Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปลอดภัยไว้ก่อน
ประโยคคลาสสิกที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต ยิ่งกับเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะไฟฟ้านับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราไปเสียแล้ว และแม้ว่าไฟฟ้าจะให้ประโยชน์มากมาย แต่ในทางกลับกันก็แฝงไปด้วยโทษและอันตรายมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในนั้น
สายดินคืออะไร
สายดิน คือ ตัวนำหรือสายไฟที่ต่อจากส่วนที่เป็นตัวนำไฟฟ้าหรือเปลือกโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้า ซึ่งปกติเป็นส่วนที่ไม่มีไฟและมักมีการจับต้องขณะใช้งาน เพื่อให้เป็นเส้นทางที่สามารถนำกระแสไฟฟ้า
ในกรณีที่มีไฟฟ้ารั่วไหล สายดินสามารถป้องกันให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิดอันตรายได้ ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทาง ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลย้อนกลับไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าได้สะดวก ทำให้เครื่องตัดไฟอัตโนมัติทำงานและตัดไฟออกทันที นอกจากนั้นสายดินยังมีส่วนช่วยในการจัดการกับสัญญาณรบกวนอีกด้วย
อันตรายจากกระแสไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ?
รูปแบบที่ 1
เกิดจากกระแสไฟฟ้าในระบบสูงจนเกินปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฉนวนสายไฟฟ้าเสื่อม แล้วสายทองแดงสองเส้นมาแตะกันจนเกิด “ไฟฟ้าช็อต” ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่ในระบบมากกว่าปกติ จนกลายเป็น “ไฟฟ้าลัดวงจร” อธิบายง่ายๆ คือ ไฟฟ้าจากสายไฟวิ่งลัดไปทางอื่น แทนที่จะวิ่งผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง
รูปแบบที่ 2
เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าหายไปจากระบบ ปกติกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกต้องเท่ากัน แต่เมื่อใดก็ตามที่กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไม่เท่ากับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งกลับ เป็นไปได้ว่าต้องเกิด “ไฟรั่ว” ในระบบ ซึ่งเรื่องนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สายไฟฟ้าเส้นหนึ่งของตู้เย็นเสื่อมสภาพทำให้สายทองแดงแตะที่โครงตู้เย็น
ช่วงแรกอาจยังไม่พบปัญหาใดๆ เพราะไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและวิ่งออกจากตู้เย็นยังเท่ากันอยู่ แต่เมื่อไรที่มีคนไปจับตู้เย็น กระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่รอบตู้เย็นจะไหลเข้ามาที่ตัวคน จากนั้นวิ่งลงดินทำให้กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกจากตู้เย็นไม่เท่ากัน จนเกิดเป็น “ไฟรั่ว” หรือ “ไฟดูด” นั่นเอง
เครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่ต้องมีสายดิน และไม่ต้องมีสายดิน ?
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ หรือเรียกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1 เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 (แม้จะสัญลักษณ์ประเภท 2 ก็ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ายังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
ประโยชน์ของการติดตั้งสายดิน
สายดินจะป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดูด กรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่ว จากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกัน ไฟฟ้าลัดวงจรและหรือไฟฟ้ารั่ว จะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน
สัญลักษณ์และสีของสายดิน
- สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน ได้แก่ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายแสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน
12 วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง
- จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้เมนสวิตช์
- ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า 1 จุด
- สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
- ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุด ให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์ และสายดินร่วมกัน
- ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่เมนสวิตช์อย่างถูกต้อง แล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
- ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
- การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
- ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
- วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
- ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
- ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
- ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง
(ข้อมูลจาก : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้ามีดังนี้ คือ
- เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าเมื่อไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าเกินลดการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า
- สายดิน ทำหน้าที่ดึงกระแสไฟลงดินไม่ให้วิ่งมาที่คน
- เครื่องป้องกันไฟดูดทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อเกิดไฟรั่วมาที่คนได้อย่างรวดเร็ว
สรุปท้ายบทความ
แม้ว่ายุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาส่งเสริมเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ในความสะดวกสบายนั้นอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟรั่ว ซึ่งอันตรายเหล่านี้สามารถส่งผลแก่ชีวิตเราได้ การป้องกันอันตรายจึงควรได้มาตรฐานและมีระบบที่ดีตั้งแต่แรก และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในระบบส่งเสริมความปลอดภัยเรื่องของการใช้ไฟฟ้า ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการติดตั้งสายดินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอากาศที่ร้อนระอุ ทำให้การก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้เย็นสบายจึงนับเป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างชาญฉลาดทำให้เกิดวัสดุที่เป็นตัวช่วยในการลดความร้อนของบ้านได้ นั่นก็คือ ฉนวนกันความร้อนหลังคา ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งการติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคานั้นจะต้องมีการเลือกประเภทของฉนวนกันความร้อนหลังคาที่เหมาะสมกับบ้านลักษณะต่าง ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการกันความร้อนหลังคาที่ดีที่สุด
ฉนวนกันความร้อนหลังคา คืออะไร ?
