Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“รถคลาสสิก” ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ผ่านเจ้าของมาหลายคน หรือเป็นรถที่รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าจะซ่อมกันบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่รถคลาสสิกก็ยังคงเอกลักษณ์ของความสวยงามที่มีเสน่ห์ และน่าหลงใหลจนต้องตามหาเพื่อมาเป็นเจ้าของกันให้ได้ ยิ่งรถปีเก่าๆ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่หมายปองของนักสะสม ราคาก็มีแต่ขึ้นและไม่มีตกง่ายๆ วันนี้ RodKaidee จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก 10 รถคลาสสิกในตำนานที่ขายดีราคาไม่มีตก
1. Nissan Figaro
หนึ่งในรถเล็กที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลกับการเปิดตัวครั้งแรกในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 1989 ฝีมือการออกแบบของมิสเตอร์โชจิ ทาคาฮาชิ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์วิคตอเรียน เน้นการตกแต่งด้วยโครเมียมรอบคัน แผงพลาสติกที่ติดตั้งกระจังหน้า ทำจากพลาสติก PPO คืนตัวได้เมื่อโดนกระแทก หลังคาสามารถเลื่อนพับเก็บได้ ภายในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความหรูหราด้วยโครเมียมสไตล์อังกฤษ พวงมาลัย 3 แกนแบบคลาสสิก เครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า เกียร์ออโต้ 3 สปีด โดยหลังจากที่เปิดตัวพร้อมกระแสตอบรับที่เกินคาดก็ได้ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน โดยใน 8,000 คันแรกผลิตแบบปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับอยู่เพื่อบ่งบอกความพิเศษที่คนสะสมต้องหลงรัก
2. Suzuki Caribian
ขวัญใจสายออฟโรดที่ปัจจุบันได้เลิกทำการผลิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเป็นเอกลักษณ์ให้เหล่านักสะสมได้ตามหามาปั้นคัสตอมสไตล์ออฟโรดกันอย่างสนุก โดยผลิตครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1968 นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1977 นิยมใช้ในราชการทหาร ก่อนที่จะขายในเชิงพาณิชย์ประมาณปี ค.ศ.1982 เป็นรถ 4 ที่นั่ง มีฉายาที่เรียกติดปากว่า “รถตู้ปลา” ในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ารถเก๋ง แต่หลายคนก็ต้องยอมตัดใจขายเพราะทนแรงสั่นสะเทือนของรถไม่ไหว ซึ่งถือว่าเป็นรถตรงสายสำหรับผู้ที่มีใจรักในเส้นทางออฟโรด โดยเครื่องยนต์ของรถนั้นใช้งานไม่ยาก กลไกไม่ซับซ้อน ทนทาน สมกับเป็นรถที่สายลุยตามหาซื้อไว้มาครอบครอง
3. Land Rover Series I, II, III และ Defender
ตำนานออฟโรดขนานแท้ที่คงเอกลักษณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นไว้อย่างยาวนานกว่า 70 ปี จัดว่าเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดรถสำหรับใช้ขับเข้าป่า หรือจะใช้งานในเมืองก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการและได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นรถแห่งความสมบุกสมบันและจิตวิญญาณความเป็นออฟโรดขนานแท้
4. Volkswagen Beetle
“รถเต่า” ชื่อที่เราคุ้นเคยและเรียกติดปากสำหรับรถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย Volkswagen ที่ได้นำเข้ามาสู่บ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 โดยมีหลากหลายรูปแบบหลายฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, กันชนใหญ่, ไฟท้ายกลม หรือรุ่นเปิดประทุน ในอดีตนั้นรถเต่าเป็นรถธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ด้วยรูปทรงที่สวยงาม ผสมกับความทนทาน และการผลิตที่ยาวนานจึงทำให้เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามาจนถึงปัจจุบัน
5. Porsche 911
รถสปอร์ตสุดคลาสสิกอีกหนึ่งรุ่นกับทรงกบในตำนาน สืบทอดต่อยอดความสำเร็จมาจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชั่น ด้วยเอกลักษณ์รถสปอร์ตเฉพาะตัว ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย มีรุ่นแตกไลน์ออกมาอีกมากมาย แต่รุ่นที่โดดเด่นคือ Targa, Speedster หรือ GT ซึ่งเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมเล่นรถนั้นต้องมีไว้ครอบครอง
