Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ถึงตอนนี้เชื่อว่า หลายๆ คนยังไม่ลืมเหตุการณ์ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ซึ่งมีเด็กๆ ทีมหมูป่า 13 คนเข้าไปติดอยู่ในนั้น นับเป็นหนึ่งเรื่องราวที่คนไทยต่างพากันเอาใจช่วยจนเป็นปรากฏการณ์สำคัญ นอกจากวีรบุรุษหน่วยซีลด์และอีกหลายๆ ฝ่ายที่ควรค่ากับการยกย่องแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุคคลผู้เป็นขวัญกำลังใจดีๆ ให้กับทุกคนในช่วงนั้น
“เด็กๆ ยังมีชีวิตอยู่ อีก 2-3 วันจะได้เจอ”
สิ้นเสียงคำกล่าวอันเรียบง่าย ทว่าแสนทรงพลังของ“ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร” พระเกจิชื่อดังจบลง ความกังวลของญาติพี่น้อง สื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตการณ์รวมถึงคนไทยอีกหลายล้านคนก็คลายลง การแสดงตัวของครูบาฯ ณ ถ้ำหลวงเป็นพลังใจชั้นดี เสมือนแสงสว่างแห่งความหวังนั้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากคำทำนายของครูบาบุญชุ่ม ไม่นานเด็กๆ ทั้งหมดก็ออกจากถ้ำมาอย่างปลอดภัย
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom
เรื่องราวของครูบาบุญชุ่ม
จริงๆ แล้วพระเกจิดังแห่งล้านนารูปนี้ มีชื่อเสียงมานานมากแล้ว เป็นพระสายป่า (มหานิกาย) เน้นฝึกกรรมฐานคู่ไปกับการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด จนเป็นที่นับถือของศาสนิกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยทางเหนือ พม่า ลาว จีน ไปจนถึงภูฏาน ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ในถ้ำเมืองฉานประเทศพม่า
- บุญชุ่ม ทาแกง (Boonchum Thagang) คือชื่อเดิมของท่าน เป็นบุตรคนโตของนายคำหล้า
และนางแสงหล้า ทาแกง เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2508 ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย
ปัจจุบันอายุ 55 ปี
- ครูบา (Khuba) เป็นคำในภาษาบาลีมาจาก “ครุปิ อาจาริโย” ก่อนจะเพี้ยนมาเป็นครูบา
ซึ่งชาวล้านนานิยมใช้เรียกพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี อยู่ในศีลธรรม ออกแนวเชิดชูยกย่อง ส่วนใหญ่
เป็นพระที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงมีจำนวนปีที่บวชมาก
- มหานิกาย (Maha Nikai) เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธ ซึ่งถือเป็นนิกายส่วนใหญ่ของ
พระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลังกาวงศ์ โดยมีธรรมยุติกนิกาย (Dhammayut Nikai) แตกย่อย
ออกไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่เยาว์วัย
ชีวิตในวัยเด็กของพระครูหาได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบไม่ ความลำบาก ความยากจน และความอดทนคือสิ่งมีที่ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องเผชิญและเอาตัวรอดให้ได้ ครอบครัวของท่านแยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากบิดามีภาระต้องกลับไปดูแลแม่ผู้ให้กำเนิด ก่อนบิดาจะมาเสียชีวิตจากไปตอนท่านอายุเพียง 7 เดือนเท่านั้น
เด็กชายจึงบุญชุ่มจึงอยู่กับแม่และครอบครัวใหม่ ณ บ้านกระต๊อบหลังเล็กๆ ริมเขาใน อ.สันกำแพง ที่มีสภาพแค่พอได้อาศัยเท่านั้น ฝนตกทีไรก็เปียกไปแทบทั้งบ้าน ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ลำบากไม่แพ้กัน มีแต่ผักน้ำพริกประทังชีวิต
แถมวันดีคืนดีโดนญาติทำร้ายร่างกายก็มี ทว่าท่ามกลางเรื่องราวร้ายๆ เหล่านั้น ท่านกลับไม่ยึดมาเป็นความทุกข์แต่อย่างใด เลือกวางเฉยและใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจมาตั้งแต่เด็ก
ที่สำคัญวิถีคนต่างจังหวัดมักผูกพันกับศาสนา ทุกงานบุญงานบวชแม่แสงหล้าจะพาลูกๆ เข้าวัดอยู่เสมอ รวมถึงนิสัยส่วนตัวของแม่ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี ทำให้ตัวครูบาฯ เองได้รับการกล่อมเกลาและปลูกฝังธรรมะมาตั้งแต่วัยเยาว์
จนถึงขั้นอยากบวชตั้งอายุ 4 ขวบเลยด้วยซ้ำ กระทั่งอายุได้ 9 ปี แม่จึงพามาฝากเป็นเด็กวัด ณ วัดบ้านด้าย ก่อนอีก 3 ปีจะตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรต่อที่วัดศรีบุญยืน จ.เชียงราย
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom
บนเส้นทางศาสนาที่เข้มข้นและเคร่งครัด
ตลอด 10 ปีของการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า อย่างการนั่งสมาธิ ฝึกจิตให้นิ่ง ไม่ยุ่งกับใคร เดินจงกรม ฯลฯ เรียกว่าเคร่งครัดชัดเจนกว่าเณรรุ่นเดียวกัน ทั้งยังเดินสายย้ายไปอยู่ตามวัดต่างๆ ถึง 7 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดทางภาคเหนือ รวมถึงวัดในพม่าและเนปาล
