Sep 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
ภาพเพื่อการโฆษณาเท่านั้น
ความเพียบพร้อมของ Landmark@Grand Station ไม่ได้โดดเด่นแค่ความเป็น “ICONIC แห่งใหม่ในย่านรามอินทรา” ที่จัดเต็มด้วยสถานที่อำนวยความสะดวก และสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตคุณสะดวกและง่ายขึ้นเท่านั้น
ในแง่ของที่อยู่อาศัย โครงการนี้ยังเติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ให้คุณได้พักทั้งกายและใจอย่างมีอิสระ เรียกว่า “เป็นตัวเองได้มากที่สุด” กับห้องพักหลากหลายสไตล์ มีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบหลัก ได้แก่ Flexi, Eco และ Grand ซึ่งในรูปแบบหลักมีแบ่งย่อยๆ ให้ตรงใจคุณกว่าเดิมกับ 4 ไลฟ์สไตล์ Residential, Co-Living, Pet Lover และ Elder (เฉพาะห้อง Grand)
ที่สำคัญทุกห้องพักของ Landmark@Grand Station ล้วนอยู่ภายใต้คอนเซปต์ “คอนโด 2 ชั้น เพดานสูง สไตล์ MOFF”
ได้ยินคำว่า MOFF แล้ว หลายคนคงมีคำถามในใจ สไตล์ MOFF คืออะไร?
เจ๋งกว่าคอนโดฯ เพดานสูงอื่นๆ ที่เคยได้ยินมาอย่างไร?
แน่นอนว่าเราเตรียมคำตอบไว้คุณแล้ว ตามมาค่ะ!
ไขปริศนาหายคาใจ : Duplex, Loft, MOFF ต่างกันไหม?
ก่อนจะว่าด้วยเรื่อง MOFF Style ของ Landmark@Grand Station เราขอพาทุกคนทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กับเกี่ยวกับคอนโดเพดานสูง 2 ชั้น ซึ่งปัจจุบันมีคำเรียกในตลาดค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Duplex, Loft และ MOFF
หากพูดเชิงภาพรวมแบบกว้างๆ ทั้ง 3 คำ ในเชิงของรูปแบบแทบไม่ต่างกัน ทุกคำล้วนสื่อถึงคอนโดเพดานสูง 2 ชั้น ทว่าสไตล์ Duplex ให้ความเป็น 2 ชั้นที่สมบูรณ์แบบสุด เป็นขั้นกว่าของห้องแบบ Loft และ MOFF ทั้งเรื่องพื้นที่ 2 ชั้นแบบเป็นสัดส่วนชัดเจน ให้พื้นที่โปร่งโล่งกว่า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะเป็นห้องแบบ 2 ชั้นจริงจัง
Duplex Style
คอนโดสองชั้นเต็มรูปแบบ ฟูลออปชันด้วยพื้นที่อันกว้างขวางและโปร่งโล่ง ด้วยความสูงเพดาน (Double space) ซึ่งส่วนใหญ่ให้มาที่ชั้นละ 2.60 เมตร ฟีลเสมือนอยู่บ้าน มีหน้าต่างบานใหญ่ พร้อมระเบียงที่กว้างขวางให้คุณรับลมชมวิว ปลูกต้นไม้ รวมถึงประตูเข้าออกทั้งสองชั้น ติดตรงราคาค่อนข้างสูง
Loft and MOFF Style
ความที่คอนโดฯ เพดานสูงเป็นที่ต้องการในตลาด แต่ด้วยราคาที่บางคนมองว่าเกินเอื้อม รูปแบบคอนโดสไตล์ Loft และ MOFF จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนงบน้อย แต่อยากได้พื้นที่มากขึ้น แม้พื้นที่และการใช้งานอาจจะไม่ได้ Fully เท่า Duplex แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ห้องสไตล์นี้ค่อนข้างได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี ในแง่ของทางกฏหมายนั้น ตัวชั้นสองของห้องสไตล์นี้ ไม่นับเป็นพื้นที่ก่อสร้างและไม่รวมอยู่ในโฉนด เป็นเพียง “เฟอร์นิเจอร์ชั้นลอย” ที่ทำขึ้นมาเพื่อเพิ่มที่ใช้สอยในห้อง ส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาจจะไม่จัดเต็มเท่าที่ควร อย่าง บันได พื้นที่ใช้สอย ความสูงเพดานที่จำกัดกว่า ประตูเข้าออกทางเดียว ฯลฯ
รู้ไว้ใช่ว่า! ข้อดี-ข้อเสียคอนโด Loft Style
เข้าใจความหมายกันไปคร่าวๆ แล้ว ทีนี้มาดูข้อดีข้อเสียคอนโดสไตล์ Loft กันหน่อย ความที่งบต่างๆ ถูกจำกัดจาก Duplex พอสมควร มาดูกันว่ามีสิ่งไหนถูกลดทอนลงไป จุดไหนน่าพึงพอใจ อย่าลืมว่าของทุกอย่างบนโลกนี้มีดีมีเสียแตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าสิ่งไหนจะใช่ตัวคุณมากที่สุด
Tips : ความที่คอนโดสไตล์ Duplex ค่อนข้างสมบูรณ์ในความเป็นคอนโดฯ สองชั้น ข้อดีข้อเสียจึงต่างจากน้องเล็กอย่าง Loft และ MOFF เหตุที่เราหยิบยกห้องแนวลอฟต์มาแจกแจง เนื่องด้วยเป็นที่นิยมในตลาด หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ส่วน MOFF Style by Landmark@Grand Station จะเป็นอย่างไรนั้น คำตอบรอคุณอยู่ย่อหน้าถัดๆ ไปค่ะ
ข้อดี – คอนโด Loft Style
พื้นที่ใช้สอยในห้องเพิ่มขึ้น
จุดแข็งของคอนโดเพดานสูงหลักๆ หนีไม่พ้นเรื่อง “พื้นที่ใช้สอย” หลายคนมองว่าจ่ายในราคาเท่ากัน ทว่าห้องสไตล์นี้ให้พื้นที่ใช้งานที่มากกว่า อยู่ไปนานๆ แล้วไม่น่าเบื่อ ให้ความอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านมากกว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เพราะได้ทั้งพื้นที่ส่วนกลาง Common Area แบ่งเป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัวกว่า
ประหยัดค่าส่วนกลาง จ่ายในราคาเท่าเดิม
ข้อดีส่วนนี้พูดถึงห้องเพดานสูง Loft and MOFF Style เท่านั้น ปกติแล้วทางโครงการส่วนใหญ่จะคิดค่าส่วนกลางเฉพาะพื้นที่ชั้น 1 เท่านั้น ไม่คิดพื้นที่ชั้น 2 (ชั้นลอย) ยึดตามพื้นที่จริงซึ่งปรากฏในโฉนดเท่านั้น เท่ากับว่าเราได้พื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางเพิ่มนั่นเอง
ข้อเสีย – คอนโด Loft Style
สิ่งแรกที่หลายๆ คนค่อนข้างกังวลใจเกี่ยวกับคอนโด 2 ชั้น หนีไม่พ้นเรื่อง “ห้องน้ำ” ซึ่งตามปกติแล้วมักจะมีให้เพียงห้องเดียวบริเวณชั้นล่าง อาจจะต้องเดินขึ้นลงบันไดบ่อยหน่อย อาจะเป็นจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ได้ ยิ่งถ้าใครตั้งใจซื้อเพื่ออยู่ในระยะยาว เมื่ออายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมพิจารณาจุดนี้ด้วย
ความที่ชั้นสองของคอนโด Loft Style ถูกนิยามทางกฏหมายให้เป็นเพียง “ชั้นลอย” ดังนั้นพื้นที่เพดานชั้นสอง จึงไม่มีความสูงที่ตายตัวเหมือนห้องแบบ Duplex ที่ต้องสูงขั้นต่ำ 2.4 เมตร ทำให้คอนโดบางแห่งอาจจะให้ความสูงมาแค่ 1.5 เมตร ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่นั่นก็เป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้เราอึดอัดได้ในระยะยาว
เหนือกว่า คุ้มกว่าในทุกมิติ! กับ MOFF Style
by Landmark@Grand Station
แจกแจงข้อดีข้อเสียของห้องสไตล์ Loft กันไปเป็นข้อๆ เรียบร้อย
หลายคนคงสงสัยว่า แล้วห้อง MOFF Style ของ Landmark@Grand Station เป็นอย่างไร? มีจุดไหนที่เจ๋งกว่า?