เชื่อได้ว่ารถคลาสสิก 5 รุ่นที่เราได้มาแนะนำให้ทุกคนในวันนี้ ต้องมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ถูกใจคนอ่านกันบ้าง สำหรับใครที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee กันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงเสน่ห์ความเรียบง่ายของสิ่งต่างๆ ในอดีต อย่างเช่น กล้องฟิล์ม หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ตอนนี้ได้กลับมาเป็นกระแสและได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง
เช่นเดียวกับ “กล้อง Instant Camera” หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “กล้องโพลารอยด์ (Polaroid)” ซึ่งมาจากชื่อบริษัทเจ้าแรกที่คิดค้นและผลิตกล้องแบบถ่ายปุ๊บได้รูปปั๊บ ก็ได้กลับมามีบทบาทในวงการภาพถ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีที่หลายแบรนด์ได้ทำการร่วมผลิตกล้องโพลารอยด์ออกมาแข่งขันกัน ทำให้มีตัวเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพได้เลือกช้อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน
นอกจากความคลาสสิกแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่กล้องชนิดนี้ยังครองใจหลายๆ คน เนื่องจากการใช้งานง่ายไม่จำเป็นต้องมีสกิลในการถ่ายภาพมากมายแบบช่างภาพมืออาชีพ ก็สามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆ เพียงแค่กดถ่ายง่ายนิดเดียว รวมถึงยังเก็บภาพในการ์ดไว้อีกหนึ่งช่องทางได้อีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมกล้องโพลารอยด์ 5 รุ่นมาแนะนำให้กับคนที่สนใจไว้เป็นตัวเลือกให้ได้ช้อปกัน
1. Polaroid Originals OneStep 2
แบรนด์ต้นตำรับกล้อง Instant Camera ที่ได้ทำการผลิตขึ้นมาใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องรุ่นยอดฮิตจากปี 1977 อย่าง OneStep ผสมผสานการออกแบบระหว่างความคลาสสิกและร่วมสมัยได้อย่างลงตัว มีแบตเตอรี่ภายในตัวที่ชาร์จซ้ำด้วยสาย USB อยู่ได้นานถึง 60 วัน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง กล้องมาพรอมเลนส์ฟิกซ์สามารถถ่ายวัตถุได้ตั้งแต่ระยะ 2 ฟุตขึ้นไป มีแฟลชอัตโนมัติ และระบบตั้งเวลาถ่ายภาพ เริ่มต้นใช้งานง่ายเพื่อให้ทุกคน รวมถึงเด็กๆ สนุกสนานกับการถ่ายภาพเพียงแค่กดชัตเตอร์และรอดูผลงานภาพที่คุณถ่ายได้ทันที
2. Fujifilm instax mini 9
โดดเด่นกับสีสันที่บ่งบอกถึงความสนุกที่มีให้เลือกกันถึง 5 สี สามารถเขียนข้อความต่างๆ เพิ่มความพิเศษลงบนภาพได้ ถ่ายภาพได้ที่ระยะใกล้สุด 35 เซนติเมตร ด้วยเลนส์ Close-Up พร้อมตัววัดแสงอัตโนมัติที่ช่วยให้ค่ารูรับแสงและแฟลชทำงานกันได้อย่างสัมพันธ์ มีโหมด High-Key Mode สำหรับถ่ายในที่มืด มีกระจกเล็กๆ ข้างเลนส์สำหรับถ่ายเซลฟี่เพื่อไม่ให้หลุดเฟรม สามารถปรับโหมดการถ่ายภาพได้ถึง 5 แบบ เพื่อเพิ่มความสนุกในการถ่ายภาพได้มากกว่าที่เคย
3. KODAK SMILE Instant Print Digital Camera
กล้องรูปทรงสวยสะดุดตาด้วยการเลื่อนสไลด์เปิดเลนส์เพื่อเริ่มถ่ายภาพ สามารถดูเฟรมภาพแบบเต็มตาด้วยหน้าจอแบบ LCD เพื่อเช็กมุมภาพแบบไม่มีพลาด จุดเด่นของกล้องคือการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ภาพแบบ Zink Zero Ink Printing ที่ให้ความคมชัดและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น สัดส่วนขนาดภาพที่ได้ออกมาจะอยู่ที่ 2×3 นิ้ว (กว้างxยาว) สามารถเก็บไฟล์ภาพบนการ์ดหน่วยความจำในเครื่องได้
4. Polaroid Snap Touch
รุ่นนี้รูปทรงการออกแบบจะแตกต่างจากกล้องโพลารอยด์ทั่วไป เพื่อช่วยให้คุณ Snap, Print และ Share เป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องพิมพ์แบบ Built-in ที่ถูกติดตั้งมาภายในทำให้ถ่ายและพิมพ์ภาพได้ทันที หรือจะเลือกเก็บไว้พิมพ์ภายหลังก็ได้ เพิ่มลูกเล่นให้กับภาพด้วยการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพิ่มกรอบฟิลเตอร์ สติกเกอร์ หรือตกแต่งแก้ไขภาพเพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์อื่นๆ ได้อีกด้วย
5. Leica Sofort