ฉนวนกันความร้อนหลังคา เป็นวัสดุป้องกันความร้อนจากภายนอกอาคารไม่ให้เข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงยังสามารถช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้เช่นกัน ซึ่งส่วนมากแล้วฉนวนกันความร้อนหลังคานนั้นจะประกอบไปด้วยฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก โดยฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน สังเกตจากค่าสัมประสิทธิ์ของการนำความร้อนที่ยิ่งน้อย แสดงว่ามีประสิทธิภาพมากนั่นเอง
ประเภทของ ฉนวนกันความร้อนหลังคา
ฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักได้ 2 ประเภทตามวิธีการใช้ ได้แก่
ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น
วางจำหน่ายในลักษณะเป็นม้วน มีความอ่อนตัว สามารถติดตั้งได้ง่ายด้วยการปูใต้โครงผนังเบา บนฝ้าเพดาน หรือบนเป ซึ่งฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งได้ตามวัสดุต่าง ๆ จนทำให้เกิดความหนา ค่ากันความร้อน ความยาวต่อม้วน และราคาที่แตกต่างกัน
ฉนวนกันความร้อนแบบพ่น
เป็นฉนวนกันความร้อนที่ใช้งานด้วยการพ่นลงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ฝ้าเพดาน หรือผนังห้อง เพื่อกันความร้อนโดยผู้ที่จะทำการพ่นได้นั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ เหมาะกับพื้นที่ที่ยากต่อการปูแผ่นฉนวนกันความร้อนหลังคา
ซึ่งฉนวนกันความร้อนหลังคาทั้งสองแบบที่กล่าวไปข้างต้นนั้นยังสามารถแบ่งประเภทของฉนวนกันความร้อนได้เป็นประเภทย่อย ๆ ได้หลากหลายชนิดตามรูปร่างลักษณะและวัสดุการผลิต ดังนี้
อะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium Foil) แผ่นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีลักษณะเป็นฟอยล์ 2 หน้าคล้ายกับฟอยล์ห่ออาหารแต่มีลักษณะที่หนาขึ้นเพื่อกันความร้อน โดยแผ่นฉนวนกันความร้อนชนิดนี้ไม่ได้มีความสามารถในการกันความร้อน ทำได้เพียงสะท้อนความร้อนออกไป จึงต้องใช้ร่วมกับฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดอื่น ๆ แต่มีคุณสมบัติที่เหนียว คงทน และหาซื้อได้ง่าย
โพลีเอธิลีนโฟม (Polyethylene Foam) หรือที่เรียกว่า PE มีให้เลือกมากมายหลากหลายขนาด เช่น 3 4 5 หรือ 10 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติหลักในการป้องกันความร้อนและสะท้อนความร้อนได้ในตัว ได้รับความนิยมเพราะมีราคาที่ต่ำ เป็นแผ่นเบา เหนียวนุ่ม ทนต่อแรงกระแทก และหนา
โพลียูรีเทน โฟม (Polyurethane Foam) หรือ PU มีชื่อเรียกในภาษาไทย คือ โฟมเหลือง เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มักถูกใช้ในโรงงาน มีคุณสมบัติในการกันน้ำ ความชื้น และเสียงได้ดี แต่เสื่อมสภาพได้เร็วถ้าได้รับอุณหภูมิที่สูงเกินหรือติดไฟง่าย ฉนวนกันความร้อนหลังคาประเภทนี้มีลักษณะทั้งเป็นแผ่นและสเปรย์
โพลีสไตรีน โฟม (Polystyrene Foam) หรือในชื่อภาษาไทยว่า โฟมขาว มีตัวย่อคือ PS และ EPS เป็นวัสดุกันความร้อนหลังคาที่มีขนาดเบา เคลื่อนย้าย และติดตั้งง่าย มีจุดเด่นในการดันความร้อนและความเย็น ทำให้กลายเป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน
แอร์บับเบิ้ล (Air Bubble เรียกอีกอย่างว่า Bubble Foil) มีลักษณะคล้ายกับแผ่นกันกระแทก แต่ผลิตจากแผ่นอะลูมิเนียม โดยด้านนอกทำหน้าที่ในการสะท้อนความร้อน และด้านในทำหน้าที่ในการกันความร้อนนั่นเอง
ใยแก้ว (Fiberglass) เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่ด้านในมีใยแก้วที่ถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมมีข้อดีคือสามารถกันได้ทั้งความร้อนและเสียง ติดตั้งง่าย และทนความร้อนได้สูง แต่ก็มีความหนาที่มากกว่าฉนวนกันความร้อนหลังคาแบบอื่น ๆ ทำให้พับเก็บได้ยาก
เซรามิกสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating) ถูกผลิตจากการนำอนุภาคของเซรามิก อะคริลิก และวัสดุอื่น ๆ มาผสมกัน ฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดนี้มีลักษณะเป็นของเหลวที่มักจะถูกพ่นลงบนหลังคาและดาดฟ้าต่าง ๆ และนอกจากจะกันความร้อนแล้วเซรามิกสะท้อนความร้อนยังสามารถป้องกันน้ำรั่วซึมอีกด้วย
เยื่อกระดาษ (Cellulose) ฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีให้เลือกทั้งแบบแผ่นและแบบพ่น มีคุณสมบัติในการกันความร้อน กันเสียง ติดไฟยาก และน้ำหนักเบา จุดเด่นของฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดนี้อยู่ที่การไม่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ต่าง ๆ นั่นเอง
ฉนวนกันความร้อนหลังคา ติดตั้งที่ไหนได้บ้าง?
