Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล!

Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล!

จะซื้อสมาร์ตโฟนใหม่สักเครื่อง เชื่อว่าทุกคนย่อมมีเกณฑ์การเลือกที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะเล็งที่ดีไซน์เป็นหลัก บางคนเลือกสเปกแรง ๆ ไว้เล่นเกมแบบจุใจ บางคนขอแบตจุ ๆ ไว้ก่อนเพราะขี้เกียจพกสายชาร์จหรือพาวเวอร์แบงก์ หรือบางคนก็เลือกที่กล้องเทพ ๆ เอาไว้ถ่ายรูปลงโซเชียลให้ปัง

ถ้าคุณเป็นสายโซเชียลตัวยงที่มองหาสมาร์ตโฟนเครื่องเล็ก ๆ เบา ๆ ราคาย่อมเยา เราขอแนะนำสมาร์ตโฟนรุนฮอตจากค่าย Oppo อย่าง Oppo A12 เลย ถ้าอยากรู้ว่าเจ้าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ดียังไง กล้องเทพแค่ไหน ควรค่าที่จะสอยหรือไม่ ไปดูกันเลยค่ะ

รีวิว Oppo A12 สมาร์ตโฟนกล้อง AI สำหรับสายโซเชียล

Oppo A12 สมาร์ตโฟนน้องเล็กที่มาพร้อมกล้องหลังคู่ AI สเปกพร้อมคุ้มค่าคุ้มราคา 4,599 บาท เรามาไล่เรียงกันไปทีละฟีเจอร์ดีกว่าว่าอะไรดี อะไรเด็ด 

สรุปสเปก Oppo A12 

ขนาดตัวเครื่อง: 155.9 x 75.5 x 8.3 มม.

น้ำหนัก: 165 กรัม

หน้าจอ: 6.22 นิ้ว ความละเอียด HD+

ระบบปฏิบัติการ: Android 9 ครอบด้วย ColorOS 6.1 

หน่วยประมวลผล: MediaTek Helio P35

GPU: IMG GE8320

Ram: 3GB

หน่วยความจำข้อมูลในเครื่อง: 32GB

Micro SD Card: สูงสุด 256GB

ช่องเสียบหูฟัง: 3.5 มม.

กล้อง: กล้องหลัง    2 เลนส์ 

เลนส์หลัก  13 ล้านพิกเซล f/2.2

เลนส์สอง     2 ล้านพิกเซล f/2.4

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.4

แบตเตอรี: 4,230 mAh

สี: ดำ และน้ำเงิน 

ดีไซน์ Oppo A12 ฝาหลังแบบ 3D 

Oppo A12 มีขนาด 155.9 x 75.5 x 8.3 มม. น้ำหนักเพียง 165 กรัม มาพร้อมดีไซน์สวยหรูด้วยฝาหลังแบบ 3D Diamond Blaze สะท้อนแสงสีสวย ด้วยขอบโค้งมน มีให้เลือกสองสี คือ สีดำและน้ำเงิน

หน้าจอครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 3 ความกว้าง 6.67 นิ้ว ดีไซน์ทรงหยดน้ำ พร้อมกับตัวกรองแสงสีฟ้าช่วยรักษาสายตาให้ด้วย เหมาะกับสายโซเชียลสุด ๆ จะไถจอทั้งวันก็ไม่สบายตาหายห่วง

พลังกล้องคู่ AI เอาใจสายโซเชียล

ฟีเจอร์เด่นของ Oppo A12 คือกล้องคู่ AI 2 เลนส์ เลนส์หลักมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เลนส์สองมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล 

กล้องหลังมาพร้อมโหมดถ่ายต่อเนื่องและสามารถซูมได้ถึงหกเท่า เลนส์สองความละเอียดสองล้านพิกเซลเป็นเลนส์ Depth ช่วยให้ถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย ๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป Portrait รับรองว่าเป๊ะปังมาก ๆ 

ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล จัดเต็มฟีเจอร์ AI Beautification ฟีเจอร์นี้ Oppo ตั้งใจออกแบบพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยสามารถวิเคราะห์อายุ เพศ ผิว และปรับแต่งให้สวยงามเป็นธรรมชาติ

ในขณะที่วิดีโอ สามารถถ่ายด้วยความละเอียด 1920 x 1080 และ 1280 x 720 แถมมาพร้อมแอปพลิเคชัน Soloop ตัดต่อวิดีโอลงโซเชียลแบบง่าย ๆ ชิล ๆ เร็วไวทันใจสายโซเชียล

ส่องสเปกและระบบปฏิบัติการของ Oppo A12

Oppo A12 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 9 ครอบด้วย  ColorOS 6.1 ดีไซน์โดยรวมมีความเรียบง่าย คลีน ๆ น่าใช้ มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa-Core ที่สามารถทำงานร่วมกับ Ram 3GB และความจุในเครื่อง 32GB แต่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกหรือ Micro SD Card ได้สูงสุดถึง 256 GB แถมยังมาพร้อมช่องใส่ซิมส์ได้ถึงสองซิมส์อีกด้วย 

นอกจากนี้ Oppo A12 ยังมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่แบบชาญฉลาดที่ใช้ได้ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เมื่อเปิดโหมดนี้เวลาขับรถ ระบบจะคัดเบอร์ที่จะโทรเข้ามาหรือแจ้งเตือน เช่น การเลือกให้แจ้งเตือนหรือโทรเข้ามาได้เฉพาะ หรือ ปิดการแจ้งเตือนและการโทรเข้า

Smart Sidebar เป็นอีกฟังก์ชันแถบทางลัดพิเศษด้านข้างหน้าจอ ที่ทำให้สลับไปใช้แอปพลิเคชันอื่นได้รวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น แถมยังมี Smart Assistant ที่ช่วยจัดการการใช้แอปให้ไหลลื่นยิ่งขึ้น 

ถือว่าสเปกโดยรวมคุ้มค่ามากกับราคาเบา ๆ สามารถถ่ายวิดีโอ ถ่ายรูปภาพได้แบบจัดเต็ม ไม่ต้องกลัวความจำเต็มกันเลยทีเดียว 

Oppo A12 กับแบตเตอรี 4,230 mAh ทน ใช้ได้นานจุใจ

เรื่องความจุแบตเตอรี บอกเลยว่า Oppo A12 ก็ไม่น้อยหน้าใคร ชาร์จครั้งหนึ่ง สามารถใช้ได้นานจุใจ ถ้าเปิดเป็นโหมดสแตนด์บายสามารถอยู่ได้แบบจุก ๆ ถึง 380 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่สำหรับคนที่เล่นหนัก ๆ เช่น เล่นเกมทั้งวัน อาจจะต้องมีการชาร์จเพิ่มบ้างเล็กน้อย 

สรุปภาพรวม Oppo A12 สมาร์ตโฟนสำหรับสายโซเชียล

Oppo A12 เป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กราคาเบา ๆ จาก Oppo ที่สร้างมาเพื่อเอาใจสายโซเชียลโดยเฉพาะ  

