บ้านหรือคอนโด ซื้ออะไรถึงเหมาะกับเรา

บ้านหรือคอนโด ซื้ออะไรถึงเหมาะกับเรา

เพราะในการตัดสินใจหลายย่างย่อมมีความเสี่ยง โดยเฉพาะ การซื้อบ้านหรือคอนโด ที่มีราคาค่างวดที่ค่อนข้างสูง การเลือกซื้อจึงมีหลายปัจจัยที่เจ้าของที่อยู่ ต้องมานั่งพิจารณาความจำเป็นและข้อควรคำนึงในการซื้อที่แตกต่างกันไป หากคุณเป็นอีกหนึ่งในหลายๆคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อบ้าน หรือซื้อคอนโด แบบไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน ลองให้บทความนี้ช่วยคุณพิจารณาเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม ไปเช็กลิสต์พร้อมๆกัน

ทำไมถึงต้องซื้อบ้าน

สถานที่พักผ่อนที่กว้างขวาง ดีไซน์สวย ทันสมัย แถมจะหยิบจับทำอะไรก็สบายตัว เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนใครมากเท่าการพักในคอนโด ซึ่งบ้านมักจะเหมาะกับการอยู่หลายคน อยู่แบบครอบครัวใหญ่ แถมยังได้พื้นที่ไว้ทำอย่างอื่นได้อีกตั้งเยอะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่น่าสนใจเยอะแยะเลยนะ

ที่จอดรถฟรี

สำหรับใครที่มีรถเองหรือสมาชิกในครอบครัวมีรถขับกันทุกคน การมีที่จอดรถบริเวณบ้านเป็นสวรรค์ชั้นเยี่ยมเลย เพราะถ้าไม่มีที่จอดรถส่วนตัว ก็จะต้องไปเช่าหรือซื้อที่จอดรถเพิ่ม ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องเสียเงินเพิ่มน่ะสิ แถมบ้านบางที่ ยังสามารถจอดได้มากกว่า 1 คันด้วย ใครที่ชอบจัดปาร์ตี้ หรือมีแขกมาหาบ่อยๆ การอยู่บ้านน่าจะตอบโจทย์เรื่องการจอดรถมากกว่า

มีพื้นที่ด้านนอก

โดยทั่วไปแล้วในการซื้อบ้านแต่ละครั้ง มักจะมีพื้นที่รอบๆบ้านที่เราสามารถใช้ประโยชน์เพิ่มเติมได้อีก ไม่ว่าจะทำครัวด้านหลังบ้าน ทำสวนนั่งเล่น ปาร์ตี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ หรือใครที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว ก็สามารถแปลงโฉมข้างบ้านให้กลายเป็นสวนเล็กๆได้ แถมหน้าบ้านยังทำเป็นลานจอดรถได้ด้วยนะ

รีโนเวทได้มากกว่า

อยู่บ้านหลังนี้มาสักพักแล้ว อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้านบ้าง การรีโนเวทบ้าน การตกแต่งเป็นเรื่องที่ง่ายดายไปเลยถ้าคุณอาศัยอยู่ในบ้าน เพราะจากโครงสร้างบ้านแข็งแรงกว่าการรีโนเวทคอนโด การรีโนเวทบ้านจึงเป็นเรื่องที่ปลอดภัยมากกว่าการรีโนเวทโครงสร้างคอนโด แต่ถ้ารีโนเวทเพียงเล็กน้อย คอนโดก็สามารถทำได้เช่นกัน

ฟังก์ชันมากกว่า 

หากว่าเราซื้อคอนโดมิเนียมในราคาที่เท่ากับบ้าน เราอาจได้พื้นที่ที่น้อยกว่าการซื้อบ้านหนึ่งหลัง เพราะนอกจากจะได้พื้นที่รอบๆบ้านแล้ว ภายในบ้านยังมีพื้นที่การใช้สอยและพื้นที่เก็บของที่มากกว่าคอนโด เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ลานซักล้าง ที่มากกว่า บางบ้านมีห้องไว้สำหรับเก็บของด้วย ห้องน้ำและห้องนอนก็มีพื้นที่มากกว่า 

ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ตามปกติหากเราอยู่คอนโด อาจจะมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เราต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น ที่จอดรถ ค่าทำความสะอาด แต่หากเราอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เราอาจจะไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมในส่วนนี้ ยกเว้นค่าซ่อมหรือค่าดูแลรักษาส่วนต่างๆมากขึ้น

เลี้ยงสัตว์ได้

ใตรที่ชอบเลี้ยงสัตว์ หากเป็นคอนโด ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในคอนโด แต่หากเป็นบ้าน ไม่ว่าเราจะเลี้ยงสัตว์มากแค่ไหน จะเลี้ยงกี่ตัว ก็สามารถเลี้ยงได้แบบไม่มีข้อติดขัดอะไร แต่ห้ามพาสัตว์เลี้ยงไปขับถ่ายหน้าบ้านของเพื่อนบ้านนะ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาไม่น่ารักเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านได้

ทำไมถึงต้องซื้อคอนโด

สำหรับใครไม่ต้องการเสียเวลาในการดูแลอะไรมากมาย และพักอาศัยอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน การอยู่ในบ้านหลังอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากมากเกินที่จะต้องมาดูแล การอยู่คอนโดมิเนียมสักที่จึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบายกว่ามาก นอกจากนี้ยังมีเหตุผลดีๆที่เราควรซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการพักอาศัย

ขายได้ราคาดีกว่า

ด้วยทำเลของคอนโดมิเนียมหลายๆที่ อยู่ในทำเลทองและทำเลที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้เมื่อเราคิดที่จะขายคอนโดมิเนียมต่อ จึงสามารถประเมินราคาขายได้มากกว่าการขายบ้าน เนื่องจากบ้านหลายๆโครงการไม่ได้อยู่ในทำเลที่ดีมากนัก แถมการดินทางยังไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรด้วย

รีโนเวทประหยัดกว่า

คอนโดส่วนใหญ่ ในหนึ่งห้องมีพื้นที่ใช้สอยในห้องที่พอเพียงต่อการใช้งาน แต่ไม่ได้มีพื้นที่รอบๆข้างเหมือนบ้าน ทำให้การรีโนเวทพื้นที่ห้องในคอนโด งบประมาณการรีโนเวทจึงน้อยกว่าบ้าน และไม่ต้องเสียเงินรีโนเวท โครงสร้างบ้าน พื้นที่รอบๆข้างเหมือนบ้าน

ดูแลได้ง่ายกว่า

ด้วยความที่คอนโดมีพื้นที่ใช้สอยอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงทำให้การดูแลบ้าน การดูแลอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากกว่าการดูแลบ้าน เพราะบ้านจะมีการแยกสัดส่วนพื้นที่เป็นห้องนอนเป็น 2-3 ห้อง ไหนจะห้องน้ำ ห้องครัว ลานซักล้าง แถมยังมีพื้นที่สวนข้างบ้านอีก การดูแลทำความสะอาดจึงต้องใช้พลังงานมากกว่าการดูแลคอนโดมากกว่าหลายเท่าตัวเลย 

