สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

เมื่อถึงเวลา Say Goodbye งานเก่า เชื่อว่าหลายๆคนคงเริ่มเตรียมตัวกับการสัมภาษณ์งานที่จะมาถึง แต่งานในฝันใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ดังนั้นการมีทริคสัมภาษณ์งานเล็กๆน้อยๆ เป็นคู่มือก่อนถึงสนามจริง ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี รับรองได้งานแน่นอน !

ทำความรู้จักองค์กรที่สมัคร

สิ่งแรกเลยก็คือ คุณควรทำความรู้จักองค์กรให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจ ประวัติต่างๆ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นเวลาสัมภาษณ์ อีกทั้งยังทำให้ตัวคุณดูเหมือนคนเตรียมตัวและใส่ใจรายละเอียดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ คุณสามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัท หรือจะเป็นโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆของบริษัทก็ได้

เข้าใจตำแหน่งงาน

รู้จักองค์กรแล้ว อย่าลืมทำความเข้าใจ “ตำแหน่งงาน” ที่ตนเองสมัครไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าคุณสามารถทำงานนั้นๆได้จริง อีกทั้งยังเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งคุณและนายจ้าง เพราะคงไม่มีใครอยากสัมภาษณ์คนที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานหรอก จริงไหม ?

สร้าง Rapport

Rapport คือการสร้างความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ซึ่งก่อให้เกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ อย่าลืมที่จะสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนเสียงนุ่มแต่ชัดเจน หรือแม้แต่ภาษากายต่างๆ เช่น การยิ้ม การสบตาผู้สัมภาษณ์ เป็นต้น

ลองตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อฝึกฝน

ตั้งคำถามที่คาดว่าน่าจะโดนถามระหว่างสัมภาษณ์สัก 5-10 ข้อ จากนั้นลองคิดคำตอบที่เป็นตัวเอง นั่งทำแบบนี้ทีละข้อๆ จนคุ้นชิน อาจจะฝึกหน้ากระจกด้วยก็ได้ เพื่อให้เห็นท่าทางของตนเองเวลาตอบคำถาม หากเป็นข้อเสียจะได้สามารถปรับปรุงได้

  • คำถามที่เจอบ่อยเวลาสัมภาษณ์
  • แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยครับ/ค่ะ
  • ทำไมคุณถึงสนใจงานนี้
  • อีก 5 ปีคุณคิดว่าคุณจะทำอะไร
  • จุดอ่อน / จุดแข็งของคุณ
  • ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า

เน้นเนื้อ ไม่เน้นน้ำ

เพราะการสัมภาษณ์มีเวลาจำกัด คุณจึงควรตอบคำถามอย่างกระชับและตรงประเด็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคิดไม่ออกให้ใช้หลักตอบตรงๆ แล้วอธิบายเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น งานมีความกดดันอยู่บ้าง เนื่องจากต้องประสานงานกับลูกค้าและคอยแก้ปัญหาในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

เป็นตัวของตัวเอง

จงเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ให้ทำตัวเหมือนอยู่บ้านหรือพูดคุยเหมือนอยู่กับเพื่อน พยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด เพื่อลดอาการประหม่าระหว่างสัมภาษณ์ ที่สำคัญอย่าพยายามแกล้งทำ เพราะฝ่ายบุคคลหรือผู้สัมภาษณ์เขาดูออก

ห้ามโกหก

ขอย้ำเลยว่าห้ามโกหกเด็ดขาด เพราะมันทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพและดูไม่น่าเชื่อถือ อย่าลืมว่าบริษัทสามารถตรวจสอบข้อมูลของคุณได้เสมอ ไม่ต้องเดาเลยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายจ้างจะตัดสินใจอย่างไร ทางที่ดีพูดความจริงออกไปจะดีกว่า แต่ถ้ากลัวว่ามันจะดูแย่เกินไปให้อธิบายเหตุผลด้วยเสมอ

เข้าช่วงมีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามท้ายๆ มักจะเป็นคำถามที่ว่า มีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม? ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะถามไม่ใช่เงินเดือนหรือสิทธิ์ใช้วันลาพักร้อน แต่ควรถามถึงเพื่อนร่วมทีม วัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน และไม่ลืมที่จะขอบคุณทุกครั้งเมื่อจบการสัมภาษณ์ เพื่อแสดงว่าคุณรู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวเลือกของการสัมภาษณ์

มื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง หลายๆคนคงมีคำถามว่า เราสามารถติดตามผลการสัมภาษณ์ได้หรือไม่ ควรรอนานแค่ไหน คำตอบคือสามารถติดตามได้ แต่ต้องใช้เวลาสักนิดประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากกระบวนการสรรหาบุคคลของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการเตรียมตัวย่อมส่งผลดีมากกว่าแน่นอน ขอให้ทุกคนได้งานในฝันสมดังใจกันนะ สู้ๆ คุณได้งาน เราก็แฮปปี้

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

ขึ้นชื่อว่า “ของเล่น” พ่อแม่บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเปลืองเงิน ไม่มีประโยชน์อื่นใดนอกจากความสนุกเพลิดเพลิน ซึ่งจริงๆ แล้วของเล่นที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นของเล่นที่แพงเสมอไป อุปกรณ์ในบ้านหลายๆ อย่างสามารถมาปรับแต่งให้เป็นของมีคุณค่าได้

งานวิจัยหลายบทความยืนยันว่า “ของเล่นเด็กที่ดี” นั้นมีประโยชน์ หากเราฝึกให้ลูกน้อยของเราเล่นถูกเวลาและตรงกับช่วงวัย จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็กในแต่ละวัยได้ดีเยี่ยม ยิ่งถ้าเราส่งเสริมให้เขาเล่นอย่างสร้างสรรค์ บวกกับใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ จะทำให้ทักษะต่างๆ ถูกเติมเต็มและเติบโตไปอย่างมั่นคง พร้อมลุยกับทุกสถานการณ์

พัฒนาการเด็ก ช่วยเสริมได้ด้วยของเล่น?

