อุปกรณ์ที่นักบิดทั้งหลายควรมี ไม่มีห้ามบิด!

อุปกรณ์ที่นักบิดทั้งหลายควรมี ไม่มีห้ามบิด!

บทความที่นักบิดทั้งหลายควรรู้ ไม่ว่าจะขับระยะใกล้และไกลก็ตาม ในปัจจุบันสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ มีตั้งแต่ สกู๊ตเตอร์จนถึงมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ Big Bike ต่างมีพัฒนาการขึ้นมาจากอดีต ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น เทคโนโลยีที่ใส่มาให้ มีความปลอดภัยที่มากขึ้น 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ยังมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์เยอะมาก ไม่ว่าทางแบรนด์จะใส่เทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุมาเยอะขนาดไหน แต่ถ้าผู้ขับขี่มีความประมาท ไม่มีมีอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย ก็อาจจะทำให้เกิดความสูญเสียได้ วันนี้จึงขอนำเสนออุปกรณ์ที่นักบิดทั้งหลายควรมี ก่อนที่จะบิดไปข้างนอก เพื่อช่วยเรื่องของการบาดเจ็บของร่างกายเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ก็จะมีอุปกรณ์เหล่านี้ ช่วยรองรับร่างกายของคุณได้ มาดูกันเลยว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง

1. หมวกกันน็อก

ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผู้ขับขี่ที่ต้องมีใส่ตลอดเวลาไม่ว่าจะขับไปที่ไหนก็ตาม เพราะว่าศีรษะของเราเป็นสิ่งที่บอบบาง หากเกิดอุบัติขึ้นมา จะสามารถป้องกันศีรษะกระแทกได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ควรขับขี่อย่างระมัดระวังและไม่ประมาทจะดีที่สุดนะครับ

2. ถุงมือ

ถุงมือขับรถก็เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสถึงพื้นก่อน ฉะนั้นเพื่อป้องกันมือในการกระแทกแบบตรง ๆ แรง ๆ ควรที่จะมีถุงมือสัก 1 คู่ไว้ใส่ตอนขับด้วยนะ เพราะถุงมือจะช่วยป้องกันการสัมผัสพื้นโดยตรงของมือ ช่วยทำให้ไม่บาดเจ็บเยอะนั่นเองครับ

3. ชุดสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์

นอกจากหมวกกันน็อกและถุงมือแล้ว เสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงก็เป็นส่วนสำคัญที่คอยปกป้องร่างกายของเราเวลาเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น  เนื่องจากเสื้อและกางเกง จะมีเกราะอ่อน ๆ ที่หลัง ไหล่ ข้อศอกและเข่า เพื่อป้องกันและรองรับการกระแทกของส่วนสำคัญของร่างกายของเรานั่นเอง

4. รองเท้า

เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักบิดที่ชอบขับรถออกทริปทางไกลโดยมอเตอร์ไซค์ เพราะถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น รองเท้าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยเซฟข้อเท้าและกระดูกตั้งแต่เท้าขึ้นมาได้ดีเลยล่ะครับ

5. สนับเข่า ศอก

สำหรับข้อสุดท้ายสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งสำหรับคนที่ชอบขับรถออกทริปทางไกลโดยมอเตอร์ไซค์ที่ควรใส่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น โดยสนับเข่าและศอกนั้นจะทำหน้าที่เสริมช่วยชุดที่มีเกราะอ่อน ๆ อยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการป้องกันข้อเข่าและข้อศอกไม่ให้บาดเจ็บเยอะ 

สำหรับนักบิดทั้งหลายผู้ชื่นชอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะระยะใกล้หรือระยะไกล ก็ควรที่จะขับขี่อย่างไม่ประมาท ถึงแม้ว่ารถจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยและมีอุปกรณ์ป้องกันที่ครบถ้วน แต่ถ้าประมาทก็อาจจะทำให้เกิดเหตุการที่ไม่คาดคิดได้ เพราะฉะนั้น ควรที่จะขับขี่อย่างไม่ประมาทและถึงที่หมายอย่างปลอดภัยกันนะครับ 

สำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องการป้องกันร่างกายของการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ที่ Kaidee เรามีขายเช่นกันนะครับ ลองมาดูกันได้เลย

7 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ในประจำปี 2020

7 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ในประจำปี 2020

ภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน นอกจากจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เป็นภัยต่อสัตว์และพันธุ์พืชต่าง ๆ แล้วยังคงมีผลต่อมนุษย์ที่ต้องรับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น จึงเป็นที่มาสำหรับหลากหลายโครงการที่จัดทำมาเพื่อลดภาวะโลกร้อน 

จึงเป็นที่มาของแนวคิดลดมลภาวะของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นเรื่องลดการเผาไหม้ของน้ำมันที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา (CO2) เปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลัก ในการขับเคลื่อนรถยนต์แทน 

คำนิยามของ “รถยนต์ไฟฟ้า”

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV (Electrical Vehicle)  หมายถึง รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ปราศจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อการสร้างพลังงาน เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าใช้เพียง ระบบไฟฟ้า แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ปราศจากมลพิษที่เกิดจากเผาไหม้น้ำมันไปโดยปริยาย 

โดยการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะใช้การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ หลักการเดียวกับ การชาร์จแบตมือถือในชีวิตประจำวัน

7 รุ่นน่าใช้ของรถยนต์ไฟฟ้าปี 2020

พอทราบกันถึงนิยามว่า รถยนต์ไฟฟ้า คืออะไรและเป็นอย่างไรกันไปพอสังเขปแล้ว สำหรับปี 2020 นี้ รถยนต์ไฟฟ้าจัดเป็นเทรนด์กระแสหลัก ที่กำลังมาและโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ค่ายผลิตรถยนต์หลายค่ายเริ่มหันมาจับกระแสด้านนี้ 

แม้เมืองไทยยังไม่แพร่หลายนัก ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายค่ายรถ ได้เริ่มนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาหลายเจ้ากันเลยทีเดียว รุ่นที่น่าใช้และน่าสนใจมีดังต่อไปนี้

