Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
นั่งๆนอนๆอยู่ในบ้านดีๆ “เอ๊ะ!! ทำไมถึงมีน้ำรั่วลงมาตรงที่เรานั่งได้ล่ะเนี่ย” ฤดูฝนทีไรเป็นต้องเจอกับปัญหาที่ยากจะแก้ อย่างหลังคาที่บ้านรั่วทุกที ซึ่งหลังคาเนี่ย!! เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามมันไป อีกทั้งยังเป็นจุดที่เรานั้นปีนขึ้นไปดูเพื่อตรวจสอบได้ยากอีก
ดังนั้นเราจะมาเจาะลึกกันไปเลยว่าหลังคารั่วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไร และแก้ไขได้อย่างไรบ้าง บทความนี้จะมาให้คำตอบทุกข้อสงสัย ก่อนที่เรื่องเล็กๆอย่างหลังคารั่ว จะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ที่ยากจะแก้และเสียเงินจำนวนมากในการซ่อม
4 ขั้นตอน ตรวจสอบหลังคารั่ว
หากเริ่มตงิดๆใจว่าบ้านเรานั้นหลังคารั่วหรือเปล่า วันนี้จะมาเสนอขั้นตอนง่ายๆในการตรวจสอบ เพียงแค่สังเกตก็สามารถทำได้และป้องกันให้บ้านของเราไม่พังไปมากกว่านี้
1. เปิดฝ้าหรือเพดาน
สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดเลยก็คือ หากบ้านที่ซื้อมาเริ่มมีอายุที่มีความเก่าในระดับหนึ่ง ให้ลองเปิดฝ้าหรือเพดานออกและนำบันไดปีนขึ้นไป จากนั้นนำไฟฉายส่องดูว่ามีการขังของแอ่งน้ำข้างบนฝ้าหรือเพดานของบ้านหรือเปล่า หากมีให้สงสัยได้เลยว่ามีอาการบ้านหลังคารั่วอย่างแน่นอน
2. ฟังเสียงน้ำไหลหรือเสียงน้ำหยดกระทบกับฝ้า
วิธีนี้จะต้องใช้หูของเราในการฟัง ซึ่งต้องรอในช่วงที่ฝนตกหนักๆ หากเราได้ยินเสียงหยดน้ำที่ไม่ได้มาจากในห้องน้ำของเรา แต่มาจากบริเวณฝ้าของบ้าน ควรกลับไปทำขั้นตอนที่ 1 อีกครั้งเพื่อตรวจสอบ และหากหลังคารั่วจริง ให้รีบแก้ไขโดยด่วน
3. สังเกตรอยคราบน้ำบนฝ้า
เมื่อมองขึ้นไปบนเพดานของบ้านจะสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่ามีรอยของคราบน้ำสีน้ำตาลด่างๆมาเป็นดวงๆขนาดกว้าง นั่นแสดงว่าบ้านของคุณเกิดปัญหาในเรื่องของหลังคารั่วมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งแย่
4. สังเกตรูขนาดเล็กบนฝ้า
เรียกได้ว่าเกือบจะเกินเยียวยาแล้วก็ว่าได้ ถ้าฝ้าเป็นรูแล้ว แสดงว่าหลังคาที่บ้านของคุณอาจจะมีการรั่วหลายๆจุดหรือว่ารั่วมานาน จนฝ้าไม่สามารถรองรับน้ำที่รั่วลงมาได้อีกต่อไป เป็นปัญหาที่หนักที่สุดที่ต้องได้รับการแก้ไขให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้ำจะท่วมหรือมีฝนตกในบ้านเสียก่อน
หลังคารั่วเกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
หลังคารั่วนั้นมีอยู่มากมายหลายสาเหตุ แก้แล้วแก้อีกก็ยังไม่หายสักที เป็นเศร้าทุกครั้งที่น้ำหยุดลงมาโดนหัวเรา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคุณยังไม่รู้ถึงต้นตอที่แท้จริงของการเกิดน้ำรั่วขึ้นนั่นเอง แล้วสาเหตุหลักๆเลยที่ทำให้เกิดหลังคารั่ว มีอยู่ 7 สาเหตุ ตามนี้
1. ตะปูยึดหลังคาเก่า
ปัญหานี้จะเกิดขึ้นมาจากที่หลังคาบ้านมีอายุการใช้งานมาอย่างยาวนาน ทำให้ตะปูหรือตัวที่ยึดหลังคาบ้านนั้นเสื่อมตัวลงหรือว่าคลายตัว จึงเป็นสาเหตุให้เกิดช่องว่างระหว่างแผ่นกระเบื้องหลังคา ซึ่งทำให้หลังคานั้นน้ำรั่วซึมลงมาได้
วิธีแก้ไข - ให้เปลี่ยนตัวตะปูและแผ่นยางที่รองตัวตะปู จากนั้นจึงยึดลงไปให้แน่นขึ้น
พร้อมๆกับทากันซึมเพื่อให้หลังคาสามารถอยู่ได้นานและคงทนมากยิ่งขึ้น
2. กระเบื้องหลังคาเสียหาย
สาเหตุคลาสสิคมากและเป็นสาเหตุของคนส่วนใหญ่ที่พบเจอได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องของฟ้าฝน ลูกเห็บ ก้อนหิน ดิน ทรายต่างๆ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระเบื้องหลังคาแตกร้าวหรือเป็นรูได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้หลังคารั่วได้ง่ายที่สุด
วิธีแก้ไข - เป็นสิ่งที่ง่ายเอามากๆ เพียงแค่โละเอากระเบื้องหลังคาที่เกิดรอยแตกร้าวนั้นออกไป
และนำเอาแผ่นใหม่มาเปลี่ยนลงไปแทนกระเบื้องอันเก่าเท่านั้นเอง
3. ชายคาของหลังคาบ้าน
ชายคาของหลังคาบ้านก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หลังคาบ้านรั่วได้เช่นเดียวกัน หากตอนที่สร้างบ้าน ทำชายคาบ้านออกมาสั้นมากเกินไป ทำให้เมื่อเวลาที่ฝนตกนั้น น้ำฝนอาจย้อนเข้าไปที่ใต้หลังคา ทำให้น้ำรั่วได้
วิธีแก้ไข - ต่อเติมชายคาของหลังคาบ้านออกมาใหม่ ซึ่งระยะที่เหมาะสมและไม่ทำให้น้ำฝนย้อนกลับเข้าไป
โดยประมาณจะอยู่ที่ 100-180 เซนติเมตร
4. โครงสร้างหลังคา
อีกสาเหตุที่ทำให้หลังคารั่ว ซึ่งเกิดมาจากการที่โครงสร้างของหลังคาบ้านนั้นใช้งานมาอย่างยาวนาน ทำให้หลังคาเริ่มที่จะผิดรูปและแอ่นได้ เพราะหลังคานั้นเป็นส่วนที่สัมผัสกับความร้อนและน้ำฝน จึงส่งผลให้เหล็กที่นำมาทำเป็นโครงสร้างเกิดสนิม ผุ และพังลงตามกาลเวลา ซึ่งในอนาคตอาจจะทำให้หลังคาถล่มลงมาทั้งผืนได้
วิธีแก้ไข - หากพบเจอกับปัญหานี้มีทางเดียวเท่านั้นคือปรึกษากับวิศวกรโครงสร้าง
เพื่อทำการรื้อหลังคาและเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งผืน
5. รั่วจากหลังคาที่เป็นส่วนต่อเติมของบ้าน
