ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อโฮมออฟฟิศ 2020 ควรดูปัจจัยอะไรบ้าง?

ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อโฮมออฟฟิศ 2020 ควรดูปัจจัยอะไรบ้าง?

ปี 2020 ยุคที่หลาย ๆ สิ่งเริ่มเปลี่ยน ยุคที่หลาย ๆ สิ่งเริ่มปรับตัว เพราะการเติบโตของสังคมเริ่มมีการสูงขึ้น การแข่งขัน การใช้ชีวิตก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันอย่างสถานที่ทำงาน ปกติแล้วสถานที่ทำงานเราจะเห็นได้จากที่เป็นอาคารสูง ๆ ที่มีบริษัทหลายแห่งมาเช่าเปิดสำนักงานกันมากมายหรือถ้าเป็นบริษัทที่มีขนาดองค์กรที่ใหญ่มาก ๆ มีพนักงานเยอะ ก็มีตึกที่ตั้งเป็นของตัวเองเลย 

โฮมออฟฟิศคืออะไร?  

โฮมออฟฟิศ คือ อาคารที่มี 3 ถึง 4 ชั้นหรือบางที่อาจจะมีชั้นที่เยอะกว่า โดยที่ชั้น 1 ถึง 3 หรือบางที่ชั้น 1 ถึง 2 มักจะทำเป็นออฟฟิศ 2 ชั้นบนสุดหรือชั้นบนสุดจะเป็นที่พักสำหรับเจ้าของบริษัท ซึ่งจะมีการแบ่งพื้นที่ทำงานชัดเจน มีที่จอดรถ เหมาะกับบริษัทที่มีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง 

จะเห็นได้จากการได้รับความนิยมมาสักพักแล้วสำหรับสถานที่ทำงานที่เรียกว่า ‘โฮมออฟฟิศ’ เพราะในปัจจุบันแนวคิดหรือวิธีคิดของคนเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมหรือจะเป็นไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ ‘โฮมออฟฟิศ’ กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสำหรับคนยุคใหม่ เพราะได้ทั้งความทันสมัย ทำงานเหมือนอยู่บ้านหรือจะเป็นความสะดวกสบายในการเดินทาง สำหรับนักธุรกิจที่กำลังมองหาโฮมออฟฟิศที่จะทำเป็นสถานที่ทำงานที่ใหม่ มาดูกันว่าข้อควรรู้ก่อนที่จะซื้อโฮมออฟฟิศมีอะไรบ้าง

ข้อดีของโฮมออฟฟิศ 

1. ใช้เป็นที่อยู่ได้ 

ขึ้นชื่อว่าเป็น โฮมออฟฟิศ โดยส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจจะสร้างบ้านหรือที่อยู่ของตัวเองไว้ชั้นบนสุดของที่ทำงาน ทำให้ไม่ต้องเสียเงินหลายต่อในการที่ต้องไปหาที่อยู่อีกที่หนึ่งและสถานที่ทำงานอีกที่หนึ่ง ประหยัดทั้งเวลาและเงินในกระเป๋า ถึงเวลาทำงานก็สามารถลงมาทำงานได้เลย เรียกได้ว่าสบายสุด ๆ 

2. ลดค่าใช้จ่ายได้ 

เนื่องจากว่าโฮมออฟฟิศได้รวมทั้งบ้านและที่ทำงานเอาไว้ด้วยกัน จึงไม่ต้องไปซื้อบ้านแยกอยู่ ประหยัดทั้งค่าเดินทาง ค่าน้ำ รวมไปถึงค่าส่วนกลางเมื่อต้องไปซื้อบ้านอยู่แยก ทำให้จ่ายแค่ส่วนนี้ส่วนเดียว ประหยัดไปได้หลายบาทเลยล่ะ

3. ส่วนกลาง

ถ้าโฮมออฟฟิศอยู่ในโครงการ พนักงานของบริษัทก็สามารถใช้ส่วนกลางได้ อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และอื่น ๆ ที่โครงการมีให้ ถือได้ว่าเป็นสวัสดิการที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย

ข้อเสียของโฮมออฟฟิศ

1. ที่จอดรถ 

หากพนักงานในบริษัทนำรถมาทำงาน ที่จอดรถอาจจะไม่เพียง เพราะพื้นที่ในการจอดรถของโฮมออฟฟิศในโครงการส่วนมากค่อนข้างน้อย

2. ทำเล  

โฮมออฟฟิศส่วนใหญ่ที่อยู่โครงการอาจจะอยู่ไกลจากรถไฟฟ้าหรืออยู่ลึกเข้าไปในซอย เนื่องจากเป็นโครงการคล้ายบ้านที่ต้องใช้พื้นที่ในการก่อสร้างเยอะไม่เหมือนกับอาคารสำนักงานหรือคอนโดที่เป็นตึกสูง ใช้พื้นที่น้อยจึงอยู่ใกล้และเดินทางสะดวกกว่า 

3. ของภายในออฟฟิศ 

การที่จะซื้อโฮมออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายในการซื้อโต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ต้องออกเองทั้งหมดในส่วนนี้ 

ก่อนซื้อควรเตรียมพร้อมอย่างไร?

1. ความพร้อม 

ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลค่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราควรเช็กความสามารถในการซื้อและผ่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในการซื้อ กำลังทรัพย์ของเราเป็นอย่างไรในขณะนั้น จะซื้อสดหรือผ่อน? ถ้าผ่อนจะผ่อนไหวไหมในอนาคต ทิศทางธุรกิจของเราจะไปในทางไหน ถ้าหากว่าในอนาคตเราไม่มีกำลังที่จะผ่อนต่อ ธนาคารต้องยึดไปแบบไม่มีข้อแม้เลย

2. หลักฐานและเครดิตของคนกู้

หลักฐานทางด้านการเงินก็สำคัญไม่น้อยเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรเกี่ยวกับการเงิน คนที่ยื่นกู้ต้องมีหลักฐานทางบัญชีธนาคาร คือ รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังต่ำสุด 6 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือในตัวเราได้ว่ามีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลานั่นเอง 