MG-ZS-EV
Credit : MG THAILAND

1.MG ZS EV

แบรนด์น้องใหม่เกือบที่สุดของไทยอย่าง MG เรียกได้ว่านอกจากโมเดลอื่นของแบรนด์นี้จะดังเป็นพลุแตกแล้ว ตัว EV ก็จัดเป็นอันดับ 1 ของยอดขายรถ EV ของประเทศไทยในช่วงครึ่งปี 2020 เลยทีเดียว ซึ่งอันดับดังกล่าวจัดโดยเว็บ headlightmag นับได้ว่าตั้งแต่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน กระแสก็ไม่ลดน้อยลงไปเลย จัดเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า 

แรงบิด : 350 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 44.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 337 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : CCS Type 2 

จุดเด่น : จุดเด่นของรถคันนี้อยู่ที่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก อย่าง ระบบ  i-SMART ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับโทรศัพท์มือถือ เช็กรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ และระบบการสั่งการด้วยเสียงเป็นภาษาไทยที่จัดมาให้แบบครบครัน

ราคา 1,190,000 บาท

Nissan-Leaf
Credit : NISSAN THAILAND

2.Nissan LEAF

แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น เป็นเจ้าแรกที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV อย่างเป็นทางการในปี 2018 ด้วยยอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และอันดับ 2 ในไทย ทำให้ Nissan Leaf แฮทช์แบ็ก 5 ประตู มีความโดดเด่นทั้งเรื่องของความไว้วางใจ และน่าใช้ไม่รองไปกว่าใคร  นอกจากนี้ยังได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษจากยุโรป European Driving Cycle (NEDC) 

ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า 

แรงบิด : 320 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.9 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 40 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 311 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 1, CHAdeMo และแถม MODE 3 Cable  

จุดเด่น : Nissan Leaf จะเน้นในเรื่องของ e-pedal ที่สามารถใช้คันเร่งและเบรกภายในแป้นเหยียบอันเดียวกัน ทำให้การเร่งแซงมีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่อง zero emission ที่ทำให้รถคันนี้มีการปล่อยมลพิษออกมาเป็น 0% ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย

ราคา 1,990,000 บาท

Credit : Tesla

3. Tesla Model 3 รุ่น Long Range RWD

แม้ Tesla จะยังไม่ได้นำเข้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งในรุ่นที่คนไทยนิยมใช้เป็นอย่างมาก หากพูดว่า Nissan Leaf เป็นเจ้าแรกที่เปิดตัวเป็นทางการ Tesla ก็คือแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์แรกที่ถูกนำเข้ามาในไทย ด้วยความหรูหราและดีไซน์อันเฉียบคมทำให้รถคันนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์และเป็นที่สุดในเรื่องของเทคโนโลยี

ขนาดเครื่องยนต์ :  450 แรงม้า 

แรงบิด : 472 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 4.4 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 70 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 500 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : ระบบเครื่องยนต์แบบ Dual Motor หรือการใช้มอเตอร์สองตัวแยกหน้าและหลัง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น Tesla Model 3 จัดเป็นตัวที่สามารถซิ่งได้แรงเป็นอย่างมาก แถมการชาร์จเพียงครั้งเดียวยังไปได้ไกลถึงประมาณ 500 กิโลเมตรเลยทีเดียว 

แต่ระบบที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือการใช้คีย์การ์ดในการปลดล็อกรถยนต์ ไม่ต้องใช้กุญแจรถอีกต่อไป ดีไซน์ภายในโดยเฉพาะหน้าจอทัชสกรีนที่มีขนาดใหญ่ 15 นิ้ว ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับการสั่งการทุกอย่างผ่านหน้าจอ ปราศจากปุ่มต่าง ๆ บริเวณคอนโซลหน้ารถที่เคยมีอีกต่อไป 

ราคา 1,570,000 บาท

Credit : Hyundai THAILAND

4. Hyundai KONA Electric

รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลี ที่มาพร้อมกับรูปทรง SUV พร้อมดีไซน์ใหม่สุดล้ำ ทั้งกระจังหน้าแบบทึบที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ ที่จะทำให้รถยนต์มีการต้านแรงลมได้ดีขึ้น ทั้งลายเส้นที่ถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวดูล้ำมากยิ่งขึ้น เหมาะสมกับดีไซน์ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 136 แรงม้า 

แรงบิด : 395 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.7 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 39.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 345 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : ยอดขายอันดับ 3 ในประเทศไทยอย่าง KONA ที่พกพาดีไซน์สุดล้ำสไตล์ SUV มาทำให้หลายคนหลงรักรถคันนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากเรื่องของดีไซน์แล้ว ยังมีเรื่องของระบบเบรกที่ถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อนำพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้ใหม่ได้ อย่างระบบ Regenerative Breaking System ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้จากพวงมาลัย 

ราคา 1,849,000 บาท

Credit : KIA THAILAND

5. KIA Soul EV

รถยนต์นำเข้าสไตล์เกาหลีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ยังไม่มีการเปิดตัวในไทย แต่บริษัทเอกชนหลายเจ้าก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว รูปทรง SUV ประตูที่ออกแบบด้วยดีไซน์สุดน่ารัก เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนและครอบครัวเป็นอย่างมาก  

ขนาดเครื่องยนต์ : 204 แรงม้า 

แรงบิด : 395 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 7.6 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 64 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 450 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2

จุดเด่น : ดีไซน์ที่แปลกตาโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมสีอันสดใสให้เลือกถึง 5 สี ไม่คงโทนเรียบเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ถือเป็นหนึ่งในจุดขายที่น่าสนใจสำหรับ Soul EV ทาง Kia เองก็ได้พัฒนารถรุ่นนี้จนกลายเป็นไฟฟ้า 100% ได้สำเร็จ พร้อมด้วยฟังก์ชันมากมาย โดยยังคงเน้นเอกลักษณ์แห่ง Soul อยู่

ราคา 2,387,000 บาท

Credit : Audi MediaCenter

6. Audi E-tron

จัดว่าเป็นหนึ่งใน Luxury Brand ที่เริ่มหันมาจับตลาดด้าน EV อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจากตัว SUV ที่ยังไม่ตลาดไม่มากนักในด้าน EV มาเป็นตัวเปิด ทำให้กระแสจากหลายด้านเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากอัตราความเร็วที่มากแล้ว ยังสามารถพุ่งไปไกลได้ถึง 400 กว่ากิโลอีกด้วย นับว่าเป็นหนี่งใน EV ที่คุ้มค่าแก่การใช้อย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 360 แรงม้า 