จุดเด่นหลัก ๆ ของ Oppo A12 อย่างแรกเลยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกล้อง เพราะจัดเต็มกล้องหลังเลนส์คู่พร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการถ่ายภาพให้ออกมาสวยเป๊ะพร้อมลงโซเชียล เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เลนส์สองมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล มีโหมด AI Beautification ที่ช่วยปรับรูปภาพเซลฟีของคุณให้ออกมาสวยใสเป็นธรรมชาติมาก ๆ 

ส่วนเรื่องสเปกโดยรวมก็ถือว่าคุ้มค่าราคา 4,599 บาท เพราะมาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P35 Octa-Core ที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งทำงานร่วมกับแรม 3 GB และหน่วยความจำภายในเครื่อง 32 GB (สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอก MicroSD Card ได้สูงถึง 256 GB) ถือว่าสามารถใช้งานได้แบบสบาย ๆ หายห่วงเลย

เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนรุ่นเล็ก ๆ ราคาย่อมเยาที่สเปกใช้งานได้ดี มีกล้องที่มาพร้อมฟีเจอร์สำหรับสายโซเชียลโดยเฉพาะ Oppo A12 ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะมาก ๆ เรียกได้ว่าเหมาะกับคนที่เน้นเล่นโซเชียลและใช้งานทั่วไป แถมยังได้แบตที่ค่อนข้างจุ ถือว่าเพียงกับการใช้งานอีกด้วย

ถ้ามองหา Oppo A12 มือสองสภาพดี มีให้เลือกหลากหลาย แวะเข้ามาดูได้ที่ Kaidee เลย ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่อย่าง KD Pay ที่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายชำระและรับเงินผ่าน Kaidee โดยตรง สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้กับการซื้อสินค้า 5 หมวดหมู่ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นมือถือ รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และนาฬิกา 

พิเศษสำหรับนักชอปที่ซื้อสินค้าที่สมัครใช้บริการ KD Pay หากไม่ได้รับสินค้า สามารถยื่นขอคืนเงินได้ภายใน 7 วัน แถมชอปช่วงนี้ ฟรีค่าส่งทุกคำสั่งซื้อ ถึง 31 พ.ค 64 ด้วย! คุ้มขนาดนี้ต้องไปชอปด่วน ๆ แล้ว

รีวิว OPPO A92 เสียงจากผู้ใช้งานจริง

รีวิว OPPO A92 เสียงจากผู้ใช้งานจริง

bnn.in.th

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ชอบถ่ายรูป รักในการอัปเดตสตอรี่ด้วยวิวสวยๆ และลงรูปเซลฟี่ในทุก Weekend แล้วล่ะก็ ที่สุดของการรอคอยเมื่อปีที่แล้ว (รองลงมาจากวัคซีนโควิด) ต้องเป็น OPPO A92 เครื่องนี้แน่นอน

ทาง OPPO  ได้พัฒนา OPPO A92 ออกมาวางจำหน่ายไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อตอบสนองชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ที่ทุกวินาทีมีค่า ทุกสแนปชอตมีความหมาย และทุกแชร์คือโอกาสโดยเฉพาะ 

นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ OPPO A92 เครื่องนี้ มีสเปคที่แรงขึ้นในทุกฟีเจอร์ แถมยังมาพร้อมกับกล้อง AI ด้วยกล้องหลัง 4 ตัว และกล้องหน้าอีก 1 ตัว ที่ต่างให้ความคมชัดยิ่งกว่ากล้องดิจิตอลราคาหลักหมื่น 
เรียกได้ว่าตรงกับสโลแกน “สเปคแรงสุด สนุกไม่ยั้ง” แบบเป๊ะๆ

oppo.com

วันนี้เราได้รวบรวมฟีเจอร์เด็ดๆ ของ OPPO A92 เหตุผลที่ทำให้ OPPO A92 เครื่องนี้ถูกใจใครหลายคน แม้กระทั่งกับเด็กวัยรุ่นผู้คลั่งไคล้ Apple’s Product รวมไปจนถึงข้อดีและข้อเสียต่างๆ 

รับรองว่าจบบทความนี้ จะได้รู้เลยว่า OPPO A92 เครื่องนี้ เด็ดหรือดับ มาดูกันเลย

ฟีเจอร์ของ OPPO A92

แม้ว่าในวันที่เขียนอยู่ขณะนี้ OPPO เขาได้ออก OPPO A series รุ่นใหม่ล่าสุด นั้นก็คือ OPPO A94 มาวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแน่นอนว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ OPPO A92 ก็มีจุดเด่น จุดด้อย และโดนตัด โดนเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างต่างกันไป 

แต่พระเอกของเราวันนี้ ขอเป็น OPPO A92 นะคะ เนื่องจากฟีเจอร์ของ OPPO A92 นั้น ต้องบอกเลยว่าเด็ดจริงๆ ทั้งเรื่องของความจุ คุณภาพของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การใช้งานของแบตเตอรี่ (ความอึด + Fast Charge) ดีไซน์ภายนอกกับภายใน และอื่นๆ อีกมากมาย 

เรียกได้ว่า OPPO A92 มาคู่สูสี ไม่มีแพ้ A94 แน่นอน

1. ดีไซน์ หรูหรา แบบผู้ดี

YugaTech

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้สัมผัส OPPO A92 เครื่องนี้ ต่างต้องยกนิ้วให้  นั่นก็คือดีไซน์นั่นเอง 

โดยดีไซน์ของ OPPO A92 เครื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘Constellation’ ซึ่งหมายถึง การกระจายแสงของหมู่ดาว 

ดีไซน์ที่เปรียบเสมือนการเปล่งประกายของดวงดาวที่งดงามนี้ จะปรากฏให้เห็นบนฝาด้านหลังของ OPPO A92 ค่ะ 

นอกจากนี้เขายังมาพร้อมกับลูกเล่นสวยๆ เพราะเมื่อนำ OPPO A92 ไปโดนแสง ดีไซน์จะเล่นกับมุมตกกระทบของแสง ทำให้เกิดลวดลายการกระจายของแสงที่สวยงาม ราวกับมีแสงเหนือที่ขั้วโลกเหนืออยู่บนสมาร์ทโฟน OPPO A92 เลยทีเดียว 

2. ขนาดและน้ำหนัก แบบจับถนัดมือ

oppo.com

นอกเหนือจาก ‘Constellation Design’ อันโดดเด่น ตรงฝาด้านหลังเครื่อง OPPO A92 แล้ว 

ยังไม่พอ OPPO A92 ยังมาเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วย รูปทรงของตัวเครื่อง ที่มาในรูปแบบใหม่ 3D Quad-Curve ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนมีขอบและมุมที่โค้งมากขึ้น ทำให้จับถนัดมือมากขึ้นนั่นเอง 

