Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
เมื่อตัดสินใจจะซื้อรถสักคันแล้ว นอกจากการศึกษาเรื่องรถว่าจะดูแลอย่างไรให้ดี การเลือกป้ายทะเบียนรถก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้หลายคนจะมองว่าเลขอะไรก็เหมือนกัน แต่แน่นอนว่า
สำหรับสายมูที่มีความเชื่อเรื่องนี้ เรื่องเลขทะเบียนรถเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะหมายถึงว่า ยามที่คุณได้ขับขี่รถคันนี้ จะมีปัญหาหรือจะช่วยส่งเสริมกันนั้น ขึ้นอยู่กับป้ายทะเบียนแล้ว
นิยามของคำว่า เลขมงคล
เลขมงคลหมายถึงเลขที่ดีจะคอยช่วยส่งเสริมให้ชีวิตเราและดวงชะตาเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากใครที่ดีอยู่แล้ว จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป การเจรจาสื่อสารทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จง่ายขึ้น จะริเริ่มทำสิ่งใด จะทำได้ดี ไม่ค่อยพบอุปสรรค นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า การเสริมดวง
แน่นอนว่าการเสริมดวงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเลขเพียงอย่างเดียว แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ทำง่ายและสร้างการเสริมดวงง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนหรือเลือกเบอร์ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือ เบอร์ป้ายทะเบียนรถ เพราะเป็นสิ่งที่หาเปลี่ยนและจองเบอร์ได้ง่าย แถมบางครั้งการเปลี่ยนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเลขเหล่านี้ ยังใช้เงินไม่มากด้วย
เลขทะเบียนรถมงคลสำคัญยังไง ทำไมต้องเลือก
เกริ่นก่อนว่านี่เป็น เรื่องความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น เลขทะเบียนรถมีความสำคัญอย่างมากในทางโหราศาสตร์ เพราะเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกอารมณ์ นิสัย และเรื่องราวของผู้ขับได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นการที่ป้ายทะเบียนรถของคุณมีเลขคู่ศัตรูอยู่ด้วยกัน อาจหมายถึง การทำลายล้างของตัวเลข ทำให้รถของคุณเกิดอุบัติเหตุ หรือ เจอปัญหาจุกจิกแสนกวนใจอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ยกตัวอย่างเช่น การเลือกเลข 1-3 ภายในป้ายทะเบียนเดียวกัน อันเป็นเลขศัตรู
คุณอาจพบปัญหารถเฉี่ยวชนบ่อยครั้ง หรือมักเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ขณะเดียวกันหากบนป้ายทะเบียนรถของคุณมีเลข 8 นั่นอาจบ่งบอกตัวตนว่าคุณเป็นคนขับเร็วและแรง มีอารมณ์ฉุนเฉียวเวลาขับรถ และเป็นคนใจร้อนอย่างมาก
นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราควรเลือกป้ายทะเบียนรถ เพื่อป้องกันและลดปัญหาของตัวเลขคู่ศัตรู แต่จะมีเลขอะไรบ้างที่ดี และวิธีเลือกแบบเลขมงคลแบบไหนจึงจะดีที่สุดนั้น ตามต่อได้จากรายละเอียดด้านล่างเลยค่ะ
วิธีเลือกเลขมงคลที่ดี
วิธีการดูเลขมงคล มีวิธีการดูได้หลายแบบเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับตำรานั้น ๆ ว่าจะนำมาประกอบใช้อย่างไร แต่ที่มักจะใช้กันบ่อยคือดูเลขจากทักษา ควบคู่กันไปกับวันเกิดของผู้ขับ เช่น เกิดวันจันทร์ ไม่ควรใช้เลข 1 หรือ การนำผลรวมของเลขทั้งหมดในป้ายทะเบียนมารวมกัน แล้วดูว่า ความหมายของเลขหมายถึงอะไร
ดังนั้นจึงสามารถแบ่งวิธีการเลือกเลขได้เป็นสองแบบ
1.การเลือกเลขมงคลโดยทั่วไปตามอาชีพ
2.เลือกเลขมงคลตามวันเกิด
วิธีเลือกเลขมงคลตามหลักเลขศาสตร์
ในการเลือกลักษณะนี้จะเริ่มด้วย การนำผลรวมของเลขป้ายทะเบียนทั้งหมดมาดูว่าได้เท่าไหร่บ้าง เช่น สมมติว่าป้ายทะเบียนคุณเป็น 7 กย 622 ก็นำผลรวมของ 7+6+2+2 = 17 และ รวมตัวหลังป้ายอีกรอบ 6+2+2= 10
เหตุผลที่ต้องรวมทั้งสองแบบ เนื่องจากว่า บางตำราบอกให้รวมแค่เลขหลัง และบางตำราบอกให้รวมทั้งหมด ดังนั้นเพื่อการไม่พลาด ก็ควรรวมและได้เลขที่ดีทั้งคู่จะปลอดภัยสุดค่ะ
แน่นอนว่า เมื่อดูเสร็จแล้ว เราสามารถเข้าไปเช็คตำราเลขศาสตร์ได้ว่า เลขที่คุณได้มานั้นดีหรือไม่ โดยเลขศาสตร์จะมีตั้งแต่เลข 1-100 โดยเช็คได้ที่ http://www.berdee.com/dooduangberdee1.html
