Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เราประสบกับสิ่งเลวร้ายมามากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่เหน็ดเหนื่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้ และได้สร้าง New Routine ให้กับตัวเอง นอกจากนิสัยการสร้างสุขอนามัยที่ดี อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการหมั่นล้างมือเป็นประจำ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาซึ่งที่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ใดในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือการกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดโรคโควิด 19 หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าการ “ควอรันธีน” (Quarantine) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่บ้านเป็นเดือนๆแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเราในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือลักษณะการทำงาน เพราะหลายๆคนต้องทำงานที่บ้านแทนการทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เทรนด์การสร้างบ้านแบบโฮมออฟฟิศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา
วันนี้ Kaidee ได้รวบรวม 5 โฮมออฟฟิศไอเดีย ที่จะช่วยเนรมิตบ้านเพื่อนๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งบรรยากาศ “โฮม” ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านแบบโฮมออฟฟิศ ทั้งนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายไปบรรยากาศบ้าน แถมยังมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศ รับรองว่าทั้ง 5 โฮมออฟฟิศดีไซน์นี้จะช่วยบูสต์ความคิดสร้างสรรค์ให้เพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
เรามาเริ่มกันจากข้อดีของบ้านแบบโฮมออฟฟิศกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ
ข้อดีของบ้านโฮมออฟฟิศ
หนึ่งในข้อดีที่เด่นที่สุดของการสร้างบ้านลักษณะโฮมออฟฟิศนั่นคือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน แตกต่างจากบ้านแบบทาวน์โฮมโดยสิ้นเชิง โฮมออฟฟิศโดยทั่วไปนั้นแบ่งสัดส่วนเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักอาศัย ดังนั้นบรรยากาศการทำงานในโฮมออฟฟิศก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย และเป็นกันเองมากกว่าการทำงานในออฟฟิศปกติทั่วไป รวมไปถึงการแต่งตัว และ Culture ในการทำงานก็จะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อโฮมออฟฟิศ หรือการแต่งบ้านโดยแยกพื้นที่พักอาศัยกับพื้นที่ทำงานออกจากกันจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่สามารถระบุเวลาการทำงานที่ชัดเจนได้ บ้านลักษณะนี้เองยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท start-up ที่เน้นความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าความเป็นทางการในสถานที่ทำงาน
1. โฮมออฟฟิศ สไตล์มินิมอล (Minimal Home-Office)
ถ้าเพื่อนๆ จะเลือกตกแต่งห้องสักห้องในบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ห้องนั้นควรเป็นห้องทำงานหรือไม่ก็ห้องนอน ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา เทรนด์การตกแต่งบ้านแบบมินิมอลเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะแนวมินิมอลนั้นนอกจากจะทำให้บ้านเพื่อนๆ ดูโมเดิร์นแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อจิตใจผู้อาศัยอีกด้วย เพราะการที่ห้องมีความเป็นระเบียบด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด ความโปร่งโล่งและสีที่สว่างของห้องจะช่วยลดอาการซึมเศร้า การตกแต่งที่เรียบง่ายจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกใจเย็น เป็นต้น
ดีไซน์โฮมออฟฟิศแบบมินิมอล จะเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นแทนการวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ห้องไม่ดูรก และเพิ่มมิติให้ห้องดูพื้นที่มากขึ้น ส่วนในเรื่องของสีวอลล์เปเปอร์นั้นจะเน้นสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีไม้อ่อนๆ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องดูโอ่โถง ถ้าใครคิดว่าห้องแบบมินิมอลนั้นดูโล่งเกินไป เพื่อนๆ สามารถตกแต่งห้องด้วยต้นไม้เล็กๆตามมุมห้อง หรือใช้กรอบรูปสีโมโนโทนที่เข้ากับสีหลักของห้อง เพิ่มเติมได้ตามใจชอบได้เลยค่ะ
2. โฮมออฟฟิศ สไตล์ลอฟท์ (Loft Home-office)
ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการทำงานในห้องโล่งๆ สำหรับคนบางคนแล้วการได้ทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายนั้น นำมาซึ่งไอเดียได้ดีกว่าการทำงานในห้องโปร่งโล่งซะอีก โฮมออฟฟิศดีไซน์ลอฟท์ (loft) หรือ อินดัสเทรียล ลอฟท์ (Industrial Loft) เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์ลอฟท์เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์โมเดิร์น และอินดัสเทรียลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูคูล บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัยที่ชัดเจน แถมยังคงความทันสมัย ถูกใจคนยุคใหม่นั้นเอง
หัวใจหลักของดีไซน์ลอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนแบบลอฟท์ หรือโฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์นั้น ได้แก่ ผนังปูนเปลือย และการโชว์การเดินท่อสายไฟบนเพดานค่ะ นอกจากดีไซน์ที่ดูเท่แล้ว การตกแต่งแบบลอฟท์ยังให้ประโยชน์เรื่องพื้นที่การใช้สอยอีกด้วย เนื่องจากดีไซน์นั้นจะมีเพดานสูง และมีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นเองจะช่วยสร้างมิติให้ห้องดูใหญ่ขึ้น
