Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
การขับรถในเบื้องต้นจำเป็นต้องรู้ว่า รถยนต์แต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้เกียร์ที่แตกต่างกันออกไป วิธีเรียนรู้การขับของรถยนต์ที่ใช้เกียร์แตกต่างกันนั้น ก็จะต่างกันออกไปด้วย
ดังนั้นก่อนจะเริ่มเรียนและตั้งเป้าว่าจะสอบใบขับขี่ ควรจะรู้ว่าตัวคุณเองอยากขับรถเกียร์แบบไหน หรือหากอยากขับทั้งสองแบบก็ควรจะรู้ว่าทั้งสองแบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อความเข้าใจในการใช้เกียร์มากขึ้นนั่นเอง
ความแตกต่างของเกียร์ออโต้และเกียร์แมนนวล
เกียร์ออโต้ / เกียร์อัตโนมัติ
สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ที่เราเรียกกันว่า เกียร์ออโต้ จะเป็นเกียร์ที่เห็นได้บ่อยในรถยนต์สมัยใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อเพิ่มความง่ายให้แก่ผู้ขับขี่ รถยนต์ส่วนใหญ่จึงมักนิยมผลิตออกมาโดยให้เกียร์เป็นเกียร์หลักในการขับเคลื่อนรถยนต์
นอกจากความง่ายแล้ว ระบบการทำงานของเกียร์ออโต้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อน และเสี่ยงเครื่องยนต์ดับเหมือนเกียร์ธรรมดา เกียร์ออโต้จะทำงาน โดยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่คำนวณจากความเร็วและน้ำหนักบรรทุกของรถ เกียร์ออโต้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์
ตัวคอนเวอร์เตอร์คือ ตัวส่งกำลังต่อจากเครื่องยนต์ไปยังระบบเกียร์ ซึ่งระบบแบบนี้จะเสียกำลังจากเครื่องยนต์มากกว่า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามาหลายรุ่น ทำให้ การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขับขี่มากเท่าในอดีต
2.เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT
CVT (Continuously Variable Transmission) เป็นการเปลี่ยนเกียร์ชนิดอัตรากดแบบต่อเนื่อง การทำงานของเกียร์รุ่นนี้คือ การเปลี่ยนเกียร์โดยอัตโนมัติโดยไล่เกียร์ไปเรื่อย ๆ ตามรอบอัตราเร่งของตัวรถ โดยที่จะมีระบบคอยคำนวณความเหมาะสมให้เมื่อเทียบกับรอบความเร็ว ซึ่งจะทำให้คุณไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์ ทั้งยังสามารถรักษาอัตรารอบของเครื่องยนต์ได้ดีอีกด้วย
เกียร์ธรรมดา / เกียร์แมนนวล
การทำงานของเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์แมนนวล(Manual) นั้นเป็นเกียร์ที่ให้ผู้ขับเป็นคนกำหนดการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โดยอิงจากอัตราเร่งของรถยนต์ที่ตนขับ ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินศัพท์คำว่า “เลี้ยงคลัทช์” ไม่เช่นนั้นรถจะดับ
สำหรับใครที่ขับเกียร์แมนนวล หรือเกียร์ธรรมดาควรรู้ไว้ว่า หากคุณไม่เลี้ยงคลัทช์ให้ดี นั้นอาจทำให้เครื่องยนต์ของคุณดับได้ การเลี้ยงคลัทช์ขนาดเปลี่ยนเกียร์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียเดียว
หากคุณฝึกฝนและขับขี่ให้ชิน นั่นจะทำให้การขับรถเกียร์ธรรมดาง่ายขึ้น เพราะเมื่อคุณจับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ที่ถูกต้องได้ การเข้าเกียร์ก็เป็นเรื่องสนุก
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้
วิธีการทำงานของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ นั่นแม้จะไม่ได้มีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทว่าวิธีการขับต่างหากที่เป็นตัวตัดสินความชอบของคุณต่อเกียร์แต่ละแบบ ก่อนจะไปถึงจุดตัดสินใจเลือกเกียร์ที่ใช่ เรามาลองดูข้อดีข้อเสียของเกียร์แต่ละแบบกันดีกว่า ว่าแต่ละเกียร์มีจุดเด่นและข้อด้อยอะไรบ้าง
ข้อดีของเกียร์ออโต้
1. ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็ว
เนื่องจากมีระบบอัตโนมัติในการคำนวณอัตราเร่งของรอบความเร็ว ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ชนิดนี้ ไม่ต้องพึ่ง “คน” ในการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มรอบความเร็ว หรือลดเกียร์ลงให้เหมาะสมกับการขับขี่ ทำให้เมื่อขับขี่คุณสามารถเข้าเพียงเกียร์เดียว และขับต่อไปได้ยาว ๆ สมชื่อของคำว่า เกียร์อัตโนมัติ
2. ขับขี่ได้ง่าย
หากคุณเป็นผู้เริ่มต้นขับขี่รถยนต์ เกียร์ออโต้คือหนึ่งในคำตอบที่ดีและง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเกียร์ที่ไม่ต้องใช้ทักษะในการเปลี่ยนเกียร์ หรือเลี่ยงคลัทช์ เพียงแค่เข้าเกียร์เดินหน้าและถอยหลัง ก็สามารถขังรถยนต์ได้แล้ว
3. ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์
การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งที่ผู้ขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาจะต้องเจอ คลัทช์คือสิ่งสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ้่มหรือลดรอบอัตราเร่งของรถ ทว่าหากเปลี่ยนไม่ถูกก็จะเสี่ยงกับอาการรถดับกลางทาง แต่เมื่อรถยนต์คันนั้นกลายเป็นเกียร์ออโต้ ปัญหาเหล่านี้ก็ได้หมดไป
4. ประหยัดกว่าหากรถติด
ถ้าคุณต้องเผชิญหน้าการจราจรที่ติดขัดในทุก ๆ วัน ข้อแรกที่เกียร์ออโต้จะทำให้คุณสบายขึ้นคือ การที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และระแวงว่ารถยนต์จะดับหรือไม่ ทั้งนี้การที่ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์ตลอดทำให้คุณสามารถประหยัดน้ำมันใส่วนนั้นไปได้อีกด้วย
5. เทคโนโลยีใหม่ ๆ
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็มักจะถูกพัฒนามาเพื่อสอดคล้องไปกับ เกียร์ออโต้ที่รถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันใช้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) ที่เมื่อคุณอยู่บนทางลาดจะทำให้รถของคุณไม่ไหล ทั้งยังสามารถออกตัวได้ดั่งใจ เพียงเหยียบแป้นคันเร่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคุณต้องการกลับรถ ก็สามารถเร่งเครื่องเพื่อให้ตัวรถพุ่งทะยานด้วยความเร็วในการกลับได้เกือบทันที ไม่ต้องรอการเหยียบคลัทช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใด
ข้อเสียของเกียร์ออโต้
1. ค่าใช้จ่ายในการดูแล
แม้ข้อดีของเกียร์ออโต้จะมีหลากหลายข้อ แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายก็ต้องตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงมากขึ้น อย่างผ้าเบรกที่ถูกใช้ไปแบบมหาศาล ก็ต้องขยันนำมาเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยน ด้วยเกียร์ออโต้ไม่มีการปรับเกียร์เพื่อชะลอความเร็วอย่างเกียร์ธรรมดาที่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต้องคอยเบรกบ่อย ๆ สิ้นเปลืองผ้าเบรกนั่นเอง
2. อายุการใช้งานไม่ยาว
ในการใช้เกียร์ออโต้ หากใช้เกียร์อย่างหนักหน่วง มาก ๆ ชนิดว่าลากรอบเครื่องสูงบ่อย เกียร์ออโต้จะมีโอกาสพังง่าย เพราะว่าตัวเกียร์นั้นไม่ได้ทนทาน และทำออกมาเพื่อรองรับการเร่งเครื่อง หรือสมรรถนะที่แรงเกินกว่าที่กำหนดไว้
ข้อดีของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา
1. สามารถใช้ระบบ Engine Brake ตอนฉุกเฉิน
รถยนต์เกียร์ออโต้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น พอคุณต้องการจะลดความเร็วลง นอกจากการเหยียบเบรกแล้ว ต้องรอรอบทดเกียร์ให้กลายเป็นเกียร์ต่ำ ในระหว่างนั้นคุณจะต้องประคองรถให้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้เกียร์ธรรมดา เราสามารถใช้การเปลี่ยนเกียร์ต่ำ เพื่อให้เครื่องยนต์ลดรอบและเกิดการชะลอ ทว่าการทำแบบนี้ควรมีทักษะในระดับหนึ่ง
2. ความทนทานที่มีมากกว่า
เกียร์ธรรมดาเป็นเกียร์ที่มีฟังก์ชันการออกแบบไม่ซับซ้อน อายุการใช้งานจึงนานกว่าเกียร์ออโต้อยู่หลายเท่า แค่เปลี่ยนอุปกรณ์เกี่ยวกับคลัช ก็สามารถขับขี่และใช้งานรถยนต์ได้เป็นปกติ ต่างกับเกียร์ออโต้ที่มีขั้นตอนการดูแลที่ยิบย่อยกว่า
3. ขับขี่ได้ดั่งใจด้วยสมรรถนะที่ดีกว่า
อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เกียร์ธรรมดาสามารถขับขี่และเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจกว่าการขับขี่ด้วยเกียร์ออโต้ เพราะการคุมเกียร์นั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้ขับ เมื่อคิดจะเปลี่ยนเกียร์เพื่อทำความเร็วหรือชะลอ ก็ทำได้แทบจะทันทีไม่ต้องรอระบบประมวลผลเหมือนเกียร์ออโต้
แน่นอนว่านี่ก็หมายถึงสมรรถนะที่ดีกว่า ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจ รถแข่งในสนามแข่งส่วนใหญ่ก็นิยมใช้เกียร์ธรรมดาเพราะสามารถจัดการเกียร์ได้ดั่งใจกว่ายามต้องใช้ความเร็วนั่นเอง
4. ประหยัดน้ำมัน
น้ำหนักที่เบากว่าของเกียร์ธรรมดา ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกียร์ประเภทนี้ประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์ออโต้ ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการทดเกียร์และตัวเกียร์ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำให้ลดการเสียของกำลังเครื่องยนต์ และลดการเสียดทาน อันเป็นที่มาของการสิ้นเปลืองน้ำมัน
5. ราคาถูก
เกียร์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาอะไรมาก และไม่มีระบบที่ต้องคอยอัพเดตเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปัญหาของเกียร์ธรรมดาจะน้อยกว่าเกียร์ออโต้ เมื่อจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ก็ราคาถูกกว่า ไม่ต้องยกเครื่องเกียร์ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย
ข้อเสียของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา
1. บังคับเกียร์อยู่ตลอด
เนื่องจากเกียร์ธรรมดา หรือที่เราเรียกว่าเกียร์แมนนวล ก็แมนนวลสมชื่อจริง ๆ เพราะคุณต้องคอยบังคับเกียร์เอง เรียกได้ว่ามือแทบจะไม่ปล่อยจากเกียร์เลยทีเดียว บางครั้งขับ ๆ ไปก็อยากจะเพิ่มความเร็ว ก็ต้องเอื้อมมือไปจับตัวเกียร์อีกแล้ว เรียกได้ว่าแม้จะมีอิสระทางการขับขี่ แต่มือของคุณกลับไม่ได้รับอิสระนั้นเท่าไหร่นัก
2. เลี้ยงคลัทช์
คล้ายคลึงกับการที่ต้องบังคับเกียร์ตลอด การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งสำคัญสำหรับการขับเกียร์ธรรมดา เพราะว่าจะเปลี่ยนเกียร์ครั้งหนึ่งก็ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และเลี้ยงเอาไว้ขณะที่รถหยุดนิ่ง หากคุณไม่สามารถเลี้ยงคลัทช์ได้ตรงจังหวะ สิ่งที่จะตามมาคือรถยนต์จะดับเครื่องทันที
สามารถเห็นได้จากข่าวในสมัยก่อนที่มักจะมีรถลื่นไหลลงจากคอสะพาน เพราะเลี้ยงคลัทช์ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ดับ เหยียบคันเร่งไม่ได้
3. ขับขี่ไม่นิ่มนวล
การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ธรรมดา จะมีจังหวะให้เปลี่ยน แต่นั่นก็หมายถึงแรงกระชากจากเครื่องยนต์และตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะรู้สึกถึงความไม่นิ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะตรงข้ามกับเกียร์ออโต้ที่จะเน้นเรื่องความสมูทของการทดรอบเกียร์
4. ต้องเป็นผู้รู้จังหวะของรถ
หากคุณไม่รู้จังหวะของรถ ก็เตรียมตัวพบกับสถานการณ์รถดับโดยไม่ตั้งใจ หรือเปลี่ยนเกียร์แล้วเครื่องกระชาก การขับรถยนต์ประเภทนี้ควรมีความชำนาญในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องสมาธิมาก ๆ ในการขับแล้ว ยังต้องคอยสังเกตจังหวะรถให้ดีอีกด้วย ว่าควรเพิ่มหรือลดเกียร์ในจังหวะไหนจึงจะดี
วิธีการขับรถเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา
สำหรับวิธีการขับรถเกียร์ออโต้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เพราะคุณไม่ต้องคอยเปลี่ยนเกียร์ให้เข้ากับความเร็วรถ เพียงแค่คุณเข้าเกียร์เดินหน้า ถอยหลัง และเกียร์ต่ำ ตามมาตรฐานเกียร์เบื้องต้นได้ถูกต้อง ก็ขับขี่รถยนต์ไปไหนมาไหนได้คล่องแล้ว
ส่วนวิธีการขับรถเกียร์ธรรมดา ผู้ขับต้องได้รับการฝึกสอนและเรียนทักษะการขับรถเกียร์ประเภทนี้เสียก่อน การขับขี่รถเกียร์ประเภทนี้ นอกจากจะต้องใช้สมาธิแล้ว การใช้ทักษะเพื่อเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ยังสำคัญอีกด้วย ขณะขับขี่คุณต้องคอยเลี้ยงคลัทช์และเปลี่ยนเกียร์ไปในจังหวะที่ถึงรอบความเร็วของรถ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายนักขับเกียร์แบบนี้อย่างมาก ว่าคุณจะรู้จักจังหวะรถของคุณดีแค่ไหน
เลือกซื้อรถเกียร์แบบไหนดี
สำหรับมือใหม่หัดขับ ถ้าคุณไม่ใช่ประเภทที่ต้องการใช้รถกระบะ หรือบุกป่าขึ้นเขาบ่อยครั้ง การเลือกรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโต้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ค่าดูแลรักษาเกียร์จะแพงสักหน่อย แต่รถยนต์ในสมัยใหม่ โดยส่วนใหญ่ก็มักใช้เกียร์ออโต้เป็นหลัก เพราะใช้งานง่าย และไม่ต้องมีทักษะในการขับมาก
ส่วนสำหรับใครที่อยากขับเกียร์แมนนวล มักจะเป็นสายรถแข่ง หรือรถที่ต้องใช้ในพวกออฟโรด อย่าง รถกระบะ หรือ รถตู้ที่มักจะใช้บรรทุกผู้โดยสารไปตามเส้นทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง หรือทางลาดชัน การใช้เกียร์ประเภทนี้จะสามารถให้อัตราเร่งและการลดเกียร์ที่จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของรถยนต์ได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
เกียร์ทั้งสองประเภท มีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งานของผู้ขับ หากคุณเป็นสายลุย สายรถกระบะก็ต้องมองเกียร์ธรรมดาเป็นหลักเสียมากกว่า แต่หากคุณคิดว่าการขับในเมือง ชิลตามถนนที่ไม่ต้องเน้นทักษะมาก เกียร์ออโต้คือคำตอบของคุณเลยค่ะ
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า เราควรจะเริ่มดูรถเกียร์เหล่านี้จากไหน แนะนำว่าลองเริ่มต้นจากรถมืองสองดูก่อนก็ได้ค่ะ เพื่อทดลองความชอบจากการขับขี่เกียร์ทั้งสองแบบ แต่สิ่งสำคัญกว่าความชอบ คือทักษะในการขับขี่ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องฝึกฝนให้คล่องและคุ้นชิน ส่วนรถยนต์มือสองที่คุณกำลังมองหาอยู่ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิคะ ที่นี่จะมีคำตอบให้คุณ!
