ครูบาบุญชุ่มคือใคร? ประวัติพร้อมความเป็นมา

Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม

ถึงตอนนี้เชื่อว่า หลายๆ คนยังไม่ลืมเหตุการณ์ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ซึ่งมีเด็กๆ ทีมหมูป่า 13 คนเข้าไปติดอยู่ในนั้น นับเป็นหนึ่งเรื่องราวที่คนไทยต่างพากันเอาใจช่วยจนเป็นปรากฏการณ์สำคัญ นอกจากวีรบุรุษหน่วยซีลด์และอีกหลายๆ ฝ่ายที่ควรค่ากับการยกย่องแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุคคลผู้เป็นขวัญกำลังใจดีๆ ให้กับทุกคนในช่วงนั้น

“เด็กๆ ยังมีชีวิตอยู่ อีก 2-3 วันจะได้เจอ”

สิ้นเสียงคำกล่าวอันเรียบง่าย ทว่าแสนทรงพลังของ“ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร” พระเกจิชื่อดังจบลง ความกังวลของญาติพี่น้อง สื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตการณ์รวมถึงคนไทยอีกหลายล้านคนก็คลายลง การแสดงตัวของครูบาฯ ณ ถ้ำหลวงเป็นพลังใจชั้นดี เสมือนแสงสว่างแห่งความหวังนั้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

หลังจากคำทำนายของครูบาบุญชุ่ม ไม่นานเด็กๆ ทั้งหมดก็ออกจากถ้ำมาอย่างปลอดภัย

Kruba Boonchum
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

เรื่องราวของครูบาบุญชุ่ม

จริงๆ แล้วพระเกจิดังแห่งล้านนารูปนี้ มีชื่อเสียงมานานมากแล้ว เป็นพระสายป่า (มหานิกาย) เน้นฝึกกรรมฐานคู่ไปกับการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด จนเป็นที่นับถือของศาสนิกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยทางเหนือ พม่า ลาว จีน ไปจนถึงภูฏาน ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ในถ้ำเมืองฉานประเทศพม่า

-    บุญชุ่ม ทาแกง (Boonchum Thagang) คือชื่อเดิมของท่าน เป็นบุตรคนโตของนายคำหล้า
และนางแสงหล้า ทาแกง เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2508 ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย 
ปัจจุบันอายุ 55 ปี

-    ครูบา (Khuba) เป็นคำในภาษาบาลีมาจาก “ครุปิ อาจาริโย” ก่อนจะเพี้ยนมาเป็นครูบา 
ซึ่งชาวล้านนานิยมใช้เรียกพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี อยู่ในศีลธรรม ออกแนวเชิดชูยกย่อง ส่วนใหญ่
เป็นพระที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงมีจำนวนปีที่บวชมาก

-    มหานิกาย (Maha Nikai) เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธ ซึ่งถือเป็นนิกายส่วนใหญ่ของ
พระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลังกาวงศ์ โดยมีธรรมยุติกนิกาย (Dhammayut Nikai) แตกย่อย
ออกไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่เยาว์วัย

ชีวิตในวัยเด็กของพระครูหาได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบไม่ ความลำบาก ความยากจน และความอดทนคือสิ่งมีที่ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องเผชิญและเอาตัวรอดให้ได้ ครอบครัวของท่านแยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากบิดามีภาระต้องกลับไปดูแลแม่ผู้ให้กำเนิด ก่อนบิดาจะมาเสียชีวิตจากไปตอนท่านอายุเพียง 7 เดือนเท่านั้น

เด็กชายจึงบุญชุ่มจึงอยู่กับแม่และครอบครัวใหม่ ณ บ้านกระต๊อบหลังเล็กๆ ริมเขาใน อ.สันกำแพง ที่มีสภาพแค่พอได้อาศัยเท่านั้น ฝนตกทีไรก็เปียกไปแทบทั้งบ้าน ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ลำบากไม่แพ้กัน มีแต่ผักน้ำพริกประทังชีวิต

แถมวันดีคืนดีโดนญาติทำร้ายร่างกายก็มี ทว่าท่ามกลางเรื่องราวร้ายๆ เหล่านั้น ท่านกลับไม่ยึดมาเป็นความทุกข์แต่อย่างใด เลือกวางเฉยและใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจมาตั้งแต่เด็ก

ที่สำคัญวิถีคนต่างจังหวัดมักผูกพันกับศาสนา ทุกงานบุญงานบวชแม่แสงหล้าจะพาลูกๆ เข้าวัดอยู่เสมอ รวมถึงนิสัยส่วนตัวของแม่ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี ทำให้ตัวครูบาฯ เองได้รับการกล่อมเกลาและปลูกฝังธรรมะมาตั้งแต่วัยเยาว์