มีเจ้าหน้าที่ดูแลได้มากกว่า

ต้องยอมรับว่าการอยู่คอนโดทำให้ชีวิตลูกบ้านสะดวกสบายและปลอดภัยมากกว่าการอยู่บ้าน ยิ่งถ้าเกิดใครที่มาพักอาศัยอยู่คนเดียว การอยู่บ้านอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายมาก เนื่องจากบ้านที่กว้าง ทำให้การหยิบจับ ซ่อมแซม หรือความปลอดภัยในบ้านเป็นเรื่องท่ีต้องระวังมาก คนช่วยเหลือก็ไม่มี แต่ถ้าหากเราอยู่คอนโด เจ้าหน้าที่ของคอนโดจะช่วยเราดูแลในส่วนนี้ได้ อย่าง ช่างซ่อมแซมอุปกรณ์ในห้อง หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ช่วยดูแลความปลอดภัยของเรา

ค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า

ข้อดีของการอยู่คอนโดอีกประการหนึ่งคือ ค่าบำรุงรักษาและค่าธรรมเนียมต่างๆ จะประหยัดมากขึ้นกว่าการอยู่บ้าน เนื่องจากการอยู่บ้านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลความสะอาดบ้าน ค่าทำสวน เมื่ออุปกรณ์ในบ้านเสียหาย การบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน ก็มีค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะบ้านมีอุปกรณ์ที่มากกว่า

มีส่วนกลางให้ทำกิจกรรมได้

คอนโดมิเนียมทุกที่มีส่วนกลางเตรียมไว้ให้กับลูกบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ลูกบ้านจะได้ใช้ประโยชน์จากส่วนกลางอย่างมาก เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือ Co-Working Spaces บางคอนโดมีพื้นไว้สำหรับมีตติ้ง หรือจัดปาร์ตี้ได้ด้วย ซึ่งถ้าเป็นบ้าน และไม่ใช่โครงการใหญ่ๆ ก็มักจะไม่ค่อยมีพื้นที่เหล่านี้ให้ ส่วนใหญ่ก็จะให้ลูกบ้านทำกิจกรรมในบ้านของตัวเองเลย

ปัจจัยช่วยในการตัดสินใจ

นอกจากเหตุผลดีๆที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เรานำมาช่วยพิจารณาได้อีกนะ 

อยู่กันกี่คน

เหตุผลหลักๆที่เราต้องนำมาไว้ในเช็คลิสต์ก่อนเลย คือ เรามีสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ร่วมกันกี่คน หากว่าในครอบครัวเรามีสมาชิกมากกว่า 3 คน ขึ้นไป การซื้อบ้านน่าจะตอบโจทย์การพักอาศัยมากกว่า

โลเคชัน : ในเมือง Vs นอกเมือง

เรื่องทำเลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าใครที่ทำงานในเมืองชอบความสะดวกสบาย นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานได้ ไม่อยากขับรถไปทำงานไกลๆ ไม่ชอบรถติด การอยู่คอนโดมิเนียมน่าจะตอบโจทย์มากกว่าการซื้อบ้าน ในราคาที่เท่ากัน

แต่ใครที่ชอบพื้นที่กว้างขวาง อยู่กันหลายคน บ้านอาจเป็นช้อยส์ที่เหมาะกับเรา อาจจะทำให้เราเดินทางมาทำงานไกลมากขึ้น แต่ถ้าหากตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ชีวิตในมิติอื่นๆได้ บ้านชานเมืองก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ไลฟ์สไตล์

หากว่าเราเป็นคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายมาก กลับบ้านมาเพื่อพักผ่อน ใช้เวลาทำอาหารในครัว มีกิจกรรมครอบครัวด้วยกันที่สวนข้างบ้าน อยากเลี้ยงสัตว์ได้ มีพื้นที่เล็กๆไว้จัดปาร์ตี้ในสวน การอยู่บ้านจะทำให้เรามีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆที่เราชอบในวันหยุดพักผ่อน 

หรือถ้าหากใครที่ไม่อยากดูแลอะไรมากมาย ชอบใช้ชีวิตแบบหวือหวา กลางวันทำงาน ตกดึกไปปาร์ตี้ วันเสาร์-อาทิตย์ ไปเดินช้อปปิ้ง การอยู่คอนโดจึงเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเรา

ความเป็นส่วนตัว

หากว่าเราอยู่บ้าน ความเป็นส่วนตัวในการใช้ชีวิตส่วนตัว การจัดปาร์ตี้ หรือในอนาคตจะรีโนเวทบ้าน ก็สามารถทำได้มากกว่าคอนโดมิเนียม ส่วนคอนโดมิเนียม ปริมาณในการใช้เสียง หรือการทำสิ่งต่างๆอาจจะทำได้น้อยกว่าบ้าน เพราะจะกระทบกับเพื่อนห้องด้านข้างและด้านล่างของเราได้

ความสามารถในการดูแล

การดูแลบ้าน จะต้องใช้ความสามารถในการดูแลมากกว่า ในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการใช้แรงในการทำความสะอาด การจัดการบ้าน ยิ่งถ้าหากเราอยู่ในบ้านกันเพียงไม่กี่คน ยิ่งจะต้องดูแลกันมากเป็นพิเศษ ทั้งภายในบ้าน และนอกบ้าน

คอนโดมิเนียม ไม่ต้องการการดูแลมากเท่าบ้าน เพราะไม่ได้มีสวนข้างบ้าน หรือพื้นที่กว้างมากเท่าบ้าน การลงทุนและลงแรงในการดูแลจึงไม่จำเป็นต้องทำมากกับเท่าบ้าน

งบประมาณในการซื้อ

ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์แต่ละครั้ง งบประมาณเป็นปัจจัยหลักที่เรานำมาเป็นข้อตัดสินใจการเลือกซื้อ ในงบประมาณที่เท่ากัน เราอาจจะได้คอนโดมิเนียมในเมืองใกล้รถไฟฟ้า เดินทางได้สะดวกสบาย พื้นที่ไม่กว้างขวางนัก แต่หากเป็นบ้าน เราอาจจะได้พื้นที่กว้างกว่า ประโยชน์ใช้สอยมากกว่า แต่อยู่ในทำเลชานเมือง เดินทางยากกว่าเล็กน้อย

แล้วซื้ออะไรถึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์เรา

หากว่าเราชีวิตที่สบายๆ ไม่ยุ่งยากมาก เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ได้มีเวลาในการดูแลที่พักมาก อาจจะชอบใช้ชีวิตหวือหวา ไม่ค่อยอยู่ในที่พักมาก และอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน หรืออยู่แค่คนเดียว การอยู่คอนโดมิเนียม จะช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น ปลอดภัยมากกว่า แต่หากเราเป็นครอบครัวใหญ่ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าการออกไปนอกบ้าน ชอบทำกับข้าว อยากมีพื้นที่กว้างๆในการเลี้ยงสัตว์ จัดปาร์ตี้กับครอบครัวและคนพิเศษ ในที่ที่พี่เศษ การอยู่บ้านจึงตอบโจทย์มากกว่า

