เลขทะเบียนรถมงคล ขับขี่ปลอดภัยไปไหนก็คล่อง

เลขทะเบียนรถมงคล ขับขี่ปลอดภัยไปไหนก็คล่อง

เมื่อตัดสินใจจะซื้อรถสักคันแล้ว นอกจากการศึกษาเรื่องรถว่าจะดูแลอย่างไรให้ดี การเลือกป้ายทะเบียนรถก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้หลายคนจะมองว่าเลขอะไรก็เหมือนกัน แต่แน่นอนว่า

สำหรับสายมูที่มีความเชื่อเรื่องนี้ เรื่องเลขทะเบียนรถเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะหมายถึงว่า ยามที่คุณได้ขับขี่รถคันนี้ จะมีปัญหาหรือจะช่วยส่งเสริมกันนั้น ขึ้นอยู่กับป้ายทะเบียนแล้ว

นิยามของคำว่า เลขมงคล

เลขมงคลหมายถึงเลขที่ดีจะคอยช่วยส่งเสริมให้ชีวิตเราและดวงชะตาเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากใครที่ดีอยู่แล้ว จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป การเจรจาสื่อสารทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จง่ายขึ้น จะริเริ่มทำสิ่งใด จะทำได้ดี ไม่ค่อยพบอุปสรรค นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า การเสริมดวง 

แน่นอนว่าการเสริมดวงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเลขเพียงอย่างเดียว แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ทำง่ายและสร้างการเสริมดวงง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนหรือเลือกเบอร์ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือ เบอร์ป้ายทะเบียนรถ เพราะเป็นสิ่งที่หาเปลี่ยนและจองเบอร์ได้ง่าย แถมบางครั้งการเปลี่ยนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเลขเหล่านี้ ยังใช้เงินไม่มากด้วย

เลขทะเบียนรถมงคลสำคัญยังไง ทำไมต้องเลือก


เกริ่นก่อนว่านี่เป็น เรื่องความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น เลขทะเบียนรถมีความสำคัญอย่างมากในทางโหราศาสตร์ เพราะเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกอารมณ์ นิสัย และเรื่องราวของผู้ขับได้เป็นอย่างดี

ยิ่งไปกว่านั้นการที่ป้ายทะเบียนรถของคุณมีเลขคู่ศัตรูอยู่ด้วยกัน อาจหมายถึง การทำลายล้างของตัวเลข ทำให้รถของคุณเกิดอุบัติเหตุ หรือ เจอปัญหาจุกจิกแสนกวนใจอยู่หลายต่อหลายครั้ง

ยกตัวอย่างเช่น การเลือกเลข 1-3 ภายในป้ายทะเบียนเดียวกัน อันเป็นเลขศัตรู

คุณอาจพบปัญหารถเฉี่ยวชนบ่อยครั้ง หรือมักเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ขณะเดียวกันหากบนป้ายทะเบียนรถของคุณมีเลข 8 นั่นอาจบ่งบอกตัวตนว่าคุณเป็นคนขับเร็วและแรง มีอารมณ์ฉุนเฉียวเวลาขับรถ และเป็นคนใจร้อนอย่างมาก

นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราควรเลือกป้ายทะเบียนรถ เพื่อป้องกันและลดปัญหาของตัวเลขคู่ศัตรู แต่จะมีเลขอะไรบ้างที่ดี และวิธีเลือกแบบเลขมงคลแบบไหนจึงจะดีที่สุดนั้น ตามต่อได้จากรายละเอียดด้านล่างเลยค่ะ

วิธีเลือกเลขมงคลที่ดี

วิธีการดูเลขมงคล มีวิธีการดูได้หลายแบบเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับตำรานั้น ๆ ว่าจะนำมาประกอบใช้อย่างไร แต่ที่มักจะใช้กันบ่อยคือดูเลขจากทักษา ควบคู่กันไปกับวันเกิดของผู้ขับ เช่น เกิดวันจันทร์ ไม่ควรใช้เลข 1 หรือ การนำผลรวมของเลขทั้งหมดในป้ายทะเบียนมารวมกัน แล้วดูว่า ความหมายของเลขหมายถึงอะไร

ดังนั้นจึงสามารถแบ่งวิธีการเลือกเลขได้เป็นสองแบบ 

1.การเลือกเลขมงคลโดยทั่วไปตามอาชีพ 

2.เลือกเลขมงคลตามวันเกิด

วิธีเลือกเลขมงคลตามหลักเลขศาสตร์

ในการเลือกลักษณะนี้จะเริ่มด้วย การนำผลรวมของเลขป้ายทะเบียนทั้งหมดมาดูว่าได้เท่าไหร่บ้าง เช่น สมมติว่าป้ายทะเบียนคุณเป็น 7 กย 622 ก็นำผลรวมของ 7+6+2+2 = 17 และ รวมตัวหลังป้ายอีกรอบ 6+2+2= 10 

เหตุผลที่ต้องรวมทั้งสองแบบ เนื่องจากว่า บางตำราบอกให้รวมแค่เลขหลัง และบางตำราบอกให้รวมทั้งหมด ดังนั้นเพื่อการไม่พลาด ก็ควรรวมและได้เลขที่ดีทั้งคู่จะปลอดภัยสุดค่ะ 

แน่นอนว่า เมื่อดูเสร็จแล้ว เราสามารถเข้าไปเช็คตำราเลขศาสตร์ได้ว่า เลขที่คุณได้มานั้นดีหรือไม่ โดยเลขศาสตร์จะมีตั้งแต่เลข 1-100 โดยเช็คได้ที่ http://www.berdee.com/dooduangberdee1.html