เพื่อนๆสามารถเพิ่มความคูล แบบอินดัสเทรียลเข้าไปอีกด้วยการปูพื้นไม้ กับการใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มอย่างสีดำ หรือสีเทา เท่านี้ก็จะได้โฮมออฟฟิศที่ดูกว้างขวาง แถมยังเท่ไม่ซ้ำใคร
โฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับออฟฟิศที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ กับทีมจะได้ไอเดียใหม่ๆไม่ขาดสายแน่นอน
3. โฮมออฟฟิศ สไตล์คัลเลอร์ฟูล (Colorful Home-Office)
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Allmodern
ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือพวกที่เชื่อว่าการทำงานในที่โล่ง สะอาดๆจะช่วยสร้างสมาธิให้คิดงานออกมาได้ไว เนื่องจากไม่มีสิ่งรอบข้างคอยรบกวน ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสีสันสามารถช่วยทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อนๆเชื่อหรือไม่ว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ยืนยันว่า สีมีส่วนช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานออฟฟิศ เช่น สีเขียวจะช่วยให้ผ่อนคลาย สีเหลืองช่วยให้เราแอคทีฟ สีขาวช่วยเรื่องความคิดที่ละเอียดอ่อน และสีม่วงช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
แต่ถ้าหากตกแต่งห้องด้วยการทาสีไปบนผนังห้องโดยตรง อาจจะทำให้ห้องทำงานของเพื่อนๆ ดูไม่แพง เสมือนห้องสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญยังลดความน่าเชื่อถืออีกด้วย ดังนั้นควรจะเลือกสีห้องเรียบๆอย่างสีขาว หรือสีครีม และแนะนำให้เพื่อนๆ เล่นสีสันที่ตัวเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องทำงานของเพื่อนๆ แทน เช่น กรอบรูป แจกันดอกไม้ โคมไฟ เป็นต้น
เพื่อนๆ ยังสามารถเติมสีเขียวให้ห้องได้ง่ายๆ โดยการวางต้นไม้ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ตามมุมห้อง หรือตามขอบหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มสีเขียวได้ง่ายๆเลยค่ะ
4. โฮมออฟฟิศ แบบโมเดิร์น (Modern Home-Office)
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Wallpaper
ถ้าเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงมีไอเดียโฮมออฟฟิศมากมายในหัวแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยสีสันเอย สไตล์คูลๆแบบลอฟท์เอย หรือรักษาความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แบบไหน สุดท้ายแล้วโฮมออฟฟิศของเพื่อนๆ ควรให้ความสะดวกสบายกับพนักงาน และสามารถใช้งานได้จริง
โมเดิร์นเป็นอีกดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยแบบโมเดิร์น ด้วยใช้เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต และรักษาธีมของสีห้องเป็นหลักนั้นเอง
อีกหนึ่งเหตุผลที่แนวโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างมากนั้น เป็นเพราะว่าการตกแต่งสไตล์นี้เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ตามหลักการ “Form Follows Function” โดยการออกแบบตัวห้องให้สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน และเน้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น เพียงพอแค่การใช้งานค่ะ ถึงแม้ว่าสไตล์โมเดิร์นจะดูนิ่ง และไม่มีความยูนิคเท่าไรนัก แต่สไตล์นี้ก็มีความเป็นอมตะ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ไม่ตกเทรนแน่นอน
5. โฮมออฟฟิศ แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย (Contemporary Japanese Home-Office)
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Balance.net
ดีไซน์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยจะเน้นการใช้ไม้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวผนังห้อง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการตกแต่งด้วยไม้นั้น จะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้โด่ดเด่น นั่นก็คือการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆแต่น้อยชิ้น รวมถึงการใช้ประตู หน้าต่างบานใหญ่เพื่อต้อนรับแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงจากโคมไฟค่ะ
การตกแต่งสไตล์นี้ จะใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้นนะคะ นั้นก็คือ สีไม้ สีน้ำตาล และสีดำ ซึ่งสีเหล่านี้เองล้วนเป็นสีเอิร์ธโทน ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของไม้ ซึ่งเป็นกุญแจหลักของการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการตกแต่งห้องสไตล์นี้ เราแนะนำให้เพื่อนๆวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงแค่หนึ่งชิ้นไว้กลางห้อง ทั้งนี้เพื่อสร้างมิติให้ห้องดูโอ่โถงมากขึ้น และมีทางเดินมากขึ้นนั้นเอง
สรุปท้ายบทความ