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
เมื่อพูดถึงแบรนด์รถยนต์ในประเทศไทย แบรนด์แรก ๆ ที่ทุกคนจะคิดออกคือ แบรนด์ โตโยต้า(Toyota) หรือไม่ก็ ฮอนด้า( Honda) เจ้าตลาดรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใหญ่ระดับโลกใช่ไหมคะ เพราะสองแบรนด์รถยนต์นี้เรียกได้ว่า อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานจริง ๆ
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของกันและกันอย่าง Toyota และHonda แต่ถึงอย่างนั้นรถยนต์ทั้งสองแบรนด์นี้ก็ยังคงอยู่คู่กันมาได้ ด้วยยอดขายและความเชื่อมั่นในจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันออกไป
หลายคนคงเคยตั้งคำถามบ้างว่า ในอดีตทำไมแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ถึงสามารถก้าวมาเป็นอันดับต้นของโลกได้ ทั้งยังสามรถครองใจตลาดไทยได้มายาวนานเหลือเกิน นั่นคือคำตอบที่คุณสามารถค้นหาได้ในบทความนี้ เราจะค้นพบประวัติของฮอนด้าไปพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ
จุดกำเนิด
หากจะต้องท้าวความย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1965 จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เริ่มจากการที่ได้พัฒนาจักรยานยนต์แบบติดเครื่องยนต์ ควบคู่กันไปกับการพัฒนารถยนต์ 4 ล้อที่ถูกนำไปใช้แข่งขันจริงในงานแข่งขันรถยนต์ชื่อดัง F1 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในงานนั้นรถยนต์ของฮอนด้าได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งกรังด์ปรีซ์กลับมาด้วย
ในปีค.ศ.1972 ภายหลังจากชัยชนะที่สร้างชื่อเสียงมากมายให้แก่แบรนด์ในครั้งก่อน คราวนี้ฮอนด้าก็กลับมาพร้อมการเปิดตัวรุ่นรถเด่นและดังที่มีชื่อถึงปัจจุบัน อย่าง Honda Civic รุ่นแรกในตำนาน ที่ใช้เครื่องยนต์ CVCC ที่มีส่วนช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าคำนึงถึงภาวะและมลพิษของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว
ถัดมาในปี ค.ศ. 1976 อีกหนึ่งรุ่นในตำนานที่อยู่เคียงคู่กับฮอนด้าอย่าง Honda Accord ก็ได้ตามรอยรุ่นพี่ อย่าง Honda Civic ออกมาอวดโฉม และออกขายทั้งในและนอกประเทศ
ภายหลังจากปีดังกล่าว ทางบริษัท Honda ก็ได้เริ่มมีการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และภายในเอเชียเอง ทำให้ตัวแบรนด์ Honda เริ่มมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วโลก ไม่ว่าจะถามใครก็รู้จักแบรนด์นี้
เมื่อผู้ก่อตั้งอย่างคุณ โซอิจิโร่ ฮอนดะ เล็งเห็นถึงขอบข่ายและโอกาสในการพัฒนารถยนต์แบรนด์นี้ไปก้าวสู่เวทีโลกมากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่ชื่อว่า แอคิวรา (Acura) เป็นชื่อแบรนด์ทางการค้าของ Honda ที่ใช่เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และฮ่องกง เพื่อยกระดับแบรนด์ให้มีความหรูหราและขายรถยนต์หรู เทียบเท่ากับทางคู่แข่งอย่าง Lexus ของ Toyota
ผู้ก่อตั้ง
ก่อนที่แบรนด์จะถูกก่อตั้งมา แน่นอนว่าต้องมีผู้ริเริ่มให้เกิดแบรนด์ Honda เองก็เช่นกัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งฮอนด้า มีชื่อว่า โซอิจิโร่ ฮอนดะ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ปีค.ศ. 1906 ในช่วงแรกโซอิจิโร่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเมืองชิซุโอกะ ใกล้กับเมืองฮามะมัตสึ ครอบครัวของเขารับอาชีพเป็นช่างตีเหล็กและซ่อมจักรยานเก่าขาย นั้นทำให้เขาคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก
โซอิจิโร่ที่มีความสนใจในด้านวิศวกรรมเป็นพิเศษ จึงตัดสินใจที่จะเลิกเรียนในโรงเรียน และเข้าไปหาประสบการณ์ที่กรุงโตเกียว โดยทำงานอยู่ภายในอู่ซ่อมรถยนต์ชื่อ Art Shokai(อาร์ท โชไก) ในช่วงแรกโซอิจิโร่ยังไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานซ่อมมากนัก
จนกระทั่งปี 1923 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้ช่างซ่อมและคนในอู่กลับบ้านไปจำนวนมาก ในช่วงนั้นเองโซอิจิโร่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์อย่างเต็มที่จากนายช่างที่เหลืออยู่ภายในอู่ จนเขาได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของอู่ให้เป็นตัวแทนสาขาย่อยของ Art Shokai ในจังหวัดฮามะมัตสึ
ในปี 1936 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Tokai Seiki(โตไก เซย์คิ) เพื่อผลิตและส่งวงแหวนลูกสูบให้แก่บริษัทโตโยต้า แต่นั้นกลับเป็นข่าวร้ายเพราะว่าวงแหวนลูกสูบได้ส่งให้ทางโตโยต้า กลับมีผ่านมาตรฐานเพียงแค่ 3 ชิ้น ทำให้โซอิจิโร่ตัดสินใจกลับไปเรียนด้านทฤษฏีที่ฮามะมัตสึ ขณะเดียวกันก็ได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศญี่ปุ่นด้วย จนในที่สุดวงแหวนลูกสูบของเขาก็ได้รับการยอมรับ
ทว่าชีวิตที่กำลังไปได้ด้วยดีกลับต้องชะงัก เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการวางระเบิดในเมืองฮามะมัตสึ ทำให้โรงงานของโซอิจิโร่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กระทั่งสงครามจบลง ญี่ปุ่นที่เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ทำให้การสัญจรในญี่ปุ่นกลับไปใช้จักรยานซะส่วนใหญ่
โซอิจิโร่ จึงได้คิดค้นนำกาต้มน้ำอัลลอยขนาดเล็ก ทำเป็นถังน้ำมันต่อเข้ากับเครื่องยนต์ และนำไปติดไว้กับจักรยานเพื่อให้ภรรยาของเขาได้ขับขี่ นั้นจึงเป็นที่มาของเครื่องยนต์รุ่น Model A Type ในภายหลังโซอิจิโร่จึงได้นำการคิดค้นครั้งนี้สร้างชื่อให้กับตน และในปีค.ศ. 1947 บริษัท Honda Motor ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีจักรยานยนต์รุ่นฮิตอย่าง Honda Dream (D-type) เป็นตัวสร้างชื่อให้กับเขา
ภายหลังจากการก่อตั้งบริษัทได้ไม่นาน ก็มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาขอติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้ฐานการผลิตและชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ของ Honda กระจายไปไกลและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โซอิจิโร่จึงได้เริ่มทำตามความฝันในวัยเด็กของเขา ที่ต้องการจะผลิตรถยนต์