แต่มีอีกวิธีที่สามารถดูได้เบื้องต้น คือการนำผลรวมทั้งหมดบวกจนเหลือเพียงเลขหลักเดียว ระหว่าง 0-9
แล้วนำมาเทียบมาดูความหมายของเลขนั้น ๆ ว่าหมายถึงดาวอะไร แล้วเลขที่นี้ดีต่อการงานอย่างไรบ้าง
ดาวยูเรนัส หรือ ดาวมฤตยู หมายถึง เทพเจ้าแห่งความตาย พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีต่าง ๆ ข้อดีคือเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาก เชื่อมั่นในตนเอง เป็นนักค้นคว้า เช่น นักวิทยาศาสตร์ เป็นคนที่รักเทคโนโลยีก้าวหน้าและความทันสมัยอย่างมาก
ข้อเสียที่ควรระมัดระวังคือ เจ้าอารมณ์และหงุดหงิดขี้รำคาญมากจนเกินไป จึงมักจะมีความขัดแย้งกับผู้อื่นได้ง่ายมาก ๆ ต้องระวังเรื่องคำพูดและการแสดงอารมณ์ต่อคู่สนทนาค่ะ
ถ้าผลรวมของเลขทั้งหมดของคุณเป็นเลขนี้ เลข 1 หมายถึง ดวงอาทิตย์ โดยเลขนี้จะเป็นราชาของดาวทั้งหมด เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูง มีเกียรติยศ ทะเยอะทะยานและรักความก้าวหน้าในการงาน ดังนั้นเลขนี้จึงเหมาะกับคนที่ทำงาน ที่มียศมีตำแหน่ง เช่น ข้าราชการ เพราะมีดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์ มักได้ดีจากความพยายามของตนเองเป็นหลัก
ควรระวังว่า การมั่นใจในตนเองมากเกินจะไปจะส่งผลเสียให้คุณ
เลขนี้มีความหมายถึงดวงจันทร์ เป็นราชินีแห่งดวงดาว เป็นพลังแห่งจินตนาการ เลขนี้เหมาะกับคนที่ทำงานด้านการบริการ หรือ ด้านการพูด เพราะเป็นดาวที่หมายถึงความนุ่มนวลและอ่อนหวาน เด่นเรื่องความสวยความงามอย่างมากและช่วยส่งเสริมเรื่องการเงินด้วย
ข้อเสียคือ อาจเป็นคนหัวอ่อน คล้อยตามคนง่ายเกินไป
เลข 3 คือเลขแห่งดาวอังคารผู้เป็นนักสู้ที่แสนองอาจ ที่จะช่วยส่งพลังแห่งความกล้าหาญให้คุณ อาชีพที่เหมาะกับเลขนี้คือ คนทำงานที่ต้องใช้ความอดทนและต่อสู้อย่างกล้าหาญกับปัญหาต่าง ๆ เช่น ทหาร ตำรวจ ช่างฝีมือ หรือ เหล่านักการแพทย์ทั้งหลาย
โดยข้อควรระวังคือ การแสดงออกที่ไม่ยั้งคิด จะนำผลเสียสู่ตนเอง
ดาวพุธ ดาวแห่งการค้าและเจรจา เป็นดาวที่ให้พลังด้านสติปัญญา เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เข้ากับดาวทุกดวงได้ ชอบในการติดต่อประสานงานกับผู้อื่น อาชีพที่เหมาะกับเลขนี้คือ ผู้สื่อข่าว นักพูด พิธีกร หรือนักเขียน ที่จะช่วยส่งให้มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น
ข้อเสียคือ การพูดมากเกินไปอาจสร้างศัตรูให้คุณได้
หมายถึง ดาวพฤหัสบดี เป็นเทพเจ้าผู้ทรงธรรม มีความยุติธรรมในตนเองสูง เหมาะกับอาชีพ คนที่ทำงานด้านการศึกษา ด้านศาล จะช่วยส่งให้คุณมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เสริมให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
แต่ข้อควรระวังสำหรับคนที่ทำงานด้านนี้และใช้เลขนี้คือ คุณเป็นคนฉลาดก็จริง แต่มักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่อาจได้ด้วยทริค จึงต้องระวังว่าอาจเสี่ยงโดนคนจับได้
หมายถึง ดาวศุกร์ ที่เป็นดาวแห่งศิลปะ สนุกสนาน และความบันเทิง เหมาะแก่คนทำงานที่ต้องใช้หัวด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านการแสดง เพลง หรือ อาชีพเสริมสวย โดยจะช่วยเสริมด้านจินตนาการ ความคิดฝัน และเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก ๆ เลยล่ะ
ควรระวัง เรื่องการใช้เงินเกินจำเป็น มีปัญหากับคนรักไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว หรือ คนรัก มักมีนิสัยใช้ของฟุ้งเฟ้อ อวดโฉมและรักความสำราญเกินไป
ดาวเสาร์ คือ ผู้มากด้วยความเพียร ให้พลังงานแห่งความทุกข์โศก ดาวนี้เป็นที่ต้องใช้ความเพียรและอดทนเป็นอย่างมาก เช่น อาชีพด้านเกษตร แต่ผู้ที่มีดาวนี้อยู่ในเลข มักจะเป็นคนที่มีประสบการณ์สูง อ่อนไหวต่ออะไรยาก รักอิสระเสรีและความสงบ มีความรับผิดชอบสูงมาก ๆ ด้วย
ข้อควรระวัง เพราะเป็นคนที่มีความอดทนสูง จึงมักไม่ค่อยเล่าปัญหาของตนให้ใครฟัง อดกลั้นเก็บปัญหาของตนไว้เงียบ ๆ จนอาจเป็นความกดดันและมีความเครียดสูงมาก ต้องคอยเช็คสุขภาพจิตด้วยนะคะ