บรรยากาศในที่ทำงานเป็นปัจจัยหลักๆที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพื้นที่ทำงานของเพื่อนๆไม่เอื้ออำนวย ไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับทำงาน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความมุ่งหมั่นในการทำงานของเพื่อนๆน้อยลง เพื่อนๆจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการจ้องหน้าปัดนาฬิกา เพื่อเคาท์ดาวน์เวลาเลิกงาน แทนที่จะทำงานนะคะ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว เริ่มมองจากจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำงานด้วยทุกวัน ก็สำคัญนะคะ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มีไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งโฮมออฟฟิศให้น่าทำงานมากขึ้น ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากครอบครองโฮมออฟฟิศสักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษาจากตรงไหน โฮมออฟฟิศแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานของเพื่อนๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากที่เว็บ Kaidee ที่เว็บเรามีโฮมออฟฟิศหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกมากมาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสองเลยค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เทศกาลปีใหม่นี้ เชื่อว่าคงมีเพื่อน ๆ หลายคน ที่ไม่ได้ออกไปสังสรรค์หรือเที่ยวที่ไหนไกล วันนี้เราเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาแต่งห้องต้อนรับเทศกาลปีใหม่กันสักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นการทำความสะอาด ปรับมุมต่าง ๆ ของห้องให้เหมือนใหม่ ดูเป็นระเบียบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับพลังงานดี ๆ ในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย
เตรียมตัวแต่งห้องรับปีใหม่ ด้วย 8 ขั้นตอนง่าย ๆ
แต่งห้องใหม่แต่ละครั้ง จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่จะว่ายากก็ไม่ยาก ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้การแต่งห้องของคุณดูง่ายและได้ห้องในฝันเร็วมากขึ้น แต่ถ้ายังรู้สึกไม่มั่นใจ เรามีขั้นตอนง่าย ๆ มาฝาก ทำตามได้แน่นอน
1. ประเมินการใช้งานห้องที่ต้องการตกแต่ง
ขั้นแรกคือ ตั้งคำถามง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ห้องนี้เป็นห้องแบบไหน ใครใช้ห้องนี้บ้าง ใช้เวลาที่ห้องนี้นานเท่าไหร่ อยากให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองหรือไม่ เป็นต้น
ที่ต้องตั้งคำถามก่อน เพราะการตกแต่งแต่ละห้องภายในบ้านนั้นล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งคำตอบที่ได้จากคำถามเหล่านี้จะช่วยคุณกำหนดแนวทางการตกแต่งได้ตรงความต้องการมากที่สุด รวมไปถึงการตั้งงบประมาณ และการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งด้วย
2. คิดเพิ่มอีกนิดว่า “คุณต้องการห้องแบบไหน”
เพื่อให้สิ่งที่คิดเป็นจริงมากที่สุด อย่าลืมถามตัวเองเพิ่มอีกสักนิดว่าคุณต้องการห้องแบบไหน และใช้ห้องนั้นไว้ทำอะไร ทั้งนี้ก็เพื่อกำหนดเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องมีในห้องให้ครอบคลุมกับความต้องการ ตัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออก เพื่อจะไม่ต้องหาซื้อเพิ่มเติมในภายหลัง
3. คำนึงถึงไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลัก
อีกส่วนประกอบสำคัญของการตกแต่งห้องก็คือ การใส่สไตล์ของตัวเองลงไปในนั้นด้วย แต่ถ้าคิดไม่ออกว่าสไตล์ของตัวเองเป็นอย่างไร อาจจะลองเปิด Pinterest, Instagram, หรือ Blog ต่าง ๆ ดูด้วยก็ได้ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ หรือไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม
เมื่อได้ไอเดียที่ต้องการแล้ว ให้จดบันทึก หรือเซฟไอเดียเหล่านั้นไว้ จากนั้นให้ลองประมวลผลว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณชอบสไตล์มินิมอล ต้องการห้องสีขาวเรียบๆ แต่คุณมีเจ้าตัวเล็กวัยกำลังซนอยู่ในบ้าน คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับพวกเขาด้วย เป็นต้น
4. เริ่มวาง Layout ให้ห้อง
ขั้นตอนนี้จะว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ เพราะการวางโครงร่างที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณตกแต่งห้องได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณมีห้องนอนขนาดใหญ่ มีพื้นที่นั่งเล่นค่อนข้างกว้าง แต่มีผนังเพียงด้านเดียว ดังนั้นคุณอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณผนังและลงทุนกับโคมไฟมากขึ้น เป็นต้น
5. ประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย
ได้โครงร่างแล้ว เราไปต่อกันในส่วนของค่าใช้จ่ายเลยดีกว่า คุณอาจกำหนดงบประมาณในใจไว้ก็ได้ จากนั้นเริ่มเข้าเว็บไซด์ หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อซื้อของที่คุณต้องการได้เลย บวกลบคูณหารตามใจชอบ หรือจะซื้อจาก Ikea, หรือห้างสรรพสินค้าไปเลยก็ได้ จะได้เห็นสินค้าจริงด้วย
6. ซื้อและจัดวางเฟอร์นิเจอร์
ได้ Layout ห้องแล้วใช่ไหม ? มาเริ่มซื้อและจัดวางเฟอร์นิเจอร์กันดีกว่า โดยเริ่มจากจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นอาจจะเป็นโซฟา หรือโต๊ะวางทีวี ห้องนอนอาจจะเป็นเป็นเตียง หรือเก้าอี้นั่งเล่น แต่ถ้าทำแล้วไม่ถูกใจก็สามาถเปลี่ยนการจัดวางหรือขยับได้ตามใจชอบ แต่ถ้ายังรู้สึกว่ายังไม่แฮปปี้จะซื้อใหม่เพิ่มเติมก็ได้ทั้งนั้น
7. แต่งเติมสิ่งของเล็กๆ เข้าไป
วางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมใส่ของตกแต่งเพิ่มเติมด้วยสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ห้องของคุณน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แจกันดอกไม้ กรอบรูปน่ารัก ๆ พรมโทนสีสบายตา ถ้าพอเห็นภาพแล้ว เริ่มเลย !
8. Check Check แล้วก็ Check
จัดวางเสร็จแล้ว ขั้นตอนท้ายสุดจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตรวจสอบความเรียบร้อย และทำความสะอาด สำคัญที่สุดคือ จงยึดมั่นในสไตล์และความต้องการของตัวเอง เพราะคุณคือคนที่ใช้งานห้องนี้จริง ๆ อย่าคิดมาก อยากแต่งห้องแบบไหน ลุยเลย !!