กล้อง Instant ตัวแรกจาก Leica แบรนด์กล้องไฮเอนด์สัญชาติเยอรมันที่คนเล่นกล้องทั้งหลายอยากได้มาครอบครอง ดีไซน์กล้องมีความโมเดิร์นคลาสสิกมาในรูปทรงสี่เหลี่มจัตุรัส อัดแน่นด้วยคุณสมบัติโหมดการถ่ายภาพที่ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ตั้งแต่ Automatic, Party & People, Sports & Action, Macro, Multiple Exposures, Time Exposures, Self-portraits และ Self-timer รวมถึงยังมาพร้อมระบบ Manual Focus 3 ระยะ ตั้งแต่ Macro ถ่ายภาพวัตถุใกล้ได้ถึง 30 ซม. ไปจนถึงระยะไกล 3 เมตร เป็นต้นไป มีแฟลชภายในตัว ปุ่มปรับความมืด-สว่างของภาพ ได้ตามที่ผู้ถ่ายต้องการ
จบไปแล้วกับการแนะนำกล้องโพลารอยด์ 5 รุ่น หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว สำหรับใครที่กำลังอยากช้อปอยากซื้อกล้องโพลารอยด์อยู่ ลองเข้ามาเลือกหาดูได้ที่ Kaidee กันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นทีละนิดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เป็นสัญญาณว่าฤดูหนาวมาเยือนเราอย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มีหลายคนวางแผนไปสัมผัสอากาศหนาวในพื้นที่ภาคเหนือหรืออีสาน
วันนี้เรารวบรวมทริคในการเลือกเสื้อกันหนาวให้เหมาะสมกับอากาศของเมืองไทยแบบครบถ้วนและครอบคลุมทุกช่วงอุณหภูมิ เพื่อให้ทุกคนแต่งตัวเข้ากับอากาศได้เป๊ะ ๆ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปมาไว้ให้แล้ว
ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าวิธีเลือกเสื้อกันหนาวให้เหมาะสมกับอากาศประเทศเรานั้น ต้องเลือกอะไรและอย่างไรบ้าง
เลือกเสื้อกันหนาวให้เหมาะกับอุณหภูมิ
การเลือกเสื้อกันหนาวให้เหมาะกับอากาศสามารถอ้างอิงได้จากระดับอุณหภูมิในแต่ละพื้นที่ได้ด้วย ส่วนระดับอุณหภูมิเท่าไรจะเหมาะกับเสื้อกันหนาวแบบไหน เลื่อนลงไปอ่านกันได้เลย
-10 – 0 องศาเซลเซียส
ส่วนใหญ่แล้วอากาศติดลบบ้านเราก็จะไม่ได้ติดลบไปไกลถึงขั้นเลขสองตัว ส่วนมากจะอยู่บริเวณ -1 ต้น ๆ ซึ่งพบได้บริเวณยอดดอยสูง ๆ
หากอยู่ในสภาพอากาศแบบนี้ ถ้ายิ่งมีลมก็ยิ่งควรสวมเสื้อผ้ากันหนาวไว้หลาย ๆ ชั้น ขนมาตั้งแต่เสื้อฮีทเทค เสื้อคอเต่า เสื้อโค้ตตัวหนา ลองจอน กางเกงหนา ๆ ผ้าพันคอ ถุงเท้าและรองเท้าบูทเลยก็ได้ หากลมแรงมากก็ใช้เป็นที่ปิดหูกันลม
แนะนำเสื้อกันหนาวที่ใช่
เสื้อฮีทเทค (Heattech)
คือเสื้อที่มีนวัตกรรมเก็บกักความร้อนจากร่างกายเพื่อให้เราอุ่นในสภาพอากาศหนาวเย็น เหมาะกับการใส่ไว้ชั้นใน ออกแบบให้ค่อนข้างบางแต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้อุ่นได้ดีมาก
ลองจอน (Long Johns)
เป็นชุดเสื้อและกางเกงสำหรับใส่ชั้นในเพื่อกันหนาว อาจเลือกใส่ทั้งสองชิ้นเลยหรือเลือกใส่เฉพาะท่อนล่างหรือท่อนบนอย่างเดียวแล้วแต่สะดวก ส่วนมากจะทำจากผ้าฝ้าย โพลีเอสเตอร์ผสม หรือบางรุ่นก็ทำแบบผสมกำมะหยี่และผ้าขนสัตว์
ความแตกต่างระหว่างลองจอนและเสื้อฮีทเทคคือลองจอนจะมีความหนากว่าเหมาะกับสภาพอากาศที่หนาวมาก ๆ
0-5 องศาเซลเซียส
อากาศที่อุณหภูมิประมาณ 0-5 องศาเซลเซียสจะพบเจอได้บนยอดดอยสูง ๆ และในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือเราจะเห็นแม่คะนิ้งเกาะตามต้นไม้ใบหญ้าในระดับอุณหภูมิประมาณนี้
แนะนำว่าควรสวมใส่เสื้อกันหนาวหนา ๆ อาจจะสวมทับกันหลายชั้นให้อุ่นขึ้น เช่น เสื้อไหมพรม เสื้อโค้ท ถุงเท้า รองเท้าบูท สามารถเพิ่มผ้าพันคอหนา ๆ สักผืน และถุงมือดี ๆ เข้าไปอีกเพื่อป้องกันให้ครบทุกส่วน หากใครขี้หนาวมาก ก็สวมลองจอนเพิ่มเข้าไป
แนะนำเสื้อกันหนาวที่ใช่
โค้ทผ้าวูล (Wool)
โค้ทผ้าวูลเป็นโค้ทผ้าที่ทักถอจากบรรดาขนสัตว์ทั้งหลาย เราจะเรียกผ้าที่ทอจากขนสัตว์รวม ๆ ว่าผ้าวูล ลักษณะของผ้าวูลจะมีความนุ่ม ละเอียด ไม่คัน และให้ความอบอุ่นได้ดี นิยมนำมาใช้ทำอุปกรณ์กันหนาว อาทิ โค้ทกันหนาว
โค้ทผ้าวูลส่วนใหญ่ที่ขายกันทั่วไปมักจะเป็นผ้าวูลผสม เช่น ผสมกับโพลีเอสเตอร์ เพื่อให้ราคาถูกลง แต่ยังกันหนาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ้าวูลมีคุณสมบัติในการกันหนาวได้ตั้งแต่ 15 องศาเซลเซียสจนถึงติดลบเลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับความหนาบางของโค้ทด้วย
5-10 องศาเซลเซียส
หากขึ้นไปยังพื้นที่บนดอยสูงหรือจังหวัดในแถบภาคเหนือและภาคอีสาน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน นครพนม เลย สกลนคร ก็มีโอกาสจะได้เจอะเจออุณภูมิที่ลดต่ำลงประมาณนี้บางช่วงเวลา เช่น เช้ามืดหรือกลางดึก