บ้านที่ต่อเติมส่วนขยายเพิ่มมักจะเกิดปัญหาตามจุดที่เป็นรอยต่อระหว่างตัวบ้านและส่วนที่ต่อเติม ซึ่งอาจจะเกิดมาจากการที่บ้านของเราทรุดตัวลงหรือว่าเกิดรอยแยกขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น น้ำฝนจึงไหลผ่านเข้าไปได้
วิธีแก้ไข - หาผลิตภัณฑ์ที่สามารถอุดรอยรั่วหลังคามาทา ไม่ว่าจะเป็นอะคริลิคกันซึม
หรือจะนำปูนมาฉาบลงไปในบริเวณรอยแยก
6. รั่วบริเวณปูนปั้นครอบหลังคา
เป็นส่วนที่สังเกตเห็นได้ยากมากหากเกิดรอยรั่วที่จุดนี้ แต่ถ้าเกิดตรงบริเวณนี้แล้วล่ะก็ มันเกิดมาจากปูนทรายที่อุดข้างในกระเบื้องครอบหลังคานั้นยุบตัวหรือเกิดการแตกขึ้น ทำให้น้ำรั่วซึมผ่านไปได้
วิธีแก้ไข - ลอกปูนที่อยู่ใต้กระเบื้องครอบหลังคาออก
จากนั้นผสมปูนทรายและอัดเข้าไปข้างใต้กระเบื้องครอบเหมือนเดิม
7. รั่วจากหลังคาดาดฟ้า
บ้านไหนที่มีดาดฟ้าและเกิดการรั่วของฝ้าในบริเวณนั้น สาเหตุหลักๆเลยเกิดมาจาก “โพลียูรีเทน” ที่ทาเพื่อกันรั่วซึมของดาดฟ้าเสื่อมสภาพ หรืออาจเกิดรอยร้าวบริเวณพื้นของดาดฟ้าทำให้น้ำรั่วซึมลงไป
วิธีแก้ไข - ฉาบปูนเพื่ออุดรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนพื้นของดาดฟ้า
และซื้อโพลียูรีเทนมาทาซ้ำเพื่อกันน้ำฝนที่อาจจะมาขังนองอยู่บนดาดฟ้า
สรุปท้ายบทความ
หลังคาก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ให้ความร่มเย็น ป้องกันฟ้าฝน ซึ่งหลายๆคนอาจจะมองข้ามไป แต่ว่าการดูแลรักษาบ้านของเราไม่ให้ทรุดโทรมลงเรื่อยๆนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะไม่มีใครอยากให้บ้านของตัวเองนั้นเก่าลงไป หากเกิดปัญหาอะไรก็ตามควรรีบที่จะแก้ไขอย่างทันที เช่นเดียวกันกับหลังคาบ้านหากหลังคาบ้านรั่ว
บทความนี้จะช่วยเป็นคำตอบของทุกปัญหาหลักๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับบ้านของทุกคน แม้จะยังไม่เกิดก็ตาม รู้ข้อมูลติดตัวไว้ก็ย่อมที่จะดีกว่าเสมอ เพราะถ้าเกิดหลังคารั่วขึ้นมาแล้วจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับอาการรั่วต่างๆได้
ได้รู้ไปแล้วกับวิธีแก้ไขหลังคารั่วกันเป็นที่เรียบร้อย หากบ้านไหนที่มีปัญหาหลังคารั่วแล้วไม่อยากที่จะซ่อมเองหรือมีปัญหาเกินที่จะแก้ไขได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูบริการรับต่อเติม ซ่อมแซมทั้งตัวบ้านและหลังคารั่วซึม ได้ที่ Kaidee กันดูนะ ด้วยความรักและปรารถนาดี
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปัจจุบันเทรนด์ในการรีโนเวทบ้านกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากบ้านหรือคอนโดบางหลังนั้นอาจจะมีดีไซน์ที่ไม่ทันสมัยแล้ว รวมถึง Life Style ไม่ตอบสนองกับวิถีชีวิตในยุคนี้ ทำให้หลาย ๆ คนมองหาการรีโนเวทมากกว่าการซื้อที่อยู่ใหม่ เนื่องจากใช้งบที่ประหยัดกว่าและมีขั้นตอนต่าง ๆ น้อยกว่า แต่หากคุณกำลังที่จะรีโนเวทบ้านเรามีคำแนะนำมาฝาก
หาข้อมูลเยอะ ๆ
ขั้นตอนแรกสำหรับการรีโนโวทบ้านนั้น สิ่งแรกที่เราควรจะทำคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับการรีโนเวทให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ วัสดุ ขนาดพื้นที่ ตำแหน่งการวางหลอดไฟ ฯลฯ ยิ่งเรามีข้อมูลเยอะเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นภาพรวมของการรีโนเวทมากขึ้น
ลองออกแบบด้วยตัวเอง
ปัจจุบันเรามีเครื่องมือในการออกแบบบ้านที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถที่จะออกแบบบ้านด้วยตัวเราเอง ทำให้เราสามารถที่จะประหยัดเงินในการจ้างช่างมาออกแบบได้หลายบาท อีกทั้งเราจะเห็นภาพในบ้านของเราชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญการทำแบบนี้ยังสนุกอีกต่างหาก
กำหนดงบไว้อย่างชัดเจน คุยกับผู้รับเหมาให้เคลียร์
หนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนมักจะเจอคือการที่งบประมาณที่ตั้งไว้มักจะใช้คำว่าประมาณ ดังนั้นหากเป็นไปได้ให้เรากำหนดงบประมาณที่แน่ชัด ค่าวัสดุ ค่าจ้างคนงาน ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่ารื้อถอน ฯลฯ โดยเราควรคุยกับบรรดาเหล่าผู้รับเหมาให้จบในครั้งเดียวและได้ตัวเลขออกมาแน่นอน ซึ่งวิธีการที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำคือการบอกงบที่เรามีให้ผู้รับเหมารับทราบไปเลย เอาให้ชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาเพิ่มเงินกันในภายหลัง
เลือกวัสดุให้เหมาะสมกับราคา
สำหรับการรีโนเวทแม้ว่าเราจะมีธีมในใจ แต่เป็นไปได้ยากที่เราจะได้วัสดุตามที่เราต้องการและราคาที่ถูกใจ เนื่องจากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งที่ตั้งของร้านค้า ตำแหน่งของบ้าน และราคาที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ เราควรที่จะหาวัสดุให้เหมาะสมกับราคา ไม่ควรจะแพงเกินไป อันไหนประหยัดได้ประหยัด ที่สำคัญอย่าลืมในเรื่องของการรับประกัน อันจะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว
อะไรที่ทำได้เองทำไปเลย
ในงานรีโนเวทบางจุดนั้น เราอาจที่จะไม่จำเป็นต้องใช้บริการของผู้รับเหมาเสมอไป เช่นการทาสีภายใน การประกอบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะเสียเวลาสักหน่อย แต่ก็ทำให้เราประหยัดงบประมาณได้หลายบาท ที่สำคัญงานบางอย่างยิ่งทำยิ่งชำนาญ กลายเป็นทักษะติดตัวไปอีกต่างหาก