3. เงินงวดแรก

สำหรับการซื้ออสังหาฯ ต่าง ๆ รวมไปถึงโฮมออฟฟิศ การเตรียมเงินจ่ายงวดแรก เนื่องจากว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้อีก คือ ค่าจอง ค่าทำสัญญาซื้อขาย ค่าส่วนกลาง (ซื้อในโครงการ) เงินดาวน์ และค่าจดจำนอง

4. สินเชื่อ 

ขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อโฮมออฟฟิศรวมไปถึงอสังหาฯ อื่น ๆ ด้วยนั่นคือ การขอสินเชื่อนั่นเอง โดยจะต้องเลือกธนาคารที่จะยื่นกู้พร้อมกับเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม อาทิ เอกสารสำคัญส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน เอกสารหลักประกัน เป็นต้น โดยการเลือกธนาคารในการยื่นกู้สินเชื่อนั้นควรพิจารณาให้ดี เช่น  การเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร เพื่อที่จะวางแผนการใช้จ่ายทั้งตอนนี้และธนาคารให้ราบรื่นด้วยนั่นเองครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการซื้อโฮมออฟฟิศ 

1. ทำเลที่ตั้ง 

แน่นอนว่าทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการซื้อ โดยจะต้องเลือกทำเลที่สามารถจะเติบโตได้ในอนาคตและส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างราบรื่นและเติบโตได้ในอนาคต โดยหลักการพิจารณาเบื้องต้นสามารถดูได้จากการเปิดของห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น 

2. การเดินทาง

การเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นแรงจูงใจในการมาทำงานของพนักงาน ถ้ามีขนส่งสาธารณะที่ดีหรือมีถนนที่สามารถขับรถยนต์มาได้สะดวก เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนซื้อโฮมออฟฟิศด้วยนะครับ 

3. พื้นที่ใช้สอย 

ควรพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้งานของจำนวนพนักงานในบริษัทหรือไม่ เพราะจะต้องแบ่งพื้นที่ทำงานกับพื้นที่อยู่อาศัยแยกออกจากกันอีก อีกทั้งยังต้องพิจารณาเผื่ออนาคตด้วยว่าถ้ามีธุรกิจเติบโตขึ้น องค์กรพนักงานก็จะต้องมากขึ้น ควรหาโฮมออฟฟิศที่มีพื้นที่ใช้สอยให้เพียงพอทั้งในวันนี้และอนาคตด้วยนะครับ 

4. ที่จอดรถ

แน่นอนว่ารถยนต์ไม่ได้มีแค่เจ้าของบริษัท แต่มีพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัวก็มี เพราะฉะนั้นต้องหาโฮมออฟฟิศที่มีพื้นที่ที่เพียงพอหรือรองรับพนักงานที่นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาทำงาน แต่ถ้าหากว่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอจริง ๆ อาจจะต้องหาเช่าพื้นที่จอดรถยนต์ใกล้โฮมออฟฟิศให้พนักงานด้วยนะครับ 

5. สิ่งอำนวยความสะดวก 

สิ่งสะดวกภายในโครงการที่ซื้อโฮมออฟฟิศก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็นสวัสดิการของพนักงานในบริษัทได้เช่นกัน เชื่อว่าทุกโครงการต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงการ และสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน คือ สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกนั่นเอง ถ้าหากโฮมออฟฟิศตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นแหล่ง Lifestyle ของคนเมือง เช่น ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง แหล่งกินและสถานที่ต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดให้พนักงานอยากมาทำงานด้วยนั่นเอง 

6. ระบบรักษาความปลอดภัย 

เป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมครับถ้าสถานที่ทำงานของเรามีระบบความปลอดที่ดีเยี่ยม จะทำให้รู้สึกว่ามีความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าหากซื้อโฮมออฟฟิศในโครงการ โครงการก็ควรมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น การเข้า-ออกโครงการด้วย Key Card มีกล้องวงจรปิดทุกที่ มีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. เป็นต้น แต่ถ้าหากโฮมออฟฟิศที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ ก็ควรที่จะติดกล้องวงจรปิดทุกที่ ทุกมุม มีระบบสแกนเข้า-ออก ประตู เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มความอุ่นใจให้กับพนักงานอีกด้วย 

สรุปท้ายบทความ 

การที่จะซื้อโฮมออฟฟิศสักที่หนึ่งต้องมีข้อควรรู้ สิ่งที่ต้องทำหรือดำเนินการเยอะมากมาย แนะนำให้ศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วยนะครับ โดยโฮมออฟฟิศมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณา แต่สำหรับใครที่มีบริษัทเป็นของตัวเองหรือกำลังจะเริ่มเปิดบริษัทใหม่ มีขนาดองค์กรที่เล็กถึงขนาดกลาง พนักงานที่ไม่เยอะ การทำ ‘โฮมออฟฟิศ’ ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ 

สำหรับใครที่กำลังหาโฮมออฟฟิศอยู่ ที่ Kaidee Property เราก็มีโฮมออฟฟิศที่หลากหลายรูปแบบ หลากหลายทำเลให้ได้เลือกเยอะเลย ลองแวะมาดูกันก่อนได้นะครับ 

บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน 15 แบบ

บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน 15 แบบ

ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายสไตล์ ทั้งโมเดิร์น ลอฟต์ บ้านทรงไทยและอื่น ๆ อีกมากมาย และบ้านที่เราจะมาพูดถึงก็เกี่ยวข้องกับวลีที่ว่า ‘Less is More’ วลีสั้น ๆ ที่ได้ยินแล้วนึกถึง บ้านมินิมอล ซึ่งมีความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเก๋ไก๋และหรูหราจนมัดใจนักออกแบบบ้านหลายคนได้ ซึ่งเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์นี้คือการใช้งานอย่างเป็นประโยชน์โดยใช้เฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นทำให้ดูเรียบแต่มีคุณค่านั่นเอง

ข้อดีของบ้านสไตล์มินิมอล

การมีบ้านสไตล์มินิมอลมีข้อดีหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันหรือความสวยงาม ที่เป็นเอกลักษณ์และช่วยให้เรามีความสุขได้ ดังนี้