แต่มีอีกวิธีที่สามารถดูได้เบื้องต้น คือการนำผลรวมทั้งหมดบวกจนเหลือเพียงเลขหลักเดียว ระหว่าง 0-9

แล้วนำมาเทียบมาดูความหมายของเลขนั้น ๆ ว่าหมายถึงดาวอะไร แล้วเลขที่นี้ดีต่อการงานอย่างไรบ้าง

  • เลข 0 

ดาวยูเรนัส หรือ ดาวมฤตยู หมายถึง เทพเจ้าแห่งความตาย พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีต่าง ๆ ข้อดีคือเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาก เชื่อมั่นในตนเอง เป็นนักค้นคว้า เช่น นักวิทยาศาสตร์ เป็นคนที่รักเทคโนโลยีก้าวหน้าและความทันสมัยอย่างมาก

ข้อเสียที่ควรระมัดระวังคือ เจ้าอารมณ์และหงุดหงิดขี้รำคาญมากจนเกินไป จึงมักจะมีความขัดแย้งกับผู้อื่นได้ง่ายมาก ๆ ต้องระวังเรื่องคำพูดและการแสดงอารมณ์ต่อคู่สนทนาค่ะ

  • เลข 1

ถ้าผลรวมของเลขทั้งหมดของคุณเป็นเลขนี้ เลข 1 หมายถึง ดวงอาทิตย์ โดยเลขนี้จะเป็นราชาของดาวทั้งหมด เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูง มีเกียรติยศ ทะเยอะทะยานและรักความก้าวหน้าในการงาน ดังนั้นเลขนี้จึงเหมาะกับคนที่ทำงาน ที่มียศมีตำแหน่ง เช่น ข้าราชการ เพราะมีดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์ มักได้ดีจากความพยายามของตนเองเป็นหลัก 

ควรระวังว่า การมั่นใจในตนเองมากเกินจะไปจะส่งผลเสียให้คุณ

  • เลข 2

เลขนี้มีความหมายถึงดวงจันทร์ เป็นราชินีแห่งดวงดาว เป็นพลังแห่งจินตนาการ เลขนี้เหมาะกับคนที่ทำงานด้านการบริการ หรือ ด้านการพูด เพราะเป็นดาวที่หมายถึงความนุ่มนวลและอ่อนหวาน เด่นเรื่องความสวยความงามอย่างมากและช่วยส่งเสริมเรื่องการเงินด้วย 

ข้อเสียคือ อาจเป็นคนหัวอ่อน คล้อยตามคนง่ายเกินไป

  • เลข 3

เลข 3 คือเลขแห่งดาวอังคารผู้เป็นนักสู้ที่แสนองอาจ ที่จะช่วยส่งพลังแห่งความกล้าหาญให้คุณ อาชีพที่เหมาะกับเลขนี้คือ คนทำงานที่ต้องใช้ความอดทนและต่อสู้อย่างกล้าหาญกับปัญหาต่าง ๆ  เช่น ทหาร ตำรวจ ช่างฝีมือ หรือ เหล่านักการแพทย์ทั้งหลาย  

โดยข้อควรระวังคือ การแสดงออกที่ไม่ยั้งคิด จะนำผลเสียสู่ตนเอง

  • เลข 4

ดาวพุธ ดาวแห่งการค้าและเจรจา เป็นดาวที่ให้พลังด้านสติปัญญา เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เข้ากับดาวทุกดวงได้ ชอบในการติดต่อประสานงานกับผู้อื่น อาชีพที่เหมาะกับเลขนี้คือ ผู้สื่อข่าว นักพูด พิธีกร หรือนักเขียน ที่จะช่วยส่งให้มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น 

ข้อเสียคือ การพูดมากเกินไปอาจสร้างศัตรูให้คุณได้

  • เลข 5

หมายถึง ดาวพฤหัสบดี เป็นเทพเจ้าผู้ทรงธรรม มีความยุติธรรมในตนเองสูง เหมาะกับอาชีพ คนที่ทำงานด้านการศึกษา ด้านศาล จะช่วยส่งให้คุณมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เสริมให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

แต่ข้อควรระวังสำหรับคนที่ทำงานด้านนี้และใช้เลขนี้คือ คุณเป็นคนฉลาดก็จริง แต่มักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่อาจได้ด้วยทริค จึงต้องระวังว่าอาจเสี่ยงโดนคนจับได้

  • เลข 6

หมายถึง ดาวศุกร์ ที่เป็นดาวแห่งศิลปะ สนุกสนาน และความบันเทิง เหมาะแก่คนทำงานที่ต้องใช้หัวด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านการแสดง เพลง หรือ อาชีพเสริมสวย โดยจะช่วยเสริมด้านจินตนาการ ความคิดฝัน และเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก ๆ เลยล่ะ

ควรระวัง เรื่องการใช้เงินเกินจำเป็น มีปัญหากับคนรักไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว หรือ คนรัก มักมีนิสัยใช้ของฟุ้งเฟ้อ อวดโฉมและรักความสำราญเกินไป

  • เลข 7

ดาวเสาร์ คือ ผู้มากด้วยความเพียร ให้พลังงานแห่งความทุกข์โศก ดาวนี้เป็นที่ต้องใช้ความเพียรและอดทนเป็นอย่างมาก เช่น อาชีพด้านเกษตร แต่ผู้ที่มีดาวนี้อยู่ในเลข มักจะเป็นคนที่มีประสบการณ์สูง อ่อนไหวต่ออะไรยาก รักอิสระเสรีและความสงบ มีความรับผิดชอบสูงมาก ๆ ด้วย