ใครที่กำลังตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมดี หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ของคุณได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ขอให้ได้บ้านหรือคอนโดที่คุณต้องการและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

จิตวิทยาสี กับ การเลือกสีห้องให้อยู่สบาย

จิตวิทยาสี กับ การเลือกสีห้องให้อยู่สบาย

เคยไหม กับการนอนไม่หลับ เคยไหมกับการว้าวุ่นใจทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านของเราเอง เพราะจริง ๆ แล้ว จิตวิทยาสี ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เราจึงต้องมีการเลือกสีห้องให้เข้ากับห้องต่าง ๆ ใหม่เพื่อให้คุณมีอารมณ์ที่ดีขึ้น แต่จะแต่งห้องใหม่ทั้งที จะมีเคล็ดลับและวิธีการอย่างไรบ้าง มาดูกัน

สีกับอารมณ์

จิตวิทยาสี มีผลต่ออารมณ์ ?

รู้หรือไม่ว่าสีห้องนั้น ส่งผลถึงอารมณ์ของคนเราได้ ดังนั้นความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาสีและอารมณ์จะช่วยให้คุณเลือกโทนที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น 

สีแดง

สีแดง ถือเป็นสีแห่งความตื่นเต้น มีชีวิตชีวา ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และยังมีความหมายแฝงในเรื่องของกามารมณ์ ให้ความรู้สึกที่ร้อนแรง มีพลัง ทำให้เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงจะมีความโดดเด่นและเป็นจุดสนใจ

สีเหลือง

สีเหลือง ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา เป็นสีแห่งอำนาจบารมี ซึ่งสังเกตได้จากวันที่มีแสงอาทิตย์สีเหลืองจะให้ความสดชื่นแจ่มใสมากกว่าวันที่ท้องฟ้าเป็นสีมืดครึ้ม นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองโลกในแง่ดีอีกด้วย ถูกใช้ในไฟจราจรเพื่อเพิ่มความระมัดระวังนั่นเอง

สีน้ำเงิน

สีน้ำเงิน สีที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและสายน้ำ ทำให้สื่อถึงความสงบ สุภาพ หนักแน่น และเคร่งขรึม สามารถช่วยให้มีสมาธิและลดความตื่นเต้นได้ มีความหมายถึงตอนกลางคืนจึงมีความสงบและผ่อนคลายมากกว่าสีอื่น ๆ และนิยมนำไปใช้ในการบำบัดความเครียดหรืออาการนอนไม่หลับ รวมถึงยังช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจและศิลปะอีกด้วย

สีฟ้า

ในทาง จิตวิทยาสี สีฟ้า เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเป็นอิสระ สงบเยือกเย็น ปลอดภัย และปลอดโปร่งสามารถช่วยลดความกระวนกระวายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสมาธิได้ มักจะถูกใช้เพื่อสื่อถึงความสง่างาม มีศักดิ์ศรี และความสูงศักดิ์ ในราชวงศ์ต่าง ๆ

สีเขียว

สีเขียว เป็นสีวรรณะเย็น สีแห่งความเป็นธรรมชาติ สามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และสมดุล ถือเป็นอีกหนึ่งสีที่ใช้ในการผ่อนคลายความเครียด จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในการตกแต่งอาคารหรือห้องต่าง ๆ เพื่อทำให้รู้สึกถึงความสุขนั่นเอง

สีม่วง

สีม่วง ให้อารมณ์ความรู้สึกที่เร้นลับน่าค้นหา และมีเสน่ห์อยู่ในตัว เป็นสีที่ช่วยในการปลอบโยนจิตใจให้สงบ อ่อนโยน และฟื้นกลับมาจากสภาพจิตใจที่ตกต่ำ เพราะจะกระตุ้นสมองให้มีความฮึกเหิม แต่ในทางกลับกันก็หมายถึงความเศร้าเสียใจและจอมปลอมได้เช่นเดียวกัน 

สีส้ม

สีส้ม สีโทนร้อน ที่มีความอบอุ่น สดใส วัยรุ่น มีชีวิตชีวา ช่วยเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้ตื่นตัวและมีสติปัญญามากขึ้น สื่อถึงความระมัดระวังและสุขภาพที่ดี ช่วยให้กระตุ้นความอยากอาหารจึงนิยมนำมาใช้กับร้านอาหารหรือแบรนด์อาหาร และเป็นดึงดูดพลังงานของเด็ก ๆ ให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

สีชมพู

สีชมพู ในเชิง จิตวิทยาสี สามารถหมายถึงการมีน้ำใจ มีจิตใจดี และความอบอุ่นได้ มีความหมายตรงกันข้ามกับสีแดงซึ่งมีความเข้มกว่า และการมีสีชมพูรายล้อมยังทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย นักจิตวิทยาจึงมักจะนำสีชมพูมาเพื่อบำบัดความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือคนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์

สีขาว

สีขาว เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เมตตา และอ่อนโยน ในเชิงจิตวิทยาสีให้ความรู้สึกถึงความศรัทธาและความสะอาด ซึ่งเห็นได้จากการชุดสวมใส่ขณะปฏิบัติธรรมและการตกแต่งภายในโรงพยาบาล นอกจากนี้ สีขาวยังสามารถช่วยบรรเทาอารมณ์ต่าง ๆ จากการวิตกกังวล ให้เงียบสงบมากขึ้นได้อีกด้วย

สีดำ

สำหรับ สีดำ มีความหมายในเชิงจิตวิทยาสีว่า การควบคุมพลังอำนาจ แต่ในทางกลับกันก็ยังหมายถึงการหมดพลังและอ่อนล้า ขัดต่อเปลี่ยนแปลงหรือการเจริญเติบโต ในทางแฟชั่นสีดำถูกใช้ไปเพื่อใส่ไปในการแต่งตัว เพราะจะทำให้ผู้สวมใส่ดูผอม สง่า และมีอำนาจ

สีเทา

สีเทา ให้ความรู้สึกถึงความโศกเศร้า หดหู่ และท้อแท้ มีเนื่องจากเป็นสีกลางระหว่างดำและขาวทำให้มีความสมดุล และสามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนในปริมาณมากได้อีกด้วย และยังเป็นสีที่ทำให้รู้สึกถึงความเย็น แต่ควรระมัดระวังการใช้สีเทาโดยใช้คู่กับสีอื่น ๆ

น้ำตาล

สีน้ำตาลเป็นสีแห่งความอบอุ่นและการพักผ่อน เป็นสัญลักษณ์ของความแน่วแน่และความอุดมสมบูรณ์เหมือนสีดินและธรรมชาติ โดยมีสีน้ำตาลอ่อนที่หมายถึงความจริง และสีน้ำตาลเข้มที่หมายถึงไม้หรือหนัง แต่การใช้สีน้ำตาลเยอะจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้เช่นกัน

การเลือกสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี

ห้องนอน

ห้องนอน ถือเป็นห้องแห่งการพักผ่อน เป็นห้องที่ต้องการความสงบและสบายใจ สีที่เหมาะกับการทาห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและแม่น้ำจึงเกิดความเงียบสงบและยังช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ก็ควรระวังในการเลือกเฉดสีไม่ให้เข้มจนเกินไปเพราะมิเช่นนั้นอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่หม่นหมองได้ ส่วนสีที่ไม่ควรใช้ในห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีแดงและม่วงที่จะกระตุ้นความมีชีวิตชีวาและฮึกเหิม

ห้องนอนสีฟ้า

ห้องนั่งเล่น

เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่รวบรวมสมาชิกภายในบ้าน มีทั้งความอบอุ่นและสนุกสนานจากการพูดคุยกัน ดังนั้นสีที่เหมาะกับการทาห้องนั่งเล่นคงจะหนีไม่พ้น สีน้ำตาลและสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งความอบอุ่นและพักผ่อนนั่นเอง ส่วนสีที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ที่มีความเข้มมากอย่างสีดำ หรือกรม เพราะจะทำให้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกอึดอัด อึมครึม และหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก

ขอบคุณรุปจาก: decolover.net

ห้องน้ำ

สั่งเกตได้ว่าสีของห้องน้ำส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเพราะเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาดและบริสุทธิ์ แต่ว่าถ้าหากว่าต้องการจะเปลี่ยนสีของห้องน้ำให้สดใสขึ้น อาจใช้สีที่มีความอ่อนและทำให้รู้สึกสบายใจอย่างสีเทา สีฟ้า และสีเขียวอ่อนเพื่อลดความกระวนกระวายและรู้สึกถึงความสะอาดสดชื่นนั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก: Roger Davies

ห้องทำงาน

สีที่เหมาะกับห้องทำงานซึ่งเป็นห้องแห่งการใช้สมาธิและห้องแห่งความสร้างสรรค์นั่นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สีเขียวสีที่ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานแต่ก็ไม่ตึงเครียดจนเกินไป หรือสีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่าง สีม่วงอ่อน สีส้ม และ สีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และงานศิลปะ รวมถึงการใช้สีแดงที่จะช่วยให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณรูปจาก: burkedecor.com

ห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร

สีแดงและสีส้มนอกจากจะเป็นสีที่มีความสดใสรับวันใหม่แล้ว ก็ยังเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีจึงควรจะใช้สีเหล่านี้ในการทาสีห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร ส่วนสีที่ไม่ควรที่ใช้ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เพราะตามหลัก จิตวิทยาสี แล้ว สีเหล่านี้จะส่งผลให้ความอยากอาหารนั้นลดลงไปมากเลยทีเดียว

ขอบคุณรูปจาก: MODTAGE Design

ห้องเด็ก

ผนังห้องนอนของเด็ก ๆ มักจะถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างสีฟ้า ชมพู เหลือง และเขียวพาสเทล เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ที่มากเกินไป

ขอบคุณรูปจาก: Emily Gilbert

ห้องออกกำลังกาย

เนื่องจากว่าการออกกำลังกายถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงจึงเหมาะกับการทาสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งความกระตือรือร้น และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกอีกว่า สีแดงยังช่วยในการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายให้ดีและกระฉับกระเฉงมากขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก: cladglobal.com

สรุปท้ายบทความ

หลักการทาสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินในเลือกสีต่าง ๆ ให้กับห้องเพราะเราควรที่จะได้เลือกสีห้องที่ตนเองชื่นชอบเสียมากกว่า และหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้วหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตกแต่งบ้านหลังจากที่ซื้อบ้านใหม่จาก Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์หลากหลายสไตล์ แล้วอย่าลืมดูแลรักษาผนังของคุณให้คงสภาพดีอยู่เหมือนเดิมเพื่อบ้านที่สวยงามน่าอยู่กันนด้วยนะคะ

อ่านบทความ สีทาบ้านเสริมสิริมงคล ทาแล้วมีแต่ปังกับปัง!!

โลกอสังหาฯ หลัง COVID 19: บ้าน VS คอนโด ใครคือผู้ชนะ

โลกอสังหาฯ หลัง COVID 19: บ้าน VS คอนโด ใครคือผู้ชนะ

หลังจากโลกได้รับผลกระทบจาก Covid 19 แน่นอนว่าแนวโน้มของตลาดผู้บริโภคย่อมต้องปรับตัวตามไปด้วย เมื่อพิจารณารวมกับปัจจัยการ Over supply ของตลาดอสังหาฯ ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ หดตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อเจาะภาพรวมลงไปดูรายละเอียด Kaidee Property กลับพบข้อมูลแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ที่น่าสนใจ และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไปในอนาคต

แนวโน้มอสังหาฯ ในปัจจุบัน

แม้ภาพรวมอสังหาฯ ในปัจจุบันอาจมีเปอร์เซ็นต์การเติบโตไม่เท่าปีก่อนๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตเมื่อเจาะลึกลงไปในอสังหาฯ ประเภทใหญ่ๆ อย่างบ้านและคอนโด

แนวโน้มการเติบโตของคอนโดมิเนียม

จากข้อมูลของ EIC (Economic Intelligence Center)  หน่วยงานของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจระดับมหภาค พบว่าการเติบโตของราคาคอนโดมิเนียมทั่วประเทศในปี 2563 นั้นหดตัวครั้งแรกในรอบ 10 ปี

Statistic on GDP
ขอขอบคุณภาพจาก EIC

ในขณะที่คอนโดในเขตใจกลางเมืองอย่าง เพลินจิต ชิดลม และราชเทวี ยังคงเติบโตสวนทางโดยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 5 % (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563) เป็นที่น่าสนใจว่าเหล่าคอนโดมิเนียม ณ ทำเลที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นคอนโดราคาระดับ 4 ล้านขึ้นไป ไปจนถึงระดับ Luxury

Statistic on Real Estate along BTS
ขอขอบคุณภาพจาก EIC

หากวิเคราะห์ลึกลงไปว่า Demand ของอสังหาฯ เหล่านี้เป็นใครก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ระดับ Upper Middle Class ซึ่งเป็น Real Demand ของอสังหาฯ ระดับนี้ กลุ่มเรียลดีมานด์นี้แม้จะได้รับผลกระทบจาก Covid 19 แต่ก็ยังมีกำลังซื้อพอสมควรทำให้ตลาดคอนโด Luxury ยังไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าคอนโดระดับอื่นในขณะนี้ ซึ่ง คอนโด Luxury นี้อาจจะเป็นตลาดแรกๆ ที่จะกลับมาได้รับความสนใจหลังจากวิกฤติ Covid ผ่านไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้คอนโดใจกลางเมืองจะมีภาพรวมที่โอเค แต่ภาพรวมของคอนโดมิเนียมในแถบ MRT กลับลดลงมาตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเกิดวิกฤติ Covid เสียอีก และยังคงติดลบต่อเนื่องมาจนถึง 2 ไตรมาสแรกของปี 63

