5 ไอเดียแต่งสวนให้สวยได้แค่ปูหญ้าเทียม

5 ไอเดียแต่งสวนให้สวยได้แค่ปูหญ้าเทียม

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกขึ้น เช่นเดียวกันกับคนที่ชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้ในบ้าน ชอบสีเขียวของธรรมชาติ แต่บางคนอยากมีพื้นที่สีเขียวแต่ไม่ค่อยอยากดูแล เพราะไหนจะต้องรดน้ำ ต้องหมั่นดูแลให้เขียวตลอดเวลา อย่างว่าแหละครับ คนเมืองกว่าจะไปทำงาน กว่าจะกลับมาจากที่ทำงาน ก็หมดเวลาวันหนึ่งแล้วยังไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังต้องเหนื่อยดูแลต้นไม้ใบหญ้าที่บ้านอีก บางคนก็ต้องตัดใจที่จะไม่ค่อยได้ปลูกอะไรเท่าไร แต่ยังมีวิธีสำหรับคนที่ชอบความเป็นธรรมชาติแต่ไม่อยากที่จะต้องมาดูแล เอาไว้มองให้ได้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายพอกับ ‘หญ้าเทียม’ นั่นเอง 

หญ้าเทียมดียังไง? 

ขึ้นชื่อว่าหญ้าเทียม ในความหมายก็คือ การสร้างหญ้าปลอมที่มีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงของจริงมากที่สุด โดยในปัจจุบันหญ้าเทียมได้รับความนิยมนำมาแต่งสวนเป็นอย่างมาก เพราะการดูแลที่สะดวกและง่ายกว่าหญ้าของจริง ซึ่งสามารถนำเอาหญ้าเทียมไปตกแต่งตรงไหนก็ได้เพื่อเพิ่มความสวยงามของบ้าน ที่สำคัญยังมีความดูแลรักษาง่าย ทนทาน อยู่ได้ทุกสภาพอากาศและใช้งานได้อย่างน้อย 5 ปีเลยล่ะ 

รู้ถึงประโยชน์ของหญ้าเทียมกันแล้ว วันนี้เรามีไอเดียการตกแต่งสวนให้สวยด้วยหญ้าเทียม ไม่ว่าจะมีพื้นที่เยอะหรือพื้นที่น้อยก็สามารถตกแต่งได้ เอาไว้นั่งชิลเวลาพักผ่อนกัน มาดูกันเลย

1. พื้นที่หลังบ้าน 

จะดีไม่น้อย หากว่าบ้านของคุณมีพื้นที่หลังบ้านว่าง ๆ ลองเนรมิตให้เป็นสวนเอาไว้นั่งชิลก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย โดยการใช้หญ้าเทียมในบริเวณที่ว่างหรือบริเวณที่ต้องการ อาจจะหาต้นไม้จริงที่อยู่ในกระถางและหินสวย ๆ มาตกแต่งบริเวณโดยรอบให้เข้ากับหญ้าเทียมที่เราได้ปูไปแล้ว ปิดท้ายด้วยการนำเก้าอี้ ม้านั่งหรือเบาะลองนั่งมาวางบนหญ้าเทียมและตกแต่งด้วยดวงไฟล้อมรอบเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้เวลาว่างพักผ่อนกับครอบครัวหรือจะจัดปาร์ตี้ก็เป็นความที่ดีเลยล่ะ

2. ข้างบ้าน 

พื้นที่ข้างบ้านก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย ถ้าหากปล่อยว่างแล้ว ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากพื้นที่ ลองนำหญ้าเทียมมาปูตกแต่งให้เป็นมุมพักผ่อนพร้อมด้วยการนำกระถางต้นไม้ประดับมาวางหรือจะเป็นหินธรรมชาติอาจจะเสริมด้วยการมีมุมน้ำพุขนาดเล็ก ตั้งไว้มุมใดมุมหนึ่งเพิ่มบรรยากาศที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติขึ้นไปอีก เอาไว้นั่งจิบชายามเช้าหรือจะเปลี่ยนบรรยากาศเอาไว้นั่งทานข้าวนอกบ้านก็ได้นะ

3. พื้นที่สนามหน้าบ้าน

บางบ้านที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ อย่างเช่นพื้นที่หน้าบ้าน ถ้ายังไม่รู้จะใช้ทำประโยชน์อะไร ลองใช้หญ้าเทียมปู เพื่อทำเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันสำหรับครอบครัวอย่างสนามวิ่งเล่นหรือใช้เป็นสถานที่สำหรับเล่นกีฬาอย่างสนามฟุตบอลขนาดย่อม ๆ เอาไว้เล่นกับลูก ๆ ในช่วงวันหยุดก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อยเลยล่ะ อาจจะตกแต่งรอบ ๆ สนามด้วยกระถางต้นไม้ประดับสวยงามและมีเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อนชิล ๆ ก็ได้นะ 

4. ระเบียงบ้านและคอนโด

ไม่ว่าจะเป็นระเบียงบ้านหรือระเบียงคอนโด นอกจากจะใช้เป็นที่เอาไว้ออกไปรับอากาศยามเช้า ใช้เป็นที่พักผ่อนหรือบางคนก็เอาไว้ใช้วางราวตากผ้าสำหรับตากผ้านั่นเอง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราจะตกแต่งด้วยการนำหญ้าเทียมมาตกแต่งให้เต็มพื้นที่หรือมุมเล็ก ๆ ของระเบียงเสริมด้วยการนำต้นไม้จริงมาประดับตกแต่งด้วยเล็กน้อย เหมือนเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้น่าออกมานั่งพักผ่อนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

