ไปทะเลทั้งที หาอะไรทำดีนะ

ไปทะเลทั้งที หาอะไรทำดีนะ

ทะเล สถานที่เที่ยวยอดฮิตของคนไทย เพราะทั้งสวยและดีต่อสุขภาพ แต่การไปเที่ยวทะเลบ่อย ๆ ก็คงจะน่าเบื่อเกินไปถ้าไม่ได้มีกิจกรรมแปลก ๆ ให้ทำ และวันนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมน่าทำที่น่าสนใจเป็นไอเดียกัน

ไอเดียกิจกรรมที่ทะเล

เล่นกีฬาให้แข็งแรง

ขอบคุณรูปจาก: TeeFarm

การเล่นกีฬาที่ทะเล ก็คงจะเป็นกิจกรรมยอดฮิตของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ได้ใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อนอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น 

วอลเลย์บอลชายหาด กีฬาสุดฮิตของสาว ๆ ดำน้ำ ทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้คุณได้เห็นโลกใต้ท้องทะเลที่ไม่เคยเห็น ขับเจ็ทสกี กีฬาเท่ ๆ ของนักบิด และ ว่ายน้ำ เล่นในท้องทะเลให้ตัวเปียก นอกจากนี้ การ แล่นเรือใบ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่คุณสามารถโลดแล่นไปในท้องทะเลไปอย่างเย็นสบาย แค่นี้คุณก็จะได้ทั้งความสนุกและสุขภาพที่ดีกลับไปด้วย

กิจกรรมทางน้ำสุดมันส์

ขอบคุณรูปจาก: Arief Sulung

สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นหวาดเสียว ในท้องทะเลนั้นก็มีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เราได้เลือกสรรเพิ่มอะดรีนาลีนในตัวคุณกันทั้ง

ขี่บานาน่าโบ๊ท กิจกรรมที่สามารถหาเล่นได้ง่ายตามชายหาดต่าง ๆ เพราะเล่นได้กับกลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่ม ตกน้ำเปียกปอนกันไป พายเรือแคนู กิจกรรมสบาย ๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะ แต่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่กับตัวเองกลางมหาสมุทร เล่นพาราเซล กิจกรรมสุดหวาดเสียวที่คุณจะมีความรู้สึกเหมือนนกบินอยู่บนอากาศ หรือจะ ลอยห่วงยาง บนฟลามิงโกสีชมพูน่ารักสดใสแบบสบาย ๆ ก็สนุกได้เช่นกัน

กิน กิน กิน แล้วก็ กิน !

ขอบคุณรูปจาก: Free-Photos

ส่วนครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนสายกิน เราก็มีกิจกรรมริมทะเลที่ช่วยสร้างความสนุกสนานให้กับคุณได้อย่างหลากหลายสไตล์ 

จะ ปิกนิก ใส ๆ กินอาหารยามว่าง อาหารมื้อใหญ่บนผ้าใบผืนเดียวกัน หรือจะ บาร์บีคิว ปิ้งกุ้ง หอย ปู ปลา ร้อน ๆ สด ๆ บนเตาหอม ๆ คู่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ รอบกองไฟก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจให้คุณได้สนุกไปกับผองเพื่อนและคนรอบตัว

สร้างคอนเทนต์

ขอบคุณรูปจาก: Free-Photos

แต่ถ้าคุณเป็นสายโซเชียล การมาเที่ยวทะเลก็สามารถทำให้คุณสนุกไปกับมันได้ด้วยการสร้างคอนเทนต์อัปเดตบนโซเชียลอย่าง

ถ่ายรูป วิวทะเลสวย ๆ ยามเย็นลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยชุดว่ายน้ำแซ่บ ๆ โชว์หุ่นของคุณ และถ้าคุณอยากอัปเดตความเป็นไปก็สามารถทำได้ด้วยการ ถ่ายสตอรี่ ให้เพื่อน ๆ รับรู้ว่าคุณได้มาเที่ยวทะเลสวยพร้อมใส่ข้อความเก๋ ๆ แต่ถ้าคุณอยากหาเงินก็ ถ่าย vlog พาท่องเที่ยวทะเลอัปเดตลงยูทูปหรือโซเชียลอื่น ๆ ให้มีรายได้ระหว่างการท่องเที่ยวของคุณได้อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

เห็นไหมคะว่าการมาเที่ยวทะเลก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างที่คิด เพียงแค่คุณหากิจกรรมใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ก็สนุกได้แล้ว และถ้าใครที่ยังไม่มีแพลนเที่ยวทะเล เรามีบทความ 8 ทะเลใกล้กรุงเทพฯ ขับรถเที่ยวได้เสาร์-อาทิตย์ ! มาแนะนำ

แล้วอย่าลืมซื้อชุดว่ายน้ำสวย ๆ ไปลงทะเล ใน Kaidee แล้วคุณจะเจอชุดว่ายน้ำที่ถูกใจไปลงโซเชียลมากมาย

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน

ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?

สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน

ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ

ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?

ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
  • ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
  • ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?

ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ

ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน

หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น

ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?

หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
  • รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต

ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน

อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ

5 เส้นทางคาราวานยอดฮิตน่าขับรถเที่ยวในประเทศไทย

5 เส้นทางคาราวานยอดฮิตน่าขับรถเที่ยวในประเทศไทย

‘จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง’ คงเป็นคำพูดที่มีคนมากมายยอมรับ เพราะการสัมผัสบรรยากาศรอบข้างพร้อมกับเพื่อนร่วมทางของคุณก็ทำให้คุณมีความสุขได้แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำเส้นทางการขับรถท่องเที่ยว 5 เส้นทาง ในประเทศไทยที่คุณจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

กรุงเทพฯ-นครปฐม-ราชบุรี

ถ้าไม่อยากลางาน หยุดเสาร์-อาทิตย์ ภาคกลางมีสถานที่มากมายให้ได้ขับรถท่องเที่ยวใกล้ ๆ กรุงเทพเช่นกัน

วันที่ 1 จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปยัง ตลาดน้ำดอนหวาย เดินเล่นซื้อของ แล้วสักการะหลวงพ่อที่ วัดไร่ขิง และ พระปฐมเจดีย์ ในนครปฐม แล้วเดินทางไปราชบุรี แวะเที่ยวที่ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ ซึมซับวัฒนธรรมไทย แล้วขับรถไปยังอำเภอสวนผึ้งเพื่อเข้าที่พัก

วันที่ 2 ตอนเช้าขึ้น เขากระโจม เพื่อชมทะเลหมอกอันสวยงาม แล้วกลับลงมาไป น้ำตกเก้าโจน เพื่อเล่นน้ำ แล้วไปแช่น้ำแร่ที่ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ก่อนกลับกรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ระยอง-จันทบุรี-ตราด

ภาคตะวันออก ศูนย์รวมธรรมชาติอย่างทะเล น้ำตก และภูเขาไว้ในที่เดียว มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และร้านอาหารมากมาย

วันที่ 1 ขับรถจากกรุงเทพมหานคร เข้ามาที่ จังหวัดระยอง เดินทางข้ามไปยัง เกาะเสม็ด สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของจังหวัดระยอง นอนพักที่นั่น 1 คืน

วันที่ 2 ท่องเที่ยวในเกาะเสม็ดแล้วจึงกลับมาที่ฝั่ง มุ่งหน้าไป สวนสน ชายหาดสีขาวสวยงามที่อยู่ห่างจากตัวเมืองระยอง 29 กิโลเมตร และ ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ เข้าที่พัก

วันที่ 3 เดินทางไปจังหวัดตราด แวะเที่ยวอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง ระหว่างทางแล้วขึ้นเรือข้ามไป เกาะช้าง นอนค้างบนเกาะ 1 คืน

วันที่ 4 กลับมาที่ฝั่ง ไปเที่ยวหาดบานชื่น แล้วไปที่ ตลาดนัดในบ้านหาดเล็ก ซื้อของฝาก จึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ขอนแก่น – กาฬสินธ์ุ

ตามรอยประวัติศาสตร์ของไดโนเสาร์ในภาคอีสานกับ ศูนย์การเรียนรู้ไดโนเสาร์ และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ

วันที่ 1 จากจังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าไปสักการะ พระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นพระธาตุคู่เมืองจังหวัดขอนแก่น ชมวิว ณ เขื่อนอุบลรัตน์ ลัดเลาะริมเขื่อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์ที่ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จึงเดินทางไป บึงแก่นนคร ในตัวเมืองขอนแก่นเพื่อชมวิว และเข้าที่พัก

วันที่ 2 เดินทางออกจากขอนแก่น ผ่าน เขื่อนลำปาว สวนไดโนเสาร์ และ พิพิธภัณฑ์สิรินธร หลังจากนั้นไปซื้อผ้าไหมที่ บ้านโพน ก่อนเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์