จากชื่อของเทคโนโลยีนี้ หลายคนคงคิดว่าฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถติดตั้งได้เพียงแค่บนหลังคาเท่านั้นแต่หารู้ไม่ว่า ฉนวนกันความร้อนหลังคานั้นสามารถติดตั้งในที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากหลังคาได้ ไม่ว่าจะเป็น บนฝ้า ใต้หลังคา หรือบนหลังคา โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
ติดตั้งบนฝ้า
การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคานบนฝ้าเพดานนั้นสามารถใช้ฉนวนกันความร้อนหลากหลายวัสดุ เช่น แอร์บับเบิ้ล พอลิเอทิลีนโฟม หรืออื่น ๆ แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาบริเวณนี้มีข้อเสียคืออาจทำให้เกิดความร้อนใต้หลังคามากเกินไป จึงต้องมีการเจาะช่องระบายความร้อนเพิ่มเติม
ติดตั้งใต้แผ่นหลังคา
สำหรับฉนวนกันความร้อนหลังคาใยแก้ว อะลูมิเนียมฟอยล์ ฉนวนกันความร้อนหลังคาแบบพ่น หรือแบบอื่น ๆ นั้น นิยมติดตั้งใต้แผ่นหลังคา ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด โดยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาบริเวณนี้จำเป็นต้องติดตั้งไปพร้อม ๆ กับการสร้างหลังคา ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย
ติดตั้งบนหลังคา
ฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดสีสะท้อนความร้อน เป็นฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มักจะถูกติดบนหลังคา โดยติดตั้งคู่กับฉนวนกันความร้อนหลังคาชนิดอื่น ๆ เพราะที่มีเนื้อที่บางและไม่สามารถกันความร้อนได้ดีมากนัก
วิธีเลือก ฉนวนกันความร้อนหลังคา
เนื่องจากฉนวนกันความร้อนหลังคาสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละประเภทได้ จึงต้องมีการศึกษาและคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ก่อน ดังนี้
ค่ากันความร้อน
สิ่งแรกในการพิจารณาคือค่ากันความร้อนของฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละชนิดว่า มีความแตกต่างอย่างไร โดยฉนวนกันความร้อนหลังคาที่ดีควรมี ค่า R หรือค่าต้านความร้อนที่สูง และมีค่า K หรือ ค่านำความร้อนที่ต่ำ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากสลากที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์
ชนิดของฉนวนกับตำแหน่งที่ติดตั้ง
ด้วยสาเหตุที่ว่า ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ต้องการติดตั้ง มีความสัมพันธ์กับชนิดของฉนวนกันความร้อนหลังคา ดังนั้นการคำนวณตำแหน่งการติดตั้งต่าง ๆ ควรคำนึงถึงชนิดที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ เช่น ฉนวนใยแก้วบนหลังคาที่ได้รับแดดเยอะ หรือฉนวนกันความร้อนหลังคาที่มีน้ำหนักเบาบนหลังคาโรงจอดรถ เป็นต้น
ราคา
ราคาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ติดตั้งต้องมีการคำนวณก่อนตัดสินใจซื้อ โดยการเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของวัสดุและราคาของฉนวนกันความร้อนหลังคาว่าคุ้มค่าต่อการติดตั้งหรือไม่
สรุปท้ายบทความ
เห็นได้ว่าถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีอากาศที่ร้อนระอุเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันก็มีการติดตั้งเทคโนโลยีอย่างฉนวนกันความร้อนหลังคาเพื่อลดความร้อนภายในบ้าน และหลังจากที่ได้รู้จักฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละประเภทแล้ว หวังว่าผู้อ่านจะมีการตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อนหลังคาและบ้านที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น ใน Kaidee Property
อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ตามความเชื่อของคนไทย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนไทยนับถือและอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าไปบ้านไหน มักจะเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนนับถือ ตั้งอยู่ในบ้านแตกต่างกันไป ไว้กราบไหว้ เพื่อช่วยปกปักรักษา ป้องกันอันตราย และเสริมสิริมงคลให้กับคนในบ้านด้วย แต่จะให้ดีเราก็ควรจัดให้ถูกหลัก เพื่อให้สิ่งที่เรายึดถือถูกวางอย่างเหมาะสม วันนี้พลูโตเลยจะขอพาทุกคนไปดูว่า ทำไมเราต้องมีหิ้งพระในบ้าน แล้วจัดวางหิ้งพระอย่างไร จัดแบบไหนดีที่สุด มาดูกันค่ะ