5. พื้นที่หน้าบ้านแบบจำกัด

เมื่อพื้นที่หน้าบ้านโล่งหรือมีพื้นที่แบบจำกัด ลองจัดมุมพักผ่อนสร้างสวนหย่อมขนาดเล็กไว้สำหรับนั่งเล่นชิล ๆ โดยการสร้างพื้นที่สีเขียวจากหญ้าเทียมให้มีขนาดที่พอดีหรือให้เหมาะสมตามที่ต้องการ และเสริมด้วยการนำกระถางต้นไม้ประดับมาวางตกแต่งเพื่อเพิ่มบรรยากาศให้น่านั่งพักผ่อนมากยิ่งขึ้น พร้อมปิดท้ายด้วยการนำเก้าอี้หรือชุดโต๊ะสำหรับนั่ง 2 คนหรือ 4 คน มาวางไว้ เพียงเท่านี้ก็ได้มุมพักผ่อนหน้าบ้านเพิ่มขึ้นแล้วล่ะครับ

6. พื้นที่ในบ้าน 

ใครบอกว่าพื้นที่ในบ้านสร้างสวนเอาไว้พักผ่อนไม่ได้ เพราะหญ้าเทียมสามารถใช้ตกแต่งได้ทุกที่  ลองหามุมใดมุมหนึ่งของบ้านที่เหมาะกับการตกแต่ง แล้วลองนำหญ้าเทียมมาปูและเสริมด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อาจจะมีกระถางต้นไม้ประดับเล็ก ๆ วางตกแต่งอยู่บริเวณรอบ ๆ ด้วยก็ได้ เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่ดีไปเลยล่ะ เหมาะสำหรับใครที่อยากจะมีสวนเล็ก ๆ ไว้ในบ้านให้เป็นพื้นที่สีเขียวเอาไว้นั่งพักผ่อนกับครอบครัวก็เป็นความคิดที่ดีเลย 

สรุปท้ายบทความ

การที่มีสวนเล็ก ๆ ไว้มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือนอก ทำให้บ้านมีพื้นที่สีเขียวเอาไว้ผ่อนคลายเวลาเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหรือจากการเดินทาง สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่สีเขียวแต่ไม่อยากดูแลหลายขั้นตอนหรือต้องหมั่นดูแลตลอดเวลา การปูหญ้าเทียมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราลดขั้นตอนการดูแลลงไปได้เยอะ อีกทั้งยังมีพื้นที่สีเขียวที่เหมือนหญ้าของจริงเอาไว้นั่งพักผ่อนในวันพักผ่อนอีกด้วย สำหรับราคาหญ้าเทียมก็จะมีหลากหลายราคา ตั้งแต่ราคาที่ถูกจนถึงราคาที่สูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการผลิตด้วยนะครับ 

สำหรับใครที่อยากให้บ้านมีพื้นที่สีเขียวโดยใช้หญ้าเทียม ลองแวะมาดูกันก่อนที่ Kaidee Marketplace ได้นะ เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อหลายเจ้าเลย      

5 รุ่น Smart watch น่าสนใจ ซื้อรุ่นไหนดี

5 รุ่น Smart watch น่าสนใจ ซื้อรุ่นไหนดี

ช่วงหลายปีมานี้ Smart watch เริ่มวางขายกันมากขึ้นหลากรุ่นหลายแบรนด์ในท้องตลาด ด้วยความสามารถของมันนั้น ทำให้บางครั้งเราจะกลับไปเปลี่ยนใช้นาฬิกาข้อมือทั่วไปก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ ยิ่งในปัจจุบันนี้ราคาก็มีหลากหลายให้เลือก หลายคนจึงเริ่มตัดสินใจซื้อมาลองใช้กัน

Smart Watch ดีอย่างไร? 

เราต่างรู้กันว่าเวลานั้นคือสิ่งสำคัญในชีวิต เราจึงควรพก “เวลา” ไว้กับตัว นาฬิกาข้อมือจึงเป็นเครื่องประดับที่มีความสำคัญกับคนยุคใหม่มาก แต่เมื่อเทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เจ้านาฬิกาข้อมือนี้ก็ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น จนกลายเป็นนาฬิกาอัจฉริยะหรือที่เรียกกันว่า Smart Watch หลายคนที่ยังไม่มีหรือยังสงสัยว่ามันดีจริงไหม เราค้นข้อมูลข้อดีของมันมาให้คุณตามนี้

1.ช่วยตรวจวัดการออกกำลังกาย

หลักๆที่คนส่วนมากซื้อ Smart Watch มาใช้นั้น เป็นเพราะความสามารถในการตรวจวัดการออกกำลังกายต่างๆ เช่น ระดับการเผาพลาญ ระยะทางการวิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น +

ซึ่งตัวนาฬิกาเองยังสามารถตั้งค่าได้ว่าหากเรามีเป้าหมายจะลดน้ำหนักหรือต้องการมีสุขภาพที่ดีขึ้นควรออกกำลังกายประมาณเท่าไหร่ในหนึ่งวัน  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆของคนยุคนี้ที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็ว และผลสุดท้ายคือร่างกายที่แข็งแรง

2.ดูข้อความแจ้งเตือนจากแอพต่างๆ

ส่วนมากแล้ว Smart Watch จะต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเราเพื่อโหลดแอพลิเคชันมา และเมื่อเชื่อมต่อแล้วจึงจะสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆได้มากขึ้น รวมถึงแอพลิเคชันแชทต่างๆก็จะไปแจ้งเตือนในนาฬิกาด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เราไม่พลาดจากการติดต่อของผู้อื่นในแชท

3.โทร-รับสายโทรศัพท์ได้

ในหลายๆรุ่นของ Smart Watch นั้น นอกจากการดูข้อความแจ้งเตือนแล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เรายังสามารถรับสายและโทรออกได้ผ่านนาฬิกา ดังนั้นเวลาถือของหรือมีสัมภาระเยอะๆ ก็ไม่ต้องมาค้นโทรศัพท์เพื่อรับสายอีกต่อไป 

4.มีแอพรองรับมากมาย

ในหลายรุ่นนั้นรองรับการเชื่อมต่อของแอพลิเคชันอื่นๆ เช่น ควบคุมหรือเปลี่ยนเพลงใน Spotify กดถ่ายรูปในสมาร์ทโฟนผ่าน Smart Watch หรือจะดูนัดหมายในแอพปฏิทินก็ทำได้อีกด้วย 