น้ำหนักของ OPPO A92 อยู่ที่ 192 กรัม ส่วนความหนาอยู่ที่ 8.9 มม. ซึ่งไม่หนักเกินไป และไม่เบาจนเหมือนของเล่น

3. หน้าจอ กว้าง ให้ดูหนังมันๆ จนตาแฉะ

oppo.com

OPPO A92 เครื่องนี้ มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ ขนาด 6.5 นิ้ว 1080P Neo-Display มีความละเอียดสูง ในระดับอัลตราไฮท์ หรือความละเอียดระดับ Full HD+  (1080×2400 พิกเซล) นั่นเอง 

และด้วยขอบที่บางเพียงแค่ 1.73 มม. ทำให้หน้าจอของ OPPO A92 เครื่องนี้ มีพื้นที่แสดงผลมากถึง 90.5% เลยทีเดียว

เรียกได้ว่าดีไซน์หน้าจอของ OPPO A92 เครื่องนี้ ทำให้ผู้ใช้ได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์การดูหนัง และเล่นเกม แบบเน้นๆ เต็มที่แน่นอน

ส่วนเรื่องการปลดล็อก หรือเปิด-ปิดเครื่องนั้น 

จะใช้การสแกนลายนิ้วมือ บริเวณด้านข้างของตัวเครื่องด้านขวา ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่พอดีกับนิ้วมือ จึงสะดวกกว่าการสแกนที่หน้าจอ

4. คุณภาพกล้อง แบบสตูดิโอ

ได้ชื่อว่าเป็น OPPO แล้ว แน่นอนว่าของเด็ดของแบรนด์เขาอยู่ที่ความชัดและความสวยงามของกล้อง ซึ่งคุณภาพกล้องของ OPPO A92 นั้น ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย 

  • กล้องหลัง

กล้องด้านหลัง OPPO A92 จะมาพร้อมกับ ระบบกล้อง AI 4 ตัว พร้อมกับแฟลช LED 

โดยกล้องมีความคมชัดสูงสุดอยู่ที่ 48 ล้านพิกเซล ซึ่งกล้องหลังทั้ง 4 ของ OPPO A92 นี้ ถูกจัดวางมาในรูปทรงตัว ‘C’

ประกอบไปด้วย 

  • กล้องหลัก Ultra-clear: ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล
  • Ultra Wide Angle Lens:   ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 

(เก็บภาพมุมกว้างได้ สูงสุด 119 องศา)

  • Mono Lens:                    ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล 
  • Portrait Lens: ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล 

(รองรับโหมด หน้าชัด หลังเบลอ)

oppo.com
  • กล้องหน้า

กล้องหน้าสำหรับถ่ายเซลฟี่ของ OPPO A92 ก็เลิศมากๆ ด้วยความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล เลยทีเดียว

oppo.com

OPPO A92 ยังเพิ่มฟีเจอร์ Ultra Night Mode 2.0 เข้ามา ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่านี้ จะช่วยเพิ่มช่วงไดนามิกของรูปถ่าย ไม่ให้รูปนั้นมีความสว่างจ้าเกินธรรมชาติ และยังช่วยให้รูปมีความคมชัดมากขึ้น แม้จะถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยก็ตาม

5. สเปค ขั้นเทพ

oppo.com

สเปคของ OPPO A92 อยู่ในระดับที่น่าทึ่งมากๆ 

และด้วยราคาที่ไม่ถึงหมื่น แต่ทางแบรนด์ OPPO ก็สามารถผลิต OPPO A92 ออกมาให้มีสเปคที่แน่นได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย 

OPPO A92 มาพร้อมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และ หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB 

ยังไม่พอ ตัวเครื่องเสริมด้วย ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 665 ที่ช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน พร้อมกับระบบ Hyper Boost ทำให้ไม่ว่าจะเล่นเกม  ดูหนัง หรือฟังเพลง ก็ไม่มีสะดุด 

6. แบตเตอรี่อย่างถึก

OPPO A92 นี้ มีความจุของแบตเตอรี่ 5000 mAh และความไวของการชาร์จ (Fast Charge) 18W 

ซึ่งทาง OPPO  ก็ได้เคลมไว้ว่า OPPO A92 เครื่องนี้ สามารถคุยสนทนาแบบต่อเนื่องได้นานกว่า 34 ชั่วโมง และฟังเพลงต่อเนื่องได้ถึง 50 ชั่วโมง เลยทีเดียว 

ซึ่งจุดเด่นของแบตเตอรี่ OPPO A92 ก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความทน เขายังมีฟังก์ชันคูลๆ อย่าง ‘Reverse Charging’ ที่สามารถเปลี่ยนสมาร์ทโฟน OPPO A92 เครื่องนี้ เป็น Power Bank เพื่อชาร์จให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้อีกด้วย 

7. ลำโพงสำหรับคอดนตรี

OPPO A92 เครื่องนี้ นอกจากจะทำมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสายเซลฟี่แล้ว ยังมีฟีเจอร์เด็ดๆ ที่รับรองว่าต้องถูกใจคอดนตรีแน่นอน

ลำโพงของ OPPO A92 นั้น เป็นแบบ Stereo คู่ พร้อมเอฟเฟคเสียงแบบ Dirac 2.0 ตำแหน่งของตัวลำโพงจะอยู่บริเวณด้านบน และด้านล่างของเครื่อง ซึ่งจะช่วยกระจายเสียงรอบตัวเครื่องอย่างทั่วถึง

ที่สำคัญผู้ใช้สามารถเปลี่ยนคุณภาพเสียง ให้เหมาะสมกับรูปแบบคอนเทนต์ที่รับชม เช่น เสียงสำหรับภาพยนตร์ เพลง และเกม เป็นต้น

8. สีสำหรับคนทุกแนว

OPPO A92 มีขายด้วยกัน ทั้งหมด 3 สี ได้แก่

flashfly.net

9. ราคาเบาๆ 

ราคาของ OPPO A92 นั้นก็ไม่แพง เรียกได้ว่า เอื้อมถึงทุกวัยแน่นอน 

เพียงแค่ 8,999 บาท เท่านั้น

ตกลง ซื้อ OPPO A92 ดีไหม

แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนทุกเครื่อง ต่างก็มีข้อเด่นและข้อด้อยของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นผู้ผลิต ก็รู้ว่าการทำผลิตภัณฑ์สักอันให้ถูกใจคนทุกเพศทุกวัยนั้น เป็นเรื่องยากมาก และ OPPO A92 เครื่องนี้ก็ไม่ต่าง 

Kaidee อยากให้บทความนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ก่อนซื้อ OPPO A92 เพียงเท่านั้น 

อย่าลืมนะคะ ว่าท้ายที่สุดแล้ว OPPO A92 จะเป็นคำตอบสุดท้ายของเพื่อนๆ หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ความชอบและความจำเป็นของแต่ละบุคคล 