ศาสตราจารย์ทราวิก-สมิท (Professor Trawick-Smith) อาจารย์ด้านการศึกษาปฐมวัยแห่ง Center for Early Childhood Education ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับของเล่นเด็กเอาไว้ว่า ลักษณะการเล่นของเด็กกว่าร้อยละ 90 ที่เขาพบ มีพฤติกรรมการแสดงออกต่างกันไปตามของเล่นในวัยเด็ก

ฉะนั้นสิ่งที่บรรดาพ่อแม่ทั้งหลายต้องคำนึงถึง คือไม่ใช่ว่าจะเลือกของเล่นอะไรก็ได้ให้ลูก เพราะของเล่นบางชิ้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของเด็กในช่วงนั้นๆ ซึ่งส่งผลมาถึงตอนเจริญวัย อันแสดงออกผ่านการโต้ตอบกับบุคคลอื่นๆ ไปจนถึงการแสดงออกในด้านต่างๆ

ข้อหนึ่งที่ผู้ใหญ่ต้องยอมรับ คือของเล่นบางอย่างซึ่งเราคิดเองว่าสนุก ทว่ากลับไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อพัฒนาการเด็ก ดังนั้นการเลือกของเล่นให้ลูกน้อยที่ถูกต้อง คือการเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เราเองในฐานะพ่อแม่ที่พร้อมมอบความรักให้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม ควรคัดสรรสิ่งดีๆ ให้ลูกเสมอ

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า …มาดู 10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยกันค่ะ

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

เด็กแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน พ่อแม่มือใหม่ซึ่งไม่รู้จะจับต้นชนปลายตรงไหน อย่าเพิ่งกังวลกันไปค่ะ มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน โดยเราแบ่งช่วงวัยเด็กออกเป็น 3 ช่วง เริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 3 ขวบ ทีนี้ก็มาดูกันว่าในแต่ละช่วง เราควรใช้ของเล่นกระตุ้นหรือส่งเสริมพัฒนาการเด็กๆ เรื่องอะไรบ้าง

1.ของเล่นเด็กแรกเกิดจนถึง 5 เดือน

ช่วงเวลาที่เจ้าตัวจิ๋วเป็นเด็กน่ารักไม่ค่อยมีพิษมีภัยเท่าไร กิจกรรมของเด็กในช่วงนี้ยังไม่เยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นการเริ่มหยิบจับสิ่งของ ฝึกลุกนั่งและนอนเป็นหลัก ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา พยายามเลือกของเล่นผิวสัมนุ่มๆ หยิบจับง่าย ยิ่งถ้ามีความแตกต่างของพื้นผิว จะช่วยกระตุ้นเรื่องความรู้สึกได้ดี

อย่างไรก็ดีทารกช่วงนี้จะตอบสนองได้ดีกับวัตถุที่เคลื่อนไหว มีสีสันสดใสหรือสีคอนทราสต์กัน ทั้งยังค่อนข้างไวต่อเสียง ยิ่งถ้าเราเลือกของเล่นรูปทรงและขนาดต่างกัน ยิ่งเป็นข้อดี เพราะช่วยเสริมสร้างเรื่องความจำ ระบบประสาทตาและกล้ามเนื้อมือได้ดี แต่ไม่ควรเลือกของเล่นขนาดเล็กมากไป เนื่องด้วยเด็กช่วงนี้เผลอเอาเข้าปากได้ง่าย (อย่าลืมล้างของเล่นบ่อยๆ)

1.1 ของเล่นที่เขย่าแล้วมีเสียง (Rattles)

อย่างที่บอกไปว่าทารกจิ๋วในช่วงนี้ จะตอบสนองได้ดีกับวัตถุสีสันสดใสและมีเสียง ยิ่งเป็นของเล่นขนาดกำลังเหมาะมือแล้วด้วย ยิ่งเพลินไปกันใหญ่ นอกจากจะได้ความสนุกแล้ว เขายังได้ฝึกการขยับจังหวะมือเพื่อให้เกิดเสียง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเสริมสร้างการได้ยินไปในตัว

1.2 ตุ๊กตาสัตว์เลี้ยง (Plush Animals)

เด็กๆ ทุกคนมักมี “น้องเน่า” เป็นของตัวเอง ตุ๊กตาตัวโปรดที่เราต้องเอาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่ง ไม่อยู่ด้วยคืนไหนเป็นต้องนอนไม่หลับ อย่าลืมว่า “กลิ่น” เป็นตัวกระตุ้นความทรงจำที่ดี การมีตุ๊กตาเล็กๆ อยู่กับทารกนอกจากจะช่วยให้ความอบอุ่นทางใจแล้ว ยังเป็นส่วนสร้างความรักความผูกพันอีกด้วย

1.3 ของเล่นที่บีบได้ (Squeeze Toys)

ของเล่นเล็กๆ ซึ่งดึงดูดให้เด็กน้อยฝึกขยับร่างกายบริเวณมือ ทุกๆ ครั้งที่เขาบีบจะเกิดเสียง เสมือนเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีให้ทารกสนใจและทำบ่อยๆ นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกด้วย