หมายถึง ดาวราหู ที่เป็นพลังแห่งความลุ่มหลง เป็นนักดื่ม นักกิน นักเที่ยว จึงเหมาะกับคนที่ทำงานกลางคืน หรือ อาชีพที่เสี่ยงอันตราย อาชีพสีเทา รวมถึง นักโหราศาสตร์ด้วย เพราะเป็นดาวที่ช่วยส่งเสริมด้านการมีเล่ห์เหลี่ยม รู้จักกลโกงเป็นอย่างดี ไม่ถูกหลอกลวงได้ง่าย ทั้งยังมีความหนักแน่น กล้าหาญและเข้มแข็ง
ข้อเสียคือ การลุ่มหลงจนเกินปัญหา เป็นคนโมโหร้าย บางครั้งหยาบคาย ไม่รู้จักการควบคุมตนเอง ปล่อยให้กำลังเป็นตัวแก้ปัญหา มากกว่าการใช้สติในการยั้งตนเอง
เลขของดาวพระเกตุ คือเทพแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังแห่งความลึกลับ เลขนี้หมายถึง การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มีญาณหยั่งรู้ มักแคล้วคลาดสิ่งร้าย ๆ ด้วยสัญชาตญาณที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักจริงจังกับสิ่งที่ตนเองทำอยู่เป็นอย่างมาก เหมาะกับคนทุกอาชีพเลยค่ะ
ข้อควรระวัง คือ มักจะฟุ้งซ่าน คิดมาก ใจว้าวุ่นอยู่เรื่อยๆ มีพฤติกรรมที่คนรอบข้างอาจมองว่า แปลก ก็เป็นได้ ดังนั้นต้องระวังในการแสดงออกเสียหน่อย
วิธีเลือกเลขมงคลตามวันเกิด
การเลือกเลขแบบนี้ จะเน้นเลขดีและเลขเสีย ตามทักษาของวันที่คุณเกิด โดยจะแบ่งเป็นเลขดีและเลขเสียตามรายละเอียดต่อไปนี้
เลขดี : เลขที่ดีมากๆ ต่อ คนวันอาทิตย์คือเลข 4 , 2 และ 1 เพราะเลข 4 เป็นศรีในดาวทักษาของคุณ
เลขเสีย : ไม่ควรให้มีผลรวมเลขเป็น 6 โดยเด็ดขาด
เลขดี : เลข 4 กับ 2 เพราะเป็นเลขที่ดีเรื่องของ บริวารและเดช ซึ่งหมายถึง อำนาจและคนที่อยู่ใต้อำนาจจะเชื่อฟัง
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 1 โดยเด็ดขาด เพราะเลข 1 ตกอยู่ในทักษากาลกิณี ควรเลี่ยงหากเลี่ยงได้
เลขดี : เลขที่ดีคือ เลข 4, 5 และ 9 เพราะอยู่ในเรือน อายุ และ ศรี อายุคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ส่วนศรีจะเกี่ยวกับ เรื่องดี ๆ ที่จะเกิดขึ้น
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 2 ทั้งในเบอร์และผลรวมโดยเด็ดขาด
เลขดี : เลขที่ดีคือ 5, 1 และ 6 เพราะเป็นเลขที่อยู่ในเรือน อุตสาหะ เดช และ ศรี อุตสาหะ หมายถึงการทำงานที่ใช้แรง ทว่ามีเลขที่ช่วยเสริมเดชหรืออำนาจ และศรีที่เป็นเรื่องดี ทำให้อุตสาหะกลายเป็นผลดีนั่นเอง
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 3 โดยเด็ดขาด
เลขดี : เลข 5 และ 9 ซึ่งหมายถึงบริวารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองให้คุณปลอดภัย โดยมีบริวารคอยล้อมรอบส่งเสริมให้ชีวิตดีมากยิ่งขึ้น
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 7 โดยเด็ดขาด
เลขดี : เลขที่ดีคือ 3, 6 และ 5 จะดีในเรื่อง บริวาร ศรี และมนตรี กล่าวคือ จะมีบริวารและผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือและอุปถัมภ์ รวมถึง ศรี คือเรื่องดี ๆ ที่จะส่งให้ชีวิตที่ดีกว่าเดิม
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 8 โดยเด็ดขาด
เลขดี : เลขดีคือ 3,6 และ 5 จะช่วยส่งในเรื่อง มนตรี ศรี และ อายุ กล่าวคือมีผู้ใหญ่ช่วยอุปถัมภ์ สุขภาพร่างกายแข็งแรง และจะช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต
เลขเสีย : ห้ามมีเลข 4 ไม่ว่าจะเป็นเลขในป้ายทะเบียนหรือในผลรวมจะดีที่สุด
เลขต้องห้ามมีอะไรเลขใดบ้าง
การเลือกเลขนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่บางครั้งเราอยากจะได้เลขมาเร็วๆ โดยไม่ได้สนใจว่าจะได้เลขอะไร ซึ่งเป็นที่สามารถเข้าใจได้ดี ในความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละคน แต่ถึงอย่างนั้นการรู้เลขต้องห้าม หรือ เลขที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันบนป้ายทะเบียนนั้นมีอะไรบ้าง เผื่อไว้เป็นความรู้ติดตัวดีกว่าค่ะ
1.เลขคู่ศัตรู
เลขศัตรูหมายถึง เลขที่นำมาอยู่ด้วยกัน หรือคู่กันแล้วจะส่งผลทำลายล้างต่อตนเอง เป็นเลขที่เรียกได้ว่ายิ่งกว่ากาลกิณีเสียอีก เพราะมันจะทำลายกันเอง และส่งผลให้ผู้ที่มีเลขนี้ในครอบครองรู้สึก ร้อนรุ่ม มีปัญหารุมเร้า หรือดึงดูดแต่เรื่องไม่ค่อยดีเข้าตัว