บ้านมีเอกลักษณ์และน่าดึงดูด

ถึงแม้ว่าจะดูเรียบง่ายไม่มีอะไร แต่บ้านสไตล์มินิมอลก็เป็นบ้านที่แฝงไปด้วยความสวยงามสะอาดตาให้หลายคนสงสัยกันว่า มีการจัดระเบียบบ้านอย่างไร และยิ่งมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ เรียบ ๆ หรืองานศิลปะเก๋ ๆ สักภาพ ก็สามารถเพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อยเลย

ลดความเครียดให้กับผู้อาศัย

ถ้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ก็จะทำให้เกิดความเครียดได้มากขึ้น ซึ่งบ้านก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนต้องใช้เวลาอยู่กับมันมากที่สุด และการมีบ้านที่รกก็ยังเพิ่มความขุ่นหมองในจิตใจและความเครียดได้ ซึ่งด้วยเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายแต่หรูหรานี่แหละ ที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสบาย ๆ เลยทีเดียว

ทำความสะอาดง่าย

การจัดของให้เรียบร้อยน่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งเหนื่อยและเสียเวลา เพราะยิ่งบ้านที่รกรุงรังไม่เป็นระเบียบก็ทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องใช้เวลาในการปัด กวาด เช็ด หรือถูนานขึ้นไปอีก แถมใช้เวลานานในการเคลื่อนย้ายของอีกด้วย ดังนั้นการมีบ้านสไตล์มินิมอลก็สามารถทุ่นแรงและเวลาได้มาก ๆ

ขอบคุณรูปจาก: home-designing.com

จุดเด่น บ้านมินิมอล

จุดเด่นหลัก ๆ ของบ้านสไตล์มินิมอลนั่นก็คือ การแต่งบ้านแบบเรียบง่ายแต่หรูหรามีสไตล์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมากกว่าบ้านสไตล์อื่น ๆ มีหลักการออกแบบจากเส้นตรงให้ดูเรียบที่สุดนั่นเอง ซึ่งเห็นได้จากเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่น้อยชิ้น และแต่ละชิ้นก็เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หรือจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยประโยชน์ ได้จากฟังก์ชันที่แอบอยู่ เช่น การใช้กระจกที่มีชั้นวางของด้านใน หรือห้องใต้พื้นบ้านที่ส่งผลให้เกิดเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของบ้านสไตล์มินิมอลที่สำคัญคือ การมีพื้นที่บ้านที่สะอาดและเรียบร้อยนั่นเอง

เทคนิคแต่งบ้านสไตล์มินิมอล

ถ้าจะบอกว่าการแต่งบ้านสไตล์มินิมอลให้สวยงามเป็นเรื่องที่ยากก็คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า ไม่จริง เพราะเพียงแค่มีเคล็ดลับและการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ สี และของตกแต่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน บ้านธรรมดาก็สามารถกลายเป็นบ้านสไตล์มินิมอลได้ ซึ่งเคล็ดลับการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลสามารถแบ่งออกเป็นหลักการต่าง ๆ ได้ดังนี้

เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นและมีประโยชน์

อย่างที่รู้กันว่าเอกลักษณ์สำคัญของบ้านสไตล์มินิมอล คือบ้านที่เรียบร้อยสะอาดตา ทำให้การตกแต่งบ้านสไตล์นี้ต้องลดทอนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกไป โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จำเป็น อย่างเตียงหรือราวตากผ้า ทำให้บ้านดูสะอาดและเรียบร้อย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่น ตู้หรือพื้นที่คัดแยกของใช้ต่าง ๆให้เป็นระเบียบนั่นเอง

เว้นพื้นที่ว่าง

เมื่อเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นให้เหลืออยู่แล้ว การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องต่าง ๆ ก็ต้องจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อให้มีพื้นที่เหลือมากที่สุด โดยต้องจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามหลักการของคุณมาริเอะ คอนโดะ ใน จัดบ้านรกให้เรียบร้อยสไตล์ ‘มาริเอะ คอนโดะ’ แต่ก็ต้องระวังอย่าให้บ้านของคุณว่างเปล่าเกินไปจนบ้านของคุณไม่เป็นบ้านสไตล์มินิมอลอีกต่อไป

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบ

ความเรียบง่าย ก็ยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของบ้านสไตล์มินิมอล และการที่จะเกิดความเรียบง่ายภายในบ้านได้ เช่น การใช้ประตูบานเลื่อน หรือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบง่ายและทำจากไม้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้บ้านเรียบง่ายขึ้นได้ เพราะการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายเกินไปทำให้เกินความจำเป็นและพอดี ซึ่งขัดกับคอนเซ็ปต์ของบ้านสไตล์มินิมอลนั่นเอง

ขอบคุณรูกจาก: designwash.net

เลือกใช้สีอ่อนในการตกแต่งบ้าน

สำหรับสีที่ใช้ในการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ควรใช้สีที่มีความอ่อนอย่างสีเอิร์ธโทนหรือสีขาว เพราะตามหลักศิลปะ สีอ่อนจะให้ความรู้สึกที่สะอาด เรียบง่าย และสบายตา จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่ขึ้นไปอีก นอกจากนี้การใช้สีอื่น ๆ ที่มีความโดดเด่นในการสร้างสีสันให้กับบ้านได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สวยงามไปอีกแบบเช่นกัน

เพิ่มแสงและธรรมชาติให้ทั่วบ้าน

บ้านสไตล์มินิมอลที่เราเห็นกันส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านสไตล์มินิมอลจึงต้องมีการเพิ่มช่องแสงต่าง ๆ ให้ทั่วบ้านเพื่อให้แสงธรรมติต่าง ๆ เข้ามาในบ้านให้มากที่สุด รวมถึงการวางต้นไม้ในบ้านเพื่อเพิ่มความร่มเย็นและอบอุ่นให้บ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งพันธุ์ไหนน่าสนใจบ้านก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ 10 พันธุ์ต้นไม้ในบ้านเพิ่มบรรยากาศการพักผ่อน