แต่งห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย เงินเข้ารัว ๆ ชีวิตก้าวหน้า
เพิ่มความศิริมงคลกันอีกสักนิดด้วยทริคเล็กๆ ในการตกแต่งห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย ก็ห้องนอนคือพื้นที่ที่เราใช้เวลาเป็นประจำวันทุกวัน เราจึงไม่ควรละเลยที่จะใส่ใจห้องๆ นี้
หัวเตียงช่วยดึงดูดพลังงานบวกได้
ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เมื่อเรานอนหลับ หัวเตียงจะเปรียบเสมือนกับที่พิงหลังของเก้าอี้ ดังนั้นการมีหัวเตียงที่ดี ที่สามารถ Support ศรีษะหรือร่างกายของเราได้ ก็จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับได้นั่งเก้าอี้นุ่ม ๆ นั่นเอง
สีเอิร์ธโทนช่วยได้
ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว สีเอิร์ธโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สีน้ำตาลเหลืองอ่อน หรือสีเบจ จะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว อีกทั้งสีโทนนี้จะให้ความรู้สึกที่ดูอบอุ่นอีกด้วย
อย่าปล่อยให้เตียง และพื้นที่รอบ ๆ ไม่สบายตา
เพื่อไม่ให้ห้องนอนดูอึดอัดจนเกินไป อย่าลืมที่จะรักษาความสะอาดของห้องนอนอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญอย่าปล่อยให้บริเวณห้องนอนของคุณเต็มไปด้วยสิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับการนอน เพราะนอกจากจะรบกวนสมาธิแล้ว ยังทำให้ห้องนอนดูรก ไม่น่านอนอีกด้วย
แต่งเติมห้องด้วยรูปธรรมชาติ
เพราะภาพเกี่ยวกับธรรมชาติช่วยสร้างความผ่อนคลายได้ดี ภาพที่ใช้ตกแต่งจึงควรเป็นภาพวิวธรรมชาติที่มีสีเขียว สำหรับภาพที่ไม่ควรใช้ ได้แก่ ภาพน้ำทะเลหรือทะเลสาป เพราะจะทำให้อับจน การเงินขัดสนได้
ควรมีพื้นที่โล่งๆ ใต้เตียง
เพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้ดี เตียงนอนควรจะมีความสูงจากพื้นที่พอเหมาะพอดีพอ และไม่ควรจะมีของอยู่ใต้เตียง เพราะจะทำให้พลังงานไหลเวียนได้ไม่ดี เวลาที่คุณนอนหลับ
รักษาระยะห่างระหว่างประตูกับเตียงนอนให้มากที่สุด
การวางเตียงนอน ควรวางไว้มุมห้องตรงข้ามกับประตู หรือไม่ให้อยู่ในแนวเดียวกับประตูห้องนั้นเอง และควรวางให้ห่างที่สุด เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว หากเตียงนอนอยู่ใกล้กับประตู อาจจะทำให้การพักผ่อนถูกรบกวนจากเสียงภายนอกได้
เก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ให้ห่างจากเตียง
ตามหลักแล้วเราไม่ควรวางโต๊ะทีวี หรือโต๊ะทำงานไว้ในห้องนอน เพราะห้องนอนนั้นคือสถานที่พักผ่อน จึงไม่ควรมีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นอื่นๆ แต่ถ้าเราอยู่ในหอพักหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด แนะนำให้ใช้ผ้าคลุมทีวี หรือคอมพิวเตอร์ในห้องเมื่อไม่ได้ใช้งาน
พื้นที่รอบเตียงควรมีทางเดินสะดวก
การจัดห้องนอนให้มีพื้นที่โล่งๆ รอบเตียงสำหรับเดินนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเสียทีเดียว นอกจากจะช่วยให้เดินได้สบายแล้ว ยังสวยงามและดูเป็นสัดส่วนอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยให้พลังชี่ไหลเวียนได้อย่างสะดวก
ข้อควรจำ
หลีกเลี่ยงการวางกระจกโดยหันหน้าไปทางเตียง
ไม่ควรวางกระจกให้หันหน้าไปที่เตียง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ติดมุมที่ไม่หันหน้าและสะท้อนไปที่เตียงโดยตรง อาจจะมีการเบี่ยงมุม หรือติดในมุมอื่น ๆ แทน เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้วการวางกระจกให้หันหน้าไปที่เตียง ส่งผลให้พลังงานฟื้นฟูไม่เต็มที่ และรบกวนการพักผ่อน
หลีกเลี่ยงการวางเตียงไว้ใต้แสงจากหลอดไฟโดยตรง
เพราะแสงไฟจะสร้างความรู้สึกกดดันและจะรบกวนการนอนหลับ ถ้าไม่สามารถย้ายเตียงหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ อาจจะคลุมหลอดไฟด้วยผ้าบางๆ เพื่อกรองแสงด้วยก็ได้
หลีกเลี่ยงการวางเตียงไว้ชิดมุมห้อง
ไม่ควรวางเตียงไว้ชิดมุมห้อง เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้พลังงานไม่ไหลเวียน ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ เนื่องจากเวลานอน ต้องมีใครคนใดคนนึงต้องนอนชิดกำแพง ซึ่งจะสร้างความรู้สึกอึดอัดเหมือนติดกับดักในความสัมพันธ์ ทำให้ชีวิตคู่ไม่มีความสุขได้
ไม่ควรวางต้นไม้ในห้องนอน
เนื่องจากต้นไม้มีพลังหยางค่อนข้างสูง อาจทำให้พลังงานของเราไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้การนอนหลับไม่เต็มที่ ดังนั้นให้วางไว้นอกห้องหรือวางให้พ้นสายตาจะดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
ปีใหม่ทั้งที ลองลุกขึ้นมาจัดห้องดูสักนิดก็ไม่เสียหาย หรือจะชวนสมาชิกในครอบครัวช่วยจัดบ้านไปด้วยกันก็น่ารักไปอีกแบบ มาเริ่มต้นสิ่งใหม่ พร้อมเปิดรับสิ่งดี ๆ ที่จะมาถึงในปีใหม่กันดีกว่า ทางเราหวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนจะมีความสุขกายสบายใจ พร้อมรับปีใหม่กันนะ
ด้วยรัก จาก Kaidee
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เคยไหม กับการนอนไม่หลับ เคยไหมกับการว้าวุ่นใจทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านของเราเอง เพราะจริง ๆ แล้ว จิตวิทยาสี ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เราจึงต้องมีการเลือกสีห้องให้เข้ากับห้องต่าง ๆ ใหม่เพื่อให้คุณมีอารมณ์ที่ดีขึ้น แต่จะแต่งห้องใหม่ทั้งที จะมีเคล็ดลับและวิธีการอย่างไรบ้าง มาดูกัน
จิตวิทยาสี มีผลต่ออารมณ์ ?