เลข 1 กับ 3
1 คือ ดวงอาทิตย์ ไม่ถูกกับ ดาวอังคาร เป็นคู่อาฆาต จ้องจะทำลายกันมากที่สุดในบรรดาทุกเลขคู่ ใครที่มีเลขนี้ควรเลี่ยงด่วนมาก ๆ เลย
เลข 2 กับ 5
2 คือ ดวงจันทร์กับดาวพฤหัส เป็นศัตรูที่เกลียดแบบหมั่นไส้กันเบาๆ ให้พอรำคาญใจบ้าง อาจมีปัญหาเรื่องจุกจิกให้เจอบ่อย ๆ หรือเวลาขับรถอาจจะมีเรื่องหงุดหงิดใจบ้าง เป็นต้นค่ะ
เลข 4 กับ 8
4 คือดาวพุธ เป็นศัตรูกับดาว 8 ซึ่งหมายถึงการโลเล และ เจ้าอารมณ์ เวลาขับรถอาจก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่ทันที ไม่รวดเร็วเพราะลังเล และมักจะโมโหหงุดหงิดง่าย
เลข 6 กับ 7
เลข 6 คือดาวศุกร์ และ 7 คือดาวเสาร์ เป็นดาวที่สร้างควาเอื่อยเฉื่อย มีความกังวล และทุกข์ใจ ใครที่มีเลขนี้ในป้ายทะเบียนอาจรู้สึกเบื่อ ๆ และมักมีเรื่องกังวลใจให้คิดถึงบ่อย ๆ ทุกข์ใจ จนรู้สึกเหนื่อยใจอยู่บ่อยๆ ก็เป็นได้
2.ดูตามวันธงชัย และ วันโลกาวินาศ
แน่นอนว่าเลขไม่ดี ทั้งกับทักษาดาวในดวงเกิด และเลขที่ไม่ดีนั้น ปกติแล้วเลขเรานี้จะส่งผลให้เราหงุดหงิดใจ เกิดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ซะมากกว่า แต่สิ่งที่จะทำให้มันยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือ ถ้าเลขของดาวนั้น ๆ ไปตกในภพไม่ดี และเป็นวันวิปโยคไปอีก จะเกิดเรื่องแย่ ๆ แบบสุด ๆ ไปเลยค่ะ
สามารถเช็ควันธงชัยและวันวิปโยคได้ตามปฏิทินเลยค่ะ วันธงชัยหมายถึง วันที่ดีเป็นฤกษ์แห่งชัยชนะ รบกับใครก็ชนะ ส่วนวันวิโลกาวินาศคือ วันที่แย่ที่สุด ไม่เหมาะแก่การออกรถ หรือเดินทาง ยิ่งถ้าเลขทะเบียนเป็นคู่เสีย และตรงกับเลขเสียในปี ๆ นั้น จะทำให้เรื่องแย่เกิดแบบทวีเลยล่ะค่ะ
3.เลขหาม
เลขหามคือ เลขที่ซ้ำกันสองตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ห้ามเลขหามเพราะว่า มันแปลเหมือนว่ากำลังหามโลงหรือหามร่างนั่นเอง และเลขหามที่ควรเลี่ยงมากที่สุดคือเลข 1 ทั้งหน้าและหลัง เพราะเลข 1 เหมือนคน ถ้าเป็น 1 ทั้งหน้าและหลัง ก็เหมือนคนแบกหามเลยค่ะ
สามารถหาป้ายทะเบียนมงคลได้ยังไง
การเลือกป้ายทะเบียนมงคลมีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่
- จองกับศูนย์บริการที่ซื้อรถ
การเข้าไปจองกับศูนย์บริการรถยนต์ให้ช่วยเลือกเลขทะเบียนให้ การเลือกเลขทะเบียนแบบนี้ มักจะไม่มีค่าใช้จ่าย หากเลขที่คุณเลือกไม่ใช่เลขสวย หรือ เลขตองสามตองสี่ อย่างที่ต้องนำมาประมูลกัน
- การจองผ่านหน้าเว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก
ซึ่งแน่นอนว่าจะจองขั้นตอนนี้ได้ คุณต้องมีการออกรถเป็นของตัวเองแล้ว จึงจะสามารถทำเรื่องขอเลือกป้ายทะเบียนมงคลได้ แต่นั่นไม่รวมถึงป้ายแดงที่คุณจะได้ในตอนต้น เพราะป้ายแดงจะเป็นป้ายของทางศูนย์บริการรถยนต์
- ลงเงินเพื่อซื้อป้ายทะเบียนจากการประมูล
ลงประมูลซื้อ-ขาย เลขป้ายทะเบียนรถยนต์ผ่านหน้าเว็บไซต์ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยจะมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักสิบล้านให้ได้เลือกกันเลยทีเดียว มีเลขหลากหลายแถมเป็นเลขที่มักจะเป็นคู่ดีที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วด้วยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
การเลือกป้ายทะเบียนเป็นสิ่งที่คนมักให้ความสนใจ รองจากสมรรถภาพของรถยนต์ว่าดีและตอบโจทย์การขับขี่ของคุณหรือไม่ แม้จะเป็นสิ่งที่ฟังดูแล้วน่าปวดหัวในการเลือกเลข ทว่าป้ายทะเบียนเลขเหล่านี้จะอยู่กับคุณไปอย่างต่ำ 3-8 ปีเลยทีเดียว อีกอย่าง อะไรที่ป้องกันก็ควรป้องกันไว้ก่อนใช่ไหมละคะ เชื่อไว้ก่อนไม่เสียหายอยู่แล้วค่ะ
ดังนั้นใครที่กำลังลังเลคิดว่า ถ้าซื้อรถแแล้วจะออกป้ายทะเบียนยังไง หรือ เลขอะไรดี หวังว่าบทความนี้จะมีคำตอบและมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกทะเบียนรถที่ดีและเหมาะสมกับคุณได้นะคะ ถ้าหากสนใจซื้อรถยนต์สักคัน สามารถคลิ๊กที่ปุ่มด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