แรงบิด : 561 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.7 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 95 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 411 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : สีรถสวยที่ช่วยขับเน้น ให้รถดูเรียบหรูและมีสไตล์มากขึ้น คือหนึ่งในจุดเด่นของรถ EV คันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเร็วและความแรงของรถ ยังไม่เป็นรองใคร เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการทำความเร็ว และต้องการสไตล์รถครอบครัว 

แถมด้วยกระจกข้างที่ทำหน้าที่คล้ายกล้องวงจรปิด ที่สามารถแสดงผลบริเวณคอนโซลด้านข้าง เพื่อเอื้อให้ผู้ขับสามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้น สามารถสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แบบใหม่ เหนือชั้นกว่าใครเพียงแค่คุณเริ่มเหยียบคันเร่งเท่านั้น 

ราคา 5,099,000 บาท

Credit : MINI-TH

7.MINI Cooper SE

สำหรับแบรนด์ Mini ก็ได้เปิดตัว MINI Cooper SE ตัวใหม่ ที่เป็นรถไฟฟ้า 100% เรียกได้ว่าเป็นกระแส Zero Emission ที่กำลังมาในช่วงปี 2020 จริง ๆ แน่นอนว่าตัวนี้ ทางประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาทำตลาดเช่นเดียวกัน กระแสตอบรับดีมากจนสามารถขายหมดตั้งแต่เปิดจองเลยทีเดียว 

ขนาดเครื่องยนต์ : 184 แรงม้า 

แรงบิด : 270 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.3 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 32.6 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 270 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2

จุดเด่น : ตัวแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถอยู่ต่ำลง นั้นหมายความว่า MINI คันนี้สามารถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ทำให้ผู้ขับสามารถรู้สึกสนุกและท้าทายในการขับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) หรือ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง) 

ด้านดีไซน์ก็ยังคงเอกลักษณ์ของ MINI Cooper ไว้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะลายเส้นคาดสีเหลืองบริเวณกระจังหน้าและสัญลักษณ์ตัว E ที่แสดงถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ที่น่าสนใจคือ เสียงสตาร์ทรถ ที่มีความล้ำและให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกอนาคต

ราคา 2,290,000 บาท

วิธีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า

หลักการทำงานของรถไฟฟ้านั้นไม่ยาก เพราะเมื่อนำเครื่องยนต์สันดาปภายในออกไป ระบบการส่งพลังงานจากน้ำมันก็เปลี่ยนไปเหลือเพียงแค่ แบตเตอรี่ (Battery) อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) และมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor) เท่านั้น

เริ่มต้นที่ตัวแบตเตอรี่จะรับกระแสไฟฟ้ามาจากการชาร์จ เมื่อทำการสตาร์ทรถ ตัวแบตเตอรี่จะส่งต่อไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า โดยจะเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) แล้วจึงส่งต่อไปยังตัวมอเตอร์ไฟฟ้า 

มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นจุดแจกจ่ายพลังงาน ไปยังล้อเพื่อขับเคลื่อนต่อไป ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนจะไม่มีมลพิษปล่อยออกมา เนื่องจากไม่เกิดเผาไหม้เช่นเครื่องยนต์สันดาปภายในนั่นเอง

ทำไมเราถึงควรหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 

1. ประหยัดค่าใช้จ่าย

หนึ่งในปัจจัยหลักที่คุณควรเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะประหยัดด้านค่าบำรุงรักษารถยนต์แล้วยังไม่ต้องคอยพบเจอปัญหา ที่เกิดจากเครื่องยนต์ให้น่าหงุดหงิดใจ ทั้งยังไม่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ อีกด้วย 

ค่าน้ำมันเองก็เช่นเดียวกัน อย่างที่ทราบกันเรื่องสัมปทานในการขุดเจาะน้ำมันแต่ละปีนั้น ทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไป แต่ราคาน้ำมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นค่าไฟฟ้าแทนแล้ว การชาร์จครั้งหนึ่งอาจอยู่ที่เพียง 300 กว่าบาทเท่านั้น ประหยัดไปครึ่งต่อครึ่งแบบเห็นได้ชัด

2. ลดมลพิษ

Zero Emission คือจุดมุ่งหมายสูงสุดที่ รถ EV ถูกผลิตออกมา กล่าวคือการลดเลิกใช้น้ำมัน และใช้ไฟฟ้า 100% แทนเพื่อลดการเผาไหม้ที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา เพราะก๊าซข้างต้นจะเพิ่มภาระให้โลก และส่งผลให้อุณหภูมิสูงเร็วขึ้น 

โดยเฉพาะสถานการณ์รถติดอย่างประเทศไทย การที่ติดอยู่บนท้องถนนมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ก่อให้เกิดการปล่อยควันไอเสียที่สร้างมลภาวะต่อโลกอย่างมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลเสียต่อโลกย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน 

3. ความเงียบ

เมื่อปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายใน เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้า แน่นอนว่าภายในห้องโดยสาร จะได้รับความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน โดยที่ผู้ขับสามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่างรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

4. ลดการเสียเวลา

การเสียเวลาในที่นี้ หมายถึง การต้องออกไปเติมน้ำมัน หรือ การต้องต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันวันละสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แค่การจราจรที่น่าปวดหัวอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องน้ำมันอีก แต่กับรถยนต์ไฟฟ้าปัญหานี้ จะลดน้อยลงไปเลย เพราะรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันสามารถชาร์จไฟได้จากที่บ้านโดยตรง 

แม้การชาร์จไฟบ้านจากเต้าเสียบโดยตรง อาจใช้เวลาชาร์จนานถึง 12-16 ชั่วโมง แต่ทางศูนย์บริการของรถจะแนะนำให้คุณติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้าน ซึ่งจะทำให้รถของคุณชาร์จแบตเตอรี่เร็วขึ้นเหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเท่านั้น

วิธีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

1. ชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charger)

การชาร์จแบบนี้จะเป็นการชาร์จโดยเสียบปลั๊กเข้ากับตัวบ้านโดยตรง โดยกระแสไฟที่รับมาจะเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เก็บไว้ภายในแบตเตอรี่ ซึ่งการชาร์จประเภทนี้จะกินเวลามากถึง 12-16 ชั่วโมงเลยทีเดียว

2. แท่นชาร์จ (Charger Wall Box)