ข้อควรระวัง เพราะเป็นคนที่มีความอดทนสูง จึงมักไม่ค่อยเล่าปัญหาของตนให้ใครฟัง อดกลั้นเก็บปัญหาของตนไว้เงียบ ๆ จนอาจเป็นความกดดันและมีความเครียดสูงมาก ต้องคอยเช็คสุขภาพจิตด้วยนะคะ 

  • เลข 8

หมายถึง ดาวราหู ที่เป็นพลังแห่งความลุ่มหลง เป็นนักดื่ม นักกิน นักเที่ยว จึงเหมาะกับคนที่ทำงานกลางคืน หรือ อาชีพที่เสี่ยงอันตราย อาชีพสีเทา รวมถึง นักโหราศาสตร์ด้วย เพราะเป็นดาวที่ช่วยส่งเสริมด้านการมีเล่ห์เหลี่ยม รู้จักกลโกงเป็นอย่างดี ไม่ถูกหลอกลวงได้ง่าย ทั้งยังมีความหนักแน่น กล้าหาญและเข้มแข็ง

ข้อเสียคือ การลุ่มหลงจนเกินปัญหา เป็นคนโมโหร้าย บางครั้งหยาบคาย ไม่รู้จักการควบคุมตนเอง ปล่อยให้กำลังเป็นตัวแก้ปัญหา มากกว่าการใช้สติในการยั้งตนเอง

  • เลข 9 

เลขของดาวพระเกตุ คือเทพแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังแห่งความลึกลับ เลขนี้หมายถึง การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มีญาณหยั่งรู้ มักแคล้วคลาดสิ่งร้าย ๆ ด้วยสัญชาตญาณที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักจริงจังกับสิ่งที่ตนเองทำอยู่เป็นอย่างมาก เหมาะกับคนทุกอาชีพเลยค่ะ

ข้อควรระวัง คือ มักจะฟุ้งซ่าน คิดมาก ใจว้าวุ่นอยู่เรื่อยๆ มีพฤติกรรมที่คนรอบข้างอาจมองว่า แปลก ก็เป็นได้ ดังนั้นต้องระวังในการแสดงออกเสียหน่อย

วิธีเลือกเลขมงคลตามวันเกิด 

การเลือกเลขแบบนี้ จะเน้นเลขดีและเลขเสีย ตามทักษาของวันที่คุณเกิด โดยจะแบ่งเป็นเลขดีและเลขเสียตามรายละเอียดต่อไปนี้

  • วันอาทิตย์

เลขดี : เลขที่ดีมากๆ ต่อ คนวันอาทิตย์คือเลข 4 , 2 และ 1 เพราะเลข 4 เป็นศรีในดาวทักษาของคุณ 

เลขเสีย : ไม่ควรให้มีผลรวมเลขเป็น 6 โดยเด็ดขาด

  • วันจันทร์

เลขดี : เลข 4 กับ 2 เพราะเป็นเลขที่ดีเรื่องของ บริวารและเดช ซึ่งหมายถึง อำนาจและคนที่อยู่ใต้อำนาจจะเชื่อฟัง

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 1 โดยเด็ดขาด เพราะเลข 1 ตกอยู่ในทักษากาลกิณี ควรเลี่ยงหากเลี่ยงได้

  • วันอังคาร

เลขดี : เลขที่ดีคือ เลข 4, 5 และ 9 เพราะอยู่ในเรือน อายุ และ ศรี อายุคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ส่วนศรีจะเกี่ยวกับ เรื่องดี ๆ ที่จะเกิดขึ้น

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 2 ทั้งในเบอร์และผลรวมโดยเด็ดขาด

  • วันพุธ

เลขดี : เลขที่ดีคือ 5, 1 และ 6 เพราะเป็นเลขที่อยู่ในเรือน อุตสาหะ เดช และ ศรี อุตสาหะ หมายถึงการทำงานที่ใช้แรง ทว่ามีเลขที่ช่วยเสริมเดชหรืออำนาจ และศรีที่เป็นเรื่องดี ทำให้อุตสาหะกลายเป็นผลดีนั่นเอง

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 3 โดยเด็ดขาด

  • วันพฤหัสบดี

เลขดี : เลข 5 และ 9 ซึ่งหมายถึงบริวารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองให้คุณปลอดภัย โดยมีบริวารคอยล้อมรอบส่งเสริมให้ชีวิตดีมากยิ่งขึ้น

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 7 โดยเด็ดขาด

  • วันศุกร์

เลขดี : เลขที่ดีคือ 3, 6 และ 5 จะดีในเรื่อง บริวาร ศรี และมนตรี กล่าวคือ จะมีบริวารและผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือและอุปถัมภ์ รวมถึง ศรี คือเรื่องดี ๆ ที่จะส่งให้ชีวิตที่ดีกว่าเดิม

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 8 โดยเด็ดขาด

  • วันเสาร์

เลขดี : เลขดีคือ 3,6 และ 5 จะช่วยส่งในเรื่อง มนตรี ศรี และ อายุ กล่าวคือมีผู้ใหญ่ช่วยอุปถัมภ์ สุขภาพร่างกายแข็งแรง และจะช่วยดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต

เลขเสีย : ห้ามมีเลข 4 ไม่ว่าจะเป็นเลขในป้ายทะเบียนหรือในผลรวมจะดีที่สุด

เลขต้องห้ามมีอะไรเลขใดบ้าง

การเลือกเลขนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่บางครั้งเราอยากจะได้เลขมาเร็วๆ โดยไม่ได้สนใจว่าจะได้เลขอะไร ซึ่งเป็นที่สามารถเข้าใจได้ดี ในความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละคน แต่ถึงอย่างนั้นการรู้เลขต้องห้าม หรือ เลขที่ไม่ควรอยู่ด้วยกันบนป้ายทะเบียนนั้นมีอะไรบ้าง เผื่อไว้เป็นความรู้ติดตัวดีกว่าค่ะ 

