iPhone vs. Samsung แบรนด์ไหนใช่สำหรับคุณ?

iPhone vs. Samsung แบรนด์ไหนใช่สำหรับคุณ?

Founder

Slogan

Operating System

Model/Series

Voice Command

Multitasking

Document

Camera

Camera Mode

Ecosystem

ส่อง Honda HR-V 2021 โฉมใหม่ราคานี้น่าซื้อไหม

ส่อง Honda HR-V 2021 โฉมใหม่ราคานี้น่าซื้อไหม

Honda HR-V 2021 โฉมใหม่ Minor Change ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ในประเทศญี่ปุ่นในชื่อ Honda Vezel เมื่อต้นปีที่ผ่านมาและมีแผนที่จะผลิตในประเทศไทยในกลางปี และเปิดตัวในปลายปีนี้ ทำให้หลาย ๆ คนสนใจเป็นอย่างมาก แล้วการปรับโฉมครั้งนี้น่าซื้อหรือไม่ บทความนี้จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ทำไมเราจะต้องรอการเปลี่ยนโฉมทุกครั้งที่จะซื้อรถ

ในการซื้อรถหนึ่งครั้ง เรามักที่ต้องมองดูหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา ลักษณะการใช้งาน การรับประกัน การบำรุงรักษาและที่สำคัญคือเรื่องของ Option หรือส่วนเสริมที่ติดมากับรถ จริงอยู่ที่การ Minor Change อาจจะไม่ได้สร้างความว้าวเหมือนกับ Model Change แต่ในรถบางคันหนึ่ง Minor Change ประจำปีหรือสองปี อาจจะทำหลาย ๆ คนอุทานคำว่า “เสียดาย น่าจะรออีกสักหน่อย” 

ฮอนด้าเอชอาร์วี ก็เป็นหนึ่งในรถที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ ที่แม้ว่ารายละเอียดเชิงลึกอาจจะไม่ได้ออกมาเหมือนจัดเต็ม แต่เท่าที่ปล่อยออกมาในประเทศญี่ปุ่นตอนนี้ก็ทำยอดขายไปได้แบบถล่มทลาย แซงหน้ารถไปหลายคันในรุ่น แล้วทำไมคนญี่ปุ่นถึงกระหน่ำซื้อขนาดนี้ คงต้องดูที่สเปคและรูปโฉมของรถ

รูปโฉมของ HR-V 2021 

ภายนอก 

Honda HR-V 2021 คือรถ SUV ที่มีการปรับโฉมภายนอกให้มีความดุดันมากขึ้น โดยลดทรวดทรงโค้งมนและเน้นความแหลมคมมากขึ้น ลวดลายเส้นสายต่าง ๆ ถูกทำให้เด่นขึ้นชัดเจน ไฟ LED และไฟ Day Light ใหม่ผสมกับล้อแบบทูโทน ทำให้รถคันนี้มีความเป็นสปอร์ตมากกว่าที่เคย 

สำหรับด้านท้ายของทาง Honda HR-V 2021 จะเน้นรูปทรงที่เรียบง่าย แตกต่างกับด้านหน้าอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงกระนั้นก็เสริมด้วย Option ต่าง ๆ เช่น ไฟท้าย LED และกันชนที่ได้รับการดีไซน์ใหม่ ซึ่งในเรื่องนี้ผู้เขียนขอไม่ออกความเห็น เพราะความชอบนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลล้วน ๆ 

สิ่งที่โดดเด่นในการปรับโฉมครั้งนี้คือสีที่ทาง Honda นำมาใส่ไว้กับรถคันนี้มีให้เราเลือกมากถึง 11 สีเลยทีเดียว (ธรรมดา 6 ทูโทน 5)  เชื่อว่าใครหลายคนที่อยากได้รถสีอื่น ๆ นอกจากสีคลาสสิกที่เราเจอได้ทั่วไป ก็สามารถที่จะเลือกได้อย่างเต็มที่เลย

ภายใน 

ในส่วนของภายใน Honda HR-V 2021 เป็นดีไซน์แบบ Honda ขนานแท้ แต่ได้ปรับปรุงให้ดีดูยิ่งกว่าเดิม ทั้งการวางตัวของช่องแอร์แบบใหม่ที่เรียงเป็นแถวยาวด้านหน้า สามารถปรับได้ทั้งหน้าและหลัง หน้าจอทัชสกรีนรองรับ Apple Carplay, Android Auto และ Honda Connect นอกจากนี้ยังมีหลังคา Moon Roof ทำให้ห้องโดยสารไม่อึดอัด

เครื่องยนต์ของ HR-V 2021

เพื่อให้เข้ากับเทรนด์ของโลกในปี 2021 ที่กระแสของรถไฟฟ้ากำลังมาแทนเครื่องยนต์สันดาป ทำให้ Honda HR-V 2021 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid แบบ e: HEV อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทาง Honda โดยอ้างอิงจาก Car.Kapook เครื่องยนต์ของจะมีสองตัวเลือกได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 และเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม – ไอออนที่ให้กำลังสูงถึง 155 แรงม้า

โดยรถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่อีก 4 แบบคือ Nomal Mode , Sport Mode , Eco Mode และการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ 

ระบบความปลอดภัยของ HR-V 2021

Honda HR-V 2021 ยังคงใช้ระบบความปลอดภัยคล้าย ๆ กับรุ่นก่อนหน้า แต่ได้เพิ่มในส่วนของ 

  • Honda Sensing 
  • ระบบช่วยในการมองมุมอับสายตา 
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร 
  • Adaptive Cruise Control
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ

ราคาของ Honda HR-V 2021

เนื่องจากว่ารถรุ่นนี้ยังไม่ได้มีการเปิดตัวในประเทศไทย ทำให้เราจะต้องอ้างอิงจากประเทศที่วางจำหน่ายรถรุ่นนี้แล้วอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งราคาเป็นดังเช่นนี้