อุณภูมิประมาณนี้ถือว่าเหมาะกับการสวมใส่เสื้อไหมพรมทั้งแบบสวมศีรษะ หรือติดกระดุมและสวมทับด้วยโค้ทและกางเกงหนา ๆ พร้อมกับรองเท้าบูทและถุงเท้ากันหนาว สำหรับคนที่ขี้หนาวเป็นพิเศษ อาจจะสวมเพิ่มเป็นเสื้อฮีทเทคหรือลองจอนสักตัว
แนะนำเสื้อกันหนาวที่ใช่
รองเท้าบูทกันหนาว
สำหรับคนที่ขี้หนาวมาก ๆ หรือไม่ชอบให้เท้าเย็น รองเท้าบูทสักคู่ก็ถือเป็นไอเทมที่สำคัญ มีหลากหลายรูปแบบและวัสดุให้เลือก ตั้งแต่ผ้ากำมะหยี่ หนัง PU และอีกมากมาย ทั้งนี้ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศของพื้นที่ที่จะไป
หากเลือกซื้อบูทที่เนื้อหนากว่าสภาพอากาศจริง ใส่นาน ๆ อาจจะเหงื่อออก เหนอะหนะ ชวนให้เที่ยวไม่สนุก
หรือถ้าใครอยากซื้อคู่เดียวแล้วใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะคนที่ชอบเที่ยวแบบขึ้นเขาลงห้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สามารถเลือกซื้อเป็นรองเท้าบูทเดินป่าที่ใช้ได้ในหลายสภาพอากาศ ไม่ว่าจะอยู่เมืองหนาวหรือในทะเลทราย
10-15 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิประมาณนี้อากาศทั่วไปสำหรับพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานช่วงหน้าหนาว อาจจะไม่ต้องสวมเสื้อกันหนาวหลาย ๆ ชั้นซ้อนกัน แค่สวมเสื้อกันหนาวสักตัวและกางเกงขายาว หรือจะเป็นเสื้อกันหนาวไหมพรมโดยไม่มีตัวนอกทับ
แต่ถ้าเป็นคนค่อนข้างขี้หนาว สามารถเพิ่มถุงเท้าสักคู่ ผ้าพันคอสักผืน หรือปรับเสื้อข้างในให้เป็นเสื้อหนาวไหมพรมที่หนาขึ้นและสวมทับด้วยเสื้อตัวนอก
แนะนำเสื้อกันหนาวที่ใช่
เสื้อกันหนาวไหมพรม
เสื้อกันหนาวไหมพรมเป็นอีกไอเทมที่ต้องเห็นทุกหน้าหนาว มีหลากหลายรูปแบบทั้งแขนยาวแบบสวม เสื้อคอเต่า เสื้อกั๊ก เสื้อคาร์ดิแดน และโค้ทไหมพรม
ไหมพรมที่นำมาทำเสื้อกันหนาวมีหลายประเภท แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติ เสื้อกันหนาวไหมพรมแต่ละแบบจึงไม่ได้เหมาะกับอุณหภูมิและสภาพอากาศที่เท่ากันเสมอไป
เช่น หากต้องการเสื้อไหมพรมที่อุ่นมากอาจเลือกใช้เป็นไหมพรมวูล ไหมอัลปาคา และไหมโมแฮร์ ที่มีคุณสมบัติให้ความอบอุ่นเหมาะนำไปทำเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือ
15-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิ 15 – 20 องศาเซลเซียสพบได้ทั่วใบช่วงฤดูหนาวของไทย เป็นอากาศที่กำลังเย็นสบาย เหมาะกับการสวมเสื้อผ้าที่หนากว่าปกติ เช่น สวมเป็นเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมบาง ๆ กับกางเกงขายาว หรือใส่เสื้อผ้าตามปกติและสวมทับด้วยคาร์ดิแกนไหมพรม
ถ้าเป็นคนที่ขี้หนาวหน่อย ก็เพิ่มระดับความหนาขึ้นได้ตามความเหมาะสม เช่น สวมเสื้อคลุมตัวนอกทับอีกรอบ
แนะนำเสื้อกันหนาวที่ใช่
คาร์ดิแกน
เสื้อคลุมไหมพรมสุดฮิตที่สามารถหยิบมาใส่ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป คาร์ดิแกนคือเสื้อคลุมที่จะไม่มีปก เนื้อบาง และมีกระดุมผ่าหน้า มีทั้งแบบเสื้อคาร์ดิแกนตัวยาวและสั้น สามารถนำมาแมทช์กับการแต่งตัวของเราได้ง่ายและหลากหลาย
สรุป
แม้ว่าฤดูหนาวเมืองไทยจะไม่ได้ถึงขั้นหนาวมากเหมือนอยู่ต่างประเทศ แต่ในบางพื้นที่ เช่น ภาคเหนือและภาคอีสาน ก็ถือว่าอุณหภูมิต่ำมากในบางช่วง ดังนั้นจึงควรเลือกเสื้อกันหนาวให้เหมาะสมกับอากาศของแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย
หากใครที่กำลังแพลนขึ้นไปยอดดอยสูง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย อาจต้องเผชิญสภาพอากาศอุณหภูมิเลขตัวเดียวหรือถึงขั้นติดลบเลขต้น ๆ ในช่วงเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นควรสวมเสื้อผ้าหลายชั้น ผ้าพันคอ และถุงมือ หากใครขี้หนาวก็เลือกใส่ลองจอนหรือฮีทเทคเพิ่มได้
ถ้าอยู่ในสภาพอากาศ 10-15 องศา ซึ่งเป็นอากาศทั่วไปในบริเวณแถบภาคเหนือและอีสานช่วงหน้าหนาว แนะนำให้ใส่เป็นสเวตเตอร์อุ่น ๆ กับกางเกงขายาว ส่วนอากาศประมาณ 15-20 องศาก็แค่หาเสื้อคลุมกันหนาวสักตัวมาสวมทับ
คนที่กำลังมองหาเสื้อกันหนาวจัดเต็มไว้ใส่ไปเผชิญอากาศหนาวบนดอยแบบฟิน ๆ หรือสวมใส่สบาย ๆ สู้อากาศเย็น ๆ ก็ลองเข้ามาดูกันที่ Kaidee.com ได้เลยค่ะ ที่นี่เรามีเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันหนาวให้เลือกซื้อหาเพียบแน่นอน