1.เลขคู่ศัตรู

เลขศัตรูหมายถึง เลขที่นำมาอยู่ด้วยกัน หรือคู่กันแล้วจะส่งผลทำลายล้างต่อตนเอง เป็นเลขที่เรียกได้ว่ายิ่งกว่ากาลกิณีเสียอีก เพราะมันจะทำลายกันเอง และส่งผลให้ผู้ที่มีเลขนี้ในครอบครองรู้สึก ร้อนรุ่ม มีปัญหารุมเร้า หรือดึงดูดแต่เรื่องไม่ค่อยดีเข้าตัว

เลข 1 กับ 3 

1 คือ ดวงอาทิตย์ ไม่ถูกกับ ดาวอังคาร เป็นคู่อาฆาต จ้องจะทำลายกันมากที่สุดในบรรดาทุกเลขคู่ ใครที่มีเลขนี้ควรเลี่ยงด่วนมาก ๆ เลย

เลข 2 กับ 5

2 คือ ดวงจันทร์กับดาวพฤหัส เป็นศัตรูที่เกลียดแบบหมั่นไส้กันเบาๆ ให้พอรำคาญใจบ้าง อาจมีปัญหาเรื่องจุกจิกให้เจอบ่อย ๆ หรือเวลาขับรถอาจจะมีเรื่องหงุดหงิดใจบ้าง เป็นต้นค่ะ

เลข 4 กับ 8

4 คือดาวพุธ เป็นศัตรูกับดาว 8 ซึ่งหมายถึงการโลเล และ เจ้าอารมณ์ เวลาขับรถอาจก่อให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่ทันที ไม่รวดเร็วเพราะลังเล และมักจะโมโหหงุดหงิดง่าย

เลข 6 กับ 7

เลข 6 คือดาวศุกร์ และ 7 คือดาวเสาร์ เป็นดาวที่สร้างควาเอื่อยเฉื่อย มีความกังวล และทุกข์ใจ ใครที่มีเลขนี้ในป้ายทะเบียนอาจรู้สึกเบื่อ ๆ และมักมีเรื่องกังวลใจให้คิดถึงบ่อย ๆ ทุกข์ใจ จนรู้สึกเหนื่อยใจอยู่บ่อยๆ ก็เป็นได้

2.ดูตามวันธงชัย และ วันโลกาวินาศ

แน่นอนว่าเลขไม่ดี ทั้งกับทักษาดาวในดวงเกิด และเลขที่ไม่ดีนั้น ปกติแล้วเลขเรานี้จะส่งผลให้เราหงุดหงิดใจ เกิดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ซะมากกว่า แต่สิ่งที่จะทำให้มันยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือ ถ้าเลขของดาวนั้น ๆ ไปตกในภพไม่ดี และเป็นวันวิปโยคไปอีก จะเกิดเรื่องแย่ ๆ แบบสุด ๆ ไปเลยค่ะ 

สามารถเช็ควันธงชัยและวันวิปโยคได้ตามปฏิทินเลยค่ะ วันธงชัยหมายถึง วันที่ดีเป็นฤกษ์แห่งชัยชนะ รบกับใครก็ชนะ ส่วนวันวิโลกาวินาศคือ วันที่แย่ที่สุด ไม่เหมาะแก่การออกรถ หรือเดินทาง ยิ่งถ้าเลขทะเบียนเป็นคู่เสีย และตรงกับเลขเสียในปี ๆ นั้น จะทำให้เรื่องแย่เกิดแบบทวีเลยล่ะค่ะ

3.เลขหาม

เลขหามคือ เลขที่ซ้ำกันสองตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ห้ามเลขหามเพราะว่า มันแปลเหมือนว่ากำลังหามโลงหรือหามร่างนั่นเอง และเลขหามที่ควรเลี่ยงมากที่สุดคือเลข 1 ทั้งหน้าและหลัง เพราะเลข 1 เหมือนคน ถ้าเป็น 1 ทั้งหน้าและหลัง ก็เหมือนคนแบกหามเลยค่ะ  

สามารถหาป้ายทะเบียนมงคลได้ยังไง

การเลือกป้ายทะเบียนมงคลมีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่

  1. จองกับศูนย์บริการที่ซื้อรถ

การเข้าไปจองกับศูนย์บริการรถยนต์ให้ช่วยเลือกเลขทะเบียนให้ การเลือกเลขทะเบียนแบบนี้ มักจะไม่มีค่าใช้จ่าย หากเลขที่คุณเลือกไม่ใช่เลขสวย หรือ เลขตองสามตองสี่ อย่างที่ต้องนำมาประมูลกัน 

  1. การจองผ่านหน้าเว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก 

ซึ่งแน่นอนว่าจะจองขั้นตอนนี้ได้ คุณต้องมีการออกรถเป็นของตัวเองแล้ว จึงจะสามารถทำเรื่องขอเลือกป้ายทะเบียนมงคลได้ แต่นั่นไม่รวมถึงป้ายแดงที่คุณจะได้ในตอนต้น เพราะป้ายแดงจะเป็นป้ายของทางศูนย์บริการรถยนต์

  1. ลงเงินเพื่อซื้อป้ายทะเบียนจากการประมูล

ลงประมูลซื้อ-ขาย เลขป้ายทะเบียนรถยนต์ผ่านหน้าเว็บไซต์ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยจะมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักสิบล้านให้ได้เลือกกันเลยทีเดียว มีเลขหลากหลายแถมเป็นเลขที่มักจะเป็นคู่ดีที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วด้วยค่ะ

สรุปท้ายบทความ

การเลือกป้ายทะเบียนเป็นสิ่งที่คนมักให้ความสนใจ รองจากสมรรถภาพของรถยนต์ว่าดีและตอบโจทย์การขับขี่ของคุณหรือไม่ แม้จะเป็นสิ่งที่ฟังดูแล้วน่าปวดหัวในการเลือกเลข ทว่าป้ายทะเบียนเลขเหล่านี้จะอยู่กับคุณไปอย่างต่ำ 3-8 ปีเลยทีเดียว อีกอย่าง อะไรที่ป้องกันก็ควรป้องกันไว้ก่อนใช่ไหมละคะ เชื่อไว้ก่อนไม่เสียหายอยู่แล้วค่ะ 

ดังนั้นใครที่กำลังลังเลคิดว่า ถ้าซื้อรถแแล้วจะออกป้ายทะเบียนยังไง หรือ เลขอะไรดี หวังว่าบทความนี้จะมีคำตอบและมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกทะเบียนรถที่ดีและเหมาะสมกับคุณได้นะคะ ถ้าหากสนใจซื้อรถยนต์สักคัน สามารถคลิ๊กที่ปุ่มด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ 

รู้ไหม IELTS TOEIC TOEFL ต่างกันอย่างไร ?

รู้ไหม IELTS TOEIC TOEFL ต่างกันอย่างไร ?

ในปัจจุบัน การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นความสามารถพิเศษที่ใคร ๆ ก็อยากมี ด้วยสังคม ณ ตอนนี้ มีการเชื่อมการสื่อสารระหว่างประเทศเข้าหากันทั่วโลก ทำให้โลกของเราได้มีการสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษขึ้นมากมาย แต่ข้อสอบที่ได้รับการยอมรับและรู้จักกันดีก็คงจะหนีไม่พ้น IELTS TOEIC และ TOEFL ซึ่งรู้ไหมว่าการสอบทั้ง 3 แบบนี้ มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง

IELTS

IELTS หรือที่เรียกว่า International English Language Testing System เป็นการสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษอันโด่งดังของประเทศอังกฤษคือ IELTS Australia, British Council และ Cambridge English Language Assessment ผลสอบของ IELTS มักจะถูกใช้ในการยื่นเข้าศึกษาต่อต่างประเทศ ของระบบอังกฤษ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ รวมถึงใช้ในการยื่นเพื่อศึกษาต่อหรือย้ายถิ่นฐานในบางประเทศอีกด้วย

ข้อสอบ IELTS มีการทดสอบภาษาอังกฤษทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งผลสอบก็จะแยกออกเป็นทักษะทั้ง 4 ด้านนี้เช่นกัน โดยแบ่งคะแนนออกเป็น 9 ระดับ ส่วนค่าสอบของข้อสอบ IELTS นั้นอยู่ที่ 6,900 บาท (กันยายน 2563)

TOEIC

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่มักจะถูกใช้ในการสมัครงาน เพราะจุดประสงค์หลักข้อสอบนั้นมีไว้เพื่อวัดภาษาอังกฤษเชิงการสื่อสาร ซึ่งการสอบ TOEIC นั้น ถูกจัดทำโดย Educational Testing Service 

สำหรับค่าสอบของ TOEIC ในประเทศไทยอยู่ที่ 1,800 บาท (กันยายน 2563) ตัวข้อสอบจะเป็นแบบ Multi Choice หรือข้อสอบแบบปรนัยทั้งหมด 200 ข้อ 990 คะแนน มีทั้งหมด 2 ส่วน ดังนี้ 

  1. การฟัง 495 คะแนน (45 นาที) แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย ได้แก่ Photographs, Question-Response, Conversations และ Short Talks
  2. การอ่าน 495 คะแนน (75 นาที) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย ได้แก่ Incomplete Sentences, Text Completion และ Reading Comprehension 

TOEFL

TOEFL (The Test of English as a Foreign Language) ของสหรัฐอเมริกา เป็นการทดสอบระดับภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่มีจุดประสงค์ในการศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยตัวผลคะแนนจะมีอายุถึง 2 ปีเลยทีเดียว และข้อสอบ TOEFL ก็เป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรักจากทั่วโลกเช่นเดียวกัน

ข้อสอบ TOEFL มีเวลา 4 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วนละ 30 คะแนน รวมทั้งหมด 120 คะแนน โดยคะแนนเหล่านี้นั้นจะมีผลอย่างมากต่อการเข้ามหาลัยชั้นนำในต่างประเทศ และข้อสอบ TOEFL มีค่าสอบทั้งหมด 1,800 บาท (กันยายน 2563)

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือ ทำงานทั้งในและต่างประเทศ ก็ควรที่จะเข้าทำการทดสอบวัดระดับให้ถูกต้องกับจุดประสงค์ของเราให้ดี และก่อนที่จะถึงวันสอบอย่างลืมอ่านหนังสือเตรียมตัวทำข้อสอบเยอะ ๆ Kaidee มีหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้เลือกสรรมากมาย ลองเข้าไปหาดู

แจกพิกัด เด็กจบใหม่ ของาน ที่ไหนให้สมหวัง

แจกพิกัด เด็กจบใหม่ ของาน ที่ไหนให้สมหวัง

จากการแพร่กระจายของโรค COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนเกิดผลเสียด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ท่องเที่ยว และธุรกิจ ซึ่งปัญหาด้านธุรกิจนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คน เกิดปัญหาการตกงาน ทั้งเด็กจบใหม่ หรือ ถูก Lay Off ก็ยากเหลือเกินที่จะหางานตอนนี้ แต่ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล ! วันนี้เราจะมา แจกพิกัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาว่ากันว่า ของาน เมื่อไรได้แน่นอน จะมีที่ไหนบ้างไปดูกัน

พิกัด ของาน แล้วต้องได้ !