ขออธิบายง่ายๆ เลยแล้วกันว่า
“ MOFF Style” ของโครงการนี้ คือขั้นกว่าของคำว่า Loft ในทุกมิติ ทุกห้องใน Landmark@Grand Station จะพาคุณเปิดประสบการณ์ใหม่ ของคอนโดสอง 2 ชั้น ที่ไม่มีที่ไหนให้คุณได้! ในทำเลศักยภาพติดรถไฟฟ้าเพียง 450 เมตร
สองข้อจำกัดหลักอย่าง “ห้องน้ำห้องเดียวและเพดานชั้นสองแคบ”
สองปัญหาดังกล่าว Siamese Asset อุดรอยรั่วให้ลูกบ้านครบถ้วนแบบเฉียบคม และแน่นอนว่ายังคงจุดแข็งเรื่องพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น ในราคาขายและราคาส่วนกลางเท่าเดิม
ห้องน้ำสองห้อง (ชั้นละห้อง)
ทุกห้องในโครงการนี้เป็นแบบ MOFF Style ที่มาพร้อมห้องน้ำสองห้อง ด้านล่างเป็นห้องน้ำหลักที่ใช้อาบน้ำและทำธุระส่วนตัวได้ปกติ ส่วนห้องน้ำชั้นสองใช้ทำธุระส่วนตัวได้อย่างเดียว (อาบน้ำไม่ได้) ให้คุณปลดปล่อยความทุกข์ได้อย่างสำราญใจทั้งสองชั้น
ทั้งยังเติมเต็มให้ชีวิตคุณสะดวกสบายกว่าเดิม ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดให้เหนื่อย เหมาะกับคนที่ตั้งใจซื้ออยู่นานๆ ไปถึงบั้นปลายชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าอายุมากขึ้นแล้วจะขึ้นลงไม่ไหว ส่วนความกว้างของห้องน้ำนั้น แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทห้อง แถมในแต่ประเภทยังมีรูปแบบย่อยๆ แยกออกไปอีก 4 ไลฟ์สไตล์ (Residential, Co-Living, Pet Lover และ Elder (เฉพาะห้อง Grand)
เพื่อให้เห็นภาพและคุณผู้อ่านจินตนาการตามไปพร้อมกันได้ เราขอยกเอาห้องน้ำขนาดมาตรฐาน (ชั้นแรก) ของทั้ง 3 ห้องประเภทหลักมาให้ดูกัน
ขนาดห้องน้ำ Flexi Type : กว้าง 5 X ยาว 4.8 เมตรขนาดห้องน้ำ Eco Type : กว้าง 4.1 X ยาว 6 เมตรขนาดห้องน้ำ Grand Type : กว้าง 5.5 x ยาว 5.55 เมตร
เพดานชั้นสองสูงสุด 2.45 เมตร
อีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนกังวลใจไม่แพ้กัน คือเรื่องความสูงของเพดานของคอนโด 2 ชั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสูง 1.5 เมตร ที่หลายๆ Developer หลายเจ้าให้มา ได้ทำลายความคล่องตัวในชีวิตให้เราหายไป คงไม่มีใครเอ็นจอยกับการตื่นนอนมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า แล้วต้องระแวดระวังว่าหัวจะชนเพดานไหม
ในระยะสั้นสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่า เป็นเรื่องจุกจิกที่พอมองข้ามได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ทาง Landmark@Grand Station กลับคิดว่าไม่เป็นเช่นนั้น
ความสูงของเพดานชั้นสองที่โครงการนี้ให้เรามานั้น มีด้วยกันทั้งหมด “2 ขนาด” เริ่มจากขนาดมาตรฐานอยู่ที่ 2.35 เมตร ส่วนชั้นล่างสูง 1.8 เมตร และขนาดสุดท้ายที่ให้มาแบบโอ่โถงปังๆ ในตัวเลข 2.45 (ชั้นล่างสูง 2.45 เมตร) ยิ่งพอเทียบกับค่าเฉลี่ยความสูงคนไทย (ชาย-หญิง) อยู่ที่ 164 เซนติเมตร* หักลบดูแล้วถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีงามเลย
อย่างน้อยเวลามั่นใจก็เชิดหน้าได้อย่างอกผายไหล่ผึ่ง หรือยืนตัวตรงส่องกระจกยิ้มได้สบายใจแบบไม่ต้องกลัวหัวชนเพดาน
อ้างอิงจาก : สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างปี 2557-58*
ราคา ค่าส่วนกลางและขนาดห้องพัก Landmark@Grand Station
แม้โครงการนี้ จะให้ความสะดวกสบายที่เหนือกว่าคอนโดเพดานสูงเจ้าอื่นๆ ทว่าราคาเริ่มต้นกลับอยู่ที่ 2.39 ล้านบาท** ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยเรื่องทำเลที่อยู่ติดรถไฟฟ้าเพียง 450 เมตร และ 500 เมตรจากห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ในฐานะโครงการสไตล์ Mix-use ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าน่าคบหา (Segment เดียวกัน ราคานี้หาได้น้อยมาก!)
ไหนจะความแข็งแกร่งของ “ทำเลศักยภาพย่านรามอินทรา” อย่าลืมว่า รามอินทราเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ซึ่งแต่ละปีราคาประเมินที่ดินทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้อยู่ราวๆ ตารางวาละ 95,000-100,000 บาท ไหนจะการมาของรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่กำลังจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปีหน้า
จะซื้อไว้ลงทุนไว้อยู่เอง ปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต ก็น่าจะทำกำไรได้แบบสบายๆ ที่สำคัญในราคานี้ คุณสามารถเลือกห้องที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ได้แบบไร้ข้อจำกัด ด้วยจำนวนห้องที่ Kaidee มีให้คุณเลือกมากกว่าใคร ถูกใจวิวมุมสูงห้องไหน ชอบชั้นไหน อยากได้มุมไหน เราก็ให้คุณได้ทุกความต้องการ
Flexi 1 Bedroom 24 SQ.M., USABLE AREA 38.50 SQ.M. เริ่มต้นที่ 2.39 ล้านบาท** Eco 1 Bedroom, 24.5 SQ.M., USABLE AREA 39.50 SQ.M. เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท** Grand 2 Bedroom, 30.50 SQ.M., USABLE AREA 49.50 SQ.M. เริ่มต้นที่ 3.59 ล้านบาท**
ราคาประมาณ 75,000 บาท/ตร.ม. ทั้งโครงการ รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด ค่าส่วนกลาง : 55 บาท/ตร.ม./เดือน (ทั้งหมดเก็บล่วงหน้า 1 ปี) ค่ากองทุน : 600 บาท/ตร.ม. (เก็บครั้งเดียว) **ข้อมูลดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณธิติพัทธ์ 065-5203436 / Tithiphat Tel : 065-5203436
Landmark@Grand Station ให้คุณเป็นคุณ! ในทุกไลฟ์สไตล์
ความปัง ความเจ๋งของห้องสไตล์ MOFF ในโครงการนี้ ไม่ได้จบลงเพียงสองเรื่องด้านบน
“ครบครันในทุกไลฟ์สไตล์”
เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่ห้องเพดานสูงของ Landmark@Grand Station สามารถตอบโจทย์ชีวิตคุณได้อย่างยอดเยี่ยม
อย่างที่บอกเราไปตั้งแต่ช่วงแรกว่าทุกห้องของโครงนี้ มีแยกย่อยไปตามการใช้ชีวิตของผู้เข้าพัก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักสัตว์ เป็นกลุ่มครอบครัวใหญ่ที่มีผู้สูงอายุ หรือหลงใหลในการทำอาหาร ที่นี่ก็มีให้ทั้งครัวไทย Outdoor และครัวนอก ฯลฯ
ด้วยความต้องการที่แตกต่างกันของลูกบ้าน ห้องแต่ละ Type ในแลนมาร์ก จึงมีดีไซน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตรงใจมากที่สุด แม้จะเป็นห้องประเภทย่อยแบบเดียวกัน ทว่าเต็มไปด้วยฟังก์ชันยิบย่อย รวมถึงการจัดวางพื้นที่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป
นับเป็นดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่ยิ่งใหญ่ของ Landmark@Grand Station by Siamese Asset ที่น่าประทับใจ ด้วยราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท** คุ้มค่าแบบนี้ จะอดใจไม่ซื้อยังไงไหว! พิเศษสุดวันนี้ ลงทะเบียนรับโปรปังๆ ราคานี้ ที่คลิปด้านล่างเลย!