5 รุ่น Smart Watch น่าซื้อ

ตอนนี้ในตลาด Smart Watch มีให้เลือกหลากหลายรุ่นจากหลากหลายแบรนด์ ซึ่งราคาก็มีไล่ระดับกัน รวมถึงดีไซน์การออกแบบที่ส่งผลสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อด้วย ดังนั้นเราหยิบ 5 รุ่นน่าสนใจมาแนะนำกันตามนี้

1.Apple Watch 6

อุปกรณ์จากแบรนด์ดังอย่าง Apple นั้น เราต่างรู้กันว่ามีคุณภาพที่ดีและสร้างความสะดวกให้กับเรามาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ไอโฟนก็จะสามารถเชื่อมต่อเพื่อใช้งาน Apple Watch ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยตัวเรือนมี 2 ขนาด คือ 40mm และ 44mm

ในรุ่น Apple Watch 6 นี้มีการปรับปรุงให้ดีกว่ารุ่นก่อนๆมาก ทั้งหน่วยประมวลผลที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงมาก รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาผลิตก็มีทั้งความสวยงามในด้านการออกแบบและมีความทนทานด้านการใช้งาน 

ด้านสุขภาพตามปกติแล้ว Apple จะมีแอพลิเคชัน Health ที่สามรารถเข้าไปตั้งค่าข้อมูลด้านสุขภาพและตรวจข้อมูลต่างๆได้ และแอพลิเคชัน Fitness มีตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเผาพลาญ อัตราการเต้นของหัวใจ ปริมาณออกซิเจนในเลือด และอีกมากมาย ถือว่าในด้านนี้ทำออกมารองรับผู้ที่ใส่ใจด้านสุขภาพได้ดีมาก 

ส่วนการเชื่อมต่อต่างๆเช่น แอพลิเคชัน ก็ทำออกมาได้ดี สามารถดูข้อความแจ้งเตือน ควบคุมการเล่นเพลง โทรออก-รับสายโทรศัพท์ได้ ถือว่าเหมาะมากๆกับผู้ที่ใช้ไอโฟน

2.Samsung Galaxy Watch 3

ซัมซุงก็ไม่น้อยหน้าในเรื่อง Smart Watch ที่ทำมารองรับกับสมาร์ทโฟนในแบรนด์ของตัวเอง ตัวเรือนมี 2 ขนาด คือ 41mm และ 45mm พร้อมหน้าปัดทรงกลมที่มีให้เลือก 2 สี คือ Mytic Black และ Mystic Silver 

ขอบตัวเรือนสามารถหมุนได้เพื่อการควบคุมแอพลิเคชันต่างๆที่รองรับ หน้าปัดสามารถเปลี่ยนได้มากถึง 40 รูปแบบ 

ด้านสุขภาพ Galaxy Watch 3 ก็ทำออกมาทำได้ มีฟีเจอร์การตรวจวัดต่างๆ เช่น ตรวจวัดการนอนหลับ เพื่อดูว่าการพักผ่อนของเราเหมาะสมและเพียงพอมากแค่ไหน นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการออกกำลังกายมากมายให้เลือกใช้ตรงกับการออกกำลังกายของเรา 

ด้านแอพลิเคชัน ก็สามารถดูข้อความแจ้งเตือน ตอบข้อความด้วยเสียง Bitmoji หรือการเขียนตัวอักษร (ยังไม่รองรับการตอบเป็นภาษาไทย)  ดังนั้นสาวกซัมซุงก็สามารถไม่พลาดข้อความแจ้งเตือนต่างๆเช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้วด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่นต่างๆ ทำให้ Galaxy Watch 3 นี้ถือเป็นนาฬิกาที่ชาวซัมซุงควรมีไว้ครอบครอง

3.Xiaomi Mi band 5

แบรนด์ดังจากเมืองจีน ที่ทำสมาร์ทโฟนและ Gadget ต่างๆมากมายรวมถึงนาฬิกาอัจฉริยะในชื่อ Mi band นี้ ปัจจุบันออกมาแล้วถึง 5 รุ่น โดยสำหรับ Mi band 5 นี้ มีหน้าปัดเป็นรูปทรงยาวคล้ายวงลีและมีสายนาฬิกาให้เลือกหลากหลายสี น้ำหนักเบา สวมใส่ง่าย เหมาะกับทุกช่วงวัย  

จุดเด่นที่ทำให้ Mi band นี้ครองใจใครหลายคนนั่นคือเรื่องของราคา ด้วยราคาพันต้นๆแต่ได้ความคุ้มค่าเกินราคา ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกายที่มีให้เลือกโปรแกรมถือ 11 โหมด การตรวจวัดการเผาพลาญไขมันในร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และการตรวจวัดการนอน โดยสามารถเข้าไปเลือกใช้และตรวจดูได้ในแอพลิเคชัน Mifit 

สรุปแล้วถือว่า Xiaomi Mi Band 5 มีความสามารถที่ทำได้พอๆกับแบรนด์รุ่นใหญ่ที่ราคาสูงเลยทีเดียว หากใครอยากได้ Smart Watch แต่งบมีจำกัด รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์

4.Fitbit Versa 3

หากพูดถึง Smart Watch สำหรับคนรักสุขภาพ แบรนด์ Fitbit ก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่ผู้คนมักนึกถึง ด้วยดีไซน์ที่ัทันสมัย ขนาดและน้ำหนักที่เบา รวมถึงฟังก์ชันต่างๆมากมาย ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อได้อย่างไม่ต้องลังเล

ฟีเจอร์ต่างๆในตัวนาฬิกา เรียกว่าจัดเต็มในด้านสุขภาพ เช่นการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง การตรวจวัดคุณภาพการนอน การปลุกแบบไม่ทำให้เสียสุขภาพ การแนะนำการหายใจในรูปแบบของผู้ที่สวมใส่ โหมดการออกกำลังกายมากกว่า 20 โหมด ดังนั้นอยากออกกำลังกายแบบมีตัวช่วยวัดผล ต้องลองจริงๆ