ความเชื่อเรื่องหิ้งพระต้องมีในบ้านมาจากไหน
การมีห้องพระในบ้าน ได้รับความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู ชาวฮินดูมีธรรมเนียมปฏิบัตืที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลาทุกๆวัน คือการกราบไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่นับถือศาสนาฮินดูจะนับถือเทพเจ้า เช่น พระศิวะ พระตรีมูรติ พระพิฆเนศวร เป็นต้น เพราะมีจความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นเจ้าของบ้าน เป็นผู้บันดาลทุกสรรพสิ่ง และยังอาศัยอยู่ภายในบ้านด้วย
ทำไมเราถึงควรมีหิ้งพระในบ้าน
คนไทยส่วนใหญ่มักจะนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างพระ และยังมีอีกหลายคนที่นับถือเทพเจ้า แต่หลายๆคนก็มักจะไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะไปกราบไหว้ สิ่งศักด์สิทธิ์ตามสถานที่สำคัญทางศาสนา รวมถึงการมีหิ้งพระในบ้าน ยังเป็นความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้าน ช่วยปกปักคุ้มครองคนในบ้าน เสริมสร้างสิริมงคล เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และยังเป็นสถานที่ที่สงบสุขที่สุดในบ้าน ช่วยให้วันวุ่นๆ วันที่มีเรื่องกวนใจ ทำให้เรามีสติและสมาธิมากขึ้นด้วย
แล้วตั้งหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาแบบไหนถึงจะดี
1.ตั้งทิศนี้สิดี
ในการจัดวางโต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งพระในบ้าน ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่แนะนำสำหรับการตั้งโต๊ะหมู้บูชา โดยเขื่อว่า ทิศเหนือเป็นทิศของสวรรค์ โดยให้อยู่ทิศเหนือของห้องรับแขก หรือทิศเหนือของบ้าน ไม่เจ็บ ไม่จน พบเจอแต่ความสุข ส่วนทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของราชา ช่วยในเรื่องการงาน ปราศจากอุปสรรค ทิศต้องห้าม คือ ทิศตะวันตก จะทำให้ชีวิตตกต่ำ
2.จุดอัปมงคล อยู่ตำแหน่งนี้ไม่ดีเลย
ห้องน้ำ ไม่ควรนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งในจุดที่ไม่เป็นมงคล เพราะตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นธาตุไฟ ห้องน้ำเป็นธาตุน้ำ เมื่ออยู่ด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรให้อยู่ใกล้เคียงกัน ความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมลง น้ำบั่นทอนไฟ เงินทองรั่วไหล วิธีการแก้ไข หาผ้าม่านมาติดกั้นไว้ให้เป็นคนละส่วน ไม่ชิดติดกัน
เหนือบานประตู การตั้งหิ้งพระไว้สูงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ และเป็นของสูงสำหรับคนที่นับถือ หิ้งพระจึงไม่ควรอยู่ที่ต่ำจนคนในบ้านเหยียบย่ำได้ แต่ไม่ควรให้หิ้งพระอยู่เหนือประตู เพราะจะทำให้พลังงานดีหลุดรอดไปด้านนอกได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับคนที่ผ่านประตูได้หากติดตั้งไม่ดี
บันได หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ไม่ควรตั้งอยู่ใต้คานบ้านหรือคานบันได เพราะบันไดจะมีคนเดินขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้เหมือนว่า มีคนเหยียบย่ำพระในบ้านตลอดเวลา คานบันได หรือคานบ้านก็จะกดทับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนในบ้านไม่เกิดสิริมงคล กดทับดวงชะตาคนในบ้าน และเป็นการดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเราด้วย
3.อยู่ที่สูง ดีที่สุด
พระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นของสูง เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ บูชา ไม่ควรมีสิ่งอื่นมากดทับ ไม่ควรให้คนในบ้านเหยียบย่ำ การตั้งหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาควรตั้งที่สูง หรือเหนือศีรษะของคนในบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แนะนำให้ตั้งสูงจากพื้น 5 ฟุต เพราะหากตั้งไว้ที่ต่ำหรือมุมที่เหยียบย่ำได้ จะไม่เป็นสิริมงคลกับคนในบ้าน แต่ที่จริงแล้ว ถ้าจำเป็นจะต้องตั้งในที่ที่ไม่สูงมาก สามารถวางไว้ด้านล่างได้ แต่ข้อจำกัดมีมาก
4.ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ห้องพระควรเป็นพื้นที่ที่สะอาดกว่าพื้นที่อื่นๆในบ้าน เพราะถ้าหากในห้องพระมีของตั้งอยู่รก รุงรัง เหมือนเป็นเครื่องหมายว่าเราความไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน และตามหลักฮวงจุ้ย การที่บ้านรก สกปรก จะนำพลังงานไม่ดีเข้ามาสู่ในบ้าน ห้อง