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่คอยให้พลังงานในการขับเคลื่อนให้แก่รถยนต์ ซึ่งน้ำมันที่เราเติม ๆ กันอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปได้ ซึ่งหากมาลองมอง ๆ ดูกันให้ดีแล้ว จะพบได้เลยว่าที่ปั๊มน้ำมันที่เราเข้าไป มีน้ำมันอยู่หลากหลายประเภทเสียเหลือเกิน บางชนิดเราก็อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้
วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าน้ำมันสำหรับเติมรถเนี่ย มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วรถที่รถขับ ๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ควรจะต้องเลือกเติมน้ำมันอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
น้ำมันคืออะไร
หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าน้ำมันแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันนั้น คือ ของเหลวชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการทำปิโตเลี่ยม และได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการการกลั่นน้ำมัน เพื่อแยกน้ำมันดิบเหล่านี้มาเป็นส่วนต่าง ๆ และนำเอาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปตามชั้นของน้ำมันที่ได้ ซึ่งก่อนที่จะไปดูประเภทของน้ำมัน มาทำความรู้จักคำศัพท์คำนี้เสียก่อน
คำศัพท์สำคัญเลยที่จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของน้ำมันแต่ละชนิดได้ในระดับหนึ่ง ค่าออกเทน คือ ค่ามาตรฐานในการกำหนดความสามารถของเชื้อเพลิงในการที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขของค่าออกเทนนั้นบ่งบอกถึงเปอร์เซ็นต์ในการต่อต้านการจุดระเบิดตัวเอง (Self-Ignition) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ายิ่งค่าสูงรถยนต์จะยิ่งเร็วและแรง
ประเภทของน้ำมันรถและความแตกต่าง
ได้ทราบถึงความหมายและที่มาของน้ำกันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งน้ำมันที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่
1. น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)
น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีความเบาที่สุด โดยได้มากจากการกลั่นน้ำมันดิบ แล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้สามารถมาใช้กับรถยนต์ได้ โดยน้ำมันชนิดนี้แบ่งออกได้มากมายตามค่าของออกเทน
เป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดของน้ำมันแล้วก็ว่าได้ เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 95 แถมยังไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีความเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สูง ทำให้มีผลดีอย่างมากต่อรถยนต์ เพราะช่วยให้รถยนต์นั้นตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น
น้ำมันชนิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ น้ำมันเบนซิน 95 ที่ไม่มีเอทิลแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ค่าออกเทนที่ลดลงเป็น 91 ซึ่งส่งผลต่อรถยนต์เพียงเล็กน้อยจนแทบแยกไม่ออก
เป็นน้ำมันเบนซินแบบเดียวกับน้ำมันเบนซิน 91 ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้นั้นแตกต่างก็คือ น้ำมันชนิดนี้จะไม่ผสมสารตะกั่วเข้าไปด้วย ปัจจุบันนั้นหาเติมได้ยากมากแล้ว เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก
น้ำมันเบนซิน 95 ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันเลยคือเป็นน้ำมันไร้สารตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้เลิกผลิตและเลิกใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันแบบเบนซิน 95 ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 นั้นมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ถึง 99.5% โดยใช้อัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วนที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน 95 เดิมแล้ว ยังไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกลง แถมช่วยโลกให้มีพลังงานทดแทนมากขึ้นอีกด้วย
เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนเช่นเดียวกันกับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่นำเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% นำมาผสมเข้ากันในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วน แต่ที่แตกต่างกันออกไปเลยก็คือค่าออกเทนที่ลดลงให้เหลือ 91