2.ของเล่นเด็กวัย 6 ถึง 11 เดือน

วัยล้มลุกคลุกคลานของเด็กน้อย ความปรารถนาของเขาจะเริ่มชัดเจนขึ้น ผู้เป็นพ่อแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่า ลูกเราชอบเล่นอะไรหรือไม่ชอบอะไร ทั้งยังเริ่มใช้กล้ามเนื้อมือทั้งสองข้างหยิบจับอะไรได้มั่นคงกว่าเดิม อาจมีบางช่วงที่ไม่ได้ดั่งใจขว้างปาข้าวของบ้าง เราควรเริ่มแนะนำเขาตั้งแต่วัยนี้ไปเลย

พยายามเลือกของเล่นที่เสริมสร้างจินตนาการ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของ
พวกเขา ซึ่งเด็กในวัยนี้รักการเรียนรู้ด้วยภาพและเสียงเป็นที่สุด พัฒนาได้ทั้งทักษะประสาทสัมผัส เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนพัฒนาการทางภาษา

2.1 เครื่องดนตรีประเภทตีกระทบ (Xylophones)

เสียงดนตรีช่วยเสริมสร้างจินตนาการของเด็กได้ดีเสมอ การปล่อยให้เขาใช้เวลาอยู่กับเครื่องตีนี้ นอกจากจะช่วยให้เบบี้อารมณ์ดีรื่นรมย์กับเสียงเพลงแล้ว ยังช่วยฝึกประสาทตาให้สัมพันธ์กับมือ กระตุ้นสมอง รวมถึงการขยับจังหวะไปจนถึงการลงน้ำหนักมือ

2.2 ของเล่นไม้ (Wooden Puzzles)

เพิ่มสกิลความยากสำหรับเด็กขึ้นมาหนึ่งสเต็ป ด้วยการฝึกแก้ปัญหาแบบคิดวิเคราะห์ มีความเชื่อมโยงเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเสริมสร้างจินตนาการได้ดี รวมทั้งกระตุ้นให้เข้ามีสมาธิให้จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น

2.3 ของเล่นสำหรับฟัน (Teething Toys)

อย่าลืมว่าช่วงเวลานี้ฟันของลูกน้อยเริ่มจะขึ้นมาบ้างแล้ว อาจส่งผลให้เด็กๆ หลายคนอารมณ์ไม่ดี อึดอัดขึ้นมา ดังนั้นการหาของเล่นที่ทำจากวัสดุนุ่มนิ่มและปลอดภัย ให้เขากัดระหว่างนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยกระตุ้นให้ฟันขึ้นง่ายกว่าเดิม

3.ของเล่นเด็กอายุ 1 ถึง 3 ขวบ

มาถึงวัยที่เด็กน้อยของคุณเริ่มเจริญวัยเติบโตขึ้น แน่นอนว่าพลังการแสดงออกต่อสิ่งต่างๆ ย่อมเพิ่งตามมา เริ่มเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น เดินไววิ่งเร็ว รวมถึงควบคุมปฏิกริยาการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้ดี ทั้งยังเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มเข้าเรียน เจอกับสังคมกว้างขึ้นกับเพื่อนต่างที่มา

ของเล่นซึ่งเหมาะกับช่วงวัยนี้ คือของที่ฝึกการทำงานของสมอง รวมถึงกระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกายในส่วนต่างๆ หรือจะเป็นเกมสนุกๆ เน้นเรื่องการทำซ้ำ ช่วยเติมเต็มเรื่องความจำ เรียกได้ว่าเป็นของเล่นหมวดหมู่แอดวานซ์ขึ้นมานิด มีอะไรน่าสนใจไปบ้างไปดูเลยค่ะ

3.1 หนังสือพร้อมภาพประกอบ (Books with Photos or Illustrations)

ให้ลูกน้อยของคุณปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ฝึกพัฒนาสมอง ด้วยหนังสือภาพประกอบสีสันสดใส เป็นของเล่นที่สร้างการเรียนรู้หลากหลายด้าน ได้ทั้งเรื่องความจำ ความสนุกและความเพลิดเพลิน

3.2 อุปกรณ์ศิลปะ (Art Supplies)

ถ้าเบบี้เบื่อหรือหมดความสนุกกับหนังสือภาพประกอบแล้ว อุปกรณ์ศิลปะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ การที่เขาได้มีส่วนร่วมแต่งเติม ขีดเขียน หรือระบายสี น่าจะดึงความสนใจและเพิ่มความสนุกได้ดี ทั้งยังสร้างสมาธิ ฝึกให้เขาจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น

3.3 ของเล่นแนวก่อสร้าง (Construction Toys)

สนุกไปกับการประกอบนั่นต่อนี่ ด้วยของเล่นแนวก่อสร้าง ให้ลูกน้อยของเราสวมบทบาทเป็นช่างก่อสร้างตัวจิ๋ว ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ดี ทั้งยังพัฒนาระบบสมอง ช่วยเรื่องระบบการคิดวิเคราะห์และเพลิดเพลินกับจินตนาการแบบไร้ขอบเขต

3.4 จิ๊กซอว์ (Jigsaw Puzzles)

นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ แยกแยะเรื่องสีได้ชัดเจนแล้ว ทักษะหลายด้านยังถูกเติมเต็มให้มั่นคงขึ้น ทั้งระบบสมอง สมาธิ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนการมองภาพรวมแบบเชื่อมโยง เรียกว่าเป็นของเล่นที่ครบเครื่องทั้งในเรื่องความสนุกและได้ประโยชน์