จนถึงขั้นอยากบวชตั้งอายุ 4 ขวบเลยด้วยซ้ำ กระทั่งอายุได้ 9 ปี แม่จึงพามาฝากเป็นเด็กวัด ณ วัดบ้านด้าย ก่อนอีก 3 ปีจะตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรต่อที่วัดศรีบุญยืน จ.เชียงราย

Kruba-Boonchum-young
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

บนเส้นทางศาสนาที่เข้มข้นและเคร่งครัด

ตลอด 10 ปีของการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า อย่างการนั่งสมาธิ ฝึกจิตให้นิ่ง ไม่ยุ่งกับใคร เดินจงกรม ฯลฯ เรียกว่าเคร่งครัดชัดเจนกว่าเณรรุ่นเดียวกัน ทั้งยังเดินสายย้ายไปอยู่ตามวัดต่างๆ ถึง 7 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดทางภาคเหนือ รวมถึงวัดในพม่าและเนปาล

กระทั่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ (ปี พ.ศ. 2529) ท่านก็เลือกจำพรรษาที่วัดพระธาตุจอมศรีดับเภมุงเมือง ประเทศพม่าเป็นประเทศแรก ก่อนจะเริ่มออกวิปัสนากรรมฐานแบบจริงจังมากขึ้น ด้วยการออกไปนั่งสมาธิตามป่า หรือถ้ำไกลๆ บริเวณแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเขตว้าแดง บ้านมู่เซอจ่ากู่ ชายแดนไทย-พม่า-จีน ภูฏาน ฯลฯ

นอกจากนี้ท่านยังไปแสวงบุญในอินเดีย ตามรอยสังเวยนียสถานสำคัญของพระพุทธเจ้าครบทั้ง 4 แห่ง ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน ทั้งยังมีไปเยี่ยมเยือนเมืองอื่นๆ ที่มีความรุ่มรวยทางพุทธศาสนา

ไม่ว่าจะเป็นพม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน ฯลฯ ทั้งนี้ครูบาบุญชุ่มยังรับบทเป็นพระนักสร้าง คอยบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธศาสถานต่างๆ ตลอดจนทะนุบำรุงให้ดำรงไว้ซึ่งคุณค่า

ตัวอย่างศาสนสถานที่ครูบาบุญชุ่มสร้างและบูรณะ

  • พ.ศ. 2530 สร้างกุฏิสงฆ์ญาณสํวโรอนุสรณ์ วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2531 สร้างศาลาเก้าห้องพระธาตุดอนเรือง วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2534 สร้างพระวิหารวัดบ้านโปร่ง เมืองพงและสร้างปราสาทเก้าชั้น วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2538 สร้างโบสถ์ยอดปราสาทกลางน้ำ วัดบ้านทุ่ง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุวังลาว พระธาตุบ้านแม่คำหนองบัว เชียงแสน, พระธาตุดอนแท่น บ้านห้วยผึ้ง ประเทศลาว
  • พ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุเจ้าองค์ปฐม บ้านหัวขัว พม่า, สร้างพระธาตุสบพงและพระธาตุกำลัง บ้านมูเซอ เชียงตุง
  • พ.ศ. 2540 วางศิลาฤกษ์พระธาตุหลักคำ บริเวณเขตชายแดน จีน-ว้าแดง-พม่า
  • พ.ศ. 2542 บูรณะพระธาตุดอยตุงคำ เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก, บูรณะพระธาตุจอมหงษ์ เมืองพง ท่าขี้เหล็ก

แรงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อครูบาบุญชุ่ม

ความที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ในศีลในธรรมอย่างเคร่งครัดเสมอมา จึงไม่แปลกใจที่พุทธศาสนิกชนหลายๆ คน จะเคารพรักครูบาบุญชุ่มกันเป็นจำนวนมาก ความดีที่ท่านทำเป็นสิ่งประจักษ์ชัดเจน ไปอยู่แห่งไหนก็มีแต่คนเลื่อมใสศรัทธา ช่วงแรกๆ ที่พระท่านไปจำพรรษาในพม่า ชาวบ้านก็พากันศรัทธากันเป็นอย่างมาก