แต่ถ้าคนไหนชอบถ่ายรูปสวยๆ อยากได้สมาร์ทโฟนสเปคแรงๆ ดีไซน์หรูหรา แต่มีราคาเอื้อมถึงแล้วล่ะก็ ที่ Kaidee เรามี OPPO A92 ขาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง ในราคาน่ารักๆ ด้วยนะ

สร้าง ห้องทำงานในบ้าน อย่างไรให้มี Energy

สร้าง ห้องทำงานในบ้าน อย่างไรให้มี Energy

กลับมาอีกครั้งแล้ว กับการระบาดของโรคร้ายอย่าง COVID-19 ในระลอกที่ 3 ของประเทศไทย ที่เรียกได้ว่ามีความรุนแรงมากกว่ารอบที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีหลาย ๆ บริษัทออกนโยบายการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home กันทั่วหน้า เพราะสุขภาพสำคัญกว่าสิ่งไหน ! พนักงานอย่างเรา ๆ ที่อยู่ใน คอนโด หรือ บ้าน ก็เลยต้องมีการสร้าง ห้องทำงานในบ้าน ให้กลายเป็นออฟฟิศย่อม ๆ แทนการทำงานในบริษัทชั่วคราว

เราเชื่อว่าร้อยละ 99.99 ก็ต้องมีการเบื่อหน่ายกันบ้างล่ะ เพราะยิ่งอยู่แต่ในห้องเล็ก ๆ นานแค่ไหน ไฟในการทำงานก็ยิ่งน้อยลงทุกที แต่วันนี้เราจะบอกวิธีการเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเพิ่มไฟทำงานให้กับคุณด้วยเคล็ดลับการ สร้างห้องทำงานในบ้าน ให้มี Energy

ห้องทำงานในบ้าน นั้นสำคัญไฉน ?

เคยไหม ? กับการทำงานบนเตียง แล้วตัวไหลกลายเป็นนอนเล่น

เคยไหม ? กับการทำงานหน้าโทรทัศน์ แล้วสุดท้ายตากลับจ้องละครสุดโปรด

เคยไหม ? กับการทำงานบนโต๊ะอาหาร แล้วกลายเป็นมือจับช้อนแทนคอมพิวเตอร์

เพราะการทำงานในห้องอื่น ๆ นอกจากห้องทำงาน มีสิ่งเย้ายวนใจให้เราไม่มีสมาธิมากพอ จนเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่น ที่มีอยู่ในห้องนอกจากการทำงาน และบางคนก็ชอบทำงานที่บ้านมากกว่าในออฟฟิศเสียด้วยสิ แต่ถ้าชอบทำงานที่บ้านจนกลายเป็นหมดไฟก็ไม่ไหว โบนัสหายหมดอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าหากเราจะสร้างห้องทำงานในบ้านก็ ต้องออกแบบให้เอื้อกับการทำงานของเรามากที่สุด จะออกแบบอย่างไรดี เรามีเคล็ดลับไอเดียมาเสนอคุณ

เคล็ดลับสร้าง ห้องทำงานในบ้าน ให้มี Energy

ห้องทำงานในบ้าน ต้องอากาศปลอดโปร่ง

ขอบคุณรูปจาก: Denis Karandiuk

ห้องทำงานในบ้านที่ดีก็ต้องมีอากาศที่ปลอดโปร่ง โล่งสบาย เพราะอากาศที่ดีจะทำให้เรามีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง แถมอากาศประเทศไทย ก็แสนจะร้อน ถ้าอากาศอึมครึม อบอ้าว เชื่อได้เลยว่าเราจะก็หงุดหงิดจนไม่อยากทำงานแน่ ๆ ดังนั้นถ้าห้องทำงานในบ้านของคุณมีหน้าต่าง ก็เปิดระบายอากาศสักหน่อย แต่ถ้าไม่มีก็เปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศทดแทนได้เช่นกัน

นอกจากนี้การเปลี่ยนห้องทำงานของคุณให้มีกลิ่นที่หลากหลาย ด้วย เครื่องหอม ก็อาจทำให้คุณมีสมาธิทำงานมากขึ้นนะ 

อ่านบทความ วาเลนไทน์ปีนี้ เติมความรักให้หวานชื่นด้วย ‘เครื่องพ่นควันอโรม่า’

พักผ่อนสายตาด้วยพื้นที่สีเขียว

ขอบคุณรูปจาก: Jonathan Nicholson

แน่นอนว่าการทำงานที่ต้องต่อสู้กับแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะทำให้สุขภาพสายตาของเราก็ยิ่งแย่ลง การวางต้นไม้เล็ก ๆ ไว้ภายในห้องทำงานในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการพักผ่อนสายตาที่ดี และนอกจากการจะช่วยทำให้สายตาได้พักแล้ว ต้นไม้ในบ้านบางชนิด ก็ยังเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ห้องของเรามีอากาศที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

โดยต้นไม้ในบ้านที่เราแนะนำให้วางไว้ที่ห้องทำงานในบ้าน ควรจะมีขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการดึงความสนใจไปที่ต้นไม้มากกว่าการทำงาน และอาจใช้ต้นไม้ที่ดูแลง่าย เช่น พลูด่าง กระบองเพชร ไผ่กวนอิม และเศรษฐีเรือนใน เป็นต้น

เพิ่มไฟการทำงานด้วยการจัดแสง

ขอบคุณรูปจาก: Art Group by Vasilkova Daria

ความมืด ศัตรูตัวร้ายของสายตา ยิ่งแสงมืดยิ่งต้องจ้องคอมพิวเตอร์มากขึ้น การเพิ่มหลอดไฟให้กับห้องทำงานในบ้านของเรา ก็มีข้อดีมากมาย ทั้งช่วยถนอมสายตา เพิ่มสมาธิให้สมองของเรา และยังช่วยให้เราไม่ง่วงเวลาทำงานได้ดีเชียวล่ะ ซึ่งเราอาจเปลี่ยนจุดตั้งคอมพิวเตอร์ของเราให้อยู่ใกล้หน้าต่าง หรือวางโคมไฟเพื่อใช้ในเวลากลางคืนก็ได้เช่นกัน 

ส่วนไฟที่แนะนำคือหลอดไฟ Warm Light ที่มีสีเหลืองอุ่น และความสว่างในเวลาเดียวกัน เพราะสีเหลืองเป็นสีแห่งความมีชีวิตชีวา รับรองว่าคุณจะตื่นแน่นอน

หา Option เสริมไว้ใน ห้องทำงานในบ้าน

ขอบคุณรูปจาก: Wertikal Company

Work From Home ใครว่างานน้อย เถียงไปเลยว่าไม่จริง !