พระควรเป็นที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทดี เพราะว่าเวลาที่เราจุดธูป จุดเทียน อาจจะทำให้เกิดควันภายในบ้าน หากอากาศถ่ายเทไม่ดี
เราควรดูแลใส่ใจความสะอาด หมั่นทำความสะอาดหิ้งพระและพระพุทธรูปอย่างสม่ำเสมอ และมีความเชื่อว่าหากสกปรกจะส่งผลเรื่องสุขภาพกับคนในบ้านได้ ถ้าจะให้ดี ควรทำให้ไฟที่ห้องพระหรือหิ้งพระสว่างไสวอยู่เสมอ เป็นความเชื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนในบ้านสว่างไสว สดใสอยู่เสมอ
5.ห้องพระก็คือห้องพระ
ตำแหน่งที่ตั้งหิ้งพระ หรือห้องพระ ควรเป็นที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เพราะในเวลาที่เราไหว้เคารพพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราต้องการสมาธิและความสงบในขณะปฏิบัติธรรม ไม่เสียงดัง และไม่ควรตั้งใกล้ประตูทางเข้าออก ควรให้หิ้งพระหรือห้องพระเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ห้องพระเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก ในการไหว้พระในแต่ละครั้ง ตำแหน่งที่เหมาะสม จึงควรตั้งอยู่ส่วนกลางบ้านที่เงียบสงบ เนื่องจากศูนย์กลางบ้านเป็นหัวใจของบ้านตามหลักฮวงจุ้ย เป็นตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการตั้งหิ้งพระหรือห้องพระ เพราะจะช่วยในเรื่องสุขภาพ ความมั่งคั่ง และความสุขของคนในบ้านด้วย
รูปแบบของโต๊ะหมู่บูชา และสิ่งที่ต้องเตรียม
โดยปกติแล้วการจัดโต๊ะหมู่บูชา มักจะตั้งแบบเรียบง่าย กระถางธูป เชิงเทียน แจกัน และพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ ในมุมตำแหน่งที่เราได้จัดเตรียมไว้ แต่ทุกคนทราบไหมคะว่า ยังมีการจัดโต๊ะหมู่บูชาอีกหลายแบบเลย ตามขนาดพื้นที่และงบประมาณ ความต้องการที่เราอยากจะจัด ซึ่งสามารถแบ่งได้คร่าวๆดังนี้
โต๊ะหมู่แบบ 3 ตัว
เป็นโต๊ะขนาดเล็กที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป โดยจะประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 3 ตัว ไว้จัดวาง ธูป เชิงเทียน แจกันหรือพานดอกไม้
โต๊ะหมู่แบบ 4 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 4 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 4 ตัว ซึ่งการจัดวางจะใช้อุปกรณ์เหมือนแบบ 3 แต่อาาจะใช้พานดอกไม้ขนาดใหญ่กว่าเดิม
โต๊ะหมู่แบบ 5 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 5 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 5 ตัว ซึ่งส่วนที่เพิ่มมาจากแบบ 4 ตัว อาจจะมีพานดอกไม้ 3 พานและพานพุ่ม 2 พาน
โต๊ะหมู่แบบ 7 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 7 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 7 ตัว วางมากกว่าแค่พระพุทธรูป อาจจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ หรือองค์พระสงฆ์ที่เรานับถือ
โต๊ะหมู่แบบ 9 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 9 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 9 ตัว ซึ่งเป็นโต๊ะหมู่บูชาที่ใหญ่มาก วางพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ และกระถางธูป
จัดหิ้งพระตามความศรัทธาของเรา
บ้านใครที่กำลังจะทำหิ้งพระหรือห้องพระ คงจะมีไอเดียไปจัดกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ขอให้ในบ้านของทุกคนมีแต่ความสุขและความเป็นสิริมงคลจากสิ่งที่ทุกคนตั้งใจตั้งหิ้งพระหรือห้องพระอย่างถูกต้องนะคะ
ส่วนใครที่ตั้งใจจะจัดหิ้งพระ แต่ยังไม่มีโตีะหมู่บูชา ลองเข้ามาดูโต๊ะหมู่บูชาที่สวยและดี ราคามิตรภาพที่ Kaidee กันได้นะคะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การแต่งบ้านก็เปรียบเสมือนงานศิลปะที่แต่ละคนก็มีความชอบและความต้องการแตกต่างกันไป และ Loft ก็เป็นแนวทางการแต่งบ้านแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะดูเท่และคูลแล้ว ยังเป็นการตกแต่งที่ทำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย และวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการตกแต่งบ้านสไตล์ Loft กัน
ประวัติการแต่งบ้านสไตล์ Loft