ด้านฟีเจอร์อื่นๆ เช่นการเชื่อมกับแอพลิเคชันก็ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการฟังเพลง โทรศัพท์รับสาย การแจ้งเตือนข้อความ และที่สำคัญคือแบตเตอรี่ที่เคลมว่าอยู่ได้นานมากกว่า 6 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ถือว่าเหมาะจริงๆกับทุกเพศทุกวัย

5.Apple Watch SE

สุดท้ายกับ Apple Watch SE ที่ออกมาพร้อม Series 6 ขนาด น้ำหนัก รูปทรง ประเภทจอนั้นถือว่าเหมือนกัน แต่จุดที่แตกต่างนั้นคือหน่วยประมวลผลที่ใน Series 6 มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยในรุ่น SE ถูกตัดฟีเจอร์การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดออกไปและฟังก์ชั่นหน้าจอ Always on ที่เปิดตลอดก็จะมีเฉพาะใน Series 6

ดังนั้นด้วยราคาที่ถูกกว่ารุ่น Series 6 อยู่หลายพันบาท หากใครไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ต่างๆมากมายนัก รุ่น SE ก็ถือเป็นรุ่นที่มีความคุ้มค่ากับราคาหนึ่งหมื่นมีทอน และยังรองรับการใช้งานได้อีกยาว

สรุป 

จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตของเราค่อยๆเปลี่ยนไป และมีตัวช่วยที่จะเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตเช่น นาฬิกาอัจฉริยะนี้ด้วย ดังนั้นการลงทุนกับสิ่งของที่ให้ความสะดวกและช่วยส่งเสริมสุขภาพของเรานั้นก็ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว ที่สำคัญหากใครกำลังสนใจอยากครอบครอง Smart Watch ดีๆสักเครื่องล่ะก็ มาที่ Kaidee ของเราเลย

10 อันดับพระเครื่องที่แพงที่สุดในประเทศไทย

10 อันดับพระเครื่องที่แพงที่สุดในประเทศไทย

‘พระเครื่อง’ ของสะสมยอดนิยมในเมืองไทย โดยเฉพาะเหล่านักสะสมรุ่นใหญ่ที่มีความชื่นชอบในด้านพระเครื่องเป็นพิเศษ ในวงการพระเครื่องจะทราบกันดีว่า ยิ่งพระเครื่องเนื้อดี พระพุทธคุณเยี่ยม ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการและนิยม 

10 อันดับพระเครื่องที่เป็นที่นิยมและมีราคาสูงที่สุด

คุณทราบหรือไม่ว่า พระเครื่องบางองค์มีมูลค่าสูงมาก ถึงแม้ว่าคุณมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้ วันนี้พลูโตจึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก 10 อันดับพระเครื่องที่แพงที่สุด และเป็นที่นิยมว่ามีพระอะไรบ้าง และพระเครื่องแต่ละองค์มีดีอย่างไร ตามไปดูกัน

1.สมเด็จวัดระฆัง

พระเครื่องรางรูปสมมติพระพุทธเจ้า สร้างโดย สมด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสี วัดระฆัง เป็นพระเกจิเถราจารย์ ที่ใครๆนับถือตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 7 ปี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1150 ณ บ้านจันไก่ (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2343 หลังจากที่ท่านบวชเข้าในร่มกาสาวพัสตร์จนถึงปี พ.ศ. 2350 ในขณะที่บวชเป็นพระอยู่นั้น สามเณรโตได้รับการโปรดและเมตตาจากสมเด็จพระรพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีฉายานามในพุทธศาสนาว่า “พฺรหฺมรํสี”  

  ด้วยความสมถะของสมด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสี รวมไปถึงวิชาอาคม เมตตามหานิยม โดยเฉพาะ ‘พระสมเด็จ’ ที่ท่านสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นพุทธบูชา ถูกจัดอยู่ 1 ใน 5 สุดยอดพระเครื่องวัตถุมงคลของประเทศไทย เป็นพระเครื่องที่จัดอยู่ในเบ
ญจภาคี ที่แขวนอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางของสร้อย โดยพระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม มีราคาสูงถึงยอดล้านบาทเลยทีเดียว

ราคา : 25,000,000 บาท

2.พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นพระพิมพ์วัดบางขุนพรหม ที่สร้างโดย สมด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสี สร้างและบรรจุพระสมเด็จบางขุนพรหมไว้ในองค์พระเจดีย์วัดบางขุนพรหม ที่เป็นวัดเก่าแก่ต้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2413 ในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเสมือนตราด้วง ได้อาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปทำพิธีการที่วัด แสดงพระธรรมเทศนา 

ในช่วงของการสร้างพระสมเด็จฯ เพื่อบรรจุในพระเจดีย์ ‘อุเทสิกเจดีย์’ ตามคติของคนโบราณ ได้มีการโขลกเนื้อพระต่อหน้าเจ้าประคุณสมเด็จฯ และเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้โรยผงวิเศษ 5 ประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงตรีนสิงเห และผงพระพุทธคุณ เป็นส่วนผสมในเนื้อมวลสารพระเครื่องที่ท่านสร้าง จึงทำให้พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทย และนักสะสมยกให้เป็นจักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง

ราคา: 3,000,000 บาท

3.พระรอดมหาวัน

พระรอดมหาวัน ถูกค้นพบในต้นสมัยรัชกาลที่ 5 จากบันทึกวัดมหาวันระบุไว้ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2325 พระเจดีย์วัดมหาวันชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยของเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ผู้ครองนครประเทศราชลำพูน ทางวัดได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหม่ ซึ่งพบพระรอดเป็นจำนวนมาก และได้มีการขุดพบ แจกจ่ายให้กับข้าราชการ ผู้มาร่วมงานเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังจากปี พ.ศ. 2506 เป็นครั้งสุดท้ายที่ขุดพบพระริดในบริเวณวัดมหาวันเป็นจำนวนมาก โดยมีคาดการณ์เกี่ยวกับการเกิดของพระรอดมหาวันว่าถูกสร้างขึ้นโดย ‘พระฤาษีนารอด’ หรือ ‘พระฤาษีนารทะ’ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ของพระนางจามเทวีพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรหริภุญไชย เมื่อปี พ.ศ.1223 ถูกบรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์วัดมหาวัน ที่ตั้งอยู่ จ.ลำพูน ในปัจจุบัน