ไม่งานเท่าเดิมก็งานเยอะขึ้น บางคนมีเยอะเสียจนงงไปหมดว่างานนี้ถึงไหนแล้ว งานนี้ต้องทำอะไร คุยกับใคร หลงลืมจนบางครั้งก็เป็นปัญหาต้องตามแก้ หรือจะงานเยอะเสียจนต้องทำทั้งวันทั้งคืน ง่วงก็ง่วงแต่นอนไม่ได้

เรามีวิธีแก้ให้คุณแบบง่าย ๆ ด้วยการหาตัวช่วยเสริมต่าง ๆ ติดห้องทำงานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บอร์ดช่วยจัดระเบียบงานและเตือนให้คุณทำงาน หรือ เครื่องชงกาแฟ ตัวช่วยสุดฮิตของคนทำงาน ที่จะทำให้คุณตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาการทำงาน แต่อย่าดื่มเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่สบายเอา

เลือกโต๊ะและเก้าอี้ตั้งใน ห้องทำงานในบ้าน อย่างเหมาะสม

ขอบคุณรูปจาก: Daniyar Gaynullin

นั่งทำงานนาน ๆ ชักจะเมื่อยขาเสียแล้วสิ ลุกขึ้นทีก็ปวดที บางคนปวดจนกลายเป็นโรค ออฟฟิศซินโดรมกันเลยนะ รู้ไหมว่าหนึ่งในสาเหตุของการปวดเหล่านี้ มาจากการนั่งแบบไม่ถูกสุขลักษณะ จนเกิดการกดทับของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทต่าง ๆ

ซึ่งวิธีแก้แบบง่าย ๆ คือ การเลือกโต๊ะและเก้าอี้มาใช้สำหรับห้องทำงานในบ้านอย่างเหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละคน ดังนี้

โต๊ะทำงาน ควรมีฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ว่าจะเป็น ลิ้นชัก ช่องลอดสายไฟ รวมถึงขนาดที่ไม่เตี้ยหรือสูงจนเกินไป และถ้าหากคุณมีงบเยอะพอ อาจเลือกแบบที่ปรับระดับความสูงได้ เพื่อให้สมาชิกในบ้านสามารถใช้ร่วมกัน

เก้าอี้ทำงาน เลือกเก้าอี้ทำงานที่มีความแข็งแรงคงทน มีฟังก์ชันการช่วยบรรเทาอาการปวดได้ และมีความสูงที่พอดีกับตัวเราเช่นเดียวกับโต๊ะทำงาน ซึ่งเก้าอี้ทำงานส่วนใหญ่ก็สามารถปรับระดับได้อยู่แล้ว

ซึ่งท่านั่งการทำงานที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • ไหล่ไม่ยกขณะทำงาน
  • ห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ 24-34 นิ้ว จอภาพส่วนบนสุดอยู่ต่ำกว่าสายตาเล็กน้อย
  • เท้าวางบนพื้นอย่างพอดี
  • ไม่ปวดหลัง

ทาสี ห้องทำงานในบ้าน ใหม่

ขอบคุณรูปจาก: Mockup Render

รู้ไหมว่า สี เป็นสิ่งที่มีผลกระทบกับการทำงานของเราไม่แพ้ส่วนประกอบอื่น ๆ เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว สีที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้อารมณ์มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกัน แล้วห้องทำงานในบ้านของเราควรเป็นสีไหนบ้างนะ ?

สีเขียว สีแห่งอิสระ สงบเยือกเย็น ปลอดโปร่ง ช่วยลดความกระวนกระวาย และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสมาธิ

สีม่วง สัญลักษณ์แห่งความสงบ เป็นสีที่ช่วยให้คุณมีสมาธิและความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

สีแดง กระตุ้นสมองตื่นตัว ไม่ง่วงเวลาทำงาน แต่ถ้าใช้เยอะอาจส่งผลให้ไม่มีสมาธิได้เช่นกัน

สีส้ม สีแห่งความร่าเริง ช่วยให้ตื่นตัว มีสติปัญญา และมีอิสระในการตัดสินใจหรือการทำงานได้ดีขึ้น

สีเหลือง กระตุ้นให้เกิดอารมณ์สนุกสนาน กระตือรือร้น แต่ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป เป็นสีแห่งความคิดสร้างสรรค์

สีน้ำเงิน และ สีฟ้า สีแห่งสมาธิ การผ่อนคลายจากความกังวลต่าง ๆ และยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่าง ๆ อีกด้วย

สรุปการสร้างห้องทำงานในบ้าน

การจัด ห้องทำงานในบ้าน ที่ได้กล่าวไปข้างต้น เป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่จะทำให้คุณมีพลังงานในการทำงานที่บ้านมากขึ้น แต่วัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกอยากทำงานนั้น ก็คือตัวคุณเองว่า จิตใจของคุณจะสดชื่นพร้อมทำงานแค่ไหน ?

นอกจากนี้ การจัดห้องทำงานในบ้านให้เป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับการใช้งานอื่น ๆ ก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน และถ้าคุณมีบ้านเล็ก ๆ ไม่กี่ห้องก็คงไม่เพียงพอใช่ไหมล่ะ ลองค้นหาอสังหาฯ มือสองใน Kaidee Property ดู คุณอาจจะได้บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ราคาเบาแถมมีห้องทำงานในบ้านอีกด้วยนะ !

สาวๆ ต้องดู! หน้าร้อนนี้กับ 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำปี 2021

สาวๆ ต้องดู! หน้าร้อนนี้กับ 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำปี 2021

หน้าร้อนทั้งที จะปล่อยให้หน้าไทม์ไลน์หรือฟีดของเราเงียบเหงาได้อย่างไรคะ ความร้อนแรงของแสงแดด หรือจะสู้ความฮอตของเรากับชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วริมทะเล แต่ด้วยสถานการณ์ทุกวันนี้ เข้าใจค่ะว่าเป็นเรื่องยาก ที่จะออกไปไหนมาไหนในสถานที่สาธารณะ ได้อย่างสบายใจ

ถึงตอนนี้จะยังเดินทางไปนั่งชิลล์ริมทะเลไม่สะดวก แต่รู้เรื่องเทรนด์ชุดว่ายน้ำปีนี้ไว้ก็ไม่เสียหาย เซฟไป เอฟไป เตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด ถึงเวลาจะได้ไปเริงร่ากับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง เพลิดเพลินกับท้องฟ้าสีครามให้เต็มที่ เพราะสุดท้ายแล้ว หากสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ไปอวดหุ่นสวยๆ ของเรากับบิกินี่ตัวจิ๋วริมหาดทราย

จุดเริ่มต้นของชุดว่ายน้ำ

เทรนด์ชุดว่ายน้ำ2021

เรื่องราวของชุดว่ายน้ำนั้น เรียกได้ว่าเบสิคสุดๆ

เริ่มต้นจากการไม่ใส่อะไรเลย มีเพียงร่างกายเปลือยเปล่าปะทะกับความเย็นของน้ำแบบตัวต่อตัว ก่อนช่วงหลังจะเริ่มมีกรอบของจารีตและศีลธรรมเข้ามาครอบ ราวปี ค.ศ.1800 ชุดว่ายน้ำก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุควิคตอเรีย (Victorian era-ค.ศ.1837-1901) แห่งสหราชอาณาจักร