ท้าวมหาพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์

ขอบคุณรูปจาก: Supanut Arunoprayote

ในศาสนาฮินดู พระพรหมถือได้ว่าหนึ่งในองค์ตรีมูรติ ซึ่งเป็นเทพสูงสุดขอศาสนาฮินดู ซึ่งพระพรหมเป็นเทพแห่งการสร้างและใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดเพราะเป็นเทพที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ตามความเชื่อฮินดู ด้วยความที่พระพรหมมี 4 พักตร์ ทำให้มีความเชื่อว่าแต่ละพักตร์มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรัก สุภาพ การเงิน และการงาน นั่นเอง

โดยประเทศไทยก็มีสถานที่อันโด่งดังในการของานจากพระพรหมอย่าง ท้าวมหาพรหมเอราวัณ ที่ตั้งอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ใกล้ ๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์ หน้าโรงแรมเอราวัณ จนมีชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามามากมาย

สำหรับวิธีการไหว้นั้นควรไหว้วันอังคารและพฤหัสบดีช่วงเวลาค่ำ ไม่ควรไหว้ในวันพระ โดยเตรียม ธูป 16 ดอก เทียน 9 เล่ม ดอกบัว 9 ดอก น้ำ 1 ขวด ไหว้จากพักตร์ตรงกลางวนตามเข็มนาฬิกา

หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร

ถ้าหากจะพูดถึงหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลวงพ่อโสธร ก็คงเป็นอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง ศักดิ์สิทธิ์จนมีคำพูดที่ว่า ขอสิ่งไหนได้สิ่งนั้น สมหวังดั่งใจคิด ไม่ว่าจะเป็น การงาน การเงิน โชคลาภ สุขภาพ ครอบครัว แต่ห้ามขอลูก และ ขอให้ไม่ได้เป็นทหาร เชียวล่ะ

ในการไหว้หลวงพ่อโสธรนั้น ใช้ธูป พวงมาลัย หรือไข่ต้ม ขอเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน แล้วคุณจะสมหวัง !

สมเด็จพระปิยมหาราช พระบรมรูปทรงม้า

ลานพระรูปทรงม้าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอพรยอดฮิตหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ชาวไทยนิยมกราบไหวกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเรื่อง การเงิน การงาน ความรัก หรือสุขภาพ ก็ตาม

ไหว้โดยการ เตรียม ธูป 16 ดอก (ครั้งต่อไป 9 ดอก) ดอกกุหลาบสีชมพู น้ำมะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า ทองหยิบ ทองหยอด บรั่นดี ซิการ์ และข้าวคลุกกะปิ สำหรับการไหว้ แนะนำว่าควรเป็นวันอังคารเวลา 4 ทุ่มและวันพฤหัสบดีที่ถือว่าเป็นวันครู

ศาลหลักเมือง ใกล้พระบรมมหาราชวัง

ในอดีต เมื่อมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา จะต้องมีการสร้างศาลหลักเมืองซึ่งเป็นเสาคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย และจากชื่อของศาลหลักเมืองนี้เองที่ทำให้คนไทยเชื่อว่าการขอพรจากที่แห่งนี้เป็นการเพิ่มหลักความมั่นคงให้กับชีวิตในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการงานที่มีคนสมหวังมากมาย

ในการไหว้ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ทองคำเปลว /ทองคำแผ่น ดอกบัว 2 ดอก พวงมาลัย 2 พวง และผ้าแพร 3 สี ในการไหว้ โดยเริ่มจากไหว้พระที่หอพระพุทธรูปแล้วปิดทองผูกผ้าแพรที่องค์พระหลักของเมืองจำลอง นำพวงมาลัยไปถวายหลักเมืององค์จริง ถวายพวงมาลัยแก่องค์เทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด และอธิษฐานขอพรท่องคาถาบูชาองค์พระหลักเมือง ตามลำดับ

หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ

หลวงพ่อทันใจ แห่งวัดพระธาตุดอยคำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันโด่งดังประจำจังหวัดเชียงใหม่มามากกว่า 1,400 ปีในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการสร้างพระเจ้าทันใจนั้นมีการสร้างที่แตกต่างจากพระพุทธเจ้ารูปอื่น ๆ คือมีการบรรจุวัตถุมงคลและหัวใจที่คล้ายกับมนุษย์ไว้ในพระเจ้าทันใจนั่นเอง ซึ่งว่ากันว่าการขอพรเรื่องการเงิน การงาน และโชคลาภจากท่านนั้นทันใจสมชื่อเลยทีเดียว

ซึ่งในการไหว้ต้องนำพวงมาลัยดอกมะลิที่มากกว่า 50 พวงนำมาถวาย พร้อมกับบอกชื่อ นามสกุล สิ่งที่จะขออย่าละเอียดเพียงเรื่องเดียว แล้วก็อย่าลืมบอกจำนวนพวงมาลัยที่นำมาถวายด้วยนะ

ศาลพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง

พระพิฆเนศถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและสติปัญญา และศาลพระพิฆเนศที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครคือศาลพระพิฆเนศที่สี่แยกห้วยขวาง ใครที่อยากประสบความสำเร็จเรื่องการงานหรือการเรียนก็สามารถมาขอกันได้