เป็นที่น่าคิดว่าอาจเป็นเพราะผลกระทบจากสองปัจจัยคือหนึ่ง Trade war ระหว่างไทยกับจีนจึงทำให้กลุ่ม Demand จากประเทศจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สองคือมาจากวิกฤติ Covid 19 ที่กระทบภาคการท่องเที่ยวอย่างจังทำให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้แม้แต่ราคาคอนโดของเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยายังลดลงไปถึง -4.5 %

การเติบโตของคอนโดในปี2020
ขอขอบคุณภาพจาก EIC

สำหรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อนั้น การหดตัวของตลาดอสังหาฯ นี้ส่งผลให้เกิดประโยชน์อยู่บ้าง กล่าวคือเหล่า Developer จะทำการเร่งระบายสต็อกห้องที่เหลือคงค้างเพื่อเตรียมตัวรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้เรานั้นสามารถช้อนซื้อห้องในราคาถูกกว่าเดิมได้มากและสามารถนำไปปล่อยเช่าทำกำไรในอนาคตได้อีกด้วย

แนวโน้มการเติบโตของอสังหาฯ ประเภทบ้าน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่ 26 มีนาคม 2563 ผู้บริโภคในแต่ละภาคส่วนมีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่เปลี่ยนไป และหันมาใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ตนต้องการมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนั้นรวมไปถึงตลาดอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน จากการรีเสิร์ชพบว่า มีการค้นหาและเข้าชมประกาศประเภทบ้านมากขึ้นกว่าช่วงก่อนประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งมากกว่า 30 % เป็นการค้นหาบ้านเดี่ยว และมากกว่า10% เป็นการค้นหาทาวน์เฮ้าส์

กลุ่ม Demand ที่เพิ่มมากขึ้นนี้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดอสังหาฯ กล่าวคือถึงแม้ภาพรวมอาจจะดูซบเซาลงไป แต่ตลาดอสังหาฯ ชนิดบ้านกลับกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ โดยระดับราคาบ้านที่ถูกเข้าชมสูงสุดนั้นจะอยู่ที่ล้านต้นๆ หรือ ตั้งแต่ 1-2 ล้านบาท อาจกล่าวได้ว่า ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในช่วงราคานี้เปลี่ยนเป้าหมายจากคอนโดมิเนียมในเมือง มาเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวเฮ้าส์นอกเมืองแทน ประกอบกับการที่ตลาดคอนโดมีปัญหา Over supply มาสักพักแล้ว จึงเดาได้ไม่ยากเลยว่าตลาดบ้านแนวราบกำลังจะโตขึ้นมาแทนที่

ยิ่งไปกว่านั้นราคาของอสังหาฯ ชนิดบ้านนั้นยังมีการปรับตัวสูงขึ้น 2.4 % เทียบกับปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าบ้านนั้นมี Real Demand สม่ำเสมอและเป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ไม่ได้ซื้อไว้ลงทุน จึงทำให้แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติ Covid ตลาดประเภทบ้านก็ยังคงเติบโตได้

บ้าน VS คอนโด :ใครคือผู้ชนะ

พูดถึงคอนโดมิเนียม แม้ Segment ในตัวเมืองจะไม่ประสบปัญหา แต่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบโดยรวมจะพบว่าราคาของคอนโดมิเนียมลดลง 6 % ในรอบหลายปี ซึ่งกว่าจะฟื้นตัวได้ก็ต้องใช้เวลาสักพักหลังผ่านพ้นวิกฤติ Covid 19 ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาหลากหลายปัจจัยของตลาดอสังหาฯ ประเภทบ้าน จะพบว่าบ้านนั้นถึงจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่หนักเท่าคอนโดมิเนียม อีกทั้งราคาบ้านไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น 2.4 % ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า “ช้าแต่ชัวร์” กล่าวคือแม้จะเติบโตช้าแต่เติบโตชัวร์ ๆ

จากหลากหลายปัจจัยที่กล่าวมา Kaidee Property จึงขอตัดสินว่า ศึกครั้งนี้ บ้านคือผู้ชนะที่แท้จริงนั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

กล่าวโดยสรุป หากมองในภาพรวม ตลาดอสังหาฯ ประเภทบ้านนั้นปรับตัวดีกว่าประเภทคอนโดขาดลอยเนื่องจากยังมีกลุ่มเรียลดีมานด์สม่ำเสมอและไม่กระจุกตัวแบบคอนโดมิเนียมซึ่งดีขึ้นเฉพาะโซนชั้นในอย่างเพลินจิต ชิดลม และราชเทวี เพียงเท่านั้น

หากวิกฤตินี้ผ่านพ้นไป กำลังซื้อจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ U Shape อีกทั้งพฤติกรรม New Normal ของผู้บริโภคอาจส่งผลระยะยาวในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ต้องรอดูกันต่อไปว่า ทางตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวทำคะแนนนำหน้าประเภทบ้านหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากสนใจช้อนซื้อหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สามารถดูได้ที่ Kaidee

การจัดบ้าน 10 แบบที่ต้อง Say No! : สำหรับบ้านทุกสไตล์

การจัดบ้าน 10 แบบที่ต้อง Say No! : สำหรับบ้านทุกสไตล์

ในยุคที่เทรนด์การแต่งบ้านกำลังมา ไม่ว่าจะเป็น มินิมอล โมเดิร์น หรือคุมโทนสแกนดิเนเวียนด้วยเฟอร์นิเจอร์จากอิเกีย คุณไม่ใช่คนเดียวที่เลือกไม่ถูกว่าจะแต่งบ้านสไตล์ไหนดี แต่ไม่ว่าจะรักพี่เสียดายน้อง หรือลังเลเลือกไม่ถูก Kaidee Property ก็มีกฎการจัดบ้านง่ายๆ 10 ข้อมาฝากคุณ รับรองว่าแค่ทำตามนี้ บ้านก็ดูดีไปกว่าครึ่ง

10 ข้อควรระวังสำหรับบ้านทุกสไตล์

อยากจัดบ้านทั้งทีแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป วันนี้ Kaidee Property สรุปการจัดบ้านแบบ101 มาให้คุณแล้ว จะต้องโฟกัสอะไรกันบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1.ของสะสมฝุ่น

เคยไหมคะที่เดินผ่านชั้นวางของแล้วเห็นอะไรเยอะแยะยุบยับไปหมด ถ้าเคย นั่นอาจเป็นเพราะคุณวางของตกแต่งกระจุกกระจิกต่างๆ เช่น ตุ๊กตา กรอบรูป หรือโมเดลตัวเล็กๆ มากเกินไป ซึ่งของพวกนี้เมื่ออยู่รวมกันเยอะๆ แล้วไม่ก่อให้เกิดพลังบวกเท่าไร เพราะนอกจากจะสะสมฝุ่นแล้ว ยังทำให้มุมนั้นของคุณดูรกไปหมด