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในรีโนเวทบ้านและงบไม่บานปลาย แต่หากว่าคุณอยากจะได้บ้านที่เหมาะกับคุณ หรือหาบ้านที่อยู่ในทำเลที่เหมาะสมเพื่อนำมารีโนเวท ก็ลองมาหาดูใน BaanKaidee ที่นี่เรามีบ้านมากมายให้ได้เลือกหา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย สนใจก็ลองเข้ามาหาดูกันได้เลย
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปฎิเสธไม่ได้ว่าบ้านเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ใครหลายคนเฝ้าฝัน ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะจับจองเป็นเจ้าของ ถือเป็นทรัพย์สินที่นานวันไปมีแต่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งยังเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้สึก เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวและความทรงจำของคนที่เรารัก
แต่ด้วยมูลค่าอันแสนสูงลิ่ว มักจะเริ่มต้นด้วยหลักล้านทำเอาหลายๆ คนมักจะถอดใจ ปล่อยให้การมีบ้านเป็นเพียงความฝัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากให้พากันท้อใจไปดื้อๆ ลองมาดู 5 เคล็ดลับการผ่อนบ้านสบายๆ หนี้หมดไว ที่เรานำมาฝากกัน รับรองว่ารู้ไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ไม่มีอะไรสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น! มาทำความฝันให้เป็นจริงไปด้วยกัน
“ผ่อนบ้าน” ต้องจ่ายอะไรบ้าง?
หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า “การผ่อนบ้าน” กับธนาคารพาณิชย์นั้น แบ่งค่าใช้จ่ายหลักๆ ออกเป็นสองส่วน คือเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งช่วงหลังอัตราดอกเบี้ยมักจะมาแรงแซงทางโค้ง ปีนทะลุเพดาน จนทำเอาผู้กู้หืดขึ้นคอกันอยู่ไม่น้อย
ช่วงแรกอาจจะพอมองผ่านได้ แต่ในระยะยาวหากลองคำนวนดูดีๆ แล้ว คิดเป็นเงินไม่น้อยเลยที่เราต้องจ่ายให้กับแบงก์ ฉะนั้นก่อนจะไปดู “5 เคล็ดลับการผ่อนบ้าน” เราลองมาทำความความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานตรงนี้ไปพร้อมๆ กันก่อน เพื่อการเริ่มต้นด้วยรากฐานที่มั่นคง
1.เงินต้น
นอกจากผู้กู้จะต้องประเมินความสามารถทางการเงินของตนเองแล้ว ธนาคารเองในฐานะผู้ให้กู้ ย่อมประเมินความสามารถของลูกค้าแบบลงรายละเอียดไม่ต่างกัน เนื่องจากป้องกันการเกิดหนี้เสีย โดยส่วนใหญ่แล้วจะพิจารณาจากรายได้ต่อเดือนของผู้ยื่นกู้ ระยะเวลาการกู้ (ตั้งแต่ 5-30 ปี) จำนวนการผ่อนต่อเดือน ภาระหนี้สิน สินทรัพย์ค้ำประกัน ฯลฯ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดวงเงินสูงสุดที่ทางธนาคารมั่นใจ ว่าจะปล่อยกู้ได้อย่างสบายใจ
นั่นหมายความว่า ทุกๆ ครั้งที่เรายื่นขอกู้นั้น ไม่จำเป็นว่าทางธนาคารจะอนุมัติตามวงเงินที่เราขอไป ทางแบงก์อาจจะอนุมัติเพียงบางส่วน หรือไม่อนุมัติเลยก็ย่อมได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเราไม่มีความสามารถในการผ่อนจ่ายเพียงพอ ทางที่ดีก่อนยื่นกู้เราควรจัดการพวกหนี้สินใหญ่ๆ ให้เรียบร้อย หลีกเลี่ยงการค้ำประกัน
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินยังได้แนะนำไว้อีกว่า ตัวเลขค่างวดแต่ละเดือนนั้น ไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของรายได้ต่อเดือน ปัจจุบันมีเว็บไซต์ทางการเงินจำนวนมาก ให้เราเข้าไปประเมินค่างวดในแต่ละเดือนตามยอดที่ต้องการกู้ ระยะเวลาการผ่อนพร้อมอัตราดอกเบี้ยด้วยนะคะ
2.ดอกเบี้ย
ธนาคารส่วนใหญ่มักใจดีให้อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3 ปีแรกเท่านั้น เริ่มต้นที่ร้อยละ 3-4 ต่อปี หรือบางแห่งก็ป๋ามากให้ฟรีช่วง 3 ปีแรกเลยก็มี ตามแต่โปรโมชั่นของแต่ละแบงก์ หลังจากนั้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว พูดง่ายๆ คือจ่ายถูกแค่ 3 แรกปี หลังจากนั้นดอกเบี้ยจะปีนขึ้นไปถึงร้อยละ 6-7 ต่อปี เรียกได้ว่าแพงขึ้นเป็นสองเท่าตัวเลยทีเดียวเชียว
ดังนั้น การผ่อนบ้านช่วงหลังๆ มักหมดไปกับค่าดอกเบี้ยซะเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างแบบตัวเลขกลมๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย หากเรากู้ซื้อบ้าน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี มีระยะการผ่อนทั้งหมด 30 ปี ค่างวดต่อเดือนจะตกราวๆ 14,000 บาท คิดเป็นเงินต้นเพียง 2,000 บาทเท่านั้น ที่เหลือหมื่นกว่าบาทนั้นคือค่าดอกเบี้ยทั้งหมด
ทีนี้เราพอจะเห็นถึงความเลวร้ายของปริมาณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหรือยังคะ ได้ยินแบบนี้อย่าเพิ่งรีบถอนหายใจส่ายหน้ากันไปก่อน อย่าลืมว่าการคิดดอกเบี้ยของธนาคารบ้านเราเป็นแบบ “ลดต้นลดดอก” หมายความว่ายิ่งเราโปะเงินต้นมากเท่าไร ดอกเบี้ยก็จะยิ่งลดตามไปด้วย หากเรามีวินัยเร่งปิดเงินต้นได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งผ่อนบ้านได้เร็วมากขึ้น
ประเภทดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน
1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ Fixed Rate
ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยแบบที่ตกลงกันไว้ตามหน้าสัญญา เป็นอัตราเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ยกตัวอย่างคือ ธนาคารให้เรากู้เงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ข้อดีคือ ทำให้เราวางแผนทางการเงินได้ระยะยาวและกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ตายตัว
ส่วนข้อเสียคือ น้อยมากที่แบงก์จะทำนโยบายแบบนี้ เว้นแต่เป็นดอกเบี้ยที่สูงไปเลยตั้งแต่แรก หรือไม่ก็เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการผ่อนบ้านเท่านั้น
2. อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว Floating Rate
ดอกเบี้ยจะแปรเปลี่ยนไปตามตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือตามแต่นโยบายหรือโปรโมชันของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ เป็นนโยบายที่แบงก์ส่วนใหญ่เลือกใช้ คือให้ดอกเบี้ยถูกในช่วงแรก จากนั้นจะลอยตัวปรับขึ้นเป็นสองเท่า แนะนำว่าตอนทำสัญญาพิจารณาตัวเลขตรงนี้ให้ถี่ถ้วน จะได้ไม่เป็นภาระของเราในอนาคต (มากนัก)
5 เคล็ดลับผ่อนบ้านสบายๆ ให้หมดไว
ทำความเข้าใจกับค่าใช้หลักของการผ่อนบ้านไปแล้ว ทั้งเรื่องเงินต้นและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลกับค่าดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายให้กับธนาคารในช่วงหลังอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้อยากให้เหล่าผู้กู้ทั้งหลายทำใจสู้กันไว้ก่อน ลองดู “5 เคล็ดลับผ่อนบ้านสบายๆ ให้หมดไว” ที่เรานำมาฝากกัน รับรองว่าเป็นทริคที่จะช่วยให้คุณแบ่งเบาภาระผ่อนบ้านอันใหญ่หลวงนี้ได้ไม่น้อย
1.พยายามจ่ายเงินให้เกินทุกงวด
แม้ค่างวดการผ่อนบ้านในแต่ละเดือนจะค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกไปว่าช่วงแรกจำนวนเงินที่เราจ่ายไปนั้น ส่วนใหญ่จะถูกหักเป็นค่าดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ฉะนั้นพยายามกลั้นใจ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน จ่ายค่างวดให้เกินกว่าจำนวนที่ธนาคารกำหนด เพราะเงินส่วนเกินนั้นจะถูกนำไปหักในส่วนของเงินต้นทันที
สมมติว่า ทุกๆ เดือนเราต้องจ่ายให้แบงก์ 10,000 บาท ภายในระยะเวลา 30 ปี หากเราจ่ายเงินเพิ่มเป็นเดือนละ 20,000 บาท จะใช้เวลาผ่อนเพียง 9-10 ปีเท่านั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนบ้านได้ไวขึ้น อาจจะต้องยอมรัดเข็มขัดหน่อย แต่ถ้าเรารู้สึกว่าวิธีนี้มันตึงเกินไป จนทำให้สภาพทางการเงินเริ่มไม่คล่อง จนไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องทำทุกเดือนก็ได้นะคะ จะเดือนเว้นเดือน สองสามเดือนครั้งอะไรก็ว่าไป ทำเท่าที่ตัวเราไหว
2.จ่ายค่างวดเพิ่มปีละครั้ง
วิธีนี้คล้ายกับการจ่ายเงินให้เกินทุกงวด ต่างกันตรงที่ตามปกติแล้ว ปีหนึ่งๆ เรา
ในฐานะผู้กู้ จะผ่อนจ่ายให้ธนาคาร 12 ครั้งต่อปี กรณีนี้อาจจะเพิ่มไปเป็น 13 หรือ 14 ครั้งต่อปี ถึงจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนัก แต่หากเราทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ ปี ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดเงินต้นได้ดีทีเดียว เพราะอย่าลืมว่านโยบายดอกเบี้ยในแบงก์บ้านเรา เป็นแบบลดต้นลดดอก ยิ่งเงินต้นเหลือน้อยลงเท่าไหร่ ค่าดอกเบี้ยก็ยิ่งน้อยลงตามลงไปด้วย
3.รีบโปะเพิ่มช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ช่วง 3 ปีแรกของการผ่อนบ้าน อยากให้ผู้กู้รีบโปะเงินให้ได้มากที่สุด อาจจะต้องยอมเหนื่อยมากหน่อย แต่ถ้าไหวก็อยากให้ลุยผ่อนแบบจัดหนักจัดเต็มกันเลย เพราะด้วยนโยบายอันแสนหอมหวานของธนาคารช่วงในแรกๆ มักใช้ระบบอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 3 ปี เฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ
หากเราอัดค่างวดช่วงนี้ได้เยอะ ก็จะช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้ เพราะถ้าพ้นระยะ 3 ปีไปแล้ว แบงก์จะใช้ระบบอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวอันแสนแพงเข้ามาแทน ฉะนั้นเพื่อเป็นการลดรายจ่ายในอนาคต เราต้องยอมเหนื่อยกันตั้งแต่วันนี้นี่แหละค่ะ
4.หากมีเงินก้อนต้องรีบโปะ
กรณีที่เราได้เงินก้อนมาด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโบนัส เงินรางวัล หรือการเสี่ยงโชคต่างๆ พยายามฝืนใจเอาเงินที่ได้มานั้นรีบจ่ายให้กับธนาคาร เข้าใจค่ะว่ามันทำใจลำบาก ในโลกที่ความสบายใจหลายๆ อย่างแก้ได้ด้วยการใช้เงิน ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอาเงินก้อนทั้งหมดที่ได้มาไปโปะก็ได้
อาจจะแบ่งบางส่วนไปใช้ให้เกิดความสุขในชีวิตด้านต่างๆ ได้ แล้วนำอีกส่วนไปจ่ายค่างวดเพิ่ม นอกจากเงินต้นจะลดลงแล้ว ดอกเบี้ยเองก็จะลดไปด้วยเช่นกัน เชื่อว่าการเห็นยอดตัวเลขผ่อนจ่ายกับธนาคารลดลง จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจดีๆ สำหรับผู้กู้อย่างเราๆ ได้
5.ปรับโครงสร้างหนี้