พระรอดมหาวัน เป็นเอกอุภาคี หนึ่งในเบญจภาคีฝ่ายบุญญฤทธิ์ ที่มีสมเด็จวัดระฆังเป็นประธาน พระรอดมหาวัน เป็นสุดยอดพระนิรันตราย ที่บรรดานักนิยมพระกล่าวว่า ช่วยคุ้มครองผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาและมีพระรอดมหาวันอยู่ในครอบรองให้รอดจากภยันอันตรายต่างๆ และยังช่วยเกื้อหนุนเมตตามหานิยมและโชคลาภด้วย

ราคา : 30,000,000 บาท

4.พระผงสุพรรณ

อีกหนึ่งสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทย ที่เป็นหนึ่งใน ‘พระชุดเบญจภาคี’ พระกรุเก่าแก่ศิลปะยุคอู่ทอง พบที่พระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี โดยชาวจีนที่ปีนขึ้นไปปลูกผักที่เนินฐานองค์พระปรางค์ และในปี พ.ศ. 2456 ทางราชการโดย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หาที่ตั้งของเจดีย์ยุทธหัตถี ได้พบว่าภายในปรางค์มีหลักศิลาจารึกที่ไม่ครบส่วนและพระผงสุพรรณ ที่นำมาถวายแด่พระยาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้มีบางส่วนอยู่ในข้าราชการเก่าๆ เนื่องจากพระองค์ทรงแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารในพระองค์ด้วย

มวลสารที่สร้างพระผงสุพรรณ เป็นดินเนื้อละเอียดที่เมื่อผสมน้ำว่านยาต่างๆ มีความละเอียดคล้ายผง และยังมีการกล่าวถึงส่วนผสมของผงว่านและเกสรดอกไม้ ใน “จารึกลานทอง” จึงได้ชื่อเรียกว่า “เกสรพระสุพรรณ” หรือ “พระผงสุพรรณ” พระผงสุพรรณ มี 2 ขนิด คือ พระเนื้อดิน ที่มีมวลสารผสมจากว่านและเกสรต่างๆ โดยเผาตามวิธีโบราณ และ พระผลสุพรรณที่ทำจากแร่ธาตุโลหะ ซึ่งเรียกว่า แร่สังฆวานร หรือพระผงสุพรรณยอดโถ ซึ่งพระผงสุพรรณที่เป็นพระยดนิยมจะเป็น ‘พระเนื้อดินเผา’

ราคา: 20,000,000 บาท

5.พระนางพญา

มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ วัดนางพญา ว่าเป็นวัดที่มีชื่อมาจาก พระวิสุทธิกษัตริย์ตรี ซึ่งเป็นแหล่งที่พบพระเครื่องพิมพ์ พระนางพญา ตามบันทึกมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะในปี พ.ศ. 2090 – 2100 ได้ทรงสร้าง “พระนางพญา” บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ตามความเชื่อของโบราณคติ วัดนี้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหลังขุดพบพระนางพญา ในปี พ.ศ.2444 ที่มีการขุดพื้นที่เพื่อสร้างปะรำพิธีในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเครื่องพิมพ์นางพญา อยู่ใต้ซากปรักหักพัง และได้ทูลเกล้าฯถวายล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพาร จึงมีบางส่วนกลับมากรุงเทพฯด้วย

พระนางพญา ได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชินีแห่งพระเครื่อง” ด้วยพุทธลักษณะของพระเครื่องที่แทบทุกพิมพ์จะมีความงดงาม โดยบริเวณหน้าอกจะมีรูปทรงนูนเด่นขึ้นมา ลำแขนอ่อนช้อย ราวกับ “อิสตรีผู้ทรงศักดิ์” ซึ่งพระนางพญาเป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีที่ทรงคุณค่า พระเนื้อดินเผา มีหลายสีและหลายขนาดตามพระเนื้อดินเผาทั่วไป เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างสุโขทัยและอยุธยา พิมพ์รูปทรงสามเหลี่ยม เป็นเลิศในด้านเมตตามหานิยม อำนาจวาสนาบารมี และแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี 

ราคา: 10,000,000 บาท

6.พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน หรือพระปางลีลาเม็ดขนุน จัดอยู่ในกลุ่มพระกำแพงลีลาที่เป็นที่นิยม มีอยู่ 3 แบบ คือ เม็ดขนุน พลูจีบ กลีบจำปา ตามคำกล่าวของนักสะสมพระรุ่นใหญ่ พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน มีอายุการสร้างกว่า 600 ปี ที่ถือกำเนิดในรัชสมัย พระมหาธรรมาลิไทย โดยครั้งที่พบพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนมากที่สุดคือที่กรุวัดพระบรมธาตุ ปี พ.ศ.2392 และหลังจากนั้นพบอีกจำนวนหนึ่งบริเวณลานทุ่งเศรษฐี แถบวัดพิกุล วัดอาวาสน้อย แต่ก็พบน้อยมาก 

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน มีมวลสาร 3 แบบ คือ พระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ เนื้อว่านล้วนและเนื้อชิน โดยพบเห็นมักจะมีอยู่ 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว พระเครื่องพิมพ์มีความสวยงาม พระเนื้อดินละเอียดไม่มีเม็ดกรวด ตามแบบพระกำแพงเพชร เป็นปางลีลาที่สมส่วน สวยงาม เหมือนกำลังเดินก้าวย่างไปข้างหน้า ใครที่บูชาพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน จะมีความเจริญก้าวหน้า มีโชคลาภเดินทางมาตลอด แต่พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนหายากและมีราคาเช่าสูงมาก 