15 ตัวอย่างแบบ บ้านมินิมอล เรียบหรูงบไม่บาน

ออกแบบ บ้านมินิมอล ให้ดูสะอาดตา

บ้านมินิมอล กลางทุ่ง
ขอบคุณรูปจาก: louisesliney.ie

ตัวบ้านภายนอกสีขาวสะอาดตาพร้อมกับหลังคาทรงจั่วสีเทา รอบนอกไม่มีการตกแต่งที่มากนักเพื่อให้เข้ากับเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายสบายตา

เพิ่มความเรียบง่ายภายนอกด้วยสีขาว

บ้านมินิมอล สีขาวฟ้า
ขอบคุณรูปปจาก: architecturaldigest.com

บ้านสไตล์โมเดิร์นมินิมอลรูปทรงสี่เหลี่ยมง่าย ๆ เปิดโล่ง ตัวบ้านใช้สีขาวบริสุทธิ์เพื่อให้เข้ากับสระว่ายน้ำสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์

บ้านมินิมอล ในประเทศญี่ปุ่น

บ้านมินิมอล ในญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปจาก: nature-home.co.jp

บ้านสไตล์มินิมอลแบบชาวญี่ปุ่นสีขาว-น้ำตาล ที่ออกแบบโดยเน้นความเรียบง่าย ลงตัว และอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่สูงสุด

ใช้สีกลางในการออกแบบ

บ้านมินิมอล สีกลาง
ขอบคุณรูปาก: A-R STUDIO

ไอเดียออกแบบบ้านสไตล์มินิมอลให้เรียบง่ายด้วยสีกลางอย่างสีขาวและสีเทา ทำให้การตกแต่งบ้านเป็นไปอย่างง่ายดาย

เปิดพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้โล่ง

บ้านมินิมอล ขาวเทา
ขอบคุณรูปจาก: Karolina Krac

การเปิดพื้นที่ให้โล่งในห้องนั่งเล่นโดยใช้เฟอร์นิเจอร์สีเทาอ่อนไม่กี่ชิ้นในพื้นที่กว้างให้ความรู้สึกเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง

ใช้สีขาวและสีอ่อนในการตกแต่งห้องนั่งเล่น

บ้านมินิมอล เอิร์ธโทน
ขอบคุณรูปจาก: lawfullondon.com

ห้องนั่งเล่นเน้นความเรียบง่ายด้วยการทากำแพงสีขาวและปูพื้นด้วยไม้ที่มีสีอ่อนพร้อมการตกแต่งด้วยกรอบรูปสีเทาเอิร์ธโทน

เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยสีสดใส

บ้านมินิมอล พาสเทล
ขอบคุณรูปจาก: homestolove.com.au

ถ้ารู้สึกว่าห้องมีความเรียบง่ายจนเกินไป ลองเพิ่มลูกเล่นเล็ก ๆ ให้ห้องรับแขกมีชีวิตชีวาด้วยสีสันที่สดใสขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

ติดตั้งช่องรับแสงธรรมชาติ

บ้านมินิมอล ขาวดำ
ขอบคุณรูปจาก: malabar.com.pt

ทำให้ห้องรับแขกดูโล่งสบายด้วยการทาสีขาวและติดตั้งหน้าต่างขนาดใหญ่เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านมากยิ่งขึ้น

เพิ่มความเป็นธรรมชาติด้วยสีน้ำตาลอ่อน

ห้องนอนสีน้ำตาล บ้านมินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: etsy.com

กำจัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกและตกแต่งห้องนอนด้วยต้นไม้สีน้ำตาลพร้อมหมอนและผ้าปูเตียงสีเดียวกันให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและเรียบง่าย

ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีลูกเล่น

ตู้เสื้อผ้า มินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: johnlewis.com

ห้องนอนมีไม้เป็นวัสดุหลักและใช้พื้นที่อย่างประหยัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยอย่างคุ้มค่าที่สุดโดยการติดกระจกบนตู้เสื้อผ้า

เพิ่มมุมเล็ก ๆ ในการทำงาน

บ้านมินิมอล โต๊ะทำงาน
ขอบคุณรูปจาก: maisonsdumonde.com

ใช้พื้นที่ให้มีประโยชน์ที่สุด เช่น การหามุมเล็ก ๆ ภายในบ้านเพื่อวางโต๊ะและเก้าอี้สีขาว-ไม้ให้กลายเป็นมุมทำงานอย่างมีสมาธิ

ใส่ความเป็นธรรมชาติในห้องน้ำเพิ่มความผ่อนคลาย

ห้องน้ำ บ้านมินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: etsy.com

ห้องน้ำสไตล์มินิมอลที่ใช้โทนสีอย่างเรียบง่ายไม่ว่าจะเป็น มีสีขาว น้ำตาล และเขียว เพื่อความรู้สึกที่ผ่อนคลายเมื่อเข้าใช้ห้องน้ำ

แต่ง บ้านมินิมอล ให้ดูน่ารักด้วยสีสันอื่น ๆ

บ้านมินิมอล ห้องเด็ก
ขอบคุณรูปจาก: Linemerete

ถึงแม้จะเป็นห้องเด็ก ๆ ก็สามารถทำให้กลายเป็นบ้านสไตล์มินิมอลได้ด้วยการทาสีขาวบนผนังและตกแต่งด้วยสีเทาและชมพูอ่อนเล็กน้อยให้มีชีวิตชีวาและดูน่ารักสมวัย

เปลี่ยนจากโต๊ะรับประทานอาหารให้คลายเป็นเคาน์เตอร์บาร์

ห้องครัว มินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: puresaltinteriors.com

ห้องครัวสไตล์มินิมอลที่มีขนาดเล็กเหมาะสมกับการใช้ชีวิต มีการลดทอนอุปกรณ์ที่ไม่สำคัญออก ตกแต่งด้วยสีขาว และใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก

ใช้โต๊ะรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับจำนวน

บ้านมินิมอล ไม้ขาว
ขอบคุณรูปปจาก: leibal.com

คำนึงถึงสมาชิกของบ้านเพื่อการจัดวางโต๊ะรับประทานอาหารให้พอเหมาะพอดี วางต้นไม้ภายในห้องครัวสีขาวพร้อมกับพื้นที่กว้าง ๆ ที่เหลืออยู่