รุ่น e:HEV Play ราคา 3,298,900 เยน (ประมาณ 950,000 บาท)

รุ่น FF e:HEV Z ราคา 2,898,500 เยน (ประมาณ 830,000 บาท)

รุ่น 4WD e:HEV Z ราคา 3,118,500 เยน (ประมาณ 900,000 บาท)

รุ่น FF e:HEV X ราคา 2,658,700 เยน (ประมาณ760,000 บาท)

รุ่น 4WD e:HEV X ราคา 2,878,700 เยน (ประมาณ 830,000 บาท)

วางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อไร

หนึ่งในคำถามที่หลาย ๆ คนคงจะสงสัยกันไม่น้อย ณ เวลานี้ ที่ Honda HR-V 2021 ได้เปิดตัวในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สาวก Honda ที่อาศัยอยู่ในสยามเมืองยิ้มจะได้ซื้อเมื่อไหร่ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าในตอนนี้ทาง Honda ประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศนำเข้ารถรุ่นนี้อย่างเป็นทางการ

แต่จากการสืบค้นข้อมูลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2021 ที่ผ่านมา กูรูและนักเขียนเว็บไซต์เกี่ยวกับยานยนต์ ต่างคาดการณ์ไปในแนวทางเดียวกันว่า รถรุ่นนี้น่าจะประกาศเปิดตัวในกลางปีนี้ และเริ่มทำการวางจำหน่ายในปลายปี ดังนั้นใครที่มีแผนจะซื้อรถรุ่นนี้อยู่ เรายังมีเวลาเก็บเงินดาวน์อีกหลายเดือน

ซื้อรถรุ่นใหม่หรือหารุ่นที่เป็นมือสอง

คำถามต่อมาก็คลาสสิกและฮอตฮิตไม่แพ้กัน หากมาถามผู้เขียนที่กำลังนำเสนอรถรุ่นนี้ให้ท่านผู้อ่านอยู่ ก็จะตอบอย่างไม่เกรงใจว่า “ซื้อมือหนึ่งถ้าเงินคุณถึง และซื้อมือสองถ้าคุณมองว่าออปชันที่แถมมามันไม่โดนใจเท่าไร”

ทำไมต้องตอบแบบนี้ก็ต้องเรียนตามตรงว่า Honda HR-V 2021 เป็นรถที่น่าซื้อมาก อีกทั้งหลาย ๆ คนที่ซื้อรถมาหลายครั้งย่อมรู้ว่าหากรถคันไหนติดแบรนด์ Honda ราคาขายตกน้อยกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในบ้านเรา ในส่วนของ Option รถรุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่าใช้ได้ยาว ๆ เหมาะกับการเป็นรถครอบครัวมากกว่า CR-V ที่จะเน้นไปในเรื่องของการรูปทรงที่ดูสปอร์ตกว่า 

ในส่วนของราคามือสองอ้างอิงจากทาง Kaidee Auto ก็พบราคาของรุ่นปี 2018 แทบจะไม่ได้ต่างจากมือหนึ่งเท่าไรนัก เพราะราคาที่สภาพดี ๆ จะเริ่มต้นที่ 850,000 บาท ส่วนรุ่นปี 2017 ก็จะเริ่มต้นประมาณ 750,000 บาท และหากเราดูย้อนปีกลับไปเรื่อย ๆ จะพบว่าราคาเฉลี่ยจะลดลงปีละประมาณ 100,000 บาท ดังนั้นซื้อมือหนึ่งดีกว่า ใช้งานได้นาน ขายต่อก็คุ้ม

สรุป 

Honda HR-V 2021 เป็นหนึ่งในรถ Minor Change ที่น่าสนใจมาก ๆ จากทาง Honda มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid เทคโนโลยีความปลอดภัยแบบจัดเต็มและสีที่ให้เราเลือกปรับแต่ได้อย่างหลากหลาย สิ่งที่น่าเสียดายมีเพียงอย่างเดียวคือ “รถคันนี้ยังไม่ได้วางขายในประเทศไทยตอนนี้”

อ้างอิง

Car kapook. (2021) Honda HR-V 2021 เปิดตัวแล้ว ดีไซน์ใหม่ใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์ไฮบริด e:HEV. สืบค้นวันที่ 5 พฤษภาคม 2021. จาก https://car.kapook.com/view236500.html

ホンダジャパン. (2021) Honda Vezel. สืบค้นวันที่ 5 พฤษภาคม 2021. https://www.honda.co.jp/VEZEL/webcatalog/type/type/

ไทยรัฐออนไลน์. (2021) มาแล้วค่ะ หวานปานน้ำตาลหยด! HONDA NEW HR-V. สืบค้นวันที่ 5 พฤษภาคม 2021. จาก https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2036756

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด. (2021) Honda HR-V life crossover สืบค้นวันที่  7 พฤษภาคม 2021, จาก https://bit.ly/2QsYtqB
ณัฐพล เดชสิงห์. (2021)  HONDA เตรียมเปิดตัว NEW HR-V 2021 ในไทย สิงหาคม นี้ สืบค้นวันที่  7 พฤษภาคม 2021, จาก https://bit.ly/3oViVwZ

ลดขยะอาหารกันเถอะ! ชวนดู 8 วิธีถนอมอาหารของชาติต่าง ๆ

ลดขยะอาหารกันเถอะ! ชวนดู 8 วิธีถนอมอาหารของชาติต่าง ๆ

ปัญหาขยะอาหารหรือ Food waste ที่เราเคยเล่าไปอย่างเข้มข้นในบทความ “Food Waste เปลี่ยน “ขยะอาหาร” ให้เป็นประโยชน์” จะพบข้อมูลว่า เราๆ ทั้งหลายมีส่วนร่วมในการ “กินทิ้งกินขว้าง” เหลืออาหารทิ้งไปกว่า 1,000 ล้านตัน/ปี หรือ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตในโลก

แน่นอนว่า ทรัพยากรทุกอย่างบนโลก เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ย่อมมีวันหมด ซึ่งหนึ่งในทางออกของวิกฤติขยะอาหาร ก็คือการนำอาหารเหลือทั้งหลายไปแปรรูป หรือทำให้อาหารมีอายุการกินที่ยาวนานขึ้น โดยบทความนี้เรารวบรวม “การถนอมอาหาร” ของแต่ละชนชาติมาฝากกันไว้ นอกจากจะได้ประโยชน์ไปทำตามกันได้แล้ว อย่าลืมว่า

“อาหารแต่ละอย่างบอกเล่าได้ถึงเรื่องราว ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมในชาตินั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
หากเรามองลงไปให้ลึกเกินความอร่อย ทุกๆ เมนูมีอะไรมากมายซ่อนอยู่ในนั้น
สำหรับเราแล้วอาหารคืองานศิลปะชั้นดี ที่ผ่านการรังสรรค์และคิดวิเคราะห์มาอย่างดี”

รับรองว่าทั้ง 8 วิธีการการถนอมอาหารของแต่ละชาติ จะเห็นถึงความมหัศจรรย์ของที่มาที่ไปแน่นอน

1. กิมจิ Kimchi – การถนอมอาหารเกาหลี

กิมจิ Kimchi

“เครื่องเคียงสุดอร่อย โดดเด่นด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์อันชัดเจน
ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เกาหลีใต้โด่งดังไปทั่วโลก”

“กิมจิ” กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 7 ด้วยช่วงนั้นอากาศหนาวจัด เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ชาวบ้านจึงคิดวิธีการถนอมอาหารขึ้นมา ด้วยการเอาผักมาหมักกับเกลือแล้วใส่ในไหฝังลงดิน เพื่อยืดอายุอาหารให้กินได้นานๆ

ต่อมาภายหลังการถนอมอาหารแบบกิมจิได้รับความนิยมมากขึ้น เป็นเครื่องเคียงที่ทานกับอาหารทุกๆ มื้อ ทั้งยังมีงานวิจัยว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด

2. ซูชิ Sushi – การถนอมอาหารญี่ปุ่น

ซูชิ Sushi

สารภาพตามตรงว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่า เมนู “ซูชิ” สุดโปรดของเรา จะเป็นหนึ่งในการถนอมอาหารของชาวดินแดนอาทิตย์อุทัย หลายร้อยปีก่อน เมนูถนอมอาหารนี้เริ่มจากการรวมกันของข้าวผสมน้ำส้มสายชู อัดเป็นก้อนเล็กๆ โปะด้วยเนื้อปลาด้านบน

ข้อดีของการผสมน้ำส้มสายชูลงไปในข้าวนั้น ช่วยให้ข้าวเรียงตัวเป็นเม็ดขาวสวย นุ่ม ลดกลิ่นคาวของปลาได้ดี ทั้งยังช่วยถนอมอาหาร เพิ่มอายุให้ซูชิได้นานขึ้น โดยช่วงแรกเป็นการกินคู่กันระหว่างปลากับข้าว ก่อนที่ช่วงหลังจะพัฒนาท็อปปิงด้านบน ให้หลากหลายมากขึ้นมีทั้งอาหารทะเล ไข่ เห็ด เนื้อ ฯลฯ ส่วนใหญ่มักเป็นของคาว

3. ไข่เยี่ยวม้า Century Egg – การถนอมอาหารจีน

ไข่เยี่ยวม้า Century Egg

สมัยโบราณกาลประมาณ 600 ปีก่อน ณ มณฑลหูหนาน (Hunan) ว่ากันว่ามีชาวจีนรายหนึ่งพบไข่เป็ดในบ่อปูนขาวระหว่างการสร้างบ้าน ซึ่งทันทีที่เขาชิมก็พบว่า ไข่นี้รสชาติดีมีเอกลักษณ์ น่าจะไปต่อยอดทำอาหารได้หลากหลายเมนู

ชาวบ้านจึงเริ่มนำไข่เป็ด ไข่ไก่ และไข่นกกระทา มาผสมกับปูนขาว เกลือ โซเดียม ขี้เถ้า ฯลฯ หมักทิ้งไว้หนึ่งเดือนแล้วนำออกขาย จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญานี้ ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้นแล้ว การบ่มพร้อมส่วนผสมเหล่านั้นยังทำให้ไข่แดงสุกอีกด้วย

จากเรื่องราวทั้งหมดสรุปได้ว่า
“ไข่เยี่ยวม้าไม่ได้เกี่ยวกับม้าแต่อย่างใด”

4. เครื่องเทศ Spices – การถนอมอาหารอินเดีย

เครื่องเทศ Spices

หากเอ่ยถึง “วัฒนธรรมอาหารอินเดีย” ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก เชื่อว่าหลายคนตอบได้ทันทีทันใดว่าคือ “เครื่องเทศ” ความที่ใช้ปรุงอาหารแล้วให้รสสัมผัสชัดเจน ทั้งสีสัน รสชาติ และกลิ่นหอมรัญจวนใจ เป็นตัวชูรสสำคัญของอาหารอินเดีย ถึงขนาดมีใครบางคนกล่าวไว้ว่า

“โภชนาการทางอาหารไม่มี ได้แต่ความอร่อยล้วนๆ”