Sep 23, 2021 | บทความยานยนต์
ข้อมูล รถมือสอง เชียงใหม่ สำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังสนใจถอยรถมือสอง ที่รวมเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ ที่ไหนน่าสนใจ มาให้แบบครบจบในที่เดียว
อย่างที่ทุกคนรู้ว่ารถมือสองคือรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ทำให้หลายคนกังวลที่จะซื้อรถมือสอง หรือ มีคำถามในหัวมากมายในการตัดสินใจเลือกซื้อรถมือสอง นอกจากวิธีการตรวจเช็คสภาพรถแล้ว วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนมามองที่จุดเริ่มต้นเพราะการซื้อของทุกสิ่งอย่างเราต้องเริ่มสังเกตจากผู้ขาย
หลายคนที่กำลังจะซื้อรถมือสองคงสับสนหรือคิดไม่ตกว่าระหว่างรถมือสองที่เป็นรถบ้าน หรือ รถเต็นท์ แหล่งขายไหนควรซื้อมากกว่ากัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจกันว่าซื้อรถมือสองจากแหล่งไหนดี ต่างกันอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะพาทุกคนไปทัวร์แหล่งซื้อขาย รถมือสอง เชียงใหม่ ที่น่าสนใจ
ซื้อรถมือสองระหว่างรถบ้าน และ รถเต็นท์ ต่างกันอย่างไร?
สำหรับตลาด รถมือสอง เชียงใหม่ หรือ ที่ไหนๆ ลักษณะของผู้ขายรถยนต์มือสองแบ่งได้หลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท ซึ่งก็คือตลาดรถบ้าน และ รถที่มาจากเต็นท์ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 2 แหล่งผู้ขายนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
วันนี้เราจะพามาทำความเข้าใจก่อนซื้อรถมือสองว่าทั้ง 2 แบบมีข้อดีและข้อเสียต่างกันอย่างไร ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจ และ ชั่งน้ำหนักได้ว่าต้องการความตอบโจทย์ในเรื่องอะไร หรือ รูปแบบไหน
รถบ้าน
การซื้อรถมือสองในรูปแบบรถบ้านค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในวงการซื้อขายรถ เนื่องจากเป็นการซื้อรถจากตัวเจ้าของรถโดยแท้จริงที่ไม่ใช่พ่อค้า โดยส่วนมากการซื้อขายจากแหล่งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยน หรือ ซื้อรถต่อจากคนที่รู้จัก เช่น ซื้อรถต่อจากเพื่อน หรือ ญาติมิตร
การซื้อรถมือสองในรูปแบบนี้ทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงข้อมูล และ ประวัติของตัวรถได้ง่ายและละเอียดขึ้น เช่น เจ้าของเก่ามีนิสัยการขับขี่รถแบบไหน, เป็นคนรักษาของหรือเปล่า หรือ เคยเกิดอุบัติเหตุหลักมาหรือไม่ ยิ่งถ้าได้ซื้อรถกับคนสนิท หรือ เพื่อนสนิท คงสามารถช่วยให้ทุกคนหายกังวลเรื่องเจ้าของเก่าได้มากเลยทีเดียว และ การที่ซื้อรถบ้านอาจจะมีลุ้นได้ราคาที่ถูกกว่าในตลาดรถมือสองเพราะผู้ขายสามารถขายตามสภาพและความพึงพอใจผู้ขายได้โดยไม่ต้องยึดกับราคากลาง หรือ ส่วนต่างตัวกลาง
ด้วยการซื้อขายแบบบ้านๆ การเตรียมรถเพื่อขายก็จะบ้านๆ ตาม ให้ทุกคนลองนึกภาพว่าเดินเข้าไปในบ้านหลังนึงเพื่อไปดูรถที่เราจะซื้อมันคงเป็นฟีลบ้านๆ ที่รถอาจจะผ่านการล้างบำรุงมาตามสภาพเท่าที่ผู้ขายทำได้เนื่องจากเป็นการซื้อขายที่ไม่ใช่รูปแบบธุรกิจที่ต้องมีการลงทุน ซึ่งเป็นข้อดีที่ผู้ซื้อที่ได้เห็นสภาพรถแบบเรียลๆ ไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ ทำให้สามารถเห็นและวิเคาระห์สภาพของรถได้แม่นยำและง่ายขึ้น เช่น ถ้าตัวรถมีรอยจากการเฉี่ยวชนมาแล้วซ่อมไม่ดีผู้ซื้อสามารถสังเกตได้ไม่ยากเลย
รถเต็นท์
มาถึงการซื้อรถกับเต็นท์รถมือสอง หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าถ้าซื้อรถมือสองจากแหล่งรถบ้านแล้วดีอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วทำไมถึงผู้คนถึงยังคงซื้อรถมือสองจากเต็นท์กันอยู่ ต้องบอกก่อนว่าการซื้อรถมือสองในรูปแบบรถบ้านสามารถเห็นสภาพรถได้แบบเรียลๆ พร้อมกับการซื้อขายแบบกันเองก็จริง
การซื้อรถมือสองจากเต็นท์ก็มีข้อดีหลายอย่างและค่อนข้างสำคัญต่อการซื้อรถมือสองไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญเรื่องแรกของการซื้อรถมือสองคือการเลือกวิธีชำระเงินว่าเป็นรูปแบบการซื้อสดหรือผ่อนชำระ ซึ่งถ้าเป็นการซื้อเงินสดดีลการซื้อรถจากเต็นท์อาจจะไม่น่าตื่นเต้นหรือไม่ต้องง้อเต็นท์สักเท่าไร
แต่สำหรับใครที่ต้องการซื้อรถมือสองแบบผ่อนชำระ เต็นท์รถช่วยคุณได้ เพราะสิ่งสำคัญที่จะได้รับจากการที่ซื้อรถผ่านเต็นท์คือ บริการ ซึ่งค่อนข้างจำเป็นสำหรับใครที่มีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถ ซึ่งเต็นท์จะมีไฟแนนซ์ไว้คอยบริการ หรือ เต็นท์ที่มีคุณภาพใส่ใจลูกค้า จะมีเซลล์ประจำเต็นท์ที่จะคอยประสานงานกับไฟแนนซ์และช่วยให้คุณได้เป็นเจ้าของรถได้ไวขึ้นและถูกต้องตามกฏหมาย
มากไปกว่านั้นอีกข้อดีของการซื้อรถมือสองผ่านเต็นท์คือ การบำรุงรักษาใหม่เบื้องต้นให้ก่อนที่จะส่งมอบรถ และ การรับประกันหลังการขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเต็นท์ว่าจะใส่ใจและสปอร์ตกับลูกค้ามากแค่ไหน ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทัวร์เต็นท์รถคุณภาพมีชื่อเสียง และ เชื่อถือได้ ซึ่งการพาทัวร์รอบนี้พิเศษยิ่งกว่าเดิมเอาใจคนเชียงใหม่กับเต็น รถมือสอง เชียงใหม่ ที่น่าสนใจ
แนะนำเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่
Toyota Sure Chiang Mai
อย่างที่ทุกคนรู้ว่า Toyota Sure เป็นศูนย์ซื้อขายรถมือสองภายใต้การควบคุมของทางบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ของวงการรถมือสองหรือรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้วด้วยการตรวจเช็คและรองรับตามมาตรฐานของโตโยต้าทำให้ Toyota Sure เป็นแหล่งซื้อขายรถมือสองที่น่าสนใจและเชื่อถือได้
สำหรับชาวเหนือที่กำลังหาแหล่งซื้อรถมือสอง เชียงใหม่ ที่มีความน่าเชื่อถือได้ และ มีมาตรฐาน ขอแนะนำ Toyota Sure Chiang Mai มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ มีรถมือสองหลากหลายรุ่นหลายราคาให้เลือก และ กู้ง่ายอนุมัติไว ออกรถง่าย ที่สำคัญสามารถเข้าซ่อมที่ศูนย์โตโยต้าได้ทั่วประเทศ
แผนที่: https://bit.ly/3hc1B4n
รถมือสองคนเชียงใหม่
เป็นอีกหนึ่งเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ ที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือ เป็นศูนย์รวมรถมือสองทั้งรับซื้อและขายที่ให้บริการด้วยความจริงใจกับลูกค้าด้วยราคาที่เป็นธรรมตามสภาพของรถ พร้อมทั้งมีบริการหลังการขายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมบำรุง และ อะไหล่ต่างๆ
