เมื่อใช้งาน iPhone ของตัวเองมาสักพักหนึ่งอาจสังเกตได้ว่าทำไมแบตเตอรี่ของเราถึงลดเร็วกว่าปกติ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเราสามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ว่าเสื่อมแล้วหรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง สำหรับ iPhone มีวิธีตรวจสอบเช็กแบตเตอรี่ได้ในฟีเจอร์สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) ที่มาพร้อมกับ iOS 11.3 หรือตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไป วันนี้เราจะมาบอกวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่คุณอาจมองข้ามไป
โดยวิธีทำเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > แบตเตอรี่ (Battery) > สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) จากนั้นเราจะเห็นได้ว่าระบบรายงานข้อมูลความจุสูงสุดของแบตเตอรี่อย่างละเอียดว่าสามารถเก็บแบตเตอรี่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใครที่เช็กดูแล้วพบว่าความจุสูงสุดของแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 80% แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมและมีปัญหา ต้องรีบนำ iPhone ไปเปลี่ยนทันที เพราะถ้าหากไม่เปลี่ยนก็จะยิ่งทำให้ความจุของแบตเตอรี่นั้นยิ่งลดน้อยลงไปอีก
ปัจจุบันแบตเตอรี่ของ iPhone ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออน ซึ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นเก่าแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่า ใช้งานได้นานกว่า และมีความหนาแน่นของกำลังไฟที่สูงกว่า จึงทำให้ระยะการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่าและมาพร้อมน้ำหนักที่เบาลง โดยระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นั้นมีวิธีช่วยยืดอายุการใช้งานที่หลากหลายและวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เต็มขีดความสามารถ และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
1. เก็บให้ห่างจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ
แบตเตอรี่ของ iPhone ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับอุณหภูมิโดยรอบที่หลากหลาย โดยจะต้องระวังไม่ให้อุปกรณ์ของคุณสัมผัสกับอุณหภูมิโดยรอบที่สูงกว่า 35 องศา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายให้กับความจุของแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้นานเท่าเดิมจากการชาร์จแต่ละครั้ง
2. ควรถอดเคสออกระหว่างการชาร์จ
การชาร์จ iPhone ในขณะที่ใส่เคสอยู่อาจทำให้เครื่องเกิดความร้อนจนเกินไป ส่งผลเสียต่อความจุของแบตเตอรี่ได้ หากพบว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนในขณะที่ชาร์จอยู่ ให้ถอดเคสออกทันที
3. ชาร์จไว้ครึ่งหนึ่งของความจุ
หากคุณต้องการเก็บแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ในระยะยาว มีปัจจัยหลักสองประการที่จะส่งผลต่อสภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ นั่นคืออุณหภูมิของสภาพแวดล้อม และระดับการชาร์จของอุปกรณ์เมื่อปิดเครื่องเพื่อจัดเก็บ ดังนั้นห้ามชาร์จจนเต็มแต่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 50% เพราะหลังจากที่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงจะส่งผลให้แบตเตอรี่เข้าสถานะคายประจุหมด และอาจไม่สามารถเก็บไฟได้อีก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณเก็บอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟไว้เต็มเป็นระยะเวลานาน ความจุของแบตเตอรี่อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานลดลง, ปิดอุปกรณ์ระหว่างชาร์จเพื่อไม่ให้มีการใช้งานเพิ่มเติม และเก็บ iPhone ของคุณไว้ในที่ที่มีอากาศเย็นและปราศจากความชื้น
หากเพื่อนๆ พบว่าแบตเตอรี่ iPhone ของตัวเองมีความจุที่เหลือน้อยกว่า 80% ก็ต้องรีบนำไปเปลี่ยนทันที หรือใครที่ยังเหลือความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่าแต่อยากจะใช้งานไปยาวๆ ก็สามารถลองทำตามวิธีที่เราได้แนะนำไป และสำหรับใครที่กำลังมองหา iPhone เครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันได้เลย