สรุปท้ายบทความ

ถึงจะมีของเล่นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกมากมายแค่ไหน แต่อย่าลืมว่า “เวลา” ของพ่อแม่ที่มอบให้เขาเป็นสิ่งสำคัญเสมอ การได้อยู่กับลูกน้อยในช่วงวัยนี้เป็นสิ่งดีในการสร้างความผูกพันและความทรงจำดีๆ ของเล่นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยเติมเต็มให้เวลาในช่วงนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

การมีของเล่นเด็กดีๆ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ก็เหมือนกับการสร้างรากฐานลูกของเราให้มั่นคง เตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่โลกภายนอกได้อย่างแข็งแกร่ง อย่าคิดว่าของเล่นเป็นเพียงสิ่งเล่นๆ ใช้ฆ่าเวลาไปวันๆ หากเราเลือกของเล่นได้ดีเหมาะสมตามวัย จะช่วยให้ลูกของเราได้เปรียบกว่าใครๆ ลองเข้าไปดูของเล่นดีๆ เพิ่มทักษะได้ที่ Kaidee แหล่งรวมของเล่นนานาชนิด ซึ่งมีให้คุณเลือกหลากหลาย

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

กิตติศัพท์ของ “โซนี่” เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่คนรักกล้องมายาวนาน ทราบกันดีว่าค่ายนี้เป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกตลาด Full-Frame Mirrorless อันโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์กล้องสไตล์หรูหราสุดคลาสสิก ทั้งยังให้ภาพอันสวยงาม โฟกัสคมฉับไว ไม่แปลกใจที่แบรนด์นี้จะครองตลาดมาต่อเนื่องยาวนาน

ถึงแม้หลายๆ คนจะค่อนขอดว่าราคากล้อง เลนส์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของโซนี่ มีราคาแพงเมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย สเปคและคุณภาพที่ได้มานั้น สำหรับเรามองว่า ถ้างบประมาณคุณมีถึง ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว

แต่ก่อนจะไปดู 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 เราขอพามาดูจุดเด่นหลักๆ ซึ่งทำให้โซนี่เจริญรุ่งเรืองเป็นอารยธรรมที่แข็งแรงเบอร์ต้นๆ ในตลาดกล้องถ่ายภาพกันก่อนค่ะ

จุดเด่นของอารยธรรมโซนี่

แม้หลายๆ คนจะพยายามตั้งคำถามว่า โซนี่ขายของแพงไปหรือไม่? แต่การที่ทางแบรนด์ตั้งใจทำกล้องราคานี้ขึ้นมา นั่นแสดงถึงความมั่นใจว่าเขาต้องขายได้อย่างแน่นอน ถึงขั้นมีชื่อเรียกแบบเจาะจงคนที่เป็นสาวกเจ้านี้ว่า “กลุ่มอารยธรรมโซนี่” เปรียบเสมือนชนชั้นสูงในหมู่คนรักกล้อง ว่าแล้วก็ไปดูความเจ๋งความเทพของโซนี่กันดีกว่า ว่าอะไรบ้างที่ทำให้ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่าที่จะเสียเงิน

1.ระบบเซ็นเซอร์อันแข็งแกร่ง

ต้องยอมรับว่าโซนี่เป็นค่ายที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีเสมอมา แทบทุกครั้งที่เปิดตัวกล้องใหม่ มักมีปรากฏการณ์ให้เราตื่นตาตื่นใจเสมอ โดยเฉพาะระบบเซ็นเซอร์อันทรงพลัง ที่ถูกพัฒนาและเติมเต็มให้เจ๋งขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ

กระทั่งคู่แข่งอย่างแคนนอน ยังให้โซนี่เข้ามาช่วยพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ให้เลยด้วยซ้ำ ไหนจะมีระบบโฟกัสแบบเรียลไทม์ Eye Autofocus ตรวจจับดวงตาอย่างแม่นยำ ให้คุณสนุกกับทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

2.สีสันของรูปอันเป็นเอกลักษณ์

ก่อนที่โซนี่จะเข้ามาลุยตลาดกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว อย่าลืมว่าแบรนด์นี้ครองแชมป์ตลาดผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เทปบันทึกภาพ ดิสก์ Blu-Ray จอ Crystal LED ประเภทต่างๆ ฯลฯ เรียกว่ามีมรดกทางเทคโนโลยีที่ดีอันสั่งสมมายาวนาน

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ที่สีภาพของโซนี่จะถูกใจหลายๆ คน เรียกว่าถ่ายคนก็ละมุน ถ่ายวิวก็ให้สีสันสดใส ไม่ต้องไปลำบากขุดภาพใน Lightroom ความเชี่ยวชาญเรื่องจอและสีภาพแสนธรรมชาตินั้นต้องให้เขาจริงๆ ค่ะ

3.ครอบคลุมการใช้งานทุกประเภท

อย่างที่บอกไปว่าโซนี่เป็นเจ้าแรกๆ ที่ตีตลาดกล้องแนว Full-Frame Mirrorless เน้นการใช้งานสุดง่าย สะดวกและคล่องตัว เหมาะกับคนไม่มีพื้นฐานการถ่ายรูปไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพ ด้วยความคิดที่ว่า “ใครๆ ก็ใช้งานได้”

ทั้งยังมีกล้องให้เลือกหลายประเภท ตั้งแต่เบสิกอย่างคอมแพคระดับพรีเมียม ไปจนถึงฟูลเฟรมระดับเทพ เก็บครบทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เรียกว่าตรงใจกับการใช้งานคนเกือบทุกประเภท จึงไม่แปลกที่เวลาใครจะมองหากล้องดีๆ สักตัว แบรนด์โซนี่มักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