ชุดว่ายน้ำในสมัยศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเป็นชุด 2 ชั้น ด้านนอกเป็นเสื้อคลุมแขนยาว ด้านในเป็นกางเกงขาวยาวซ้อนอีกที โดยใช้วัสดุจากผ้าขนสัตว์หรือผ้าสักหลาดเป็นส่วนใหญ่ เน้นมิดชิดและสุภาพเรียบร้อย ทว่าไม่ฟังก์ชันกับการใช้งานเอามากๆ ลงน้ำแต่ละครั้งเคลื่อนไหวค่อนข้างลำบาก

ด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมที่ครอบผู้หญิงในสมัยนั้นเอาไว้ว่า “ต้องรักนวลสงวนตัว” การใส่เสื้อผ้าในที่น้อยชิ้นจึงไม่เป็นเรื่องที่เหมาะที่ควรเท่าไร แต่ความที่ชุดว่ายน้ำดังกล่าวใช้งานไม่คล่องตัว สาวๆ จึงพากันเรียกร้องให้ทำชุดแบบใหม่ ให้เคลื่อนไหวในน้ำได้คล่องขึ้น โดยคงคอนเซปต์เดิม อย่างการปกปิดสรีระอย่างรัดกุม จึงกลายเป็นชุดว่ายน้ำสไตล์รัดเข็มขัดรัดกุม

การเปลี่ยนแปลงของชุดว่ายน้ำในศตวรรษที่ 19

ช่วงหลังว่ายน้ำกลายมาเป็นกีฬาที่แข่งขันกันในมหาวิทยาลัย และถูกบรรจุลงกีฬาโอลิมปิค แบบเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ชุดว่ายน้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปและคล่องตัวกว่าเดิม ทั้งยังใช้ผ้าน้อยลง ไม่ยาวคลุมข้อเท้าเท่าช่วงแรก เน้นเผยสัดส่วนและเรือนร่างแบบชัดเจนกว่าเดิม

กระทั่งปี ค.ศ.1920 ความต้องการชุดว่ายน้ำสตรีแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เริ่มเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีความสวยงามเป็นองค์ประกอบ มีความเซ็กซี่แฝงอยู่บ้าง จนแบรนด์ดังระดับฮอลลีวูดต่างๆ เริ่มสนใจนำไปพัฒนาต่อ ทว่าความยาวของชุดว่ายน้ำยังคงต้องอยู่เหมือนเดิม (บางสถานที่มีเจ้าหน้าที่คอยวัดความยาวของชุดเลยด้วยซ้ำ)

กำเนิดชุดว่ายน้ำสไตล์ “บิกินี่” ขึ้น “ครั้งแรกของโลก”

การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก รูปแบบชุดว่ายน้ำถูกพัฒนาเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1946 “Louis Reard” นักออกแบบชาวฝรั่งเศสได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญ ด้วยการเปิดตัวชุดว่ายน้ำสไตล์ “บิกินี่ (Bikini)” ครั้งแรกของโลก โดดเด่นด้วยจำนวนผ้าแบบน้อยชิ้น แตกต่างจากชุดว่ายน้ำของเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น

ส่วนคำว่า “Bikini” ดีไซเนอร์ได้รับแรงบันดาลมาจากชื่อปรมาณู “Bikini Atoll” ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแยกตัวออกเป็น 2 ส่วนหลังการทดสอบ และทันทีที่ชุดบิกินี่ดังกล่าวเปิดตัวก็เป็นกระแสฮือฮาอย่างมาก ถึงกับมีการถ่ายแฟชั่นโดยนางแบบฝรั่งเศส “Micheline Bernardini” เลยทีเดียว

หลังจากนั้นชุดว่ายน้ำก็เข้าสู่วงการแฟชั่นแบบเต็มตัว มีสีสันสดใสเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย จะสั้นจะยาวก็ตามแต่สะดวก ยิ่งในสมัยนิยมแบบนี้ผู้หญิงมีเสรีภาพในเรือนร่างของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าจะโป๊ไปไหม หรือแคร์สายตาใครเหมือนสมัยก่อน ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ความพึงพอใจของเราล้วนๆ

4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2021

ถึงตอนนี้เวลาพาเราเดินทางมาไกล ชุดว่ายน้ำกลายเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นสุดฮิต
ของสาวๆ เสมอเวลาไปทะเล ยิ่งช่วงฤดูร้อนแบบนี้ แฟชั่นชุดว่ายน้ำกลับมาฮิตมากกว่าเดิม ใครที่มีแพลนไปทะเลอยู่แล้วอย่าให้เสียเที่ยว ทำการบ้านแน่นๆ ด้วยการส่อง 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2021 ไปด้วยกันค่ะ

1. ชุดว่ายน้ำสไตล์ Glitz and Glamour

ชุดว่ายน้ำ2021

จินตนาการถึงหาดทรายสีขาว ท้องทะเลสีฟ้าใส กับชุดว่ายน้ำแนวกลิตซ์แอนด์แกลมมัวร์ ถึงจะเป็นอะไรที่ฟังดูพื้นฐาน ทว่าในความเบสิคนั้นก็เป็นความคลาสิคที่สุดแสนจะลงตัวเสมอ ยิ่งเวลาชุดว่ายน้ำสไตล์นี้สะท้อนแสงแดด ยิ่งขับให้ตัวเรามีความระยิบระยับ จนยากที่ใครจะละลายตาได้

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชุดว่ายน้ำ Glitz and Glamour มาแรงแซงโค้งในปี 2021 เพราะด้วย Icon Fashion นักร้องดัง อย่าง Rihanna ใส่ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ พร้อมอวดความเก๋ลงในโซเชียล จึงไม่แปลกที่ชุดว่ายน้ำเทรนด์นี้จะกลับมาฮิตติดตลาดอีกครั้ง สังเกตได้จากแบรนด์ดังหลายเจ้า ที่ทำชุดว่ายน้ำสไตล์นี้เข้ามาตอบรับความต้องการของตลาดมากขึ้น

2. ชุดว่ายน้ำสไตล์ All Tied Up

ชุดว่ายน้ำเซ็กซี่

สารภาพว่าตอนแรกที่ได้ยินว่า ชุดว่ายน้ำสไตล์ All Tied Up กลับมาได้รับความนิยมในปีนี้ ก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะนึกภาพไม่ค่อยออกว่าเป็นในเวย์ไหน แต่พอได้เห็นแนวชุด ต้องบอกเลยว่าไม่แปลกใจเท่าไร ด้วยความเซ็กซี่ขี้เล่น มีเชือกเป็นจุดนำสายตา ตัวช่วยเพิ่มเสน่ห์และความน่าค้นหาของสาวๆ ได้เป็นอย่างดี