สำหรับใครที่อยากหาเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ ที่เชื่อถือได้ มีชื่อเสียงการันตี พร้อมกับบริการระดับดีเยี่ยมและดีลต่างๆ ที่น่าสนใจ รถมือสองคนเชียงใหม่ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
มากไปกว่านั้นทุกคนสามารถเข้าไปเลือกดูและหาซื้อ รถมือสอง เชียงใหม่ จากทางเต็นท์รถมือสองคนเชียงใหม่ได้ในรูปแบบออนไลน์ผ่าน Kaidee Auto ได้เช่นกัน
แผนที่: https://bit.ly/3yQZecX
Win 168 Car Center
เต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ เต็นท์นี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดานอกจากเรื่องความหลากหลายของรถที่มีให้ลูกค้าเลือก, ราคา หรือ โปรโมชันต่างๆ แล้ว เต็นท์รถมือสอง Win 168 Car Center มีความน่าสนใจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเจ้าของกิจการที่คลุกคลีอยู่กับวงการรถมือสองกับพ่อมาตั้งแต่วัยเด็ก
จนมาถึงวันที่คุณวิน หรือ เจ้าของเต็นท์ Win 168 Car Center ได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยรถ 34 คันพร้อมกับเป้าหมายและความฝันของตนเองที่อยากจะเปิดเต็นท์รถมือสองที่ใส่ใจลูกค้าทุกรายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้คำปรึกษาในการออกรถยนต์มือสอง และ ราคาที่คุ้มค่า เพราะ Win 168 Car Center เชื่อว่ารถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทุกคน จนออกมาเป็นสโลแกนว่า “อยากเห็นทุกคนมีรถขับ”
เป็นอย่างไรกันบ้างครับนอกจากเรื่องราคา และ คุณภาพของรถแล้วเต็นนี้ยังมีประสบการณ์ในวงการรถมือสองเป็นอย่างมาก และ ยังมีคติหรือสโลแกนที่อยากจะคอยบริการลูกค้าทุกคนให้มีรถยนต์ไว้ใช้งาน
แผนที่: https://bit.ly/3BPPjGt
KN65 Used Car
ศูนย์รวมรถยนต์มือสองบริการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถมือสองหลากหลายรุ่นหลากหลายแบรนด์ที่มีทั้งรถยนต์สัญชาติยุโรป และ ญี่ปุ่น ด้วยประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรถยนต์มากกว่า 30 ปี
สำหรับชาวเชียงใหม่ที่กำลังหารถยนต์มือสองทั้งรถบ้าน รถกระบะ หรือ จะรถประเภทไหน KN65 Used Car มีให้คุณได้เลือกสรร พร้อมการันตีเรื่องคุณภาพของรถหมดห่วงเรื่อง รถพลิกคว่ำ น้ำท่วม และ อุบัติเหตุหนัก หากพบทางเต็นท์ยินดีซื้อคืนเต็มราคา
มากไปกว่านั้น KN65 Used Car ยังมีรับประกันหลังการขายในเรื่องของชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์เช่น ระบบเกียร์ เครื่องยนต์ และ กล่อง ECU อีกด้วย ไม่พอยังมีบริการฟรีอีกมากมายก่อนออกรถ บอกเลยว่าใครที่กำลังหาซื้อรถมือสอง เชียงใหม่อยู่เต็นท์นี้ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
แผนที่: https://bit.ly/3yTbf1C
Expat Auto Chiang Mai
เป็นศูนย์กลางขายรถมือสองที่ไม่ธรรมดาเพราะที่ Expat Auto Chiangmai มีบริการเกี่ยวกับรถยนต์แบบครบวงจร หรือ ที่สมัยนี้เค้าเรียกกันว่า One stop service ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมบำรุง คาร์แคร์ ด้วยช่างฝีมือดีมีประสบการณ์
จะเรียกได้ว่า Expat Auto Chiang Mai เป็นศูนย์กลางขายรถมือสองที่ครบครันในรูปแบบใหม่ก็ว่าได้ด้วยบริการการฝากขายรถมือสองที่ราคาขายรวมแล้วไม่มีบวกราคาอะไรเพิ่มเติมทำให้เป็นเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ที่น่าสนใจอีกหนึ่งแห่ง
AK Car Chiang Mai
ศูนย์รวมซื้อขายรถยนต์มือสองชื่อดังอีกหนึ่งแห่งในเชียงใหม่ที่มีรถทุกประเภทให้คุณได้เลือกชมกว่า 300 คัน สำหรับชาวเชียงใหม่ที่หารถบ้านหรือรถกระบะไว้ทำงานก็มีให้เลือกอย่างหลากหลายรุ่นหลายยี่ห้อ
AK Car Chiang Mai การันตีด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในวงการธุรกิจรถยนต์มือสองมากว่า 40 ปี นอกจากเรื่องรถยนต์ที่ทางเต็นท์ได้คัดสรรมาอย่างคุณภาพ AK Car Chiang Mai ยังใส่ใจในเรื่องของบริการต่างๆ ในทุกขั้นตอน เช่น ทางเต็นท์มีการดีลกับบริษัทสินเชื่อที่ลูกค้าจะได้รับเอกสิทธิ์สูงสุดของสถาบันการเงินเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างหลากหลายในด้านสินเชื่อเงินกู้
มากไปกว่านั้นรถมือสองทุกคันจาก AK Car Chiang Mai การันตีคุณภาพรถว่าไม่มีย้อมแมวแน่นอน เช่น รถชนหนัก พลิกคว่ำ ตัดต่อ น้ำท่วม และ รถทุกคันการันตีว่าเลขไมล์แท้ทุกคัน ที่สำคัญเต็นท์นี้เปิดให้บริการและสอบได้ทุกวันไม่มีวันหยุด สำหรับใครที่กำลังหารถมือสอง เชียงใหม่ ที่ไว้ใจได้ มีความน่าเชื่อถือ และ ดีลพิเศษในการออกรถเพียบ
สรุป
หลังจากที่เราได้ไขข้องข้อสงสัยเรื่องการซื้อรถระหว่างรถบ้านหรือรถเต็นท์กันไปแล้ว สำหรับใครกำลังหาแหล่งซื้อขาย รถมือสอง เชียงใหม่ ในรูปแบบเต็นท์ที่มาพร้อมกับการบริการหลากหลายรูปแบบจากหลากหลายเต็นท์ เราได้รวบรวมเต็นท์ รถมือสอง เชียงใหม่ ที่รถมีคุณภาพ ราคาคุ้มค่า การันตีเรื่องบริการให้ไว้แบบครบจบในที่เดียว เต็นท์รถยนต์ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนอกจากเรื่องคุณภาพและบริการที่เชื่อถือได้แล้ว หลายเต็นท์ยังสามารถค้นหาดูรถและเช็คราคาผ่าน Kaidee Auto ได้ก่อนที่จะไปดูรถตัวจริงที่หน้างาน
Sep 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ คอมสเปคแรง , ไมโครโฟน , หูฟัง , กล้องเว็บแคม , เม้าส์ไร้สาย , จอยเกม ….” ไอเทมเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นไอเทมที่เกมเมอร์มืออาชีพมีใช้กันทุกคนแน่นอน แต่รู้ไหมคะว่าไอเทมที่เปลี่ยนนามสกุลของพวกเขา ให้กลายเป็น ‘เกมเมอร์’ ได้ กลับไม่ใช่ ไมโครโฟน หรือ กล้องแว็บแคม แต่กลับเป็น คีย์บอร์ดเกมมิ่ง หรือ Mechanical Keyboard ต่างหาก….
Indianexpress.com & Blog.placeit.net
หากคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เดาได้ไม่ยากว่าคุณคงกำลังมองหาคีย์บอร์ดคูลๆ แสงสวยๆ กดมันๆ สักเครื่อง ไว้เล่นเกม หรือ แก้เบื่อเวลาพิมพ์งานอยู่ใช่ไหมคะ บอกตรงนี้เลยว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเกมเมอร์, เกมเมอร์วอนนาบี หรือ แค่อยากได้คีย์บอร์ดสวยๆ มาใช้ บทความนี้มีคำตอบให้คุณแน่นอน
ก่อนที่เราจะไปดูยี่ห้อ Mechanical Keyboard ตัวฮิต ราคาดีกัน เรามาทำความรู้จักกับ Mechanical Keyboard ก่อนดีกว่า ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร และ Mechanical Keyboard ที่ว่านี้ ต่างจากคีย์บอร์ดทั่วไปมากน้อยแค่ไหน
Mechanical Keyboard 101 คีย์บอร์ดนี้ มันคืออะไรกันแน่ ?