Nov 26, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบัน การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นความสามารถพิเศษที่ใคร ๆ ก็อยากมี ด้วยสังคม ณ ตอนนี้ มีการเชื่อมการสื่อสารระหว่างประเทศเข้าหากันทั่วโลก ทำให้โลกของเราได้มีการสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษขึ้นมากมาย แต่ข้อสอบที่ได้รับการยอมรับและรู้จักกันดีก็คงจะหนีไม่พ้น IELTS TOEIC และ TOEFL ซึ่งรู้ไหมว่าการสอบทั้ง 3 แบบนี้ มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง
IELTS
IELTS หรือที่เรียกว่า International English Language Testing System เป็นการสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษอันโด่งดังของประเทศอังกฤษคือ IELTS Australia, British Council และ Cambridge English Language Assessment ผลสอบของ IELTS มักจะถูกใช้ในการยื่นเข้าศึกษาต่อต่างประเทศ ของระบบอังกฤษ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ รวมถึงใช้ในการยื่นเพื่อศึกษาต่อหรือย้ายถิ่นฐานในบางประเทศอีกด้วย
ข้อสอบ IELTS มีการทดสอบภาษาอังกฤษทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งผลสอบก็จะแยกออกเป็นทักษะทั้ง 4 ด้านนี้เช่นกัน โดยแบ่งคะแนนออกเป็น 9 ระดับ ส่วนค่าสอบของข้อสอบ IELTS นั้นอยู่ที่ 6,900 บาท (กันยายน 2563)
TOEIC
TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่มักจะถูกใช้ในการสมัครงาน เพราะจุดประสงค์หลักข้อสอบนั้นมีไว้เพื่อวัดภาษาอังกฤษเชิงการสื่อสาร ซึ่งการสอบ TOEIC นั้น ถูกจัดทำโดย Educational Testing Service
สำหรับค่าสอบของ TOEIC ในประเทศไทยอยู่ที่ 1,800 บาท (กันยายน 2563) ตัวข้อสอบจะเป็นแบบ Multi Choice หรือข้อสอบแบบปรนัยทั้งหมด 200 ข้อ 990 คะแนน มีทั้งหมด 2 ส่วน ดังนี้
- การฟัง 495 คะแนน (45 นาที) แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย ได้แก่ Photographs, Question-Response, Conversations และ Short Talks
- การอ่าน 495 คะแนน (75 นาที) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย ได้แก่ Incomplete Sentences, Text Completion และ Reading Comprehension
TOEFL
TOEFL (The Test of English as a Foreign Language) ของสหรัฐอเมริกา เป็นการทดสอบระดับภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่มีจุดประสงค์ในการศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยตัวผลคะแนนจะมีอายุถึง 2 ปีเลยทีเดียว และข้อสอบ TOEFL ก็เป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรักจากทั่วโลกเช่นเดียวกัน
ข้อสอบ TOEFL มีเวลา 4 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วนละ 30 คะแนน รวมทั้งหมด 120 คะแนน โดยคะแนนเหล่านี้นั้นจะมีผลอย่างมากต่อการเข้ามหาลัยชั้นนำในต่างประเทศ และข้อสอบ TOEFL มีค่าสอบทั้งหมด 1,800 บาท (กันยายน 2563)
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือ ทำงานทั้งในและต่างประเทศ ก็ควรที่จะเข้าทำการทดสอบวัดระดับให้ถูกต้องกับจุดประสงค์ของเราให้ดี และก่อนที่จะถึงวันสอบอย่างลืมอ่านหนังสือเตรียมตัวทำข้อสอบเยอะ ๆ Kaidee มีหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้เลือกสรรมากมาย ลองเข้าไปหาดู
Nov 26, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
จากการแพร่กระจายของโรค COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนเกิดผลเสียด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ท่องเที่ยว และธุรกิจ ซึ่งปัญหาด้านธุรกิจนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คน เกิดปัญหาการตกงาน ทั้งเด็กจบใหม่ หรือ ถูก Lay Off ก็ยากเหลือเกินที่จะหางานตอนนี้ แต่ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล ! วันนี้เราจะมา แจกพิกัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาว่ากันว่า ของาน เมื่อไรได้แน่นอน จะมีที่ไหนบ้างไปดูกัน
พิกัด ของาน แล้วต้องได้ !