กระทั่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ (ปี พ.ศ. 2529) ท่านก็เลือกจำพรรษาที่วัดพระธาตุจอมศรีดับเภมุงเมือง ประเทศพม่าเป็นประเทศแรก ก่อนจะเริ่มออกวิปัสนากรรมฐานแบบจริงจังมากขึ้น ด้วยการออกไปนั่งสมาธิตามป่า หรือถ้ำไกลๆ บริเวณแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเขตว้าแดง บ้านมู่เซอจ่ากู่ ชายแดนไทย-พม่า-จีน ภูฏาน ฯลฯ
นอกจากนี้ท่านยังไปแสวงบุญในอินเดีย ตามรอยสังเวยนียสถานสำคัญของพระพุทธเจ้าครบทั้ง 4 แห่ง ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน ทั้งยังมีไปเยี่ยมเยือนเมืองอื่นๆ ที่มีความรุ่มรวยทางพุทธศาสนา
ไม่ว่าจะเป็นพม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน ฯลฯ ทั้งนี้ครูบาบุญชุ่มยังรับบทเป็นพระนักสร้าง คอยบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธศาสถานต่างๆ ตลอดจนทะนุบำรุงให้ดำรงไว้ซึ่งคุณค่า
ตัวอย่างศาสนสถานที่ครูบาบุญชุ่มสร้างและบูรณะ
พ.ศ. 2530 สร้างกุฏิสงฆ์ญาณสํวโรอนุสรณ์ วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่าพ.ศ. 2531 สร้างศาลาเก้าห้องพระธาตุดอนเรือง วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่าพ.ศ. 2534 สร้างพระวิหารวัดบ้านโปร่ง เมืองพงและสร้างปราสาทเก้าชั้น วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่าพ.ศ. 2538 สร้างโบสถ์ยอดปราสาทกลางน้ำ วัดบ้านทุ่ง เมืองพง พม่าพ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุวังลาว พระธาตุบ้านแม่คำหนองบัว เชียงแสน, พระธาตุดอนแท่น บ้านห้วยผึ้ง ประเทศลาวพ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุเจ้าองค์ปฐม บ้านหัวขัว พม่า, สร้างพระธาตุสบพงและพระธาตุกำลัง บ้านมูเซอ เชียงตุงพ.ศ. 2540 วางศิลาฤกษ์พระธาตุหลักคำ บริเวณเขตชายแดน จีน-ว้าแดง-พม่าพ.ศ. 2542 บูรณะพระธาตุดอยตุงคำ เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก, บูรณะพระธาตุจอมหงษ์ เมืองพง ท่าขี้เหล็ก
แรงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อครูบาบุญชุ่ม
ความที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ในศีลในธรรมอย่างเคร่งครัดเสมอมา จึงไม่แปลกใจที่พุทธศาสนิกชนหลายๆ คน จะเคารพรักครูบาบุญชุ่มกันเป็นจำนวนมาก ความดีที่ท่านทำเป็นสิ่งประจักษ์ชัดเจน ไปอยู่แห่งไหนก็มีแต่คนเลื่อมใสศรัทธา ช่วงแรกๆ ที่พระท่านไปจำพรรษาในพม่า ชาวบ้านก็พากันศรัทธากันเป็นอย่างมาก
มากจนทางการพม่าเองรู้สึกว่าเกินไป ถึงกับต้องเชิญให้ท่านกลับไทยเป็นการด่วน
ส่วนเรื่องเจริญภาวนาที่ท่านชอบไปถือศีลอยู่ตามป่า ตามถ้ำนั้น ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหลายกระแส บ้างก็ว่ากันว่าระหว่างท่านมีอภินิหารเดินเท้าไม่ติดพื้น หรือระหว่างนั่งสมาธิก็มีแสงออร่าปรากฏออกมา รวมทั้งมี “ธรรมนิมิต” คือสามารถมองเห็นเรื่องราวในอนาคตได้ ตลอดจนเป็นพระนักปฏิบัติสุดเคร่ง ทำภาวนาอยู่ในถ้ำได้นานถึง 3 ปี โดยไม่ฉันอาหารใดๆ กินแค่ผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกศิษย์นำมาถวายเท่านั้น
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom
ครูบาบุญชุ่มกับความเชื่อเรื่อง “ตนบุญ”
นอกจากนี้ชาวล้านนาและคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีความเชื่อว่าท่านเป็น “ตนบุญ” หรือ “ตุ๊เจ้าต๋นบุญ” ซึ่งแปลได้ว่า ผู้มีบุญกลับชาติมาเกิด เป็นผู้มีบุญบารมีมาก สะสมความดีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนสามารถนำผลบุญนั้นมาแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ ที่สำคัญยังอยู่ในจุดที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต บ้างก็ว่าเกจิแห่งล้านนารูปนี้เป็นครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาอีกที
ทุกๆ 5,000 ปี ตามขนบธรรมเนียมความเชื่อของล้านนาแล้ว มักจะเกิดเรื่องราวร้ายแรง บ้านเมืองอาเพศ ไปจนถึงภัยพิบัติต่างๆ ตนบุญก็จะมีหน้าที่ออกมาปราบทุกเข็ญ ทำให้ประเทศสงบสุข ช่วยให้เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ จากร้ายกลายเป็นดี คล้ายกับว่าเป็นยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน
“ตนบุญอาจมีความหมายในบริบทที่กว้างกว่านั้น ในฐานะเป็นปรากฏการณ์สามัญทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเองได้ตามคราวตามสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คน ในโลกจารีตของพุทธศาสนาเถรวาทในพื้นที่ตอนบนของเอเชียอาคเนย์”
อ้างอิงจากหนังสือ “รัฐฉาน (เมืองไต) พลวัตชาติพันธุ์ในบริบทประวัติศาสตร์และสังคมการเมืองร่วมสมัย” โดย ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ
คำทำนายล่าสุดของครูบาบุญชุ่ม
เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ระหว่างที่ครูบาบุญชุ่มกำลังถือศีลอยู่ในถ้ำรัฐฉาน ประเทศพม่า ท่านก็ได้ส่งสารคำทำนายเป็นภาษาล้านนาผ่านพระลูกศิษย์ เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนร่วมโลกประมาณว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นกว่าเดิม ระวังอันตรายต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความว่า
“จะเกิดโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยโรคทาฬะลงเมือง (ตายห่า) ซึ่งจะมีคนตายจากโรคดังกล่าวนี้เป็นหมื่นเป็นล้านคน โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา”
อ้างอิงจาก Facebook : พระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ
ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ด้วยสิ่งที่ท่านทายทักมานั้นประจวบเหมาะกับการระบาดของโรคโควิด 19 แบบพอดิบพอดี ทำให้ศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสครูบาอยู่แล้ว ยิ่งศรัทธามากขึ้น นอกจากนี้ในรายละเอียดของคำทำนายยังเตือนสติไว้ด้วยว่า ให้ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรม จะช่วยเรื่องหนักจะกลายเป็นเบาได้ และระมัดระวังการกินปลาให้ดี เพราะเป็นต้นกำเนิดของเชื้อโรค
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom
สรุปท้ายบทความ
นอกจากการทะนุบำรุงศาสนาและการปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเด่นชัดแล้ว คำสอนหนึ่งของครูบาบุญชุ่มซึ่งเราเองรู้สึกประทับใจส่วนตัว คือการที่ท่านไม่ได้สอนให้เรางมงายในสิ่งของ หรือยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมงคลต่างๆ ที่ท่านนำมาแจกจ่าย
จุดประสงค์ของครูบาฯ จริงๆ แล้วคือ อยากให้สิ่งของนั้นเป็นที่ระลึก หรือให้กำลังใจกันในยามยากเท่านั้น สุดท้ายแล้วความดีจากการกระทำของเราคือสิ่งยั่งยืนสุด ตามหลักบวรพุทธศาสนา พึงรักษาศีลห้าให้มั่น ไม่เบียดเบียนใคร เพียงเท่านี้ชีวิตของเราก็จะพบความสงบสุขอย่างแท้จริง แต่ถ้าใครอยากมีไว้เสริมสร้างแรงใจก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เข้าไปหาพลังงานบวกเติมเต็มชีวิตกันได้ที่ Kaidee
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เริ่มกลับมาเที่ยวกันได้อีกครั้ง หลังจากที่การระบาดหนักๆของโรคอย่าง “โควิด-19” ในช่วงก่อนหน้านี้ และการแคมป์ปิ้งที่เป็นหนึ่งการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากๆสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ไปหาประสบการณ์ในตั้งแคมป์ กางเต้นท์ ชมวิว ไม่ว่าจะไปกับคนรักหรือไปกับครอบครัว ล้วนสร้างความสุข แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าการไปตั้งแคมป์แต่ละครั้งนั้นต้องเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้าง เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องติดกระเป๋าเข้าป่ามีอะไรบ้าง “ตาม Kaidee เนวิเกเตอร์” มากันเลย!!!
How to เตรียมตัวก่อนไปตั้งแคมป์
การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการไปตั้งแคมป์ที่ไหนเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะการไปแคมป์นั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับการไปนอนพักที่โรงแรม ดังนั้นการเตรียมตัวไม่พร้อมอาจจะส่งผลให้การไปแคมป์นั้นต้องน่าเบื่อไปเลยทีเดียว ซึ่งการเตรียมตัวจริงๆแล้วมีวิธีง่ายๆแค่ 4 วิธี เท่านั้น!!
1. การเตรียมตัวกับตัวเอง
เป็นสิ่งแรกที่ควรทำอย่างมากที่สุดสำรวจความพร้อมของร่างกายตัวเองว่าสามารถเดินทางไกลๆได้และสุขภาพพร้อมมากพอกับการที่จะเดินทางขึ้นเขาลงห้วย หากรู้ว่าตัวเองไม่พร้อมก็ควรที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน
2. การเตรียมตัวในการเดินทาง
ต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือการศึกษาวิธีการเดินทางเพราะเราไม่รู้เลยว่าที่เราจะเดินทางไปนั้นจะเป็นอย่างไร เดินทางลำบากมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นควรที่จะศึกษาให้ได้มากที่สุดถึงเส้นทางในการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงที่สุด รวมไปถึงเช็คสภาพรถยนต์ที่ใช้ในการเดินทางว่ามีความพร้อมหรือเปล่าในการขับไปในสถานที่ต่างๆอีกด้วย
3. การเตรียมเรื่องอาหารการกิน
อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เราจะต้องเป็นอยู่ ด้วยความที่เราเข้าไปในป่าเราไม่ได้สามารถเลือกของกินอะไรได้มากเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราควรวางแผนและเตรียมตัวว่าจะสามารถเตรียมของอะไรไปเพื่อทำกินได้บ้าง
4. การเตรียมอุปกรณ์และของจำเป็น
ของจำเป็นในการแคมป์ปิ้งนั้นมีอยู่มากไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม ของใช้ส่วนตัวต่างๆนาๆ ที่จะทำให้คุณสะดวกสบายมากขึ้นและดื่มด่ำกับบรรยากาศของธรรมชาติได้อย่างสูงที่สุด ซึ่งเดี๋ยวเรามาบอกถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นกันในหัวข้อถัดไปนะ
5 อุปกรณ์จำเป็นจริงจริ๊ง!!