หากใครที่ยังไม่เคยจับ Mechanical Keyboard คงจะสงสัยกันไม่น้อยเลยว่า Mechanical Keyboard กับ คีย์บอร์ดธรรมดาแตกต่างกันยังไง
คีย์บอร์ดที่ให้มากับคอมพิวเตอร์ของเรา ร้อยละ 90% จะเป็นคีย์บอร์ด ‘ปุ่มยาง’ หรือ ‘Rubber Dome’ ซึ่งต่างจาก Mechanical Keyboard ที่ไม่ได้ใช้แผงยาง แต่กลับใช้ ‘สวิตช์’ จำนวน 1 ตัวต่อ 1 ปุ่ม และแต่ละปุ่มบนจะมีกลไกการทำงานต่างกันไป
ปุ่มสวิตช์ ของ Mechanical Keyboard ปุ่มยาง ของคีย์บอร์ดทั่วไป
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เจ้า Mechanical Keyboard ได้รับความนิยมในหมู่เกมเมอร์ มาจากความคงทนของตัวแป้นพิมพ์แบบสวิตช์ ซึ่งสามารถรองรับการกดได้มากกว่า 50 ล้านครั้ง เลยทีเดียว
น่าทึ่งไปเลยใช่ม๊าา ทีนี้เรามาดูกันว่า Mechanical Keyboard ยี่ห้อไหน โดนใจเหล่าเกมเมอร์กันบ้าง
1. Ducky One 2 Mini RGB
Duckychannel.com.tw
ขนาดของ Mechanical Keyboard ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตเสมอไป เชื่อว่าหลายคนก็กำลังตามหา Mechanical Keyboard ขนาดกะทัดรัด สามารถพกพาไปไหนมาไหนมาได้สะดวกเหมือนกัน เราจึงขอแนะนำ Ducky One 2 Mini RGB ซึ่งเป็น Mechanical Keyboard สำหรับเกมเมอร์ ขนาดจิ๋ว พร้อมฟังก์ชันครบเครื่อง จากแบรนด์ดัง Ducky
คีย์บอร์ดของ Ducky รุ่นนี้ ประกอบไปด้วยปุ่มทั้งหมด 60 ปุ่ม โดยยุบปุ่มฟังก์ชัน กับ ปุ่มตัวเลขเข้าด้วยกัน และจะหนักเพียงแค่ 590 กรัม และยาวเพียง 15 นิ้ว เท่านั้น
ขาตั้งปรับได้ 3 ระดับ ดังนั้นไม่เพียงแต่เป็น Mechanical Keyboard สำหรับเกมเมอร์ หากใช้พิมพ์งานทั่วไปก็เหมาะมากๆ เช่นกัน
Ducky One 2 Mini RGB มีสวิตช์ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Cherry Red กับ Blue (โดย Blue Switch จะเป็นสวิตช์ Clicky สองจังหวะ มีแรงต้านนิ้วมาก จุดเด่นคือ กดสนุก ส่วน Red Switch เป็นสวิตช์ Linear แรงกดจังหวะเดียว เหมาะสำหรับคนที่ชอบกดปุ่มน้ำหนักเบา)
นอกจากนี้เพื่อนๆ สามารถปรับความสว่างของไฟได้ผ่าน Keyboard และยังปรับแต่งที่ตัวจัมเปอร์ หรือ DIP Switch ได้อีกด้วย
ปุ่ม Fn ของเขาก็สั่งงานได้เยอะ รวมทุกมาโคร, Multimedia รวมไปถึงการควบคุมหน้าเพจ และเอกสารต่างๆ อีกด้วย
ราคา: 2,990 บาท
2. Razer Huntsman
Mercular.com & notebookspec.com
ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เล่นเกม แบรนด์แรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเกมเมอร์ทั้งหลาย คงจะหนีไม่พ้น Razer แน่นอน ซึ่งในด้านของ Mechanical Keyboard เอง Razer เขาก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว
เราขอแนะนำ Mechanical Keyboard รุ่นแรกของ Razer อย่าง Razer Huntsman ซึ่งมีราคาไม่แพง ตัวคีย์บอร์ดเป็นแบบ Full-Size ที่สำคัญยังมี Gaming Mode แยกกับหมวดพิมพ์ปกติ รับรองได้ว่าไม่มีขัดจังหวะระหว่างเล่นเกมแน่นอน
Mrcular.com
ในส่วนของตัวปุ่มจะเป็น Optp-Mechanical Switch ที่ทาง Razer ผลิตเอง ที่รองรับการกดขั้นต่ำถึง 100 ล้านครั้ง เป็นสวิตช์แบบ Clicky แรงกด 45g ซึ่งตอบสนองกับแรงกดได้อย่างรวดเร็ว มีระยะการกดสั้นกว่าสวิตช์แบบอื่นมากถึง 30% และที่สำคัญยังมี 10-Key Rollover ให้ผู้เล่นสามารถกดปุ่มพร้อมกันได้ถึง 10 ปุ่ม
และสำหรับใครที่ชอบแสงเลเซอร์ระหว่างเล่นเกม บอกเลยว่า Mechanical Keyboard เครื่องนี้ มีการเล่นแสงไปพร้อมๆ กับจังหวะกดของผู้เล่นได้อย่างสวยงามมากๆ
ราคา: ราคา 3,990 บาท
3. SteelSeries APEX 7
Steelseries.com
แม้ว่า SteelSeries APEX 7 เครื่องนี้ จะราคาสูงสักนิด แต่ราคาของเขาการมาพร้อมกับฟีเจอร์ดีๆ ที่แบรนด์อื่นไม่มี เช่น หน้าจอ OLED ขนาดเล็กที่ติดตั้งมากับคีย์บอร์ด ด้านมุมบนขวามือร่วมกับตัวปุ่มกดและลูกล้อหมุนตั้งค่า ให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้การแจ้งเตือนต่างๆ และยังสามารถปรับแต่งคีย์บอร์ดได้เลยที่จุดนี้
SteelSeries APEX 7 ใช้สวิตช์แบบ SteelSeries QX2 Mechanical RGB Switch ซึ่งเป็นสวิตช์ที่ทาง SteelSeries นั้นผลิตเอง มีให้เลือกทั้ง 2 แบบ ได้แก่ แบบ Linear และ Clicky ตามความชอบของผู้ใช้งาน
ในเรื่องของการใช้งาน ก็ครบครัน ทั้งฟังก์ชัน N-Key Rollove r ให้ผู้เล่นสามารถกดหลาย ๆ ปุ่มพร้อมกันได้, Gaming Mode, ตั้งค่ามาโครบนคีย์บอร์ด, การเซฟโปรไฟล์ได้มากถึง 5 โปรไฟล์ และอีกมากมาย
ราคา: 5,990 บาท
4. PICTEK PC305
สำหรับใครที่มีงบแค่พันเดียว ต้อง PICTEK PC305 เครื่องนี้เลย
PICTEK PC305 เป็น Mechanical Keyboard แบบ Full-Size มีการออกแบบแป้นกลางคีย์บอร์ดให้โค้งลง ทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น ตัวคีย์บอร์ดใช้สวิตช์ Blue รองรับการกดได้ 50 ล้านครั้ง ส่วนตัวปุ่มเอง สามารถรองรับการกดได้ 10 ล้านครั้งค่ะ
Mechanical Keyboard ราคาประหยัดเครื่องนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชัน Full-Key Rollover เหมือนเครื่องที่กล่าวมา ทำให้ไม่เกิดการรวนเมื่อผู้ใช้งานกดหลายปุ่มพร้อมกัน
ฟีเจอร์เด็ดของเครื่องนี้ ขอยกให้ช่องระบายน้ำบนเครื่อง ดังนั้นคนไหนที่ชอบทำน้ำหกขณะเล่นเกม ก็หายห่วงเรื่องสวิตช์พัง หรือ ช็อต เพราะเปียกน้ำไปได้เลย
ราคา: 898 บาท เท่านั้น
5. Corsair K100 RGB
Corsair.com
อีกหนึ่งแบรนด์ ที่เกมเมอร์รู้จักกันดี ก็คือ Corsair โดยทาง Corsair เอง เขาก็มี Mechanical Keyboard สเปคแรง จัดเต็ม มาฝากกันหลายรุ่นพอสมควร แต่วันนี้เราขอแนะนำรุ่น Corsair K100 RGB ตัวท็อป ฟังก์ชันครบ ซึ่งถึงแม้ราคาจะสูง แต่บอกตรงนี้เลยว่าคุ้มสุดๆ
นอกจากฟีเจอร์หลัก อย่าง N-Key Rollover ที่ให้ผู้เล่นกดปุ่มหลายปุ่มพร้อมกันอย่างไม่มีรวน, Game Mode ในการปิดหน้าต่าง Window, ลูกเล่นไฟ RGB , Multimedia Key แยกปุ่มเฉพาะ, และปุ่ม Macro ทั้ง 6 ปุ่มแล้ว เขายังมีฟีเจอร์เด็ดๆ อีกมากมายที่ทำเอาเหล่าเกมเมอร์ต่างรีบควักสตางค์กันแทบไม่ทัน
Mechanical Keyboard เครื่องนี้ สามารถโหลดโปรแกรม Elgato Stream Deck ใช้งานร่วมกับปุ่ม Macro บนคีย์บอร์ดได้เลย ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับ Streamer มือใหม่ ที่ยังไม่มี Stream Deck ค่ะ
เท่านี้ยังไม่พอ ด้านซ้ายมือบน ยังมีปุ่ม iCUE เป็นวงล้อ ซึ่งเป็นตัวควบคุมการทำงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสว่างของไฟ RGB, การซูมภาพ, การเปลี่ยน Mode หรือ โปรแกรมไปมา, หรือแม้กระทั่ง Track Jogging ในการเลือกฟังเพลง หรือเลื่อนเพลงไปในตำแหน่งที่ต้องการ
ถัดมาที่ส่วนของตัวสวิตช์ จริงๆ แล้ว ในต่างประเทศ Corsair K100 RGB จะใช้สวิตช์ Corsair OPX ที่ Corsair ทำขึ้นมาเอง แต่ในไทย Corsair ได้น้ำสวิตช์ของบริษัท CHERRY MX เวอร์ชัน CHERRY MX SPEED มาใช้ ซึ่งจะมีการตอบสนองเร็วกว่าสวิตช์ทั่วไปของ CHERRY MX อยู่ 40% และความพิเศษที่เหนือชั้นกว่าเครื่องไหนๆ คือ ชิป Corsair AXON Hyper-Processing ที่ถูกฝั่งไว้ ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับค่า Polling rate ให้สูงขึ้น เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย
ราคา: 8,290 บาท
Editor Pick: Mechanical Keyboard สำหรับมือใหม่ เน้นสวย !