ท้าวมหาพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์
ในศาสนาฮินดู พระพรหมถือได้ว่าหนึ่งในองค์ตรีมูรติ ซึ่งเป็นเทพสูงสุดขอศาสนาฮินดู ซึ่งพระพรหมเป็นเทพแห่งการสร้างและใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดเพราะเป็นเทพที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ตามความเชื่อฮินดู ด้วยความที่พระพรหมมี 4 พักตร์ ทำให้มีความเชื่อว่าแต่ละพักตร์มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรัก สุภาพ การเงิน และการงาน นั่นเอง
โดยประเทศไทยก็มีสถานที่อันโด่งดังในการของานจากพระพรหมอย่าง ท้าวมหาพรหมเอราวัณ ที่ตั้งอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ใกล้ ๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์ หน้าโรงแรมเอราวัณ จนมีชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามามากมาย
สำหรับวิธีการไหว้นั้นควรไหว้วันอังคารและพฤหัสบดีช่วงเวลาค่ำ ไม่ควรไหว้ในวันพระ โดยเตรียม ธูป 16 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด ไหว้จากพักตร์ตรงกลางวนตามเข็มนาฬิกา
หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร
ถ้าหากจะพูดถึงหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลวงพ่อโสธร ก็คงเป็นอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง ศักดิ์สิทธิ์จนมีคำพูดที่ว่า ขอสิ่งไหนได้สิ่งนั้น สมหวังดั่งใจคิด ไม่ว่าจะเป็น การงาน การเงิน โชคลาภ สุขภาพ ครอบครัว แต่ห้ามขอลูก และ ขอให้ไม่ได้เป็นทหาร เชียวล่ะ
ในการไหว้หลวงพ่อโสธรนั้น ใช้ธูป พวงมาลัย หรือไข่ต้ม ขอเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน แล้วคุณจะสมหวัง !
สมเด็จพระปิยมหาราช พระบรมรูปทรงม้า
ลานพระรูปทรงม้าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอพรยอดฮิตหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ชาวไทยนิยมกราบไหวกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเรื่อง การเงิน การงาน ความรัก หรือสุขภาพ ก็ตาม
ไหว้โดยการ เตรียม ธูป 16 ดอก (ครั้งต่อไป 9 ดอก) ดอกกุหลาบสีชมพู น้ำมะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า ทองหยิบ ทองหยอด บรั่นดี ซิการ์ และข้าวคลุกกะปิ สำหรับการไหว้ แนะนำว่าควรเป็นวันอังคารเวลา 4 ทุ่มและวันพฤหัสบดีที่ถือว่าเป็นวันครู
ศาลหลักเมือง ใกล้พระบรมมหาราชวัง
ในอดีต เมื่อมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา จะต้องมีการสร้างศาลหลักเมืองซึ่งเป็นเสาคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย และจากชื่อของศาลหลักเมืองนี้เองที่ทำให้คนไทยเชื่อว่าการขอพรจากที่แห่งนี้เป็นการเพิ่มหลักความมั่นคงให้กับชีวิตในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการงานที่มีคนสมหวังมากมาย
ในการไหว้ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ทองคำเปลว /ทองคำแผ่น ดอกบัว 2 ดอก พวงมาลัย 2 พวง และผ้าแพร 3 สี ในการไหว้ โดยเริ่มจากไหว้พระที่หอพระพุทธรูปแล้วปิดทองผูกผ้าแพรที่องค์พระหลักของเมืองจำลอง นำพวงมาลัยไปถวายหลักเมืององค์จริง ถวายพวงมาลัยแก่องค์เทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด และอธิษฐานขอพรท่องคาถาบูชาองค์พระหลักเมือง ตามลำดับ
หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ
หลวงพ่อทันใจ แห่งวัดพระธาตุดอยคำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันโด่งดังประจำจังหวัดเชียงใหม่มามากกว่า 1,400 ปีในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการสร้างพระเจ้าทันใจนั้นมีการสร้างที่แตกต่างจากพระพุทธเจ้ารูปอื่น ๆ คือมีการบรรจุวัตถุมงคลและหัวใจที่คล้ายกับมนุษย์ไว้ในพระเจ้าทันใจนั่นเอง ซึ่งว่ากันว่าการขอพรเรื่องการเงิน การงาน และโชคลาภจากท่านนั้นทันใจสมชื่อเลยทีเดียว
ซึ่งในการไหว้ต้องนำพวงมาลัยดอกมะลิที่มากกว่า 50 พวงนำมาถวาย พร้อมกับบอกชื่อ นามสกุล สิ่งที่จะขออย่าละเอียดเพียงเรื่องเดียว แล้วก็อย่าลืมบอกจำนวนพวงมาลัยที่นำมาถวายด้วยนะ
ศาลพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง
พระพิฆเนศถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและสติปัญญา และศาลพระพิฆเนศที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครคือศาลพระพิฆเนศที่สี่แยกห้วยขวาง ใครที่อยากประสบความสำเร็จเรื่องการงานหรือการเรียนก็สามารถมาขอกันได้
ส่วนวิธีการไหว้ศาลพระพิฆเนศนั้นต้องเตรียมพวงมาลัยดาวเรือง เทียนสีประจำวันเกิด ผลไม้ นม และขนม ตั้งจิตอธิษฐานเพียงเรื่องเดียว นำพวงมาลัยวางไว้ที่เท้าของพระพิฆเนศ ขอพระอีกครั้ง ลูบที่เท้าทั้งหมด 3 ครั้ง กระซิบหูหนู ลูบที่หนู 3 ครั้ง ปิดหูข้างนั้น และกระซิบที่หูอีกครั้ง แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้น
พระตรีมูรติ
พระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเป็นการรวมตัวของ 3 เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และถึงแม้ว่าพระตรีมูรติจะเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก แต่ก็มีคนมากมายนิยมมากกราบไหว้ขอพรทั้งเรื่องความรัก และหน้าที่การงานกันที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เลย