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นอีกหนึ่งพลังงานที่ต้องนำน้ำมันเบนซินเดิม ๆ มาเพิ่มเติมส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้มันต่างอย่างไรกับแก๊ซโซฮอล์ปกติล่ะ มันต่างกันที่อัตราส่วนในการผสมของน้ำมันกับแอลกอฮอล์ โดยที่ E20 นั้นจะใช้น้ำมัน 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 20 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนอยู่ที่ 95 จึงได้มาเป็นชื่อนี้ว่า E20 นั่นเอง
อีกหนึ่งน้ำมันที่ส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เช่นด้วยกัน ซึ่งน่าจะพอเดา ๆ กันได้แล้วล่ะว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร นั่นก็คืออัตราส่วนในการผสมนั่นเอง โดยส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 คือ น้ำมัน 85 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 15 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนที่ 95 แบบเดียวกับ E20
2. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (DIESEL)
เป็นน้ำมันส่วนหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ ที่เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการทำรอบเครื่องที่สูง รวดเร็วและมีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองได้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและรถบรรทุก นั่นเอง
เลือกน้ำมันแบบไหนดีจึงเหมาะกับรถยนต์ของเรา?
แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์ของเรานั้นเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน แล้วควรที่จะเลือกเติมอย่างไรไม่ให้รถยนต์ของเราพัง ซึ่งวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีเดียวเลยที่เราจะรู้ก็คือการดูสติ๊กเกอร์อยู่ใต้ฝาถังน้ำมัน เมื่อเปิดออกออกจากจะสามารถพบเห็นได้ในทันที ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะมีข้อมูลไว้ ดังนี้
1. สติ๊กเกอร์ระบุว่า E0-E85
หากเปิดฝาเติมน้ำมันมาแล้วพบว่ามีสติ๊กเกอร์ที่เขียนแบบนี้แสดงว่ารถยนต์ของคุณนั้นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป
Tips : หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า E85 ห้ามเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เด็ดขาดเนื่องจากเป็นน้ำมันชนิดพิเศษที่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้น้ำมันชนิดนี้ได้
2. สติ๊กเกอร์ระบุว่า 91-E20
สติ๊กเกอร์นี้หมายถึงรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันได้ตั้งแต่ น้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 ไปจนถึง แก๊สโซฮอล์ E20 ได้นั้นเอง
Tips : เช่นเดียวกันกับกรณี E85 หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุเอาไว้ว่าสามารถเติม E20 ได้ ห้ามเติมน้ำมันชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ต้องนำรถยนต์ไปปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้ได้เสียก่อน
3. สติ๊กเกอร์ระบุชนิดน้ำมันแต่ละชนิดเลย
เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด เมื่อเปิดมาแล้วพบน้ำมันชนิดใด ก็เลือกเติมน้ำมันชนิดนั้นได้เลย ซึ่งจะมีประเภทของน้ำมันแยกมาให้ตามที่ได้บอกข้อมูลไปแล้วในข้างต้น ทีนี้ก็จะสามารถเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อรถยนต์ของคุณแล้ว
เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด
หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเติมน้ำมันที่จะให้รถยนต์ของคุณนั้นดึงน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด โดยมีวิธีง่าย ๆ ทั้ง 3 เทคนิค ดังนี้
1. เติมน้ำมันก่อนที่จะหมดถัง
การที่เรานั้นควรเติมน้ำมันก่อนที่จะหมดนั้น หากลองสังเกตเวลาเราขับรถยนต์หลังจากที่เราเติมน้ำมันเสร็จใหม่ ๆ น้ำมันรถของเราจะหมดลงช้ามาก แต่เมื่อเลยครึ่งถึงไปแล้วกลับลดลงเร็วกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีพื้นที่ว่างของถังน้ำมันเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่นั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อพบว่าน้ำมันของเราเหลือ 1 ใน 4 ของถังแล้วให้รีบเติม