4 ขั้นตอนแรกที่เราแนะนำไป ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้เงินแก้ปัญหาทั้งสิ้น ขั้นตอนสุดท้ายลองเปลี่ยนมาเป็นคนนอบน้อม หันหน้าเจรจากับเจ้าหนี้กันบ้างค่ะ
โดยวิธีปรับโครงสร้างหนี้ของการผ่อนบ้านหลักๆ มีด้วยกัน 2 วิธี คือ
- รีไฟแนนซ์ (Refinance)
- รีเทนชัน (Retention)
วิธีแรกเราอาจจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และเชื่อว่าบางคนยังมีความเชื่อแบบผิดๆ คิดว่าการขอปรับโครงสร้างหนี้จะดูไม่ดี เป็นเรื่องหน้าอาย ถึงตรงนี้อยากให้เปลี่ยนความคิด ให้มองว่าการต่อรองกับแบงก์ ก็เหมือนกับการต่อราคาสินค้าเหมือนปกติ เป็นสิ่งที่ทำได้
เมื่อพ้นปีที่ 3 ไปแล้ว ลองเข้าไปคุยกับธนาคารดู ทั้งนี้แนวโน้มส่วนใหญ่มักจะลดให้อยู่แล้ว แต่ต้องทำใจว่าอาจจะไม่เท่ากับช่วง 3 ปีแรก ที่สำคัญเรายังต่อรองลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยได้ทุกๆ 3 ปีเลยนะคะ
5.1 รีไฟแนนซ์ Refinance
การย้ายหนี้เดิมของเราไปยังธนาคารใหม่ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยส่วนใหญ่แล้วแบงก์ฝั่งตรงข้ามมักมีโปรโมชันล่อตาล่อใจ ทำการตลาดดึงดูดลูกค้าจากแหล่งอื่นๆ ด้วยการให้ดอกเบี้ยถูกกว่า ฟรีค่าจำนอง ไม่คิดค่าดำเนินการต่างๆ เรียกว่าได้เงื่อนไขที่ดีกว่าในวงเงินใหม่
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากแต่อย่างใด ธนาคารส่วนใหญ่ชอบลูกค้าประเภทนี้มาก การยื่นขอรีไฟแนนซ์ค่อนข้างผ่านได้ง่าย ความที่เราเป็นลูกค้าของธนาคารอื่นมาแล้ว หมายความว่า ผ่านการตรวจสอบด้านต่างๆ การประเมินเครดิตมาประมาณหนึ่งแล้ว ยิ่งถ้าเราส่งค่างวดตรงตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการการันตีให้ธนาคารสบายใจได้ว่า ลูกค้าคนนี้ความเสี่ยงต่ำ เครดิตดีน่าเชื่อถือก็ยิ่งผ่านได้ง่ายเลยค่ะ
ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์
1.ค่าใช้จ่ายในการประเมินทรัพย์สิน
ธนาคารจะคิดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่ม เพราะต้องให้เจ้าหน้าที่ออกไปประเมินทรัพย์สินของเรา ณ เวลาที่เราขอรีไฟแนนซ์ เพื่อประเมินราคาว่าทรัพย์สินนั้นมีราคาเท่าไรจะปล่อยวงเงินให้เราแค่ไหน
2.ค่าธรรมเนียมปล่อยกู้ใหม่
เฉลี่ยร้อยละ 0-3 จากยอดที่ธนาคารปล่อยกู้ แต่หากเรารีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะไม่มี
3.ค่าจดจำนอง
ส่วนนี้ต้องจ่ายค่าจดจำนองให้กรมที่ดินใหม่ คิดเป็นร้อยละ 1 จากยอดสินเชื่อที่เรากู้ สมมติธนาคารปล่อยกู้ 5,000,000 บาท ค่าจดจำนองคือ 50,000 บาท
4.ค่าอากรแสตมป์
มีค่าภาษีดวงแสตมป์ที่ปรากฏอยู่บนเอกสารราชการเพิ่มอีกร้อยละ 0.05 ของสินเชื่อใหม่ทั้งหมด (ไม่เกิน 10,000 บาท)
5.ค่าเรียกปรับ
หากเราผ่อนกับธนาคารเดิมไม่ถึง 3 ปี แล้วอยากรีไฟแนนซ์ด้วยการเปลี่ยนธนาคารใหม่ จะมีค่าเรียกปรับไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินกู้ทั้งหมด แนะนำว่าควรรอให้พ้น 3 ปีจะดีกว่า
6.ค่าประกันหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ
5.2 รีเทนชัน Retention
อีกหนึ่งวิธีที่ผู้กู้สามารถเจรจากับธนาคารเจ้าของหนี้ได้ ตามปกติแล้วแบงก์ส่วนใหญ่มีโปรโมชันลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่แล้ว หากเรามีประวัติการชำระหนี้ที่ดี จ่ายตรงเวลามาตลอด การปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็จะทำได้ง่ายขึ้น
แนะนำว่าให้อ่านสัญญาให้ชัดเจน ว่าเราปรับโครงสร้างหนี้ได้ตอนไหน โดยส่วนใหญ่แล้วจะทำได้ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพราะถ้าเราไปขอปรับก่อนระยะเวลาที่กำหนด อาจจะต้องเสียเบี้ยปรับเป็นจำนวนมาก กรณีธนาคารที่ให้กู้ไม่ยอมให้เรารีเทนชัน อย่ายอมแพ้นะคะ
ลองงัดกลยุทธ์เด็ด บอกเขาไปเลยว่าเราจะขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น มั่นใจได้ว่าแบงก์ส่วนใหญ่รั้งคุณไว้แน่นอน ไม่มีใครอยากเสียลูกค้าไปเพราะต้องเสียค่าต้นทุนต่างๆ ไปแบบเสียเปล่า ดีไม่ดีอาจได้ดอกเบี้ยงามๆ อีกเรตไปเลยก็ได้
สรุป
ทุกครั้งก่อนทำสัญญา อย่าลืมอ่านให้เข้าใจแบบชัดเจน สงสัยอะไรให้ถามทางธนาคารและผู้รู้ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยว่าทางแบงก์ใช้ระบบไหน ในตัวเลขเท่าไร เรื่องพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนกลยุทธ์การผ่อนบ้านได้อย่างสบายๆ โดยเฉพาะเคล็ดลับทั้ง 5 ที่เราแนะนำไปนั้น ถ้าทำได้รับรองว่าหนี้หมดไวแน่นอน
ที่สำคัญการมีวินัยทางการเงินก็จำเป็นอย่างมาก อย่าสร้างหนี้สินเพิ่ม ลำพังหนี้จากการผ่อนบ้านก็หนักมากอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นหนี้จะซับซ้อน ตัวเราเองจะแบกรับการผ่อนมากเกินไป นอกจากนี้อย่าลืมติดตามข่าวสารโปรโมชันธนาคารต่างๆ เสมอ แต่ละแบงก์มีแผนการตลาดไม่เหมือนกัน บางทีอาจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าที่คิด