ราคา: 2,500,000 บาท

7.พระซุ้มกอ

หนึ่งในพระเบญจภาคีแห่งพระเครื่องในเมืองไทย อย่าง ‘พระซุ้มกอ’ เป็นพระอันดับหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร มีพุทธลักษณะเป็นองค์พระปะติมากรรม พบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม มีการสันนิษฐานว่า พระซุ้มกอ สร้างโดยพระมหาธรรมราชาภิไท ครั้งที่ดำรงพระยศครองเมืองชากังราว ก่อนการสถาปนาเป็นกษัตริย์ในสมัยสุโขทัย

พระเครื่องพระซุ้มกอ สร้างจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชิน ซึ่งไม่ว่าจะสร้างด้วยชนิดใด ก็ยังมีความขลังในทุกรูปแบบ พระซุ้มกอมีความครบเครื่องทั้งเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด โชคลาภ จนใครๆที่มีพระเครื่องพระซุ้มกอ พูดคำเดียวกันว่า ‘มีแล้วไม่จน’ ซึ่งด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพระซุ้มกอ ทำให้มีความต้องการสูงในพระเครื่องหนึ่งในเบญจภาคีนี้มาก จนทำให้ราคาเช่าแพง แถมยังหายากมาก เพราะถูกจัดอยู่ในอมตะพระกรุที่ควรค่าแก่การค้นหา นำมาเป็นสิริมงคล

ราคา: 50,000,000 บาท

8.พระท่ากระดาน 

พระท่ากระะดาน หรือ พระท่ากระดาน เกศคดตาแดง พระประจำเมืองกาญจนบุรี ถูกค้นพบที่วัดท่ากระดาน หรือวัดกลาง วัดหนึ่งในสามของเมืองท่ากระดาน ในปี พ.ศ.2495 มีข้อสันนิษฐานจากหลักฐานบนใบลานเงินลานทองกล่าวว่า พระท่ากระดานถูกสร้างโดย ฤาษีตาไฟ โดยการอารธนาของเจ้าเมืองท่ากระดานในยุคนั้น หลังจากสร้างเสร็จได้ถูกบรรจุในพระอารามของวัดท่ากระดาน เมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรี การถูกค้นพบของพระท่ากระดาน ส่งผลให้มีการแบ่งแยกพระท่ากระดานเป็นพระกรุใหม่และพระกรุเก่า ซึ่งแบ่งการเรียกจากระยะเวลาที่ถูกค้นพบ

พระท่ากระดาน ถูกตั้งชื่อตามทำเลของที่ตั้งวัด ถูกสร้างขึ้นจาก เนื้อชินตะกั่ว ซึ่งเมื่อถึงอายุเนื้อตะกั่วจะปกคลุมบนผิว เรียกว่า ‘สนิมตะกั่ว’ และด้วยระยะเวลาที่นานกว่า 500 ปี จึงทำให้พระทากระดานที่ถูกค้นพบมีลักษณะของสนิมไขแและสนิมแดง พระท่ากระดานมีคุณลักษณะพระพักตร์เคร่งขรึม แต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนอย่างน่าพิศวง พระเครืองปฏิมากรรมแบบนูนสูง มีด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบน พุทธคุณของพระท่ากระดาน คือสุดยอดแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ซึ่งใครที่ได้ครอบครองจะหวงแหนมาก เพราะเป็นพระเครื่องที่หายากและราคาสูงด้วย

ราคา: 5,000,000 บาท

9.พระคงลำพูน

พระคงลำพูน หรือพระลำพูน เป็นพระกรุที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุด เป็นที่นิยมของล้านนา ด้วยอายุยาวนานถึงประมาณ 1,200 ปี และถึงแม้ว่าระยะเวลาจะยาวนาน แต่พระคงยังคงความสวยงามสมบูรณ์ขององค์พระเครื่อง พระคงถูกค้นพบที่วัดพระคงฤาษี เป็นที่แรก แต่ไม่ปรากฏช่วงเวลาในการค้นพบ จึงได้นามพระสกุลลำพูนว่า พระคง

พระคง จัดอยู่ในประเภทพระเนื้อดินเผาละเอียด บางองค์มีแร่ดอกมะขาม และด้วยการเผาที่ไม่เท่ากันทำให้ที่มีสีไม่เหมือนกัน  ลักษณะพระปฏิมากรรมแบบช่างหริภุญชัย เป็นรูปองค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย พุทธคุณของพระคงเป็นที่โด่งดังในวงการพระเครื่อง เป็นเลิศด้านป้องกันภยันอันตราย รวมทั้งเสน่ห์เมตตามหานิยม เหล่าเซียนพระทั้งหลายจะทราบดีกว่า พระคงมีอายุการสร้างที่ยาวนาน

ราคา: 5,000,000 บาท

10.พระขุนแผนบ้านกร่าง

พระขุนแผน ได้รับความนิยมอันดับต้นของ จ.สุพรรณบุรี สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในครั้งออกศึกกับพม่าที่เมืองสุพรรณ เพื่อให้ทหารที่รบพกติดตัวไว้ และเมื่อเสร็จศึกเหล่าทหารจึงได้นำพระขุนแผนกลับมาไว้ที่เจดีย์วัดบ้านกร่าง ตามความเชื่อของคนสมัยนั้นว่า พระต้องอยู่ที่วัด โดยพระขุนแผนบ้านกร่าง ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2447 ที่กรุวัดบ้านกร่าง แตกกรุจากเจดีย์หลังพระวิหาร ในขณะนั้นพระขุนแผนบ้านกร่างยังไม่เป็นที่นิยม แต่หลังจากสืบค้นประวัติก้กลายมาเป็นที่นิยมในเวลาถัดมา