ในปีค.ศ. 1970 โซอิจิโร่ได้ผลักดันบริษัทให้เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย แต่ด้วยความสามารถของโซอิจิโร่ จึงได้สร้างความแตกต่างจากรถยนต์อื่น ๆ ที่ยังมีอัตราการเผาไหม้ที่สูง ผลิตเครื่องยนต์มลพิษต่ำและนำไปใส่ใน Honda Civic ที่เปิดตัวในปีค.ศ.1973 จนกลายเป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับรถยนต์ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุดในเวลานั้น
บริษัท Honda ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และตัวโซอิจิโร่เองก็เป็นชาวเอเชียคนแรก ที่ได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลด้านยานยนต์โลก(Automotive Hall of Frame) ในตอนต้นของยุค 80 เขาก็ได้พาบริษัท Honda สู่ Top 3 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น และในช่วงปลายยุค 80 ก็กลายเป็น Top3 ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้โซอิจิโร่ ฮอนดะ จะจากไปในปี 1991 แต่เขาก็ได้ทิ้งตำนาน และงานประดิษฐ์ของเขามากกว่า 470 ชิ้นเอาไว้ ทั้งยังมีสิทธิบัตรอีกกว่า 150 ฉบับ ซึ่งในเวลาต่อมาสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ก้าวสำคัญของฮอนด้าในประเทศไทย
ปีแรกที่ Honda เข้ามาทำตลาดในไทยคือปี พ.ศ.2507 เริ่มจากการจัดจำหน่ายขายรถจักรยานยนต์ รวมถึงเครื่องยนต์อเนกประสงค์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทว่าฮอนด้าไม่หยุดที่การจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นในปีพ.ศ.2526 ฮอนด้าจึงเริ่มดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท ฮอนด้า คาร์ส(ประเทศไทย) เพื่อทำการจัดจำหน่ายรถยนต์ของฮอนด้าเอง ทั้งนี้ยังมีการตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน
ในปีถัดมา ฮอนด้าได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกในประเทศไทยคือ รถยนต์รุ่น Honda Accord และในปีพ.ศ.2539 ก็ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแทน โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี
ปีพ.ศ. 2543 ฮอนด้าก็ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่จากเดิมที่ เคยใช้ชื่อว่า บริษัท ฮอนด้า คาร์ส(ประเทศไทย) ก็ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล(ประเทศไทย) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในการควบร่วมส่วนงานการผลิต และจัดจำหน่ายไว้ภายใต้ชื่อเดียวกัน
ในปีพ.ศ. 2551 ฮอนด้าได้ทำการขยายธุรกิจ โดยเปิดโรงงานผลิตเพิ่มแห่งที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของฮอนด้า ที่ถึงแม้จะเพิ่งเข้ามาขยายและลงทุนกิจการภายในประเทศไทยได้ไม่นาน แค่เพียง 20 ปี แต่กลับสามารถขยายการลงทุนและมีตัวเลขที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง
ปัจจุบัน ฮอนด้ามีผู้จำหน่ายและให้บริการอยู่หลายแห่งในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการและสร้างการบริการให้ดีที่สุดครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย
นอกจากนี้แล้วโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ของฮอนด้าก็มีอยู่ 2 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญทั้งเป็นฐานการผลิตส่งเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศเองและส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย
สรุปท้ายบทความ
เมื่อพูดถึงแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่ชวนน่าตื่นเต้นหรือมีการพลิกผันในช่วงเวลาที่ผ่านมามาก แต่ต้องยอมรับว่าแบรนด์นี้ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของคนในประเทศไทยเสียแล้ว
พอถึงเวลาที่ต้องการจะซื้อรถยนต์สักคัน แบรนด์เหล่านี้กลับเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทำให้คุณคิดถึงเมื่อพูดถึงรถยนต์ นอกจากสมรรถนะและรูปลักษณ์ความสวยงามแล้ว การนึกถึงเป็นแบรนด์แรกคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้คุณตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน
ถ้าคุณต้องการจะเก็บรถยนต์ของทาง Honda รุ่นฮิตที่มีมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน หรือต้องการได้รถรุ่นฮิตแต่ไม่อยากได้มือหนึ่ง คุณกำลังมาถูกทางแล้ว เพราะที่นี่คือ Kaidee Auto ที่ไม่ว่าคุณจะกำลังสรรหารถรุ่นไหน แบรนด์ไหนอยู่ ก็สามารถพบได้ที่นี่ หากรู้แล้วอย่ารอช้าไปหารถในตำนานกันเลยดีกว่า!
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
คาดว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับรถประเภท SUV (Sport Utility Vehicle) หรือในภาษาไทยคือ รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง นอกจากจะเป็นที่คุ้นเคยแล้ว ยังเป็นยอดนิยมที่คนไทยมักหาซื้อมาใช้
โดยเฉพาะกับบ้านไหนที่มีครอบครัวอยู่กันมากกว่า 3 คน ทางเลือกจึงมักเป็นรถ SUV ที่สามารถไปไหนมาไหนได้ แถมสมรรถนะยังแรงคล่องตัวอีกด้วย
ถึงอย่างนั้นรถประเภท MPV (Multiple Purpose Vehicle) และ PPV (Pick up Passenger Vehicle) ที่แม้จะได้รับความนิยมไม่เท่า SUV แต่ก็มองข้ามความสำคัญในพื้นที่ตลาดรถยนต์ไทยไปไม่ได้เลย
เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงเกือบเหมือนกันกับ SUV และมีบางรุ่นที่ราคาถูกกว่า SUV อยู่หลายบาท บางคนจึงตัดสินใจมาซื้อรถเหล่านี้แทน
ความแตกต่างมีผลต่อการเลือกซื้อรถยนต์อย่างไร
นอกจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ ที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถแล้ว ประเภทของรถก็เป็นอีกหนึ่งที่ผู้ซื้อจะให้ความสนใจ เพราะเมื่อเกิดการแบ่งประเภทรถ ผู้ซื้อจะตัดสินใจจากการแบ่งประเภทของรถ ที่มีความหมายเชิงลึกในแง่ของศักยภาพ สมรรถนะของรถประเภทนั้น ๆ
หากผู้ให้เข้าใจง่าย คือเมื่อคุณเลือกที่จะซื้อรถสักคัน และในใจคุณยังไม่มีว่าชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ อย่างแรกคุณจะทำการค้นหารถเหล่านั้นจาก ประเภทของรถ เช่น รถซีดาน รถ SUV หรือ รถ MPV เป็นต้น
จึงเป็นที่มาว่าความแตกต่างของรถยนต์แต่ละประเภทมีความแตกต่างในการซื้อ ตั้งแต่อัตราการค้นหา และชื่อประเภทของรถที่อาจหมายถึงสมรรถนะของรถด้วยก็เป็นได้
ความแตกต่างของรถ MPV, PPV และSUV
ลองมาเปรียบเทียบดูกันว่ารถยนต์ทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการตัดสินใจเพื่อซื้อรถยนต์ ที่ไม่ใช่รถยนต์ประเภทซีดาน โดยรถทั้งสามแบบนี้ แม้จะมีความใกล้เคียงกันทั้งชื่อ ทั้งรูปลักษณ์ แต่ทว่าจุดเด่นของรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้กับมีความต่างที่ชัดมาก