ทางแก้ก็คือลองเลือกวางของที่ทำให้คุณนึกถึงความทรงจำดีๆ ที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูเมื่อไหร่ก็ทำให้คุณมีกำลังใจและได้พลังบวกได้เสมอ สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ “น้อยแต่มาก”

การเลือกเพียงแค่ของบางอย่างมาตั้งโชว์นี้จะทำให้คุณรักมุมๆ นี้ของคุณมากขึ้น เพราะมองไปเมื่อไรก็สบายใจและได้พลังบวก

2.จัดระเบียบการเก็บของซะใหม่

คุณควรทำตู้สำหรับเก็บของโดยเฉพาะ แล้วเอาของที่ไม่ค่อยได้ใช้ ไปเก็บไว้ในที่เดียวกัน เพราะการเก็บของเป็นที่เป็นทางจะทำให้คุณหาของง่ายขึ้นเมื่อต้องการใช้ และยังทำให้บ้านของคุณดูสะอาดสบายตาขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ตู้เก็บของนี้ควรเป็นตู้ที่มีฝาปิดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นมุมรกสายตาเหมือนอย่างในข้อแรกที่กล่าวไว้ อีกทั้งเรายังสามารถติดพวก Post-it หรือลิสต์ของที่เก็บไว้ในตู้ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ติดฝาทีเดียว ได้ประโยชน์สองต่อ

3.หมอนอิงยุบยับ

หมอนอิงเยอะเกินไป
หมอนอิงยุบยับ

หมอนอิงอาจดูเหมือนปัจจัยเล็กที่ไม่ค่อยสำคัญ แต่ลองนึกถึงภาพโซฟาที่มีแต่หมอนอิงเต็มไปหมด แถมยังสีไม่คุมโทนอีก แบบนั้นห้องนั่งเล่นของเราอาจดูไม่ค่อยน่ามองเท่าไร

คำแนะนำจาก Kaidee คือให้ลองใช้หมอนอิงแบบที่ปลอกสามารถถอดเปลี่ยนได้ เพราะจะทำให้เราสามารถเปลี่ยนสไตล์ไปมาได้ตามใจชอบโดยที่ไม่ต้องซื้อหมอนอิงมาเพิ่ม เพียงแค่ซื้อปลอกมาเปลี่ยนตามอารมณ์แทนเท่านั้น แถมปลอกหมอนยังหาที่จัดเก็บง่ายกว่าหมอนอิงทั้งใบและไม่เปลืองเนื้อที่มากอีกด้วย

4.กรอบรูปกระจัดกระจาย

สำหรับคนที่ชอบดูรูปแล้วนึกถึงเรื่องเก่าๆ การติดรูปไว้บนผนังอาจจะดูเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการย้อนรำลึกวันวาน แต่เมื่อรูปมันเริ่มเยอะมากเกิน เราก็ต้องจัดหมวดหมู่กันเสียหน่อย

การติดรูปบนผนังนั้นต้องต้องการความใส่ใจเล็กน้อย โดยลองจัดกลุ่มให้กรอบรูปอยู่ใกล้ๆ กันดู เช่น กลุ่มนี้สำหรับรูปภาพวัยเด็ก ส่วนอีกกลุ่มเป็นรูปภาพจากงานสังสรรค์ เป็นต้น

การจัดหมวดหมู่แบบนี้นอกจากจะทำให้ผนังดูโล่งและเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ยังทำให้เราสามารถเลือกดูภาพได้ตามหมวดหมู่อีกด้วย

5.เข้าบ้านแล้วเหมือนเข้าป่า

Inhouse plant
เข้าบ้านแล้วเหมือนเข้าป่า

ดูจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในบ้านเราแบบนี้ Kaidee เห็นด้วยว่าเราควรจะมีต้นไม้สักต้นสองต้นในห้อง อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญอยู่ที่เราต้องโฟกัสการเลือกชนิดและไซส์ของต้นไม้

จริงอยู่ที่ต้นไม้บางชนิดช่วยฟอกอากาศและทำให้บ้านดูสดชื่น แต่หากเลือกมาผิดไซส์แล้ว ห้องกว้างๆ จะดูเหมือนป่าเอาได้ หากเพดานห้องคุณสูงเพียง 2 เมตร ต้นไม้ประดับไม่ควรสูงเกิน 1 เมตร และควรเลือกชนิดที่ไม่แผ่กิ่งก้านสาขา หรือพุ่มไม่ใหญ่มากนัก เพียงเท่านี้ห้องของคุณจะดูสดชื่นเหมือนมีสวนเล็กๆ ส่วนตัว

6.ผนังไม่เคยว่าง

สำหรับคนที่รักการแต่งบ้านเป็นชีวิตจิตใจที่เวลาไปไหนก็จะต้องมีของติดไม้ติดมือกลับมาตกแต่งบ้านด้วยเสมอ อาจจะพบปัญหาที่ว่า “ผนังเต็ม” และ “ไม่รู้จะเอาชิ้นนี้ไว้ติดไว้ตรงไหนดี”

ทางแก้ที่ Kaidee แนะนำคือ ลองสับเปลี่ยนของตกแต่งทุกๆ 3 เดือน วิธีนี้เราจะไม่ต้องเพิ่มของบนผนังไปเรื่อยๆ แต่เลือกที่จะเอาอันใดอันหนึ่งลง แล้วเอาอันใหม่ติดขึ้นไปแทน ส่วนเวลาติดก็ให้เว้นช่องไฟด้วยสักหน่อย จะได้รู้สึกว่ามีพื้นที่ว่างบนผนังบ้าง

อีกข้อหนึ่งคือพยายามจัดมุมตกแต่งไว้แค่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ไม่ใช่ติดไปทุกผนัง ลองปล่อยให้ผนังห้องว่างบ้าง แล้วคุณจะรู้สึกสบายตาขึ้นไม่มากก็น้อย

7.พรมผิดไซส์

Living Room
ซื้อพรมเล็กๆ อีกผืนที่เข้ากัน มาวางประดับข้างๆ เพื่อเพิ่มเลเยอร์ให้กับพื้นที่

พรมดูเหมือนของที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร แต่หากขาดไปหลายคนก็คงรู้สึกว่าห้องนั่งเล่นมันโล่งแปลกๆ เพราะเหตุนี้พรมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเลือกอย่างใส่ใจ

การจัดโซนของห้องทำได้ง่ายๆ ด้วยการปูพรม สิ่งสำคัญคือต้องเลือกไซส์ให้พอดีกับขนาดพื้นที่ว่างระหว่างโซฟากับโต๊ะรับแขก แต่ถ้าหากพลาดซื้อพรมที่มีขนาดเล็กกว่าพื้นที่มาแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ซื้อพรมเล็กๆ อีกผืนที่เข้ากัน มาวางประดับข้างๆ เพื่อเพิ่มเลเยอร์ให้กับพื้นที่ตรงส่วนนั้น แถมยังเป็นการซ่อนพื้นที่ว่างไว้อีกด้วย