รู้หรือไม่ว่าสีห้องนั้น ส่งผลถึงอารมณ์ของคนเราได้ ดังนั้นความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาสีและอารมณ์จะช่วยให้คุณเลือกโทนที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น
สีแดง
สีแดง ถือเป็นสีแห่งความตื่นเต้น มีชีวิตชีวา ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และยังมีความหมายแฝงในเรื่องของกามารมณ์ ให้ความรู้สึกที่ร้อนแรง มีพลัง ทำให้เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงจะมีความโดดเด่นและเป็นจุดสนใจ
สีเหลือง
สีเหลือง ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา เป็นสีแห่งอำนาจบารมี ซึ่งสังเกตได้จากวันที่มีแสงอาทิตย์สีเหลืองจะให้ความสดชื่นแจ่มใสมากกว่าวันที่ท้องฟ้าเป็นสีมืดครึ้ม นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองโลกในแง่ดีอีกด้วย ถูกใช้ในไฟจราจรเพื่อเพิ่มความระมัดระวังนั่นเอง
สีน้ำเงิน
สีน้ำเงิน สีที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและสายน้ำ ทำให้สื่อถึงความสงบ สุภาพ หนักแน่น และเคร่งขรึม สามารถช่วยให้มีสมาธิและลดความตื่นเต้นได้ มีความหมายถึงตอนกลางคืนจึงมีความสงบและผ่อนคลายมากกว่าสีอื่น ๆ และนิยมนำไปใช้ในการบำบัดความเครียดหรืออาการนอนไม่หลับ รวมถึงยังช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจและศิลปะอีกด้วย
สีฟ้า
ในทาง จิตวิทยาสี สีฟ้า เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเป็นอิสระ สงบเยือกเย็น ปลอดภัย และปลอดโปร่งสามารถช่วยลดความกระวนกระวายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสมาธิได้ มักจะถูกใช้เพื่อสื่อถึงความสง่างาม มีศักดิ์ศรี และความสูงศักดิ์ ในราชวงศ์ต่าง ๆ
สีเขียว
สีเขียว เป็นสีวรรณะเย็น สีแห่งความเป็นธรรมชาติ สามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และสมดุล ถือเป็นอีกหนึ่งสีที่ใช้ในการผ่อนคลายความเครียด จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในการตกแต่งอาคารหรือห้องต่าง ๆ เพื่อทำให้รู้สึกถึงความสุขนั่นเอง
สีม่วง
สีม่วง ให้อารมณ์ความรู้สึกที่เร้นลับน่าค้นหา และมีเสน่ห์อยู่ในตัว เป็นสีที่ช่วยในการปลอบโยนจิตใจให้สงบ อ่อนโยน และฟื้นกลับมาจากสภาพจิตใจที่ตกต่ำ เพราะจะกระตุ้นสมองให้มีความฮึกเหิม แต่ในทางกลับกันก็หมายถึงความเศร้าเสียใจและจอมปลอมได้เช่นเดียวกัน
สีส้ม
สีส้ม สีโทนร้อน ที่มีความอบอุ่น สดใส วัยรุ่น มีชีวิตชีวา ช่วยเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้ตื่นตัวและมีสติปัญญามากขึ้น สื่อถึงความระมัดระวังและสุขภาพที่ดี ช่วยให้กระตุ้นความอยากอาหารจึงนิยมนำมาใช้กับร้านอาหารหรือแบรนด์อาหาร และเป็นดึงดูดพลังงานของเด็ก ๆ ให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
สีชมพู
สีชมพู ในเชิง จิตวิทยาสี สามารถหมายถึงการมีน้ำใจ มีจิตใจดี และความอบอุ่นได้ มีความหมายตรงกันข้ามกับสีแดงซึ่งมีความเข้มกว่า และการมีสีชมพูรายล้อมยังทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย นักจิตวิทยาจึงมักจะนำสีชมพูมาเพื่อบำบัดความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือคนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์
สีขาว
สีขาว เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เมตตา และอ่อนโยน ในเชิงจิตวิทยาสีให้ความรู้สึกถึงความศรัทธาและความสะอาด ซึ่งเห็นได้จากการชุดสวมใส่ขณะปฏิบัติธรรมและการตกแต่งภายในโรงพยาบาล นอกจากนี้ สีขาวยังสามารถช่วยบรรเทาอารมณ์ต่าง ๆ จากการวิตกกังวล ให้เงียบสงบมากขึ้นได้อีกด้วย
สีดำ
สำหรับ สีดำ มีความหมายในเชิงจิตวิทยาสีว่า การควบคุมพลังอำนาจ แต่ในทางกลับกันก็ยังหมายถึงการหมดพลังและอ่อนล้า ขัดต่อเปลี่ยนแปลงหรือการเจริญเติบโต ในทางแฟชั่นสีดำถูกใช้ไปเพื่อใส่ไปในการแต่งตัว เพราะจะทำให้ผู้สวมใส่ดูผอม สง่า และมีอำนาจ
สีเทา
สีเทา ให้ความรู้สึกถึงความโศกเศร้า หดหู่ และท้อแท้ มีเนื่องจากเป็นสีกลางระหว่างดำและขาวทำให้มีความสมดุล และสามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนในปริมาณมากได้อีกด้วย และยังเป็นสีที่ทำให้รู้สึกถึงความเย็น แต่ควรระมัดระวังการใช้สีเทาโดยใช้คู่กับสีอื่น ๆ
น้ำตาล
สีน้ำตาลเป็นสีแห่งความอบอุ่นและการพักผ่อน เป็นสัญลักษณ์ของความแน่วแน่และความอุดมสมบูรณ์เหมือนสีดินและธรรมชาติ โดยมีสีน้ำตาลอ่อนที่หมายถึงความจริง และสีน้ำตาลเข้มที่หมายถึงไม้หรือหนัง แต่การใช้สีน้ำตาลเยอะจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้เช่นกัน
การเลือกสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี
ห้องนอน
ห้องนอน ถือเป็นห้องแห่งการพักผ่อน เป็นห้องที่ต้องการความสงบและสบายใจ สีที่เหมาะกับการทาห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและแม่น้ำจึงเกิดความเงียบสงบและยังช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ก็ควรระวังในการเลือกเฉดสีไม่ให้เข้มจนเกินไปเพราะมิเช่นนั้นอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่หม่นหมองได้ ส่วนสีที่ไม่ควรใช้ในห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีแดงและม่วงที่จะกระตุ้นความมีชีวิตชีวาและฮึกเหิม
ห้องนั่งเล่น
เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่รวบรวมสมาชิกภายในบ้าน มีทั้งความอบอุ่นและสนุกสนานจากการพูดคุยกัน ดังนั้นสีที่เหมาะกับการทาห้องนั่งเล่นคงจะหนีไม่พ้น สีน้ำตาลและสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งความอบอุ่นและพักผ่อนนั่นเอง ส่วนสีที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ที่มีความเข้มมากอย่างสีดำ หรือกรม เพราะจะทำให้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกอึดอัด อึมครึม และหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก
ห้องน้ำ
สั่งเกตได้ว่าสีของห้องน้ำส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเพราะเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาดและบริสุทธิ์ แต่ว่าถ้าหากว่าต้องการจะเปลี่ยนสีของห้องน้ำให้สดใสขึ้น อาจใช้สีที่มีความอ่อนและทำให้รู้สึกสบายใจอย่างสีเทา สีฟ้า และสีเขียวอ่อนเพื่อลดความกระวนกระวายและรู้สึกถึงความสะอาดสดชื่นนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก: Roger Davies
ห้องทำงาน
สีที่เหมาะกับห้องทำงานซึ่งเป็นห้องแห่งการใช้สมาธิและห้องแห่งความสร้างสรรค์นั่นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สีเขียวสีที่ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานแต่ก็ไม่ตึงเครียดจนเกินไป หรือสีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่าง สีม่วงอ่อน สีส้ม และ สีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และงานศิลปะ รวมถึงการใช้สีแดงที่จะช่วยให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นอย่างแน่นอน
ห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร
สีแดงและสีส้มนอกจากจะเป็นสีที่มีความสดใสรับวันใหม่แล้ว ก็ยังเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีจึงควรจะใช้สีเหล่านี้ในการทาสีห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร ส่วนสีที่ไม่ควรที่ใช้ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เพราะตามหลัก จิตวิทยาสี แล้ว สีเหล่านี้จะส่งผลให้ความอยากอาหารนั้นลดลงไปมากเลยทีเดียว
ขอบคุณรูปจาก: MODTAGE Design
ห้องเด็ก
ผนังห้องนอนของเด็ก ๆ มักจะถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างสีฟ้า ชมพู เหลือง และเขียวพาสเทล เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ที่มากเกินไป
ขอบคุณรูปจาก: Emily Gilbert
ห้องออกกำลังกาย
เนื่องจากว่าการออกกำลังกายถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงจึงเหมาะกับการทาสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งความกระตือรือร้น และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกอีกว่า สีแดงยังช่วยในการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายให้ดีและกระฉับกระเฉงมากขึ้นอีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
หลักการทาสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินในเลือกสีต่าง ๆ ให้กับห้องเพราะเราควรที่จะได้เลือกสีห้องที่ตนเองชื่นชอบเสียมากกว่า และหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้วหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตกแต่งบ้านหลังจากที่ซื้อบ้านใหม่จาก Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์หลากหลายสไตล์ แล้วอย่าลืมดูแลรักษาผนังของคุณให้คงสภาพดีอยู่เหมือนเดิมเพื่อบ้านที่สวยงามน่าอยู่กันนด้วยนะคะ
อ่านบทความ สีทาบ้านเสริมสิริมงคล ทาแล้วมีแต่ปังกับปัง!!