อย่างที่บอกไปก่อนหน้า การเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์จำเป็นนั้นเป็นสิ่งสำคัญเอาอย่างมาก ซึ่งเดี๋ยวเรามาดูกันกับสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการไปแคมป์ปิ้งว่ามีอะไรบ้าง
1. เต็นท์
จะลืมอะไรก็ได้แต่ต้องห้ามลืมเต็นท์!! เพราะไม่งั้นแล้วล่ะก็คุณคงจะต้องนอนหนาวๆท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรอย่างแน่นอน เต็นท์นั้นนอกจากจะสร้างความอบอุ่นในระดับหนึ่งและยังเป็นเหมือนห้องพักสุดหรูที่ไว้เป็นที่พักพิงในการเข้าแคมป์ของเรา รวมไปถึงกันแมลงต่างๆและน้ำค้างที่เกิดขึ้นอีก ซึ่งเต็นท์นั้นก็มีอยู่มากมายหลายแบบ ควรเลือกตามความเหมาะสมกับจำนวนคนที่ไปและสถานที่ที่เรานั้นจะไปตั้งแคมป์ ดังนี้
เต็นท์แบบสามเหลี่ยม เต็นท์แบบโครง เต็นท์ทรงบ้าน เต็นท์โดม เต็นท์แบบกระโจม เต็นท์แบบอุโมงค์
2. ถุงนอน
สิ่งสำคัญพอๆกับเต็นท์เลยก็ว่าได้ ถ้ามีเต็นท์แล้วคงจะขาดไปไม่ได้กับถุงนอน ที่เรียกได้ว่าเป็น “ฟูกที่นอน” สุดนุ่มแสนอบอุ่นที่ทำให้เราได้นอนหลับฝันดีและนอนได้อย่างสบาย แถมการนอนในถุงนอนนั้นนอกจากแค่จะให้ความอบอุ่นยังช่วยในการกันแมลงที่อาจหลุดลอดเข้ามาภายในเต็นท์ได้อีกด้วย
3. โคมไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่าง
ไปในป่าเขาก็ตัดไปได้เลยเรื่องของไฟฟ้าและแสงสว่าง ดังนั้นโคมไฟและไฟฉายจึงเป็นที่สำคัญเป็นอย่งมากในช่วงเวลากลางคืนไม่ว่าจะเป็นการหาของในที่มืด หรือการเดินไปเข้าห้องน้ำในยามดึกอาจจจะลื่นล้มได้ การมีแสงสว่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
4. อุปกรณ์ทำอาหาร
อย่างที่ได้บอกไปในสิ่งที่เตรียมตัวว่าต้องเตรียมในเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งการไปแคมป์ปิ้งจะขาดไปไม่ได้เลย เพราะการไปแคมป์เสน่ห์อย่างหนึ่งเลยคือการได้ไปทำอาหารและนั่งล้อมวงกินอาหารที่ทำด้วยกัน ซึ่งอุปกรณ์ในการทำอาหารมีอยู่อย่างมากมาย ได้แก่
เตาแก๊สแบบพกพา ชุดหม้อและกระทะแบบพกพา ถ่านไฟ ไฟแช็ค จาน ชาม ช้อน ส้อม เครื่องปรุง
5. เสื้อผ้า
การแต่งกายให้เข้ากับการไปแคมป์ปิ้งควรจะเป็นการแต่งตัวที่ทำให้เรานั้นขยับร่างกายได้อย่างสะดวกและต้องการความสบายในทุกๆภาพอากาศ ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆอย่างการสวมเสื้อผ้าเป็นชั้น หรือที่เรียกกันว่า “Layered Clothing” ซึ่งควรเลือกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งมีชั้น ดังนี้
Base Layer เป็นชั้นที่อยู่ในที่สุด ติดแนบกับผิวหนังของเรา ซึ่งมีหน้าที่ในการระบายเหงื่อ ทำให้รู้สึกสบายตัวเวลาที่ต้องเดินเป็นเวลานานๆ หรือช่วงที่ทำกิจกรรมหนักๆจนเหงื่อออกเยอะMid Layer หรือ Insulating Layer เป็นเสื้อชั้นที่สองถัดมาจาก Base Layer ที่มีหน้าที่ในการคงอุณหภูมิภายในร่างกาย ซึ่งจะเป็นเสื้อที่กักเก็บอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายOuter Layer หรือ Protective Layer เป็นเสื้อที่อยู่ชั้นนอกสุด ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ในการปกป้องเสื้อชั้นอื่นๆและป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างพายุฝน ลมแรงๆได้
การไปแคมป์ปิ้งก็เป็นอีกหนึ่งการท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ไทยนั้นมีภูเขาอยู่เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงมีอุทยานต่างๆที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยจุดแคมป์ปิ้ง ใครที่วางแผนว่า เอ๊ะ!! เรามีแผนที่จะไปตั้งแคมป์และพออ่านบทความนี้แล้ว ยังรู้สึกว่าของที่เตรียมไปยังไม่ครบเท่าที่ควร ลองมามองหาอุปกรณ์แคมป์ปิ้งต่างๆที่ Kaidee กันดูนะ
Nov 24, 2020 | บทความยานยนต์
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมาแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ถูกออกแบบและคิดค้นขึ้นมาได้อย่างสำเร็จ โดยในปัจจุบันมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคนเริ่มซื้อและนำออกมาขับกันให้เห็นบนท้องถนนทั่วไปแล้ว เช่น ประเทศอเมริกา เป็นต้น อย่างแบรนด์ Tesla เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจนกลายแบรนด์ยอดนิยมและมีชื่อเสียงมากในตอนนี้
ในไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว?