หลายคนที่ได้เห็นพระขุนแผนบ้านกร่าง จะคิดว่าเป็นเนื้อดินละเอียด แต่หากสังเกตุแล้วจะพบว่า พระขุนแผนบ้านกร่าง ทำจากเนื้อดินหยาบมีเม็ดกรวด ทำให้มีโพรงอากาศบนองค์พระเครื่องด้วย เนื้อดินเผาผสมว่านและเกสรดอกไม้หลายชนิด มีความงดงามทางพุทธศิลปะ ด้านพระพุทธคุณของพระขุนแผนบ้านกร่าง โดดเด่นในด้านการแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และเรื่องเมตตามหานิยม

ราคา : 700,000 บาท

พระพุทธคุณเด่น ทำให้พระเครื่องเหล่านี้กลายเป็นที่นิยม

พระเครื่องยอดนิยมแม้ว่าจะราคาค่าบูชาสุดแพง แต่ยังคงเป็นพระเครื่องที่เหล่าเซียนพระ ผู้ที่บูชาเช่าพระ ต้องการมีไว้ในครอบครอง เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ นำไปสะสมไว้ ตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งในประเทศไทยยังมีพระเครื่องที่พระพุทธคุณโดดเด่นในแต่ละด้านอีกมากมาย หลายราคา ตามกำลังทรัพย์ของผู้ที่ต้องการเช่า

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีความศรัทธาในศาสนา ให้ความเชื่อ และอยากเช่าบูชาพระเครื่องรูปแบบอื่น ลองมาดู พระเครื่อง พระพุทธคุณแรง ใน Kaidee กันได้นะคะ

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

5 แบบโต๊ะกินข้าวสำหรับครอบครัวใหญ่

5 แบบโต๊ะกินข้าวสำหรับครอบครัวใหญ่

หนึ่งในกิจกรรมสำหรับทุกครอบครัวที่จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของทุกคนเข้าไว้ด้วยกันนั่นก็คือ การได้ร่วมกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ที่นอกจากรสชาติของอาหารจะอร่อยถูกปากแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานกับบทสนทนาของการได้นั่งเล่าเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวันที่แต่ละคนได้ไปพบเจอมา หรือเรื่องราวประสบการณ์ของความหลังที่ครอบครัวได้มีความสุขด้วยกันนั้นก็ยิ่งทำให้อาหารมื้อนี้อร่อยมากยิ่งขึ้น 

“โต๊ะกินข้าว” จึงเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนของความทรงจำที่เป็นมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน การเลือกโต๊ะกินข้าวที่ดีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะโต๊ะกินข้าวที่ดีนอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามแล้ว ยังต้องถูกใจคนในครอบครัว ผลิตจากวัสดุที่ทนทานและแข็งแรง รวมไปถึงความสะดวกสบายในการนั่ง แล้วเราควรจะเลือกโต๊ะกินข้าวอย่างไรดี มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้ได้เลย 

วิธีการเลือกโต๊ะกินข้าว

การเลือกซื้อโต๊ะกินข้าวที่ดีนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ไปกับการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งบ้านเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวได้กินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พบปะพูดคุยกันหลังเลิกงาน หรือกลับจากโรงเรียน เวลาที่ต้องการซื้อโต๊ะกินข้าวจึงควรใส่ใจในรายละเอียดหลายด้านที่นอกเหนือจากความสวยงามแล้วยังต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย 

เลือกจากรูปทรง

การเลือกรูปทรงของโต๊ะกินข้าวเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ของแต่ละบ้านมีความแตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปโต๊ะกินข้าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

  • โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า นับว่าเป็นรูปทรงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อีกทั้งปัจจุบันยังมีการดีไซน์ออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย มีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ให้เข้ากับความทันสมัย เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่เยอะหรือบ้านที่มีสมาชิกมากกว่า 4 คนขึ้นไป สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ได้เช่นกัน
  • โต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัส เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ด้วยขนาดที่กะทัดรัดสามารถจัดวางเข้ากับพื้นที่ภายในบ้านได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรูปทรงสุดคลาสสิกที่เรามักเห็นกันบ่อยภายในคอนโดหรือทาวน์เฮ้าส์
  • โต๊ะวงกลม รูปทรงเป็นที่คุ้นตากันอย่างดีที่อาจทำให้เรานึกถึงโต๊ะจีน แต่โต๊ะรูปทรงนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก อาจเพราะดูไม่ทันสมัย แถมกินพื้นที่ในการวาง เนื่องจากปรับให้เข้ากับผนังได้ยาก แต่ยังมีข้อดีในเรื่องของความปลอดภัยที่โต๊ะไม่มีมุมเหลี่ยมคม จึงช่วยป้องกันอุบัติจากการกระแทกได้ในระดับหนึ่ง

วัสดุของโต๊ะ

วัสดุที่นำมาผลิตโต๊ะกินข้าวนั้นมีมากมายหลายแบบให้เราเลือกซื้อ ส่วนใหญ่ที่นิยมจะทำมาจากไม้, พลาสติก หรืออะลูมิเนียม ด้านบนของโต๊ะมักทำมาจากไม้ ลามิเนต หรือหินอ่อน ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนที่แตกต่างกัน แต่ต้องเน้นความทนทานต่อการใช้งาน รวมไปถึงสามารถทำความสะอาดได้ง่าย เนื่องจากโต๊ะกินข้าวจะเป็นโต๊ะส่วนรวมที่ทุกคนได้ใช้และดูแลร่วมกัน

พื้นที่ในการวาง

เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะโต๊ะกินข้าวที่ดีควรนำไปวางให้มีระยะห่างจากผนังรอบๆ อย่างน้อย 1.25 เมตร เพื่อให้สามารถลุกนั่ง เดินเข้าออกรอบโต๊ะได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ติดขัด และไม่เบียดกับคนรอบข้าง ส่วนขนาดของโต๊ะโดยทั่วไปความสูงจะอยู่ประมาณ 75 เซนติเมตร พื้นที่บนโต๊ะอาหารของแต่ละคนควรมีขนาดกว้าง ข้อศอกไม่ชนกัน หรือพาสมาชิกครอบครัวไปเลือกซื้อแล้วทดลองลองนั่งเพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกันมากที่สุด 

