May 6, 2021 | บทความอสังหาฯ
ในช่วงเวลาที่อากาศบ้านเรานั้นใกล้เข้าสู่ช่วงวัยกลางคน (เหยียบเลขสี่) อุณหภูมิร้อนระอุจนแทบแยกไม่ออกว่าที่นี่คือพื้นดินหรือข้างในเตาอบ การสร้างสระว่ายน้ำอาจจะเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในหัวของใครหลายคน ด้วยว่าพื้นที่ภายในบ้านก็เพียงพอต่อการก่อสร้าง แต่ติดตรงที่ว่าจะเริ่มศึกษาข้อมูลการสร้างสระว่ายน้ำอย่างไรดี
การสร้างสระว่ายน้ำไม่ได้ยากอย่างที่คิด
วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจสารพัดที่เกี่ยวกับการสร้างสระว่ายน้ำภายในบ้าน รวบรวมมาแบบครบจบใน 1 บทความ อ่านแล้วอยากโทรศัพท์ติดต่อบริษัทรับสร้างสระว่ายน้ำเลยก็ยังได้ และหากใครเป็นลูกบ้านไหน อยากให้คุณพ่อคุณแม่รีบสร้างสระว่ายน้ำไวๆ ก็แชร์บทความนี้ไปให้พวกท่านได้เลยนะครับ
การสร้างสระว่ายน้ำภายในบ้านไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลย
สำรวจพื้นที่ก่อนสร้างสระว่ายน้ำ
การสร้างสระว่ายน้ำไม่มีพื้นที่กำหนดตายตัว มีเพียงแต่ข้อคำนึงไม่กี่ข้อที่เราควรมั่นใจก่อนดำเนินการสร้าง
ความกว้างของสระควรเพียงพอต่อการกลับตัว หรือไม่แคบเกินไปจนมีโอกาสที่มือจะฟาดกับขอบสระเวลาว่าย ความยาวของสระควรมากพอสำหรับการว่ายเพื่อออกกำลังกายได้ พิจารณาบริเวณโดยรอบของพื้นที่ที่จะสร้างว่ายน้ำ ไม่ควรอยู่ใกล้ต้นไม้มากจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงใบไม้ที่อาจปลิวลงสระได้ หรืออาจเลือกติดตั้งผ้าใบหรือหลังคาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวแทน
ศึกษาสัดส่วนและพื้นที่บริเวณโดยรอบก่อนสร้างให้ดี
โครงสร้างของสระว่ายน้ำ
โครงสร้างของสระว่ายน้ำแบ่งได้ด้วยกันทั้งสิ้น 2 ประเภท นั่นคือ แบบคอนกรีต และแบบสำเร็จรูปไฟเบอร์กลาส (Fiberglass)
สระว่ายน้ำคอนกรีต สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาส
สระว่ายน้ำแบบคอนกรีต
สระว่ายน้ำรูปแบบนี้จะก่อสร้างด้วยปูนและกระเบื้อง ก่อนเสริมด้วยเหล็กอีกชั้น มีจุดเด่นคือสามารถสร้างให้เป็นรูปทรงที่หลากหลายตามใจชอบ ซึ่งความสวยงามจะขึ้นอยู่กับการออกแบบล้วนๆ อีกทั้งยังมีความทนทานและแข็งแรงมากอีกด้วย มักใช้ในการก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สระว่ายน้ำแบบสำเร็จรูปไฟเบอร์กลาส
สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาสถือเป็นสระว่ายน้ำสำเร็จรูปที่ทำจากพลาสติกหล่อคุณภาพดี ปูด้วยผ้าไวนิลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อสระว่ายน้ำโดยเฉพาะ ข้อดีของสระว่ายน้ำประเภทนี้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกกว่าสระว่ายน้ำแบบคอนกรีต แต่ก็ข้อเสียก็มีเช่นเดียวกันคือมีรูปทรงที่ออกแบบมาแล้ว ทำให้ไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้มากนัก และยังมีการดูแลรักษาในระยะยาวที่ต้องเปลี่ยนผ้าไวนิลทุก ๆ 10 ปีอีกด้วย
ระบบน้ำล้น (Overflow) ระบบท่อในสระ (Skimmer)
ระบบน้ำในสระว่ายน้ำ
เรื่องต่อมาของการสร้างสระว่ายน้ำคือ ระบบน้ำในสระ ซึ่งในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 ระบบ คือ ระบบน้ำล้น (Overflow) และระบบท่อในสระ (Skimmer)
ระบบน้ำล้น (Overflow)
สระว่ายที่ใช้ระบบน้ำล้นพบเจอได้บ่อยมากกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นตามสระว่ายน้ำสาธารณะ โรงแรม หรือบ้านพักในรีสอร์ทหรู
ลักษณะการทำงานของระบบน้ำล้นนั้นมีความใกล้เคียงกับชื่อเป็นอย่างมาก นั่นคือน้ำจะล้นออกทางข้างสระ และไหลลงรางน้ำที่ล้อมรอบตัวสระ ลงไปยังระบบ Surge Tank หรือเครื่องกรองที่จะฆ่าเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมก่อนปล่อยน้ำกลับลงสระอีกครั้งหนึ่ง
ข้อดีของสระน้ำระบบน้ำล้นนี้คือ บริเวณผิวน้ำจะไม่สกปรก เพราะน้ำจะล้นออกทางด้านข้าง อีกทั้งยังมีความสวยงามมากกว่า เพราะน้ำจะดูตึงสวยบนผิวสระอยู่ตลอดเวลา ส่วนข้อเสียคือ ราคาแพงและมีขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยาก แถมขั้นตอนการดูแลรักษายังซับซ้อน และใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สระว่ายน้ำที่ใช้ระบบน้ำแบบนี้จึงเหมาะกับสระว่ายน้ำสาธารณะ หรือโรงแรมหรูระดับ 3-5 ดาวเสียมากกว่า
ระบบท่อในสระ (Skimmer)
สระว่ายน้ำที่ใช้ระบบแบบท่อในสระ หรือที่เรียกติดปากกันว่า Skimmer นี้มีลักษณะการทำงานแบบดูดน้ำผ่านท่อที่ติดตั้งบริเวณข้างสระ เพื่อกรองและกำจัดเชื้อโรคทิ้ง ก่อนปล่อยน้ำเข้ามาในสระอีกครั้งหนึ่ง
ข้อดีของสระที่มีระบบแบบนี้คือ ราคาที่ถูกและติดตั้งง่ายกว่าระบบน้ำล้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องติดตั้ง Surge Tank เพิ่มนั่นเอง ระบบประเภทนี้จึงเหมาะกับสระว่ายน้ำภายในบริเวณที่พักอาศัย หรือตามบ้านพักขนาดเล็ก
ส่วนข้อเสียก็มีให้เห็นเช่นกันคือ น้ำจะไม่มีทางล้นออกจากสระเป็นอันขาด ส่งผลให้หากมีสิ่งสกปรกหรือเศษใบไม้บนผิวน้ำ ก็จะต้องทำความสะอาดด้วยตนเองเช่นกัน
สระว่ายน้ำระบบเกลือ สระว่ายน้ำระบบคลอรีน
ระบบบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำ
ระบบบำบัดน้ำต่างจากระบบน้ำที่เพิ่งผ่านมา เพราะเรากำลังจะพูดถึงลักษณะของน้ำที่อยู่ในสระว่ายน้ำ ซึ่งสามารถมีด้วยกัน 4 รูปแบบคือระบบผสมคลอรีน (Clorine) น้ำเกลือ น้ำแร่ และโอโซน
ระบบผสมคลอรีน