เครื่องเทศอยู่คู่กับอาหารและวงการหมอสมุนไพรอินเดียมากว่าพันปี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยอียิปต์โบราณ นอกจากให้รสชาติที่ยอดเยี่ยมแล้ว เครื่องเทศยังช่วยยืดอายุและถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้น ทั้งยังเพิ่มคุณค่าของอาหารไปอีกหลายเท่าตัว เนื่องจากคนอินเดียเชื่อว่า “อาหารที่ปรุงจากเครื่องเทศ อาหารเป็นของขวัญจากพระเจ้า”

5. กะปิ Shrimp Paste
การถนอมอาหารสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กะปิ Shrimp Paste

เพลิดเพลินกับการถนอมอาหารชาติอื่นๆ มาประมาณหนึ่ง ขอวกกลับเข้ามาในภูมิประเทศแถบลุ่มน้ำโขงที่เราคุ้นเคยกันสักหน่อย

อย่างที่บอกไปว่า อาหารคือตัวสะท้อนพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของผู้คน ความที่เราอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ ภูมิปัญญาการถนอมอาหารต่างๆ จึงหนีไม่พ้นการจับกุ้งจับปลามาหมักเกลือแล้วใส่ไห เพื่อเก็บไว้กินในช่วงหน้าแล้ง (บ้างก็ว่าคนสมัยก่อนจับกุ้งและปลาได้มากแล้วไม่อยากทิ้ง จึงหาวิธีให้ไม่เน่าเสีย)

“กะปิ” คือการเอาเคยหรือกุ้งมาหมักกับเกลือ รวมถึงใส่ส่วนผสมปรุงรสต่างๆ ตามแต่ชอบใจ ในอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้วหมักทิ้งไว้ยาวๆ ราว 3-5 เดือน ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีรสชาติแตกต่างกันไป ทุกวันนี้กะปิกลายเป็นหนึ่งในชูรสธรรมชาติสไตล์ชาวอาเซียน โดยแต่ละประเทศมีชื่อเรียกต่างกันไป

  • อินโดนีเซีย – แทรสซีหรือเทราซี (Terasi)
  • ฟิลิปปินส์ – บากุง อะลามัง (Bagoong Alamang)
  • พม่า – กะปี๊ (Ngapi)
  • มาเลเซีย – เบลาชัน / บลาชัง (Belacan)

6. ปลาร้า Pickled Fish
การถนอมอาหารสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปลาร้า Pickled Fish

เล่าเรื่องกะปิของคนอาเซียนไปแล้ว จะไม่พูดถึงคู่หูชูรสอย่าง “ปลาร้า” ก็ดูจะไม่เท่าเทียม

แรกเริ่มเดิมที การถนอมอาหารสไตล์ปลาร้า มีจุดเริ่มต้นในมอญและเขมร ก่อนจะแพร่หลายไปยังเมืองรอบๆ เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าประเทศไหนที่นิยมกินปลาร้า แสดงว่าได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากมอญและเขมรเป็นอย่างดี อย่างไทยเรามีอ้างอิงถึงการทำปลาร้า ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ – โอชาอาเซียน โดยนันทนา ปรมานุศิษฏ์)

ทุกวันนี้ปลาร้าถูกพัฒนาต่อยอดไปมากมาย เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาการถนอมอาหาร ที่สร้างชื่อของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากจะเป็นซอสปรุงรสชั้นดีในการทำอาหาร ยังผูกพันข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตผู้คนมายาวนาน สังเกตได้จากคนไทยสมัยก่อน ชาวนาทุกครอบครัวต้องมีไหหมักปลาร้า ถึงขนาดมีวรรณกรรม “ลำบุษบา” เล่าถึงตัวละครในเรื่องว่าทำปลาร้ากินเอง

7. ชีส Cheese – การถนอมอาหารสไตล์ตะวันตก

ชีส Cheese

ท่องวัฒนธรรมอาหารของเอเชียกันไปเยอะแล้ว เดี๋ยวจะเบื่อกัน เราขอลัดฟ้า พาไปดู “การถนอมอาหาร” สไตล์ตะวันตก ที่คนไทยอย่างเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี และเชื่อว่าหลายคนเอ็นจอยกับเจ้าเมนูโปรดแสนอร่อยชื่อดังอย่าง “ชีส” แน่นอน

ชีสคือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมวัวและแพะ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการแยกโปรตีน โดยใช้เอนไซม์เรนนิน (Rennin) ทำปฏิกิริยาให้โปรตีนนมลอยจับตัวเป็นก้อน แล้วนำก้อนชีสเคิร์ด (Curd) ที่จับตัวกันมาผสมเชื้อรา แบคทีเรียหรือสารอื่นๆ จากนั้นเติมรสชาติ แต่งกลิ่น ก่อนจะหมักทิ้งไว้ราวๆ 2 ปี ก็จะได้เป็นชีสอร่อยๆ แล้วค่ะ

ภายใต้การถนอมอาหารและความอร่อยของชีส มีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนอยู่เช่นกัน อย่างที่มาที่ไปเท่าที่อ่านมา ยังไม่มีเจ้าไหนฟันธงอย่างแน่ชัด ว่าใครเป็นคนคิดค้น มีแต่การอ้างถึงขั้นตอนการทำในเทพนิยายกรีกโบราณ สมัย 8,000-10,000 ปีที่แล้ว ส่วนหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันนั้น พบบนภาพจิตรกรรมฝาผนังในสุสานของอียิปต์ ที่มีอายุย้อนหลังไปกว่า 4,000 ปี

เอาว่าใครที่คิดค้นการถนอมอาหารแบบนี้ขึ้นมา หรือเจอโดยบังเอิญ ก็ต้องขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

8. เบคอน Bacon – การถนอมอาหารสไตล์ตะวันตก

เบคอน Bacon

ปิดท้ายกับเบคอน อาหารอ้วนแสนอร่อยของหลายๆ คน นี่เป็นหนึ่งในเมนูถนอมอาหารสไตล์ชาวตะวันตก ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