ติดตั้งแท่นชาร์จ หรือ ที่เราเรียกกันว่า Charger Wall Box การชาร์จประเภทนี้จะต้องได้รับการติดตั้งตัวชาร์จไว้ที่กำแพงที่บ้านเสียก่อน โดยสามารถติดต่อกับทางศูนย์รถยนต์ได้โดยตรง เนื่องจากทางศูนย์จะมีดีลเลอร์อยู่แล้ว หรือ ตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็มีไว้บริการเหมือนกัน

แม้จะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เช่นเดียวกันกับ การชาร์จโดยทั่วไปจากตัวบ้าน ทว่าการชาร์จแบบนี้สามารถย่นระยะเวลาการชาร์จ เหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

3. ชาร์จเร็ว (Quick Charger)

ชาร์จประเภทนี้มักจะเจอได้ตามปั๊มชาร์จทั่วไป โดยอัตราการชาร์จจะอยู่ที่ 0-80% ของแบตเตอรี่ โดยใช้เวลาประมาณ 40-60 นาทีเพียงเท่านั้น เพราะว่าเป็นการชาร์จโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ไม่ต้องเสียเวลาแปลงกระแสไฟ ซึ่งไว้สำหรับกรณีเร่งด่วนจริง ๆ จะดีกว่า

สรุปท้ายบทความ

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 7 รุ่นที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้เป็นทั้งหมดของรถยนต์ไฟฟ้าที่มี ในอนาคตอาจมีออกมาอีกหลายรุ่น และเทคโนโลยีอาจพัฒนาเหนือขั้นไปมากกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่า เพราะกระแสของการอนุรักษ์โลกกำลังมา ไม่ว่าประเทศใดก็เริ่มตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน ที่นำมาซึ่งผลกระทบอันร้ายแรง อย่างภัยพิบัติ 

ดังนั้นการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่แค่กับตัวคุณ แต่กับโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกวันด้วย มาร่วมรักโลกด้วยกัน โดยการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นได้ที่ Kaidee Auto ที่จะมาชวนคุณรักษ์โลกไปด้วยกันค่ะ 

สาวๆ ต้องดู! 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรง 2020

สาวๆ ต้องดู! 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรง 2020

ใส่หน้ากาก ติดสติ๊กเกอร์ วัดอุณหภูมิกันไปมา เข็มนาฬิกาก็พาเราเดินทางเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 ซึ่งตามปกติแล้ว 3 เดือนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเวลาทองของการท่องเที่ยวและพักผ่อนจิตใจเลยนะคะ ฉะนั้นใครที่เก็บวันลาพักร้อนไว้ ถึงเวลาต้องเอามาใช้กันแล้วนะ!

ข้อดีของการเที่ยวช่วงนี้คือคนน้อย ถ่ายรูปตรงไหนก็เพลิน ยิ่งไปวันธรรมดาแทบไม่ต้องไปแย่งทรัพยากรกับใคร โดยเฉพาะทะเลแถบภาคใต้ บอกได้เลยฟินมาก! เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ท้องฟ้าสีครามและกลิ่นน้ำทะเลแสนสดชื่น ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ไปอวดหุ่นสวยๆ ของเรากับบิกินี่ตัวจิ๋วริมหาดทราย ไหนๆ แล้วเราลองมาดูเทรนด์ 4 ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปีนี้กันค่ะ

บอกเล่าเรื่องราวของชุดว่ายน้ำ

ก่อนจะไปดูชุดว่ายน้ำแห่งปี 2020 เรามาเรียนรู้ที่มาที่ไปของชุดกันก่อนดีกว่า จุดเริ่มต้นนั้นเรียกได้ว่าเบสิคสุดๆ เริ่มจากการไม่ใส่อะไรเลย มีเพียงร่างกายเปลือยเปล่าปะทะกับความเย็นของน้ำแบบตัวต่อตัว ก่อนช่วงหลังจะเริ่มมีกรอบของจารีตและศีลธรรมเข้ามาครอบ ราวปี ค.ศ.1800 ชุดว่ายน้ำก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุควิคตอเรีย (Victorian era-ค.ศ.1837-1901) แห่งสหราชอาณาจักร

ชุดว่ายน้ำสมัยศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเป็นชุด 2 ชั้น ด้านนอกเสื้อคลุมแขนยาวแบบหลวมๆ ด้านในเป็นกางเกงขาวยาวซ้อนอีกที ทำจากผ้าขนสัตว์หรือผ้าสักหลาด เน้นความสุภาพเรียบร้อยเป็นหลัก แต่ไม่ฟังก์ชันกับการใช้งานเอามากๆ เรียกได้ว่ารุงรัง แถมลงน้ำก็เคลื่อนไหวลำบากมาก

ด้วยวัฒนธรรมในสมัยนั้นผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่กับแนวคิด “รักนวลสงวนตัว” ต้องใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายในที่สาธารณะ แต่ความที่ชุดว่ายน้ำดังกล่าวใช้งานไม่คล่องตัว สาวๆ จึงพากันเรียกร้องให้ทำชุดแบบใหม่ ให้ว่ายน้ำเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นแต่ยังปกปิดสรีสระได้เหมือนเดิม จึงกลายเป็นชุดว่ายน้ำแบบรัดเข็มขัดมากกว่ากางเกงขายาว

การเปลี่ยนแปลงของชุดว่ายน้ำในศตวรรษที่ 19

ช่วงหลังว่ายน้ำกลายมาเป็นกีฬาที่แข่งขันกันในมหาวิทยาลัยและถูกบรรจุลงกีฬาโอลิมปิค แบบเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ชุดว่ายน้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปและคล่องตัวกว่าเดิม ทั้งยังใช้ผ้าน้อยลง ไม่ยาวคลุมข้อเท้าเท่าช่วงแรก เน้นเผยสัดส่วนและเรือนร่างของสาวๆ แบบชัดเจนกว่าเดิม

กระทั่งปี ค.ศ.1920 ความต้องการชุดว่ายน้ำสตรีแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เริ่มกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีความสวยงามเป็นองค์ประกอบ มีความเซ็กซี่ขี้เล่นแฝงอยู่บ้าง จนแบรนด์ดังระดับฮอลลีวูดต่างๆ เริ่มสนใจนำไปพัฒนาต่อ ทว่าความยาวของชุดว่ายน้ำยังคงต้องอยู่เหมือนเดิม (บางสถานที่มีเจ้าหน้าที่คอยวัดความยาวของชุดเลยด้วยซ้ำ)