ระบบน้ำผสมคลอรีนคือระบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุด พบเห็นได้บ่อยที่สุด และเชื่อว่าเป็นระบบที่เราคุ้นเคยชื่อมากที่สุดเช่นกัน คลอรีนมีด้วยกันทั้งในรูปแบบของเหลว เม็ดหรือผงที่สามารถใส่ลงไปในสระได้ทันที แต่มีข้อควรระวังคือน้ำในสระจะต้องมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7.2-7.8 เท่านั้น หากสูงหรือต่ำมากกว่านี้ เราอาจจะต้องเติมกรดหรือด่างเข้าไปก่อนเติมคลอรีน
ข้อควรระวังของการใช้ระบบบำบัดน้ำแบบผสมคลอรีนคือ ถึงแม้จะมีราคาถูก แต่สารคลอรีนส่งผลให้เกิดระคายเคืองกับผิวหนังได้ หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป
ระบบน้ำเกลือ
สระว่ายน้ำระบบนี้จะใช้เกลือธรรมชาติมาผ่านเข้าเครื่องที่มีชื่อว่า “SALT CHLORINATOR” หรือเกลือที่มีคุณสมบัติเหมือนคลอรีน เพื่อใช้ฆ่าเชื้อโรคและกรองสิ่งสกปรก ข้อดีของสระที่มีระบบบำบัดนี้คือ ช่วยถนอมผิวกายและไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวของเราอีกด้วย เพราะส่วนประกอบหลักคือเกลือธรรมชาติ หากใครแพ้คลอรีน อาจลองพิจารณาสร้างสระว่ายน้ำที่มีระบบนี้แทน
แต่ข้อเสียก็มีพอประมาณเช่นกัน เพราะเกลือธรรมชาติจะก่อให้เกิดทั้งเมือกลื่นข้างสระที่ยากต่อการทำความสะอาด และตะไคร่น้ำที่ขึ้นภายในสระ โดยเฉพาะสระว่ายน้ำระบบเกลือที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ไม่นับราคาในการติดตั้งและดูแลรักษาที่มากกว่าสระว่ายน้ำระบบผสมคลอรีนที่มากกว่าเกือบเท่าตัว
ระบบน้ำแร่
สระว่ายน้ำระบบน้ำแร่ใช้เครื่องกรองที่มีไอออนบริสุทธิ์มาเป็นตัวกลางในการกำจัดเชื้อโรค ทำให้น้ำใส ไม่ขุ่น ปลอดสารเคมี ดีไม่ดีสามารถดื่มน้ำในสระได้อีกต่างหาก นอกจากนี้ยังไม่ต้องห่วงเรื่องการทำความสะอาดอีกด้วย แต่ส่วนที่ (อาจจะ) เป็นข้อเสียของระบบนี้มีอย่างเดียวคือ ราคาการติดตั้งเครื่องและเดินระบบที่แพงกว่าระบบอื่นๆ หลายเท่าตัว
ระบบโอโซน
สระว่ายน้ำระบบสุดท้ายนี้ เป็นการผลิตก๊าซโอโซนจากเครื่องอัดอากาศมาใช้บำบัดน้ำและฆ่าเชื้อโรคภายในสระ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะสามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างหมดจด แต่จำเป็นต้องเปิดเครื่องบ่อยครั้ง เพราะระยะเวลาที่โอโซนจะคงตัวอยู่ในน้ำนั้นสั้นมาก อีกทั้งการติดตั้งยังมีราคาที่ค่อนข้างแพงอีกด้วย
การดูแลรักษาสระว่ายน้ำ
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงและสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นใดคือ การดูแลรักษาสระว่ายน้ำหลังจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วนมากแล้ว บริษัทที่เราใช้บริการในการติดตั้งสระว่ายน้ำมักจะมีบริการทำความสะอาดรายเดือนควบคู่มาด้วย ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 2,500 บาท ต่อเดือน ต่อ 30 ลูกบาศก์เมตร
สร้างสระว่ายน้ำแบบไหนดี
ในเมื่อทุกคนเข้าใจถึงระบบและประเภทของสระว่ายน้ำกันแล้ว หลายคนคงยังมีข้อสงสัยในเรื่องของสระว่ายน้ำ “ที่เหมาะกับบ้านของเรา” มากที่สุด Kaidee Property จึงอยากทำสรุป 5 ข้อสั้นๆ มาเป็นตัวช่วยให้คุณวางแผนการสร้างสระว่ายน้ำของคุณได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากขึ้น
ขนาดของสระว่ายน้ำ – อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น การสร้างสระว่ายน้ำไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะ แต่กระนั้นก็ควรคำนึงถึงความกว้างและยาวที่พอดีของสระว่ายน้ำด้วยความลึกของสระว่ายน้ำ – ความลึกขนาดมาตรฐานของสระว่ายน้ำภายในที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ 1.2 ถึง 1.5 เมตร แต่หากครอบครัวหรือบ้านใดมีเด็กอาศัยอยู่ด้วย อาจจำเป็นจะต้องลดความลึกมาอยู่ที่ประมาณ 0.6 ถึง 0.9 เมตรแทน หรือสร้างสระว่ายน้ำที่มีความลึกเป็นระนาบขั้นบันไดเแทนงบประมาณ – เรื่องสำคัญลำดับต่อมาคือ สระว่ายน้ำที่เราต้องการจำเป็นเป็นไปตามงบประมาณที่เรามี และอย่าลืมว่าไม่เพียงแต่ค่าติดตั้ง แต่สระว่ายน้ำยังมีค่าบำรุงรักษา ค่าอุปกรณ์และการทำความสะอาดเพิ่มเติมอีกด้วยความต้องการและความจำเป็น – ลองสำรวจความต้องการของคนในบ้าน ว่าต้องการใช้สระว่ายน้ำรูปแบบใดมากกว่ากัน ส่วนเรื่องความจำเป็นก็สำคัญไม่แพ้กัน อาทิผิวของคนในบ้านอาจแพ้หรือระคายเคืองต่อคลอรีนในสระว่ายน้ำ ทำให้เหลือตัวเลือกระบบบำบัดน้ำอยู่เพียง 3 ตัวเลือกเท่านั้น เป็นต้นอุปกรณ์เสริม – ต่อเนื่องจากข้อที่ผ่านมา หากต้องการให้สระว่ายน้ำของคุณมีอุปกรณ์เสริมเช่น สไลเดอร์ (Slider) หรือสปริงบอร์ด (Springboard) ติดตั้งอยู่ด้วย คุณควรมั่นใจว่า บริเวณสระว่ายน้ำที่อุปกรณ์จะยื่นลงไปนั้นมีความลึกในระดับที่มากพอและเหมาะสมต่อการใช้งานอุปกรณ์เสริมเหล่านี้
วางตำแหน่งของสปริงบอร์ดให้อยู่ในบริเวณที่มีความลึกเหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายจากการกระแทกกับพื้นสระว่ายน้ำ
สระว่ายน้ำของคุณจะหน้าตาเป็นยังไงกันนะ
ก็จบไปแล้วกับบทความที่ว่าด้วยทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการสร้างสระว่ายน้ำภายในบ้าน Kaidee Property ต้องการให้บทความนี้ตอบโจทย์คนที่กำลังมีคำถามเกี่ยวกับสระว่ายน้ำอยู่ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และหากใครกำลังมองหาอุปกรณ์เสริมรอบสระว่ายน้ำของคุณอยู่ ทำไมไม่ลองแวะเข้ามาดูที่ Kaidee ของเรา เชื่อเหลือเกินว่า คุณจะได้อะไรไม่มากก็น้อยกลับไปแน่นอน
May 6, 2021 | บทความยานยนต์
ปวดหัวกันอยู่ไหม?? กับการที่เวลานำรถเข้าศูนย์ซ่อมแต่ละที ช่างก็มักจะถามว่า “ได้เปลี่ยนน้ำมันโน่นนี่นั่นแล้วหรือยัง” หนึ่งในนั้นก็มักจะมี “น้ำมันเกียร์” รวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันเกียร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นไปได้