เมื่อทราบเทคนิคสำหรับการเลือกซื้อโต๊ะกินข้าวกันแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 แบบโต๊ะกินข้าวสำหรับครอบครัวใหญ่ เพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

  1. MyHome Design : Nazis Wooden Dining Table

โต๊ะไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกออกแบบมาในขนาดที่พอดี เหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ ท็อปด้านบนเลือกใช้วัสดุเป็นไม้ยางพาราที่มีลวดลายของไม้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทุกแผ่น ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรงทนทานไม่แตกหัก ไม่ผุพังง่ายเมื่อเทียบกับโต๊ะไม้อัดปกติทั่วไป ในส่วนของขาโต๊ะเป็นเหล็กเคลือบผงที่สามารถปรับระดับความสูงได้แม้วางในพื้นที่ไม่เท่ากัน รองรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม ดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายแต่สามารถวางเข้ากับบ้านทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว

  1. INDEX FURNITURE : โต๊ะอาหารกระจก รุ่น ซอนย่า 200 ซม.

โต๊ะอาหารกระจกที่โดดเด่นด้วยท็อปกระจกรูปทรงรีโค้งมนบางเฉียบที่ผลิตจากกระจกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายผ่อนคลายในเวลาที่กินข้าว โดยท็อปกระจกนิรภัยยึดติดกับขาไม้คุณภาพสูงทั้ง 4 มุม ซึ่งช่วยกระจายน้ำหนักได้เป็นอย่างดี มีชั้นวางของใต้โต๊ะเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางของและยังหยิบออกมาได้อย่างสะดวก รองรับได้ประมาณ 5-6 ที่นั่ง ให้ความรู้สึกที่ไม่เทอะทะ จัดวางตรงกลางห้องก็ได้เช่นเดียวกัน รวมถึงยังสามารถผสมผสานเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นได้อย่างลงตัว ทนทานต่ออุณหภูมิที่หลากหลายแต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาหรือสารเคมีในการทำความสะอาดเพื่อไม่ให้พื้นผิวเสียหาย

  1. RINA HEY : HECTOR/140

โต๊ะท็อปไม้ดีไซน์สวยงามที่ดูแข็งแรงแต่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพราะมีน้ำหนักเบา ตัวท็อปไม้ทำจาก MDF ทั้งแผ่น ซึ่งรับน้ำหนักและแรงกดทับได้เป็นอย่างดี พร้อมขาโครงเหล็กทั้ง 4 ด้าน ที่เรียวบางแต่แข็งแรงไม่มีความเทอะทะ ที่สำคัญยังปลอดภัยด้วยการออกแบบของมุมขอบโต๊ะที่มีความโค้งมนไม่เป็นอันตราย รองรับที่นั่งได้ประมาณ 5-6 คน เหมาะกับการใช้งานสำหรับคนชอบสังสรรค์หรือบรรยากาศการกินข้าวแบบเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นโต๊ะกินข้าวสำหรับจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งก็ได้เช่นเดียวกัน 

  1. INDEX FURNITURE : ชุดโต๊ะอาหาร รุ่นดาร์โย่+คาร์เมน

โต๊ะอาหารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ผลิตจากไม้ Veneer คุณภาพสูง ให้ความแข็งแรงทนทาน รองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ลวดลายของไม้สวยงามสีธรรมชาติให้ความรู้สึกอบอุ่น ตัวโครงสร้างถูกประกอบขึ้นอย่างแข็งแรงและมีขนาดที่ใหญ่ กว้างขวาง รองรับได้สูงสุดถึง 6 ที่นั่ง เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่และผู้ที่ชื่นชอบการจัดงานสังสรรค์น่าจะถูกใจเป็นพิเศษ ด้วยน้ำหนักและความยาวกว่า 210 เซนติเมตร แถมยังทำด้วยไม้ทั้งชิ้นจึงทำให้เคลื่อนย้ายค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับบ้านหลังใหญ่ที่ไม่ว่าจะวางมุมไหนก็ดูสวยงามได้อย่างลงตัว

  1. IKEA : Lisabo/Tossberg

โต๊ะกินข้าวซีรีส์ Lisabo จาก IKEA ที่การันตีด้วยรางวัล Red Dot Award ที่มาพร้อมความพิเศษกับการประกอบง่าย ออกแบบอย่างประณีตดุจงานฝีมือด้วยท็อปและขาโต๊ะผลิตจากไม้แท้เคลือบแลคเกอร์เพื่อป้องกันความชื้นและรอยขีดข่วน ทำให้สามารถทำความสะอาดง่าย มาพร้อมเก้าอี้เบาะนุ่มผลิตจากใยโพลีเอสเตอร์ 100% ที่มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับน้ำหนักได้ดี ทำให้นั่งสบายไม่เกิดความอึดอัด เหมาะสำหรับบ้านขนาดกลางที่จะช่วยเพิ่มความเรียบหรูด้วยดีไซน์การออกแบบที่สวยงาม พร้อมปรับขอบโต๊ะให้มีความโค้งมนเพื่อไร้กังวลเรื่องอุบัติเหตุ เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีที่สุด

สรุป

โต๊ะกินข้าวทั้งหมด 5 แบบที่เราได้แนะนำไปเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโต๊ะกินข้าวอีกมากมายหลายรูปแบบที่น่าสนใจอีกเพียบ เชื่อว่าบทความนี้คงทำให้ผู้อ่านได้ไอเดียใหม่ๆ ไว้นำไปปรับใช้สำหรับการเลือกซื้อโต๊ะกินข้าวที่รับรองได้ว่าคุณจะต้องพบกับโต๊ะกินข้าวที่ถูกใจทุกคนในครอบครัวและตอบโจทย์การใช้งานสำหรับทุกครอบครัวอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่อ่านข้อมูลและวิธีการเลือกซื้อได้อย่างครบถ้วนแล้ว สามารถเข้ามาเลือกซื้อโต๊ะกินข้าวได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ของดีราคาถูกที่มีให้คุณเลือกซื้ออีกเพียบ