…ครั้งหนึ่งโซนี่เคยเป็นแบรนด์มูลค่ามากที่สุดในเอเชีย

สมัยก่อน Sony เป็นที่รู้จักกันดีในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนจะเริ่มพาตัวเองเข้าสู่วงการกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว ด้วยความเจ๋งบวกกับความเก๋าแบบพอตัว จึงทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

ยิ่งถ้าเราศึกษาและได้ใช้กล้องของเขาจริงๆ จะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมหลายๆ คนถึงยอมจ่ายเงินจำนวนมาก แลกกับการพาตัวเองเข้ามาอยู่ใน “อารยธรรมโซนี่” เชื่อเถอะค่ะ ว่าเทคโนโลยีเจ๋งๆ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสมอ ถึงตอนนี้ใครที่สนใจอยากเข้าลัทธิกับเขาบ้าง เรามี 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 มาฝากให้คิดให้ลองตัดสินใจดูค่ะ

1.Sony RX100 VII

Sony-RX100-VII
Credit : https://www.sony.co.th/

โซนี่ตั้งใจปล่อยกล้องคอมแพค “จิ๋วแต่แจ๋ว” รุ่นนี้ออกมาเอาใจสาย Vlog หรือชาว Youtuber โดยเฉพาะ ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดเทียบเท่า 1 ฝ่ามือ ทั้งยังมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ใส่กระเป๋ากางเกงไปไหนได้สบายๆ ถ่ายได้ทุกที่โดยไม่เป็นที่สังเกต ซึ่งจุดนี้น่าจะตอบโจทย์สายสแนปและสายสตรีทเอามากๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะหลงรักเป็นพิเศษ คือระยะซูมที่ทางโซนี่ให้มาจัดเต็มถึง 24-200 mm. เรียกว่าเป็นระยะครอบจักรวาล ได้ทั้งภาพวิว มาโคร พรอตเทรต พาโนรามา ฯลฯ เป็นการประหยัดเงินซื้อเลนส์ไปในตัว ส่วนระยะเอฟอยู่ที่ F2.8-4.5 จุดนี้อาจทำให้บางคนมองว่าระยะเอฟเยอะไปนิด แต่แลกมากับระยะซูมมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ขณะที่ตัวเซ็นเซอร์ของเจ้า RX100 VII นั้น นับเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดของโซนี่ และเมื่อเทียบกับคอมแพครุ่นๆ เดียวกันต้องยอมรับว่าค่ายนี้ยังเจ๋งกว่าหลายๆ เจ้าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวโปรเซสเซอร์ BIONZ X มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบยอดเยี่ยม รองรับการถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับ 4K ชาร์ตแบตไปถ่ายไปก็แสนสะดวก หรือจะต่อไมโครโฟนเพิ่มก็ย่อมได้

ราคา : ประมาณ 38,000 บาท

2.Sony Alpha 7C

Alpha-7C Camera
Credit : https://www.sony.co.th/

“Full Frame One Hand” คือคอนเซปต์ที่ทางโซนี่ชูจุดเด่นของ Alpha 7C เอาไว้อย่างชัดเจน เอาจริงเป็นสเปคที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะ ฟูลเฟรมมิเรอร์เลสคุณภาพครบครัน มาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพ Full Frame Black-illuminated Exmor R™ CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล ตลอดจนระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทั้งตัวกล้องและชัตเตอร์แบบ 5 แกนแน่นๆ ลืมความเกะกะของขาตั้งกล้องไปได้เลย

ไม่ใช่แค่ระบบเซนเซอร์ภาพที่แข็งแกร่งเท่านั้น รุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยขนาด ซึ่งเล็กกำลังเหมาะมือและหนักเพียง 500 กรัม! ถือเป็นกล้องน้ำหนักเบาสุดใน ค.ศ.นี้ ทั้งยังรองรับการใช้งานในระบบโฟกัสขั้นสูง เพิ่มจุดโฟกัสถึง 693 จุด รวมถึงบันทึกวีดีโอความละเอียดของระดับ 4K ได้สบายๆ มีระบบ Real-time Eye AF ล็อกโฟกัสดวงตาตลอดการถ่ายวีดีโอ

ส่วนตัวจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสัมผัสนั้น ยังเพิ่มความสนุกด้วยการหมุนได้รอบทิศทางอย่างไร้ขีดจำกัด ให้คุณสนุกกับทุกการถ่าย ทั้งเซลฟี่ มุมต่ำ มุมสูง มั่นใจได้ว่าไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญในชีวิต จะถ่ายผ่านจอปกติ หรือมองผ่านช่อง XGA OLED Tru-Finder™ EVF ก็ได้อีกความรู้สึก สำหรับเราแล้วตัวนี้เป็นกล้องที่คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวทีเดียว

ราคา : ประมาณ 61,000 บาท

3.Sony A6600

Credit : https://www.sony.co.th/

โซนี่มิเรอร์เลสตระกูลนี้ เราเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่สมัย A6000 เคยไปหยิบจับอยู่สักพัก ยังรู้สึกประทับใจถึงความระบบโฟกัสอันแสนแม่นยำ ซึ่งแน่นอนว่า A6600 ตัวนี้ ย่อมได้รับการพัฒนาและเติมเต็มด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบจัดเต็ม ด้วยระบบ AF ที่ยอดเยี่ยม ทั้งสูงและกว้างขึ้น มีตัวช่วยล็อกโฟกัส ให้สลับไปมาระหว่างใบหน้ากับดวงตาได้อย่างเฉียบคม