2. เติมน้ำมันช่วงเวลากลางคืน
เทคนิคนี้ก็เป็นในเรื่องของกฎการระเหยของน้ำมันอีกเช่นเดิม หากเติมน้ำมันในเวลากลางวันนั้น ด้วยความที่อากาศมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ระหว่างที่เติมน้ำมันไปนั้น มีโอกาสที่น้ำมันจะระเหยได้ง่าย การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจึงช่วงลดปัญหานี้ลงไปได้นั่นเอง
3. กดปุ่ม ECO ที่มีอยู่ในรถยนต์
ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคันเล็ก หรือว่าจะเป็นคันใหญ่ก็ตาม มักจะมีฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถประหยัดน้ำมันในการขับขี่ลงไปได้ โดยต้องแลกกับความเร็วและอัตราเร่งของรถยนต์ที่ลดลงในการที่ประหยัดน้ำมัน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดน้ำมันได้
สรุปท้ายบทความ
ได้รู้กันไปแล้วกับความแตกต่างของน้ำมันแต่ละประเภท แต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้แก่รถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกใช้น้ำมันให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงข้อกำหนดที่รถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อกำหนดมาให้อย่างเหมาะสมในรถยนต์แต่ละคัน
นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงวิธีเติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันนั้นเป็นอะไรที่ระเหยได้ค่อนข้างง่าย อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องสำคัญเอาอย่างมากในระหว่างการเติม รวมไปถึงรูปแบบการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน
หากใครที่รู้สึกว่ารถยนต์ของตัวเองนั้นขับแล้วไม่ประหยัดน้ำมันเอาเสียเลย อยากจะลองหารถยนต์สักคันที่สามารถแบ่งเบาภาระอันมหาศาลส่วนนี้ได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูรถยนต์ ECO Car ดูสักคันได้ที่ Kaidee Auto
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ฤดูฝนเป็นอีกหนึ่งฤดูยอดฮิตสำหรับนักเดินเขาที่ต้องการเพิ่มขีดจำกัดของความท้าทายในการพิชิตเป้าหมายให้สำเร็จ ซึ่งในแต่ละเส้นทางก็จะมีความโหด ความยากง่ายที่แตกต่างกันออกไป สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ให้นักเดินเขาได้มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายตัวเองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในการเดินเขาแต่ละครั้งจะต้องใช้พละกำลังตัวเอง 100% และส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเดิน 3-4 ชั่วโมง ต่อวัน ถ้าเกิดเส้นทางมีความชันที่ยากลำบากก็อาจจะใช้เวลาเดิน 6-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว
หลายคนอาจเป็นมือใหม่ที่เริ่มสนใจในกิจกรรมแอดเวนเจอร์นี้ ซึ่งการเดินเขาแต่ละครั้งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ดี ทั้งในเรื่องของร่างกาย จิตใจ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคืออุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการเดินเขาและเพียงพอกับกระเป๋าที่มีพื้นที่จำกัดในการจัดเก็บสัมภาระ วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำไว้เป็นทริคเตรียมตัวสำหรับนักเดินเขามือใหม่กัน
1. เต็นท์
เต็นท์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรานอนพักแรมภายในป่าได้อย่างสบาย และปลอดภัย นอกจากการนอนหลับแล้วยังสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อผ้า ควรเลือกเต็นท์ให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะไป ขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำหนักเบาและมีขนาดกะทัดรัด เพื่อให้สามารถจัดเก็บใส่กระเป๋าได้ หรือบางสถานที่อาจมีเต็นท์ไว้ให้เช่า หากใครที่ไม่สะดวกจะแบกเต็นท์เองก็สามารถเช่าเต็นท์ที่มีให้เพื่อลดน้ำหนักของกระเป๋า
2. ฟลายชีท
เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันน้ำค้าง บังแดด หรือกันฝนในระหว่างที่นั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ อีกทั้งยังสามารถนำฟลายชีทไปกางคลุมเหนือเต็นท์ของเราอีกทีหนึ่งก็ได้ เพื่อป้องกันฝนตกและน้ำค้างในระหว่างที่นอนหลับ หากไปกับกลุ่มเพื่อนแนะนำให้กางฟลายชีทไว้เป็นแคมป์กลางสำหรับทานข้าว พูดคุย ก็จะยิ่งช่วยให้บรรยากาศการเดินเขาครั้งนี้สนุกมากยิ่งขึ้น