ถึงตรงนี้หากใครมองว่าการมีบ้านสักหลัง เป็นภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่แสนจะหนักหนาสาหัส คุณคิดถูกแล้วค่ะ แต่อย่าลืมว่านกน้อยทำรังแต่พอตัวได้เสมอ ที่ Kaidee Property มีบ้านสภาพดีๆ ในราคาที่คุณเอื้อมถึงรอให้เลือกมากมาย เลือกทำเลที่ใช่ในไลฟ์สไตล์ที่คุณชอบ มาร่วมสร้างความทรงจำ ความสุขและใช้เวลาไปกับคนที่คุณรักที่บ้านของเรากันค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เราเชื่อว่าความฝันและเป้าหมายในชีวิตของใครหลาย ๆ คนคงจะหนีไม่พ้นการมีบ้านสวย ๆ สักหลังเป็นที่อาศัยจนถึงบั้นปลายชีวิต และนอกจากการซื้อบ้านในโครงการต่าง ๆ แล้ว การสร้างบ้านด้วยตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะได้ แบบบ้านสองชั้น ที่ถูกใจแล้ว ถ้าหากมีการจัดสรรงบที่ดี การสร้างบ้านเองก็ยังช่วยประหยัดงบประมาณต่าง ๆ ได้อีกด้วย
ในปัจจุบัน การออกแบบบ้านมีดีไซน์ที่แตกต่างกันไปตามแต่เอกลักษณ์ของสถาปนิกและผู้อยู่อาศัย แต่บ้านที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นบ้านเดี่ยว ซึ่งเหมาะกับครอบครัวบ้านที่มีจำนวนสมาชิกเยอะ ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มาก และมีความเป็นส่วนตัวอยู่ไม่น้อยเลย แต่ถ้าใครคิดไม่ออกว่าจะสร้างบ้าน 2 ชั้นแบบไหนดี วันนี้เราจะมาแบ่งปัน 10 แบบบ้านสองชั้น สวย ๆ หลากหลายสไตล์เป็นไอเดียให้คุณผู้อ่านทุกท่านกัน
รวมแบบบ้านสองชั้นสวย ๆ ในแบบต่าง ๆ
แบบบ้านสองชั้น สไตล์คลาสสิก
แบบบ้านสองชั้นสไตล์ดั้งเดิมอย่างสไตล์คลาสสิก ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศตะวันตกที่เน้นการตกแต่งแบบหรูหรา ประณีต และอลังการ ซึ่งบ้านสไตล์คลาสสิกนั้นจะมีเอกลักษณ์และจุดสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้
- มีเครื่องทองเหลืองเป็นส่วนหนึ่งในการประดับ
- มีเสากลมแบบโรมัน
- โคมไฟระย้าโดดเด่นภายใน
- แฝงไปด้วยรูปปูนปั้นในบางส่วนของตัวบ้าน
ด้วยเอกลักษณ์เหล่านี้เป็นส่วนช่วยให้บ้านดูกว้างขวางคล้ายกับพระราชวัง ส่วนตัวหลังคาของแบบบ้านสไตล์คลาสสิกไม่มีรูปแบบที่ตายตัวมากนัก แต่สถาปนิกส่วนมากเลือกใช้รูปทรงโดม มะนิลา หรือปั้นหยา เพื่อความโอ่อ่ากว้างขวาง
วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านสไตล์นี้มักจะใช้วัสดุที่มีความหรูหราและประณีต เช่น การแกะสลักลายต่าง ๆ รูปปูนปั้น โดยมีสีขาวและทองเป็นสีหลักในการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ และตัวเพดานมีลักษณะสูงโปร่งทำให้แบบบ้านสองชั้นสไตล์คลาสสิกโดยส่วนมากจะมีขนาดใหญ่
ในทางกลับกัน ด้วยความหรูหรานี้เองที่ทำให้เกิดข้อเสียของการสร้างบ้านสองชั้นสไตล์คลาสสิกที่อาจต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่าปกติมากทีเดียว
แบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์น
บ้านสไตล์โมเดิร์นเป็นบ้านที่มีความเรียบง่ายแต่สวยงามและทันสมัย ซึ่งการออกแบบบ้านประเภทนี้เกิดจากการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อเน้นการใช้สอยที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด โดยแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ส่วนมากจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นรูปทรงหลัก ตัวหลังคาของแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นจะมีความโดดเด่นมากกว่าบ้านสไตล์อื่นซึ่งคือหลังคาที่ไม่มีการปูกระเบื้อง ทำให้เรียบง่ายและสวยงามตามคอนเซ็ปต์ของแบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์น
ส่วนวัสดุในการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นได้รับความนิยมคือ การใช้ ไม้ กระจกบานใหญ่ โลหะ และคอนกรีต โดยมีการเผยให้เห็นถึงโครงสร้างและวัสดุภายในตัวบ้านอีกด้วย ส่วนสีที่ใช้ในการออกแบบมักเป็นสีธรรมชาติที่เกิดจากวัสดุเหล่านั้น เช่น สีขาว ดำ เทา และน้ำตาล เป็นต้น โดยการตกแต่งภายในบ้านสไตล์โมเดิร์นมักจะใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เก๋แต่เรียบง่ายให้ดูมีสไตล์
แต่ข้อเสียของบ้านสไตล์โมเดิร์นจากการที่มีหลังคาที่ไม่ได้ปูพื้นกระเบื้องจึงทำให้ตัวบ้านสไตล์นี้ค่อนข้างร้อนและโดนฝนสาดบ่อยครั้ง เพราะไม่มีหลังคาที่ช่วยบังแดดและฝน
แบบบ้านสองชั้น สไตล์มินิมอล
‘Less is More’ ช่วงหลังมานี้ถือได้ว่าการออกแบบบ้านสองชั้นที่เป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั่นก็คือ การออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล ซึ่งเป็นสไตล์ที่มีความเรียบง่ายและใช้ประโยชน์ได้มากกว่าบ้านสไตล์โมเดิร์น โดยหลักการออกแบบหลัก ๆ แล้วคือการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่มีประโยชน์และคุ้มค่าด้วยฟังก์ชันต่าง ๆ และจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยใช้เส้นตรงและชาร์ปเพื่อความเรียบง่าย
สำหรับวัสดุที่ใช้จะเป็นไม้และปูนทำให้เรียบง่าย ไม่ตกแต่งเยอะ โดยใช้สีขาวและน้ำตาลอ่อนเพื่อให้บ้านดูกว้างมากขึ้น และการตกแต่งภายในบ้านสไตล์มินิมอลนั้นจะใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายง่าย จัดวางตามมุมและผนังต่าง ๆ ไม่ปิดทึบ เพราะทำความสะอาดง่าย เหมาะกับผู้ที่แพ้ฝุ่นง่าย