วัที่ 3 เดินทางออกจากกาฬสินธุ์ ระหว่างทางแวะ ชมวิว สะพานเทพสุดา และชมศิลปะที่ MAMAFAKA Gallery ก่อนเข้าขอนแก่น

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-แม่สะเรียง

เส้นทางยอดฮิตในภาคเหนือท่ามกลางขุนเขาอันสวยงาม บนถนนคดเคี้ยวนับพันโค้งใกล้ชายแดนไทย ให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

วันที่ 1 เริ่มต้นการเดินทางที่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปยัง อำเภอปาย โดยมีการแวะไหว้พระที่ วัดป่าดาราภิรมย์ ซึ่งเป็นอารามหลวงของจังหวัดเชียงใหม่ และแช่น้ำพุร้อนใน โป่งเดือดป่าแป๋ น้ำพุร้อนท่ามกลางธรรมชาติ นอนค้างที่อำเภอปาย

วันที่ 2 เดินทางจากอำเภอปายตอนเช้าไป ถ้ำน้ำลอด แหล่งท่องเที่ยว Unseen ของแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินทางไปที่ ปางอุ๋ง เพื่อไปนอนรับบรรยากาศสบาย ๆ

วันที่ 3 ออกจากปางอุ๋งเข้าไปที่ บ้านรักไทย หมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ท่ามกลางขุนเขา พระตำหนักปางตอง ศูนย์บริการและพัฒนาตามพระราชดำริ แล้วเข้าไปพักผ่อนที่ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

วันที่ 4 เดินทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปถ่ายรูปที่ จุดชมวิวผาบ่อง ที่มองเห็นภูเขารายล้อม ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อันกว้างขวาง และสำรวจ ถ้ำแก้วโกมล จึงเข้าที่พักใน แม่สะเรียง

วันที่ 5 แวะเที่ยวชมต้นไม้ที่ สวนสนบ่อแก้ว และ อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง ระหว่างทางกลับจังหวัดเชียงใหม่เป็นอันสิ้นสุด

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

หาดใหญ่ (สงขลา)-ปัตตานี-นราธิวาส

3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ร้านอาหาร และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของทั้งศาสนาพุทธและมุสลิม

วันที่ 1 ท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ เริ่มต้นที่ วัดช้างให้ เพื่อสักการะหลวงปู่ทวด เดินทางไปชม มัสยิดกรือเซะ ของศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี แล้วไหว้ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนเข้าที่พักในตัวเมืองปัตตานี

วันที่ 2 เดินทางไปหาดต่าง ๆ ในปัตตานี ได้แก่ หาดปะนาเระ และ หาดแฆแฆ ซึ่งเป็นหาดสำคัญในจังหวัดปัตตานี หลังจากนั้นไป หมู่บ้านปะเสยะวอ หมู่บ้านเรือกอและในอำเภอสายบุรี และ หาดนราทัศน์ และพักที่ตัวเมืองนราธิวาส

วันที่ 3 เริ่มจากการเดินทางไป วัดชลธาราสิงเห เพื่อชมสถาปัตยกรรมอันสวยงาม จึงมุ่งหน้าไปเยี่ยมชม พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และ ไหว้พระที่ วัดเขากง จากนั้นเดินทางกลับไปพักในอำเภอเขาใหญ่

วันที่ 4 ช้อปปิ้งท่องเที่ยวในตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดกิมหยง หรือ ขึ้นกระเช้าชมวิวที่ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขับรถท่องเที่ยวในประเทศไทยมากมาย เพราะเมืองไทยสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ก็น่าเที่ยวเช่นกัน และก่อนที่คุณเริ่มขับรถเที่ยว มาหารถสวย ๆ ใน Kaidee Auto มีรถพาคุณไปเรียนรู้ประสบการณ์แน่นอน

วิธีเลือกซื้อหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ แบบไหนดีไปดูกัน!

วิธีเลือกซื้อหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ แบบไหนดีไปดูกัน!