LOGA Asura PRO
อีกหนึ่ง Mechanical Keyboard สัญชาติไทยที่น่าจับตามองที่สุดต้องยกให้แบรนด์เกมมิ่งเกียร์ LOGA เขาเลย
เครื่องนี้ นอกจากรูปลักษณ์เป็นสีขาวสะดุดตาแล้ว ยังมีสัมผัสที่นุ่ม และตอบสนองได้รวดเร็ว เนื่องจากรุ่นนี้ใช้ Keycap แบบ ABS double shot ไห้สัมผัสดี และป้องกันตัวหนังสือลอกอีกด้วย
ราคา : 3,400 บาท
2. Xtrfy K4 TKL RGB Retro
ใครที่กำลังอินกับเทรนด์ Retro และอยากได้คีย์บอร์ดแบบดังเดิมสมัย 90s อย่าได้พลาด Mechanical Keyboard จาก Xtrfy แบรนด์สัญชาติสวีเดนเป็นอันขาด
รุ่นนี้มาพร้อมสีสันสดใส โดยนำสีส้ม และสีเทาเข้ามาผสมกับคีย์บอร์ดสีขาวล้วนทำให้ดูไม่จำเจ แถมยังได้อารมณ์ Retro เอามากๆ
เรื่องการใช้งาน ก็ได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ โดยรุ่นนี้ใช้สวิตช์ Kaihl Red ให้สัมผัสนุ่มไม่แพ้ Cherry Red แม้แต่น้อย นอกจากนี้ Mechanical Keyboard เครื่องนี้ ยังมากับเสียง Clicky เรียกได้ว่ากดมันกันไปเลยทั้งคืน
ราคา: 3,990 บาท
3. ANNE PRO 2
สำหรับคนไหนอยากได้ Mechanical Keyboard มีน้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก ANNE PRO 2 เครื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอน
เครื่องนี้มีขนาดเล็กกะทัดลัด 65% สีขาวล้วน เหมาะสำหรับสายมินิมอลอย่างมาก แถมยังรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ Bluetooth และแบบต่อสาย อีกด้วย
สวิตช์ที่ Mechanical Keyboard ขนาดจิ๋วเครื่องนี้ใช้นั้น มีให้เลือกถึง 3 แบรนด์ด้วยกัน ได้แก่ Kailh, Gateron และ Cherry ที่สำคัญยังมาพร้อมกับโหมดไฟ RGB ให้ฟิลล์ลิ่งสตรีมเกมในห้องมืดได้อย่างไร้ที่ติ
ราคา : 2,341 บาท
Mechanical Keyboard มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ?
ต้องบอกตรงนี้เลยว่า ต่อให้เราบรรยายสรรพคุณของ Mechanical Keyboard ให้คุณฟังทั้งวัน คุณก็ยังถามคำถามนี้อยู่ดี เพราะมันเป็นอะไรที่คนที่ไม่เคยลอง ไม่เข้าใจแน่นอน
มากกว่าคุณภาพของตัว Mechanical Keyboard คือความรู้สึกขณะเล่นเกม เสียงกดแป้นพิมพ์ที่ทำให้การยิงคู่ต่อสู้ หรือ การพิมพ์งานสนุกขึ้น และที่สำคัญคุณยังสามารถเลือกรูปแบบสวิตช์ Mechanical Keyboard ให้ตรงตามนิสัยการกดคีย์บอร์ดของตัวเองได้อีกด้วย
ในบางครั้ง ความสุขของเราก็มาจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้แหละค่ะ อย่าคิดว่ามันไม่จำเป็นนะคะ เพราะถ้าคิดดูดีๆ แล้ว ทุกวันนี้ เราจับคีย์บอร์ดมากกว่าจับช้อนกินข้าวเสียอีก
คนไหนสนใจ อยากลองใช้ Mechanical Keyboard ดูบ้าง คลิกปุ่มด้านล้างนี้เลย รับรองมี Mechanical Keyboard ถูกใจให้เลือกซื้อมากมายแน่นอน
Sep 21, 2021 | บทความอสังหาฯ
ย่านเอกมัย-รามอินทราถือเป็นย่านหนึ่งที่น่าสนใจมากด้านการอยู่อาศัย เพราะในย่านนี้มีทั้งห้างสรรพสินค้ามากมาย โรงเรียน และโรงพยาบาลก็มีเยอะเช่นกัน ด้านการเดินทางก็สะดวก ทั้งการขับรถเองก็มีทางพิเศษฉลองรัช หรือจะเป็นรถไฟฟ้าหลากหลายสายที่ตัดผ่านย่านนี้ ที่สำคัญคือมีคอนโดทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่าง We Condo พร้อมให้คุณเข้าอยู่แบบง่ายๆ ราคาก็สบายกระเป๋าอีกด้วย
ข้อมูลโครงการ We Condo
คอนโด Low Rise 8 ชั้น 5 อาคาร พื้นที่ 11 – 1 – 22 ไร่ 1,168 ยูนิต ห้องแต่งครบแบบ Fully Furnished สร้างเสร็จ 100% พร้อมเข้าอยู่ ที่จอดรถ 46%
ส่วนกลาง
ฟิตเนส We Lounge สวนสีเขียวสไตล์ทรอปิคอล สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือความยาว 40 เมตร ไวไฟฟรีตามจุดส่วนกลาง ประตูคีย์การ์ดในการเข้าพื้นที่ส่วนต่างๆ ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม.
การเดินทางในย่านนี้
เริ่มต้นเดินทางมาที่ We Condo นี้สามารถขับรถมาทางถนนรามอินทราที่เชื่อมกับถนนประดิษฐ์มนูธรรมได้เลย ตัวคอนโดจะตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่สังเกตเห็นได้ชัดเจน ซึ่งบริเวณนี้ก็จะมีทางด่วนไว้อำนวยความสะดวกอยู่ นั่นคือทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (ทางพิเศษฉลองรัช) หรือหากใครอยากเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะก็สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพูหรือสายสีเทา มาลงที่สถานีวัชรพลได้เลย
We Condo
We Condo จะมีอาคารทั้งหมด 5 อาคาร แต่ละอาคารมีทั้งหมด 8 ชั้น ซึ่งเมื่อเข้ามาภายในคอนโดแล้วจะได้รับบรรยากาศที่แตกต่างจากด้านนอกมาก ทั้งความเงียบสงบและความร่มรื่น เพราะพื้นที่บริเวณตรงกลางระหว่าง 5 อาคารนี้ มีสวนสีเขียวที่เราสามารถเดินเล่นหรือมานั่งพักผ่อนหย่อนใจได้แบบชิลๆ สบายๆ พร้อมกับสระว่ายน้ำที่ยาวถึง 40 เมตร เรียกว่าวันหยุดเบื่อๆ ก็ลงมานั่งเล่นหรือว่ายน้ำได้เลย
We-condo.com
ลิฟท์สำหรับผู้อาศัยจะมี 2 ตัวต่อตึก ช่วงเช้าเวลาไปทำงานหรือไปเรียนก็ไม่ต้องกลัวจะแย่งลิฟท์กัน ห้องของ We Condo ปัจจุบันจะมีให้เลือกอยู่ 6 แบบตามนี้
แบบ 1 ห้องนอน
1 BR (24.90-33.20 ตร.ม.) 1 BR Extra-A (32.40 – 34.50 ตร.ม.) 1 BR Extra-B (33.90 – 34.80 ตร.ม.) 1 BR Extra-C (37.10 – 37.30 ตร.ม.)