กำเนิดบิกินี่ขึ้นครั้งแรกของโลก

อย่างที่ทราบกันดีว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก รูปแบบชุดว่ายน้ำถูกพัฒนาเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1946 “Louis Reard” นักออกแบบชาวฝรั่งเศสได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญขึ้น ด้วยการเปิดตัวชุดว่ายน้ำสไตล์ “บิกินี่ (Bikini)” ครั้งแรกของโลก โดดเด่นด้วยจำนวนผ้าแบบน้อยชิ้น แตกต่างจากชุดว่ายน้ำของเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น

ส่วนคำว่า “Bikini” ดีไซเนอร์ได้รับแรงบันดาลมาจากชื่อปรมาณู “Bikini Atoll” ของสหรัฐอเมริกา 
ซึ่งแยกตัวออกเป็น 2 ส่วนหลังการทดสอบ และทันทีที่ชุดบิกินี่ดังกล่าวเปิดตัวก็เป็นกระแสฮือฮา
อย่างมาก ถึงกับมีการถ่ายแฟชั่นโดยนางแบบฝรั่งเศส “Micheline Bernardini” เลยทีเดียว

หลังจากนั้นชุดว่ายน้ำก็เข้าสู่วงการแฟชั่นแบบเต็มตัว มีสีสันสดใสเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย จะสั้นจะยาวก็ตามแต่สะดวก ยิ่งในสมัยนิยมแบบนี้ผู้หญิงมีเสรีภาพในเรือนร่างของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าจะโป๊ไปไหม หรือแคร์สายตาใครเหมือนสมัยก่อน ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ความพึงพอใจของเราล้วนๆ

4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020

ถึงตอนนี้เวลาพาเราเดินทางมาไกล ชุดว่ายน้ำกลายเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นสุดฮิตของสาวๆ เสมอเวลาไปทะเล ถึงช่วงนี้จะผ่านฤดูร้อนไปแล้ว ก็หาได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เราสามารถสนุกกับชุดว่ายน้ำได้ทุกช่วงเวลาอยู่แล้ว ซึ่งใครที่มีแพลนไปทะเลอยู่แล้วอย่าให้เสียเที่ยว ทำการบ้านแน่นๆ ด้วยการส่อง 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020 ไปด้วยกันค่ะ

1.ชุดว่ายน้ำลายทรอปปิคัล (Tropical Style)

ลองจินตนาการถึงหาดทรายสีขาว ท้องทะเลสีฟ้าใส กับชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายทรอปปิคัล โดดเด่นด้วยสีแนวเอิร์ธโทนฟีลธรรมชาติสบายตา อย่างเขียว น้ำตาล ดำ น้ำเงิน ฯลฯ บวกกับลายพิมพ์ใบไม้ต้นไม้ เป็นอะไรที่เข้ากับแบคกราวนด์ชิลๆ ริมชายหาด แค่เห็นก็แสนสดชื่นเสมือนอยู่ในป่าดิบชื้นเขตร้อน

ความเก๋ของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ ยังช่วยพรางจุดส่วนเกินที่เราไม่อยากให้เห็นได้ดี ทำให้เพรียวกระชับขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นโทนสีเข้มแถมมีลายต่างๆ ช่วยปกปิด เรียกว่าใส่ถ่ายรูปโพตส์ท่าเลิศๆ คนเดียวก็ดี หรือจะนัดกับเพื่อนในตีมนี้ก็ชิคไม่น้อย รับรองว่าสดใสจนทะเลหมอง

2.ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ (Vintage Style)

เดี๋ยวนี้เทรนด์ชุดว่ายน้ำสไตล์ย้อนยุคหวนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วง 60-70’s สังเกตได้ตามหน้าฟีดทั้งไอจีและเฟสบุ้ค จะเห็นได้ว่าบรรดานางแบบและเหล่าเซเล็บใส่แนวนี้กันเพียบ ด้วยโทนสีอันน่ารักละมุนใจ เรียบๆ ทว่าแฝงไปด้วยความเซ็กซี่

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราชอบชุดว่ายน้ำแนวนี้เป็นพิเศษ ก็คือความซุกซนในรายละเอียดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลายคาดขาวดำ การใช้โทนสีตัดกันแบบน่ารัก ออกแนวนุ่มๆ สบายตา บ้างเป็นกระโปรงบาน มีความดอกไม้ลายจุดเติมความหวาน หรือจะเป็นเข็มขัดใหญ่ๆ คาดตรงกลางก็เก๋ทีเดียว

3.ชุดว่ายน้ำสไตล์สีสันสดใส (Bright Color Style)

สาวๆ คนไหนที่รู้สึกว่าไปทะเลทั้งที อยากได้ความสดใสมาเติมเต็มให้หัวใจเบิกบาน เราขอยกให้ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ขึ้นแท่นตัวเลือกอันดับหนึ่งไปเลย แค่โทนสีก็ชนะขาดลอย ด้วยธีมโทนสีนีออนสุดจี๊ด อย่าง เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ เดินไปไหนก็สะดุดตาสุดในชายหาด

ส่วนสีที่มาแรงสุดในปี 2020 นี้ เหล่าแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายต่างลงความเห็นว่าให้ “สีส้ม” มาวินค่ะ ด้วยความที่เป็นสีแห่งความร่าเริงและสนุกสนาน ดูเป็นมิตรสดใส เหมาะกับการไปร่าเริงริมชายหาด สาวๆ คนไหนที่ยังไม่มีสีไหนในดวงใจ เลือกชุดว่ายน้ำสีส้มไปไม่มีตกเทรนด์แน่นอน

4.ชุดว่ายน้ำครอปทอป (High-Neck Tops Style)

เราขอนิยามชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ว่า “ทางสายกลาง” แล้วกันค่ะ เพื่อความเข้าใจง่าย ชุดแนวนี้ให้ฟีลสาวแรกรุ่นที่อยากโชว์นิดหน่อยๆ ไม่เน้นหวือหวามาก เพราะตัวเสื้อด้านบนปิดไปถึงคอ คลุมหน้าอก คล้ายๆ เสื้อครอปทอป มักใส่กับกางเกงว่ายน้ำเอวสูง หรืออยากคอนทราสเลือกแบบเซ็กซี่เว้าสูงหน่อยก็เก๋เหมือนกัน