ในประเทศไทยเองก็มีคนขับรถพลังงานไฟฟ้าอย่างแบรนด์ Tesla แม้เจ้าตัวจะยังไม่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีโชว์รูมที่นำเข้ามาขายจริงในไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคนให้ความสนใจซื้อและนำออกมาขับขี่ให้เห็นกันอยู่จำนวนหนึ่งเลยล่ะ
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เช่น Nissan และ MG เป็นต้น ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของการไฟฟ้านครหลวงหรือจะเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังก็มีสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วเพื่อรองรับการใช้งานของรถประเภทนี้มากขึ้น
มาดูกันว่า แบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์อะไรบ้าง ที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย มาดูกันเลย
1. Fomm One
เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กและมีคนนิยมซื้อมาขับขี่บนท้องถนนพอสมควรเลยล่ะ กับเจ้า Fomm One รถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว มีขนาดกะทัดรัด โดยที่ผสมผสานความน่ารักกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ชูจุดเด่นเรื่อง รถสามารถลอยน้ำได้ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างมาก เห็นรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัดแบบนี้สามารถนั่งได้ถึง 4 คนเลย
โดยเจ้า Fomm One มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 664,000 บาท
2. MG ZS EV
MG ZS EV ถือว่าเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ทำให้ปลุกกระแสการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มาด้วยรูปทรง SUV เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้สีฟ้า “Copenhagen Blue” บ่งบอกว่าเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับโลก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความบันเทิงอย่างครบครัน
โดยเจ้า MG ZS EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 337 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,190,000 บาท
3. Hyundai Ioniq Electric
เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไร ซึ่งเจ้า Hyundai loniq Electric เป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศเกาหลีใต้ที่มากับดีไซน์เรียบหรูที่ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ อีกทั้งกระจังหน้ารถยังมาในรูปแบบปิดทึบ ทำให้ดูโดดเด่นขึ้น นอกจากนี้ภายในรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างครบครัน
โดยเจ้า Hyundai loniq Electric มาพร้อมกับกับมอเตอร์ไฟฟ้า ชนิดแม่เหล็กถาวร แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้ากับแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน 28 กิโลวัตต์ มีระบบ On Board Charger ขนาด 6.6 กิโลวัตต์ ควบคุมการทำงานด้วย Electric Power Control Unit (EPCU) สามารถวิ่งได้ 280 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,749,000 บาท
4. Nissan Leaf
ค่ายญี่ปุ่นอย่าง Nissan ที่นำ Nissan Leaf เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเจ้า Nissan Leaf เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ครองแชมป์ที่ 1 โดยในปี 2019 สามารถทำยอดขายได้ 400,000 คันทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยวตามแนวคิดการออกแบบของ Nissan และตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเอกลักษณ์กับกระจังหน้า V-motion อีกทั้งยังโดเด่นด้วยไฟหน้าทรงบูมเมอแรง พร้อมกับใส่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่
โดยเจ้า Nissan Leaf มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า AC SYNCHRONOUS ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุขนาด 40 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 1,990,000 บาท
5. Kia Soul EV
อีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศเกาหลีใต้ นั่นคือ Kia Soul EV ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงรถที่มากับสไตล์ครอสโอเวอร์ทรงกล่อง มีทั้งหมด 5 ที่นั่ง ภายในสีดำพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าพร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง
โดยเจ้า Kia Soul EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet AC Synchronous 204 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion Polymer Battery (LIPO) ขนาด 64 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 452 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 2,387,000 บาท (นำเข้า CBU)
6. Audi e-tron
แบรนด์รถยนต์ Luxurious อย่างแบรนด์ Audi ที่ได้ส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเจ้า Audi e-tron เข้ามาให้ชาวไทยได้มาจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างเป็นทางการ
โดยตัวที่นำเข้ามาจะเป็น Audi e-tron 55 quattro รถทรง SUV สุดหรูกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audi กับกระจังหน้าขนาดใหญ่กับเส้นสายแนวนอนถี่ ๆ และแนวตั้ง 6 เส้น พร้อมโลโก้ Audi อีกทั้งยังมีภายในห้องโดยสารที่หรูหราและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย
โดยเจ้า Audi e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่ง ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธี่ยมไอออน 95 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 417 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ราคา 5,099,000 บาท
7. Jaguar i-PACE
Jaguar แบรนด์รถยนต์หรูอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Jaguar i-PACE ออกมาให้สาวกได้ยลโฉมกัน ซึ่ง Jaguar i-PACE เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยเช่นกัน ตัวรถมาพร้อมกับดีไซน์คูเป้สุดหรูกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยฝากระโปรงที่ต่ำ ดูโฉบเฉี่ยว และมีกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ Jaguar โดยเฉพาะ อีกทั้งภายในยังตกแต่งสไตล์ห้องนักบิน แผงคอนโซลหน้าแบบลอยตัวและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน
โดยเจ้า Jaguar i-PACE มาพร้อมกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้ากับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน 90 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
โดย Jaguar i-PACE จะมีด้วยกัน 3 รุ่นย่อยและราคา ดังนี้
I-Pace Electric AWD S ราคา 5,499,000 บาท
I-Pace Electric AWD SE ราคา 6,299,000 บาท
I-Pace Electric AWD HSE ราคา 6,999,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
ในวันที่คนในประเทศไทยหันมาเปลี่ยนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยโลกไม่ให้ร้อนขึ้น เป็นหนึ่งก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่าทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับมลภาวะที่เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและในตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา เปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานที่เป็นมลพิษกับโลกและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน จะเห็นได้จากปัจจุบันที่ผู้คนต่างเริ่มตระหนักแล้วและเชื่อว่า ผู้คนจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต มาช่วยกันรักษาโลกให้กลับมาเป็นโลกที่น่าอยู่และสมบูรณ์แบบกันเถอะ
เป็นอย่างไรบ้างกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทาง Kaidee Auto มาแนะนำกันวันนี้ สนใจแบรนด์ไหนกันบ้าง ถ้าอยากเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด สามารถลองเข้ามาดูกันก่อนที่ Kaidee Auto หรือจะติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ได้เลย
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันเสื้อผ้าที่มีความวินเทจนั้นกำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยกระแสที่เหล่านักร้อง-นักแสดง ทั้งไทยและต่างประเทศนำเสื้อวงในตำนานมาสวมใส่ให้เสื้อเหล่านี้กลายเป็นเสื้อผ้าแนวสตรีท บวกกับความต้องการและความหายากของเสื้อวงนั้นๆ ทำให้ราคาที่อยู่ในท้องตลาดนั้น ดีดกลับขึ้นมาสูงขึ้นตามกระแสไปด้วย ซึ่งเราจะมาดูกันว่าจะมีเสื้อตัวไหนที่น่าเก็บไว้พร้อมเก็งราคากันบ้าง ไปดูกันเลย
วิธีดูเสื้อวงยุคเก่า
ก่อนที่จะไปรู้จักกับเสื้อวงที่มีราคาสูง เราต้องรู้วิธีดูเสื้อเก่าเสียก่อน จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเสื้อที่เรามีนั้นมันใช่หรือไม่ใช่ของแท้หรือเปล่า ซึ่งก็วิธีง่ายๆตามนี้เลย
1. เนื้อผ้าของเสื้อ
เนื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้ได้เลยว่าเสื้อนั้นเป็นของเก่าหรือของใหม่ เพราะสมัยก่อนนั้นการทำเสื้อยืดมักจะทำเป็นผ้า Cotton 50% Polyester 50% และผ้า Cotton 100% ซะส่วนใหญ่ หากมีอะไรที่ต่างออกไปจากนี้ให้ชั่งใจไว้สักหน่อยว่าแปลกๆแล้วล่ะ แต่แค่เนื้อผ้าก็ใช่ว่าจะบ่งบอกได้ทุกอย่าง ต้องดูส่วนอื่นๆประกอบกันไปด้วย
2. ทรงเสื้อ
ในสมัยก่อนนั้นเสื้อวงหรือเสื้อวินเทจมักจะทำเสื้อให้เป็นที่พอดีตัวใส่แล้วต้องสบาย แต่ด้วยความที่ขนาดตัวของชาวต่างชาติ ที่ขนาดตัวที่ใหญ่กว่าคนไทย ทำให้เวลาที่คนใส่มักจะกลายมาเป็นเสื้อ Oversize
3. ป้ายที่คอของเสื้อ
ด้วยความที่เสื้อวงนั้นมักจะเป็นเสื้อวงที่มาจากประเทศอเมริกาทำให้ เสื้อวงแท้ๆนั้นจะต้องมีกำกับเอาไว้ว่า “Made in USA” เสมอ รวมไปถึงการดูยี่ห้อ ซึ่งเสื้อวงแต่ละตัวก็มียี่ห้อที่ได้รับลิขสิทธิ์ในการทำเสื้อมาแตกต่างกัน ดังนั้นเรื่องยี่ห้อเสื้อต้องไปศึกษาต่อกันเอาเอง
4. ตะเข็บการเย็บ
เสื้อยุคเก่าๆ การเย็นนั้นจะมีความแตกต่างกับเสื้อในสมัยนี้ เพราะการเย็บเสื้อในสมัยก่อนในช่วงยุค 70-80 มักจะเป็นการเดินด้ายแบบตะเข็บเดี่ยว (การเย็บด้วยด้ายเส้นเดียว) แต่ในปัจจุบันเสื้อนั้นจะเดินด้ายแบบตะเข็บคู่ (การเย็บด้วยด้ายสองเส้น)
5. ตอกปีในเสื้อ
เป็นจุดสังเกตหลักๆเลยก็ว่าได้ ที่จะสามารถระบุได้ว่าเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อยุคเก่าหรือว่าเสื้อที่ถูกผลิตออกมาซ้ำเป็นของใหม่ เพราะเสื้อวงทุกตัวนั้นจะมีปีที่ผลิตแอบซ่อนไว้เสมอ ต้องพลิกไปพลิกมา ดูกันเหนื่อยสักหน่อยกว่าจะเจอ
เสื้อวงราคาแรงแซงทางโค้ง