แต่ทว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าหากคุณได้อ่านบทความนี้ คุณจะได้เป็นผู้รู้และชำนาญในเรื่องน้ำมันเกียร์ ว่าควรทำอย่างไร และเปลี่ยนตอนไหนถึงจะดีและถนอมรถยนต์ ให้อยู่กับคุณได้นานมากที่สุด ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย
น้ำมันเกียร์ ทำหน้าที่อะไรในรถ
เริ่มกันด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลยนั่นก็คือ “น้ำมันเกียร์” ทำหน้าที่อะไร ตามชื่อของมันเลยเป็นน้ำมันที่เอาไว้หล่อลื่นเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อีกอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ น้ำมันเกียร์จึงใส่เพื่อให้ระบบเกียร์ทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด รวมไปถึงทำให้ฟันเฟืองแต่ละซี่ไม่สบกันโดยตรง ลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนภายในระบบเกียร์ และที่เจ๋งที่สุดเลย คือ เพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากความชื้นหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้และขัดกับระบบทำงาน ซึ่งน้ำมันเกียร์ก็สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน
1. น้ำมันสำหรับเกียร์ธรรมดา
จะเป็นน้ำมันที่มีความหนืดสูง เนื่องจากจะต้องนำไปใช้กับระบบคลัทช์ ด้วยการที่วิธีเปลี่ยนเกียร์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดานั้น มักจะเกิดการเสียดสีที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าความหนืดที่สูงกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ค่าความหนืดที่ 75W-85 ขึ้นไป
2. น้ำมันสำหรับเกียร์ออโต้
ในส่วนเกียร์ออโต้ น้ำมันเกียร์จะมีความหนืดน้อยกว่า เพราะระบบของเกียร์ออโต้เป็นแบบฟันเฟือง ทำให้มีการเสียดสีน้อย การเลือกใช้น้ำมันค่าความหนืดต่ำจะช่วยให้น้ำมันไหลลื่นไปเคลือบชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ค่าความหนืดที่ OW-5 หรือ 5W-10
คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์
1. ไม่กัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติก หรือวัสดุอื่น ๆ ได้
2. ไม่สามารถติดไฟได้ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนสูง
3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา
4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
น้ำมันเกียร์ธรรมดาและออโต้ใช้แทนกันได้หรือไม่
อาจจะพอเดา ๆ กันได้อยู่บ้าง เรื่องของค่าความหนืดที่มีผลกับเรื่องของระบบเกียร์ที่แตกต่างกันออกไปของระหว่างเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้ แน่นอนว่า น้ำมันเกียร์ควรแยกประเภทกันอย่างชัดเจน ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้
TIPS : ก่อนเลือกซื้อน้ำมันเกียร์ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าจะใช้กับรถยนต์ประเภทไหน
วิธีตรวจสอบน้ำมันเกียร์
จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันเกียร์ในรถของเราเสื่อมคุณภาพ และไม่ไหวจะใช้อีกต่อไปแล้ว ง่าย ๆ เลยเพียงแค่ดูสีของน้ำมันเกียร์ เดิมทีแล้วน้ำมันจะเป็นสีเหลืองไม่ก็เป็นสีแดง ซึ่งถ้าหากเปิดออกมาดูแล้วพบบว่าเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ นั่นคือสัญญาณที่ว่าควรเปลี่ยนได้แล้ว โดยขั้นตอนการตรวจสอบมีดังนี้
ขั้นตอนการตรวจสอบ
1. ให้เข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ
2. ดึงก้านวัดขึ้นและค่อย ๆ ทำความสะอาดบริเวณก้านวัด
3. เสียบก้านวัดกลับไปที่เดิม และดึงกลับขึ้นมาใหม่
4. สังเกตรอยน้ำมัน ระดับก้านวัดจะมีรอย 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน
TIPS : ซึ่งระดับของน้ำมันเกียร์จะต้องไม่ต่ำจนเกินไป
รู้หรือไม่ว่า น้ำมันเกียร์ มีระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนอยู่
อย่าแค่มานั่งรอให้น้ำมันนั้นเปลี่ยนสีจากสีเดิมเป็นสีดำ จริง ๆ แล้วมันมีระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันในแต่ละครั้งอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแต่ละครั้งแนะนำอยู่ที่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร (ถึอว่ามากพอสมควรเลย) ซึ่งยอมเปลี่ยนก่อนที่น้ำมันเหล่านี้จะทำให้ระบบเกียร์พัง แต่ที่จะแค่เสียแค่ค่าน้ำมัน ทีนี้ได้เสียเสียค่ายกระบบเกียร์ใหม่แทนก็ไม่ไหวเหมือนกัน
TIPS : จดเตือนทุกครั้งหลังที่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ว่าครั้งถัดไปเปลี่ยนที่เลขไมล์เท่าไร
น้ำมันเกียร์เสื่อมคุณภาพเกิดจากอะไร
เกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบเจอกัน คือ ซื้อน้ำมันเกียร์ที่ไม่ได้คุณภาพ และไม่ตรงกับประเภทของเกียร์ที่ใช้นำมาเปลี่ยน ซึ่งก็จะทำให้น้ำมันนั้นเสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้รถยนต์เกิดอาการต่างๆ ได้ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน
ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์รถจะเป็นอย่างไร
ปัญหาที่จะเจอหลัก ๆ ก็จะเกิดที่ระบบเกียร์นี่แหละ ซึ่งจะมีอาการบ่งบอกระหว่างขับรถอย่างชัดเจน ซึ่งหากทนขับต่อไปต้องไม่ดีแน่ ๆ ซึ่งรถยนต์จะเกิดอาการแปลก ๆ ต่อไปนี้
1. เกียร์จะสะดุด เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อน อย่างเกียร์ D หรือเกียร์ R
2. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ว เกียร์ไม่ทำงานในทันที
3. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วเกิดเสียงดัง ครืด ๆ เหมือนมันอะไรติดขัดอยู่
4. นำมันหมดเร็วขึ้น เพราะเกิดมาจากเกียร์ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับเครื่องยนต์
สรุปท้ายบทความ น้ำมันเกียร์สำคัญอย่างไร
เกียร์ในรถยนต์นั้นมีความสำคัญเท่าไร น้ำมันเกียร์ก็สำคัญมากเท่านั้น หากเกียร์เสียหายไป อาจจะทำให้รถยนต์ใช้ไม่ได้ หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุตามมาเลยก็เป็นได้ ซึ่งหนึ่งในโอกาสที่จะทำให้ระบบเกียร์เกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น ก็มีส่วนหนึ่งที่มาจากน้ำมันเกียร์ที่เก่าเกินกว่าการใช้งาน ดังนั้นควรหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เมื่อถึงกำหนดการเปลี่ยนทุกครั้ง อย่าลืมเป็นอันขาด
หากใครถึงกำหนดในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์หรือต้องดูแลระบบเกียร์เพิ่มเติม สามารถหาอุปกรณ์และน้ำมันเกียร์ที่ Kaidee ที่มีทั้งอุปกรณ์ดูแลรถยนต์ คุณภาพเยี่ยมมากมาย ให้รถยนต์ที่รักของคุณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดี ใช้งานยืนยาว
May 6, 2021 | สัตว์เลี้ยง
นอกจากปัจจัยพื้นฐาน ด้านการกินการนอนของเหมียวๆ ที่เหล่าทาสอย่างเรา พร้อมเปย์ถวายหัวกันอย่างถ้วนทั่วแล้ว อีกหนึ่งออปชันเสริมที่หลายคนให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นก็คือ “ของเล่นแมว” ไอเทมยอดฮิต ที่แต่ละบ้านน่าจะมีติดไว้มากกว่าหนึ่งชิ้น เพื่อให้นายท่านของเราได้มีความสุขกันอย่างเต็มที่
แท้ที่จริงแล้ว “ของเล่นแมว” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงของเล่นที่ให้ความเพลิดเพลิน กับเจ้าสี่ขาตัวจิ๋วเท่านั้น แต่เรื่องราวและประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในนั้นมีอีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจจะมองข้ามและคาดไม่ถึง ไหนๆ จะเสียเงินทั้งที เราต้องเสียอย่างคุ้มค่าที่สุด
มาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวถูกอกถูกใจกับของเล่นแมวที่เราซื้อ
ของเล่นแมวมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
ของเล่นแมวที่เห็นในท้องตลาดส่วนใหญ่ มักเป็นของเล่นที่คอยเสริมบทบาทความเป็นนักล่าของแมว อย่างที่ทราบกันดีว่า สัญชาตญาณดังกล่าวเป็นสิ่งเด่นชัด ซึ่งติดตัวพวกเขามาตั้งแต่กำเนิด โดยเฉพาะอาการที่คอยจ้องตะครุบเหยื่อตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นเหยื่อที่มีวี่แววจะพ่ายแพ้ด้วยแล้ว ยิ่งแสนถูกใจเป็นนัก
นอกจากนี้มีงานวิจัยแนะนำไว้ว่า ชาวทาสทั้งหลายควรให้แมวเล่นของเล่นก่อนเวลาเขากินข้าว เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของเหมียวๆ ซึ่งมักจะออกล่า เลียขน กินแล้วถึงนอนนั่นเอง
1. สร้างทักษะการเคลื่อนไหวด้วยของเล่นแมว
ของเล่นแมวที่ดี ไม่ได้สร้างแต่ความสนุกให้เจ้าเหมียวของเราร่าเริงเท่านั้น หนึ่งในประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ คือการสร้างทักษะการเคลื่อนไหวและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การวิ่งไล่บอล การปีนป่ายกระโดดขึ้นลงคอนโดแมว การเล่นไม้ตกแมว ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยให้เขารู้จักจังหวะการขยับอันแม่นยำ ฝึกการเป็นนักล่าที่ดีเยี่ยม
ยิ่งถ้าเราฝึกให้เขาเล่นของเล่นแมวที่ดีตั้งแต่เด็ก กล้ามเนื้อของพวกเขาจะแข็งแรงได้รวดเร็ว มีพัฒนาการที่ดี คล้ายกิจกรรมคาร์ดิโอของทาสอย่างเรานั่นแหละค่ะ ยิ่งได้เล่นร่วมกับแมวตัวอื่นๆ ด้วย ก็เป็นข้อดี ถือเป็นการละลายพฤติกรรม ฝึกเข้าสังคมสี่ขา ลดความก้าวร้าวของแมวเราไปในตัว
2. ของเล่นแมวช่วยสร้างอาณาเขต
แมวเป็นสัตว์หวงอาณาเขตเอามากๆ สังเกตได้ว่าพอมีแมวแปลกหน้าเข้าบ้าน หรือเกิดอาการเครียดจากปัจจัยอื่นๆ พวกเขาจะตอบโต้สิ่งเหล่านั้นโดยการใช้กลิ่น เพื่อแสดงออกถึงพื้นที่ส่วนตัวและแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เพียงแค่การสเปรย์ (Spray) ฉี่ที่แมวเลือกใช้ ใต้อุ้งเท้าของพวกเขายังเป็นจุดปล่อยกลิ่นได้ดี
ฉะนั้นบรรดาของเล่นแมวทั้งหมด จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเขตไปโดยปริยาย โดยเฉพาะที่ฝนเล็บ ถือเป็นของเล่นที่แมวเลือกปล่อยกลิ่นได้ดี นอกจากจะช่วยให้เล็บที่ตายหลุดออกไปแล้ว ทั้งยังช่วยยืดกล้ามเนื้อแมวบริเวณกล้ามเนื้อขาและลำตัวได้อีกด้วย
3. ของเล่นแมวช่วยคลายเครียด
เชื่อว่าข้อนี้เป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนสุด การได้เห็นแมวหน้ามึนของเรามีความสุขกับบรรดาของเล่นแมวที่ทาสซื้อถวาย นับเป็นความอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เรียกว่าอมยิ้มทุกครั้งเวลาเห็นเขาวิ่งไปมากับของเล่นเหล่านั้น (ไม่รวมของเล่นแมวที่ซื้อแล้วโดนพวกเขาเมินเฉย)
มีงานวิจัยแห่งหนึ่งสรุปไว้ว่า คอนโดแมวเป็นตัวช่วยคลายเครียดสำหรับเจ้าเหมียวได้เป็นอย่างดี การที่เขาได้ปีนป่ายขึ้นไปนั่งอยู่ตามที่สูงๆ และมองลงมาในมุม Bird eyes view นั้น เป็นหนึ่งในสัญชาตญาณนักล่าของน้องแมวอย่างหนึ่ง
4. ของเล่นแมวช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับเจ้าของ
ของเล่นแมวบางชนิดทำมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์ ยิ่งช่วงแรกๆ ของการทำความรู้จักกัน “ไม้ตกแมว” ถือเป็นอุปกรณ์ที่ดีในการสร้างปฏิสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ได้ทั้งความสนุกและมิตรภาพดีๆ น้องเหมียวจะไว้วางใจเราได้เร็วขึ้น
เลือกของเล่นแมวอย่างไรให้ถูกใจน้อง?