อย่างที่เห็นกันตามร้านหาร คาเฟ่ หรือโรงแรมต่าง ๆ การแต่งบ้านในสไตล์ Loft ถือเป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความง่ายในการเนรมิตให้สวยงาม
การแต่งบ้านในสไตล์ Loft มีจุดเริ่มต้นจากย่าน SoHo ในเมือง New York ในยุคสมัยการปฎิวัตอุสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่มาการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมามากมายในย่านนี้ ทำให้เมื่อยุคอุตสาหกรรมหมดไป โรงงานเหล่านี้จึงถูกทิ้งร้าง ทำให้กลุ่มคนที่ไม่มีทรัพย์พอได้เข้ามาซื้อและทำการดัดแปลงโรงงานเพื่ออยู่อาศัยจนเกิดเป็นบ้านสไตล์ Loft
ขอบคุณรูปจาก: Claire Esparros
เทคนิคการแต่งบ้านสไตล์ Loft
ปูน อิฐ เหล็ก
ด้วยเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์ Loft ที่มีความดิบอยู่สูงมาก ทำให้การตกแต่งส่วนมากจึงเน้นผนังปูนเปลือยและท่อเหล็กที่แสดงถึงความดิบหยาบ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการแต่งบ้านสไตล์นี้ โชว์ให้เห็นโครงสร้างของตึก เช่น ผนังปูนเปลือย อิฐสีต่าง ๆ มีท่อเหล็กตามการต่อไฟ และอีกประโยชน์หนึ่งของการตกแต่งแบบนี้คือ ทำให้ซ่อมแซมสายไฟหรือท่อประปาได้ง่ายมากขึ้น
ห้องโปร่งโล่งสบาย
อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความเป็น Loft ได้เป็นอย่างดีคือ การเปิดพื้นที่ให้โล่งกว้างมากยิ่งขึ้นให้ความรู้สึกเหมือนโกดังหรือโรงงานที่มีเพดานสูง ซึ่งการที่ไม่มีฝ้าก็สามารถช่วยได้มากทีเดียว และยังมีข้อดีคือทำให้แสดงถึงงานระบบภายในบ้านและช่วยระบายอากาศได้อีกด้วย นอกจากนี้การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีประตูปิดกั้นยังทำให้ห้องไม่มีสิ่งบดบังสายตาและดูโปร่งขึ้น รวมถึงตัวบันไดที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กทำให้ดูไม่อึดอัดและสามารถใช้สอยพื้นที่ด้านล่างได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
สีเข้ม ธรรมชาติ
สำหรับโทนสีของการแต่งบ้านสไตล์ Loft ควรจะเน้นการตกแต่งไปในทางโทนสีเข้มที่เกิดจากธรรมชาติที่เกิดจากการก่อสร้าง เช่น สีปูน ไม้ เหล็ก และอิฐ รวมถึงการใช้สีที่เรียบง่ายอย่างสีเทา ขาว ดำ หรือน้ำตาลเข้มก็ทำให้บ้านดูเป็น Loft ได้มากขึ้นเช่นกัน
เฟอร์นิเจอร์ยกได้ เปลี่ยนสบาย
การที่จะให้บ้านดูโปร่งโล่งนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว ไม่ต้องบิวท์อินและง่ายต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ เช่น โต๊ะทำงานหอเก้าอี้ที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมีล้อ และเป็นเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายแต่ใช้สอยได้เยอะ โดยเฟอร์นิเจอร์ส่วนมากที่นิยมใช้ก็ควรที่จะใช้วัสดุที่เป็น ไม้ เหล็ก และหนังเพื่อให้ดูเท่และดิบเข้ากับตัวผนังและการตกแต่งโดยรวมของห้องนั่นเอง
แสงอุ่นช่วยให้มีเสน่ห์
ด้วยความที่การแต่งบ้านสไตล์ Loft นั้นเป็นการแต่งบ้านที่ใช้วัสดุและโทนีที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นแสงที่จะช่วยเพิ่มประกายของความเป็น Loft นั้นก็ควรจะเป็นแสงที่เกิดจากธรรมชาติหรือมีโทนสีที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างโทนสีเหลือง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นของห้องนั้น ๆ หรือใช้โคมไฟวางเป็นจุด ๆ ก็สร้างบรรยากาศให้ดูสลัว ๆ เท่ ๆ ได้เหมือนกัน
เป็นอย่างไรบ้างคะกับการตกแต่งบ้านสไตล์ Loft ที่ทำได้เองแบบง่าย ๆ หรือถ้าใครอยากตกแต่งห้องสไตล์ไหนก็สามารถค้นหาไอเดียต่างๆ ได้ใน JAPANDI Design ไฮบริดสไตล์แต่งบ้านที่สายมินิมอลต้องรู้ และซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ที่ Kaidee เลย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ห้องดูมีสไตล์ได้แล้ว
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปี 2020 ยุคที่หลาย ๆ สิ่งเริ่มเปลี่ยน ยุคที่หลาย ๆ สิ่งเริ่มปรับตัว เพราะการเติบโตของสังคมเริ่มมีการสูงขึ้น การแข่งขัน การใช้ชีวิตก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันอย่างสถานที่ทำงาน ปกติแล้วสถานที่ทำงานเราจะเห็นได้จากที่เป็นอาคารสูง ๆ ที่มีบริษัทหลายแห่งมาเช่าเปิดสำนักงานกันมากมายหรือถ้าเป็นบริษัทที่มีขนาดองค์กรที่ใหญ่มาก ๆ มีพนักงานเยอะ ก็มีตึกที่ตั้งเป็นของตัวเองเลย
โฮมออฟฟิศคืออะไร?