8.ผสมสไตล์การตกแต่งภายในห้องเดียวกัน

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับเหตุการณ์ “รักพี่เสียดายน้อง” รักมินิมอลแต่ก็แอบขี้เกียจคุมโทนทั้งบ้าน แล้วไปๆ มาๆ การตกแต่งก็ผสมปนเป ไม่ไปทางไหนสักทาง แถมยังผสมสไตล์การตกแต่งภายในห้องเดียวกันอีกต่างหาก

ทางแก้ที่เราจะเสนอก็คือ “ต่างห้องต่างสไตล์” ให้ลองแบ่งห้องตามสไตล์การตกแต่ง เช่น ห้องนั่งเล่นมินิมอล แต่ห้องนอนโมเดิร์น เป็นต้น วิธีแก้อันนี้นอกจากจะ win-win ให้เราได้ห้องทุกสไตล์ที่เราชอบแล้ว เรายังไม่ต้องมาห่วงว่าของที่ซื้อมาจะหลุด Theme หรือไม่คุมโทนอีกด้วย

9.โซฟารูปตัว L

เชื่อว่าใครๆ ก็ชอบนอนดูหนังบนโซฟาในวันหยุด โซฟา L-shape เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเอนจอยช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทว่าก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนการซื้อโซฟา L-shape เช่นกัน

เนื่องจากเป็นโซฟาไซส์ใหญ่และกินพื้นที่มาก คุณต้องคำนึงถึงเรื่องพื้นที่ของห้องให้มากว่าสามารถจุโซฟาชนิดนี้ไหวหรือไม่ เพราะด้วยความที่เป็นรูปตัว L โซฟาชนิดนี้อาจทำให้ห้องดูทึบและแคบลงได้ ทางที่ดีคุณควรวัดขนาดพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น จะได้จัดโซนพื้นที่ให้พอเหมาะพอดีกับไซส์ของเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ

10. ทาสีบนเพดาน

Ceiling Paint

การทาสีเพดานให้เหมือนกับท้องฟ้าจำลองในยามค่ำคืนเป็นไอเดียที่ดีมากสำหรับห้องที่มีเพดานกว้างและสูง 3 เมตรขึ้นไป อย่างไรก็ตาม หากห้องของคุณมีขนาดที่เล็กกว่านั้น การเพนต์ห้องให้เหมือนกับท้องฟ้าตอนกลางคืนอาจจะทำให้ห้องดูเล็กลงไปถนัดตา Kaidee ขอแนะนำว่าให้เลือกเพนต์เป็นสีสว่างหรือสีพาสเทลแทนเพราะสีโทนนี้จะกระจายแสงและยังทำให้ห้องของคุณดูกว้างขึ้นอีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

การจัดบ้านนับเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเพราะบ้านคือสถานที่ที่สะท้อนจิตใจของเรา หากจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้อยู่อาศัยก็มองแล้วสบายตาส่งผลให้สบายใจตามไปด้วย หากจัดบ้านเสร็จเรียบร้อยตาม 10 ข้อนี้แล้ว มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนไม่ได้ใช้ มาลงขายไว้ได้ที่ Kaidee

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

Home-office

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เราประสบกับสิ่งเลวร้ายมามากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่เหน็ดเหนื่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้ และได้สร้าง New Routine ให้กับตัวเอง นอกจากนิสัยการสร้างสุขอนามัยที่ดี อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการหมั่นล้างมือเป็นประจำ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาซึ่งที่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ใดในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือการกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดโรคโควิด 19 หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าการ “ควอรันธีน” (Quarantine) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่บ้านเป็นเดือนๆแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเราในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือลักษณะการทำงาน เพราะหลายๆคนต้องทำงานที่บ้านแทนการทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เทรนด์การสร้างบ้านแบบโฮมออฟฟิศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา 

วันนี้ Kaidee ได้รวบรวม 5 โฮมออฟฟิศไอเดีย ที่จะช่วยเนรมิตบ้านเพื่อนๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งบรรยากาศ “โฮม” ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านแบบโฮมออฟฟิศ ทั้งนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายไปบรรยากาศบ้าน แถมยังมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศ รับรองว่าทั้ง 5 โฮมออฟฟิศดีไซน์นี้จะช่วยบูสต์ความคิดสร้างสรรค์ให้เพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

เรามาเริ่มกันจากข้อดีของบ้านแบบโฮมออฟฟิศกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ 

ข้อดีของบ้านโฮมออฟฟิศ

ข้อดีของ home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Sitchu 

หนึ่งในข้อดีที่เด่นที่สุดของการสร้างบ้านลักษณะโฮมออฟฟิศนั่นคือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน แตกต่างจากบ้านแบบทาวน์โฮมโดยสิ้นเชิง โฮมออฟฟิศโดยทั่วไปนั้นแบ่งสัดส่วนเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักอาศัย ดังนั้นบรรยากาศการทำงานในโฮมออฟฟิศก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย และเป็นกันเองมากกว่าการทำงานในออฟฟิศปกติทั่วไป รวมไปถึงการแต่งตัว และ Culture ในการทำงานก็จะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อโฮมออฟฟิศ หรือการแต่งบ้านโดยแยกพื้นที่พักอาศัยกับพื้นที่ทำงานออกจากกันจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่สามารถระบุเวลาการทำงานที่ชัดเจนได้ บ้านลักษณะนี้เองยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท start-up ที่เน้นความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าความเป็นทางการในสถานที่ทำงาน

1. โฮมออฟฟิศ สไตล์มินิมอล (Minimal Home-Office) 

minimal Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Home-Design     

ถ้าเพื่อนๆ จะเลือกตกแต่งห้องสักห้องในบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ห้องนั้นควรเป็นห้องทำงานหรือไม่ก็ห้องนอน ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา เทรนด์การตกแต่งบ้านแบบมินิมอลเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะแนวมินิมอลนั้นนอกจากจะทำให้บ้านเพื่อนๆ ดูโมเดิร์นแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อจิตใจผู้อาศัยอีกด้วย เพราะการที่ห้องมีความเป็นระเบียบด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด ความโปร่งโล่งและสีที่สว่างของห้องจะช่วยลดอาการซึมเศร้า การตกแต่งที่เรียบง่ายจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกใจเย็น เป็นต้น

ดีไซน์โฮมออฟฟิศแบบมินิมอล จะเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นแทนการวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ห้องไม่ดูรก และเพิ่มมิติให้ห้องดูพื้นที่มากขึ้น ส่วนในเรื่องของสีวอลล์เปเปอร์นั้นจะเน้นสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีไม้อ่อนๆ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องดูโอ่โถง ถ้าใครคิดว่าห้องแบบมินิมอลนั้นดูโล่งเกินไป เพื่อนๆ สามารถตกแต่งห้องด้วยต้นไม้เล็กๆตามมุมห้อง หรือใช้กรอบรูปสีโมโนโทนที่เข้ากับสีหลักของห้อง เพิ่มเติมได้ตามใจชอบได้เลยค่ะ