ซึ่งในการไหว้นั้นควรไหว้วันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง 1คู่ (ถ้าคนที่มีคู่ให้เทียบวางติดคู่กัน) ดอกกุหลาบแดง 9 ดอก ผลไม้สีแดง น้ำอ้อย และนมสด (ห้ามถวายอาหารคาวเด็ดขาด) มาพนมมือพร้อมดอกกุหลาบและธูปในมือ เพื่อขอพรเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน และถวายของอื่น ๆ ตามมา
ใครที่อ่านกันแล้วอยาก ของาน และขี้เกียจไป ก็ลองเข้ามาหาซื้อของดี ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นที่พึ่งทางกายติดตัวที่ Kaidee ดู ที่นี่มีให้เลือกแน่นอน แล้วคุณจะโชคดี
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !
ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?
น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ
โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่
ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า
ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ
ยางรถ
การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง
วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่
ระบบระบายความร้อน
เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้
ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ
ระบบแอร์
การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร
เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง
เบรก
เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน
โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด
ระบบไฟ
ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่
ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่
แบตเตอรี่
ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง
ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด
ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว
นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ว่าจะเป็น ลุยเข้าป่า ฝ่าขึ้นเขา พิชิตดอยต่าง ๆ นั้นกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ผู้เดินทางนั้นได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปพร้อม ๆ กับความสวยงามแบบที่หาดูได้ยาก
แต่ทว่า การจะไปสถานที่เหล่านั้นช่างไปได้ลำบากเสียเหลือเกิน!! สายลุย ๆ บุก ๆ คงมีทางเลือกไม่มากนัก อย่างหาซื้อรถอเนกประสงค์สายลุยสักคัน เพื่อที่จะพาไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและหมดห่วง วันนี้จะพามาดูกันว่ารถยนต์สายลุยที่จะสามารถตอบโจทย์นั้นควรต้องดูอะไรกันบ้าง
รถยนต์อเนกประสงค์สายลุย คือ?
หลาย ๆ คนอาจจะงง ๆ ว่าเอ๊ะ!! “รถยนต์ที่ทั้งอเนกประสงค์และยังเป็นรถที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ทุกที่เนี่ย” มันมีรถยนต์แบบนี้อยู่จริงๆเหรอ??
คำตอบนั่นก็คือ รถยนต์ SUV แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมองๆดูแล้ว รถเหล่านี้ดูไม่น่าจะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้เท่าไรนัก แต่หากลองสังเกตบางรุ่นดูดีๆแล้ว จะพบได้ว่าที่โบรชัวร์ของรถหรือว่าจะข้างๆตัวรถนั้นจะมีคำว่า 4WD, AWD หรือ 4×4 ซึ่งเป็นคำที่บ่งบอกว่าสามารถขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ ที่ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ในท้องถนนหรือพื้นผิวที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ รถยนต์ SUV นั้นก็มีการขับเคลื่อนอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้
1. 2WD (Two-Wheel Drive)
รถยนต์ขับเคลื่อแบบ 2WD หรือที่เรียก ๆ กัน ก็คือ รถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นย่อย ๆ อีก 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- Front-Wheel Drive (FWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อข้างหน้า ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจุบันนั้นมักใช้ระบบการขับเคลื่อนแบบนี้ ซึ่งการขับเคลื่อนล้อหน้านั้นจะช่วยให้รถยนต์มีแรงยึดเกาะถนนได้มากขึ้นนั่นเอง
- Rear-Wheel Drive (RWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อหลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากนั้นจะเป็นรถยนต์ระบบไฮเอนด์ หรือรถยนต์ที่ใช้สำหรับแข่งขันดริฟในสนาม
2. 4WD (Four-Wheel Drive)
เป็นระบบการขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ ๆ ระหว่าง 4WD กับ AWD ซึ่งทั้งสองนี้มีความแตกต่างอยู่เพียงเล็กน้อย แต่จะขอเล่าในส่วนของ 4WD หรือที่เรียก ๆ กันว่า 4×4 ก่อน มันคือ การขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เอาไปขับขี่สำหรับการเดินทางแบบ Off-Road เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจผิดกันว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อกดปุ่มเปลี่ยนให้ขับเป็น 4 ล้อเท่านั้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท
- Part Time คือ การปรับระบบให้เป็นใช้รถยนต์ได้ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อได้ โดยที่หากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆนั้น จะมีเกียร์แยกมาให้ใช้ระหว่างขับ 2 ล้อ กับ 4 ล้อ อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันนั้นมีการปรับเปลี่ยนมาให้ใช้เพียงแค่กดปุ่นสลับไปมาเท่านั้น
- Full Time คือ การขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้ออยู่ตลอดเวลา ที่จะช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีและมีความปลอดภัยสูง หรือที่รู้จักกันในคำว่า AWD (All-wheel Drive) ในปัจจุบันนั่นเอง
ต้องดูอะไรบ้างก่อนเลือกรถยนต์สายลุย
การเลือกรถยนต์ในแต่ละครั้ง ก่อนที่จะมั่นใจได้ว่าจะซื้อคันไหน ผู้ขับขี่ควรจะต้องมองหารถที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เข้ากับการใช้งานส่วนใหญ่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการเลือกรถยนต์ ให้สามารถลุยไปที่ไหนก็ได้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้างก่อนที่จะเลือก
1. ดูจากระบบขับเคลื่อนของรถ
อย่างที่ได้บอกไปถึงเรื่องระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ในข้างต้นก่อนหน้านี้ การที่จะเลือกรถสำหรับลุย ๆ ไปในที่ที่มีพื้นถนนขรุขระ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขา ลงห้วย ไต่หน้าผา หรือผ่านน้ำ ย่อมจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมองหา และสอบถามว่ารถยนต์คันนั้นสามารถขับแบบ 4WD หรือมีโหมดสำหรับขับขี่แบบ Off-Road หรือไม่ ก่อนการเลือกซื้อ
2. ดูจากความสูงและจุดที่ต่ำที่ของตัวรถ
เนื่องจากว่าการไปลุยในแต่ละที่นั้น ย่อมมีอุปสรรคมากมาย รวมไปถึงอาจจะต้องขับผ่านบริเวณที่เป็นโขดหินขนาดสูง ดังนั้นการเลือกรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับสายลุยนั้น จะต้องคำนึงถึงความสูงของตัวรถเองและดูว่าส่วนที่ต่ำที่สุดของรถนั้นอยู่ตรงไหน สามารถผ่านโขดหินเหล่านั้นได้หรือไม่
3. ดูจากสภาพของพื้นที่ที่จะเดินทางไป
การศึกษาเส้นทางหรือศึกษาเส้นทางก่อนที่จะเริ่มเดินทางนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยความที่รถที่เราจะเลือกซื้อเพื่อไปเดินทางของเรานั้นเป็นรถยนต์อเนกประสงค์หรือรถยนต์ SUV เท่านั้น ไม่ใช่รถยนต์ที่ถูกผลิตมาเพื่อขับ Off-Road โดยตรง ดังนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นได้ที่รถของเรานั้นจะขับผ่านได้ และมีฟังก์ชันในการขับไปด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ได้
- การไต่เขา คือ การขับรถนั้นขึ้นเนินชัน และใต้ท้องรถนั้นอาจจะต้องปะทะกับเนินถ้าหากเขานั้นมีความความชันสูง
- การคร่อม คือ การที่รถยนต์นั้นคร่อมอยู่ระหว่างหลุมหรือพื้นที่ที่มีพื้นสูงเหนือล้อรถ ซึ่งอาจจะทำให้รถนั้นติดและไม่สามารถขยับได้นั่นเอง
4. ดูจากความสามารถในการลุยน้ำ
รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาผลิตนั้น ย่อมมีความสามารถในการป้องกันและลุยน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึกถึงว่า สามารถลุยไปในน้ำได้ลึกขนาดไหน เพราะในบางครั้ง ก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเส้นทางที่เราไปนั้นจะต้องผ่านทางน้ำหรืออาจจะต้องผ่านเส้นทางน้ำจากเหตุไม่คาดฝันก็เป็นได้ เรื่องนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะดูก่อนเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์สายลุย
5. ดูจากกำลังของตัวรถยนต์
การเลือกรถยนต์ที่สมรรถนะและพละกำลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างใด เพราะการขึ้นเขาหรือการไต่เขานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เกียร์ต่ำและมีกำลังของรอบเครื่องที่สูง เพื่อที่จะให้รถนั้นมีกำลังมากพอที่จะสามารถผ่านในจุดนั้นไปได้อย่างง่ายดาย
6. ดูจากการดูแลรักษา
การเดินทางแบบผจญภัยสายลุยนั้นย่อมต้องแลกมาพร้อมกัน การที่รถต้องมีความเสียหายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเลือกยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ที่สามารถหาอู่ซ่อมและซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ง่าย ย่อมดีกว่าในเรื่องของการบำรุงรักษาในระยะยาว
สรุปท้ายบทความ
การเดินทางใด ๆ ย่อมต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี การเลือกซื้อรถก็เช่นเดียวกัน หากเราจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน คงต้องมองแล้วว่ารถคันนี้จะสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม และคุ้มค่ามากที่สุด
โดยการเตรียมพร้อมที่ดีนั้นย่อมทำให้ทุกการขับขี่ปลอดภัย เพราะหากเลือกรถได้ไม่ตรงกับความต้องการ นอกจากจะขับขี่ไม่สนุกแล้ว ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางได้อีกด้วย
หากใครที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ดี ๆ สักคันที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของคุณแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เว็บที่รวมเอาไว้ซึ่งรถยนต์มากมายหลากหลายประเภทที่เหมาะต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ทุกคน