1. MPV
รถ MPV (Multiple Purpose Vehicle) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า รถแวน 5 ประตู อเนกประสงค์ 6-11 ที่นั่ง โดยความสูงของรถยนต์ประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงรถเก๋งมาก
จุดเด่นของรถยนต์ประเภทนี้คือ สามารถจุคนได้เยอะมาก ใกล้เคียงกับรถแวนเลยทีเดียว ที่นั่งจะสามารถนั่งได้สบายไม่เบียดกันแม้ไปกันหลายคน รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกับรถแวนก็จะมีเพียง ด้านหน้าของรถยนต์ที่ยื่นออกไปคล้ายรถเก๋งซีดาน 4 ประตู
รถยนต์ประเภทนี้จะมีตั้งแต่ 6-11 ที่นั่ง และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดของรถ ถ้าขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า Mini MPV ขนาดกลางเรียกว่า Compact MPV และขนาดใหญ่จะถูกเรียกว่า Large MPV ซึ่งรถประเภทนี้จะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มากกว่า SUV ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออิสระทำให้ทรงตัวดี ทั้งนี้ความสูงของรถยนต์ประเภทนี้ จะอยู่ที่ประมาณรถเก๋งทั่วไป
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Toyota Sienta, Honda Mobilio, KIA Grand Carnival, Suzuki Ertiga, Toyota Wish, Toyota Alphard, Hyundai H1, Toyota Avanza, Volksawgen Multivan และอื่น ๆ
2. PPV
รถยนต์ที่ดั้งเดิมถูกออกแบบมาให้เป็นรถกระบะ และนำมาดัดแปลงในภายหลัง หรือที่เราเรียกกันจนติดปากอย่าง รถพิกอัป คำว่า PPV ย่อมาจาก Pick up Passenger Vehicle ก็คือเป็น รถกระบะดัดแปลงเพิ่มที่นั่งเพื่อรองรับผู้โดยสารภายในรถนั่นเอง
คุณรู้หรือไม่ว่า รถยนต์ประเภท PPV นั่นเป็นชื่อเรียกการแบ่งประเภทรถที่มีเพียงในไทยเท่านั้น โดยรถกระบะดัดแปลงเหล่านั้จะมีทั้งแบบขับเคลื่อนอิสระ 2 ล้อ และขับเคลื่อนอิสระ 4ล้อแตกต่างกันไป
โดยสาเหตุที่มีการดัดแปลงรถยนต์ประเภทนี้ให้กลายเป็นรถนั่ง เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการเรียกเก็บเงินของภาษีสรรพสามิตอนุญาตให้รถยนต์ประเภทนี้ สามารถจดทะเบียนในฐานะ รถนั่ง ได้นั่นเอง
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Pajero 1990, รถ Isuzu Cameo, รถ Toyota Sport Rider, รถ Mitsubishi G-wagon, รถ Ford Everest และอื่น ๆ
3. SUV
SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือชื่อภาษาไทยที่ว่าเป็น รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง แค่ชื่อก็สามารถอธิบายคุณสมบัติรถยนต์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะและความเป็นสปอร์ตแบบเหนือขั้น
รถยนต์อเนกประสงค์ที่มีประโยชน์สารพัดคือคำตอบของรถ SUV ที่มอบให้แก่ผู้ขับขี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะเน้นไปในด้านภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งและสปอร์ต พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณและครอบครัวไปในทุกเส้นทาง
ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกรถ SUV คือต้องการบุกป่าฝ่าเขา ต้องการรถยนต์ที่พร้อมบุกลุยทุกเส้นทางไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบุกน้ำ ลุยโคลน หรือออฟโรดก็ต้องมาแบบจัดหนักจัดเต็ม เดินทางไปได้ทุกเส้นทางแบบไร้อุปสรรค
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Porshce Cayenne, รถ Volvo X-90, รถ Nissan X-Trail, รถ Honda CR-V, รถ Toyota Land Cruiser, รถ Mercedes-Benz GLC, รถ Mitsubishi Pajero Sport และอื่น ๆ
รถแบบไหนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไหน
อย่างแรกเลย หากคุณเป็นคนในกลุ่มที่ชอบความสปอร์ต ขับขี่คล่องทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงยังมีสมาชิกครอบครัวไม่เกิน 5 คน รถ SUV จะตอบโจทย์การขับขี่ของคุณที่สุดใน
แต่หากคุณมองว่าคุณไม่ได้ต้องการความสปอร์ตและขับขี่คล่องตัวขนาดนั้นบนท้องถนน และบ้านคุณก็มีสมาชิกจำนวนหนึ่ง หรือประมาณ 6-11 คน ก็ควรเลือกเป็นรถประเภท MPV ที่มีลักษณะเป็นรถแวนหรือคล้ายรถแวน จะทำให้คุณกับครอบครัวไปไหนไปกันได้สบายและครบครันกว่าเดิม
ส่วนรถ PPV นั้นคือเหมาะกับการขนของ แต่ก็ต้องการบรรทุกผู้โดยสารไปด้วย รถประเภทนี้จะสมรรถนะที่แรงกว่าทุกแบบ เพียงแต่รูปลักษณ์อาจไม่โฉบเฉี่ยวเท่าอีกสองแบบข้างบน และความนิ่มนวลในการขับอาจน้อยกว่านั่นเอง
รถ Cross Over แตกต่างกับ MPV, PPV และSUVอย่างไร
พอรู้กันไปบ้างแล้ว สำหรับรถยนต์ประเภท MPV, PPV และSUV แต่รถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง รถยนต์ Cross Over หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ รถแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ที่มีความคล้ายคลึงกับ SUV อย่างมาก
ถึงอย่างนั้น รถ Cross Over ก็ไม่ใช่รถแบบเดียวกับ SUV เพราะรถ Cross Over นั้นถูกปรับมาจากรถเก๋งซีดาน 4 ประตู โดยมีอาจมีการยกตัวรถให้สูงขึ้น และเติมประตูท้ายแทนที่ฝากระโปรงหลังแทน สร้างความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตให้กับรถมากขึ้น ทั้งยังสามารถขับขี่ได้คล่องกว่ารถเก๋งโดยทั่วไปนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
การเลือกซื้อรถยนต์สักคัน นอกจากจะดูถึงความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์ในการขับแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของราคาและความคุ้มค่าในการใช้รถเป็นส่วนประกอบอีกเดียว ดังนั้น เพื่อที่จะตอบโจทย์และได้ทดลองความคุ้มค่าของรถยนต์นั้น ๆ ผู้ที่จะซื้อรถควรทดลองขับและขอรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนจึงจะดีที่สุด
แต่สำหรับใครที่คิดว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกินตัวจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเหล่ากลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หากมองถึงความคุ้มค่าในรถยนต์มือสองโดยเฉพาะรถยนต์ประเภท SUV, MPV และPPV ที่มีสมรรถนะและอายุการใช้งานที่สูงกว่ารถซีดานแล้ว
การซื้อรถมือสองของรถประเภทนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มในระดับหนึ่งเลยล่ะ เพราะนอกจากอะไหล่จะหาได้ง่ายแล้ว ยังสามารถซื้อมาขายไปได้คล่องอีกด้วยล่ะ หากคุณคือหนึ่งในคนที่สนใจซื้อ-ขายรถยนต์มือสองแล้วละก็ Kaidee Auto คือคำตอบ!!