ข้อดีของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ นอกจากให้ฟีลน่ารักๆ ไม่โป๊มากจนเกินไป ยังเป็นงานเน้นทรวดทรวงองค์เอวอันชัดเจน ยิ่งใครที่หน้าท้องสวยมีซิกแพ็คอยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเอาของดีออกมาโชว์สู่สายตาชาวโลกค่ะ

สรุปท้ายบทความ

เชื่อว่าหลายคนยังติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ชุดว่ายน้ำ” เป็นเสื้อผ้าสำหรับคนหุ่นดีหน้าท้องสวยใส่เท่านั้น 
เราอยากให้สาวๆ ทุกคนเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร อ้วนผอมมีพุงใดๆ ก็ตาม 
ทุกคนสามารถสวมใส่ชุดว่ายน้ำได้ ตราบใดที่เราเชื่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่งดงามเสมอ 

ฉะนั้น จงรักและภูมิใจกับร่างกายตัวเองมากๆ

เติมเต็มความเชื่อมั่นกันไปแล้ว ต่อไปก็มาถึงขั้นตอนหาชุดสวยๆ ที่ถูกใจในสไตล์ที่ชอบ ใครไม่รู้จะเริ่มต้น
ตรงไหน เข้ามาเอฟใน Kaidee สิคะ ในนี้มีชุดสวยๆ ครบทุกรูปแบบให้คุณเลือก ทั้งนี้ขอฝากส่งท้ายไว้
สำหรับใครยังลังเล …มีของดีต้องโชว์นะคะ ไม่ใส่ตอนนี้แล้วจะใส่ตอนไหนๆ

เลือกขนาดห้องนอนให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์

เลือกขนาดห้องนอนให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์

ไม่ว่าในอดีตหรือในปัจจุบันพื้นที่ภายในห้องคอนโดหรือพื้นที่ห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน ล้วนต้องถูกแบ่งตามขนาด ตามสัดส่วนห้องต่าง ๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องอื่น ๆ ที่เจ้าของบ้านเป็นผู้กำหนด ซึ่งพื้นที่ของแต่ละห้องก็จะถูกกำหนดตามการใช้งานว่าใช้งานมากน้อยเพียงใด บางบ้านกำหนดให้ห้องนั่งเล่นพื้นที่ใหญ่ที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากที่สุด หรือบางบ้าน พื้นที่ห้องนอนเยอะที่สุด เพราะใช้เวลาในห้องนอนมากที่สุด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของห้องของคอนโดหรือขนาดของบ้านและที่สำคัญอยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันกับคนในครอบครัวด้วยนะ 

ห้องนอนกับชีวิตประจำวัน

ห้องนอนนับว่าเป็นอีกห้องหนึ่งที่ถูกใช้งานและเป็นห้องที่ใช้เวลาอยู่ในห้องนานพอ ๆ กับห้องนั่งเล่นเลยก็ว่าได้หรือบางคนอาจจะอยู่กับห้องนอนเกือบตลอดเวลา เพราะเวลากลับมาจากที่ทำงาน ก็เข้าห้องอาบน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ห้องน้ำก็จะอยู่รวมกับห้องนอน อาบน้ำเสร็จ ออกมาดูทีวีสักพักและถึงเวลาเข้านอน ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะวนอยู่แบบนี้ ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไรพิเศษ 

ดังนั้นห้องนอนจึงเป็นห้องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นานที่สุดเลยก็ว่าได้ การเลือกขนาดของห้องนอนก็ต้องทำให้ขนาดห้องออกมาให้เข้ากับการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เพื่อความสะดวกสบายมากที่สุดนั่นเอง มาดูกันเลยว่าห้องนอนขนาดอะไร จัดแบบไหน เหมาะกับคุณ 

บ้านหรือคอนโด?

มาเริ่มกันที่ข้อแรกดีกว่า…เอาเป็นว่าก่อนที่จะมีห้องนอนกัน ก็ควรจะต้องมีที่สำหรับใส่ห้องนอนก่อนนะ อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน แล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ ทำเล ที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัวด้วยนะ แต่ถ้ายังโสดอยู่ก็ปรึกษาตัวเอง พ่อแม่เลย โดยบ้านกับคอนโดจะมีข้อแตกต่างกัน คือ  

คอนโด 

คอนโดนั้นก็จะเป็นห้องชุดที่อยู่บนตึกซึ่งทุกโครงการจะกำหนดแปลน รายละเอียดห้องและราคาห้องไว้อย่างชัดเจนก่อนที่จะซื้อ โดยขนาดของห้องนอนในแต่ละโครงการก็จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ของขนาดห้องด้วยว่าขนาดพื้นที่เท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดขนาดห้องมาและแยกว่าเป็นห้อง Studio, 1 Bedroom,1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom เป็นต้น

บ้าน 

ขึ้นชื่อว่าบ้านก็ต้องใหญ่กว่าและมีพื้นที่ที่มากกว่าคอนโดที่เป็นห้องชุดอยู่แล้ว โดยบ้านส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะมีบ้านที่เกิดจากโครงการ ซึ่งในโครงการก็จะมีบ้านให้เลือกหลากหลายแบบ และแน่นอนว่าห้องต่าง ๆ ต้องถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน ให้เราได้เลือกตกแต่งได้แบบสบาย ๆ ส่วนใหญ่ทางโครงการจะแบ่งห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าห้องนอนก็ต้องมี 2 ห้องขึ้นไป โดยจะแบ่งเป็น ห้องนอนใหญ่พร้อมห้องน้ำในตัวและมีห้องนอนย่อยแยกออกไปตามแปลนของบ้านนั่นเอง

ขนาดห้องนอนแบบไหนเหมาะกับเรา?