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงอยากที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น แม้ว่าวันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดบางประการในการใช้ชีวิต แต่ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนไปเลย หากสภาพแวดล้อมในชีวิตของคุณถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
หนึ่งในสถานที่ที่ควรพร้อมมากที่สุดคือ “บ้าน” สถานที่ที่รวมคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือหลานตัวเล็กที่นอนอยู่ในรถเข็นเด็ก โดยที่ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป แล้วจะทำอย่างไรให้บ้านของเราเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคน ไปดูสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนออกแบบบ้านสำหรับคนทุกกลุ่มกันดีกว่า
Universal Design คืออะไร และสำคัญอย่างไร
แนวคิดของการออกแบบองค์ประกอบของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การก่อสร้างบ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่สถานที่ต่างๆ ให้เหมาะสมกับทุกคน และทุกคนสามารถใช้งานได้ เข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยที่การออกแบบเหล่านี้ จะไม่มีการเจาะจงถึง เพศ อายุ ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการเข้าถึงได้ จึงกล่าวได้ว่า Universal Design เป็นการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าแตกต่าง และไม่จำกัดการเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของพื้นได้อย่างสะดวก
และด้วยเหตุผลอีกหนึ่งประการ ที่ทำให้สังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Universal Design คือ การคาดการณ์ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ หรือจำนวนสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ จะมีถึง 20% จากประชากรทั้งประเทศ จึงทำให้การออกแบบบ้านแบบ Universal Design กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและแก้ไขสถานที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ให้เหมาะสมกับทุกคน
การออกแบบในแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนพิการเท่านั้น แต่การออกแบบทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านของเรา หรือตัวเราเองที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต จะสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างง่ายดาย
7 ข้อสำคัญในการออกแบบ Universal Design
Fairness ออกแบบให้เกิดความเสมอภาคในการใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรมีชีวิตเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ทุกคนควรได้รับความเสมอภาคในการใช้ชีวิตที่เท่าเทียมกัน การออกแบบบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆในบ้าน ในแบบของ Universal Design คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้เหมือนกัน
Flexibility องค์ประกอบต่างๆจะต้องมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
การออกแบบบ้านที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ Universal Design ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การออกแบบให้เข้าถึงการใช้งานของทุกคน จะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าจะต้องคอยมีคนมาช่วยดูแล เพราะพวกเขาดูแลตัวเองได้
Simplicity สิ่งอำนวยความสะดวกควรมีความเรียบง่ายใช้งานง่าย
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้งานง่าย เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกที่ โดยเฉพาะในบ้าน หากบ้านของเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนในบ้านทุกคน ย่อมทำให้บ้านของเรา เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย และทำให้คนในบ้านสามารถเป็นใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่
Understanding มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการใช้งาน
การอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักออกแบบต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากการรับรู้ของคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน การทำสัญลักษณ์ การออกแบบการสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย
Safety ยิ่งออกแบบให้มีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ จะช่วยให้เกิดอุบัติเหตุได้น้อยลง
การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งเครื่องมือที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ อย่างเช่นราวจับ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กเล็ก ปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลดอาการเจ็บป่วยซ้ำซ้อนจากการเกิดอันตรายได้
Energy Conservation การใช้งานง่าย ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้ชีวิต
อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน ควรออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมแรง เช่น ประตูควรใช้ประตูบานเลื่อน เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่ไม่มีแรงเปิดประตู หรือเปิดประตูยากอย่างเช่นคนที่นั่งวีลแชร์
Space ออกแบบพื้นที่ดี ใครๆก็มีชีวิตดีได้
พื้นที่ต่างๆภายในบ้าน ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับทุกคนในบ้าน ทุกคนสามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด ใครที่ใช้วีลแชร์ สามารถหมุนรถเข็นได้ 360 องศา หรือใครที่บกพร่องทางการมองเห็น ก็สามารถใช้งานได้แบบที่ไม่เกิดอันตราย มีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้านได้
การออกแบบให้ใครๆก็สามารถใช้งานได้
หลังจากที่เราทำความรู้จัก Universal Design กันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องนำ Universal Design มาออกแบบและดัดแปลงบ้านของเราให้เหมาะสมกับทุกคนภายในบ้านกันสักที ไปดูกันว่าแต่ละห้องเราควรออกแบบอย่างไร และในแต่ละห้องควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ไปดูกันทีละห้องเลยดีกว่า
หน้าบ้าน
เริ่มจากทางเข้าบ้าน หากเราต้องการออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าบ้านได้อย่างสะดวก ควรมีสเต็ปน้อยที่สุด หรือทำให้เป็นทางลาดเข้าบ้าน ที่ควรออกแบบมาให้มีความชันสูงสุดไม่เกิน 1:20 ความกว้างของการขึ้นลงรถแบบคันเดียว อยู่ที่ 0.90 เมตร ราวจับทางลาด สูง 0.90 เมตร สำหรับผู้ใหญ่ และ 0.70 เมตร สำหรับเด็กและรถวีลแชร์
หากต้องการให้ง่ายต่อการใช้งาน ประตูบ้านควรจะเป็นประตูบานเลื่อนที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. อุปกรณ์เปิดประตู ควรเป็นแบบก้านบิด แกนผลัก หรือมีจับบานเลื่อน สูงประมาณ 1-1.2 เมตร และควรมีกริ่งประตู หรือ Lighted doorbell ในระดับความสูงที่สามารถใช้งานได้ นอกจากจะช่วยให้เราทราบว่ามีคนมาหาเราแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยด้วย
ห้องนอน
เมื่อเข้าไปถึงห้องนอน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากนั้นคือ เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ควรถูกเลือกมาใช้งานโดยที่มีความสูงของเตียง ประมาณ 0.45 ถึง 0.50 เมตร เพื่อการลุกนั่งที่สะดวก หัวเตียง หรือโต๊ะข้างเตียง ควรมีสัญญาณเตือนภายในห้องนอน เพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการการช่วยเหลือ ควรเว้นระยะห่างของพื้นที่เตียงนอน ทั้งสามด้านสำหรับการใช้รถเข็น เพื่อการเคลื่อนที่รถวีลแชร์ ในแต่ละด้านประมาณ 90-120 ซม.