โฮมออฟฟิศ คือ อาคารที่มี 3 ถึง 4 ชั้นหรือบางที่อาจจะมีชั้นที่เยอะกว่า โดยที่ชั้น 1 ถึง 3 หรือบางที่ชั้น 1 ถึง 2 มักจะทำเป็นออฟฟิศ 2 ชั้นบนสุดหรือชั้นบนสุดจะเป็นที่พักสำหรับเจ้าของบริษัท ซึ่งจะมีการแบ่งพื้นที่ทำงานชัดเจน มีที่จอดรถ เหมาะกับบริษัทที่มีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
จะเห็นได้จากการได้รับความนิยมมาสักพักแล้วสำหรับสถานที่ทำงานที่เรียกว่า ‘โฮมออฟฟิศ’ เพราะในปัจจุบันแนวคิดหรือวิธีคิดของคนเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมหรือจะเป็นไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ ‘โฮมออฟฟิศ’ กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสำหรับคนยุคใหม่ เพราะได้ทั้งความทันสมัย ทำงานเหมือนอยู่บ้านหรือจะเป็นความสะดวกสบายในการเดินทาง สำหรับนักธุรกิจที่กำลังมองหาโฮมออฟฟิศที่จะทำเป็นสถานที่ทำงานที่ใหม่ มาดูกันว่าข้อควรรู้ก่อนที่จะซื้อโฮมออฟฟิศมีอะไรบ้าง
ข้อดีของโฮมออฟฟิศ
1. ใช้เป็นที่อยู่ได้
ขึ้นชื่อว่าเป็น โฮมออฟฟิศ โดยส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจจะสร้างบ้านหรือที่อยู่ของตัวเองไว้ชั้นบนสุดของที่ทำงาน ทำให้ไม่ต้องเสียเงินหลายต่อในการที่ต้องไปหาที่อยู่อีกที่หนึ่งและสถานที่ทำงานอีกที่หนึ่ง ประหยัดทั้งเวลาและเงินในกระเป๋า ถึงเวลาทำงานก็สามารถลงมาทำงานได้เลย เรียกได้ว่าสบายสุด ๆ
2. ลดค่าใช้จ่ายได้
เนื่องจากว่าโฮมออฟฟิศได้รวมทั้งบ้านและที่ทำงานเอาไว้ด้วยกัน จึงไม่ต้องไปซื้อบ้านแยกอยู่ ประหยัดทั้งค่าเดินทาง ค่าน้ำ รวมไปถึงค่าส่วนกลางเมื่อต้องไปซื้อบ้านอยู่แยก ทำให้จ่ายแค่ส่วนนี้ส่วนเดียว ประหยัดไปได้หลายบาทเลยล่ะ
3. ส่วนกลาง
ถ้าโฮมออฟฟิศอยู่ในโครงการ พนักงานของบริษัทก็สามารถใช้ส่วนกลางได้ อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และอื่น ๆ ที่โครงการมีให้ ถือได้ว่าเป็นสวัสดิการที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย
ข้อเสียของโฮมออฟฟิศ
1. ที่จอดรถ
หากพนักงานในบริษัทนำรถมาทำงาน ที่จอดรถอาจจะไม่เพียง เพราะพื้นที่ในการจอดรถของโฮมออฟฟิศในโครงการส่วนมากค่อนข้างน้อย
2. ทำเล
โฮมออฟฟิศส่วนใหญ่ที่อยู่โครงการอาจจะอยู่ไกลจากรถไฟฟ้าหรืออยู่ลึกเข้าไปในซอย เนื่องจากเป็นโครงการคล้ายบ้านที่ต้องใช้พื้นที่ในการก่อสร้างเยอะไม่เหมือนกับอาคารสำนักงานหรือคอนโดที่เป็นตึกสูง ใช้พื้นที่น้อยจึงอยู่ใกล้และเดินทางสะดวกกว่า
3. ของภายในออฟฟิศ
การที่จะซื้อโฮมออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายในการซื้อโต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ต้องออกเองทั้งหมดในส่วนนี้
ก่อนซื้อควรเตรียมพร้อมอย่างไร?