สรุป บ้านมินิมอล

เป็นอย่างไรบ้างกับตัวอย่างบ้านและการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลที่นำมาฝากกัน จะเห็นได้ว่าการแต่งบ้านสไตล์มินิมอลนั้นไม่ได้ยากอย่างที่ใครคิด เพราะใช้วัสดุที่ไม่เยอะ แถมยังงบยังไม่บานเรียกได้ว่าทั้งสวยและประหยัดอีกด้วยถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจจริง ๆ และถ้าใครที่อยากได้บ้านสวย ๆ ราคาไม่แพงลองเข้ามาหาใน Kaidee Property ดูได้ตอนนี้เลย

5 เคล็ดลับการจัดวางหิ้งพระ จัดแบบไหนดีที่สุด

5 เคล็ดลับการจัดวางหิ้งพระ จัดแบบไหนดีที่สุด

ตามความเชื่อของคนไทย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนไทยนับถือและอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าไปบ้านไหน มักจะเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนนับถือ ตั้งอยู่ในบ้านแตกต่างกันไป ไว้กราบไหว้  เพื่อช่วยปกปักรักษา ป้องกันอันตราย และเสริมสิริมงคลให้กับคนในบ้านด้วย แต่จะให้ดีเราก็ควรจัดให้ถูกหลัก เพื่อให้สิ่งที่เรายึดถือถูกวางอย่างเหมาะสม วันนี้พลูโตเลยจะขอพาทุกคนไปดูว่า ทำไมเราต้องมีหิ้งพระในบ้าน แล้วจัดวางหิ้งพระอย่างไร จัดแบบไหนดีที่สุด มาดูกันค่ะ 

ความเชื่อเรื่องหิ้งพระต้องมีในบ้านมาจากไหน 

การมีห้องพระในบ้าน ได้รับความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู ชาวฮินดูมีธรรมเนียมปฏิบัตืที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลาทุกๆวัน คือการกราบไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่นับถือศาสนาฮินดูจะนับถือเทพเจ้า เช่น พระศิวะ พระตรีมูรติ พระพิฆเนศวร เป็นต้น เพราะมีจความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นเจ้าของบ้าน เป็นผู้บันดาลทุกสรรพสิ่ง และยังอาศัยอยู่ภายในบ้านด้วย

ทำไมเราถึงควรมีหิ้งพระในบ้าน

คนไทยส่วนใหญ่มักจะนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างพระ และยังมีอีกหลายคนที่นับถือเทพเจ้า แต่หลายๆคนก็มักจะไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะไปกราบไหว้ สิ่งศักด์สิทธิ์ตามสถานที่สำคัญทางศาสนา รวมถึงการมีหิ้งพระในบ้าน ยังเป็นความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้าน ช่วยปกปักคุ้มครองคนในบ้าน เสริมสร้างสิริมงคล เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และยังเป็นสถานที่ที่สงบสุขที่สุดในบ้าน ช่วยให้วันวุ่นๆ วันที่มีเรื่องกวนใจ ทำให้เรามีสติและสมาธิมากขึ้นด้วย

แล้วตั้งหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาแบบไหนถึงจะดี

1.ตั้งทิศนี้สิดี

ในการจัดวางโต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งพระในบ้าน ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่แนะนำสำหรับการตั้งโต๊ะหมู้บูชา โดยเขื่อว่า ทิศเหนือเป็นทิศของสวรรค์ โดยให้อยู่ทิศเหนือของห้องรับแขก หรือทิศเหนือของบ้าน ไม่เจ็บ ไม่จน พบเจอแต่ความสุข ส่วนทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของราชา ช่วยในเรื่องการงาน ปราศจากอุปสรรค ทิศต้องห้าม คือ ทิศตะวันตก จะทำให้ชีวิตตกต่ำ

2.จุดอัปมงคล อยู่ตำแหน่งนี้ไม่ดีเลย

ห้องน้ำ ไม่ควรนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งในจุดที่ไม่เป็นมงคล เพราะตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นธาตุไฟ ห้องน้ำเป็นธาตุน้ำ เมื่ออยู่ด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรให้อยู่ใกล้เคียงกัน ความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมลง น้ำบั่นทอนไฟ เงินทองรั่วไหล วิธีการแก้ไข หาผ้าม่านมาติดกั้นไว้ให้เป็นคนละส่วน ไม่ชิดติดกัน

เหนือบานประตู การตั้งหิ้งพระไว้สูงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ และเป็นของสูงสำหรับคนที่นับถือ หิ้งพระจึงไม่ควรอยู่ที่ต่ำจนคนในบ้านเหยียบย่ำได้ แต่ไม่ควรให้หิ้งพระอยู่เหนือประตู เพราะจะทำให้พลังงานดีหลุดรอดไปด้านนอกได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับคนที่ผ่านประตูได้หากติดตั้งไม่ดี

บันได หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ไม่ควรตั้งอยู่ใต้คานบ้านหรือคานบันได เพราะบันไดจะมีคนเดินขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้เหมือนว่า มีคนเหยียบย่ำพระในบ้านตลอดเวลา คานบันได หรือคานบ้านก็จะกดทับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนในบ้านไม่เกิดสิริมงคล กดทับดวงชะตาคนในบ้าน และเป็นการดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเราด้วย

3.อยู่ที่สูง ดีที่สุด

พระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นของสูง เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ บูชา ไม่ควรมีสิ่งอื่นมากดทับ ไม่ควรให้คนในบ้านเหยียบย่ำ การตั้งหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาควรตั้งที่สูง หรือเหนือศีรษะของคนในบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แนะนำให้ตั้งสูงจากพื้น 5 ฟุต เพราะหากตั้งไว้ที่ต่ำหรือมุมที่เหยียบย่ำได้ จะไม่เป็นสิริมงคลกับคนในบ้าน แต่ที่จริงแล้ว ถ้าจำเป็นจะต้องตั้งในที่ที่ไม่สูงมาก สามารถวางไว้ด้านล่างได้ แต่ข้อจำกัดมีมาก 