ทั้งยังเพิ่มจุดโฟกัสครอบคลุมกว่าเดิม กินพื้นที่ภาพโดยรวมไปถึงร้อยละ 84 ผสานกับระบบ Fast Hybrid AF ช่วยให้ภาพของคุณออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีตัวช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง Touch Tracking เลือกจิ้มโฟกัสหน้าจอได้เลย ส่วนเรื่องกันสั่นนั้นดีงามเหมือน (5 แกน) ทั้งยังถ่ายวิดีโอ 4K HDR ได้คมชัดอย่างน่าพอใจ

ด้วยระบบเซ็นเซอร์ Exmor™ APS-C CMOS ผสานพลังเข้ากับโปรเซสเซอร์ BIONZ X™ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโซนี่ ทำให้กล้องรุ่นนี้ให้ภาพที่คมชัดขึ้นกว่าเดิม มีพื้นผิวที่โดดเด่น ทั้งยังได้อัลกอริทึ่มเม็ดสีจากระบบฟูลเฟรม มาเติมเต็มให้ภาพอิ่มและสดใสสวยงามขึ้น รวมทั้งปรับปรุงเรื่องสีเพี้ยนอีกด้วย

ราคา : ประมาณ 40,000 บาท

4.Sony A7S III

Credit : https://www.sony.co.th/

แนะนำกล้องคอมแพคแล้ว มิเรอร์เลสแล้ว หากไม่เอ่ยถึงสุดยอดกล้อง “ฟูลเฟรม” ระดับท็อปของโซนี่อันโด่งดัง คงจะเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย ถึงราคา A7S III จะแรงแบบหลักแสน ทว่าก็เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพแบบท่วมท้น

“ผู้บุกเบิกด้านภาพ” โซนี่ให้สมญญานามกล้องรุ่นไว้

จุดเด่นของฟูลเฟรมรุ่นนี้คือถ่ายได้ดีในที่มืด เจ๋งทั้งภาพปกติและภาพเคลื่อนไหว ด้วยขนาดความไวแสงระดับสูง มากสุดได้ถึง 409600 ทั้งยังมีช่วงไดนามิกกว้างถึง 15 สต็อป ถ่าย VDO 4K ได้แบบสบายๆ ถือเป็น 4K ที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม ที่สำคัญถ่ายวีดีโอต่อเนื่องในโหมดปกติได้นานกว่า 2 ชั่วโมง โดยที่กล้องไม่ฮีต

ส่วนระบบเซ็นเซอร์เป็น CMOS Exmor R™ ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล ซึ่งใครที่มองว่าน้อยไป เราคิดเหมือนกันค่ะ แต่พอดูองค์ประกอบอื่นๆ อย่างการถ่ายในที่มืดได้ดี ก็ถือว่าเป็นเหตุผลพอรับได้ บวกกับตัวโปรเซสเซอร์ภาพ BIONZ XTM ซึ่งถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 8 เท่า ฉะนั้นหายห่วงเรื่องคุณภาพรูปได้เลย กันสั่นได้เฉียบแน่นอน

ราคา : ประมาณ 120,000 บาท

5.Sony Alpha A9 II

Credit : https://www.sony.co.th/

ปิดท้ายกับกล้อง Full Frame Mirrorless ตัวท็อปสุดของค่ายนี้ ซึ่งโซนี่ตั้งใจทำ Alpha A9 ขึ้นมาเพื่อช่างกล้องมืออาชีพโดยเฉพาะ อย่างนักข่าวหรือช่างภาพสายกีฬา ซึ่งเน้นเก็บทุกจังหวะสำคัญแบบไม่ให้คลาดสายตา ด้วยเซ็นเซอร์แบบ Stacked CMOS ฟูลเฟรมขนาด 35 มม. ให้ความละเอียดสูงสุดถึง 24.2 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายรัวได้ถึง 20 ภาพ/นาที

ทั้งยังพัฒนาระบบตัวโปรเซสเซอร์ BIONZ XTM ให้จับภาพได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม พร้อมระบบ AF/AE Tracking ช่วยให้คุณเก็บบันทึกทุกความทรงจำได้อย่างแม่นยำ แม้ขณะลั่นชัตเตอร์ระบบ Tracking ก็ยังจับการเคลื่อนไหวของวัตถุเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าโฟกัสต่อเนื่องทุกการขยับ

ส่วนเรื่องความสวยงามของภาพถ่ายสไตล์โซนี่ยังทำได้ดีเหมือนเดิม ด้วยระบบอัลกอริธึมขั้นสูง ให้เม็ดสีภาพอันสวยละมุนตาดูเป็นธรรมชาติ ทั้งยังเพิ่มระบบกันสั่นและลดความพร่ามัวของภาพ มีเสียงชัตเตอร์ที่เบาลง ตลอดจนปรับปรุงตัวบอดี้ให้จับได้ถนัดมากขึ้นกว่าเดิม รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K

ราคา : ประมาณ 150,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

กล้อง 5 ตัวที่เราคัดสรรมาฝากกันนั้น ครอบคลุมการใช้งานเกือบทุกรูปแบบ มีตั้งแต่เบสิกอย่างคอมแพค ไปจนถึงฟูลเฟรมตัวท็อประดับพรีเมียม ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไป มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เชื่อว่าด้วยสเปคและเทคโนโลยีสุดล้ำของโซนี่จะทำให้หลายคนเข้าใจและเห็นถึงข้อแตกต่างกับแบรนด์อื่น

อย่างว่าแหละค่ะ …อยากได้ของดีก็ต้องแลก

แต่ถ้าใครมองว่ากล้องที่เราแนะนำไปยังสู้ราคาไม่ไหว ทางโซนี่เองมีกล้องอีกจำนวนมาก ที่ราคาต่ำกว่านี้ให้เราจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ อาจจะไม่ได้ทันสมัยเท่ากล้อง 5 ตัวล่าสุดนี้ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว กล้องก็เป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่งในการช่วยบันทึกเรื่องราว อย่างไรก็ตามคนหลังกล้องยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ

วิธีเช็กแบตเตอรี่ iPhone ของคุณว่าเสื่อมหรือยัง พร้อมวิธีดูแลรักษา

วิธีเช็กแบตเตอรี่ iPhone ของคุณว่าเสื่อมหรือยัง พร้อมวิธีดูแลรักษา

เมื่อใช้งาน iPhone ของตัวเองมาสักพักหนึ่งอาจสังเกตได้ว่าทำไมแบตเตอรี่ของเราถึงลดเร็วกว่าปกติ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเราสามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ว่าเสื่อมแล้วหรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง สำหรับ iPhone มีวิธีตรวจสอบเช็กแบตเตอรี่ได้ในฟีเจอร์สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) ที่มาพร้อมกับ iOS 11.3 หรือตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไป วันนี้เราจะมาบอกวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่คุณอาจมองข้ามไป

โดยวิธีทำเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > แบตเตอรี่ (Battery) > สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) จากนั้นเราจะเห็นได้ว่าระบบรายงานข้อมูลความจุสูงสุดของแบตเตอรี่อย่างละเอียดว่าสามารถเก็บแบตเตอรี่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใครที่เช็กดูแล้วพบว่าความจุสูงสุดของแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 80% แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมและมีปัญหา ต้องรีบนำ iPhone ไปเปลี่ยนทันที เพราะถ้าหากไม่เปลี่ยนก็จะยิ่งทำให้ความจุของแบตเตอรี่นั้นยิ่งลดน้อยลงไปอีก

ปัจจุบันแบตเตอรี่ของ iPhone ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออน ซึ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นเก่าแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่า ใช้งานได้นานกว่า และมีความหนาแน่นของกำลังไฟที่สูงกว่า จึงทำให้ระยะการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่าและมาพร้อมน้ำหนักที่เบาลง โดยระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นั้นมีวิธีช่วยยืดอายุการใช้งานที่หลากหลายและวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เต็มขีดความสามารถ และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น

1. เก็บให้ห่างจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ

แบตเตอรี่ของ iPhone ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับอุณหภูมิโดยรอบที่หลากหลาย โดยจะต้องระวังไม่ให้อุปกรณ์ของคุณสัมผัสกับอุณหภูมิโดยรอบที่สูงกว่า 35 องศา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายให้กับความจุของแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้นานเท่าเดิมจากการชาร์จแต่ละครั้ง 

2. ควรถอดเคสออกระหว่างการชาร์จ

การชาร์จ iPhone ในขณะที่ใส่เคสอยู่อาจทำให้เครื่องเกิดความร้อนจนเกินไป ส่งผลเสียต่อความจุของแบตเตอรี่ได้ หากพบว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนในขณะที่ชาร์จอยู่ ให้ถอดเคสออกทันที

3. ชาร์จไว้ครึ่งหนึ่งของความจุ

หากคุณต้องการเก็บแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ในระยะยาว มีปัจจัยหลักสองประการที่จะส่งผลต่อสภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ นั่นคืออุณหภูมิของสภาพแวดล้อม และระดับการชาร์จของอุปกรณ์เมื่อปิดเครื่องเพื่อจัดเก็บ ดังนั้นห้ามชาร์จจนเต็มแต่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 50% เพราะหลังจากที่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงจะส่งผลให้แบตเตอรี่เข้าสถานะคายประจุหมด และอาจไม่สามารถเก็บไฟได้อีก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณเก็บอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟไว้เต็มเป็นระยะเวลานาน ความจุของแบตเตอรี่อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานลดลง, ปิดอุปกรณ์ระหว่างชาร์จเพื่อไม่ให้มีการใช้งานเพิ่มเติม และเก็บ iPhone ของคุณไว้ในที่ที่มีอากาศเย็นและปราศจากความชื้น 

หากเพื่อนๆ พบว่าแบตเตอรี่ iPhone ของตัวเองมีความจุที่เหลือน้อยกว่า 80% ก็ต้องรีบนำไปเปลี่ยนทันที หรือใครที่ยังเหลือความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่าแต่อยากจะใช้งานไปยาวๆ ก็สามารถลองทำตามวิธีที่เราได้แนะนำไป และสำหรับใครที่กำลังมองหา iPhone เครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันได้เลย

5 แอปพลิเคชัน บันทึกรายรับรายจ่าย รู้ก่อน วางแผนได้เร็ว

5 แอปพลิเคชัน บันทึกรายรับรายจ่าย รู้ก่อน วางแผนได้เร็ว

เงินเดือนออกมาแต่ละครั้ง ใช้ไปไม่กี่วันก็หมดแล้ว ไหนเงินที่จำเป็นต้องจ่าย นี่ยังไม่รวมเงินที่จ่ายไปกับของที่มันต้องมีอีก แบบนี้จะทำยังไงดีให้เรามีวินัยในการใช้เงิน หรือมีอะไรที่ช่วยเตือนใจเราเมื่อเราใช้เงินเยอะเกินลิมิตไป พลูโตมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เพื่อนๆ เช็คได้ว่าเดือนนี้เราๆมีวินัยในการใช้เงินมากแค่ไหน ด้วย 5 แอปพลิเคชันบันทึกรายรับรายจ่าย ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