เพลินกับอรรถประโยชน์ของเล่นแมวกันไปแล้ว ทีนี้มาดูวิธีการเลือกของเล่นให้เหมาะกับแมวของเรากันบ้าง ทั้งนี้นิสัยและรายละเอียดของนายท่านแต่ละตัวก็แตกต่างกัน ไป แนะนำให้เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมดูก่อน ว่าพวกเขามีความสุขกับกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ แล้วเลือกของเล่นให้ตรงกับความชอบ
1. ของเล่นแมวที่ช่วยเสริมสร้างบทบาทนักล่า
อย่างที่เอ่ยไปว่า แมวนั้นเปี่ยมล้นด้วยสัญชาตญาณนักล่า ฉะนั้นของเล่นแมวที่จะถูกใจเจ้าขนปุยเหล่านี้ คือการให้พวกเขารับบท “ผู้ล่า” ซึ่งอยู่เหนือทุกอย่าง ได้ออกแรงวิ่งไล่ล่าเหยื่อที่เป็นฝ่ายหนี พวกเขาจะเอ็นจอยกับของเหล่านี้ได้ง่าย
อย่าเลือกเหยื่อที่เผชิญหน้ากับพวกเขา แมวมักไม่ชอบเหยื่อแข็งแกร่งกว่า ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสร้างความเครียดให้ท่านๆ แทน
2. ของเล่นแมวที่มีโอกาสสำเร็จครึ่งต่อครึ่ง
อัตราความสำเร็จกับความพ่ายแพ้มีผลต่อความสนุกของพวกเขา แมวก็เหมือนกับเรา ไม่มีใครอยากรับบทนางแพ้ไปตลอดการแข่งขัน หรือหากชนะไปตลอดก็ไร้ซึ่งความท้าทาย แนะนำให้เลือกของเล่นแมวที่มีแนวโน้มจำนวนการแพ้ชนะใกล้ๆ กัน
เพื่อให้เจ้านายสี่ขาของเราสนุก และมีกำลังใจกับการเล่นมากขึ้น ไม่ต้องท้อที่จะต้องอยู่กับความปราชัยไปตลอด
3. ของเล่นแมวที่เป็นมิตรต่อเจ้าเหมียว
อีกหนึ่งปัจจัยการเลือกของเล่นแมวที่ไม่อยากให้ลืมกัน อย่าลืมคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วย โดยเฉพาะของเล่นแมวที่ใช้ประสาทรับรสหรือมีขนาดเล็กเกินไป เนื่องจากหลุดเข้าหลอดลมได้ง่าย
ไหนจะเรื่องเรื่องสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงบางกลิ่นซึ่งอาจจะไม่ถูกใจแมว อย่าลืมว่าพวกเขามีประสาทรับกลิ่นไวกว่ามนุษย์อย่างเราๆ มาก
4. ของเล่นแมวที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด
ไฟฉายเลเซอร์ ขนนก ไม้ตกแมว ฯลฯ แม้กระทั่งถุงพลาสติก นับเป็นของเล่นยอดฮิตสุดดึงดูดความสนใจเหมียวจอมซนได้ดี สังเกตได้ว่าอะไรที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมักไม่รอดพ้นสายตา เรียกว่าจับจ้องแบบไม่วางสายตาเลยด้วยซ้ำ บางตัวนี่หันหน้าไปมาตามการเคลื่อนที่ซ้ายขวาของวัตถุ นับเป็นกิจกรรมโปรดของนายท่าน
“ของเล่นแมว” เสริมความรัก สร้างความผูกพัน
ถึงจะมีของเล่นแมวคลายเหงาให้เหล่าแมวแล้ว ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่มีเวลาให้พวกเขานะคะ อย่างไรแล้วมนุษย์ก็ยังเป็นที่รักอันดับหนึ่ง สำหรับเจ้าสี่ขาขนปุยนี้เสมอ ถึงน้องจะดูมีทีท่าเย่อหยิ่งไม่สนใจ เรียกก็ไม่ค่อยมาไปบ้าง
แต่ลึกๆ แล้วเราสัมผัสได้ถึงความรักของพวกเขาเสมอ ทุกครั้งที่เศร้าหรือต้องการกำลังใจ นายท่านก็พร้อมอยู่นิ่งๆ ให้ทาสกอดและมานอนข้างๆ เสมอ
“แมวมีความผูกพันกับเจ้าของไม่แพ้กับสุนัข”
งานวิจัยยืนยันให้กำลังใจว่า แมวชอบที่จะใช้เวลากับมนุษย์เอามากๆ แฮปปี้ที่ได้อยู่กับเรามากกว่าการได้กินข้าวด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเราพาเขาสนุกกับของเล่นแมวไปด้วยกัน คงเป็นช่วงที่ดีไม่น้อย ให้ kaidee เป็นตัวกลางสร้างความผูกพันและความทรงจำแสนพิเศษ ด้วยของเล่นแมวมากมายในราคาที่ถูกใจ คลิกเลย!
May 6, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม , บทความอสังหาฯ
การแพร่ระบาด COVID-19 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกและวิถีชีวิตของผู้คนโดยฉับพลัน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากภาคการทำงานคือการที่องค์กรประกาศให้พนักงาน Work From Home ซึ่งเป็นนโยบายที่หลายๆ บริษัทไม่เคยใช้และอาจไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำ!