1. ความพร้อม
ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลค่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราควรเช็กความสามารถในการซื้อและผ่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในการซื้อ กำลังทรัพย์ของเราเป็นอย่างไรในขณะนั้น จะซื้อสดหรือผ่อน? ถ้าผ่อนจะผ่อนไหวไหมในอนาคต ทิศทางธุรกิจของเราจะไปในทางไหน ถ้าหากว่าในอนาคตเราไม่มีกำลังที่จะผ่อนต่อ ธนาคารต้องยึดไปแบบไม่มีข้อแม้เลย
2. หลักฐานและเครดิตของคนกู้
หลักฐานทางด้านการเงินก็สำคัญไม่น้อยเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรเกี่ยวกับการเงิน คนที่ยื่นกู้ต้องมีหลักฐานทางบัญชีธนาคาร คือ รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังต่ำสุด 6 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือในตัวเราได้ว่ามีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลานั่นเอง
3. เงินงวดแรก
สำหรับการซื้ออสังหาฯ ต่าง ๆ รวมไปถึงโฮมออฟฟิศ การเตรียมเงินจ่ายงวดแรก เนื่องจากว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้อีก คือ ค่าจอง ค่าทำสัญญาซื้อขาย ค่าส่วนกลาง (ซื้อในโครงการ) เงินดาวน์ และค่าจดจำนอง
4. สินเชื่อ
ขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อโฮมออฟฟิศรวมไปถึงอสังหาฯ อื่น ๆ ด้วยนั่นคือ การขอสินเชื่อนั่นเอง โดยจะต้องเลือกธนาคารที่จะยื่นกู้พร้อมกับเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม อาทิ เอกสารสำคัญส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน เอกสารหลักประกัน เป็นต้น โดยการเลือกธนาคารในการยื่นกู้สินเชื่อนั้นควรพิจารณาให้ดี เช่น การเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร เพื่อที่จะวางแผนการใช้จ่ายทั้งตอนนี้และธนาคารให้ราบรื่นด้วยนั่นเองครับ
สิ่งที่ควรพิจารณาในการซื้อโฮมออฟฟิศ
1. ทำเลที่ตั้ง
แน่นอนว่าทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการซื้อ โดยจะต้องเลือกทำเลที่สามารถจะเติบโตได้ในอนาคตและส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างราบรื่นและเติบโตได้ในอนาคต โดยหลักการพิจารณาเบื้องต้นสามารถดูได้จากการเปิดของห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น
2. การเดินทาง
การเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นแรงจูงใจในการมาทำงานของพนักงาน ถ้ามีขนส่งสาธารณะที่ดีหรือมีถนนที่สามารถขับรถยนต์มาได้สะดวก เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนซื้อโฮมออฟฟิศด้วยนะครับ
3. พื้นที่ใช้สอย
ควรพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้งานของจำนวนพนักงานในบริษัทหรือไม่ เพราะจะต้องแบ่งพื้นที่ทำงานกับพื้นที่อยู่อาศัยแยกออกจากกันอีก อีกทั้งยังต้องพิจารณาเผื่ออนาคตด้วยว่าถ้ามีธุรกิจเติบโตขึ้น องค์กรพนักงานก็จะต้องมากขึ้น ควรหาโฮมออฟฟิศที่มีพื้นที่ใช้สอยให้เพียงพอทั้งในวันนี้และอนาคตด้วยนะครับ
4. ที่จอดรถ
แน่นอนว่ารถยนต์ไม่ได้มีแค่เจ้าของบริษัท แต่มีพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัวก็มี เพราะฉะนั้นต้องหาโฮมออฟฟิศที่มีพื้นที่ที่เพียงพอหรือรองรับพนักงานที่นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาทำงาน แต่ถ้าหากว่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอจริง ๆ อาจจะต้องหาเช่าพื้นที่จอดรถยนต์ใกล้โฮมออฟฟิศให้พนักงานด้วยนะครับ
5. สิ่งอำนวยความสะดวก
สิ่งสะดวกภายในโครงการที่ซื้อโฮมออฟฟิศก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็นสวัสดิการของพนักงานในบริษัทได้เช่นกัน เชื่อว่าทุกโครงการต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงการ และสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน คือ สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกนั่นเอง ถ้าหากโฮมออฟฟิศตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นแหล่ง Lifestyle ของคนเมือง เช่น ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง แหล่งกินและสถานที่ต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดให้พนักงานอยากมาทำงานด้วยนั่นเอง
6. ระบบรักษาความปลอดภัย
เป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมครับถ้าสถานที่ทำงานของเรามีระบบความปลอดที่ดีเยี่ยม จะทำให้รู้สึกว่ามีความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าหากซื้อโฮมออฟฟิศในโครงการ โครงการก็ควรมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น การเข้า-ออกโครงการด้วย Key Card มีกล้องวงจรปิดทุกที่ มีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. เป็นต้น แต่ถ้าหากโฮมออฟฟิศที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ ก็ควรที่จะติดกล้องวงจรปิดทุกที่ ทุกมุม มีระบบสแกนเข้า-ออก ประตู เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มความอุ่นใจให้กับพนักงานอีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
การที่จะซื้อโฮมออฟฟิศสักที่หนึ่งต้องมีข้อควรรู้ สิ่งที่ต้องทำหรือดำเนินการเยอะมากมาย แนะนำให้ศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วยนะครับ โดยโฮมออฟฟิศมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณา แต่สำหรับใครที่มีบริษัทเป็นของตัวเองหรือกำลังจะเริ่มเปิดบริษัทใหม่ มีขนาดองค์กรที่เล็กถึงขนาดกลาง พนักงานที่ไม่เยอะ การทำ ‘โฮมออฟฟิศ’ ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ
สำหรับใครที่กำลังหาโฮมออฟฟิศอยู่ ที่ Kaidee Property เราก็มีโฮมออฟฟิศที่หลากหลายรูปแบบ หลากหลายทำเลให้ได้เลือกเยอะเลย ลองแวะมาดูกันก่อนได้นะครับ