แบบ 2 ห้องนอน
2 BR-A (43.70 ตร.ม.) 2 BR-B (47.95 – 48.20 ตร.ม.)
ห้องทุกแบบของ We Condo จะเป็น Fully Furnished แต่งครบพร้อมเข้าอยู่ เพดานสูง 2.4 เมตร โดยดีไซน์ของห้องจะเน้นความลงตัวในทุกพื้นที่การใช้สอย ให้คุณได้มีความสุขในการพักผ่อน อยู่อาศัยและใช้ชีวิตที่นี่
ห้อง 1 BR
เริ่มกันที่ห้องแบบ 1 Bedroom ขนาดพื้นที่จะมีตั้งแต่ 24.90 – 33.20 ตร.ม. เปิดเข้ามาจะเจอกับบริเวณทำครัวที่ด้านซ้าย โดยจะมีตู้เก็บของทำครัวทั้งด้านบนและด้านล่างของโต๊ะครัวและมีช่องไว้สำหรับวางไมโครเวฟไว้ให้ ส่วนบริเวณมุมห้องจะมีพื้นที่เว้นไว้ หากใครอยากวางตู้เย็นหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ก็สามารถวางจุดนี้ได้ ที่สำคัญหากใครกลัวกลิ่นอาหารเวลาทำครัวจะเข้าห้องนอน We Condo ก็ได้ทำประตูบานเลื่อนกันกลิ่นเข้าไว้ให้เสร็จสรรพ
ส่วนด้านขวาจะเป็นห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำจะมีการแบ่งพื้นที่ชัดเจน บริเวณอ่างล้างหน้าจะมีกระจกบานใหญ่พร้อมตู้เก็บของ พร้อมมีพื้นที่ให้วางของใช้ต่างๆ บริเวณอาบน้ำจะกั้นเป็นห้องด้วยกระจก กันไม่ให้พื้นส่วนอื่นของห้องน้ำเปียกได้อย่างดี
เดินเข้ามาบริเวณด้านในที่รวมห้องนอนและห้องนั่งเล่นไว้ บริเวณนี้เราสามารถวางโซฟาไว้ข้างเตียงเพื่อเป็นพื้นที่นั่งชิลหรือดูทีวีได้ ส่วนบริเวณที่ติดกับบานประตูครัวก็สามารถวางโต๊ะทานอาหารและชั้นวางทีวีได้ พร้อมยังมีพื้นที่ให้วางตู้เสื้อผ้าอีกด้วย
สิ่งที่พิเศษสำหรับห้องประเภทนี้ที่ We Condo จัดมาให้ คือพื้นที่ข้างเตียงฝั่งที่ติดกับหน้าต่างจะสามารถวางโต๊ะทำงานได้ เหมาะมากๆ กับยุคนี้ที่ต้อง Work From Home แถมได้นั่งรับแสงธรรมชาติ เวลาเหนื่อยๆ ก็พักสายตาด้วยการมองวิวด้านนอกได้อีก เรียกว่าเป็นมุมโปรดมุมหนึ่งเลยก็ว่าได้
พื้นที่ระเบียงของห้อง 1 BR จะให้มาในขนาดที่กะทัดรัดกำลังดี ตัวคอมเพรสเซอร์แอร์จะถูกติดไว้บนกำแพง ไม่เกะกะ เราสามารถปลูกต้นไม้เล็กๆตกแต่งระเบียง หรือใช้เป็นที่นั่งชิลรับลมได้อีกด้วย
มาต่อกันที่ห้องแบบ 1 BR Extra ของ We Condo โดยวันนี้ที่เรามาดูกันจะเป็นแบบ Extra-B โดยห้องประเภทนี้จะเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่แบ่งครึ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นครัว ห้องนั่งเล่น ส่วนอีกฝั่งจะเป็นห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องทำงาน และห้องน้ำ
เมื่อเปิดประตูมาจะเจอกับบริเวณทำครัว ซึ่งห้องนี้จะเป็นครัวเปิดที่เชื่อมกับบริเวณห้องนั่งเล่นโดยตรง ซึ่งโต๊ะครัวก็จะเหมือนกับห้อง 1 BR ที่มีชั้นวางทั้งบนและล่าง พร้อมช่องวางไมโครเวฟ ส่วนตรงข้ามกับโต๊ะครัวก็สามารถวางตู้เย็นได้
เดินตรงเข้ามาด้านในจะเป็นบริเวณห้องนั่งเล่นที่ติดกับระเบียง โดยส่วนที่ติดกับครัวสามารถวางโต๊ะทานอาหารได้ และลึกเข้าไปก็เป็นมุมนั่งเล่น ดูทีวีสบายๆ ซึ่งเมื่อวางโซฟาและทีวีแล้วจะได้ระยะที่กำลังดีไม่ใกล้และไกลเกินไป หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งชมวิวริมระเบียงก็ได้เช่นกัน
เมื่อเปิดประตูข้ามฝั่งมาจะเจอกับบริเวณห้องนอน ที่ติดกับห้องแต่งตัว โดยจะมีพื้นที่ในการวางตู้ โต๊ะ เตียงและยังมีพื้นที่ในการเปลี่ยนเสือผ้าที่ไม่แคบเกินไป ที่สำคัญพื้นที่ข้างเตียงฝั่งที่ติดกับหน้าต่างสามารถวางโต๊ะเครื่องแป้งหรือโต๊ะทำงานได้อีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าในทุกพื้นที่ใช้สอยจริงๆ
ถัดจากห้องนอนจะเป็นประตูที่เชื่อมกับห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำก็มาพร้อมกระจกบานใหญ่ที่เป็นตู้วางของใช้ด้านใน และบริเวณอาบน้ำก็จะมีฉากกระจกกั้นเป็นห้องไว้ชัดเจน ไม่ต้องกลัวพื้นบริเวณอ่างล้างหน้าเปียกแฉะ
โดยรวมแล้วถือว่าห้องของ We Condo มีการจัดวางแปลนที่ช่วยประหยัดพื้นที่และให้คุณได้ใช้สอยในทุกตารางเมตรอย่างคุ้มค่า โดยไม่รู้สึกอึดอัด แถมบรรยากาศก็ให้อารมณ์เหมือนไปพักตามรีสอร์ทหลายดาวที่ทั้งผ่อนคลายและเงียบสงบ แม้ภายนอกจะเป็นถนนที่มีรถขับพลุกพล่านก็ตาม
อยู่ We Condo ไปไหนได้บ้าง
บริเวณโดยรอบของ We Condo เต็มไปด้วยสถานที่มากมาย ให้คุณได้เดินทางได้และใช้เวลาไม่นาน
ห้างสรรพสินค้า
Central East Ville Central รามอินทรา The Promenade Fashion Island Big C รามอินทรา The Walk The Crystal Index Living Mall
ตลาด
สถานศึกษา
โรงเรียนบดินทรเดชา 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) มหาวิทยาลัยเกริก
โรงพยาบาล
โรงพยาบาลสินแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท
ย่านเอกมัย-รามอินทรา-เกษตร-ลาดพร้าวขึ้นชื่อว่าเป็นย่านที่ครบจบในย่านเดียว จะห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด โรงเรียนหรือโรงพยาบาล ก็สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์หรือรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเทา ดังนั้น We Condo เอกมัย – รามอินทรานี้จึงตอบโจทย์ทุกรูปแบบไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าคุณจะอาศัยเป็นครอบครัว อยู่คนเดียวแบบหนุ่ม-สาวโสด หรือเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ใช้ชีวิตในย่านนี้ได้อย่างสะดวกครบครัน
We Condo พร้อมเข้าอยู่แบบแฮปปี้ มีสไตล์แล้ววันนี้!
คอนโด Low Rise ย่านทำเลดีที่พร้อมเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่าง We Condo พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้ โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 1.69 ล้านเท่านั้น พร้อมฟรีค่าโอนและค่าส่วนกลางปีแรก ให้คุณได้ย้ายเข้าแบบแฮปปี้ ทั้งกับเงินในกระเป่าและกับทุกพื้นที่ใช้สอยใน We Condo เลย
Sep 21, 2021 | บทความอสังหาฯ
ผ้าม่าน เป็นอุปกรณ์การแต่งบ้านชิ้นสำคัญ ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยงามให้ที่อยู่อาศัยแล้ว ผ้าม่านยังเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เพิ่มความเป็นส่วนตัวและป้องกันแสงแดดที่จ้าจนเกินไปเข้ามายังบ้านของคุณอีกด้วย ซึ่งด้วยการตกแต่งผ้าม่านภายในบ้านที่มีถึง 30% นี้เอง ที่ส่งผลให้การเลือกซื้อผ้าม่านจำเป็นจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังและศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ มิเช่นนั้นคุณอาจเสียเงินไปกับผ้าม่านอย่างสูญเปล่าก็เป็นได้ และวันนี้เราจะมาพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผ้าม่านแต่ละแบบพร้อมเคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อผ้าม่านให้ถูกใจ
ผ้าม่าน มีกี่ประเภทกัน ?
เชื่อหรือไม่ว่า ผ้าม่านที่มีลักษณะแตกต่างกัน ก็ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับรู้และรู้สึกถึงอารมณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ทั้งหมด 8 แบบ ได้แก่
ม่านจีบ
ม่านจีบ ถือเป็นม่านที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสามารถตกแต่งกับบ้านได้หลากหลายสไตล์ มีลักษณะเด่นคือ มีจีบที่ถูกจับอยู่ด้านบนและปล่อยยาวลงมา มีการใช้งานที่สะดวกเพราะรางที่สามารถเว้นระยะห่างได้ด้วยตัวเอง และแบ่งเป็น 2 ราง ได้แก่ ม่านโปร่งและม่านทึบ
ม่านตาไก่
จุดเด่นของ ม่านตาไก่ คือ การเจาะรูผ้าม่านเพื่อนำมาร้อยกับราวม่าน ให้ความรู้สึกเรียบหรู พลิ้วไหว มีน้ำหนักที่ไม่เบาจนเกินไป เพื่อให้ผ้าสามารถทิ้งตัวได้อย่างสวยงาม ทำให้นิยมใช้กับการตกแต่งบ้านสไตล์ร่วมสมัยและคลาสสิก หรือบ้านสไตล์โมเดิร์นที่มีรางแบบทันสมัย
ม่านคอกระเช้า
ม่านคอกระเช้า เป็นผ้าม่านที่แสนจะเรียบง่าย แต่สวยงามในความเป็นธรรมชาติ ลักษณะของม่านจะไม่มีการจับจีบเช่นเดียวกับม่านตาไก่ แต่รูปร่างของห่วงจะเหมือนเสื้อกล้าม ที่คล้องกับคาน ซึ่งเทคนิคเล็กน้อย ๆ ในการตกแต่งม่านแบบนี้ก็ทำได้ด้วยการเย็บกระดุมหรือโบให้กับตัวผ้าม่าน
ขอบคุณรูปจาก: Dulux
ม่านพับ
ม่านพับ มีความแตกต่างกับม่านประเภทอื่นที่การเปิดปิดจะอยู่ในแนวขวาง และคลายออกทีละชั้นลงมาเมื่อต้องการปิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งม่านประเภทนี้เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นหรือติดกับประตูและหน้าต่าง โดยเราสามารถติดหลายบานเรียงกันเพื่อการเปิด-ปิด ที่สะดวก ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งหมด และยังดูแลทำความสะอาดง่ายอีกด้วย
ม่านม้วน
ม่านม้วน มักจะพบเห็นได้บ่อยตามออฟฟิศต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายกับม่านพับแต่แตกต่างตรงการเปิด-ปิดจะเป็นการม้วนแทนการพับ เหมาะกับคนที่ต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งาน เพราะมีความสะดวกในการจัดเก็บและใช้งาน สามารถปรับระดับการเปิด-ปิดได้ อีกทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งกันแสงและกรองแสง
ม่านหลุยส์
ถ้าหากไปตามโรงละครอันหรูหรา คุณจะเห็นได้ว่ามีม่านอันสวยงามอลังการที่เรียกว่า ม่านหลุยส์ ประดับตกแต่งอยู่รอบเวที ซึ่งมีลักษณะการเย็บแบบเฉพาะตัว แสดงถึงความมีระดับ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเนื้อผ้าที่หนา ทำให้เป็นม่านที่เก็บฝุ่น และมีการดูแลรักษาที่ยากกว่าปกติ
ม่านลอน
อีกหนึ่งม่านที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะลักษณะของ ม่านลอน ที่ด้านบนจะมีความคล้ายคลึงกับม่านจีบ แต่ด้านล่างจะมีความเป็นลอนคล้ายกับม่านตาไก่ ทำให้อารมณ์ที่แปลกตา เรียบหรู และทันสมัยเข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น
มู่ลี่
มู่ลี่ เป็นม่านที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ผ้าอย่าง อะลูมิเนียมและไม้ มีข้อดีที่ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่เก็บฝุ่น แข็งแรง อีกทั้งยังสามารถปรับทิศทางและความสว่างของแสงได้ตามต้องการ แต่ไม่ได้มีความอ่อนนุ่มและอ่อนช้อยเหมือนกับม่านประเภทอื่น ๆ
การเลือก ผ้าม่าน สำหรับห้องต่าง ๆ
หนึ่งในหลักการเลือกผ้าม่านที่เหมาะสมและถูกใจ ก็คงจะหนีไม่พ้น รูปแบบการใช้งานของผ้าม่านที่เข้ากับห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน เพราะเนื้อผ้าและสีสันของผ้าม่านก็จะส่งผลต่ออารมณ์ที่ต้องการภายในห้องนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก: MARK SCOTT
ห้องรับแขก
ห้องรับแขก เป็นห้องที่สมาชิกในบ้านใช้ร่วมกันในการรับผู้มาเยือนและเป็นห้องที่ใช้ในสังสรรค์ของครอบครัว ต้องการความอบอุ่น สวยงาม และแสงที่มากหน่อย เพื่อให้ห้องดูกว้างขวางนั่นเอง ซึ่งเราก็ควรติดตั้งผ้าม่านที่มี 2 ชั้น อย่างผ้าโปร่งเพื่อรับแสงแดดตอนกลางวัน และผ้าม่านทึบเพื่อซ่อนสายตาจากคนภายนอกในตอนกลางคืน โดยอาจใช้เนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล และสีที่มีความสดใสมีชีวิตชีวา เพื่อเพิ่มความสนุกในการพูดคุยกับระหว่างคนในครอบครัว
ห้องนอน
ห้องนอน ถูกใช้เพื่อการพักผ่อน ทำให้สิ่งที่ควรคำนึงมากที่สุดในการเลือกผ้าม่านห้องนอน คงจะหนีไม่พ้น แสง ที่เล็ดลอดเข้ามา เราควรเลือกผ้าม่านที่มีการกันแสงและปิดบังสายตา เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวในขณะนอนหลับ ส่วนสีที่ใช้ก็ควรเป็นสีสันที่ไม่เข้มมากนัก เช่น สีเบจ สีขาว น้ำตาลอ่อน หรือสีเทาอ่อน เพื่อให้ไม่เหี่ยวเฉาจนเกินไป โดยคนส่วนมากนิยมใช้ผ้าม่านแบบ ม่านจีบ ม่านลอน ม่านพับ หรือม่านม้วนที่สามารถกันแสงได้ดี
ห้องอ่านหนังสือ และ ห้องทำงาน
ด้วยความที่ว่า ห้องทำงานและห้องอ่านหนังสือ เป็นสถานที่ที่ต้องใช้สมาธิมาก ดังนั้นการเลือกผ้าม่านสำหรับห้องนี้ก็ต้องใช้รูปแบบ สี และลายที่เรียบง่าย หรือไม่มีลายเลย เพื่อลดความวอกแวกในการทำงาน ไม่ควรใช้ผ้าม่านที่มืดทึบจนเกินไป เพื่อให้แสงลอดเข้ามาและมองเห็นได้ง่าย โดยอาจใช้มู่ลี่ ม่านม้วน หรือม่านพับ ที่สามารถปรับแสงได้สะดวกสบาย
และถ้าต้องการจัดห้องทำงานในบ้านให้มีพลัง ก็ลองเข้ามาอ่านบทความ สร้าง ห้องทำงานในบ้าน อย่างไรให้มี Energy
ห้องครัว และ ห้องรับประทานอาหาร
เนื่องจากทั้งสองห้องเป็นห้องที่ต้องใช้ในการทำอาหาร ซึ่งมีคราบสกปรกและคราบน้ำมันมากมาย ที่อาจลอยออกมาติดบริเวณผ้าม่านได้อย่างง่ายดาย และดูแลทำความสะอาดยากเย็น อีกทั้งยังต้องการแสงสว่างในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นการติดตั้งผ้าม่านในบริเวณนี้จึงควรใช้วัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำจากผ้า อย่าง มู่ลี่อะลูมิเนียม หรือ มู่ลี่ไม้ ที่สามารถเช็ดออกง่ายกว่า รวมถึงยังมีแสงเข้ามาเยอะกว่า
การเลือก ผ้าม่าน ให้เหมาะกับเรา
นอกจากหลักการที่กล่าวไปด้านบนแล้ว ยังมีเทคนิควิธีการอีกมากมายที่จะช่วยให้เราสามารถเลือกผ้าม่านที่ถูกใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สีที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของเรา เนื้อผ้าที่แตกต่างกันสำหรับม่านแต่ละประเภท ความกว้างและสูงที่พอดีกับประตูและหน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับผ้าม่าน
แต่เหนือสิ่งอื่นใดหลักการเหล่านี้ก็ไม่ได้มีสิ่งที่ตายตัวเท่ากับการความชื่นชอบของตนเอง และความเหมาะสมของอสังหาริมทรัพย์แต่ละหลัง และถ้าคุณไม่มั่นใจในการเลือกผ้าม่านเหล่านี้ ก็ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบที่น่าเชื่อถือได้ หรือจะลองค้นหาบ้านใน Kaidee Property ที่มีการตกแต่งเรียบร้อยแล้วก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เลวเลย