แน่นอนว่าขนาดห้องนอนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโด เพราะแต่ละโครงการขนาดของห้องก็จะมีแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย 

บ้านเดี่ยว

โดยบ้านเดี่ยวไม่ว่าจะเป็น 1 ชั้นหรือ 2 ชั้น พื้นที่ที่ให้มานั้นเยอะแน่นอน โดยห้องต่าง ๆ ก็จะถูกแบ่งตามสัดส่วน โดยห้องนอนใหญ่จะมีพื้นที่ประมาณ 27 – 65 ตารางเมตร เลยเรียกได้ว่าใหญ่เท่ากับคอนโดห้องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนห้องนอนเล็กพื้นที่ก็จะลดหลั่นลงมา โดยพื้นที่ของห้องนอนใหญ่ที่ทางโครงการบ้านให้มานั้นขนาดเล็กสุด 27 ตารางเมตร ก็ถือว่ามีขนาดที่ใหญ่มากเลย ถ้าเทียบกับคอนโด 

ซึ่งการมีห้องนอนที่ใหญ่ เราก็สามารถที่จะใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่เหลือได้ เช่น สามารถนำโซฟามาวางไว้ได้ นำโต๊ะทำงาน หรือจะ Built-in เพิ่มขนาดของตู้เสื้อผ้าได้ หรือจะตกแต่งห้องนอนได้ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านได้เลย

ประเภทห้องของคอนโด

ในส่วนของคอนโดนั้นจะมีห้องหลายประเภท ได้แก่

ห้อง Studio

เป็นห้องเริ่มต้นของคอนโดทุกโครงการ โดยพื้นที่จะไม่เกิน 30 ตารางเมตร ซึ่งห้องประเภทนี้จะร่วมทุกฟังก์ชันการใช้งานทุกงานไว้ด้วยกัน คือ มีโซนนั่งเล่น ห้องครัว และห้องนอนนั่นเอง โดยห้องนอนที่มากับห้อง Studio จะกินพื้นที่ประมาณ 8 – 10 ตารางเมตร

เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียว มีงบประมาณจำกัด เพราะพื้นที่ค่อนข้างน้อย ถ้าหากอยู่มากกว่า 1 คน อาจจะรู้สึกอึดอัด ในอนาคตสามารถปล่อยเช่าได้ เพราะเป็นหนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมในการอยู่อาศัยและเช่าของคนเมืองวัยเริ่มทำงาน

ห้อง 1 Bedroom

เป็นห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยพื้นที่จะไม่เกิน 50 ตารางเมตร ขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป ขนาดกำลังพอดีในการอยู่อาศัย ซึ่งห้องจะชนิดนี้จะแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน ประกอบด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น 10 – 20 ตารางเมตร โดยจะเป็นห้องปิดทึบ แต่บางที่อาจจะแค่กั้นเป็นประตูบานเลื่อนให้ พูดง่ายก็คือ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั่นเอง

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการห้องที่ใหญ่ขึ้นจากห้อง Studio มีความเป็นส่วนตัวและแบ่งเป็นสัดส่วน สามารถอยู่คนเดียวหรือ 2 คนได้ นอกจากนี้อนาคตยังสามารถปล่อยเช่าได้อีกด้วย เพราะเป็นห้องที่ได้รับความนิยม

ห้อง 1 Bedroom Plus

เป็นห้องที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของห้อง 1 Bedroom เพิ่มขึ้น แต่ขนาดเท่าเดิม คือไม่เกิน 50 ตารางเมตรนั่นเอง แต่ที่แตกต่างก็คือจะเพิ่มห้องอเนกประสงค์ให้อีกหนึ่งห้อง เราจะสามารถออกแบบได้ว่าห้องนั้นจะทำเป็นห้องอะไร เช่น ทำเป็นห้องทำงาน ห้องดูหนังเพิ่ม หรือจะทำเป็นห้องนอนเล็กก็ได้นะ

เหมาะสำหรับคนที่ต้องกการห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มจาก 1 Bedroom โดยห้องจะมีความเป็นส่วนตัวและแบ่งเป็นสัดส่วน สามารถอยู่คนเดียวหรือ 2 คนได้ นอกจากนี้อนาคตยังสามารถปล่อยเช่าได้อีกด้วย

ห้อง 2 Bedroom

เป็นห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป ถือว่ามีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก ๆ ซึ่งจะมีห้องที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอเนกประสงค์ และห้องนอน โดยแต่ละโครงการจะกำหนดห้องที่ต่างแตกกัน เช่น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ หรือจะเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำในตัว โดยห้องนอนใหญ่จะมีขนาดไม่เกิน 64 ตารางเมตร ส่วนห้องนอนเล็กจะมีขนาดไม่เกิน 40 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องของโครงการคอนโดด้วย 

ซึ่งขนาดห้องนอนนั้นค่อนข้างใหญ่ทั้ง 2 ห้อง สามารถตกแต่งห้องได้ไม่ว่าจะเพิ่มโซฟา มีโต๊ะทำงานขนาดเล็กเพิ่ม หรือจะเลือกใส่ตามที่เจ้าของต้องการด้วยนั่นเอง 

เหมาะสำหรับคนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะที่พร้อมจะซื้อ มีครอบครัวที่มีลูกหรือญาติผู้ใหญ่ โดยสามารถอยู่ด้วยกันได้ 3- 4 คนไม่แออัด ที่สำคัญยังมีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ    

ห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่ทุกบ้านหรือทุกคอนโดต้องมีแน่นอน แต่การที่จะมีขนาดห้องนอนตามที่ต้องการ ด่านแรกที่จะต้องดูก่อน คือ โครงการบ้านหรือคอนโดที่จะเลือกซื้อด้วยนั่นเอง ซึ่งขนาดของห้องแต่ละโครงการก็จะมีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขนาดห้องนอนก็จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ของห้องด้วยนะครับ แนะนำว่าให้ไปดูตัวอย่างห้องของโครงการกับตาตัวเองเลยดีกว่าก่อนซื้อ เราจะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าหากยังไม่พอใจกับโครงการต่าง ๆ ออกแบบขนาดห้องนอนเองและกำหนดขนาดห้องต่าง ๆ เอง การสร้างบ้านด้วยตัวเองก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย

เป็นอย่างไรบ้างเพื่อน ๆ กับขนาดห้องนอน มีหลากหลายขนาดมากเลยใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งขนาดห้องนอนของแต่ละที่ ก็มีขนาดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าได้ไปดูด้วยตาตัวเองจะสามารถเลือกห้องที่ตอบโจทย์และตรงกับไลฟ์สไตล์ของเราด้วย แน่นอนว่า Kaidee Property มีทั้งบ้าน มีทั้งคอนโด และอสังหาฯ อื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะมากมาย ลองแวะเข้ามาดูก่อนได้นะ ราคาดี คุ้มค่า หากใครสนใจซื้อก็ดีไม่น้อยเลย