การมีเชือกเกี่ยวพันไปตามตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะเป็นเส้นเล็กๆ ผูกโบว์อยู่ตามชุดว่ายน้ำ หรือเพิ่มดีกรีความฮอตด้วยการไขว้ไปมาเป็นตาข่าย ก็เก๋ไม่น้อย ที่สำคัญชุดสไตล์นี้ยังเปิดกว้าง ให้คุณเลือกได้ทั้งสีและลวดลายได้ตามใจชอบ ขอแค่มีเจ้าเชือกเส้นน้อยประดับชุด เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นสาวฮอตสุดอินเทรนด์ในปี 2021 แล้ว

3. ชุดว่ายน้ำสไตล์ Puff sleeve Halter Bikini

ชุดว่ายน้ำน่ารัก

สาวๆ คนไหนที่รู้สึกว่าเซ็กซี่อาจไม่ใช่ทางที่สบายใจเท่าไร ในปี 2021 นี้ ยังมีอีกหนึ่งสไตล์ ที่มาแรงไม่แพ้กัน คือ Puff sleeve Halter Bikini ชุดว่ายน้ำแนวนี้จะออกแนวน่ารักสดใสในสไตล์ลูกคุณ! ด้วยบิกินี่ท่อนบนที่มักจะมีลักษณะพองประหนึ่งชุดตุ๊กตา คลุมปิดไหล่ เพิ่มความหวานไปในตัว

ยิ่งใครที่ไม่มั่นใจที่จะโชว์แขน หรือมีหน้าอกเยอะแล้วไม่อยากดูเซ็กซี่มากเกินไป ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้น่าจะตอบโจทย์ เพราะได้ทั้งความเซ็กซี่และดูน่ารักไปในตัว จะสีสันร้อนแรงหรือเน้นแนวทรอปปิคัลก็ได้ตามแต่ใจที่คุณชอบ รับรองว่าใส่แล้วเพิ่มความมั่นใจขึ้นเป็นกอง ไม่มีเอาต์เป็นดาวเด่นประจำหาดแน่นอน

4. ชุดว่ายน้ำสไตล์ High Waisted Bikini

ชุดว่ายน้ำเอวสูง

ปิดท้ายด้วยชุดว่ายน้ำสไตล์ High Waisted Bikini ที่เรามั่นใจว่า หลายๆ คนน่าจะเห็นชุดว่ายน้ำแนวนี้อยู่ในฟีดที่ผ่านมาแน่นอน ความที่ปัจจุบันเทรนด์ชุดว่ายน้ำสไตล์ย้อนยุคกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วง 60-70’s สังเกตได้ตามหน้าฟีดทั้งไอจีและเฟสบุ้ค จะเห็นได้ว่าบรรดานางแบบและเหล่าเซเล็บใส่แนวนี้กันเพียบ

ความที่ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้เป็นเอวสูง เน้นทรวดทรวงองค์เอวได้ชัดเจน ยิ่งใครที่หน้าท้องสวยมีซิกแพ็คอยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเอาของดี ออกมาโชว์สู่สายตาชาวโลก ฝึกโพสต์ท่าให้มั่นใจเข้าไว้ แล้วไปลุยกันเลยค่ะ!

สาวๆ กับความมั่นใจที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ

เชื่อว่าหลายคนยังติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ชุดว่ายน้ำ” เป็นเสื้อผ้าสำหรับคนหุ่นดี
หน้าท้องสวยใส่เท่านั้น เราอยากให้สาวๆ ทุกคนเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร อ้วนผอมมีพุงใดๆ ทุกคนสามารถสวมใส่ชุดว่ายน้ำได้

“ตราบใดที่เราเชื่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่งดงามเสมอ

ฉะนั้นจงรักและภูมิใจกับร่างกายตัวเองมากๆ”

เติมเต็มความเชื่อมั่นกันไปแล้ว ต่อไปก็มาถึงขั้นตอนหาชุดสวยๆ ที่ถูกใจในสไตล์ที่ชอบ ใครไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน เข้ามาเอฟใน Kaidee สิคะ ในนี้มีชุดสวยๆ ครบทุกรูปแบบให้คุณเลือก ทั้งนี้ขอฝากส่งท้ายไว้สำหรับใครยังลังเล…

มีของดีต้องโชว์นะคะ ไม่ใส่ตอนนี้แล้วจะใส่ตอนไหน

mi 10t pro สมาร์ตโฟนรุ่นท็อป สเปกแรง ดีไซน์แจ่ม

mi 10t pro สมาร์ตโฟนรุ่นท็อป สเปกแรง ดีไซน์แจ่ม

Mi 10t Pro 5G เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปจาก Mi 10T Series ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2020 ที่ผ่านมา ขอบอกว่ารุ่นน้องเขาเด็ดจริง ๆ เรียกว่าคู่ควรการเป็นรุ่นท็อปมาก ๆ เหมาะกับคนที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่สวยตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกจนถึงความสามารถในการทำงานที่เหมาะกับทั้งสายเกม สายถ่ายรูป หรือสายใช้งานทั่วไป

ใครที่กำลังเล็ง ๆ รุ่นนี้ไว้เหมือนกัน บอกเลยว่าคุณมาถูกที่แล้ว เพราะเราจะมาไล่เรียงกันให้ดูว่า Mi 10t Pro 5G มีฟีเจอร์โดดเด่นอะไรบ้าง สเปกเป็นยังไง ไปตามอ่านกันได้เลย

รีวิว Mi 10t Pro 5G สมาร์ตโฟนรุ่นท็อปที่ไม่ควรพลาด

สรุปสเปกรวม Mi 10t Pro

ขนาด: 165.1 x 76.4 x 9.33 มม.

น้ำหนัก: 218 กรัม

จอแสดงผล: 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1800 full hd

ระบบปฏิบัติการ: Android 10 ครอบด้วย MIUI 12 

GPU: Snapdragon 865

หน่วยประมวลผล: Adreno 650

Ram: 8GB 

ความจุเครื่อง: 128 / 256GB 

กล้อง: กล้องหลัง 3 ตัว 

กล้องหัก 108 ล้านพิกเซล

กล้อง Ultrawide 13 ล้านพิกเซล

กล้อง Macro 5 ล้านพิกเซล

กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล

แบตเตอรี: 5,000 mAh รองรับชาร์จไว 

ไม่มีช่องเสียงหูฟังขนาด 3.5 mm

สี: ดำ/ฟ้า/เงิน

ราคา: 13,990 บาท (8/128GB)

15,990 บาท (8/256GB)

Mi 10t Pro 5G กับดีไซน์สุดทันสมัยพร้อมหน้าจอกว้าง 6.67 นิ้ว

เรามาเริ่มต้นพูดถึงดีไซน์ภายนอกของ Mi 10t Pro 5G กันดีกว่า Mi 10t Pro 5G มาพร้อมดีไซน์ขอบจอกว้าง ไร้หยดน้ำ ครอบจอดูไม่หนาจนเกินไป ตรงมุมซ้ายของหน้าจอมีกล้องหน้าเล็ก ๆ วางอยู่บนหน้าจอเลย ให้ความรู้สึกคลีน เรียบง่าย น่าใช้มาก 