ส่วนข้อเสียของบ้านสไตล์นี้คือด้วยความที่บ้านสไตล์มินิมอลเป็นบ้านที่มีความคุมโทนทำให้การจัดวางสิ่งของต่าง ๆ ให้สวยงามต้องมีการคิดและพิจารณามากกว่าบ้านสไตล์อื่น ๆ มิเช่นนั้นก็อาจทำให้บ้านดูแปลกได้เลย
แบบบ้านสองชั้น สไตล์ไทยประยุกต์
แบบบ้านสองชั้นสไตล์ไทยประยุกต์เป็นบ้านที่มีการประยุกต์ใช้ศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประเทศไทยให้เข้ากับการออกแบบบ้านในยุคปัจจุบัน โดยใช้พื้นฐานของบ้านทรงไทยที่มีลักษณะเป็นหลังคาทรงปั้นหยาหรือทรงจั่ว มีหน้าต่างบานเกล็ดแทรกอยู่ในแบบบ้านสองชั้นนี้
ตัวแบบบ้านสองชั้นสไตล์ไทยประยุกต์มีการใช้วัสดุที่เป็นไม้จากบ้านทรงไทยในอดีต และใช้ปูนเป็นวัสดุหลักในการสร้างตัวบ้านหรือใช้อิฐแทนการใช้ไม้ ทำให้การออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้มีกลิ่นอายของความเป็นไทยแต่ดูทันสมัย
ในขณะเดียวกัน ข้อเสียของการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้คือด้วยวัสดุที่ทำจากไม้อาจทำให้เกิดการผุพังหรือโดนสัตว์แทะกินได้ จึงอาจจำเป็นที่จะต้องดูแลและสังเกตความผิดปกติเป็นประจำ
แบบบ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัย
สำหรับแบบบ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัยนั้น เป็นแบบบ้านสองชั้นที่มีการผสมผสานระหว่างบ้านสไตล์เก่าและใหม่อย่าง สไตล์คลาสสิกและโมเดิร์น ทำให้แบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้เป็นที่นิยมเพราะไม่เรียบง่ายหรือแปลกจนเกินไป มีการตกแต่งอย่างประณีต ให้ความรู้สึกถึงความอ่อนโยนนุ่มนวลมากกว่าการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์น
การออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์ร่วมสมัยมักจะใช้วัสดุที่เป็นสมัยเก่าและใหม่อย่างลงตัวโดยมีการใช้สีขาว ครีม น้ำตาล และเทาในการตกแต่งและออกแบบ ซึ่งมีส่วนโค้งและเว้ามากกว่าส่วนที่เป็นเส้นตรงเพื่อเพิ่มลูกเล่นให้ไม่เรียบจนเกินไป ส่วนตัวหลังคาของบ้านสไตล์นี้มักจะออกแบบเป็นหลังคาทรงปั้นหยา เพื่อสร้างบรรยากาศให้อบอุ่นและเป็นกันเอง
แต่ถ้าหากเลือกใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพมากพอก็อาจทำให้เกิดการผุพังหรือโดนสัตว์แทะกันได้เช่นเดียวกับบ้านสไตล์ไทยร่วมสมัย
แบบบ้านสองชั้น สไตล์เนเชอรัล
แบบบ้านสองชั้นที่เหมาะกับคนรักธรรมชาติ เพราะจุดเด่นของบ้านสไตล์นี้คือการออกแบบที่กลมกลืนเข้ากับธรรมชาติ และนิยมสร้างอยู่กลางธรรมติ ไม่ว่าจะเป็น ป่า ต้นไม้ หรือแม่น้ำ โดยมีการออกแบบที่เปิดโล่งรับกับบรรยากาศโดยรอบที่มีความอุดมสมบูรณ์ และรับแสงธรรมติที่ส่งเข้ามาภายในบ้าน
จากชื่อของแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ก็สามารถคาดเดาได้ถึงวัสดุในการออกแบบว่าใช้วัสดุจากธรรมชาติต่าง ๆ อย่างไม้หรือหินหรืออาจใช้วัสดุที่เลียนแบบธรรมชาติทำให้สีที่ใช้ก็เกิดจากธรรมชาติ มีการทำหลังคาที่เป็นเพิงหมาแหงนหรือผีเสื้อแบบเรียบง่าย และการออกแบบเช่นนี้เองที่ทำให้แบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้กลายเป็นบ้านที่กลมกลืนกับธรรมชาติในที่สุด
แบบบ้านสองชั้นสไตล์โคโลเนียล
บ้านสไตล์โคโลเนียลเป็นอีกหนึ่งแบบบ้านสองชั้นที่น่าสนใจ บ้านสไตล์นี้ได้รับการพัฒนามาจากบ้านแบบตะวันตกผสมผสานกับบ้านท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคม จนเกิดบ้านสไตล์นี้ ซึ่งคนไทยในอดีตมักจะเรียกว่า บ้านฝรั่ง นั่นเอง มีลักษณะเด่นที่ระเบียงที่กว้างและมีการตีผนังไม้ทับลงไปที่ปูนหรือคอนกรีต
วัสดุที่ใช้ในการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์โคโลเนียลมักจะเป็นอิฐหรือไม้ในการก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากบ้านสไตล์คลาสสิก แต่มีความหรูหราน้อยลงโดยใช้สีโทนสว่างอย่าง ขาว ครีม ชมพูอ่อน หรือฟ้าอ่อน ทำให้เกิดความรู้สึกที่อ่อนโยน หลังคาใช้รูปทรงที่กันแดดและฝนได้ดีอย่างทรงปั้นหยาและทรงมะนิลา
แบบบ้านสองชั้นสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์
แบบบ้านสองชั้นในชนบท หรือที่เรียกว่าบ้านสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์ มีลักษณะที่คล้ายกับโรงนา โดยเริ่มต้นขึ้นมาจากการเปลี่ยนโรงนาให้กลายเป็นที่พัก ทำให้ลักษณะภายนอกเป็นทรงสูงโดยส่วนมากแล้วจะมีขนาดชั้นครึ่งถึงสองชั้น เพื่อให้บ้านดูโล่งมากขึ้น ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง
แบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้มีการสร้างด้วยไม้เป็นวัสดุหลัก มีการใส่เหล็กและกระจกบานใหญ่เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาภายในบ้านส่วนมากจะไม่ใช้สีที่ฉูดฉาดมากนัก แต่การออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้จะใช้สีที่มาจากธรรมชาติแทนเพื่อให้ดูดิบมากขึ้น ตัวหลังคาเป็นทรงจั่วเพื่อเปิดเพดานให้สูงขึ้นทำให้อากาศถ่ายเทสะดวกและไม่ร้อนจนเกินไป
แบบบ้านสองชั้นสไตล์ตะวันออก