เกมเมอร์ต้องรู้!! อุปกรณ์ไหนบ้างเพิ่มความเทพ

เกมเมอร์ต้องรู้!! อุปกรณ์ไหนบ้างเพิ่มความเทพ

ปัจจุบันบทบาทของเกมเริ่มมีเข้ามามากขึ้นในสังคมของเรา ด้วยกระแสการแข่งขัน E-Sport (การแข่งขันเล่นเกม) และนักแคสเตอร์ อีกทั้งวงการเกมนั้นมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนต่างสนใจในการเล่นเกมและเป็นที่น่าจับตามอง แต่รู้หรือไม่ว่าอุปกรณ์ดีๆนั้นอาจทำให้คุณเล่นเกมแล้ว มีความได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งช่วยนำพาชัยชนะมาให้ จะมีอุปกรณ์อะไรบ้าง เดี๋ยววันนี้เราจะมารู้ไปพร้อมๆกัน!!

1. Gaming Headset

หากพูดถึงการเล่นเกม Headset ถือเป็นสิ่งจำเป็นเป็นอันดับต้นๆเลย เพราะหูฟังสำหรับเล่นเกมนั้น ถ้าหากคุณเป็นสาย FPS (First Person Shooting) หรือเกมประเภทยิงปืน ที่การฟังเสียงเป็นสิ่งที่สามารถพลิกสถานการณ์ในเกมได้เลย หากคุณยิ่งมีหูฟังดีเท่าไร นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่คุณจะรู้ตำแหน่งของศัตรูได้ก่อนซึ่งหูฟังก็มีอยู่หลากหลาย หูฟังที่แยกเฉพาะซ้าย-ขวา และหูฟังที่สามารถแยกทิศทางเสียงได้ละเอียดอย่างหูฟัง 7.1 ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนด้วย แต่ถ้าคุณเล่นเกมแนวอื่นๆ การมีหูฟังที่ดีจะช่วยทำให้คุณนั้นมีอรรถรสมากขึ้น

2. Gaming Keyboard

อุปกรณ์คู่บุญของเกมเมอร์ทั้งหลายคงหนีไม่พ้น “คีย์บอร์ด” น่าจะเคยๆเห็นบ้างว่าเวลานักกีฬา E-Sport ไปลงแข่งเวทีไหน ก็มักจะพกคีย์บอร์ดของตัวเองไปด้วยทุกครั้ง นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเล่นอย่างแน่นอน แต่ว่ามันแตกต่างกันยังไงล่ะสำหรับคีย์บอร์ดแต่ละอัน บอกได้เลยว่าแตกต่าง!! โดยชนิดของสวิตซ์ของปุ่มกดก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ซึ่งก็มีมากมายหลายประเภทตามแต่ความถนัด รวมไปการวางปุ่มของคีย์บอร์ดก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ความถนัดในการเล่นส่งผลเป็นอย่างมากในการเล่นเกม หากคุณกดปุ่มแต่ละปุ่มแล้วไม่ถนัดเอาซะเลย นั่นแสดงว่าคุณยังเลือกคีย์บอร์ดได้ไม่เหมาะกับการเล่นของคุณเอง

3. Gaming Mouse

ไม่ว่าเกมไหนๆก็ต้องมีการใช้เมาส์อยู่ ไม่ว่าจะมากจะน้อยแค่ไหนก็ตาม เม้าส์จะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะส่วนใหญ่เมาส์จะมีหน้าที่ขยับการเคลื่อนไหวของตัวละครภายในเกม ทำให้ความแม่นยำในการขยับแต่ละครั้ง ต้องการความแม่นยำสูง เมาส์ที่ดีควรจะมีฟังก์ชันที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ต้องมีเลยคือ ปุ่มปรับ DPI (มาตราฐานที่ใช้วัดความไวของเมาส์) เป็นปุ่มที่ช่วยให้เหล่าเกมเมอร์สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบความไวของเมาส์ได้ตามสถานการณ์ต่างๆที่ต้องการได้ นอกจากฟังก์ชั่นแล้ว รูปทรงของเม้าส์ก็เป็นอีกองค์ประกอบ เพื่อความถนัดในการเล่นของแต่ละคนด้วย

4. Gaming Chair

เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเลยเวลาที่ต้องเล่นเกมเป็นเวลานานๆ เรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากๆ เพราะอาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องตลก เก้าอี้ที่ดีจะมาช่วยซัพพอร์ตหลังของคุณ ให้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสมสำหรับเล่นเกม ทำให้คุณอยู่หน้าคอมและฝึกซ้อมการเล่นได้นานมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างพัฒนาให้เก่งขึ้นได้

5. Gaming Monitor

เกมในปัจจุบันนั้นมีค่า fps (Frame Per Second) หรือค่าการแสดงผลของภาพต่อ 1 วินาที ซึ่งบางเกมนั้นสามารถมีสูงได้ถึง 244 fps เลยทีเดียว แต่การแสดงผลนี้ก็ขึ้นอยู่กับจอของเราด้วยว่าจะสามารถแสดงผลได้มากน้อยแค่ไหน หากตัวเกมสามารถแสดงผล fps ได้ที่ 244 ก็จริง แต่จอของคุณนั้นสามารถแสดงผลออกมาได้แค่ 60 fps เท่านั้น นั่นก็ไม่ทำให้ภาพของเกมลื่นไหลเกินไปกว่า 60 fps ได้เลย ดังนั้นคุณควรศึกษาเกมที่คุณเล่นว่าเหมาะสมกับจอที่มีค่า Refresh Rate (ค่าที่จอแสดงผลของภาพต่อวินาที) อยู่ที่เท่าไร ซึ่งค่า Refresh Rate กับค่า fps จะมีค่าที่เท่ากัน ดังนั้นความต่างของค่าทั้งสองนี้จึงมีผลอย่างมากต่อการเล่นเกม ถึงแม้คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในเกมเป็นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นก็ตาม

ใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้แล้วคงต้องไปหามาและปรับใช้กับวิถีการเล่นเกมของตัวเองดูเพื่อเพิ่มความเทพซ่าของตัวเองสักหน่อย ถ้าอยากได้อุปกรณ์เหล่านี้ให้ครบแล้วล่ะก็ ลองมามองหาที่ Kaidee ดู มีอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ทุกรูปแบบ