ตัวกรอบเครื่องใช้เป็นโลหะ ทำให้ดูทนทานแข็งแรง ไม่ก๊องแก๊ง ด้านหน้าจอและฝาหลังครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 และด้วยความที่หน้าจอเป็น LCD ปุ่มสแกนลายนิ้วมือเลยต้องย้ายไปอยู่ที่ปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างแทน ถือว่าสะดวกไปอีกแบบเหมือนกัน 

ถ้าเจาะกันที่หน้าจอ หน้าจอรุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยี MEMC (Motion Estimation, Motion Compensation) ที่ช่วยให้ภาพหน้าจอดูลื่นไหล และรองรับการแสดงผลแบบ HDR10 และมาตรฐาน Widevine L1 ที่ทำให้ดูหนังจาก Netfix ในระดับ HD จุใจไปเลย

สำหรับ Mi 10t Pro 5G มีสามสีให้เลือก นั่นก็คือ สีดำ สีเงิน และสีฟ้า 

ส่องระบบปฏิบัติการและการทำงานของ Mi 10t Pro 5G เร็ว แรง จริงไหม

Mi 10t Pro 5G จัดเต็มด้วยสเปกแรงแซงหน้าราคา เริ่มต้นด้วยระบบปฏิบัติการ Andriod 10 ครอบด้วย MIUI 12 ที่ทำให้ทำงานได้แรงยิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับชิป Snapdragon 865 แถมด้วยแรม 8 GB และ Rom เริ่มต้น 128 GB 

สามารถใช้งานหนัก ๆ จัดเต็มได้แบบสบาย ๆ เลย ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ดูคลิปวิดีโอ และอีกมากมาย 

นอกจากนี้ฟีเจอร์เด่นอีกอย่างหนึ่งที่ Mi 10t Pro 5G คือฟีเจอร์โคลนแอป หรือการก้อปแอปแยกออกเป็นเป็นชุดหนึ่งสำหรับคนที่อยากใช้สองบัญชี โดยความพิเศษคือสามารถโคลนได้ทุกแอปเลยทีเดียว เหมาะกับคนที่อยากแยกใช้สองบัญชีแบบจริงจังโดยไม่จำเป็นต้องมีโทรศัพท์สองเครื่อง 

ส่องกล้อง Mi 10t Pro 5G กล้องหน้า-หลังระดับโปร

หนึ่งในฟีเจอร์เด่นของ Mi 10t Pro 5G คือกล้องที่จัดเต็มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กล้องหลังจัดมาให้ถึง 3 เลนส์ เลนส์หลังความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล กล้อง Ultra Wide 13 ล้านพิกเซล กล้อง Macro 5 ล้านพิกเซล พอทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 865 แล้วยิ่งช่วยให้โฟกัสไวยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพ Portrait หน้าชัดหลังเบลอ ก็มีโหมดนี้เหมือนกัน 

แถม Mi 10t Pro 5G ยังใส่ฟีเจอร์สนุก ๆ เพิ่มกิมมิคในการถ่ายรูปอย่างโหมด Clone มาให้ด้วย ซึ่งเป็นการถ่ายรูปโดยแยกร่างคนในรูปได้ถึง 4 คน แถมโหมดนี้ยังเอาใช้กับกับการถ่ายวิดีโอได้อีกด้วย 

อีกหนึ่งโหมดที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือโหมดเปลี่ยนให้ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้าแบบต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าแสงเหนือ ท้องฟ้าแดดจ้า 

ส่วนวิดีโอก็สามารถใช้โหมด Steady หรือโหมดกันสั่นเพิ่มได้อีกด้าน

ส่วนกล้องหน้าก็มีความละเอียดถึง 20 ล้านพิกเซล รองรับโหมด Beauty ให้ถ่ายรูปออกมาเป๊ะปัง 

แบตเตอรี Mi 10t Pro 5G  จุใจ ชาร์จเต็มไว ใช้ชีวิตง่ายกว่าเดิม

Mi 10t Pro 5G มีแบตเตอรี 5,000 mAh ถือว่าได้ความจุแบบจัดเต็มเลยทีเดียว จะเล่นเกมส์ ดูหนัง ดูวิดีโอ เล่นโซเชียล ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ก็ทำได้สบายมาก แถมยังมีระบบรองรับการชาร์จไว ใช้เวลาชาร์จไม่ถึงชั่วโมงก็เต็ม ทำให้ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องพก Power Bank ให้ยุ่งยากเลย

สรุปภาพรวม Mi 10t Pro 5G เหมาะกับใคร ควรค่าแก่การซื้อหรือไม่

Mi 10t Pro 5G หนึ่งในสมาร์ตโฟนสเปกแรง ราคาเบา ๆ จาก Xiaomi สมาร์ตโฟนรุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอกว้างถุง 6.67 นิ้ว และระบบปฏิบัติการ Andriod 10 ครอบด้วย MIUI 12 พร้อมชิปแรง ๆ อย่าง Snapdragon 865 

ตัว Ram ให้มาทั้งหมด 8 GB ความจุเครื่องเริ่มต้นที่ 128 GB ถือว่าสามารถใช้งานหนัก ๆ ได้แบบสบาย ๆ เลย นอกจากนี้ยังจัดเต็มฟีเจอร์เด่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัง 3 เลนส์ กล้องหลัก 108 ล้านพิกเซล กล้อง Ultrawide 13 ล้านพิกเซล กล้อง Macro 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล 

อีกหนึ่งจุดเด่นคือแบตเตอรีที่จัดเต็มมาให้ถึง 5,000 mAh พร้อมโหมดประหยัดพลังงาน เรียกว่าสามารถใช้งานจัดเต็มกันได้ทั้งวันแบบไม่ต้องพึ่งที่ชาร์จหรือแบตสำรองเลยก็ได้ 

หากมองในภาพรวมแล้ว ถือว่า Mi 10t Pro 5G เป็นสมาร์ตโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมาก ๆ และได้คะแนนในเรื่องความคุ้มเมื่อเทียบตัวฟีเจอร์ สเปก กับราคาที่เริ่มต้นเพียงแค่ 13,990 บาท 

ใครที่สนใจอยากจับจอง Mi 10t Pro 5G หรือ Xiaomi รุ่นอื่น ๆ ในราคาคุ้ม ๆ ลองมาเลือกซื้อกันได้ที่ Kaidee ตอนนี้ Kaidee มีฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ที่จะช่วยเป็นตัวกลางรับและชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ช่วยให้คุณซื้อขายออนไลน์สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้ยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ชอปแล้ว กลัวไม่ได้สินค้า ฟีเจอร์นี้เหมาะมาก ๆ เพราะถ้าจ่ายเงินผ่าน KD Pay การันตี ไม่ได้รับของ สามารถยื่นคืนเงินได้ พร้อมแล้วก็ไปชอปกันแบบมั่นใจได้เลยค่ะ