ราคาของเสื้อวงแต่ละตัวนั้นมักจะมาจากความหายากและผลิตน้อยในแต่ละครั้ง แต่อีกหนึ่งเหตุผลเลยคือประวัติของเสื้อและคนที่สวมใส่เสื้อเหล่านั้น ทำให้เสื้อกลายมาเป็นตำนาน รวมไปถึงราคาที่แพงจนใครที่เป็นสายเก็งกำไรต้องจัด!!
1. เสื้อวง Nirvana
Nirvana วงอัลเทอร์เนทีฟร็อก ที่ใครเป็นต้องรู้จัก ที่มีนักร้องนำอย่าง “เคิร์ท โคเบน” ที่เริ่มตั้งวงตั้งแต่ปี 1987 โดยเสื้อที่โดดเด่นของวงนี้นั้นมีอยู่มากมาย ที่ใครหลายๆคนน่าจะได้ผ่านตามาบ้าง อย่างเสื้อลาย NEVERMIND ปกอัลบั้มสุดท้าย ที่เป็นรูปเด็กทารกว่ายน้ำ แต่ที่ราคาแรงกระชูดจนฉุดไม่อยู่เลย หนีไม่พ้นลาย Heart Shaped Box ซึ่งไอเดียของลายนี้มาจาก กลองของขวัญที่ เคิร์ท โคเบน มอบให้กับแฟนสาว จนกลายมาเป็นชื่อเพลงนั่นเอง
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Nirvana Heart Shaped Box : ประมาณ 200,000 บาท
2. เสื้อวง Metallica
เป็นวงที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอันดับแรกแน่ๆหากเพิ่งเข้ามาในวงการเพลงร็อกหรือวงการเสื้อวง เพราะว่าเป็นวงที่ออกเสื้ออะไรมาก็ฮิตไปเสียหมด ขายหมดเร็วมากๆ รวมถึงในปัจจุบันแล้วก็ตาม ซึ่งเสื้อวงของ Metallica ที่ดังๆเลย คงจะเป็น Metallica And Justice For All หรือคนไทยเรียกๆกันว่า “แมงมุม” นั่นเอง
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Metallica And Justice For All : ประมาณ 25,000 บาท
3. เสื้อวง Guns N’ Roses
เสื้อ Guns N’ Roses ที่แพงๆนั้นไม่ได้เป็นเสื้อของ Official เอง แต่เป็นเสื้อ Bootleg (เป็นเสื้อที่ Official ไม่ได้ทำออกมาเอง) และตัวที่ราคาสูงๆเลยนั้นหนีไม่พ้น Guns N’ Roses Gun Joker ที่ถ้าหากใครมีไว้ครอบครองแล้วล่ะก็ ราคาสูงพอที่จะซื้อรถยนต์ได้ 1 คัน กันเลยทีเดียว
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Guns N’ Roses Gun Joker : ประมาณ 500,000 บาท
4. เสื้อวง Ozzy Osbourne
วงเฮฟวีเมทัลที่นักร้องเป็นอังกฤษแถวหน้าของโลก ทำให้วง Ozzy Osbourne รู้จักกันในฐานะ “เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวี่เมทัล” ซึ่งวง Ozzy Osbourne ก็ได้ทำเสื้อวงออกมาเป็นจำนวนมากทั้งการทัวร์คอนเสิร์ตและเสื้ออัลบัม แต่เสื้อที่ได้ความนิยมของวงนี้นั้นจะเป็นเสื้อ OVP (Over Print) เป็นเสื้อที่มีความแตกต่างจากเสื้ออื่นๆ ปกติเสื้ออื่นๆจะสกรีนแค่ด้านหน้าเท่านั้น แต่เสื้อของ Ozzy Osbourne นั้นจะสกรีนทั้งตัวยาวไปถึงแขนเสื้อเลย ทำให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ Ozzy Osbourne OPV : ประมาณ 40,000 บาท
5. เสื้อวง RUN DMC
วง Hip Hop ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งวงการและสร้างวัฒนธรรมในเกือบทุกๆด้าน ซึ่งความดังยังไม่หมดแค่นี้ RUN DMC ได้ทำเสื้อผ้าร่วมกับ Adidas โดยที่ออกเพลงอย่าง My Adidas มาพร้อมๆกัน ทำให้กลายมาเป็นกระแสความแพงของเสื้อผ้ารุ่นนี้เอาอย่างมาก ด้วยความหายากและด้วยความที่ RUN DMC ไม่เคยทำแบรนด์เสื้อผ้าร่วมกับใครมาก่อน
ราคาซื้อ-ขาย เสื้อ RUN DMC My Adidas : ประมาณ 300,000 บาท
ได้รู้กันไปแล้วกับเสื้อวงระดับตำนาน ราคาสุดเดือด ที่ใครมีติดไว้มีแต่รวย ถ้าใครที่ได้อ่านบทความนี้แล้วลองไปค้นๆในกองเสื้อผ้าที่บ้านดู ไม่แน่อาจจะมีหลุดอยู่หนึ่งตัวหรือสองตัวก็ได้ หากใครที่มีแล้วอยากทำกำไรหรือใครที่ยังไม่มีแล้วอยากจะมีไว้ครอบครองสักตัว ลองเข้ามาดูเลยที่ Kaidee
Nov 24, 2020 | สัตว์เลี้ยง
ใครเป็นสายทาสแมวด้วยกัน ย่อมเข้าใจหัวอกกันเป็นอย่างดี การปรนบัตินายท่านให้มีความสุขทุกช่องทางนั้นเป็นงานของเรา นอกจากปัจจัยสี่ทั่วๆ ไปซึ่งหลายคนดูแลอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่องแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทขึ้นในช่วงหลังๆ นั่นก็คือ “ของเล่นแมว”
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ช่วยเพิ่มความสุขให้เจ้าเหมียวของเราได้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การให้ความบันเทิงชั้นดี ที่นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการป้องกันเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคุณไม่ให้พังไปในตัว รวมถึงเสริมสร้างทักษะต่างๆ ให้พวกเขาอีกด้วย
ของเล่นแมวมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
จากการสังเกต “ของเล่นแมว” ซึ่งถูกใจเหล่าเหมียวๆ และมีในตลาดเป็นส่วนใหญ่ มักเป็นของเล่นที่วางบทบาทให้แมวเป็นนักล่า เพราะด้วยสัญชาตญาณที่จ้องตะครุบเหยื่อตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นเหยื่อที่มีวี่แววจะพ่ายแพ้ด้วยแล้ว แสนถูกใจเป็นนัก
นอกจากนี้มีงานวิจัยแนะนำไว้ว่า ควรเล่นกับแมวก่อนเวลาเขากินข้าว เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของน้อง ซึ่งมักจะออกล่า เลียขน กินแล้วถึงนอน
1.สร้างทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีให้แมว
นอกจากความสนุกที่เราเห็นเหมียวๆ มีความสุขกับของเล่นแมวแล้ว หนึ่งสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ การสร้างทักษะการเคลื่อนไหวและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การวิ่งไล่บอล การปีนป่ายกระโดดขึ้นลงคอนโดแมว การเล่นไม้ตกแมว ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยให้เขารู้จักจังหวะการขยับอันแม่นยำ ฝึกการเป็นนักล่าที่ดีเยี่ยม