ถึงแม้เจ้าหมูจะถูกเลี้ยงขึ้นเป็นครั้งแรกในจีนในช่วง 4,900 ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนทางยุโรปเองเอาหมูเข้ามาเลี้ยงในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช เรียกว่าช้ากว่ากันหลายพันปี ทว่ากลับกลายเป็นว่า ชาวโรมันและชาวกรีกค้นพบกรรมวิธีการถนอมอาหาร “เบคอน” ขึ้นเป็นครั้งแรก ทั้งยังพัฒนาพันธุ์หมูที่เหมาะกับการทำเบคอนได้ดีเยี่ยม

ด้วยการนำหมูสามชั้นส่วนท้องมาแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง ทิ้งไว้หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ซึ่งคุณสมบัติอันเด่นชัดของเกลือ คือช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้เบคอนทำหน้าที่ให้ความอร่อยกับเราไปอีกหลายเดือน อย่างไรก็ดี บริโภพอประมาณ ระวังเรื่องโซเดียมด้วยนะคะ

ช้อปปิ้งสินค้าที่ผ่านการถนอมอาหารอร่อยๆ ได้ที่ kaidee

วัฒนธรรมการถนอมอาหารของแต่ละชาติ สะท้อนถึงรากเหง้าและภูมิปัญญาของแต่ละที่ได้เป็นอย่างดี

แต่ละเมนูอาหารเราบอกเล่าทั้งความรู้ วัฒนธรรมและกรรมวิธีต่างๆ ไปแล้ว ใครถนัดรังสรรค์อาหารเองก็จัดไปค่ะ ส่วนใครไม่ช่ำชองทางนี้ ขี้เกียจหน่อยๆ เข้าไปเพลิดเพลินกับอาหารนานาชนิดต่อได้ที่ kaidee แหล่งรวมสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่มีตลาดสดขนาดใหญ่ให้เราได้เลือกช้อปปิ้งอาหารสดๆ จากแหล่งผลิตตัวจริงเสียงจริง แบบไม่ผ่านนายหน้า

How to: เลือกพรมปูพื้นยังไงให้บ้านคุณสวยขึ้น!

How to: เลือกพรมปูพื้นยังไงให้บ้านคุณสวยขึ้น!

จะแต่งบ้านทั้งที เรื่องที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพรม เพราะจะปล่อยพื้นบ้านไว้โล่ง ๆ ก็เหมือนขาดอะไรไป แต่พอจะเลือกซื้อพรมปูพื้นก็ดันไม่รู้จะเลือกแบบไหน วันนี้ Kaidee จะพาคุณไปทำความรู้จักวิธีเลือกพรมปูพื้น และชนิดของพรมปูพื้นตามลักษณะวัสดุ รับรองว่าละเอียดยิบ ได้ความรู้แบบครบเครื่องแน่นอน 

How to: เลือกพรมปูพื้น

การเลือกพรมปูพื้น ก่อนอื่นต้องดูจากลักษณะการใช้งาน ซึ่งจะมี 2 แบบหลัก ๆ คือ การเลือกพรมปูพื้นตามสถานที่ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีการเลือกพรมปูพื้นจากวัสดุที่ใช้อีกด้วย

1.เลือกพรมปูพื้นตามสถานที่ 

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนั่งเล่น

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนั่งเล่น
ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
  1. เลือกขนาดพรมให้พอดีกับขนาดของชุดโซฟา
  2. หากไม่สามารถหาพรมปูพื้นที่ขนาดพอดีได้ ก็ควรเลือกพรมที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่ของชุดโซฟานั้น ๆ 
  3. หากชุดโซฟาเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม ไม่ควรใช้พรมปูพื้นที่มีรูปร่างโค้งมน
  4. ควรใช้พรมปูพื้นแบบขนสั้นในห้องนั่งเล่นเพราะเป็นพื้นที่ที่สมาชิกในบ้านใช้งานบ่อย

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับบริเวณทานอาหาร

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับบริเวณทานอาหาร
ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
  1. ต้องเลือกพรมปูพื้นที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่เมื่อสมาชิกในบ้านใช้งานโต๊ะรับประทานอาหาร พูดอีกอย่างคือ เก้าอี้ไม่ควรเลยพรมปูพื้นออกมา
  2. สามารถใช้พรมปูพื้นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ 
  3. ควรเป็นพรมปูพื้นแบบขนสั้นเหมือนในห้องนั่งเล่นเพราะมีการใช้งานบ่อย

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนอน

ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนอน
ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
  1. เลือกพรมปูพื้นแบบขนยาวหรือขนฟูเพราะห้องนอนเป็นสถานที่ที่เราควรได้รับความผ่อนคลาย
  2. ให้เลือกพรมปูพื้นที่มีขนาดเลยขอบเตียงออกมา เพื่อที่ว่าเท้าของเราจะได้สัมผัสพรมปูพื้นตอนก่อนนอนและหลังตื่นนอน

2.เลือกพรมปูพื้นจากวัสดุ

นอกจากจะเลือกพรมปูพื้นตามสถานที่ใช้งานแล้ว ยังต้องเลือกตามวัสดุที่ใช้อีกด้วย เราจะได้มั่นใจว่าพรมปูพื้นที่เลือกมานั้นถูกใจ 100%

ไขข้อข้องใจ พรมปูพื้นมีกี่แบบ

หากมองเผิน ๆ พรมปูพื้นอาจจะดูเหมือน ๆ กันหมด แต่หากแยกตามชนิดของวัสดุนั้น มีถึง 8 แบบ และหากแยกตามวัตถุประสงค์และวิธีการทอ ก็จะสามารถแบ่งได้อีกถึง 8 แบบเช่นกัน