Nov 28, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ถ้าถามเพื่อนๆว่าวันหยุดยาวจะไปไหนกันดี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างภูเขา น้ำตก ทะเลก็คงจะเป็นคำตอบแรกๆที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของชาวต่างชาติอีกด้วย
แต่จะไปทะเลเฉยๆ มันก็ธรรมดาไปแล้ว เปลี่ยนฟีลล่องเรือไปนอนเกาะกันดีกว่าค่ะ โดยเฉพาะ 5 เกาะสวยฮอตฮิตในไทย ที่อยากกระซิบบอกคุณว่า ถ้าคุณไม่ได้ไปคุณจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่นอน ลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่ามีเกาะที่คุณอยากไปอยู่ในลิสต์บ้างหรือเปล่า
เกาะพยาม ทะเลระนอง หรือมัลดีฟส์เมืองไทย
ใครอยากไปทะเลสวยใส ฟีลแบบมัลดีฟส์ ไม่ต้องบินไปไกลถึงมัลดีฟส์แล้วนะคะ เพราะประเทศไทยของเราก็มีทะเลที่สวยมาก ระดับที่ว่าสวยได้มัลดีฟส์เลย อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง เป็นเกาะที่ใหญ่ 1 ใน 2 ของ จ.ระนอง ความสวยงามของเกาะพยาม ได้รับการขนานนามว่าเป็น มัลดีฟส์เมืองไทย
ความสวยงามของหาดทรายเกาะพยาม ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน และเมื่อน้ำทะเลลดระดับลง เราจะได้เห็นริ้วทรายขนาดกว้างใหญ่ ที่พักที่อยู่กลางน้ำทะเล ให้ความรู้สึกเหมือนพักอยู่กลางทะเลมัลดีฟส์ และเสน่ห์ของวิถีชีวิตของชาวมอแกน ที่อาศัยอยู่บนเกาะพยาม ทำให้เกาะพยามเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งหลายอยากมาเที่ยวที่นี่
พิกัด: ทะเลระนอง จังหวัดระนอง
เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล
เกาะหลีเป๊ะ อีกหนึ่งเกาะสวยแห่งทะเลอันดามัน อยู่ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดที่ว่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แทบจะไม่มีที่พักว่างให้นักท่องเที่ยวสายแบ็คแพ็คได้เข้าพักกันเลย ถ้าไม่ได้มีการจองที่พักล่วงหน้าก่อน ด้วยความสวยใสของน้ำทะเล หาดทรายที่ขาวละเอียด ใครที่เป็นสายดำน้ำ ดูปะการัง หลีเป๊ะเป็นพิกัดที่ดีมากสำหรับสายดำน้ำ
การเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะ อาจจะต้องใช้พลังงานในการเดินทางเป็นอย่างมาก ทั้งขึ้นรถ ลงเรือ แล้วกลับมาขึ้นรถอีก แต่ขอบอกเลยค่ะว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยแน่นอน เพราะนอกจากธรรมชาติที่สวยงามของเกาะหลีเป๊ะแล้ว ยังมีความสนุกสนานอย่างอื่นบนเกาะให้คุณได้เสพ จนคุณไม่อยากกลับบ้านเลย
พิกัด: อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล
เกาะมันนอก จังหวัดระยอง
พอคิดได้ว่าจะไปเที่ยวทะเล ก็คงจะเป็นทะเลที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมาก อย่างทะเลฝั่งตะวันออก แต่พอหลายๆคน ได้ยินว่าจะไประยอง ก็คงกดจองที่พัก เกาะเสม็ด เสร็จทุกราย กันเป็นแถวๆแน่นอน แต่จะบอกว่า จ.ระยอง ไม่ได้มีเกาะเสม็ดเพียงแค่ที่เดียวนะคะ ยังมีเกาะที่สวยมากๆอีกหลายเกาะเลย และหนึ่งเกาะที่เราจะมานำเสนอวันนี้ เป็นหนึ่งในเกาะที่สวยระดับต้นๆของ จ.ระยอง เลยค่ะ นั่นก็คือ เกาะมันนอก จ.ระยอง นั่นเอง
เกาะมันนอก อยู่ในหมู่เกาะมัน ซึ่งมีอยู่ 3 เกาะ คือ เกาะมันใน มันกลาง มันนอก ซึ่งเกาะมันนอกจะเป็นเกาะที่เงียบสงบมาก ฟีลเกาะส่วนตัวมาก เนื่องจากห้องพักบนเกาะนี้มีเพียงแค่ที่เดียว และจะบอกว่าหาดทรายและทะเลบนเกาะมันนอกนี้สะอาดมาก น้ำใส และสงบ เหมาะสำหรับคนที่อยากไปเสพธรรมชาติมากๆเลยค่ะ
พิกัด: เกาะมันนอก จังหวัดระยอง
เกาะกูด จังหวัดตราด
เกาะสวย น้ำใส ใกล้กรุงเทพ อย่างเกาะกูด จ.ตราด เป็นเกาะที่สวยใครๆได้มาเป็นอันต้องหลงกับมนต์สะกดนี้ มองไปที่น้ำทะเลจะเห็นปะการังใต้พื้นน้ำ น้ำทะเลนิ่ง คลื่นเบาๆ ยิ่งแสงแดดส่องมากระทบกับผิวน้ำ เราจะมองเห็นความระยิบยับ ชวนให้หลงไหล จนได้รับการขนามนามว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” มันสวยจริงๆแหละคุณ
บนเกาะกูดนี้ นอกจากจะมีทะเลสวยๆ ที่พักดีๆให้นักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้เราไปเลือกทำ เช่น การพายเรือคายัก แพดเดิ้ลบอร์ด ก็มีให้เลือกเล่นกัน และที่สำคัญมากๆ ใครที่ไปเกาะกูดแล้วไม่ได้รูปแลนมาร์คของเกาะกูดอย่าง ชิงช้ากลางน้ำ นี่ถือว่ามาไม่ถึงเกาะกูดนะคะ เจ้าชิงช้ากลางน้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ให้คุณไปนั่งถ่ายรูปสวยๆแล้ว คุณสามารถไปนั่งเล่นสวยๆ เอาเท้าจุ่มน้ำทะเลรับพลังงานจากทะเลได้นะคะ
พิกัด: เกาะกูด จังหวัดตราด
เกาะพะงัน จังหวัด สุราษฎร์ธานี
สำหรับใครที่ไปเที่ยวทั้งที ก็ขอฟีลแบบครบวงจรหน่อยละกัน ทางเราขอแนะนำ เกาะพะงัน เป็นช้อยส์แรกของคุณ เพราะนอกจากจะที่นี่จะโด่งดังในเรื่องของธรรมชาติที่สวยงาม ทะเลแหวกที่สวยมากอีกที่นึง และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกาะพะงันมีชื่อเสียงดังไกลไปทั่วโลกนั่นก็คือ เทศกาลฟลูมูน ปาร์ตี้ เป็นเทศกาลสุดมันที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบที่ว่าสนุกจนคุณลืมเวลานอนไปเลยค่ะ
แต่ด้วยความที่ภาพจำของทุกคนมันจะคิดว่าเกาะพะงัน เป็นเกาะที่มีความวุ่นวาย แต่แท้ที่จริงแล้ว เกาะพะงัน เป็นเกาะที่เงียบสงบมากๆอีกเกาะหนึ่ง เพราะโซนที่จัดเทศกาลฟลูมูน กับส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อยู่คนละโซนกัน ซึ่งถ้าใครที่จะไปต้องจะต้องศึกษาเส้นทางการลงเรือกันดีๆนะคะ เพราะบนเกาะพะงันจะมีท่าเรืออยู่ 2 ที่คือ ท่าเรือหาดน้ำริ้น และท่าเรือท้องศาลา ซึ่งถ้าลงผิดละก็ การเดินทางข้ามโซนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเลย
พิกัด: เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ 5 เกาะสวยในไทยที่พลูโตนำมาฝากในวันนี้ เตรียมเก็บกระเป๋ากันแล้วใช่ไหม อย่ารอช้าค่ะทุกคน เพราะทางนี้ก็จองวันหยุดไปแล้วเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวพลูโตเตรียมตัวไปจัดกระเป๋าก่อนนะคะ ใครที่ยังไม่มีกระเป๋าเดินทางไว้ใส่ชุดปังๆไปเที่ยว เข้ามาดูใน Kaidee ได้นะคะ มีกระเป๋าสวยๆให้เลือกเยอะมากเลย
Nov 27, 2020 | บทความยานยนต์
สำหรับใครที่รู้จักรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่าการทำงานของรถยนต์ประเภทนี้ ล้วนใช้ไฟฟ้าในการสร้างการขับเคลื่อน ดังนั้นคงขาดไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมไฟฟ้าให้รถยนต์ เพราะรถยนต์ EV นั้นปราศจากเครื่องยนต์สันดาป และมีเพียงแบตเตอรี่เท่านั้นที่ชาร์จมาจากพลังงานไฟฟ้า ที่จะช่วยให้รถวิ่งต่อไปได้
รถยนต์ EV มีวิธีการทำงานอย่างไร
การทำงานของรถยนต์ EV มีหลักการทำงานที่ไม่ยาก ภายหลังจากนำเอาเครื่องยนต์สันดาปออกไป ทำให้เหลือเพียงตัวแบตเตอรี่ ตัวเปลี่ยนกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น
วิธีการทำงานจะเริ่มจากการชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปยังตัวแปลงกระแสไฟ ให้ไฟฟ้ากระแสตรงกลายเป็น กระแสสลับ(AC) แล้วจึงส่งไฟฟ้าต่อไปที่ตัวมอเตอร์เพื่อปั่นไฟฟ้าให้เกิดการขับเคลื่อนของล้อทั้งสี่
หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร
เหตุผลหลักที่ควรจะรู้จักหัชาร์จรถยนต์ EV เพราะในอนาคตอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า รถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ EV จนหมด จากการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ เน้นลดการปล่อยมลพิษจากควันรถ ทำให้กระแสรถยนต์ EV กำลังมาในหลายประเทศทั่วโลก
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ และประเทศเยอรมันที่มีการยกเว้นภาษีของรถยนต์EV 5-10 ปี รวมถึงมอบเงินชดเชยหากคุณทำการซื้อรถประเภทนี้ถึง 5,000 ยูโรอีกด้วย
โดยหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหลัก ๆ แล้วมีทั้งหมด 6 แบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการชาร์จ ได้แก่
1.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว(Quick Charger)
2.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม(Combined Charging System)
3.หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ (Normal Charger)
ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดรวมถึงคุณสมบัติของหัวชาร์จแต่ละประเภท ให้ได้ทราบถึงความแตกต่างและแยกได้อย่างชัดเจนว่า หัวชาร์จไหนใช้สำหรับอะไรได้บ้าง
1. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว (Quick Charger)
หัวชาร์จประเภทนี้มักปรากฎให้เห็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ ตามห้างสรรพสินค้าที่ติดตั้งตู้ชาร์จเอาไว้ เนื่องจากการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว ที่เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) นั้นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างแท่นชาร์จประเภทนี้ออกมา เพราะกำลังไฟฟ้าจะต้องมากถึง 110 kwh เลยทีเดียว
การชาร์จประเภทนี้ สามารถเติมแบตเตอรี่ของคุณได้เต็มได้มากสุดถึง 80% ในระยะเวลา 40-60 นาที ซึ่งจัดว่าเร็วมาก หากเทียบกับการชาร์จหัวไฟฟ้ากระแสสลับ โดยประเทศไทย โดยหัวชาร์จประเภทการชาร์จแบบเร็วที่มักพบเห็นได้ในประเทศเทยคือ หัวชาร์จแบบ CHAdeMo นั่นเอง
หัวชาร์จแบบ CHAdeMo ย่อมาจาก CHArge de Move ที่แปลได้ว่า ชาร์จเพื่อไปต่อ บ่งบอกถึงลักษณะและคุณสมบัติของหัวชาร์จประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี
สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย จากรถยนต์ที่นำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในรถยนต์ EV ที่มีหัวชาร์จประเภทนี้คือ Nissan Leaf เพื่อไว้ใช้ในการชาร์จแบบเร็วตามสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีติดตั้งทั่วประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
CHAdeMo : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V
แม้จะเป็นหนึ่งในหัวชาร์จแบบเร็ว ทว่าหัวชาร์จประเภทนี้กลับไม่ได้แพร่หลายในต่างประเทศนัก เพราะเป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีน จึงจัดได้ว่าเป็นหัวชาร์จแบบพิเศษที่ใช้อย่างแพร่หลายแค่ภายในประเทศจีนเท่านั้น
GB/T : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 250A / 750
2. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (Combined Charging System / CCS)
หลายคนคงสับสนหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (CCS) กับหัวชาร์จแบบปกติ (Normal Charger) เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก แท้จริงแล้วหัวชาร์จสองประเภทนับได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน
แต่หัวชาร์จแบบ CCS สามารถชาร์จได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ซึ่งเป็นการชาร์จแบบเร็วและไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ซึ่งเป็นการชาร์จปกติ ภายในหัวชาร์จอันเดียว
หัวชาร์จ CCS Type 1 มีรูปลักษณ์เหมือนหัวชาร์จแบบปกติ AC Type 1 เพียงแต่เพิ่มหัวชาร์จแบบชาร์จเร็วเข้ามาด้านล่างด้วย หัวชาร์จประเภทนี้จะมีขนาดเล็กกว่า CCS Type 2 ทำให้กำลังไฟฟ้าลดน้อยลงตามไปด้วย หัวชาร์จไทป์ 1 นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศดังกล่าว
CCS Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V
CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่รวมตัวหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กับ หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ว่าจะเลือกชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง(DC) หรือ ชาร์จปกติด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) หัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งมีขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และให้กำลังไฟมากกว่าหัวชาร์จ CCS Type 1 อย่างมาก
CCS Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 1000V
3. หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ(Normal Charger)
การชาร์จปกตินั้นคือการชาร์จผ่านตู้ติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า หรือจะเป็นการติดตั้ง Wall Box Charger ที่กำแพงบ้าน โดยกระแสไฟที่ใช้ในการชาร์จจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ทำให้ชาร์จได้ช้ากว่าไฟฟ้ากระแสตรง(DC) เนื่องจากตัวแบตเตอรี่จะกักเก็บไฟฟ้าในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จึงทำให้ต้องมีการแปลงกระแสไฟก่อนเก็บเข้าแบตเตอรี่
ชื่อเรียกอีกอย่างของหัวชาร์จประเภทนี้คือ AC Charging สำหรับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก 24 กิโลวัตต์ ระยะเวลาการชาร์จต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 4-7 ชั่วโมง และสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 30 กิโลวัตต์ เฉลี่ยเวลาอยู่ที่ 9 ชั่วโมงครึ่ง
หัวชาร์จประเภท AC Type 1 จะให้กำลังไฟที่น้อยกว่าหัวชาร์จ AC Type 2 เพราะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีรูชาร์จอยู่เพียง 5 รูเท่านั้น ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับตัวหัวชาร์จประเภท CCS Type 1 เลย
AC Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 32A / 250V
ในประเทศไทยมักนิยมชาร์จด้วยหัวชาร์จประเภท AC Type 2 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ในไทยมักผลิตและรองรับหัวชาร์จไทป์ 2 เป็นหลัก จึงสามารถเห็นได้ว่า ตามตู้ชาร์จหรือสถานีชาร์จต่าง ๆ จำเป็นต้องมีหัวชาร์จแบบนีเป็นหลัก
ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้และติดมากับรถยนต์ที่ผลิตและส่งตรงมาจากประเทศแถบยุโรปที่ใช้หัวชาร์จประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย มากกว่าประเทศแถบเอเชีย ด้วยขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และมีถึง 7 รูทำให้กำลังไฟของหัวชาร์จประเภทนี้มีเยอะว่าไทป์ 1 อย่างมาก
AC Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 70A / 250V สำหรับเฟสแรก
63A / 480V สำหรับเฟสสาม
อย่างที่ได้ทราบกันไปเกี่ยวกับประเภทของหัวชาร์จแล้ว หัวชาร์จบางประเภทก็ไม่ได้รับความนิยมหรือถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งหัวชาร์จหลัก ๆ ที่สามารถพบเห็นและใช้งานในไทยอย่างแพร่หลายได้แก่ หัวชาร์จแบบ AC Type2(ชาร์จปกติ), CCS Type 2(ชาร์จแบบผสม) และCHAdeMo
(ชาร์จเร็ว)
รถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่เราเรียก ๆ กันนั้น ไม่ได้รวมถึงแค่ตัว รถยนต์แบบ BEV เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงรถยนต์ที่มีการนำไฟฟ้ามาขับเคลื่อนร่วมกับน้ำมันอย่างตัว Hybrid และ Plug-in Hybrid ด้วย
แต่มีเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid และ BEV เท่านัน้ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ โดยจะอธิบายรายละเอียดรถยนต์สองประเภทนี้ให้ฟังโดยสังเขป
Plug-in Hybrid
รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่น้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยสามารถเลือกโหมดในการขับขี่ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภท Hybrid ทว่ารถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid จะเป็นการนำไฟฟ้าจากการชาร์จไฟจากข้างนอกมากักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และสร้างการขับเคลื่อนต่อไป
ในขณะที่แบบHybrid คือการสร้างกระแสไฟฟ้าจากการเผาไหม้ของน้ำมันแล้วนำมาปั่นเป็นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีกที
Battery Electric Vehicle (BEV)
เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบ 100% ปราศจากการใช้น้ำมันและยกเอาตัวเครื่องยนต์สันดาปภายในออก รถยนต์คันนี้จึงถูกเรียกว่า Battery Electric Vehicle (BEV) กล่าวคือเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จึงจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟฟ้าเพื่อกักเก็บไว้ในตัวแบตเตอรี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้ ก็คือรถยนต์ EV ที่เราเรียกและเห็นได้แพร่หลายในประเทศไทยนั้นเอง
สถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากเรื่องหัวชาร์จแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อคุณเป็นผู้ขับรถยนต์ EV คือสถานที่เติมไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ของคุณเต็มและพร้อมเดินทาง ในปัจจุบันนอกจากการชาร์จภายในบ้านแล้ว หลายสถานที่ภายในประเทศไทยก็ได้ติดตั้งตู้ชาร์จเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไว้บ้างแล้ว สถานที่ที่มีตู้ติดตั้งตัวชาร์จให้คุณขับเข้าไปชาร์จได้มีดังนี้
1.ห้างสรรพสินค้า
ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทยหลายเครือ เริ่มนำตู้ชาร์จไฟฟ้ามาติดตั้งเพื่อให้บริการสำหรับรถยนต์ EV โดยเฉพาะ อย่างเช่น เครือเซ็นทรัล ที่เริ่มให้มีตู้ในห้างใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งสามารถเช็กกับทางห้างได้อีกทีว่า สถานที่ที่คุณไปจะมีที่ชาร์จหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจ
2. สถานีอัดประจุไฟฟ้า ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
ภายในกรุงเทพมหานคร นอกจากสถานที่ชาร์จตามห้างสรรพสินค้าแล้วนั้น ยังมีจุดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงถึง 10 ที่ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ได้แก่ กฟน. สำนักงานใหญ่, เขตวัดเลียบ, เขตสามเสน, เขตบางขุนเทียน, เขตลาดกระบัง, เขตราษฎร์บูรณะ, เขตบางเขน, เขตบางใหญ่, กฟน.สมุทรปราการ และ กฟน. บางพูด
3.สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ EV ที่ให้บริการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปัจจุบันนั้นมีถึง 11 ที่ด้วยกัน โดยมีที่จังหวัดอยุธยา, นครปฐม, นครราชสีมา(ปากช่อง), ประจวบคีรีขันธ์(หัวหิน) และกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีแผนการพัฒนาจุดให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 จุดด้วยกัน
4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT)
ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานกลาง และโรงไฟฟ้าของกฟผ. จำนวน 23 สถานี แบ่งออกเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้าแบบปกติ(ชาร์จปกติ) 11 สถานี และแบบชาร์จเร็วอีก 12 สถานี
5.ปั๊มน้ำมันและสถานีให้บริการอัดประจุไฟฟ้า
นอกจากจุดชาร์จสถานีไฟฟ้าที่ตั้งมาโดยเฉพาะจากการไฟฟ้าแล้ว ทางด้านผู้นำเข้าน้ำมันอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่ ปตท.(PTT) และ บางจากก็ได้เริ่มโครงการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ EV แล้วด้วยเช่นกัน อย่างทางบางจากก็ได้เปิดบริการแล้ว 2 สถานี และในอนาคตยังมีแพลนที่จะขยายไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ตามเส้นทางหลักของประเทศไทย รวม 62 สถานีอีกด้วย
ส่วนทางปตท.(PTT) ก็ได้เปิดสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า รวม 14 แห่งทั่วประเทศ หรือ PTT EV STATION โดยมีจุดให้บริการดังต่อไปนี้ ปตท. วังน้อย อยุธยา, สระบุรี, สมุทรสาคร, คลองหลวง ปทุมธานี, พุทธมณฑล สาย 5 นครปฐม, สาขาโรงแยกก๊าซระยอง ระยอง, เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, ราษฎร์บูรณะ, ลาดพร้าว-วังหิน นวลจันทร์
6.EA Anywhere
เป็นบริษัทและโปรเจกต์ที่เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่อย่าง บริษัทปั๊มน้ำมัน Caltex, CP ALL, Bridgestone, A.C.T และ Robinson เพื่อที่สร้างสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากถึง 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานีชาร์จได้จากทางแอปพลิเคชันของ EA Anywhere เลย
7.ChargeNow
ChargeNow นั้นให้บริการโดยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศยุโรปอย่าง BMW ที่ร่วมทุนกับ Central Group และ AP เพื่อสร้างจุดบริการชาร์จไฟฟ้าแก่รถยนต์ EV ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ สามารถเช็กจุดชาร์จได้จากทางเว็บไซต์ ChargeNow Thailand [http://chargenow-th.greenlots.com/ ]
8.EQ
เมื่อพูดถึงจุดชาร์จไฟฟ้าภายในห้างสรรพสินค้าไปแล้ว คงขาดไม่ได้เลยสำหรับการชาร์จไฟฟ้าภายในโรงแรม ทาง EQ ที่ให้บริการโดยบริษัท Mercedes-Benz ก็ได้ขยายจุดบริการชาร์จเช่นเดียวกัน โดยจะเน้นไปในด้านการจับมือคู่กับทางโรงแรมชื่อดังระดับประเทศอย่าง Mariott International, Minor Hotels และ Hilton
ในปัจจุบันการขยายสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าของทาง EQ ได้เปิดบริการแล้วกว่า 63 จุดทั่วประเทศ สามารถหาข้อมูลจุดบริการชาร์จไฟฟ้าของ EQ ได้จากแอปพลิเคชัน EQ Ready ที่มีให้โหลดทั้งในระบบ IOS และ Android พร้อมรองรับและบริการผู้ใช้รถยนต์ EV อย่างแท้จริง
สรุปท้ายบทความ
สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์ EV ไม่ต้องรอช้าค่ะ เพราะตอนนี้ทั้งสถานีให้บริการการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ โรงแรม ก็พร้อมให้บริการเติมไฟฟ้าให้เต็มแบตเตอรี่ของคุณแล้ว
แต่หากคุณไม่แน่ใจและลังเลใจที่จะซื้อรถยนต์ EV มือหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นรถยนต์ EV มือสองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีอันหนึ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะซื้อมาขายต่อได้ง่ายแล้ว ราคายังไม่ตกอีกด้วย ถ้าสนใจสามารถกดปุ่มด้านล่างเพื่อหารุ่นที่ถูกใจคุณได้แล้วตอนนี้!