แต่ด้วยสถานการณ์บังคับ ทุกคนจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปตามวิถี WFH เรา VDO Conference กันบ่อยขึ้น ใช้เอกสารออนไลน์แทนการพริ้นท์กระดาษ เลือกเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การทำงานสัมฤทธิ์ผล และอื่นๆ อีกมากมาย ที่พาลให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้สึกก่ำกึ่งว่าตัวเองกำลัง Work From Home หรือ Work From Heaven หรือ Work From Hell กันแน่
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการออกแบบออฟฟิศในอนาคต ซึ่งใน Online Session ของงาน Creative Talk Conference หรือ CTC 2021 ได้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยผ่านหัวข้อ “WFH : Work From Heaven or Work From Hell” โดยมีคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานและผู้ก่อตั้งพื้นที่ทำงาน Paperspace และคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี กรรมการผู้จัดการบริษัท คิว เจน คอนซัลแทนท์ จำกัด และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen ร่วมแบ่งปัน
Online Session ของงาน Creative Talk Conference 2021 ในส่วนของหัวข้อ WFH : Work From Heaven or Work From Hell โดยคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี และคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ (คนที่ 2 และ 3 นับจากด้านซ้ายไปขวาตามลำดับ)
เทรนด์ใหม่ของการทำงานกับ Hybrid Working
รูปแบบการทำงานเป็นเรื่องที่มีวิวัฒนาการ ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมที่แรงงานถูกย้ายสถานที่ทำงานจากไร่นาสู่โรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นมีการแบ่งคนบางส่วนเข้ามาทำงานในตึกสำนักงาน และพัฒนาต่อมาจนเป็นรูปแบบออฟฟิศที่พนักงานนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองมีพาร์ติชันกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ Activity Based Workplace ที่เน้นออกแบบพื้นที่ตามกิจกรรมการทำงานของพนักงาน
ทั้งหมดกำลังถูกทรานสฟอร์มอีกครั้งจากตัวเร่งปฏิกิริยาอย่าง COVID-19 โดยกูรูด้านออฟฟิศดีไซน์อย่างคุณอุ้ม-สมบัติ เล่าว่าปีที่ผ่านมาทุกองค์กรในโลกต้อง Set Zero ตัวเอง คนทำงานถูกบังคับให้ Work From Home กันนานนับเดือน พร้อมกับคำศัพท์เกิดใหม่อย่าง “Hybrid Working” หรือการให้ทางเลือกแก่พนักงานว่าเขาสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมไหนได้ดีที่สุดนั่นเอง
“Hybrid Working คือการทำงานจากออฟฟิศผสมกับการทำงานที่ใดที่หนึ่งก็ได้ และอาจไม่ใช่แค่บ้านเพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริงบางคนทำงานจากที่บ้านไม่ได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น คอนโดเล็ก มีพ่อแม่ลูกเล็กอยู่ด้วย จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้นั่งทำงานที่บ้านไม่ได้ พวกเขาจึงต้องหาทางเลือกของการทำงานอาจเป็น Co-Working Space ที่ปลอดภัยหน่อย Serviced Office ที่มี Private Space หรือแม้แต่ Public Space”
รูปแบบ Hybrid Working เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานในสเปซของตัวเอง ภาพจาก blog.prototypr.io
โลกเปลี่ยน การดีไซน์ออฟฟิศเปลี่ยน
Work From Home ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นบทพิสูจน์ว่าคนสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ และนั่นส่งผลให้การดีไซน์ออฟฟิศกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งคุณอุ้มได้แจงให้เห็นภาพการออกแบบออฟฟิศต่อจากนี้ว่า
“ความหมายของออฟฟิศจะถูกตีความใหม่ ว่าวัตถุประสงค์ของออฟฟิศนั้นคืออะไร เช่น ออฟฟิศนี้ต้องการให้คนเข้ามาเพื่อทำ Town Hall, Team Building, Collaboration แปลว่าออฟฟิศนี้ไม่ต้องมีโต๊ะทำงานเลย โต๊ะทำงานคือคุณกลับไปทำที่บ้าน”
โดยขั้นตอนการออกแบบพื้นที่สำนักงาน นั้น พื้นฐานเดิมจะคำนวนจากพนักงาน 1 คน ต่อพื้นที่การทำงาน 10 ตารางเมตร นั่นหมายความว่า หากมีพนักงาน 100 คน เราควรมีพื้นที่ออฟฟิศ 1,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่สามารถ Remote Working ได้ ทำให้เราไม่สามารถใช้ตัวเลขพนักงานทั้งออฟฟิศมาคำนวนพื้นที่ใช้งานได้อีก
“สมมติว่าบริษัทมีพนักงาน Remote Working จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเขาต้องการโต๊ะทำงานในออฟฟิศแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ เราก็จะได้ 500 ตารางเมตร ไว้ตั้งหลักก่อน ต่อมาคืออยากได้อะไรอีก เช่น อยากได้ห้องประชุม เพราะประชุมเยอะมาก เราก็เพิ่มเข้าไปในเลย์เอ้าท์ สุดท้ายมันอาจจะจบที่ 700-800 ตารางเมตร ซึ่งไม่ใช่ 1,000 ตารางเมตร เหมือนเดิม”
คุณอุ้มยังเสริมด้วยว่างานดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้ไปต้องทำให้ได้เหมือนการออกแบบบ้านที่ปรับฟังก์ชันตามผู้อยู่อาศัย กล่าวคือพนักงานมีลักษณะการทำงานอย่างไร การออกแบบพื้นที่ก็ต้องตอบโจทย์งานในลักษณะนั้น
เทรนด์การดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้จะเน้นตอบโจทย์ลักษณะการทำงานของพนักงานมากขึ้น ภาพจาก www.steelcase.com
ดีไซน์เพื่อประสบการณ์ที่ดีของคนทำงาน
อีกจุดที่องค์กรไม่ควรมองข้ามคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานเฉกเช่นการทำ Customer Experience ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึง Performance ที่ดีขององค์กรได้ด้วย
คุณบี-อภิชาติ แชร์ให้ฟังว่า การออกแบบออฟฟิศใดๆ ก็ตามล้วนมีผลต่อประสบการณ์ของพนักงาน โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่ามี 6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Employee Experience ประกอบด้วย Human, Structure, Leadership, Technology, Workplace และ Community ซึ่งองค์กรควรเข้าไปแทรกแซงบางอย่างเพื่อให้ทั้ง 6 ตัวนี้สามารถตอบโจทย์ได้ว่า Vision, Mission และเป้าหมายขององค์กรคืออะไร
“ถ้าเราบอกว่า วันนี้สิ่งที่จะทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมายได้ ต้องเป็นการทำงานแบบที่พนักงานต้องมี Collaboration ที่ดี ต้องทำงานร่วมกันอย่างดี เราต้องย้อนกลับมาดูว่าแล้วการออกแบบออฟฟิศนั้น ส่งเสริม Collaboration จริงหรือเปล่า