ชนิดวัสดุของพรมปูพื้น

1. พรมปูพื้นแบบไนลอน 

ข้อดี

-ทนทานมากที่สุดเมื่อเทียบกับพรมปูพื้นที่ทำจากวัสดุอื่น ๆ

-กันน้ำ กันรอย

-ทำความสะอาดง่าย

-มีอายุการใช้งาน 12- 15 ปี

ข้อเสีย

-ราคาสูงกว่าพรมปูพื้นที่ทำจากโพลีเอสเตอร์และโพลีโพรไพลีน

-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน

2. พรมปูพื้นแบบโพลีโพรไพลีน 

ข้อดี

-ป้องกันการเกิดครบสกปรกได้ดีที่สุด

-กันเชื้อรา

-เหมาะกับพื้นที่ที่มีการใช้งานเยอะเป็นพิเศษ

-ราคาถูกกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์ และไนลอน

ข้อเสีย

-ป้องกันน้ำได้น้อยกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากโพลีเอสเตอร์

3. พรมปูพื้นแบบโพลีเอสเตอร์ 

ข้อดี

-นุ่มสบายกว่าพรมปูพื้นชนิดอื่น

-กันน้ำ

ข้อเสีย

-ทำความสะอาดยาก

-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน

-ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีการใช้งานบ่อย ๆ 

4. พรมปูพื้นแบบโพลีเอทิลีน 

ข้อดี

-ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล

-สี และ Texture หลากหลายกว่าพรมปูพื้นชนิดอื่น

-ไม่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้

-ราคาไม่แพง

ข้อเสีย

-ไม่นุ่มสบายเพราะทำมาจากพลาสติก

5. พรมปูพื้นแบบขนสัตว์ 

ข้อดี

-ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ

-ให้ความรู้สึกนุ่มฟูมากที่สุด

-ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน

ข้อเสีย

-ทำความสะอาดยาก

-ราคาแพง

-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน

-กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้

-อาจจะมีแมลงต่าง ๆ มาอาศัยอยู่ในพรม เพราะทำมาจากขนสัตว์

6. พรมปูพื้นแบบอะคริลิก 

ข้อดี

-ให้ความรู้สึกนุ่มแบบพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์

-ราคาถูกกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์

-ไม่มีไฟฟ้าสถิตย์

-กันความชื้น

ข้อเสีย

-ไม่ทนทาน

-ไม่ควรวางไว้ในพื้นที่ที่ใช้งานบ่อย ๆ 

7.พรมปูพื้นแบบทริเอกซ์ต้า 

ข้อดี

-เส้นใยแข็งแรงทนทานกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากโพลีเอสเตอร์

-ยืดหยุ่น

-กันน้ำกันคราบสกปรก

ข้อเสีย

-ไม่นุ่มเท่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์

8.พรมปูพื้นแบบเส้นใยธรรมชาติ 

ข้อดี

-แพทเทิร์นสวยงาน

-ทำจากวัสดุออร์แกนิค เช่น ป่าน ปอ ใยมะพร้าว

ข้อเสีย

-ไม่นุ่มเหมือนพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์หรือเส้นใยสังเคราะห์

ประเภทของพรมปูพื้น

1.พรมปูพื้นแบบดักฝุ่น

พรมปูพื้นแบบดักฝุ่น
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.kcandclean.com/

-ทำจาก PVC 

-สามารถดักฝุ่นและดินที่ติดรองเท้ามาก่อนเข้าตัวตึก

-มักมีแผ่นยางรองด้านล่างแถมมาให้เพื่อกันลื่นและกักเก็บเศษดิน

-สั่งทำพิเศษได้

-ใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาด

2.พรมปูพื้นแบบอัดเรียบ

พรมปูพื้นแบบอัดเรียบ
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.ptt-china.com/

-ทำจากการอัดเส้นใยสังเคราะห์ให้เป็นแผ่น จึงมีเพียงสีเดียวใน 1 ผืน

-ทำจากโพลิโพรพิลีน มีลักษณะขนที่สั้นและเป็นฝอย

-นิยมใช้ในห้องซ้อมดนตรีและห้องอัดเสียง เนื่องจากมีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดี

-มีอายุการใช้งาน 2-5 ปี และติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง

3.พรมปูพื้นแบบอัดลูกฟูก

พรมปูพื้นแบบอัดลูกฟูก
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.xn--l3ctjh5cya.com

-ลักษณะพรมเป็นแบบห่วงลอนลูกฟูก

-มักทำจากโพลิโพรพิลีนและโพลิเอสเตอร์ 

-ส่วนมากเป็นสีเดียวใน 1 ผืน และนิยมขายเป็นม้วน

-นิยมใช้ในห้องซ้อมดนตรีและห้องอัดเสียง เช่นเดียวกันกับพรมปูพื้นแบบอัดเรียบ

4.พรมปูพื้นแบบแผ่น

-ติดตั้งง่ายจึงได้รับความนิยมสูง

-นิยมใช้ในสำนักงาน เพราะสามารถเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่ชำรุดได้

-ทนทานไม่ฉีกขาดง่าย

-มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี และทำความสะอาดง่าย

5.พรมปูพื้นแบบทอมือ

พรมปูพื้นแบบทอมือ
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.vintagecarpets.com/

-มีราคาแพงเนื่องจากใช้ฝีมือและระยะเวลาในการทอ

-มีอายุการใช้งานประมาณ 2-5 ปี และมีความละเอียดมากกว่าพรมปูพื้นแบบอื่น ๆ 

-หากที่ฉลากระบุตัวอักษร ‘H’ หมายความว่าเป็น พรมปูพื้นทอมือที่ทำมาจากขนสัตว์

-หากที่ฉลากระบุตัวอักษร ‘SH’ หมายความว่าเป็น พรมปูพื้นทอมือที่ทำมาจากอะครีลิก

6.พรมปูพื้นแบบทอเครื่อง

พรมปูพื้นแบบทอเครื่อง
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.sourcebynet.com/