หมอนยางพารา

การนอนถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอดคืนช่วยให้เรามีวันใหม่ที่สดใส พลังเต็มเปี่ยม และร่างกายที่พร้อมสู้กับโลกภายนอกได้ คุณภาพการนอนที่ดีที่เราคู่ควรนั้นมีได้ไม่ยาก เริ่มต้นง่าย ๆ จากการเลือกเครื่องนอนที่มีคุณภาพ

‘หมอนยางพารา’ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อเอาใจคนที่กำลังมองหาเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ ต้องบอกว่าเทรนด์หมอนยางพารายังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องเพราะสรรพคุณเขาแน่นจริง

ใครที่ยังไม่รู้จักหมอนยางพารา วันนี้คือโอกาสทองของคุณแล้วค่ะ เราจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักหมอนยางพาราทุกซอกทุกมุมพร้อมวิธีเลือกหมอนยางพาราให้คุ้ม ดี มีคุณภาพกัน!

ไขข้อสงสัยหมอนยางพาราดีอย่างไร

หมอนยางพารานั้นเกิดมาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการนอนที่แท้ทรู ถ้าถามว่าเจ้าหมอนชนิดนี้ดีอย่างไร อย่ารอช้า ไปดูคำตอบกันเลยค่ะ

ลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

หมอนยางพาราออกแบบมาให้นุ่มและยืดหยุ่นกว่าหมอนที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น นุ่นหรือฝ้าย ตัวหมอนกระจายน้ำหนักได้ดี แถมช่วยผ่อนคลายศีรษะและต้นคอ ลดแรงกดทับได้ นอนสบาย ไม่ต้องห่วงจะปวดเมื่อยคอ

ตัวช่วยลดอาการกรน

หมอนยางพารามีคุณสมบัติในการกระจายน้ำหนัก จึงสามารถรองรับและปรับไปตามรูปร่างสรีระของแต่ละคนได้ คุณสมบัติข้อนี้ช่วยให้เรานอนในท่าที่ถูกต้องมากขึ้นและช่วยบรรเทาอาการนอนกรนที่เกิดจากการนอนผิดท่าหรือนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง 

หมดปัญหาไรฝุ่นกวนใจ ชาวภูมิแพ้ใช้ได้แน่นอน

หมอนยางพาราจะมีรูระบายรอบใบเพื่อป้องกันไม่ให้อับชื้น เกิดเป็นเชื้อรา นอกจากนี้ไรฝุ่นยังไม่สามารถแฝงตัวอยู่ในยางพาราได้ เรียกว่าปลอดภัยหายห่วง เหมาะกับคนเป็นภูมิแพ้อย่างยิ่ง

ช่วยลดความเครียดได้

ความเครียดเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เรานอนหลับไม่สบาย เจ้าหมอนยางพาราสามารถช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ช่วยลดอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า และตึงเครียดได้ 

เลือกซื้อหมอนยางพาราอย่างไรไม่ให้พลาด  

ดูจากสรรพคุณเหลือล้นของหมอนยางพาราแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมัยนี้ถึงมีหมอนยางพาราผลิตออกมาให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ แต่ยิ่งมีช้อยส์เยอะ อาจจะยิ่งปวดหัวเลือกไม่ถูกไปกันใหญ่ เราเลยขอรวบรวมทริคการเลือกซื้อหมอนยางพาราที่ดีและมีคุณภาพมาฝาก 

เลือกหมอนยางพาราที่เหมาะกับความต้องการ

หมอนยางพาราแบบแท่ง

หมอนประเภทนี้จะทำจากยางพาราชนิดแท่ง มาพร้อมรูระบายที่สามารถป้องกันการอับชื้นได้ดี มีหลากหลายรูปร่าง สามารถเลือกให้เข้ากับความต้องการได้ เช่น แบบที่มีปุ่มสำหรับกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต 

หมอนยางพาราแบบฉีก

หมอนประเภทนี้คือการนำยางพารามาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยยัดไส้หมอน ข้อดีของหมอนยางพาราแบบฉีกคือเราสามารถปรับระดับความแน่นของหมอนยางพาราเองได้ ถ้ารู้สึกว่าหมอนแน่นหรือแข็งเกินไปก็เอาออก นอกจากนี้ยางพาราชิ้นเล็ก ๆ ช่วยกระจายแรงกดทับได้ดียิ่งขึ้น

หมอนยางพาราแท้ควรเป็นสีขาวครีม/ขาวนวล/ขาวเหลือง 

หมอนยางพาราที่ดีมีคุณภาพควรมีสีขาวครีม ขาวนวลไปจนถึงอมเหลืองนิด ๆ หากมีสีเหลืองเกินไปอาจจะแปลว่าในกระบวนการผลิตใช้ความร้อนเกินกำหนด หรือมีการนำยางเก่าและวัสดุแปลกปลอมอื่นมาผสม แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาการผลิตหมอนยางพาราแท้ให้มีสีขาวแล้ว

ผิวสัมผัสเนียนไม่มีรอยเปื่อยยุ่ยเป็นขุย

หมอนยางพาราที่ดีไม่ควรเป็นขุยและมีรอยเปื่อยยุ่ย ถ้าหมอนที่เล็งไว้มีลักษณะแบบนั้น เป็นไปได้ว่าจะเกิดจากการใช้สารเคมีหรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยให้หมอนเซ็ตตัวแข็งเกินไป หมอนแบบนี้จะมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร

ยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี

หมอนยางพาราที่ดีต้องยืดหยุ่นและคืนตัวได้ฉับไว ก่อนซื้อควรทดลองบีบหรือกดทับเพื่อทดสอบว่าเจ้าหมอนที่ว่าคืนตัวได้รวดเร็วหรือไม่ ถ้าใช่แปลว่าเป็นหมอนที่ช่วยกระจายและรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี 

ของแท้ต้องมีกลิ่นยางพารา

หมอนทำจากยางพาราก็ต้องมีกลิ่นยางพารา หมอนยางพาราแท้ 100% ควรมีกลิ่นยางพาราอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ใครเพิ่งเข้าวงการหมอนยางพารา อาจจะไม่คุ้นเคยกลิ่นนี้ ถ้าดมแล้วรู้สึกว่ากลิ่นแรงไป ก็สามารถนำไปตากไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสัก 1 – 2 วัน

หมอนยางพาราที่ดีควรหนักเกิน 1.3 กิโล

เนื้อยางพาราจะน้ำหนักค่อนข้างเยอะกว่าวัตถุดิบอื่น ๆ หมอนยางพาราที่มีน้ำหนักเบาอาจจะเป็นยางพาราแบบสังเคราะห์ คือใช้น้ำยางพาราธรรมชาติผสมสารอื่นเพิ่มเข้าไป ดังนั้นหมอนยางพาราแท้ควรมีน้ำหนักประมาณ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไป

วิธีดูแลรักษาหมอนยางพารา

รู้ไหมคะว่าหมอนยางพารามีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก ๆ ถึง 8 – 10 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ต้องดูแลเก็บรักษาหรือใช้งานอย่างระมัดระวัง วันนี้เรามีทริคการดูแลหมอนยางพาราที่ช่วยให้เจ้าหมอนอยู่คู่เตียงเราอย่างมีคุณภาพไปนาน ๆ มาแบ่งปันกันด้วย ไปตามอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

ห้ามซักหรือแช่น้ำทิ้งไว้

ไม่ควรนำไปแช่น้ำทิ้งไว้หรือซักด้วยเครื่องซักผ้าเพราะจะทำให้หมอนยางพาราเสียรูปทรง วิธีการดูแลรักษาง่าย ๆ เลยคือใช้ผ้าเช็ดน้ำบิดให้หมาดแล้วเช็ดทำความสะอาดตามจุดที่สกปรก หลังจากนั้นก็นำผ้าแห้งมาเช็ดซับความชื้นส่วนเกินออก 

อย่านำไปตากแดด

แดดถือเป็นศัตรูคู่อาฆาตของหมอนยางพาราเลยทีเดียว หากนำไปตากแดดตรง ๆ จะทำให้เจ้าหมอนยางพาราของเราเหลืองไวและเปราะง่าย หากต้องการตากให้แห้ง ควรตากไว้ในที่ที่ไม่ต้องโดนแสงแดดโดยตรง 

สรุป

หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพเป็นไอเทมในการนอนหลับพักผ่อนอย่างหนึ่งที่คนนิยมชมชอบ คุณประโยชน์ของเจ้าหมอนยางพารามีมากมาย ทั้งช่วยลดอาการนอนกรน อาการปวดคอบ่าไหล่ ความเครียด แถมยังเป็นมิตรต่อคนที่เป็นภูมิแพ้เพราะไม่มีไรฝุ่นมาคอยกวนใจอีกด้วย

การเลือกหมอนยางพาราให้ได้ของดี มีคุณภาพ และตอบโจทย์ก็ไม่ยาก เพียงแค่เราต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นยางพาราแท้ รวมทั้งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี 

การดูแลรักษาหมอนยางพาราให้อยู่กับเราไปได้นาน ๆ คือการหลีกเลี่ยงไม่นำหมอนไปแช่น้ำหรือตากแดดโดยตรงเพราะจะทำให้ยางพาราเสื่อมสภาพไว เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถหนุนเจ้าหมอนยางพาราได้นานแสนนาน

ใครอ่านแล้วรู้สึกว่าต้องมีหมอนยางพาราไว้ติดเตียงสักใบไหมคะ ถ้าใช่ แวะเข้าไปที่ Kaidee ได้เลยค่ะ เรามีหมอนยางพาราหลากหลายยี่ห้อให้เลือกเลย ซื้อมาหนุนกันแล้ว คุณภาพการนอนดีขึ้นขนาดไหน อย่าลืมมารีวิวให้ฟังกันด้วยนะคะ 

ระบบดรัมเบรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมถึงต้องรู้!

ระบบดรัมเบรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมถึงต้องรู้!

พูดถึงเรื่องเบรกแน่นอนว่า เป็นปัญหาระดับชาติสำหรับการใช้รถยนต์ เพราะหากเบรกทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาคือ ความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ นั่นทำให้การใส่ใจในการใช้ รวมถึงมั่นตรวจเช็คระบบเบรกเป็นเรื่องสำคัญ

ระบบดรัมเบรกคืออะไร

ระบบดรัมเบรกเป็นระบบการทำงานของเบรกชนิดหนึ่ง มักจะพบได้ในล้อรถยนต์คู่หลังของรถยนต์สมัยใหม่ แต่ก่อนเบรกแบบดรัมเบรกจะเป็น ระบบเบรกหลักยอดนิยมในรถยนต์รุ่นก่อน ทว่าในสมัยนี้มีดิสก์บรก ที่สามารถตอบโจทย์ได้การทำงานได้ดีกว่า จึงนำดิสก์เบรกเข้ามาใช้กับล้อคู่หน้า และให้ดรัมเบรกอยู่ในล้อคู่หลังแทน 

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 

1.ดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม

ดรัมเบรกลักษณะนี้ เหมาะกับการใช้กับล้อรถยนต์คู่หน้า เพราะล้อรถคู่หน้าต้องรับแรงและน้ำหนักมากที่สุดในการเบรกแต่ละครั้ง ระบบนี้ที่มีข้อดีในเรื่องของ แรงที่ใช้เหยียบเบรกไม่มาก แต่รถสามารถหยุดได้ จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่รถยนต์หลายแบรนด์นำมาประกอบใช้ เพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่แก่ผู้ใช้

ลักษณะเด่นของก้ามปูนี้ คือการที่ตัวผ้าเบรกทั้ง 2 อัน จะอยู่ในรูปทรงที่สามารถจับประกบฝาครอบเบรกได้ด้วยตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดีมากยิ่งขึ้น

2.ดรัมเบรกก้ามปูนำและก้ามปูตาม

สาเหตุของดรัมเบรกชนิดนี้มาจากที่ ถึงแม้ทางตรงระบบก้ามปูนำ 2 ก้าม จะสามารถทำงานได้ดีอย่างมากก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์ต้องขึ้นไปบนทางลาดชัน หรือ ถอยหลัง ตัวดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม มักจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 

ทางผู้ผลิตหลายคน จึงนำระบบดรัมเบรกก้ามปูนำและก้ามปูตาม ไปใช้ในล้อหลังของรถยนต์ที่รับภาระหนัก หากอยู่บนทางลาดหรือตอนถอย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการเบรกที่ดี โดยระบบนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันว่า “ฝักนำกับฝักตาม” ซึ่งสามารถทำงานได้ดีทั้งเดินและถอยหลัง ไม่แพ้ตัวดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม

ระบบดรัมเบรกทำงานอย่างไร

การทำงานของเบรกชนิดนี้จะเริ่มจากที่ เมื่อคุณเหยียบเบรก ตัวระบบไฮดรอลิค จะส่งพลังงานไปยังปั๊มที่อยู่ด้านหลังของตัวดรัมที่เป็นฝาครอบอีกที เพื่อให้ปั๊มนั้น ดันผ้าเบรกที่เป็นก้ามปูทั้งสองด้าน เข้าไปจับกับฝาครอบเบรกให้ดันไปติดล้อ เพื่อหยุดการชะลอการเคลื่อนไหวลง 

เมื่อคุณปล่อยเบรกแล้ว ตัวสปริงและลวดจะเป็นตัวที่ช่วยดึงให้ผ้าเบรกกลับมาที่เดิม เพิ่มประสิทธิภาพในการขยับล้อได้ดีขึ้น หากคุณต้องการออกตัวในทันที เช่นเดียวกันกับ การดึงเบรกมือขึ้น ตัวฟันเฟืองที่เป็นตัวครอบลวดจะถูกหมุนออกให้ ลวดขยายตัวดันผ้าเบรกไปชิดฝาครอบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ล้อมีการล็อกเกิดขึ้น

ข้อดีของดรัมเบรก

1.เหยียบเบาก็เบรกอยู่

ข้อแรกที่เป็นจุดเด่นของระบบเบรกแบบนี้คือ การแตะเบรกไม่แรง ไม่ลึก ก็สามารถหยุดรถไว้ได้อยู่หมัด เพราะว่าตัวระบบดรัมเบรก หรือฝาครอบดรัม เป็นจุดที่อยู่ใกล้กับตัวล้อและยึดกับดุมล้อ ทำให้เวลาเบรกสามารถชะลอรถได้อย่างง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ

2.ไม่ต้องใช้หม้อลมเบรก

หม้อลมเบรกเป็นสิ่งที่มีสำหรับรถยนต์ ใช้ในระบบดิสก์เบรก เพื่อเพิ่มแรงกำลังให้ตัวเบรกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเดียวกันกับข้อดีข้างต้น เพราะตัวระบบดรัมเบรกอยู่ใกล้และสามารถจับกับตัวฝาครอบเบรกได้ด้วยตัวเอง จึงทำไม่ต้องใช้หม้อลมเบรกพื่อส่งแรงเหมือนดิสก์เบรก

3.เหมาะกับรถที่มีน้ำหนักเยอะ 

ดรัมเบรกเป็นเบรกที่เวลาแตะครั้งหนึ่ง ตัวผ้าเบรกก็ถูกดันไปติดกับฝาครอบเบรก เพื่อหยุดล้อได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมาก จึงมักถูกนำไปใช้กับรถยนต์ประเภทกระบะ หรือ รถบรรทุก ที่มีน้ำหนักเยอะ 

เน้นประสิทธิภาพในการหยุดและจับฝาครอบเบรกได้อย่างแน่นหนา รวมถึงผ้าเบรกที่มีขนาดหนา เพื่อรองรับแรงเสียดสีที่ก่อให้เกิดความร้อนนั่นเอง

4.มีระบบปิดที่ดี ทำให้ไม่ต้องดูแลรักษาบ่อยนัก

หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น ตัวระบบดรัมเบรกมีหน้าตาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าให้ลองนึกถึงนาฬิกาที่มีฝาครอบและหน้าปัด บดบังฟันเฟืองและการทำงานของเข็มไว้ด้านใน 

ระบบดรัมเบรกก็เป็นอย่างเดียวกัน ด้านในลึกลงไป หลังฝาครอบเบรก จะมีตัวผ้าเบรก สปริง ปั๊มไฮดรอลิค ที่คอยทำหน้าที่ชะลอรถให้เรา ซ่อนอยู่นั่นเอง

ข้อเสียของดรัมเบรก

1.ไม่มีการระบายความร้อน

เมื่อเกิดการเบรก แน่นอนว่าต้องเกิดแรงเสียดสีขึ้นจนกลายเป็นความร้อน ซึ่งความร้อนอย่างต่ำคือ 400F ที่เกิดขึ้นกับระบบเบรก หรือตัวผ้าเบรก หากเป็นในดิสก์เบรก ปัญหาความร้อนนี่จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะตัวดิสก์จะมีการเจาะรูระบายอากาศอยู่ตลอด ทำให้อากาศสามารถเข้าไปทำให้ผ้าเบรกเย็นลงได้ 

เมื่อไม่มีการระบายความร้อน ปัญหาที่ตามมาคือผ้าเบรกไหม้ หรือ ตัวดรัมเบรกมีความร้อนเกินไปจนเบรกทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเกิดผ้าเบรกไหม้จนหมด จะกลายเป็นเบรกไม่อยู่เลยทีเดียว  

2.ตอบสนองค่อนข้างช้า

เพราะการเบรกชนิดนี้เป็นการส่งกำลังจากเบรกโดยตรง และให้ไปจับกับตัวล้อ จะมีการตอบสนองช้ากว่าการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่ ก้ามปู หรือ คาลิปเปอร์ เพื่อหยุดจานเบรก (ดิสก์เบรก) 

จึงทำให้การเบรกในแต่ละครั้ง อาจจะต้องรั้งรอจังหวะ เพื่อให้ตัวผ้าเบรกไปจับฝาครอบเบรก ก่อนจะเกิดแรงเฉื่อยเพื่อชะลอรถ

3.ระบายน้ำได้ไม่ดี

หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง เข้าไปยังล้อ แน่นอนว่าระบบเบรกย่อมได้รับผลกระทบ เพราะว่าเมื่อนำเข้าไปจะทำให้ผ้าเบรกเปียก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พอผ้าเบรกเปียกก็จะทำหน้าที่จับฝาครอบเบรกได้ไม่ดีนัก 

แต่หากเป็นดิสก์เบรกที่พัฒนามาให้สามารถระบายอากาศ และรับอากาศเข้าไปเมื่อเปิดที่ปัดน้ำฝน ทำให้ผ้าเบรกแห้งเร็วขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

4.ดูแลรักษายาก 

ข้อดีคือ การไม่ต้องดูแลรักษาบ่อย แต่ก็มีข้อเสียคือการดูแลรักษายากกว่าปกติด้วยเช่นกัน เพราะกว่าจะทำการแงะตัวฝาครอบดัมเบรกออกมา และตรวจสอบดูกลไกการทำงานว่าปกติดีมั้ย นั่นจะต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญคอยเช็คดู และต้องคอยประกอบรายละเอียดชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลับให้พอดีอีกด้วย 

ความแตกต่างระหว่างดรัมเบรกและดิสก์เบรก

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของความแตกต่างระหว่างสองตัวนี้คือ คือ รูปลักษณ์ และ ระบบการทำงาน

1.รูปลักษณ์

ในเรื่องของรูปลักษณ์ อย่างที่ได้อธิบายไปว่า ระบบดรัมเบรกจะเป็นตัว ฝาครอบเบรก ด้านหลังมีระบบไฮดรอลิค พร้อมกับลวด สปริง และผ้าเบรก วางเรียงอย่างเป็นระบบอยู่ที่ด้านหลัง โดยการทำงานจะเป็นการดันผ้าเบรกให้ไปจับกับตัวฝาครอบเบรก เพื่อชะลอล้อ

ขณะที่ของตัวดิสก์เบรก จะเป็นรูปร่าง จานเบรก ที่มีคาลิปเปอร์หรือก้ามปูคอยจับตัวจานไว้อยู่ โดยบริเวณคาลิปเปอร์นั้นจะมีการส่งพลังงานน้ำมันมาเพื่อให้เกิดการเบรก

2.ระบบการทำงาน

การทำงานของดรัมเบรก ใช้การส่งพลังงานผ่านตัวปั๊มไฮดรอลิค ให้ดันยืดสปริงออกไป จนผ้าเบรกไปจับกับฝาครอบเบรก และนำไปสร้างแรงเฉื่อยให้กับล้อ จนกว่าจะเกิดการหยุดของล้อนั่นเอง

ในส่วนของการทำงานตัวดิสก์เบรก จะทำงานโดยให้ตัวพลังงานน้ำมันจากเครื่องยนต์ส่งแรงไปยัง คาลิปเปอร์หรือก้ามปู เพื่อให้ไปบีบจับกับตัวจานเบรกที่กำลังทำงานอยู่ โดยเมื่อบีบเข้ากับตัวจานเบรกแล้ว จานเบรกจะส่งแรงผ่านแม็กซ์ไปหยุดการเคลื่อนไหวของล้อ จนเกิดเป็นการชะลอรถยนต์ขึ้น

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่คิดว่าการดูแลรถยนต์เป็นเรื่องยาก แนะนำว่า ให้ทุกคนขยันนำรถเข้าไปเช็คระยะที่ศูนย์ตามเวลาที่กำหนดอย่างตรงเวลาจะดีที่สุด เพราะผ้าเบรกควรได้รับการเปลี่ยนและเช็คอยู่ทุกปี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผ้าเบรกไหม้ หรือ บางจนหมด นั่นอาจหมายถึงอุบัติเหตุที่จะตามมาได้จากการเบรกไม่อยู่ค่ะ

การเปลี่ยนดรัมเบรกหรือจานเบรกเอง หากไม่ให้ทางศูนย์เปลี่ยนให้ ก็ให้ทางอู่ซ่อมผู้ชี่ยวชาญเป็นคนดูแลให้ก็ได้ค่ะ หรือใครที่อยากซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองก็สามารถดูได้ที่ Kaidee เลยค่ะ