3. ถุงนอน
เปรียบเสมือนผ้าห่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในเวลานอนหลับ มีให้เลือกหลายแบบ โดยจะแบ่งเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่ป้องกันได้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยเด็ดขาด เพราะบนยอดเขามีสภาพอากาศที่หนาว ถ้าหากไม่มีถุงนอนล่ะก็รับรองนอนตัวสั่นทั้งคืนแน่นอน
4. เสื้อผ้าสำหรับเดินป่า
ปัจจุบันมีแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับเดินป่าให้เลือกซื้อตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงราคาแพง โดยหลักการในการเลือกซื้อต้องเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการสวมใส่ที่ให้ความคล่องตัวสูง อย่างเช่น เสื้อ เน้นเสื้อแขนยาว หรือถ้าเป็นแขนสั้นก็ควรจะสวมปลอกแขนเพื่อป้องกันหญ้าบาด และแมลงต่างๆ ได้ เนื้อผ้าแห้งไวระบายอากาศได้ดี, กางเกง ควรเป็นขายาว ไม่แนะนำเป็นขาสั้นและกางเกงยีนส์, เสื้อกันหนาว เลือกให้เหมาะกับอุณหภูมิของสถานที่ที่เราไป
5. รองเท้าเดินป่า
ควรพกรองเท้าไปประมาณ 2 คู่ คู่หลักเลยคือรองเท้าเดินป่า สำหรับมือใหม่แนะนำเป็นแบบหุ้มข้อ เพื่อช่วยป้องกันข้อเท้าพลิก หรือเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นแบบดอกยางลึก เหมาะกับการยึดเกาะดิน หินเป็นหลัก อีกคู่จะเป็นรองเท้าแตะไว้ใส่ตอนที่อยู่จุดตั้งแคมป์ เพื่อให้เท่าได้พักผ่อนหลังจากที่เดินมาทั้งวัน
6. ถุงเท้าและถุงกันทาก
ควรใส่ถุงเท้ายาว และหนาสักหน่อย เพื่อป้องกันการเสียดสีกับรองเท้าเป็นเวลานานจนทำให้เท้าพองและเป็นแผลได้ รวมถึงก่อนไปควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าสถานที่นั้นมีทากรึเปล่า เพราะจะทำให้เราเตรียมตัวถูก แต่ทางที่ดีก็ควรพกติดกระเป๋าไว้อุ่นใจที่สุด
7. หมวก และผ้าบัฟ
สิ่งจำเป็นสำหรับกันแดดในระหว่างการเดิน ควรเลือกหมวกที่มีตาข่ายระบายอากาศ และผ้าบัฟสำหรับคลุมใบหน้าที่จะช่วยป้องกันฝุ่น ควันต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
8. เสื้อกันฝน
แน่นอนว่าเดินป่าหน้าฝนก็ต้องทำใจเรื่องการเจอฝนตกระหว่างการเดิน แต่ถึงจะไปช่วงไหนก็ควรจะพกติดกระเป๋าไปด้วย ซึ่งราคาไม่แพงหาซื้อได้ง่าย แต่ถ้าหากจะใช้งานยาวๆ ควรซื้อเป็นเสื้อกันฝนแบรนด์เดินป่าโดยตรงที่จะช่วยป้องกันฝนได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังทำให้เดินคล่องตัวกว่าเสื้อกันฝน
9. ไฟฉาย
ไฟฉายแบบคาดหัว หรือแบบมือจับก็ได้แล้วแต่ที่ถนัด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวในเวลากลางคืน
10. ไม้เทรคกิ้ง
ตัวช่วยอย่างดีในการเดิน เพราะไม้เทรคกิ้งจะช่วยลดพละกำลังเพื่อช่วยค้ำและพยุงไม่ให้ลื่นบนทางลาดชัน รวมถึงยังช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย
11. ยาประจำตัว
ยาประจำตัวที่แนะนำให้ติดตัวไปได้แก่ ยาแก้ปวดหัว, ยาแก้แพ้, ยาแก้ท้องเสีย, อุปกรณ์ทำแผล, พลาสเตอร์ เป็นต้น ควรพกไปเป็นของตัวเอง เนื่องจากประวัติการแพ้ยาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
12. ทิชชู่เปียก
เป็นสิ่งที่จะทำให้เราสดชื่นได้แบบแก้ขัด เนื่องจากข้างบนไม่มีที่ให้อาบน้ำ เราจึงต้องใช้ทิชชู่เปียกเช็ดตัวแก้ขัดไปก่อน เพราะกว่าที่เราจะได้อาบน้ำก็คือตอนที่เดินลงมาถึงข้างล่างนั่นเอง
13. Rain Cover
ปกป้องกระเป๋าให้รอดจากฝน และยังป้องกันรอยเปื้อนต่างๆ ที่อาจทำให้กระเป๋าเลอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะแถมมากับกระเป๋าที่ซื้อ แต่ถ้าหากไม่มีก็ควรจะซื้อแยกและนำมาใช้ร่วมกันได้
14. Power Bank
เพราะบนเขาไม่มีแหล่งไฟฟ้าให้ใช้ ที่ชาร์จแบตสำรองจึงเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่จะช่วยต่ออายุการใช้งานของสมาร์ทโฟนให้สามารถถ่ายรูปสวยๆ โมเมนต์สำคัญเอามาลงโซเชียลได้
15. ขวดน้ำดื่ม
ควรมีขวดน้ำดื่มเป็นของตัวเอง เพื่อลดปริมาณขวดพลาสติกและลดขยะให้กับธรรมชาติ ยิ่งถ้าหากเป็นขวดน้ำดื่มพร้อมตัวกรองก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าน้ำที่เราได้ดื่มไปนั้นปลอดภัยแน่นอน
สำหรับนักเดินเขามือใหม่คนไหนยังขาดอุปกรณ์ตามที่ได้แนะนำไป สามารถเข้ามาเลือกช้อปได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์คุณภาพดีราคาถูก