ส่วนวิธีการไหว้ศาลพระพิฆเนศนั้นต้องเตรียมพวงมาลัยดาวเรือง เทียนสีประจำวันเกิด ผลไม้ นม และขนม ตั้งจิตอธิษฐานเพียงเรื่องเดียว นำพวงมาลัยวางไว้ที่เท้าของพระพิฆเนศ ขอพระอีกครั้ง ลูบที่เท้าทั้งหมด 3 ครั้ง กระซิบหูหนู ลูบที่หนู 3 ครั้ง ปิดหูข้างนั้น และกระซิบที่หูอีกครั้ง แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้น

พระตรีมูรติ

พระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเป็นการรวมตัวของ 3 เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และถึงแม้ว่าพระตรีมูรติจะเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก แต่ก็มีคนมากมายนิยมมากกราบไหว้ขอพรทั้งเรื่องความรัก และหน้าที่การงานกันที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เลย

ซึ่งในการไหว้นั้นควรไหว้วันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น ผู้ไหว้ต้องเตรียมธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง 1คู่ (ถ้าคนที่มีคู่ให้เทียบวางติดคู่กัน) ดอกกุหลาบแดง 9 ดอก ผลไม้สีแดง น้ำอ้อย และนมสด (ห้ามถวายอาหารคาวเด็ดขาด) มาพนมมือพร้อมดอกกุหลาบและธูปในมือ เพื่อขอพรเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน และถวายของอื่น ๆ ตามมา 

ใครที่อ่านกันแล้วอยาก ของาน และขี้เกียจไป ก็ลองเข้ามาหาซื้อของดี ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นที่พึ่งทางกายติดตัวที่ Kaidee ดู ที่นี่มีให้เลือกแน่นอน แล้วคุณจะโชคดี

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !

ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?

น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ

โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่

ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้

ตรวจเช็กรถ น้ำมันเครื่อง
ตรวจเช็กรถนขอบคุณรูปจาก: StockSnap

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า

ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ

ยางรถ

การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง

วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่

ระบบระบายความร้อน

เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้

ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ

ระบบแอร์

การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร

เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง

เบรก

เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด

ระบบไฟ

ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่

ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่

ตรวจเช็กรถ ไฟ
ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainPictures

แบตเตอรี่

ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง

ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด

ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว

นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน

วิธีเลือกรถอเนกประสงค์ ตอบโจทย์สายลุยต้องดูอะไรบ้าง

วิธีเลือกรถอเนกประสงค์ ตอบโจทย์สายลุยต้องดูอะไรบ้าง

ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ว่าจะเป็น ลุยเข้าป่า ฝ่าขึ้นเขา พิชิตดอยต่าง ๆ นั้นกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ผู้เดินทางนั้นได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปพร้อม ๆ กับความสวยงามแบบที่หาดูได้ยาก

แต่ทว่า การจะไปสถานที่เหล่านั้นช่างไปได้ลำบากเสียเหลือเกิน!! สายลุย ๆ บุก ๆ คงมีทางเลือกไม่มากนัก อย่างหาซื้อรถอเนกประสงค์สายลุยสักคัน เพื่อที่จะพาไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและหมดห่วง วันนี้จะพามาดูกันว่ารถยนต์สายลุยที่จะสามารถตอบโจทย์นั้นควรต้องดูอะไรกันบ้าง

รถยนต์อเนกประสงค์สายลุย คือ?

หลาย ๆ คนอาจจะงง ๆ ว่าเอ๊ะ!! “รถยนต์ที่ทั้งอเนกประสงค์และยังเป็นรถที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ทุกที่เนี่ย” มันมีรถยนต์แบบนี้อยู่จริงๆเหรอ??

คำตอบนั่นก็คือ รถยนต์ SUV แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมองๆดูแล้ว รถเหล่านี้ดูไม่น่าจะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้เท่าไรนัก แต่หากลองสังเกตบางรุ่นดูดีๆแล้ว จะพบได้ว่าที่โบรชัวร์ของรถหรือว่าจะข้างๆตัวรถนั้นจะมีคำว่า 4WD, AWD หรือ 4×4 ซึ่งเป็นคำที่บ่งบอกว่าสามารถขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ ที่ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ในท้องถนนหรือพื้นผิวที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ รถยนต์ SUV นั้นก็มีการขับเคลื่อนอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้

1. 2WD (Two-Wheel Drive)

รถยนต์ขับเคลื่อแบบ 2WD หรือที่เรียก ๆ กัน ก็คือ รถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นย่อย ๆ อีก 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  • Front-Wheel Drive (FWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อข้างหน้า ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจุบันนั้นมักใช้ระบบการขับเคลื่อนแบบนี้ ซึ่งการขับเคลื่อนล้อหน้านั้นจะช่วยให้รถยนต์มีแรงยึดเกาะถนนได้มากขึ้นนั่นเอง
  • Rear-Wheel Drive (RWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อหลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากนั้นจะเป็นรถยนต์ระบบไฮเอนด์ หรือรถยนต์ที่ใช้สำหรับแข่งขันดริฟในสนาม

2. 4WD (Four-Wheel Drive)

เป็นระบบการขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ ๆ ระหว่าง 4WD กับ AWD ซึ่งทั้งสองนี้มีความแตกต่างอยู่เพียงเล็กน้อย แต่จะขอเล่าในส่วนของ 4WD หรือที่เรียก ๆ กันว่า 4×4 ก่อน มันคือ การขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เอาไปขับขี่สำหรับการเดินทางแบบ Off-Road เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจผิดกันว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อกดปุ่มเปลี่ยนให้ขับเป็น 4 ล้อเท่านั้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท

  • Part Time คือ การปรับระบบให้เป็นใช้รถยนต์ได้ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อได้ โดยที่หากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆนั้น จะมีเกียร์แยกมาให้ใช้ระหว่างขับ 2 ล้อ กับ 4 ล้อ อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันนั้นมีการปรับเปลี่ยนมาให้ใช้เพียงแค่กดปุ่นสลับไปมาเท่านั้น
  • Full Time คือ การขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้ออยู่ตลอดเวลา ที่จะช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีและมีความปลอดภัยสูง หรือที่รู้จักกันในคำว่า AWD (All-wheel Drive) ในปัจจุบันนั่นเอง

ต้องดูอะไรบ้างก่อนเลือกรถยนต์สายลุย

การเลือกรถยนต์ในแต่ละครั้ง ก่อนที่จะมั่นใจได้ว่าจะซื้อคันไหน ผู้ขับขี่ควรจะต้องมองหารถที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เข้ากับการใช้งานส่วนใหญ่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการเลือกรถยนต์ ให้สามารถลุยไปที่ไหนก็ได้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้างก่อนที่จะเลือก

1. ดูจากระบบขับเคลื่อนของรถ

อย่างที่ได้บอกไปถึงเรื่องระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ในข้างต้นก่อนหน้านี้ การที่จะเลือกรถสำหรับลุย ๆ ไปในที่ที่มีพื้นถนนขรุขระ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขา ลงห้วย ไต่หน้าผา หรือผ่านน้ำ ย่อมจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมองหา และสอบถามว่ารถยนต์คันนั้นสามารถขับแบบ 4WD หรือมีโหมดสำหรับขับขี่แบบ Off-Road หรือไม่ ก่อนการเลือกซื้อ 

2. ดูจากความสูงและจุดที่ต่ำที่ของตัวรถ

เนื่องจากว่าการไปลุยในแต่ละที่นั้น ย่อมมีอุปสรรคมากมาย รวมไปถึงอาจจะต้องขับผ่านบริเวณที่เป็นโขดหินขนาดสูง ดังนั้นการเลือกรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับสายลุยนั้น จะต้องคำนึงถึงความสูงของตัวรถเองและดูว่าส่วนที่ต่ำที่สุดของรถนั้นอยู่ตรงไหน สามารถผ่านโขดหินเหล่านั้นได้หรือไม่

3. ดูจากสภาพของพื้นที่ที่จะเดินทางไป

การศึกษาเส้นทางหรือศึกษาเส้นทางก่อนที่จะเริ่มเดินทางนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยความที่รถที่เราจะเลือกซื้อเพื่อไปเดินทางของเรานั้นเป็นรถยนต์อเนกประสงค์หรือรถยนต์ SUV เท่านั้น ไม่ใช่รถยนต์ที่ถูกผลิตมาเพื่อขับ Off-Road โดยตรง ดังนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นได้ที่รถของเรานั้นจะขับผ่านได้ และมีฟังก์ชันในการขับไปด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ได้

  • การไต่เขา คือ การขับรถนั้นขึ้นเนินชัน และใต้ท้องรถนั้นอาจจะต้องปะทะกับเนินถ้าหากเขานั้นมีความความชันสูง
  • การคร่อม คือ การที่รถยนต์นั้นคร่อมอยู่ระหว่างหลุมหรือพื้นที่ที่มีพื้นสูงเหนือล้อรถ ซึ่งอาจจะทำให้รถนั้นติดและไม่สามารถขยับได้นั่นเอง

4. ดูจากความสามารถในการลุยน้ำ

รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาผลิตนั้น ย่อมมีความสามารถในการป้องกันและลุยน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึกถึงว่า สามารถลุยไปในน้ำได้ลึกขนาดไหน เพราะในบางครั้ง ก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเส้นทางที่เราไปนั้นจะต้องผ่านทางน้ำหรืออาจจะต้องผ่านเส้นทางน้ำจากเหตุไม่คาดฝันก็เป็นได้ เรื่องนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะดูก่อนเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์สายลุย 

5. ดูจากกำลังของตัวรถยนต์

การเลือกรถยนต์ที่สมรรถนะและพละกำลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างใด เพราะการขึ้นเขาหรือการไต่เขานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เกียร์ต่ำและมีกำลังของรอบเครื่องที่สูง เพื่อที่จะให้รถนั้นมีกำลังมากพอที่จะสามารถผ่านในจุดนั้นไปได้อย่างง่ายดาย

6. ดูจากการดูแลรักษา

การเดินทางแบบผจญภัยสายลุยนั้นย่อมต้องแลกมาพร้อมกัน การที่รถต้องมีความเสียหายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเลือกยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ที่สามารถหาอู่ซ่อมและซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ง่าย ย่อมดีกว่าในเรื่องของการบำรุงรักษาในระยะยาว

สรุปท้ายบทความ

การเดินทางใด ๆ ย่อมต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี การเลือกซื้อรถก็เช่นเดียวกัน หากเราจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน คงต้องมองแล้วว่ารถคันนี้จะสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม และคุ้มค่ามากที่สุด

โดยการเตรียมพร้อมที่ดีนั้นย่อมทำให้ทุกการขับขี่ปลอดภัย เพราะหากเลือกรถได้ไม่ตรงกับความต้องการ นอกจากจะขับขี่ไม่สนุกแล้ว ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางได้อีกด้วย

หากใครที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ดี ๆ สักคันที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของคุณแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เว็บที่รวมเอาไว้ซึ่งรถยนต์มากมายหลากหลายประเภทที่เหมาะต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ทุกคน