แบบบ้านสองชั้นที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและความโมเดิร์นเพื่อให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวัฒนธรรมต่าง ๆ แต่ยังมีความทันสมัย แบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะการออกแบบไปทางประเทศจีนหรือญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่มีอิทธิพลในแถบเอเชีย มีประตูและหน้าต่างบานเลื่อนเพื่อช่วยให้ดูโปร่งมากขึ้นเพราะบ้านในประเทศเหล่านี้จะไม่ค่อยมีพื้นที่มากนัก
ส่วนตัววัสดุที่ใช้ในการออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์ตะวันออกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ บ้านสไตล์ญี่ปุ่นจะใช้ไม้และสีโทนน้ำตาลหรือสีอ่อนให้ดูสะอาดเรียบร้อย ส่วนบ้านสไตล์จีนจะใช้อิฐแดงในการออกแบบและใช้โทนสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลประจำชาติ
แบบบ้านสองชั้นสไตล์คอจเทจ
แบบบ้านสองชั้นขนาดเล็กน่ารักอย่างบ้านสไตล์คอจเทจ มักเป็นบ้านที่ออกแบบเพื่อใช้ในการทำเป็นบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัด เพราะการออกแบบที่ทำให้ดูน่ารักอบอุ่นเข้ากับธรรมชาติได้ดี โดยส่วนมากอาจมีระเบียงยื่นออกมาเพื่อใช้พักผ่อนหรือมีพื้นที่ด้านหน้าบ้านแทนระเบียง และนิยมตกแต่งแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ด้วยดอกไม้ ต้นไม้ หรือรูปปั้นขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความน่ารัก
นักสถาปนิกส่วนมากนิยมออกแบบบ้านสองชั้นสไตล์นี้ด้วยวัสดุจากธรรมชาติอย่างหินอ่อนและไม้ และใช้โทนสีอ่อนเพื่อให้ดูสบายตาและอบอุ่น หลังคาของบ้านสไตล์นี้มักเป็นหลังคาทรงหน้าจั่วด้านกว้างที่มีความสูงไม่มาก หรือหลังคาทรงมะนิลาเพื่อรับลมธรรมชาติให้นั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
เป็นยังไงบ้างคะกับ 10 แบบบ้านสองชั้นสวย ๆ ที่เรานำมาฝากกัน และถ้าคุณอยากได้บ้านสวย ๆ พร้อมอยู่ไม่ต้องสร้างหรือออกแบบเองหลากหลายสไตล์ไหนที่ Kaidee Property อาจจะมีบ้านบ้านที่คุณถูกใจ อ่านจบแล้วอย่าลืมไปดูบ้านกันนะคะ
อ่านบทความ 8 ไอเดียเช่า ‘ตึกแถว’ สร้างร้านอาหารในฝัน
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกในการซื้อบ้านสักหลัง ถ้าไม่ใช่ทำเล ก็คือพื้นที่ใช้สอยและความคุ้มค่า แต่อีกสิ่งที่หลายคนมองข้ามนั่นก็คือ เรื่องของการมูเตลู ถึงตรงนี้อาจมีบางคนสงสัยว่า “มูเตลู” คืออะไร การมูเตลู เป็นการบูชาของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างพลังงานบวก ส่งเสริมชีวิตให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยแต่ละคนจะมีลักษณะของการมูที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันนี้เราจะนำเรื่องเหล่านี้มาประยุกต์เข้ากับการซื้อบ้าน ซึ่งมีข้อง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
รูปทรงบ้านไม่แหว่ง
เพราะบ้านที่มีลักษณะเว้าแหว่ง อาจทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่ทั่วถึง ขาดความสมดุล ดังนั้นบ้านที่หาจุดกึ่งกลางได้ดีจึงเป็นบ้านรูปทรงสี่เหลี่ยม เมื่อพลังงานหมุนเวียนได้เต็มที่ ก็จะทำให้เจ้าของหรือแม้แต่สมาชิกของบ้าน มีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข เงินทองไหลเข้าบ้านได้สะดวก
อย่าลืมดูทิศของตัวบ้าน
ตามหลักแล้ว ตัวบ้านควรหันไปทางทิศเหนือ นอกจากจะทำให้บ้านไม่ร้อนแล้ว ยังเป็นทิศของธาตุน้ำ ที่จะทำให้บ้านมีแต่ความสงบร่มเย็น แต่ถ้าต้องการรับทรัพย์ ตัวบ้านควรหันไปทางทิศใต้ เนื่องจากเป็นทิศของลม ทำให้มีลมพัดเข้าบ้านตลอดปี ซึ่งมีความเชื่อว่าลมจะพัดพลังงานดี ๆ เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เจ้าของบ้านมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
มีแสงสว่างเข้าถึงเพียงพอ
เพราะบ้านที่ดีจะต้องมีแสงสว่างตลอดเวลา ดังนั้นภายในบ้านควรมีแสงสว่างเข้าถึงในทุก ๆ พื้นที่ ซึ่งถ้ามุมไหนเป็นมุมอับ แสงเข้าไม่ถึง ให้ใช้แสงจากหลอดไฟทดแทน ทั้งนี้ก็เพื่อดึงพลังงานแห่งความมั่งคั่งเข้าบ้าน ทำให้บรรยากาศของบ้านดูสว่างไสวตลอดเวลา ไม่หม่นหมอง
ให้ความสำคัญกับการตกแต่งภายใน
การใช้โทนสีสว่าง จะช่วยกระตุ้นพลังงานและสร้างความอบอุ่น ยิ่งไปกว่านั้น การตกแต่งบ้านด้วยต้นไม้มงคล เช่น ต้นนางกวัก ที่ช่วยกวักเงิน โชคลาภเข้าบ้าน ต้นเสน่ห์จันทร์แดง ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู หรือแม้แต่จุดเล็ก ๆ อย่างการมีดอกไม้สดอยู่ในห้อง เพราะดอกไม้จะเป็นตัวช่วยดึงดูดความโชคดี มีพลังของการเยียวยา เพิ่มเสน่ห์ให้กับเจ้าของบ้านได้
ปลอดโปร่งและร่มรื่น
นอกจากต้นไม้จะให้ร่มเงาแล้ว ยังช่วยให้อากาศบริเวณบ้านสดชื่นอีกด้วย ซึ่งถ้าเปรียบตามหลักฮวงจุ้ย ต้นไม้เปรียบเสมือนความเจริญงอกงาม ยิ่งร่มรื่น จะยิ่งช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองดั่งเช่นต้นไม้ ไม่มีอับเฉา สุขภาพแข็งแรง
เพราะที่ Kaidee เราให้ความสำคัญกับทุก ๆ เรื่องของการอยู่อาศัย เราจึงมีที่พักทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทำเลยอดฮิตในราคาที่จับต้องได้ หรือแม้แต่รูปทรงบ้านได้มาตรฐานตามหลักฮวงจุ้ย บอกเลยว่า จะสายมูหรือสายไหนก็ได้บ้านในฝันอย่างแน่นอน