจากวงโคจร เป็นการเปิดฤกษ์ดีในการเริ่มสิ่งใหม่ วันที่เป็นมงคลคือวันที่ 1 , 8 , 13 , 22  และ 27
  • เมษายน นอกจากจะมีวันปีใหม่ไทยที่เป็นวันมงคลแล้ว เดือนเมษายังมีพลังงานดีที่เหมาะแก่การเคลื่อนไหวและการใช้ยานพาหนะในการเดินทางอีกด้วย โดยมีวันมงคลคือวันที่ 4 , 9 , 11 , 18 และ 26
  • พฤษภาคม เดือนแห่งความก้าวหน้าเริ่มสิ่งใหม่ พลังบวกของเดือนนี้จะนำมาซึ่งความมั่นคงในชีวิต วันมงคลของเดือนนี้คือ 5 , 8 , 16 ,19 และ 24
  • มิถุนายน ในช่วงจุดกึ่งกลางของปีนี้ดาวศุภเคราะห์จะสร้างพลังบวกมากขึ้น ซึ่งวันที่เหมาะแก่การออกรถที่สุดคือวันที่ 3 , 6 ,12 , 20 และ 25
  • กรกฎาคม เป็นเดือนที่ไม่ตรงกับวันอัปมงคลใดเลยจึงเหมาะกับการเดินทางใหม่และการออกรถใหม่เป็นอย่างมาก วันที่มงคลของเดือนนี้คือ 7 , 10 , 14 , 23 และ 29 
  • สิงหาคม ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ดวงดาวโคจรไปยังจุดที่ส่งผลดี หากออกรถใหม่ในช่วงนี้นอกจากจะส่งผลให้เดินทางไปสู่ความสำเร็จแล้วยังช่วยเสริมดวงด้านอื่นๆ อีกด้วย วันมงคลของเดือนนี้คือ 4 , 8 ,13 ,17 และ 30
  • กันยายน ถือเป็นฤกษ์มงคลที่สามารถรับพลังจากดวงดาวได้อย่างเต็มที่เพราะดาวเคราะห์ทั้งหมดอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการริเริ่มทำสิ่งใหม่ วันที่เหมาะกับการออกรถคือ 1 , 6 , 9 , 12 และ 21
  • ตุลาคม จากช่วงเดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนนี้ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ยังคงโคจรอยู่ในจุดที่สร้างพลังงานบวกได้อย่างต่อเนื่อง การออกรถช่วงนี้จะช่วยให้ชีวิตและการขับขี่มีแต่ความราบรื่นเช่นเดียวกัน และวันมงคลของเดือนนี้คือวันที่ 3 , 8 , 11 , 19 และ 25
  • พฤศจิกายน สำหรับเดือนนี้ดวงดาวจะโคจรไปในทิศทางที่ดีเหมาะแก่การขับขี่โดยตรง การเริ่มออกรถใหม่เพื่อเดินทางจะสามารถเสริมดวงและสร้างสิริมงคลได้เป็นอย่างดี วันที่มงคลคือ 2 , 6 , 10 , 14 และ 28
  • ธันวาคม การออกรถช่วงเดือนธันวาคมเปรียบเสมือนการเริ่มต้นเดินทางไปหาสิ่งดีสิ่งใหม่ ก้าวข้ามสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมาไปหาสิ่งดีสิริมงคลในปีหน้า วันที่มงคลคือ 1 , 9 , 13 , 21 และ 30

จบไปแล้วกับการดูฤกษ์ออกรถตลอดปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือมือสองก็สามารถดูฤกษ์งามยามดีก่อนเริ่มขับขี่ เพื่อเพิ่มความราบรื่นในการเดินทางของชีวิตและไปสู่จุดหมายที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จโดยสวัสดีภาพ 

หากต้องการออกรถสักคันไม่ต้องรอถึงสิ้นปีก็สามารถหารถยนต์หลากหลายรุ่นราคาดีได้ที่ Kaidee Auto