ยิ่งถ้าเราฝึกให้เขาเล่นตั้งแต่เป็นแมวจิ๋ว กล้ามเนื้อก็จะแข็งแรงได้รวดเร็ว มีพัฒนาการที่ดี คล้ายกิจกรรมคาร์ดิโอของทาสอย่างเรานั่นแหละค่ะ ทั้งนี้กรณีที่เล่นกับแมวตัวอื่นๆ ด้วย ก็เป็นข้อดี ถือเป็นการละลายพฤติกรรม ฝึกเข้าสังคมสี่ขาอย่างสมานฉันท์ ช่วยให้แมวเราไม่ก้าวร้าว
2.ช่วยสร้างอาณาเขตของแมว
ทราบกันดีว่านายท่านเป็นสัตว์หวงอาณาเขตเอามากๆ ยิ่งถ้าเราเอาแมวแปลกหน้าเข้าบ้าน หรือเกิดเครียดจากปัจจัยอื่น พวกเขาจะตอบโต้โดยการใช้กลิ่น เพื่อแสดงออกถึงพื้นที่ส่วนตัวและแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เพียงแค่การสเปรย์ (Spray) ฉี่ที่แมวเลือกใช้ ใต้อุ้งเท้าของพวกเขายังเป็นจุดปล่อยกลิ่นได้ดี
ฉะนั้นบรรดาของเล่นแมวทั้งหมด จึงถูกใช้เป็นสัญญะของการสร้างเขตไปโดยปริยาย โดยเฉพาะที่ฝนเล็บ ถือเป็นของเล่นที่แมวเลือกปล่อยกลิ่นได้ดี นอกจากจะช่วยให้เล็บตายหลุดออกไปแล้ว ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อแมวบริเวณกล้ามเนื้อขาและลำตัวได้อีกด้วย
3.ช่วยให้แมวคลายเครียด
เชื่อว่าข้อนี้เป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนสุด การได้เห็นแมวหน้ามึนของเรามีความสุขกับบรรดาของเล่นที่ทาสซื้อถวาย นับเป็นความอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง อมยิ้มทุกครั้งเวลาเห็นเขาวิ่งไปมากับของเล่นเหล่านั้น (ไม่รวมของเล่นแมวที่ซื้อแล้วโดนพวกเขาเมินเฉย)
มีงานวิจัยแห่งหนึ่งสรุปไว้ว่า คอนโดแมวเป็นตัวช่วยคลายเครียดสำหรับเจ้าเหมียวได้เป็นอย่างดี การที่เขาได้ปีนป่ายขึ้นไปนั่งอยู่ตามที่สูงๆ และมองลงมาในมุม Bird eyes view นั้น เป็นหนึ่งในสัญชาตญาณนักล่าของน้องแมวอย่างหนึ่ง
4.เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับเจ้าของ
ของเล่นแมวบางชนิดทำมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์ ยิ่งช่วงแรกๆ ของการทำความรู้จักกัน “ไม้ตกแมว” ถือเป็นอุปกรณ์ที่ดีในการสร้างปฏิสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ได้ทั้งความสนุกและมิตรภาพดีๆ น้องเหมียวจะไว้วางใจเราได้เร็วขึ้น
เลือกของเล่นแมวอย่างไรให้ถูกใจน้อง
เพลิดเพลินกับอรรถประโยชน์ของเล่นแมวกันไปแล้ว ทีนี้มาดูวิธีการเลือกของเล่นให้เหมาะกับแมวของเรากันบ้าง ทั้งนี้นิสัยและรายละเอียดของนายท่านแต่ละตัวก็แตกต่างกัน ไป แนะนำให้เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมดูก่อน ว่าพวกเขามีความสุขกับกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ แล้วเลือกของเล่นให้ตรงกับความชอบ
1.ของเล่นที่เสริมสร้างบทบาทนักล่า
อย่างที่เอ่ยไปว่า แมวนั้นเปี่ยมล้นด้วยสัญชาตญาณนักล่า ฉะนั้นของเล่นที่จะถูกใจเจ้าขนปุยเหล่านี้ คือการให้พวกเขารับบท “ผู้ล่า” ซึ่งอยู่เหนือทุกอย่าง ได้ออกแรงวิ่งไล่ล่าเหยื่อที่เป็นฝ่ายหนี พวกเขาจะเอ็นจอยกับของเหล่านี้ได้ง่าย อย่าเลือกเหยื่อที่เผชิญหน้ากับพวกเขา แมวมักไม่ชอบเหยื่อแข็งแกร่งกว่า ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสร้างความเครียดให้ท่านๆ แทน
2.ของเล่นที่มีโอกาสสำเร็จครึ่งต่อครึ่ง
อัตราความสำเร็จกับความพ่ายแพ้มีผลต่อความสนุกของพวกเขา แมวก็เหมือนกับเรา ไม่มีใครอยากรับบทนางแพ้ไปตลอดการแข่งขัน หรือหากชนะไปตลอดก็ไร้ซึ่งความท้าทาย แนะนำให้เลือกของเล่นที่มีแนวโน้มจำนวนการแพ้ชนะใกล้ๆ กัน เพื่อให้เจ้านายสี่ขาของเราสนุก และมีกำลังใจกับการเล่นมากขึ้น ไม่ต้องท้อที่จะต้องอยู่กับความปราชัยไปตลอด
3.ของเล่นที่เป็นมิตรต่อแมว
อีกหนึ่งปัจจัยการเลือกของเล่นแมวที่ไม่อยากให้ลืมกัน อย่าลืมคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วย โดยเฉพาะของเล่นแมวที่ใช้ประสาทรับรสหรือมีขนาดเล็กเกินไป เนื่องจากหลุดเข้าหลอดลมได้ง่าย ไหนจะเรื่องเรื่องสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงบางกลิ่นซึ่งอาจจะไม่ถูกใจแมว อย่าลืมว่าพวกเขามีประสาทรับกลิ่นไวกว่ามนุษย์อย่างเราๆ มาก
4.ของเล่นที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด
ไฟฉายเลเซอร์ ขนนก ไม้ตกแมว ฯลฯ แม้กระทั่งถุงพลาสติก นับเป็นของเล่นยอดฮิตสุดดึงดูดความสนใจเหมียวจอมซนได้ดี สังเกตได้ว่าอะไรที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมักไม่รอดพ้นสายพวกเขา เรียกว่าจับจ้องแบบไม่วางสายตาเลยด้วยซ้ำ บางตัวนี่หันหน้าไปมาตามการเคลื่อนที่ซ้ายขวาของวัตถุ นับเป็นกิจกรรมโปรดของนายท่านทั้งหลาย
สรุปท้ายบทความ
ถึงจะมีของเล่นคลายเหงาให้เหล่าแมวแล้ว ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่มีเวลาให้พวกเขานะคะ อย่างไรแล้วมนุษย์ก็ยังเป็นที่รักอันดับหนึ่งสำหรับเจ้าสี่ขาขนปุยนี้เสมอ ถึงน้องจะดูมีทีท่าเย่อหยิ่งไม่สนใจ เรียกก็ไม่ค่อยมาไปบ้าง แต่ลึกๆ แล้วเราสัมผัสได้ถึงความรักของพวกเขาเสมอ ทุกครั้งที่เศร้าหรือต้องการกำลังใจ นายท่านก็พร้อมอยู่นิ่งๆ ให้ทาสกอดและมานอนข้างๆ เสมอ
แมวมีความผูกพันกับเจ้าของไม่แพ้กับสุนัข งานวิจัยยืนยันให้กำลังใจว่า แมวชอบที่จะใช้เวลากับมนุษย์เอามากๆ แฮปปี้ที่ได้อยู่กับเรามากกว่าการได้กินข้าวด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเราพาเขาสนุกกับของเล่นแมวไปด้วยกัน คงเป็นช่วงที่ดีไม่น้อย ให้ Kaidee เป็นตัวกลางสร้างความผูกพันและความทรงจำแสนพิเศษ ด้วยของเล่นแมวมากมายในราคาที่ถูกใจ คลิกเลย!