2. โฮมออฟฟิศ สไตล์ลอฟท์ (Loft Home-office)

loft Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Behance.net

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการทำงานในห้องโล่งๆ สำหรับคนบางคนแล้วการได้ทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายนั้น นำมาซึ่งไอเดียได้ดีกว่าการทำงานในห้องโปร่งโล่งซะอีก โฮมออฟฟิศดีไซน์ลอฟท์ (loft) หรือ อินดัสเทรียล ลอฟท์ (Industrial Loft) เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์ลอฟท์เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์โมเดิร์น และอินดัสเทรียลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูคูล บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัยที่ชัดเจน แถมยังคงความทันสมัย ถูกใจคนยุคใหม่นั้นเอง

หัวใจหลักของดีไซน์ลอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนแบบลอฟท์ หรือโฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์นั้น ได้แก่ ผนังปูนเปลือย และการโชว์การเดินท่อสายไฟบนเพดานค่ะ  นอกจากดีไซน์ที่ดูเท่แล้ว การตกแต่งแบบลอฟท์ยังให้ประโยชน์เรื่องพื้นที่การใช้สอยอีกด้วย เนื่องจากดีไซน์นั้นจะมีเพดานสูง และมีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นเองจะช่วยสร้างมิติให้ห้องดูใหญ่ขึ้น 

เพื่อนๆสามารถเพิ่มความคูล แบบอินดัสเทรียลเข้าไปอีกด้วยการปูพื้นไม้ กับการใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มอย่างสีดำ หรือสีเทา เท่านี้ก็จะได้โฮมออฟฟิศที่ดูกว้างขวาง แถมยังเท่ไม่ซ้ำใคร

โฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับออฟฟิศที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ กับทีมจะได้ไอเดียใหม่ๆไม่ขาดสายแน่นอน

3. โฮมออฟฟิศ สไตล์คัลเลอร์ฟูล (Colorful Home-Office)

colorful Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก  Allmodern

ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือพวกที่เชื่อว่าการทำงานในที่โล่ง สะอาดๆจะช่วยสร้างสมาธิให้คิดงานออกมาได้ไว เนื่องจากไม่มีสิ่งรอบข้างคอยรบกวน ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสีสันสามารถช่วยทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อนๆเชื่อหรือไม่ว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ยืนยันว่า สีมีส่วนช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานออฟฟิศ เช่น สีเขียวจะช่วยให้ผ่อนคลาย สีเหลืองช่วยให้เราแอคทีฟ สีขาวช่วยเรื่องความคิดที่ละเอียดอ่อน และสีม่วงช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 

แต่ถ้าหากตกแต่งห้องด้วยการทาสีไปบนผนังห้องโดยตรง อาจจะทำให้ห้องทำงานของเพื่อนๆ ดูไม่แพง เสมือนห้องสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญยังลดความน่าเชื่อถืออีกด้วย ดังนั้นควรจะเลือกสีห้องเรียบๆอย่างสีขาว หรือสีครีม และแนะนำให้เพื่อนๆ เล่นสีสันที่ตัวเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องทำงานของเพื่อนๆ แทน เช่น กรอบรูป แจกันดอกไม้ โคมไฟ เป็นต้น 

เพื่อนๆ ยังสามารถเติมสีเขียวให้ห้องได้ง่ายๆ โดยการวางต้นไม้ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ตามมุมห้อง หรือตามขอบหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มสีเขียวได้ง่ายๆเลยค่ะ 

4. โฮมออฟฟิศ แบบโมเดิร์น (Modern Home-Office)

Modern Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Wallpaper

ถ้าเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงมีไอเดียโฮมออฟฟิศมากมายในหัวแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยสีสันเอย สไตล์คูลๆแบบลอฟท์เอย หรือรักษาความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แบบไหน สุดท้ายแล้วโฮมออฟฟิศของเพื่อนๆ ควรให้ความสะดวกสบายกับพนักงาน และสามารถใช้งานได้จริง 

โมเดิร์นเป็นอีกดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยแบบโมเดิร์น ด้วยใช้เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต และรักษาธีมของสีห้องเป็นหลักนั้นเอง 

อีกหนึ่งเหตุผลที่แนวโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างมากนั้น เป็นเพราะว่าการตกแต่งสไตล์นี้เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ตามหลักการ “Form Follows Function”  โดยการออกแบบตัวห้องให้สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน และเน้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น เพียงพอแค่การใช้งานค่ะ ถึงแม้ว่าสไตล์โมเดิร์นจะดูนิ่ง และไม่มีความยูนิคเท่าไรนัก แต่สไตล์นี้ก็มีความเป็นอมตะ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ไม่ตกเทรนแน่นอน 

5. โฮมออฟฟิศ แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย (Contemporary Japanese Home-Office)

home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Balance.net

ดีไซน์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยจะเน้นการใช้ไม้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวผนังห้อง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการตกแต่งด้วยไม้นั้น จะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้โด่ดเด่น นั่นก็คือการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆแต่น้อยชิ้น รวมถึงการใช้ประตู หน้าต่างบานใหญ่เพื่อต้อนรับแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงจากโคมไฟค่ะ 

การตกแต่งสไตล์นี้ จะใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้นนะคะ นั้นก็คือ สีไม้ สีน้ำตาล และสีดำ ซึ่งสีเหล่านี้เองล้วนเป็นสีเอิร์ธโทน ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของไม้ ซึ่งเป็นกุญแจหลักของการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการตกแต่งห้องสไตล์นี้ เราแนะนำให้เพื่อนๆวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงแค่หนึ่งชิ้นไว้กลางห้อง ทั้งนี้เพื่อสร้างมิติให้ห้องดูโอ่โถงมากขึ้น และมีทางเดินมากขึ้นนั้นเอง

สรุปท้ายบทความ

บรรยากาศในที่ทำงานเป็นปัจจัยหลักๆที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพื้นที่ทำงานของเพื่อนๆไม่เอื้ออำนวย ไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับทำงาน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความมุ่งหมั่นในการทำงานของเพื่อนๆน้อยลง เพื่อนๆจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการจ้องหน้าปัดนาฬิกา เพื่อเคาท์ดาวน์เวลาเลิกงาน แทนที่จะทำงานนะคะ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว เริ่มมองจากจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำงานด้วยทุกวัน ก็สำคัญนะคะ 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มีไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งโฮมออฟฟิศให้น่าทำงานมากขึ้น ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากครอบครองโฮมออฟฟิศสักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษาจากตรงไหน โฮมออฟฟิศแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานของเพื่อนๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากที่เว็บ Kaidee ที่เว็บเรามีโฮมออฟฟิศหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกมากมาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสองเลยค่ะ