ยกอีกหนึ่งตัวอย่างว่า พนักงานจำเป็นต้องพูดคุยกับลูกค้าผ่าน Conference แต่ออฟฟิศเราไม่มีห้องที่เหมาะเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานจำเป็นต้อง Conference โดยที่นั่งใกล้ๆ กัน เสียงมันก็ตีกันไปหมด เพราะฉะนั้นการคุยของเรามันไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาพนักงานจะรู้สึกว่า Burnout และสุดท้ายเราก็ไม่สามารถนั่งทำงานที่ออฟฟิศของเราได้ เราจะโฟกัสไม่ได้ และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้วิธีการทำงานเปลี่ยนจาก A เป็น B ทำให้เป็นอุปสรรคได้ เพราะพนักงานจะรู้สึกว่ามีข้อจำกัดเยอะไปหมดเลยกว่าจะทำให้งานประสบความสำเร็จได้”
เริ่มต้นออกแบบออฟฟิศยุคใหม่ให้อยู่หมัด
สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นออกแบบออฟฟิศแห่งอนาคต คุณบีแนะนำว่า ควรดูที่ธรรมชาติของงานก่อนว่ามีลักษณะใด แบบไหนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำงานกลับไปทำที่บ้าน เช่น ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ ข้อมูลผูกติดอยู่กับตัวออฟฟิศ เหล่านี้จะทำให้แยกได้ว่าคนกลุ่มไหนที่เราสามารถจัดให้เขาอยู่หรือไม่อยู่ในออฟฟิศได้
จากนั้นจึงพิจารณาเรื่องธรรมชาติของคนทำงาน ทั้งในแง่เพศ วัย ความพร้อมที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพนักงานให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ในขณะเดียวกันต้องกลับไปดู Motivation ของพนักงานด้วย เพราะเวลาที่เราบอกว่า WFH หรือ Work From Anywhere ถ้าออกสตาร์ทโดยที่ไม่มองฝั่งพนักงานเลย ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่พร้อม ไม่ใช่ทุกคนที่บ้านเขาจะมีห้องทำงาน เขาอาจจะใช้โต๊ะกินข้าวนั่งทำงานไปตลอด ซึ่งไม่สะดวกกับเขา รวมถึงปัญหาสุขภาพ ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรทำได้คือทยอยให้ Benefit บางอย่าง Trade off บางอย่างเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเลยคือ Performance ยังคงคุณภาพได้เหมือนเดิม” คุณบีกล่าว
ในเรื่องนี้คุณอุ้มก็มีมุมมองคล้ายกัน นั่นคือการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับ โดยก่อนเริ่มดีไซน์ออฟฟิศ ควรจัดทำ Employee Survey เพื่อหาข้อจำกัด รวมถึง Motivation ของพนักงานทั้งในรูปแบบการทำงานที่บ้านและออฟฟิศ จากนั้นจึงเอาข้อมูลที่ได้จากผู้บริหาร (Top Down) มาแมทช์กับพนักงานปฏิบัติการ (Buttom Up) เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรนั้นๆ
คุณอุ้มแนะนำเพิ่มเติมว่า “โจทย์สำคัญในการบริหารตอนนี้เลยคือการดู Sizing ที่เหมาะสมขององค์กรควรเป็นอย่างไร พนักงานประจำที่ต้องอยู่ออฟฟิศเลยจริงๆ มีเท่าไร พนักงานที่สามารถ Move in Move out ได้มีกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพนักงานที่เราจะจ้างแบบฟรีแลนซ์ ทำงานข้างนอกแล้วส่งงานมาให้เราจะต้องมีพื้นที่ตรงนี้เท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ต้องนำมาประเมินด้วย”
สร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้พนักงานเพื่อลดสภาวะ Burnout ภาพจาก www.steelcase.com
สรุปดีไซน์ออฟฟิศอย่างไร ให้ WFH คือ Heaven
คีย์ในการดีไซน์ออฟฟิศให้เป็นสวรรค์สำหรับคนทำงานประกอบด้วย 2 ประเด็น กล่าวคือ
1.) องค์กรต้องดีไซน์ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของคนทำงาน และทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ และ
2.) ต้องเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาทำงานแล้วสามารถทำงานที่ดีที่สุดของเขาได้ และมีทางเลือกที่จะนั่งทำงานที่ใดก็ได้เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด
หรือสรุปรวมง่ายๆ ว่า “Right Place For The Right Activity” นี่แหละที่จะเป็น Work From Heaven สำหรับคนทำงาน
May 6, 2021 | บทความอสังหาฯ
แม้ปัจจุบันจะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จัดสร้างโครงการที่อยู่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวนมาก โดยชูจุดเด่นเรื่องบริการด้านสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่วางแผนอยากใช้ชีวิตยามเกษียณในบ้านที่ตัวเองสร้างไว้และอยู่ท่ามกลางความอบอุ่นจากลูกหลาน
การสร้างบ้านอยู่อาศัยหลังเกษียณอายุนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีที่ดินพอประมาณก็สามารถสร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังเล็กๆ แบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำได้แล้ว แถมทุกวันนี้ยังมีรูปแบบการก่อสร้างให้เลือกมากมาย เช่น บ้านน็อคดาวน์ ที่ประกอบจากชิ้นส่วนสำเร็จรูปก็สามารถเข้าอยู่ได้ทันที
หรือหากอยากได้บ้านที่ไม่ซ้ำใครก็เพียงจ้างสถาปนิกและวิศวกรช่วยออกแบบให้ โดยมีค่าจ้างประมาณ 3 – 7.5% ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา ส่วนใครที่ต้องการประหยัดเงินในส่วนการจ้างเขียนแบบก่อสร้าง สามารถขอ “แบบก่อสร้างบ้าน” ฟรีๆ จากหน่วยงานภาครัฐได้เช่นกัน และวันนี้ Kaidee รวบรวมแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่น่าสนใจจากหน่วยงานต่างๆ มาให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว
บ้านเดี่ยวชั้นเดียวลุคโมเดิร์นจากกรมโยธาธิการและผังเมือง
แบบบ้านอารยสถาปัตย์ 1
แบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่หยิบมาฝากกันชิ้นแรกเป็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการจัดทำโครงการแบบบ้านฟรีให้กับประชาชนมาหลายโครงการแล้ว หนึ่งในนั้นคือ “โครงการแบบบ้านอารยสถาปัตย์” แบบบ้านที่ดีไซน์มาเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยเฉพาะ
แบบบ้านอารยสถาปัตย์ประเภทชั้นเดี่ยวนั้นมีให้เลือกอยู่ 2 ขนาดด้วยกัน คือ พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. และ 150 ตร.ม. ทั้งสองแบบมีฟังก์ชันใช้สอยภายในครบครันด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องทานอาหาร ลานซักล้าง และเฉลียงสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ
มีการออกแบบด้วย Universal Design โดยเฉพาะในส่วนของห้องน้ำกับพื้นที่ภายในกว้างขวาง แบ่งโซนใช้งานส่วนเปียกส่วนแแห้ง มีอุปกรณ์ช่วยพยุง และใช้ประตูบ้านสไลด์ที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ รวมถึงการจัดให้มีทางลาดด้านนอกบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเดินขึ้นลงตัวบ้านได้สะดวกหรือหากเป็นผู้นั่งรถเข็นก็พาเข้าบ้านได้อย่างสบาย
ในด้านงานสถาปัตยกรรมภายนอกสไตล์โมเดิร์น มีการใช้หลังคาแบบเพิงหมาแหงนซ้อนสลับฝั่งกัน 2 ชั้น แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็ทันสมัยตามแบบนิยมในปัจจุบัน เน้นคุ้มโทนสีบ้านแบบเอิร์ธโทนที่ให้ความอบอุ่น
แบบก่อสร้างบ้านอารยสถาปัตย์ 1 : พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม.