SPENDEE

Spendee เป็นแอปพลิเคชันการเงินที่น่าใช้เอามากๆ เนื่องจากแอปพลิเคชันนี้มีความสามารถในการจัดหมวดหมู่รายรับรายจ่ายได้ ตั้งเป้าหมายในการเก็บเงินเพื่อเงินได้ มีฟังก์ชันที่แสดงรายรับรายจ่าย รวมถึงเงินที่ออม ไว้ดูรายละเอียดในการใช้จ่ายเงินของเรา  

สำหรับคนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ หรือมีการใช้จ่ายเงินหลายๆสกุลเงิน เราสามารถใช้ spendee บันทึกรายรับรายจ่ายเป็นสกุลเงินอื่นๆนอกจากสกุลเงินบาทได้ ใครที่ทำงานยุ่งๆและลืมจ่ายเงินบ่อยๆ แนะนำให้ใช้ Spendee แจ้งเตือนการจ่ายบิลให้กับเราได้ หรือแจ้งเตือนการใช้เงินในโอกาสพิเศษได้

WALLET 

แอปพลิเคชัน Wallet เป็นแอปที่เมื่อเติมเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว เราสามารถโอนเงินข้ามกระเป๋าในแอปนี้ได้ โดยที่เราสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารต่างๆที่เราใช้งานได้อัตโนมัติ ใครที่ชอบลืมจ่ายบิล หรือมีรายการจ่ายที่ต้องจ่ายตลอดในทุกเดือน แอปพลิเคชันนี้มีฟีเจอร์แจ้งเตือนการจ่ายบิลได้ และแจ้งเตือนเมื่อเราลืมบันทึกรายรับรายจ่ายได้ 

ใครที่อยากให้พ่อ แม่หรือคนในครอบครัวดูสถานะการใช้จ่ายเงินของเราในแต่ละวัน ก็สามารถแชร์สถานะรายรับรายจ่ายให้คนอื่นเห็นได้ โดย Wallet มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าใช้งาน

OH MY COST 

ใครที่ต้องการดูรายรับ  รายจ่ายในแต่ละวันของตัวเองแบบน่ารัก ตกแต่งบัญชีด้วยไอคอนมุ้งมิ้ง แนะนำ OH MY COST แอปพลิเคชันที่เหมาะกับสาวกที่ปลื้มความน่ารัก เพราะในแอปนี้มีไอคอนน่ารักๆให้เลือกใช้งานเยอะมาก มีทุกหมวดหมู่ มากกว่า 500 แบบเลย 

อีกความดีงามของ OH MY COST คือสามารถสร้างบัญชีมาใช้ได้หลายบัญชี เช่น เงินเก็บ ค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อง่ายต่อการตรวจเช็คในแต่ละครั้ง สามารถตั้งงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละเดือนเพื่อเช็คว่าเราใช้เงินเกินจากงบที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งมันสะดวกและช่วยควบคุมการใข้เงินของเราได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราทำการบันทึกรายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน ระบบจะมีฟีเจอร์ในการรายงานสรุปการใช้เงินของเราด้วย

METANG

อีกหนึ่งแอปพลิเคชันยอดฮิตที่หลายคนเลือกโหลดมาใช้งาน ด้วยการใช้งานที่ง่าย สามารถบันทึกรายรับรายจ่ายได้จากเสียงพูด สามารถสร้างได้หลายบัญชี และแยกประเภทการใช้งานได้ มีการสรุปรายรับรายจ่ายในรูปแบบกราฟ เป็นการแสดงการเดินบัญชีที่มีความชัดเจน และมีประวัติการใช้งานรายรับ รายจ่ายที่ละเอียด ชัดเจน 

Metang มีการป้องกันความปลอดภัยด้วยการล็อคอิน รหัสพิน, การสแกนลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า เพื่อเข้าใช้งาน และสามารถแปลงเป็นไฟล์ Excel เพื่อวางแผนงบประมาณการใช้งาน หรือการตรวจสอบรายรับรายจ่ายในแต่ละวันได้ด้วย

Piggipo

แอปพลิเคชันที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย ที่สามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินได้ทั้งในรูปแบบของเงินสดและบัตรเครดิต โดยสามารถเพิ่มบัตรเครดิตเข้าไปในแอป Piggipo ภายในแอปจะมีการบันทึกการใช้งาน การตั้งลิมิตในการใช้บัตรเครดิต จำกัดวงเงินในการใช้จ่ายแต่ละเดือน 

Piggipo สามารถแสดงการใช้จ่ายเป็นแบบกราฟ ตรวจสอบรายการค้างชำระบัตรเครดิตได้ พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาจ่ายบัตรเครดิต หรือใครที่ไม่ชอบพกเงินสด สามารถเติมเงินเข้าในแอป และใช้จ่ายแทนเงินสดได้เลย และอีกความดีงามของแอปนี้คือ การรวมโปรโมชั่นจากบัตรเครดิตที่เราใช้งาน มารวมไว้ในแอปนี้ด้วย

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับเครื่องมือที่จะช่วยเตือนให้เรามีสติในการใช้เงินในแต่ละวัน แต่ละเดือนไม่ให้ใช้เงินฟุ่มเฟือย ใช้ไปเรื่อยเหมือนที่เราเป็น แบบนี้ก็เช็คได้สบายๆแล้วใช่มั้ยคะว่าเดือนนึงเราหมดเงินไปกับอะไรบ้าง แล้วเราควรจะใช้เงินอย่างไรให้ไฟเขียวตลอดเวลา ลองโหลดมาใช้กันดูนะคะ และอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้ อย่าง kaidee แอปที่รวมสาระความรู้ รวมถึงการชอปปิ้งของใช้ราคาถูก แอปดีๆแบบนี้พลาดไม่ได้แล้วนะ ต้องโหลดมาติดเครื่องไว้เลย