4.ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ

ห้องพระควรเป็นพื้นที่ที่สะอาดกว่าพื้นที่อื่นๆในบ้าน เพราะถ้าหากในห้องพระมีของตั้งอยู่รก รุงรัง เหมือนเป็นเครื่องหมายว่าเราความไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน และตามหลักฮวงจุ้ย การที่บ้านรก สกปรก จะนำพลังงานไม่ดีเข้ามาสู่ในบ้าน ห้อง

พระควรเป็นที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทดี เพราะว่าเวลาที่เราจุดธูป จุดเทียน อาจจะทำให้เกิดควันภายในบ้าน หากอากาศถ่ายเทไม่ดี 

เราควรดูแลใส่ใจความสะอาด หมั่นทำความสะอาดหิ้งพระและพระพุทธรูปอย่างสม่ำเสมอ และมีความเชื่อว่าหากสกปรกจะส่งผลเรื่องสุขภาพกับคนในบ้านได้ ถ้าจะให้ดี ควรทำให้ไฟที่ห้องพระหรือหิ้งพระสว่างไสวอยู่เสมอ เป็นความเชื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนในบ้านสว่างไสว สดใสอยู่เสมอ

5.ห้องพระก็คือห้องพระ 

ตำแหน่งที่ตั้งหิ้งพระ หรือห้องพระ ควรเป็นที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เพราะในเวลาที่เราไหว้เคารพพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราต้องการสมาธิและความสงบในขณะปฏิบัติธรรม ไม่เสียงดัง และไม่ควรตั้งใกล้ประตูทางเข้าออก ควรให้หิ้งพระหรือห้องพระเป็นพื้นที่ส่วนตัว 

ห้องพระเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก ในการไหว้พระในแต่ละครั้ง ตำแหน่งที่เหมาะสม จึงควรตั้งอยู่ส่วนกลางบ้านที่เงียบสงบ เนื่องจากศูนย์กลางบ้านเป็นหัวใจของบ้านตามหลักฮวงจุ้ย เป็นตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการตั้งหิ้งพระหรือห้องพระ เพราะจะช่วยในเรื่องสุขภาพ ความมั่งคั่ง และความสุขของคนในบ้านด้วย

รูปแบบของโต๊ะหมู่บูชา และสิ่งที่ต้องเตรียม

โดยปกติแล้วการจัดโต๊ะหมู่บูชา มักจะตั้งแบบเรียบง่าย กระถางธูป เชิงเทียน แจกัน และพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ ในมุมตำแหน่งที่เราได้จัดเตรียมไว้ แต่ทุกคนทราบไหมคะว่า ยังมีการจัดโต๊ะหมู่บูชาอีกหลายแบบเลย ตามขนาดพื้นที่และงบประมาณ ความต้องการที่เราอยากจะจัด ซึ่งสามารถแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

โต๊ะหมู่แบบ 3 ตัว

เป็นโต๊ะขนาดเล็กที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป โดยจะประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 3 ตัว ไว้จัดวาง ธูป เชิงเทียน แจกันหรือพานดอกไม้

โต๊ะหมู่แบบ 4 ตัว

โต๊ะหมู่บูชาแบบ 4 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 4 ตัว ซึ่งการจัดวางจะใช้อุปกรณ์เหมือนแบบ 3 แต่อาาจะใช้พานดอกไม้ขนาดใหญ่กว่าเดิม

โต๊ะหมู่แบบ 5 ตัว

โต๊ะหมู่บูชาแบบ 5 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 5 ตัว ซึ่งส่วนที่เพิ่มมาจากแบบ 4 ตัว อาจจะมีพานดอกไม้ 3 พานและพานพุ่ม 2 พาน

โต๊ะหมู่แบบ 7 ตัว

โต๊ะหมู่บูชาแบบ 7 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 7 ตัว วางมากกว่าแค่พระพุทธรูป อาจจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ หรือองค์พระสงฆ์ที่เรานับถือ

โต๊ะหมู่แบบ 9 ตัว

โต๊ะหมู่บูชาแบบ 9 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 9 ตัว ซึ่งเป็นโต๊ะหมู่บูชาที่ใหญ่มาก วางพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ และกระถางธูป

จัดหิ้งพระตามความศรัทธาของเรา

บ้านใครที่กำลังจะทำหิ้งพระหรือห้องพระ คงจะมีไอเดียไปจัดกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ขอให้ในบ้านของทุกคนมีแต่ความสุขและความเป็นสิริมงคลจากสิ่งที่ทุกคนตั้งใจตั้งหิ้งพระหรือห้องพระอย่างถูกต้องนะคะ

ส่วนใครที่ตั้งใจจะจัดหิ้งพระ แต่ยังไม่มีโตีะหมู่บูชา ลองเข้ามาดูโต๊ะหมู่บูชาที่สวยและดี ราคามิตรภาพที่ Kaidee กันได้นะคะ

เทคนิคเลือกหอพักให้โดนใจ ปลอดภัย ตรงปก

เทคนิคเลือกหอพักให้โดนใจ ปลอดภัย ตรงปก

เลือกหอพักทั้งที จะชี้นิ้วแล้วบอกเอาห้องนี้เลย อาจฟังดูง่ายเกินไปสักนิด เพราะการตัดสินใจเลือกหอพักสักที่ ต้องคิดให้ครอบคลุมถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราสะดวกและง่ายที่สุด แต่ถ้าใครยังกังวลว่าแล้วเราควรคำนึงถึงอะไรบ้าง เรามีคำตอบ

ราคาที่ต้องจ่าย

ควรกำหนดราคามาก่อนเลยว่า เรารับได้ที่ประมาณเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้ยอดค่าใช้จ่ายบานปลาย โดยค่าใช้จ่ายที่ว่าคือ รวมค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าประกันห้อง ค่าส่วนกลางต่างๆ ฯลฯ เพราะปัจจุบันหอพักหลายๆที่ มีออฟชันเสริมมากมายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกบ้าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางห้องแม้จะถูกใจแค่ไหน แต่ถ้าเกินงบ อาจจะต้องตัดใจ มองหาที่ใหม่แทน

ทำเลหอพักดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ไม่ว่าจะอยู่ช่วงวัยไหนก็ตาม การเลือกทำเลของหอพัก เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเราต้องใช้ชีวิตกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะตื่นไปเรียนหรือทำงาน ทำเลของหอที่ไม่ไกลถนน สามารถเดินทางสะดวก จึงเป็นตัวเลือกที่ดี อย่าลืมว่าคุณต้องใช้เวลาเดินทาง หอยิ่งไกล ยิ่งใช้เวลาเดินทางนานมากขึ้น แม้จะมี BTS, MRT หรือสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายก็ตาม

ขนาดห้องและเฟอร์นิเจอร์

เพราะขนาดของห้องส่งผลต่อความรู้สึกได้ ห้องจึงควรมีขนาดพอดีๆ ไม่เล็กจนเกินไป อยู่แล้วไม่อึดอัด อย่าลืมดูสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆภายในห้องด้วยล่ะ ว่ามีตามที่เราต้องการหรือไม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เราหรือเปล่า และอย่าเชื่อแค่ในรูปโฆษณา ต้องขอดูห้องจริงทุกครั้ง

สำรวจบริเวณรอบๆหอพักสักหน่อย

เลือกหอได้แล้ว อย่าลืมเดินสำรวจบริเวณรอบๆหอพักด้วย ว่ามีแหล่งของกิน หรืออยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือไม่ เช่น วินมอเตอร์ไซด์ ร้านค้าต่างๆ ตู้ ATM หรือร้านขายยา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตัวคุณสะดวกสบายมากที่สุด ลองคิดภาพเวลาหิวๆ แล้วลงมาเจอของกินอร่อยๆ ก็ถือว่าเป็นความสุขแล้วใช่ไหมล่ะ ?

ปลอดภัยไว้ก่อน

ไม่มีที่ไหนปลอดภัย 100% ดังนั้นหอที่ดีควรมีระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบต่างๆ ให้ลูกบ้าน เช่น มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ใช้ระบบคีย์การ์ด มีกล้องวงจรปิด เพื่อให้ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของเราปลอดภัย อยู่อย่างสบายใจ ไร้กังวล หรือถ้ามีเหตุให้ต้องตรวจสอบ ก็สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องคอยกังวล

เข้าใจเลยว่า กว่าจะได้หอพักตรงใจ มันช่างยากแสนยาก ถ้าหอที่คุณเลือกมีครบทุกข้อที่เราบอก อย่ารอช้า! เก็บกระเป๋าย้ายเข้าได้เลย เรามั่นใจเลยว่าคุณจะได้หอที่ตรงใจ ปลอดภัย และตรงปกอย่างแน่นอน หาหอพักตรงใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Property

กระเบื้องยาง ตัวช่วยลดเวลาแต่งบ้านราคาเบา

กระเบื้องยาง ตัวช่วยลดเวลาแต่งบ้านราคาเบา

ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อการปูพื้นกระเบื้องภายในบ้านเป็นอย่างมาก แต่ทราบไหมว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการใช้ ‘กระเบื้องยาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะทั้งปูพื้นง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อย และยังมีความปลอดภัยมากกว่ากระเบื้องปกติอีกด้วย

กระเบื้องยาง เป็นวัสดุที่ใช้ในการปูพื้น ผลิตจากยางหรือโพลิเมอร์ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระเบื้องปกติ โดยเฉพาะกระเบื้องยางที่ทำมาจากโพลิเมอร์ ซึ่งความนุ่มและแรงหนืดของกระเบื้องยางนี้เอง ที่ส่งผลให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มน้อยกว่ากระเบื้องปกติ

วัสดุของ กระเบื้องยาง

สำหรับวัสดุที่นำมาผลิตกระเบื้องยางสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  1. กระเบื้องยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ เป็นกระเบื้องยางที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศไทย ผลิตจากยางพารา ทำให้มีความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นสูง สามารถทนต่อการฉีกขาดและรอยขีดข่วนได้ดี
  2. กระเบื้องยางที่ผลิตจากโพลิเมอร์ แบ่งออกเป็นโพลียูรีเทนและพีวีซี โดยกระเบื้องยางโพลียูรีเทนค่อนข้างมีความทนทาน เหนียวแน่นและทนต่อความร้อนมากกว่ากระเบื้องยางพีวีซี

ประเภทของ กระเบื้องยาง

  1. กระเบื้องยางแบบแผ่น เป็นกระเบื้องยางที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีความแข็งแรงและหนาประมาณ 2-12 มิลลิเมตร สามารถรับแรงปะทะได้หลากหลายตามจุดประสงค์ของกระเบื้องยางชนิดต่าง ๆ
  2. กระเบื้องยางแบบม้วน กระเบื้องยางที่นิยมใช้ในโรงพยาบาล มีขนาดใหญ่กว่ากระเบื้องยางแบบแผ่น หน้ากว้าง 1-1.2 เมตร ยาว 10-15 เมตร ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ความร้อนเชื่อมต่อกันทำให้ไม่เกิดการสะสมของเชื้อโรค

ส่วนประกอบของกระเบื้องยาง

กระเบื้องยางประกอบด้วยชั้นทั้งหมด 5 ชั้น ได้แก่

  1. UV Coating ชั้นบนสุดของกระเบื้องยาง มีการเคลือบสาร ยูวี เพื่อเสริมความคงทนและป้องกันสีซีดจากการโดนแสงแดด
  2. Wear Layer เป็นชั้นที่มีความสำคัญ เพราะป้องกันความเสียหายแก่สีและลวดลายต่าง ๆ ของกระเบื้องยาง
  3. Print Color Sheet ชั้นสีสันและลวดลายต่าง ๆ ทั้งสีพื้น ลายไม้ ลายหินอ่อน ฯลฯ
  4. Balance Layer ชั้นกลางของกระเบื้องยาง มีส่วนผสมของพีวีซี บริสุทธิ์ เป็นชั้นที่ช่วยให้กระเบื้องยางไม่ยืดหด ขยายตัว หรือแตกหัก
  5. Base Layer ชั้นล่างสุดของกระเบื้องยาง พื้นผิวของชั้นนี้มีลักษณะเป็นตารางหรือตาข่าย เพื่อให้สามารถยึดติดกับกาวและพื้นปูนได้แน่น

ข้อดี-ข้อด้อยของกระเบื้องยาง

ก่อนที่เราจะสามารถเลือกซื้อสิ่งของไหน ๆ ได้แน่นอนว่าเราก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของสิ่งนั้น เพราะทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ด้านใน กระเบื้องยางก็เช่นกันซึ่งข้อดีและข้อเสียของกระเบื้องยางมีดังนี้

ข้อดี

  • ทนทานต่อน้ำและรอยขีดข่วนต่าง ๆ ได้
  • ไม่ลื่นและมีความหนืด ทำให้นิยมใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
  • ทำความสะอาดง่าย สามารถเช็ดด้วยน้ำได้
  • ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวัสดุปูพื้นชนิดอื่น ๆ 
  • ลวดลายมีให้เลือกเยอะ
  • แทบจะไม่มีรอยต่อระหว่างกระเบื้องยางทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการสะสมของเชื้อโรค

ข้อด้อย

  • ไม่มีความทนทานต่อความเป็นกรดและด่าง
  • ถ้าหาดูแลไม่ดีพออาจจะเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่ากระเบื้องปกติ

เคล็ดลับการเลือก กระเบื้องยาง

  • กระเบื้องยางแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่นก็มีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกัน และถ้าใครที่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อกระเบื้องยางอย่างไร เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก
  • คำนึงถึงสถานที่ที่จะทำการปูพื้นกระเบื้องยางว่ามีขนาด หรือจุดประสงค์เพื่ออะไร
  • กระเบื้องยางที่อยู่ในระดับมาตรฐานคือกระเบื้องยางที่มีความหนาอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร
  • สังเกตคุณภาพกระเบื้องยางจาก ฟิล์มที่เคลือบอยู่บนผิวด้านหน้าของกระเบื้องยางว่าลอกหลุดง่ายหรือไม่
  • ควรเลือกกระเบื้องยางที่มีคุณภาพเกรด A
  • เลือกใช้กระเบื้องยางที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือบริษัทที่เป็นทางการเพื่อความแน่ใจในคุณภาพของกระเบื้องยาง

การปูกระเบื้องยาง

อุปกรณ์การปูกระเบื้องยาง

  • กระเบื้องยาง
  • กาว (ชนิดที่ใช้ในการติดกระเบื้องยาง)
  • แปรงทาสี เบอร์ 3 และ 4
  • ตลับเมตร คัตเตอร์ และไม้บรรทัด
  • เกรียงปากแบน
  • ผ้าทำความสะอาด

ขั้นตอนการปูกระเบื้องยาง

  1. (ในกรณีที่มีวัสดุปูพื้นเดิม) งัดกระเบื้องเก่าออกโดยใช้เกรียงปากแบน
  2. ปรับพื้นให้เรียบ
  3. หาทิศทางการปูกระเบื้องยาง ด้วยการลองวางกระเบื้องยางขนาดยาวและสั้นสลับกันไป
  4. ตัดกระเบื้องยางออกเป็นชิ้นยาวและสั้น
  5. ทำความสะอาดพื้น แล้วทากาวบนพื้นและด้านหลังกระเบื้องยาง โดยใช้แปรงที่มี
  6. วางกระเบื้องยางที่ตัดไว้บนพื้นให้ชิดกันในรูปแบบที่ทดลอง
  7. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเช็ดรอยกาวที่เลอะขณะที่ทำการปูพื้นจนเสร็จ

การดูแลรักษากระเบื้องยาง

ถึงแม้ว่ากระเบื้องยางจะติดตั้งง่ายและค่อนข้างทนน้ำ แต่กระเบื้องยางก็สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ดังนั้นจึงควรมีวิธีการดูและรักษาที่ถูกต้อง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่าง
  • ไม่เทน้ำสบู่ หรือ น้ำลงไปยังพื้นกระเบื้องยางที่เพิ่งปูเสร็จใหม่ ๆ โดยตรง
  • ลบคราบสีน้ำมันด้วยน้ำยาขัดเงาแบบครีมแข็งโดยใช้แผ่นใยขัดโลหะเป็นตัวช่วย
  • ลบรอยกาวด้วยผ้าชุบน้ำมันก๊าดและน้ำเปล่าทันที
  • ลบรอยถลอกด้วยผ้าชุบน้ำมันสน น้ำยาขัดเงาแบบครีมเหลว หรือแอลกอฮอล์
  • ลบรอยไหม้ด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียด
  • หมั่นเคลือบผิวกระเบื้องยางโดยใช้ wax แบบน้ำ 1-2 ครั้งต่อเดือน
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเบนซินและทินเนอร์ในการทำความสะอาด

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกระเบื้องยาง

นอกจากนี้แล้วยังมีเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้กระเบื้องยางมีประสิทธิภาพและยาวนานมากขึ้น ดังนี้

  • อายุการใช้งานของกระเบื้องยางนั้นยาวนานเฉลี่ยถึง 10-15 ปี ซึ่งไม่ต่างกับกระเบื้องปกติเท่าไรนัก
  • นอกจากการติดกระเบื้องยางบนพื้นแล้ว กระเบื้องยางยังสามารถนำไปติดที่เพดานหรือผนังต่าง ๆ ได้เช่นกัน
  • ถ้าจำเป็นจริง ๆ การติดตั้งกระเบื้องยางสามารถติดตั้งทับกระเบื้องปกติได้ เพียงแค่เป็นพื้นเรียบ

สรุปท้ายบทความ

เรียกได้ว่ากระเบื้องยางนั้นมีคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่ต่างกับกระเบื้องปกติสักเท่าไร แต่มีช่วยในการติดตั้งและประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านของคุณได้มาก และถ้าใครที่มีงบน้อยเกินไปในการสร้างบ้านใหม่ ลองเข้ามาหาบ้านสวย ๆ หลากหลายแบบได้ใน Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์

อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