มากจนทางการพม่าเองรู้สึกว่าเกินไป ถึงกับต้องเชิญให้ท่านกลับไทยเป็นการด่วน

ส่วนเรื่องเจริญภาวนาที่ท่านชอบไปถือศีลอยู่ตามป่า ตามถ้ำนั้น ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหลายกระแส บ้างก็ว่ากันว่าระหว่างท่านมีอภินิหารเดินเท้าไม่ติดพื้น หรือระหว่างนั่งสมาธิก็มีแสงออร่าปรากฏออกมา รวมทั้งมี “ธรรมนิมิต” คือสามารถมองเห็นเรื่องราวในอนาคตได้ ตลอดจนเป็นพระนักปฏิบัติสุดเคร่ง ทำภาวนาอยู่ในถ้ำได้นานถึง 3 ปี โดยไม่ฉันอาหารใดๆ กินแค่ผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกศิษย์นำมาถวายเท่านั้น

Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

ครูบาบุญชุ่มกับความเชื่อเรื่อง “ตนบุญ”

นอกจากนี้ชาวล้านนาและคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีความเชื่อว่าท่านเป็น “ตนบุญ” หรือ “ตุ๊เจ้าต๋นบุญ” ซึ่งแปลได้ว่า ผู้มีบุญกลับชาติมาเกิด เป็นผู้มีบุญบารมีมาก สะสมความดีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนสามารถนำผลบุญนั้นมาแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ ที่สำคัญยังอยู่ในจุดที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต บ้างก็ว่าเกจิแห่งล้านนารูปนี้เป็นครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาอีกที

ทุกๆ 5,000 ปี ตามขนบธรรมเนียมความเชื่อของล้านนาแล้ว มักจะเกิดเรื่องราวร้ายแรง บ้านเมืองอาเพศ ไปจนถึงภัยพิบัติต่างๆ ตนบุญก็จะมีหน้าที่ออกมาปราบทุกเข็ญ ทำให้ประเทศสงบสุข ช่วยให้เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ จากร้ายกลายเป็นดี คล้ายกับว่าเป็นยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน

“ตนบุญอาจมีความหมายในบริบทที่กว้างกว่านั้น ในฐานะเป็นปรากฏการณ์สามัญทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเองได้ตามคราวตามสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คน ในโลกจารีตของพุทธศาสนาเถรวาทในพื้นที่ตอนบนของเอเชียอาคเนย์”

อ้างอิงจากหนังสือ “รัฐฉาน (เมืองไต) พลวัตชาติพันธุ์ในบริบทประวัติศาสตร์และสังคมการเมืองร่วมสมัย” โดย ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ

คำทำนายล่าสุดของครูบาบุญชุ่ม

เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ระหว่างที่ครูบาบุญชุ่มกำลังถือศีลอยู่ในถ้ำรัฐฉาน ประเทศพม่า ท่านก็ได้ส่งสารคำทำนายเป็นภาษาล้านนาผ่านพระลูกศิษย์ เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนร่วมโลกประมาณว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นกว่าเดิม ระวังอันตรายต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความว่า

“จะเกิดโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยโรคทาฬะลงเมือง (ตายห่า) ซึ่งจะมีคนตายจากโรคดังกล่าวนี้เป็นหมื่นเป็นล้านคน โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา”

อ้างอิงจาก Facebook : พระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ

ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ด้วยสิ่งที่ท่านทายทักมานั้นประจวบเหมาะกับการระบาดของโรคโควิด 19 แบบพอดิบพอดี ทำให้ศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสครูบาอยู่แล้ว ยิ่งศรัทธามากขึ้น นอกจากนี้ในรายละเอียดของคำทำนายยังเตือนสติไว้ด้วยว่า ให้ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรม จะช่วยเรื่องหนักจะกลายเป็นเบาได้ และระมัดระวังการกินปลาให้ดี เพราะเป็นต้นกำเนิดของเชื้อโรค

Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

สรุปท้ายบทความ

นอกจากการทะนุบำรุงศาสนาและการปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเด่นชัดแล้ว คำสอนหนึ่งของครูบาบุญชุ่มซึ่งเราเองรู้สึกประทับใจส่วนตัว คือการที่ท่านไม่ได้สอนให้เรางมงายในสิ่งของ หรือยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมงคลต่างๆ ที่ท่านนำมาแจกจ่าย

จุดประสงค์ของครูบาฯ จริงๆ แล้วคือ อยากให้สิ่งของนั้นเป็นที่ระลึก หรือให้กำลังใจกันในยามยากเท่านั้น สุดท้ายแล้วความดีจากการกระทำของเราคือสิ่งยั่งยืนสุด ตามหลักบวรพุทธศาสนา พึงรักษาศีลห้าให้มั่น ไม่เบียดเบียนใคร เพียงเท่านี้ชีวิตของเราก็จะพบความสงบสุขอย่างแท้จริง แต่ถ้าใครอยากมีไว้เสริมสร้างแรงใจก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เข้าไปหาพลังงานบวกเติมเต็มชีวิตกันได้ที่ Kaidee