แบบก่อสร้างบ้านอารยสถาปัตย์ 2 : พื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม.
ข้อมูลเพิ่มเติม : กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
ที่อยู่ (พระราม 9): 224 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 เบอร์โทรศัพท์: 0-2201-8000
ที่อยู่ (พระรามที่ 6): 218/1 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 เบอร์โทรศัพท์: 0-2299-4000
บ้านเดี่ยวชั้นเดียวกลางสวนจากการเคะแห่งชาติ
แบบก่อสร้างบ้านล้อมสวน มีการโชว์มุมต่างๆ ของบ้านให้เห็น
การเคหะแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่จัดหาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับโครงการที่พักอาศัยอย่างบ้านเอื้ออาทร บ้านเคหะสุขประชา และโครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การเคหะแห่งชาติยังมีแบบบ้านยามเกษียณให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ อีกด้วย กับโครงการที่ชื่อว่า “บ้านผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่บ้านผู้สูงอายุ”
สำหรับตัวอย่างบ้านที่เราหยิบมาให้ชมกันนั้นชื่อว่า “บ้านล้อมสวน” มีแนวคิดการสอดแทรกสวนลงในตัวบ้านขนาดเล็ก เพื่อให้ทุกส่วนของบ้านสามารถมองเห็นสวนได้ และสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยการแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสองส่วน คล้ายกับมีบ้านเล็กๆ สองหลังพร้อมกับทางเชื่อมสั้นๆ เพื่อให้ข้ามไปมาได้สะดวก ซึ่งพื้นที่ตรงทางเชื่อมนั้นยังทำหน้าที่เป็น Courtyard เล็กๆ ที่ให้ทั้งแสงสว่างและสามารถปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาแก่บ้านได้ด้วย
บ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังนี้มีขนาดกะทัดรัดเพียง 60 ตร.วา แต่มีฟังก์ชันจำเป็นครบไม่ว่าจะห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องเก็บของ ลานซักล้าง และขาดไม่ได้คือทางลาดที่มาพร้อมราวกันตกเพิ่มความปลอดภัย
แบบก่อสร้างบ้านล้อมสวน
ข้อมูลเพิ่มเติม : การเคหะแห่งชาติ
ที่อยู่ : 905 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกระปิ กรุงเทพฯ 10240เบอร์โทรศัพท์ : 0-2351-7777 หรือสายด่วน 1615
บ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์คลาสสิกของสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร
บ้านเดียวชั้นเดี่ยวทรงคลาสิกกับ “แบบบ้านนนทรี” ที่มาพร้อม Floor Plan
สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เป็นอีกจุดหนึ่งที่เราสามารถเข้าไปเลือกชมแบบบ้านและขอแปลนก่อสร้างเพื่อมาใช้งานได้ฟรีๆ โดยมีดีไซน์ทั้งบ้านเดี่ยวชั้นเดียวและบ้านสองชั้น ให้เลือกมากกว่า 100 แบบเลยทีเดียว รวมถึงแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุและทุพพลภาพที่เราคัดมาให้ชมกันวันนี้ด้วย
หนึ่งในตัวอย่างก็คือ บ้านชั้นเดียวสไตล์คลาสิก หลังคาทรงปั้นหยา กับชื่อไทยๆ ว่า “แบบบ้านนนทรี” มีพื้นที่ใช้สอย 156 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร และห้องนั่งเล่นที่มีการออกแบบในลักษณะ Bay Window เพื่อเปิดรับวิวและแสงจากภายนอกได้เต็มที่ รวมถึงทางลาดแบบบ้านนี้ก็มีให้ด้วยเช่นกัน
สำหรับขั้นตอนการของแบบก่อสร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดี่ยวของสำนักการโยธา สามารถทำได้โดยเซฟภาพแบบบ้านที่ต้องการ (ดูแบบบ้านเพิ่มเติมที่นี่ ) และนำไปขอแบบได้ที่ กองแผนงานและประสานสาธารณูปโภค ชั้น 7 อาคารสำนักการโยธา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร หรือ ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขต ทั้ง 50 เขต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการขอแบบ (แต่เสียค่าใช้จ่ายในการถ่ายเอกสาร) ในวันและเวลาราชการ (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 – 16.30 น.)
สรุปแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดี่ยวเพื่อวัยเกษียณของฟรีมีจริง
เป็นอย่างไรกันบ้างกับแบบบ้านตัวอย่างจาก 3 หน่วยงานภาครัฐที่เราสามารถขอมาใช้ได้ฟรี เรียกว่าแต่ละหลังก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น บ้านล้อมสวนที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติอย่างเต็มที่ หรือบ้านทรงคลาสสิกที่อยู่คู่กาลเวลา ซึ่งทั้งหมดล้วนตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนสูงวัยได้เป็นอย่างดี
นอกจากแบบก่อสร้างจะได้ฟรีแล้ว เรายังสืบทราบมาว่าแบบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวเหล่านี้สนนราคาก่อสร้างเริ่มต้นที่ห้าแสนบาทจนถึงหนึ่งล้านปลายๆ เท่านั้น (ไม่รวมค่าที่ดิน) นับเป็นตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับการสร้างบ้านวัยเกษียณจริงๆ
ส่วนใครที่อยากได้บ้านเดี่ยวชั้นเดียว แต่ไม่อยากยุ่งยากหาแบบบ้านหรือขออนุญาตก่อสร้างให้วุ่นวายก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อบ้านชั้นเดียวกับ Kaidee Property แทนได้ ไม่ว่าจะทำเลในเมือง ชานเมือง หรือแม้แต่ต่างจังหวัดเรามีช้อยส์ให้เลือกจนถูกใจ