ตู้เสื้อผ้า ที่ใช้ควรมีราวแขวน 2 ระดับ คือ 1.80-1.90 เมตร และ 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บข้าวของเครื่องใช้ด้วยตัวเอง
โต๊ะแต่งตัว แต่งหน้า เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก หน้าโต๊ะสูงควรมีความสูงไม่เกิน 0.75 เมตร และที่วางของควรสูง 0.60 เมตร เพื่อให้วางของได้สะดวกและสามารถสอดรถวีลแชร์เข้าไปได้
ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องไม่ควรมีล้อเลื่อน หรือมุมแหลมที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ ไม่มีควรมีทางต่างระดับภายในห้อง และความมีที่ว่าง 90 เซนติเมตร เพื่อให้วีลแชร์สามารถใช้งาน และเคลื่อนที่โดยรอบห้องได้อย่างสะดวก
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ประตูห้องนอนควรมีความกว้าง 90 เซนติเมตร พร้อมลูกบิดแบบก้านโยก หรือให้เป็นแบบประตูเลื่อนจะสะดวกต่อการใช้งาน
ห้องครัว
ห้องครัวก็เหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน หากมีห้องครัวแต่ไม่สามารถใช้ห้องครัวได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของห้องหนึ่ง แต่ถ้าเราออกแบบบ้านให้ทุกคนในบ้านสามารถใช้งานได้ ห้องครัวจะเป็นอีกหนึ่งที่ที่สร้างโมเมนต์ที่ดีงามให้กับบ้านของเรา เพราะอาหารคือการส่งผ่านความรักของคนทำอาหาร
การออกแบบครัวที่ดี จึงควรเริ่มจากอุปกรณ์ในครัว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่าง “เคาน์เตอร์ครัว” ควรมีการกำหนดระยะความสูงเคาน์เตอร์ครัวที่ 75 ซม. ออกแบบให้มีพื้นที่ใต้อ่างล้างจาน หรือโต๊ะ ที่ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเข้าใช้งานได้โดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ด้านหน้าตู้ไปจนถึงผนัง ควรมีระยะห่าง 30×48 นิ้ว และระยะห่างของเคาน์เตอร์ถึงพื้น ควรมีความสูงมากกว่า 60 ซม. ส่งผลให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์สามาถใช้งานได้อย่างพอดี รวมถึงทุกคนก็สามารถใช้งานได้ง่ายด้วย
ห้องน้ำ
เป็นห้องที่ใช้งานบ่อยที่สุด และเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น หากเราออกแบบห้องน้ำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานง่ายและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความใส่ใจเป็นอย่างมาก ห้องน้ำจึงไม่ควรมีธรณีประตู ควรเป็นระดับเดียวกัน พื้นกระเบื้องที่ใช้ไม่ใช่วัสดุที่ลื่นไหลได้ง่าย ควรมีการใช้สีวัสดุที่แตกต่างกัน มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์เคลื่อนที่ได้ รัศมีความกว้าง 1.10×1.20 ตร.ม.
แผ่นยางกันลื่น ป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นไถล และมีช่องระบายอยู่มุมห้องของห้องน้ำ
ราวควรติดตั้งบริเวณชักโครก ความสูง 0.70 เมตร ความสูงของฝักบัวอยู่ที่ 1.20 เมตร ติดตั้งที่นั่งอาบน้ำแบบพับได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ความสูง 0.45 เมตร กระจกบริเวณอ่างล้างหน้าควรพับเอียงลงมาเพื่อให้เห็นผู้ใช้งาน
อ่างล้างมือ ควรมีความสูง 0.80 เมตร เพื่อให้รถเข็นสอดเข้าไปได้ พร้อมราวจับด้านข้างที่เปรียบเสมือนราวกั้นป้องกันตราย ของใช้ในห้องน้ำ อุปกรณ์อาบน้ำ ควรมีความสูงจากพื้นประมาณ 30 – 120 ซม.
ฝักบัวอาบน้ำ ควรเป็นแบบโค้ง เพื่อให้มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยับตัว และประตูเข้าออกควรง่ายต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงควรเป็นประตูบานเลื่อน ความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร
การออกแบบทั่วไปที่ควรคำนึงถึง
พื้นที่ สำหรับการเคลื่อนที่ของรถเข็ภายในบ้าน การหมุนขยับรถเข็น โดยมีพื้นที่ว่างประมาณ 30×48 นิ้ว เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่ของวีลแชร์
สวิตช์ไฟ หรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ ควรมีความสูงประมาณ 15 นิ้ว ถึง 48 นิ้ว ควรเป็นชนิดที่ง่ายต่อการใช้งาน อาจจะมีรีโมทคอนโทรลไว้ควบคุมการทำงาน และที่สำคัญแบตเตอรี่ควรใช้งานได้นาน
หน้าต่างบ้าน ควรมีความสูงที่ 36 นิ้ว เพราะสามารถมองวิวด้านนอกได้แม้ว่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ และง่ายต่อการเปิด ปิด ล็อคหน้าต่าง สำหรับผู้ที่ไม่สูงมาก หรือนั่งอยู่บนวีลแชร์
พื้นผิวของกระเบื้องหรือพื้น ควรออกแบบไม่ให้ลื่น เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ควรมีที่ว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 30×48 นิ้ว
เตรียมราวจับสำหรับทางลาด เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากการลื่นไหล และใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ที่ต้องการช่วยทุ่นแรงขณะเดิน
เพราะบ้านคือแหล่งรวมความสุข หากเราออกแบบบ้านดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข
การออกแบบสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ในอดีตมักจะคำนึงถึงความเป็นมาตรฐานทั่วไป ตามโครงสร้างปกติ แต่ยังขาดการคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างแท้จริง หลายๆอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆได้ ดังนั้น แนวคิดของ Universal Design จึงกลายเป็นการออกแบบสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างบ้านที่ในคอนเซปต์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่กว้างขวาง แต่ก็ได้รับการยอมรับและปรับปรุง แก้ไขแล้วในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังปรับโครงสร้างต่างๆรอบตัวให้เข้ากับความหลากหลายในสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรับ สังคมผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีขีดกำจัดในการดำเนินชีวิต ที่มีอัตราขยายขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ให้เกิดความเท่าเทียมกันในการใช้ชีวิต
Nov 14, 2024 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เลือกซื้อเลย โทรศัพท์มือถือ gadget รุ่นใหม่เก่า เรามีหมด
เลือกซื้อง่ายๆ เชื่อถือได้อยากได้รุ่นไหน คลิกเลย👇