-มักเป็นลายแบบสลับสีเพราะทอโดยใช้เครื่องจักร

-ใช้เวลาทอไม่นานและเนื้อสัมผัสเรียบเนียนไม่เห็นรอยต่อ

-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ 

7.พรมทอวูเว่นวิลตัน (Woven Wilton)

พรมทอวูเว่นวิลตัน
ขอขอบคุณภาพจาก https://wiltoncarpets.com/

-ไม่เห็นรอยต่อ

-มีการเล่นลวดลายมากขึ้น 

-ลายที่ใช้จะเป็นลายที่มีสีไม่เกิน 5 สี และมักเป็นลายเรขาคณิต

-นิยมใช้ในโรงแรมเนื่องจากช่วยเพิ่มความหรูหราให้สถานที่

-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ

8.พรมปูพื้นแบบเอ็กซ์มินเสตอร์  (Axminster)

พรมปูพื้นแบบเอ็กซ์มินเสตอร์
ขอขอบคุณภาพจาก carpetshow.en.aliba.com

-เป็นพรมปูพื้นที่สามารถเล่นสีและดีไซน์ได้มากที่สุด

-สีที่ใช้ในพรมปูพื้นชนิดนี้มีมากถึง 11 สี

-นิยมใช้ในห้องจัดเลี้ยงและทางเดินของโรมแรมเนื่องจากช่วยเพิ่มมิติ

-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ

สรุปท้ายบทความสารพัดเรื่องน่ารู้ของพรมปูพื้น

อ่านมาจนถึงตรงนี้ Kaidee หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะมีแบบของพรมปูพื้นอยู่ในใจกันแล้ว เพราะว่ารายละเอียดเรียกได้ว่าเราจัดเต็มให้จริง ๆ หากใครอยากลองหาซื้อพรมปูพื้นลองกดมาดูได้ที่ Kaidee นะคะ

เคล็ด (ไม่) ลับ ขายที่ดิน ราคาถูกให้มีกำไร

เคล็ด (ไม่) ลับ ขายที่ดิน ราคาถูกให้มีกำไร

ถ้าหากจะพูดถึงการลงทุนสักหนึ่งอย่าง ที่ดิน ถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีความน่าลงทุนไม่แพ้กับการเปิดร้านซื้อขายของต่าง ๆ บ้าน คอนโดมิเนียม หรือสินค้าอื่น ๆ แต่หลายคนคงคิดว่าการ ขายที่ดิน ราคาแพงก็มีโอกาสที่ที่ดินผืนนั้นจะถูกขายน้อย และในทางกลับกันการลงขายที่ราคาถูกก็คงไม่คุ้มค่ากับราคาที่ซื้อมา

แต่จริง ๆ แล้วรู้ไหมว่า การขายที่ดินราคาถูกให้ได้กำไรไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากมาย เพียงแค่คุณทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ !

เคล็ดลับการ ขายที่ดิน ให้ได้กำไร

ศึกษาที่ดินให้ดี

การศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงมือซื้อขายที่ดิน ถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราได้รู้ถึงข้อดีข้อเสียของที่ดินนั้น ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

ศักยภาพของทำเลหรือที่ดิน ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เพราะในปัจจุบันทำเลที่ตั้งก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าของที่ดินนั้น เช่น ย่านศูนย์กลางธุรกิจอย่างอโศก รามอินทรา พระราม 9 หรือใจกลางย่านสยาม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้กำไรจากธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากการศึกษาจากทำเลแล้ว เรายังศึกษาศักยภาพของที่ดินได้จาก ‘ผังเมือง’ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะมองว่า ที่ดินนั้นเหมาะกับการธุรกิจอะไร การใช้ประโยชน์ของที่ดินมีมากน้อยแค่ไหน มีแนวโน้มการเติบโตหรือไม่ และสามารถสร้างตึกได้สูงเท่าไร เพราะในพื้นที่ที่สามารถสร้างตึกสูงได้ก็จะมีราคาที่มากกว่าพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างได้นั่นเอง

ลักษณะ รูปร่าง และตำแหน่งที่ดิน ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กับศักยภาพที่ดิน ซึ่งแน่นอนว่าที่ดินที่มีสภาพดี สวยงามน่ามอง และเข้าออกง่ายก็จะมีราคาที่ดีกว่า รวมถึงรูปร่างของที่ดินที่มีหน้ากว้างมากกว่าก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เยอะกว่าและมีราคาสูงกว่าที่ดินหน้าแคบที่มีขนาดเท่ากัน เช่นเดียวกับขนาดของที่ดินที่มีขนาดใหญ่กว่าก็อาจจะมีราคาที่ถูกกว่าที่ดินขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยก็เป็นได้

ประเมินที่ดินก่อนซื้อหรือขายที่ดิน

การประเมินราคาที่ดิน หรือการตีราคาของที่ดินแต่ละแปลงตามศักยภาพและความเจริญของทำเล ซึ่งปกติแล้วก็จะมีราคาเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยรู้ไหมว่าเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากการประเมินที่ดินเพื่อใช้ในการซื้อขายที่ดินได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายที่ดิน คำนวณราคาค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมการซื้อขายที่ดิน และใช้ในการต่อรองหรือเจรจาการซื้อขายที่ดินให้ได้กำไรสูงสุด 

ซึ่งราคาประเมินที่ดินสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดิน ราคาประเมินที่ดินของภาคเอกชน และราคาตลาด ให้เราได้เลือกใช้กัน

ซื้อที่ดินในราคาต่ำกว่าประเมิน

แน่นอนว่าการซื้อสิ่งของราคาถูกจะทำให้เราได้กำไรเยอะเมื่อต้องการขายต่อ ที่ดินก็เช่นกันถ้าหากเรามีการประเมินที่ดินแล้วทำการซื้อให้ได้ต่ำกว่าราคาที่ถูกประเมินออกมา ในอนาคตเราก็มีโอกาสที่จะได้กำไรเยอะขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัวเลยล่ะ

ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการซื้อที่ดินด้วยเงินสดที่จะช่วยเราสามารถร่นระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ให้น้อยลง หรือการเก็บที่ดินเหล่านั้นให้ทำเลแถบนั้นมีการพัฒนาจนราคาสูงขึ้นสักหน่อยก็ไม่เสียหาย

ปรับปรุงภูมิทัศน์

สินค้าดีไซน์สวยเหมาะกับการใช้งานก็ทำให้สามารถเพิ่มราคาให้สูงขึ้นได้ดั่งกับการที่เรามีที่ดินสวยน่าใช้ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการที่เราปรับภูมิทัศน์ก่อนการ ขายที่ดิน ผืนนั้น ๆ ก็จะทำให้ที่ดินของเรามีความสวยงามอย่างการถมที่ดินหรือการปลูกต้นไม้ เพื่อทำให้ผู้ซื้อสามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนั้นได้อย่างไร และตัดสินใจซื้อที่ดินได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขายที่ดิน ปรับปรุง
ขอบคุณรูปจาก: sentavio

ขายให้ตรงกลุ่มและมีโปรโมชัน

กลยุทธ์ง่าย ๆ ของการทำธุรกิจก็คงจะหนีไม่พ้น ‘การตั้งกลุ่มเป้าหมาย’ ของสินค้านั้นให้เรารู้ว่าจะมีกระบวนการทำธุรกิจอย่างไร ต้องตั้งราคาเท่าไรถึงจะเหมาะสม และที่สำคัญถ้าหากว่าเราขายที่ดินให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินแปลงนั้นจริง ๆ เราอาจจะได้ราคาที่ดินที่เราพอใจเลยก็ได้

และหลังจากเราหากลุ่มเป้าหมายได้แล้ว สิ่งที่เราควรทำต่อไปคือ การหาโปรโมชันการขายที่ดินหรือตั้งเงื่อนไขที่น่าสนใจให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้น เพื่อที่จะทำให้เขารู้สึกว่า พวกเขาได้รับอะไรบางอย่างตอบแทน เข่นการจ่ายเป็นงวด ๆ ไป ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายในครั้งเดียว หรือการอยู่ก่อนจ่าย

และในการเจรจาการซื้อขายที่ดินนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีวาทศิลป์ในการพูดคุยและต่อรองราคาให้ผู้ซื้อรู้สึกถึงความสบายและยืดหยุ่นได้ด้วยน้ำเสียงหรือเทคนิคอื่น ๆ

แบ่ง ขายที่ดิน เป็นส่วนย่อย ๆ

สำหรับคนที่มีที่ดินผืนใหญ่ในมือ นักลงทุนบางคนก็ไม่มีกำลังทรัพย์มากพอสำหรับที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียว ดังนั้นมันจะดีแค่ไหนถ้าหากเรานำที่ดินผืนนั้นมาแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วขายในอัตราต่อหน่วยที่มากขึ้นสักหน่อย ที่ดินเหล่านั้นก็จะดูราคาถูกลงอยู่ดี เรียกได้ว่า มีข้อดีให้ผู้ซื้อที่สามารถซื้อได้ง่ายขึ้น แถมเรายังอาจได้กำไรเยอะขึ้นจากการแบ่งที่ดินผืนนั้นแบบง่าย ๆ 

เช่ากลับคืนที่ดินทั้งหมดหรือที่ดินบางส่วน

ยกตัวอย่างเช่นการขายที่ดินในราคา 7 ล้าน โดยมีเงื่อนไขว่าจะทำการเช่าเป็นระยะเวลา 2 ปี เดือนละ 30,000 บาท (ทั้งหมด 7200,00บาท) และมีสิทธิ์ซื้อที่ดินคืนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เพื่อให้ผู้ซื้อได้ผลประโยชน์ในการลงทุน เรียกว่าเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อที่ดินของนักลงทุนได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะเสียค่าเช่าไปบ้าง แต่ก็คุ้มเมื่อเทียบกับราคาที่ดินที่ได้มา และยังไม่ต้องเสียค่าถือครองที่ดินอีกด้วย

สรุปกลยุทธ์การ ขายที่ดิน

และนี่คือกลยุทธ์การขายที่ดินให้ได้กำไรแบบง่าย ๆ ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าผู้อ่านทุกท่าจะได้ใช้ประโยชน์จากบทความนี้มากขึ้น เพื่อทำให้ที่ดินของตนเองมีมูลค่าสูงขึ้นในท้องตลาด เพราะความเจริญรุ่งเรืองยิ่งเพิ่มขึ้นในประเทศไทย การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ยิ่งมีความสำคัญและได้กำไรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนการลงทุนอะไรก็ควรศึกษาให้ดี มิเช่นนั้น คุณอาจจะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์และไม่ได้กำไรกลับมาเลยก็ได้

และอย่างที่บอกไปว่า ยิ่งเราซื้อที่ดินราคาถูกได้มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีกำไรเมื่อขายที่ดินมากเท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณเข้าไปที่ Kaidee Property เพื่อหาที่ดินทำเลดีราคาเบาก็อาจจะเจอก็ได้นะ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์แทบทุกชนิดเลย

อ่านบทความ ทำความรู้จักกับ ‘ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง’